The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teerasak04, 2022-07-27 06:26:11

ภาษาไทย พท11001

ภาษาไทย พท11001

43

4. คําวิเศษณ คือ คาํ ท่ใี ชประกอบคํานาม คําสรรพนาม และคํากริยา เพ่ือบอกลักษณะหรือ

รายละเอียดของคําน้นั ๆ คําวเิ ศษณส วนมากจะวางอยหู ลังคําทีต่ องการบอกลักษณะหรือรายละเอยี ด

คาํ วิเศษณ ไดแ ก สงู ตาํ่ ดํา ขาว แก รอน เยน็ เลก็ ใหญ ฯลฯ

ตวั อยา ง

เขาใสเสอ้ื สแี ดง

จม๋ิ เรียนหนงั สอื เกง

คนตัวสูงวง่ิ เรว็

5. คําบพุ บท คือ คําทแ่ี สดงความสัมพนั ธร ะหวางประโยคหรือคําหนา กับประโยคหรือ

คาํ หลัง

ตวั อยาง

บอกสถานท่ี ใน นอก บน ใต ลาง ไกล ใกล

นกเกาะอยูบนตนไม

บอกความ แหง ของ

เปน เจา ของ การรถไฟแหง ประเทศไทย

แสดงความเปน

ผูรับหรอื แสดง กบั แก แด ตอ โดย เพือ่ ดวย

สง่ิ ทที่ ํากรยิ า

6. คาํ สนั ธาน คอื คาํ ทใ่ี ชเ ชอื่ มขอ ความหรอื ประโยคใหเปน เรอื่ งเดียวกัน

ตัวอยา ง

แต กวา ...ก็ ถึง...ก็

เชื่อมความขัดแยงกนั กวาถว่ั จะสุกงากไ็ หม

พไ่ี ปโรงเรียนแตน องอยบู า น

เช่อื มความท่ี กบั พอ...ก็ ครัน้ ...ก็
คลอยตามกนั พอ กบั แมไปเท่ียว
พอฝนหายตกฟา กส็ วา ง

44

เชือ่ มความท่ีเปน เน่ืองจาก จงึ ฉะนั้น เพราะ
เหตเุ ปน ผลกัน เนือ่ งจากฉนั ต่นื สายจงึ ไปทาํ งานไมทนั
สาเหตขุ องวัยรุนติดยาเสพตดิ เพราะครอบครวั แตกราว

7. คําอทุ าน คือ คาํ ที่เปลงออกมา แสดงถงึ อารมณหรือความรูส ึกของผพู ูด มักอยหู นาประโยค
และใชเคร่อื งหมายอศั เจรีย (! )กาํ กบั หลังคาํ อุทาน
ตวั อยา ง คําอุทาน ไดแ ก โธ! อุย! เอา! อา !

กลุมคําวลี คอื คําทเ่ี รยี งกันต้งั แต 2 คาํ ขึ้นไป สื่อความได แตย ังไมส มบูรณ ไมเปน ประโยค
กลุมคําสามารถทําหนาท่ีเปนประธาน กริยา หรือกรรมของประโยคได

ประโยค คือ ถอยคําท่ีเรียบเรียงขึ้นไดใจความสมบูรณ ใหรูวา ใคร ทําอะไร อยางไร
ในประโยคอยา งนอ ยตอ งประกอบดว ยประธานและกรยิ า

โครงสรางของประโยค
ประโยคจะสมบูรณไ ด จะตองประกอบดว ย 2 สวน คือ สว นทเี่ ปน ภาคประธาน และสว นท่เี ปน

ภาคแสดง

สว นทเี่ ปนภาคประธาน แบงออกเปน ประธาน และสวนขยาย

สว นท่เี ปน การแสดง แบง ออกเปน กรยิ า สว นขยาย กรรม สวนขยาย

ตัวอยาง

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง

ประธาน สว นขยาย กริยา สว นขยาย กรรม สวนขยาย

เด็กเดนิ เดก็ - เดิน - - -

พอกินขาว พอ - กิน - ขาว -

พค่ี นโตกนิ ขนม พ่ี คนโต กิน - ขนม -

แมของฉันวง่ิ แม ของฉัน วงิ่ ทกุ เชา - -

ทุกเชา

สนุ ขั ตวั ใหญ สุนขั ตัวใหญ ไล กัด สนุ ัข ตวั เลก็

ไลกัดสนุ ัขตัวเล็ก

นกั เรยี นหญงิ นกั เรียน หญิง เลน - ดนตรี ไทย

เลนดนตรีไทย

45

การใชประโยคในการสือ่ สาร
ประโยคที่ใชในการสื่อสารระหวางผูส่ือสาร (ผูพูด) กับผูร ับสาร (ผูฟง , ผูอานและผูดู) เพื่อใหมี

ความเขาใจตรงกันนั้นจาํ เปนตองเลือกใชป ระโยคใหเ หมาะสมกบั การส่อื สาร ซ่ึงจาํ แนกไดดังน้ี
1. ประโยคบอกเลา เปนประโยคที่บอกเร่ืองราวตางๆใหผูอื่นทราบวา ใคร ทําอะไร ที่ไหน

เมื่อใด ทําอยา งไร เชน คณุ พอ ชอบเลน ฟุตบอล
2. ประโยคปฏเิ สธ เปนประโยคท่ีมีใจความไมต อบรับ มักมีคาํ วา ไม ไมใ ช ไมได มิได เชน ฉันไม

ชอบเดินกลางแดด
3. ประโยคคําถาม เปน ประโยคที่มีใจความเปนคําถามซึ่งตอ งการคําตอบ มักจะมีคําวา ใคร

อะไร เม่อื ไร เหตุใด เทา ไร วางอยูต นประโยคหรอื ทา ยประโยค เชน ใครขโมยปากกาไป ปลาชอนตัวน้ีมี
น้ําหนักเทาไร

4. ประโยคแสดงความตอ งการ เปน ประโยคท่ีมีใจความท่ีแสดงความอยากได อยากมี หรือ
อยากเปน มักจะมคี าํ วา อยาก ตอ งการ ปรารถนา เชน นักเรยี นไมอยากไปโรงเรียน หมอตอ งการรักษา
คนไขใ หห ายเร็วๆ

5. ประโยคขอรอ ง เปน ประโยคที่มใี จความ ชักชวน ขอรอ ง มักจะมคี ําวา โปรด วาน กรุณา ชวย
เชน โปรดใหค วามชว ยเหลอื อีกครั้ง ชวยยกกลองน้ีไปดวย

6. ประโยคคําสั่ง เปน ประโยคท่ีมีใจความท่ีบอกใหท ําส่ิงใดสิ่งหน่ึง หรือหามทํา ไมใหทํา เชน
นายสมศกั ด์ติ อ งไปจงั หวดั ระยอง บคุ คลภายนอกหามเขา เดก็ ทุกคนอยา เลนเสียงดงั

฀฀฀

กิจกรรม
จงสรา งกลมุ คาํ และประโยคท่ีกําหนดใหต อ ไปน้ี

1. สรา งกลุมคาํ หรอื วลโี ดยใชค าํ ทก่ี าํ หนดให
1. เดิน _________________________________________________
2. ชน _________________________________________________
3. แดง _________________________________________________
4. น้ํา _________________________________________________

2. สรางประโยคโดยใชกลุม คําจากขอ 1 มาจํานวน 4 ประโยค พรอ มกับระบุดวยวาเปน ประโยค
ประเภทใด

1. _____________________________________________________
2. _____________________________________________________
3. _____________________________________________________
4. _____________________________________________________

46

เร่อื งที่ 3 เครอ่ื งหมายวรรคตอนและอักษรยอ

1. เครื่องหมายวรรคตอน
การใชเคร่ืองหมายในภาษาไทย นอกจากจะเขาใจในเรื่องการเวนวรรคตอนแลว

ยังมเี ครื่องหมายอ่ืน ๆ อกี มาก ท้งั ทใี่ ชแ ละไมคอยไดใช ไดแก

เครื่องหมาย วธิ กี ารใช

1. , จลุ ภาค ใชค่นั ระหวา งคาํ หรอื ค่ันกลมุ คาํ หรือค่นั ช่อื เฉพาะ เชน ด,ี เลว

2. . มหพั ภาค ใชเขยี นจบขอความประโยค และเขียนหลังตัวอักษรยอ
หรือตัวเลขหรอื กาํ กับอกั ษรขอ ยอ ย เชน ม.ี ค. , ด.ช. , 1. นาม,
ก.คน ข. สัตว, 10.50 บาท, 08.20 น.

3. ? ปรัศนี ใชกับขอ ความท่ีเปน คาํ ถาม เชน ปลาตวั นรี้ าคาเทาไร?

4. ! อัศเจรยี  ใชกับคําอทุ าน หรอื ขอความท่ีแสดงอารมณตา งๆ เชน อุย
ตายตาย! พุทธโธเ อย! อนจิ จา!

5. ( ) นขลิขิต ใชค ัน่ ขอ ความอธบิ ายหรอื ขยายความขางหนา ใหแ จมแจง
เชน นกมีหูหนมู ปี ก (คางคาว) ธ.ค.(ธันวาคม)

6. ___ สัญประกาศ ใชขดี ใตขอความสําคญั หรอื ขอความทใ่ี หผอู านสงั เกต
เปนพเิ ศษ เชน งานเรมิ่ เวลา 10.00 น.

7. “ ” อัญประกาศ ใชสาํ หรบั เขียนครอ มคาํ หรือขอความ เพอื่ แสดงวา ขอ ความน้นั
เปน คําพูดหรอื เพ่อื เนนความนั้นใหเ ดน ชัดขนึ้ เชน “พูดไป
สองไพเบีย้ น่งิ เสยี ตาํ ลงึ ทอง”

8. – ยัตภิ ังค ใชเ ขียนระหวางคาํ ที่ เขยี นแยกพยางคก นั เพอื่ ใหร พู ยางค
หนา กบั พยางคห ลังนนั้ ติดกันหรอื เปนคําเดยี วกัน คําท่ีเขียน
แยกนน้ั จะอยูในบรรทัดเดียวกันหรอื ตางบรรทัดกันก็
ได เชน ตวั อยา งคําวา ฎกี า ในกรณีคําอยูในบรรทัดเดียว

47

เครอ่ื งหมาย วธิ ีการใช

เชน คําวา สปั ดาห อา นวา สบั - ดา

9. ..... เสน ไขปลาหรือ ใชแสดงชอ งวาง เพ่ือใหเ ตมิ คาํ ตอบ หรอื ใชละขอ ความท่ี
เสน ปรุ ไมตอ งการเขยี น เชน ไอ ........า ! หรอื ละขอ ความทย่ี กมา
เพียงบางสวน หรือใชแ สดงสว นสมั ผสั ที่ไมบ ังคับของ
คําประพันธ

10. ๆ ไมยมก ใชเ ขยี นเพ่ือซ้ําคาํ ซํา้ วลี ซํ้าประโยคส้ัน ๆ เชน
ดาํ ๆ แดง ๆ วันหน่ึง ๆ ทีละนอ ย ๆ พอ มาแลว ๆ

11. ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชล ะขอ ความตอนปลายหรอื ตอนกลาง เชน สตั วพ าหนะ ได
(เปยยาลใหญ) แก ชา ง มา ววั ควาย ฯลฯ

12. ฯ ไปยาลนอย ใชละบางสว นของคําที่เนนชื่อเฉพาะและรูจ ักกนั ดีแลว
(เปยยาลนอย) เชน อุดรฯ กรงุ เทพฯ

13. ” บพุ สัญญา ใชเ ขยี นแทนคําที่ตรงกันกบั คําขางบน
เชน ซือ้ มา 3 บาท

ขายไป 5”

14. ๏ ฟองมัน ใชเ ขียนขึ้นตน บทยอยของคาํ รอยกรอง
ปจจุบนั ไมนยิ มใช

15. มหรรถสัญญา ข้ึนบรรทัดใหมใหต รงยอหนาแรก
หรอื ยอ หนา

16. เวน วรรค ใชแยกคําหรือความทไ่ี มตอ เนื่องกัน ซง่ึ แบง เปนเวน วรรคใหญ

จะใชก ับขอความที่เปน ประโยคยาวหรือประโยคความซอน

และเวนวรรคนอ ยใชกบั ขอ ความท่ใี ชตัวเลขประกอบหนาหลงั

อักษรยอ หรือยศ ตําแหนง

฀฀฀

48

กจิ กรรม
จงใชเครอ่ื งหมายวรรคตอน ตามความเหมาะสมกับขอ ความตอ ไปน้ี

1. วันนี้ลกู สาวส่งั ซื้อขนมทองหยิบทองหยอดเม็ดขนุนฝอยทอง ฯลฯ
2. นทิ านมหี ลายชนิดเชนนิทานชาดกนทิ านปรัมปรานทิ านคติสอนใจ
3. คาํ ตอบขอ น้ถี ูกท้งั ก ข ค ง
4. เธอนดั ใหฉ นั ไปพบในเวลา 08.00 น.
2 . อักษรยอ

อักษรยอ หมายถึง พยัญชนะที่ใชแทนคําหรือขอ ความยาว ๆ เพื่อประหยัดเวลา เนื้อท่ี

และสะดวกตอการเขียน การพดู

ประโยชน ของการใชค ํายอ จะทําใหส ่ือสารไดสะดวก รวดเร็ว แตการใชจ ะตอ งเขา

ใจความหมายและคาํ อา นของคํานนั้ ๆ คํายอแตล ะคาํ จะตองมีการประกาศเปน ทางการใหท ราบท่ัวกัน

เพื่อความเขา ใจทตี่ รงกนั ปจจุบนั มีมากมายหลายคาํ ดวยกนั

ตัวอยา ง วิธีการอานคาํ ยอ จะอานคํายอ หรอื คําเต็มก็ไดแ ลวแตโ อกาส

1. อกั ษรยอของเดอื น

ม.ค. ยอมาจาก มกราคม อานวา มะ-กะ-รา-คม

ก.พ. ยอมาจาก กุมภาพนั ธ อา นวา กมุ -พา-พัน

มี.ค. ยอมาจาก มีนาคม อานวา ม-ี นา-คม

2. อักษรยอ จังหวดั

กบ. ยอมาจาก กระบ่ี

กทม. ยอมาจาก กรงุ เทพมหานคร

ลย. ยอมาจาก เลย

3. อกั ษรยอ ลาํ ดับยศ

ทหารบก

พล.อ. ยอมาจาก พลเอก อานวา พน-เอก

พ.ต. ยอ มาจาก พันตรี อานวา พนั -ตรี

ร.ท. ยอ มาจาก รอยโท อา นวา รอ ย-โท

ทหารอากาศ

พล.อ.อ. ยอมาจาก พลอากาศเอก อานวา พน-อา-กาด-เอก

น.ท. ยอมาจาก นาวาอากาศโท อานวา นา-วา-อา-กาด-โท

ร.ต. ยอมาจาก เรอื อากาศตรี อา นวา เรือ-อา-กาด-ตรี

49

ทหารเรือ

พล.ร.อ.......ร.น. ยอมาจาก พลเรอื เอก....แหงราชนาวี

อานวา พน-เรอื -เอก-แหง-ราด-ชะ-นา-วี

น.ท....ร.น.ยอ มาจาก นาวาโท....แหงราชนาวี อา นวา นา-วา-โท-แหง –ราด-ชะ-นา-วี

ร.ต.....ร.น.ยอ มาจาก เรอื ตร.ี .....แหง ราชนาวี อานวา เรือ-ตร-ี แหง-ราด-ชะ-นา-วี

ตาํ รวจ

พล.ต.อ ยอมาจาก พลตาํ รวจเอก อา นวา พน-ตํา-หรวด-เอก

พ.ต.ท. ยอมาจาก พันตาํ รวจโท อา นวา พัน-ตํา-หรวด-โท

ร.ต.ต. ยอ มาจาก รอยตาํ รวจตรี อานวา รอ ย-ตาํ -หรวด-ตรี

4. อักษรยอ วุฒิทางการศกึ ษา

กศ.ม. ยอมาจาก การศึกษามหาบัณฑติ

กศ.บ. ยอมาจาก การศกึ ษาบัณฑติ

ป.กศ. ยอ มาจาก ประกาศนยี บตั รวชิ าการศกึ ษา

อา นวา ประ-กา-สะ-นี-ยะ-บดั -ว-ิ ชา-กาน-สึก-สา

ป.วส. ยอมาจาก ประกาศนยี บตั รวิชาชีพช้นั สงู

ป.วช. ยอ มาจาก ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี

5. อักษรยอมาตรา ชงั่ ตวง วัด

กก. ยอ มาจาก กิโลกรมั (มาตราช่งั )

ก. ยอมาจาก กรมั

ล. ยอมาจาก ลิตร (มาตราตวง)

กม. ยอมาจาก กิโลเมตร

ม. ยอ มาจาก เมตร (มาตราวัด)

ซม. ยอ มาจาก เซนตเิ มตร

6 . อกั ษรยอ บางคาํ ท่ีควรรู

ฯพณฯ ยอมาจาก พณหวั เจาทาน อา นวา พะ-นะ-หวั -เจา -ทาน

โปรดเกลาฯ ยอมาจาก โปรดเกลาโปรดกระหมอ ม

ทลู เกลาฯ ยอมาจาก ทูลเกลา ทลู กระหมอ ม

นอมเกลาฯ ยอมาจาก นอ มเกลานอ มกระหมอ ม

฀฀฀

50

กิจกรรม
ใหผ เู รียนฝกเขียนอกั ษรยอ ประเภทตา ง ๆ นอกเหนือจากตวั อยางทย่ี กมา
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรือ่ งที่ 4 หลักการใชพจนานกุ รม คาํ ราชาศพั ทและคาํ สุภาพ

1. การใชพจนานกุ รม
การใชภาษาไทยใหถ ูกตองท้ังการพูด การอา นและการเขียน เปนสิ่งท่ีคนไทยทุกคนควร

กระทาํ เพราะภาษาไทยเปนภาษาประจําชาติ แตบางคร้ังเราอาจสับสนในการใชภ าษาไทยไมถูกตอง
เชน อาจจะเขียนหรืออา นคําบางคําผิด เขา ใจความหมายยาก สิ่งหน่ึงท่ีจะชวยใหเ ราใชภาษาไทย
ไดถูกตอ งก็คอื พจนานกุ รม พจนานุกรมเปนหนังสือที่ใชคนควาความหมายของคําและการเขียนคําให
ถกู ตอ ง ซึ่งเรยี งลาํ ดบั ตัวอักษรและสระ ผูเรียนควรมีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไวใชแ ละควร
เปน ฉบบั ลา สดุ

วธิ ีใชพ จนานุกรม การใชพจนานกุ รมมหี ลักกวา ง ๆ ดังนี้
1. การเรียงลาํ ดบั คํา
1.1 เรียงตามลาํ ดบั พยญั ชนะ ก ข ค ง.......ฮ
1.2 เรยี งลาํ ดบั ตามรูปสระ เชน ะ ั า ิ ี ึ ุ ู เ แ โ ใ ไ
1.3 วรรณยุกต     และ ็ (ไมไตค)ู กับ  (ไมท ัณฑฆาต) ไมไดจ ดั เปนลําดับ

พจนานุกรม
2. การพิจารณาอักขรวิธี ในพจนานกุ รมจะบอกการพิจารณาอักขรวิธีโดยละเอียด เชน

กรณที ่ีตัวสะกดมอี กั ขระซํ้ากนั หรือตวั สะกดทีม่ ีอกั ษรซอ นกัน ตลอดจนบอกถึงหลักการประวิสรรชนีย
ฯลฯ

3. การบอกเสียงการอาน คําท่ีมีการสะกดตรง ๆ จะไมบ อกเสียงอาน แตจ ะบอกเสียง
อานเฉพาะคาํ ทอ่ี าจมีปญ หาในการอา น

4. การบอกความหมาย ใหความหมายไวหลายนยั โดยจะใหค วามหมายท่ีสาํ คัญหรอื เดน
ไวกอ น

5. บอกประวตั ิของคาํ และชนิดของคาํ ในเรือ่ งประวตั ขิ องคาํ จะบอกท่ีมาไวท า ยคาํ
โดยเขียนเปนอักษรยอไวในวงเลบ็ เพอ่ื รวู า คํานน้ั มาจากภาษาใด และเพื่อใหรวู า คาํ นัน้ เปนคําชนิดใด
ในพจนานกุ รมจะมตี ัวอักษรยอเลก็ ๆ หลงั คาํ น้ัน เชน ก. = กรยิ า บ.= บพุ บท เปน ตน

เพอ่ื ใหผ เู รียนไดร ับประโยชนเตม็ ทจ่ี ากการใชพ จนานกุ รม ผเู รยี นควรอานวิธใี ชพจนานกุ รม
โดยละเอียดกอนจะใช

51

ประโยชนของพจนานุกรม

พจนานุกรมชว ยใหอ า นและเขียนภาษาไทยไดอยา งถูกตองและเขาใจภาษาไดอยา งลึกซึ้ง

ทําใหเปนคนท่ีมีความสามารถในการใชภ าษาไดอยางดีและมั่นใจเม่ือตอ งติดตอธุรกิจการงานหรือส่ือ

ความหมายกบั บคุ คลตาง ๆ

2. คาํ ราชาศพั ทและคาํ สภุ าพ

ชาตไิ ทยมลี กั ษณะพิเศษในการใชภาษากับบุคคลช้ันตา งๆ ภาษาที่ใชจะแสดงความสุภาพ

และคาํ นึงถงึ ความเหมาะสมเสมอ ภาษาที่ถือวาสุภาพ ไดแก คําราชาศัพทและคําสุภาพ คําราชาศัพท

หมายถงึ คาํ ทใ่ี ชก บั พระมหากษตั รยิ  พระบรมวงศานุวงศ ขา ราชการและพระสงฆ สว นคําสุภาพ หมายถึง

คาํ ท่ีสภุ าพชนท่ัวไป นิยมใช ไมใชคาํ หยาบ ไมใ ชคาํ สบถสาบาน เชน โกหก ใช พูดเท็จ รู ใช ทราบ หัว

ใช ศีรษะ กนิ ใช รับประทาน โวย -คะ ครบั ฯลฯ
ตวั อยางคาํ ราชาศัพท
1. คาํ นามราชาศพั ท

คาํ ราชาศพั ท คําแปล

พระราชบดิ า พระชนกนาถ พอ

พระราชมารดา พระราชชนนี แม

สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ พระราชโอรส ลูกชาย

สมเดจ็ พระเจา ลกู เธอ พระราชธิดา ลกู สาว

พระตาํ หนัก ทพี่ กั

พระบรมฉายาลกั ษณ รปู ภาพ

2. กริยาราชาศพั ท

2.1 กรยิ าไมตองมีคํา “ทรง” นาํ

คาํ ราชาศพั ท คําแปล

ตรสั พูด

ประทับ อยู นั่ง

รบั สัง่ สั่ง

เสดจ็ ไป

2.2 คํากริยาท่ีเปนภาษาธรรมดา เม่ือตองการใหเ ปนราชาศัพท ตองเติม “ทรง”

ขางหนา เชน ฟง เปน ทรงฟง ทราบ เปน ทรงทราบ เปน ตน

2.3 คํากริยาสาํ หรบั บุคคลทวั่ ไปใชก ับพระเจา แผนดนิ

คําราชาศัพท คําแปล

ถวายพระพร ใหพร

ขอพระราชทาน ขอ

เฝาทูลละอองธลุ ีพระบาท ไปหา หรอื เขาพบ

52

2.4 คาํ กรยิ าเกยี่ วกับพระสงฆ คําแปล
คําราชาศัพท เชิญ
อาราธนา
ไหว
นมัสการ ปวย
อาพาธ ให
ถวาย

ดงั นั้นสรุปไดวา
1. การใชพจนานุกรมใหไ ดป ระโยชนอยา งเตม็ ที่ ควรอา นวิธใี ชพจนานุกรมโดยละเอยี ดกอนใช
2. การเรยี นรกู ารใชอ ักษรยอเปนการประหยัดเวลาในการส่ือความหมาย ผเู รียนควรจะศกึ ษา

ไวเพ่อื ใชใหถ กู ตองทั้งการอา นและการเขยี น
3. การเรียนรูค ําราชาศัพทเ ปนประโยชนตอ ผูเ รียนในการเลือกใชค ําศัพทใ หเ หมาะสมกับ

โอกาสและบุคคลระดับตาง ๆ

฀฀

กจิ กรรม

จงเตมิ คาํ หรือขอความใหถกู ตอง
1. วิธกี ารใชพ จนานกุ รม
1. _____________________________________________
2. _____________________________________________
3. _____________________________________________
4. _____________________________________________
5. _____________________________________________
2. เขียนคาํ ราชาศัพทม า 7 คาํ
________________________________________________
________________________________________________
________________________________________________
3. เขยี นคําสุภาพมา 7 คํา
________________________________________________

53

เรื่องท่ี 5 สาํ นวนภาษา

สํานวนภาษา

สํานวนภาษา หมายถึง ถอ ยคําที่มีลักษณะพิเศษ ใชเพื่อรวบรัดความที่ยาวๆ หรือเพ่ือ

เปรยี บเทยี บ เปรยี บเปรย ประชดประชัน หรอื เตอื นสติ ทําใหม คี วามหมายลึกซึ้งยิ่งกวา ถอยคําธรรมดา

สํานวนภาษามีความหมายคลา ยกับโวหารซึ่งรวมถึงอุปมาและอุปไมย บางครั้งจะเรียกซอนกันวา

สํานวนโวหาร คนไทยใชสํานวนหรือสํานวนภาษามานานจนถึงปจ จุบัน จึงมีสํานวนภาษารุน เกาและ

สํานวนท่ีเกิดข้ึนใหม สํานวนภาษาเปนวัฒนธรรมทางภาษาซ่ึงเปนมรดกตกทอดมาถึงปจจุบัน และ

สืบสานมาเปน สํานวนภาษารุนใหมอกี มากมาย

ภาษาไทยท่เี ราใชพ ดู จาส่ือสารกนั นน้ั ยอ มมสี องลกั ษณะ ลกั ษณะหนึ่งคือ เปนถอ ยคํา ภาษาท่ี

พูดหรอื เขียนกันตรงไปตรงมาตามความหมาย เปนภาษาทีท่ ุกคนฟงเขาใจกัน อกี ลักษณะหน่ึงคอื ถอยคํา

ภาษาที่มีช้ันเชิงผูฟงหรือผูอานตองคิดจึงจะเขาใจ แตบางคร้ังถาขาดประสบการณดา นภาษาก็จะไม

เขา ใจ ภาษาที่มีชั้นเชิงใหอีกฝายหนึ่งตองคิดน่ีเอง คือสํานวนภาษา บางคนเรียกวา สําบัดสํานวน

สํานวนภาษามีสักษณะตา ง ๆ ดังกลา วขา งตนนนั้ เรยี กแตกตางกัน ดงั นี้

1. สาํ นวน คือ สํานวนภาษาทใ่ี ชเ พ่ือเปนการรวบรดั ตดั ขอ ความทีต่ อ งพูดหรืออธิบายยาว ๆ

ใหส ้นั ลงใชเพยี งสั้น ๆ ใหกินความหมายยาว ๆ ได เชน

ปลากระด่ีไดนํ้า หมายถึง แสดงกริ ยิ าทาทางดดี ดิน้ ราเรงิ

ท่เี ทา แมวด้ินตาย ท่ีดินหรือเนื้อท่เี พยี งเลก็ นอย ไมพอจะทาํ

ประโยชนอ ะไรได

เลอื ดเย็น ไมสะทกสะทาน เหี้ยม

แพแตก พลดั พรากจากกนั อยา งกระจัดกระจาย ไมอ าจ

จะมารวมกนั ได

ไมมีปม ีกลอง ไมมีปมีขลยุ ไมมีเคามากอนเลยวาจะเปน เชนน้ี จู ๆ ก็เปน

ขึน้ มา หรอื ตัดสนิ ใจทําทันที

รกั ดีหามจว่ั รักช่วั หามเสา หมายถงึ ใฝดีจะมีสุข ใฝช ัว่ จะพบความลาํ บาก
สวยแตรูป จบู ไมหอม
มรี ูปรา งหนาตางาม แตค วามประพฤตแิ ละ

กิริยามารยาทไมดี

อดเปรีย้ ว ไวกินหวาน อดใจไวก อ น เพราะหวงั ส่ิงทด่ี ี ส่งิ ทีป่ รารถนาขา งหนา

ฯลฯ

54

สํานวนตาง ๆ ยอ มมที ่มี าตา ง ๆ กนั เชน จากการดูลักษณะนิสัยใจคอของคน จากเหตุการณ

แปลก ๆ จากความเปน ไปในสังคม จากสิ่งแวดลอม นิทาน ประวัติศาสตร ตํานาน ฯลฯ สํานวนจึง

เกดิ ข้นึ เสมอ เพราะคนชางคดิ ยอมจะนาํ เร่ืองนั้นเรื่องน้ีมาผูกเปน ถอ ยคาํ สาํ นวนสมัยใหมท ่ีไดยินเสมอ ๆ

เชน

เข้ียวลากดิน หมายถงึ คนเจาเลห  รมู าก ชํานาญ เช่ยี วชาญ

(ในเรอื่ งไมดี) ชนั้ เชงิ มาก

สม หลน หมายถึง ไดรับโชคลาภโดยไมไดค ดิ หรอื คาดหวัง

ไวก อน

เด็กเสน หมายถงึ มีคนใหญคนโต หรอื ผมู ีอิทธิพลทีค่ อย

ชวยเหลอื หนนุ หลงั อยู

อม หมายถงึ แอบเอาเสยี คนเดยี ว ยกั ยอกไว

ฯลฯ

2. คําพงั เพย คือ สํานวนภาษาทใ่ี ชเปรียบเทยี บหรอื เปรยี บเปรย ประชดประชัน

มีความหมายเปนคตสิ อนใจ มลี ักษณะคลายกบั สภุ าษติ อาจจะเปน คาํ กลา วติชมหรือแสดงความคิดเห็น

คาํ พงั เพยเปน ลกั ษณะหนงึ่ ของสาํ นวนภาษา เชน

กนิ บนเรือน ข้ีบนหลังคา หมายถงึ เปรยี บกบั คนอกตญั ู หรอื เนรคุณ
ขายผา เอาหนา รอด
หมายถึง ยอมเสยี สละแมส่ิงจาํ เปน ท่ตี นมอี ยู

เพ่ือรักษาชื่อเสียงของตนไว

คางคกขน้ึ วอ แมงปอใสต งุ ติ้ง หมายถึง คนท่ฐี านะตาํ่ ตอยพอไดด บิ ไดด ี

กม็ ักแสดงกริ ิยา อวดดี

ตาํ ขา วสารกรอกหมอ หมายถึง คนเกียจครานหาเพยี งพอกินไปมอื้

หน่ึง ๆ ทาํ พอใหเ สรจ็ ไปเพยี งครงั้ เดียว

นาํ้ ทวมปาก หมายถึง พูดไมออก เพราะเกรงจะมภี ัย

แกต นและคนอนื่

บอกหนงั สอื สังฆราช หมายถึง สอนส่ิงท่ีเขารอู ยแู ลว

ปลาํ้ ผีลุก ปลุกผนี งั่ หมายถงึ พยายามทาํ ใหเ ปนเร่อื งเปน ราวขนึ้ มา

ม่งั มีในใจ แลน ใบบนบก หมายถงึ คดิ ฝน ในเร่ืองท่เี ปนไปไมไ ด

คิดสมบตั บิ าสรา งวมิ านในอากาศ

ราํ ไมดโี ทษปโทษกลอง หมายถึง ทําไมดี หรือทําผิดแลว ไมร ับผดิ

กลบั โทษผอู ื่น

หาเลอื ดกับปู หมายถึง เคย่ี วเข็ญหรอื บีบบังคบั เอากับผูท ี่

ไมมีจะให

55

เอามือซกุ หีบ หมายถึง หาเรอื่ งเดอื ดรอ นหรือความลําบาก

ใสตัวโดยใชท ่ี

3. สภุ าษติ คือ สาํ นวนภาษาทใี่ ชเ ปน เครื่องเตอื นสติ คาํ กลา วสอนใจในสิ่งที่เปนความจริงแท

แนน อนเปนสัจธรรม มักกลาวใหทําความดหี ลีกหนคี วามชั่ว เชน

กลานกั มักบิน่ หมายถึง กลาหรือหาวหาญเกินไปมกั ได รบั อนั ตราย

เขาเถือ่ นอยาลืมพรา หมายถึง ใหมีสตอิ ยาประมาท เชนเดยี วกับ

เวลาจะเขาปาตองมมี ีดติดตวั ไปดว ย

เดินตามหลังผูใหญหมาไมก ดั หมายถึง ประพฤติตามผูใ หญย อมปลอดภัย
ตดั หนามอยา ไวหนอ
หมายถงึ ทาํ ลายสง่ิ ช่วั รา ยตองทําลายใหถงึ ตน ตอ

นํา้ ข้นึ ใหรบี ตกั หมายถงึ มโี อกาสควรฉวยไว หรือรีบทํา

บวั ไมช ํ้า น้าํ ไมขุน หมายถึง รูจกั ผอนปรนเขาหากัน มิใหก ระทบ

กระเทอื นใจกนั รจู ักถนอมนํา้ ใจกัน

มิใหข นุ เคอื งกนั

ใฝรอ นจะนอนเย็น หมายถงึ ขยนั ขนั แข็งต้งั ใจทํางานจะสบายเมื่อ

ภายหลัง

ใฝเย็นจะดน้ิ ตาย หมายถึง เกียจครานจะลาํ บากยากจนภายหลัง

แพเ ปน พระ ชนะเปนมาร หมายถึง การรูจ กั ยอมกนั จะทําใหเรือ่ งสงบ

มุงแตจ ะเอาชนะจะมีแตความ

เดือดรอน

รกั ยาวใหบั่น รักสั้นใหต อ หมายถงึ รักจะอยดู ว ยกันนานๆ ใหตดั

ความโกรธอาฆาตพยาบาทออกไป

ถาไมค ดิ จะรักกนั นานกใ็ หโตเถยี ง

เรือ่ งทโ่ี กรธกันและทําใหไมตรี ขาดสะบน้ั

เอาพิมเสนไปแลกเกลือ หมายถึง ลดตวั ลงไปทะเลาะหรอื มีเรอ่ื งกบั

คนท่ตี า่ํ กวามแี ตจะเสีย

สํานวนภาษานเี้ ปน วัฒนธรรมอยางหนึง่ ของคนไทย จงึ มอี ยูทุกทอ งถ่นิ เชน

ภาคเหนอื

ทํามชิ อบเขา ลอบตนเอง หมายถึง กรรมที่ผูใ ดทาํ ไวย อ มสงผลใหแ กผนู ั้น

คนรกั ใหญเ ทา รอยตีนเสือ หมายถงึ คนรกั มีนอย คนชงั มมี าก

ขา วเหลอื เกลืออิ่ม หมายถึง อยูดกี ินดี

56

ภาคใต ปากอี้ฆา คอ

หมายถงึ ปลาหมอตายเพราะปาก

ใหญพรา วเฒา ลอกอ หมายถึง อายุมากเสยี เปลา ไมไ ดม ีลกั ษณะเปนผใู หญ

ชา งแลนอยา ยุงหาง หมายถึง อยาขดั ขวางผูทม่ี อี ํานาจ หรอื เหตุการณท ี่

กาํ ลงั รุนแรงอยา ไปขัดขวาง

ฯลฯ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตีกลองแขง เสยี งฟา ขม่ี าแขง หมายถึง แขง ดีหรอื ผมู ีอํานาจวาสนาไมมีทางจะสูได
ตาแวน (ตะวัน)

น้าํ ขึน้ ปลาลอย นาํ้ บกหอยไต หมายถงึ ทใี ครทมี ัน
ตกหมแู ฮง (แรง) เปนแฮง
หมายถงึ คบคนดีจะพาใหตนดีดวย

ตกหมกู าเปนกา หมายถึง คบคนช่วั จะพาใหต นชว่ั ตาม

ฯลฯ

การรูจักสาํ นวนไทย มีประโยชนใ นการนํามาใชในการพูดและการเขียน ทําใหไมตองพูดหรือ

อธบิ ายยาวๆ เชน ในสํานักแหงหน่ึง จู ๆ ก็เกิดมีของหาย ทั้ง ๆ ที่ไดมีการรักษาปองกันอยา งเขม งวด

กวดขัน ไมใหมีคนภายนอกเขามาได แตของก็ยังหายได เหตุการณ เชนน้ีก็ใชสํานวนภาษาสั้น ๆ วา

“เกลือเปน หนอน” ไดซ งึ่ หมายถึงคนในสํานักงานน้ันเองเปน ไสศ ึกใหค นภายนอกเขามาขโมยของหรือ

เปน ขโมยเสียเอง

ถาจะเตือนสติคนท่ีกําลังหลงรักหญิงที่มีฐานะสูงกวา ซ่ึงไมมีทางจะสมหวังในความรัก ก็ใช

สํานวนภาษาเตอื นวา “ใฝส ูงเกินศักดิ์”

นอกจากจะใชส าํ นวนภาษาในการประหยัดคาํ พูด หรือคาํ อธบิ ายไดแลว ยังทาํ ใหค ําพูดหรือ

ขอ เขียนนั้นมีคุณภาพแสดงความเปน ผรู จู กั วัฒนธรรมของผใู ชด วย

฀฀฀

57

กิจกรรม

จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี

1. ใหเขียนสํานวน 3 สํานวน

___________________________________________________

___________________________________________________

___________________________________________________

___________________________________________________

2. ใหเ ขียนคําพังเพย 3 คาํ พังเพย

___________________________________________________

___________________________________________________

___________________________________________________

3. ใหเขยี นสุภาษติ 3 สภุ าษติ

___________________________________________________

___________________________________________________

เรื่องท่ี 6 การใชทกั ษะทางภาษาเปนเครื่องมอื การแสวงหาความรู

การสอื่ ความหมายของมนษุ ยเปน ส่งิ ท่ีจําเปนอยา งยิ่ง และการสื่อสารจะดีหรือไมด ีขึ้นอยูกับ
ทักษะทางภาษาของแตละคน ซง่ึ เกิดขนึ้ ไดจะตองมีการฝก เปนประจาํ เชน ทักษะการฟง ทักษะการพูด
ทักษะการอาน ทกั ษะการเขยี น และทักษะตาง ๆ เหลาน้ีไดม ีการซึมซับอยูในคนทุกคนอยูแลว เพียงแตว า
ผใู ดจะมโี อกาสไดใ ชไดฝ ก ฝนบอย ๆ กจ็ ะเกิดทกั ษะท่ชี ํานาญขึน้

ในการแลกเปลี่ยนขอ มูล ขาวสาร ความรู ความเขา ใจของคนในอดีตจะเปนการสื่อสาร
โดยตวั ตอ ตวั เพราะอดตี คนในสงั คมมีไมม าก แตปจ จบุ นั คนในสงั คมเร่ิมมากข้ึน กวา งข้ึน การแลกเปลี่ยน
ขา วสารขอมูลจึงจําเปน ตอ งใชเ คร่ืองมือสื่อสารไดรวดเร็วกวา งไกลและท่ัวถึง ไดแ ก โทรศัพท โทรเลข
โทรทัศน วทิ ยุ โทรสาร คอมพิวเตอร ซ่งึ เครือ่ งมือแตละประเภทมจี ุดเดนหรอื ขอจาํ กัดทแี่ ตกตางกันไป

การใชภ าษาในชีวิตประจําวนั ไมว า จะเปน ภาษาพูดหรือภาษาการเขียน จะตอ งใหเ หมาะสมกับ
บคุ คลและสถานการณ เชน กิน เปนภาษาท่ใี ชก ันในกลุมเพอ่ื นหรอื บคุ คลคุนเคย แตถ าใชก ับบุคคลท่ีเปน
ผใู หญหรอื คนที่ไมค นุ เคย จะตอ งใชภ าษาท่สี ภุ าพวา ทาน หรอื รับประทาน

แม  คุณแม  มารดา หมอ  คุณหมอ  แพทย เปน ตน

58

การใชภ าษาไทยนอกจากจะตอ งมคี วามรู ความเขา ใจของภาษาแลว สง่ิ สาํ คญั อยางย่ิงประการ
หนง่ึ คอื ความมีคณุ ธรรมในการใชภ าษา ไมว าจะเปนภาษาพูด หรือภาษาเขียน

วิธกี ารใชภ าษาไดเหมาะสม ดงี าม มดี งั นี้
1. ใชภาษาตรงไปตรงมาตามขอ เทจ็ จริงทเ่ี กิดขึน้ ไมพ ูดโกหก หรอื หลอกลวง
ใหรา ยผูอ่นื
2. ใชภาษาไพเราะ ไมใ ชคาํ หยาบ
3. ใชภาษาใหเ หมาะสมกับกาลเทศะและระดบั ของบคุ คลท่ีสอ่ื สารดวย
4. ใชภ าษาเพ่อื ใหเกิดความสามัคคี ความรัก ไมทาํ ใหเ กดิ ความแตกแยก
5. ใชภ าษาใหถกู ตองตามหลักการใชภ าษา

฀฀฀

กจิ กรรม

จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
วธิ กี ารใชภาษาไดเหมาะสม มอี ะไรบา ง
1. ___________________________________________________
2. ___________________________________________________
3. ___________________________________________________
4. ___________________________________________________
5. ___________________________________________________

เร่ืองท่ี 7 ลักษณะของคาํ ไทย คําภาษาถิน่ และคาํ ภาษาตา งประเทศในภาษาไทย

การนําคําภาษาถิ่นและภาษาตางประเทศมาใชในภาษาไทย จึงทําใหภ าษาไทยมีคําท่ีใช
สื่อความหมายหลากหลายและมีจํานวนมากข้ึน ซึ่งไมวาจะเปนคําไทย คําภาษาถิ่น หรือคําภาษา
ตางประเทศตา งกม็ ีลักษณะเฉพาะท่ีแตกตางกัน
1. ลักษณะของคําไทย มีหลักการสงั เกต ดงั นี้

1.1 มลี ักษณะเปน คําพยางคเ ดยี วโดด ๆ มีความหมายชดั เจน เปน คาํ ที่ใชเรยี กช่ือ คน สัตว
สง่ิ ของ เชน แขน ขา หวั พอ แม เดนิ วิง่ นอน ฯลฯ

แตมีคําไทยหลายคําหลายพยางคซ ึ่งคําเหลานม้ี สี าเหตุมาจากการกรอ นเสียงของคําหนาที่
นํากรอนเปน เสียงส้นั (คาํ หนากรอ นเปน เสยี งสนั้ ) กลายเปน คาํ ทปี่ ระวิสรรชนยี  เชน

59

มะมว ง มาจาก หมากมวง

มะนาว มาจาก หมากนาว

มะกรูด มาจาก หมากกรดู

ตะขบ มาจาก ตน ขบ

ตะขาบ มาจาก ตวั ขาบ

- การแทรกเสียง หมายความวา เดิมเปน คําพยางคเดียว 2 คําวางเรียงกัน ตอมาแทรก

เสียงระหวางคําเดมิ 2 คํา และเสยี งทแ่ี ทรกมกั จะเปน เสยี งสระอะ เชน

ผักกะเฉด มาจาก ผักเฉด

ลกู กระดุม มาจาก ลูกดุม

ลูกกะทอน มาจาก ลกู ทอ น

- การเตมิ เสยี งหนา พยางคหนา เพ่ือใหม ีความหมายใกลเ คียงคําเดิม และมีความหมาย

ชัดเจนข้ึน เชน

กระโดด มาจาก โดด

ประทว ง มาจาก ทว ง

ประทับ มาจาก ทับ

กระทํา มาจาก ทํา

ประเดี๋ยว มาจาก เดยี๋ ว

1.2 มีตวั สะกดตรงตามมาตรา เชน จง (แมก ง) ตัก (แมก ก) กบั (แมก บ) เปน ตน

1.3 ไมน ยิ มมีคําควบกลํา้ เชน ทราบ ตราบ สรวง ประพฤติ เปน ตน

1.4 ไมมตี วั การนั ต คาํ ทุกคําสามารถอา นออกเสียงไดหมด เชน แม นารัก ไกล

1.5 คําไทยคําเดียว อาจมีความหมายไดหลายอยาง เชน ขันตักนํ้า นกเขาขัน

หัวเราะขบขัน

1.6 มีรูปวรรณยุกตก ํากับเสียง ทั้งที่ปรากฏรูปหรือไมปรากฏรูป เชน นอน

(เสยี งสามญั ไมปรากฏรปู ) คา (เสียงตรี ปรากฏรปู ไมโท)

1.7 คาํ ทอี่ อกเสียง ไอ จะใชไมม ว น ซงึ่ มอี ยู 20 คํา นอกนั้นใชไ มมลาย

ผูใหญหาผา ใหม ใหส ะใภใ ชค ลอ งคอ

ใฝใจเอาใสห อ มิหลงใหลใครขอดู

จะใครล งเรอื ใบ ดนู ํ้าใสและปลาปู

ส่ิงใดอยูใ นตู มิใชอยใู ตต ัง่ เตยี ง

บา ใบถอื ใยบวั หตู ามวั มาใกลเคยี ง

เลาทอ งอยาละเล่ียง ยีส่ บิ มว นจาํ จงดี

60

2. ลักษณะของคาํ ภาษาถนิ่
ภาษาถิ่น หมายถึง คําท่ีใชในทองถ่ินตางๆ ของประเทศไทยท่ีมีลักษณะแตกตา งจาก

ภาษากลาง เชน ภาษาถนิ่ ใต ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถ่ินเหนือ ซ่ึงภาษาถิน่ เหลา นี้เปน ภาษาที่ใชกันเฉพาะ

คนในถนิ่ นัน้
ตัวอยาง เปรยี บเทยี บภาษากลาง และภาษาถ่นิ

ภาษากลาง ภาษาถิ่นเหนอื ภาษาถ่ินอีสาน ภาษาถิ่นใต

พูด อู เวา แหลง
มะละกอ มะกวยเตด หมากหงุ ลอกอ
อรอ ย ลาํ แซบ หรอย

สับปะรด มะขะนดั หมากนดั ยา นัด
ผม/ฉัน ขา เจา เฮา ขอย ฉาน

3. ลกั ษณะของคําภาษาถน่ิ ตา งประเทศที่ปรากฏในภาษาไทย
คําภาษาตา งประเทศท่ีใชอ ยูในภาษาไทยมีอยูม ากมาย เชน ภาษาจีน ภาษาเขมร ภาษา

องั กฤษ แตทใ่ี ชกนั อยสู วนใหญม าจากภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ซึ่งมีสาเหตุมาจากประเทศไทยมีการ
ติดตอ และมกี ารเจรญิ สัมพันธไมตรีกับชาติน้ัน ๆ จึงยืมคํามาใช ซ่ึงทําใหภาษาไทยมีคําใชในการติดตอ

ส่อื สารมากขน้ึ
ตัวอยาง

ภาษาจนี ภาษาองั กฤษ

ตงฉนิ แปะเจ๊ยี ะ กวยจบ๊ั ชินแส กก อง้ั โล โฮมรมู ซอส โชว แชมป คลนิ ิก แท็กซี่ ปม แสตมป
เหลา ฮอ งเต ตง้ั ฉา ย แซยดิ ซอี ว้ิ เซยี น มอเตอรไซค ฟต อเิ ลก็ ทรอนกิ ส คอมพิวเตอร คอรด
เตาฮวย เตาหู

฀฀฀

61

กจิ กรรม
จงตอบคําถามตอไปนี้

1. ลักษณะของคําไทยมอี ะไรบา ง
1. _________________________________________________
2. _________________________________________________
3. _________________________________________________

2. จงเขยี นคาํ ภาษาตา งประเทศทนี่ ํามาใชใ นภาษาไทยมา 10 คํา
____________________________________________________
____________________________________________________

62

บทที่ 6
วรรณคดีและวรรณกรรม

สาระสําคัญ
วรรณคดีและวรรณกรรม เปน สื่อทมี่ คี ณุ คาควรไดอ า นและเขาใจ จะมปี ระโยชนต อตนเองและ

ผูอ ่ืน โดยการอธิบายและเผยแพรนิทาน นิทานพื้นบาน วรรณกรรมทอ งถ่ิน และวรรณคดีเรื่องน้ัน ๆ
ตอ ๆ กนั ไป

ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวัง ผูเรียนสามารถ
1. อธบิ ายความหมาย คุณคาและประโยชนข องนทิ าน นทิ านพ้นื บาน และวรรณกรรมทอ งถน่ิ ได
2. อธิบายความหมายของวรรณคดี และขอ คดิ ท่ไี ดรับจากวรรณคดที ่ีนาศกึ ษาได

ขอบขา ยเนอื้ หา
เรอื่ งท่ี 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของนิทาน นทิ านพ้นื บาน และ

วรรณกรรมทอ งถ่ิน
เร่อื งที่ 2 ความหมายของวรรณคดี และวรรณคดที นี่ าศกึ ษา

63

เรื่องที่ 1 ความหมาย คณุ คา และประโยชนข องนิทาน นิทานพนื้ บาน
และวรรณกรรมทอ งถิ่น

1. ความหมาย คุณคา และประโยชนของนิทาน
1.1 นิทาน หมายถึง เรอื่ งทเ่ี ลา สืบทอดกันมา ไมม กี ารยืนยนั วา เปน เรอ่ื งจรงิ เชน นทิ าน

เดก็ เล้ยี งแกะหรอื เทวดากับคนตดั ไม เปนนทิ านสวนใหญ จะแฝงดว ยคติธรรม ซึ่งเปน การสรปุ สาระให
ผฟู ง หรือผอู านปฏบิ ัตติ าม

1.2 คณุ คา
1.2.1 ใชเ ปนขอคดิ เตอื นใจ เชน ทาํ ดไี ดด ี ทาํ ชัว่ ไดช วั่
1.2.2 เปนมรดกของบรรพบุรุษที่เปน เรอื่ งเลา ใหฟ ง ทง้ั ไดรบั ความรแู ละ

ความเพลดิ เพลิน
1.2.3 ไดรับประโยชนจ ากการเลาและการฟงนทิ านทัง้ ดา นภาษาและคติธรรม

1.3 ประโยชนของนทิ าน
1.3.1 ไดร บั ความรเู พ่ิมเตมิ
1.3.2 ไดรับความเพลดิ เพลิน สนุกสนาน
1.3.3 ไดข อ คิดเตอื นใจนําไปใชป ระโยชน

2. ความหมาย คุณคา และประโยชนจ ากนทิ านพืน้ บาน
2.1 นิทานพืน้ บาน หมายถึง เร่อื งเลาทเ่ี ลา สืบทอดกันมา สว นใหญเน้อื หาจะเปนลกั ษณะ

เฉพาะถ่ิน โดยอา งอิงจากสถานทหี่ รือบุคคลซ่งึ เปน ทร่ี ูจ กั รว มกนั ของคนในถ่นิ น้นั ๆ เชน นิทานพน้ื บา น
ภาคกลาง เรอื่ งลกู กตัญู นทิ านพ้นื บานภาคใต เรื่องพษิ งูเหลอื ม นทิ านพนื้ บา นภาคเหนอื เรอ่ื งเชียงเหม้ยี ง
ตําพระยา และนทิ านพืน้ บา นภาคอีสาน เร่ือง ผาแดงนางไอ

2.2 คณุ คา
2.2.1 เปนเรอ่ื งเลาที่เลาสืบทอดกนั มา ซง่ึ แสดงใหเ ห็นถงึ ส่ิงแวดลอม

ชีวิตความเปนอยูในสมยั กอน
2.2.2 ถือเปนมรดกสาํ คัญท่ีบรรพบรุ ุษมอบใหแ กค น
2.2.3 ใหขอคดิ เตือนใจทจี่ ะนาํ ไปใชป ระโยชนได

2.3 ประโยชน
2.3.1 ไดร บั ความรแู ละความเพลดิ เพลินจากการเลา การอา น และการฟง
2.3.2 ไดน ําความรูไ ปใชป ระโยชน
2.3.3 ใชเ ผยแพรใ หเ ยาวชนรนุ หลังไดร ู ไดเขา ใจนทิ านพื้นบานของบรรพบรุ ุษ

64

3. ความหมาย ความสําคญั และประโยชนจากวรรณกรรมทอ งถ่นิ
3.1 ความหมาย
วรรณกรรมทองถิน่ เปน เรือ่ งราวทม่ี มี านานในทอ งถ่ิน และมตี วั ละครเปน ผนู ําเสนอ

เนื้อหาสาระของเรอื่ งราวนนั้ เชน เร่อื งสาวเครอื ฟา หรือวงั บัวบาน เปนตน
3.2 คุณคา
3.2.1 แสดงถึงชีวติ ความเปนอยู สังคม และวัฒนธรรมของทอ งถิน่ นน้ั
3.2.2 เปนเร่ืองท่ใี หข อ คดิ ขอ เตือนใจ
3.2.3 เปนมรดกสาํ คัญทีม่ ีคุณคา
3.3 ประโยชน
3.3.1 ไดความรู ความเพลดิ เพลิน
3.3.2 นําขอ คดิ ขอ เตือนใจ และสรุปนาํ มาใชใหเปน ประโยชนต อ ตนเอง
3.3.3 เปนความรทู เ่ี ผยแพรไ ด

฀฀฀

เร่อื งที่ 2 ความหมายของวรรณคดี และวรรณคดที ่นี า ศึกษา

1. ความหมายของวรรณคดี
วรรณคดี หมายถึง เรอ่ื งแตงท่ไี ดร ับยกยองวาแตงดี เปนตัวอยางดา นภาษา แสดงใหเ ห็น

ถึงวัฒนธรรมความเปนอยูใ นยุคน้ัน ๆ แตง โดยกวีท่ีมีชื่อเสียง เชน วรรณคดีเรื่อง ขุนชางขุนแผน
พระอภัยมณี และสังขทอง เปนตน

วรรณคดที แี่ ตง ดีมลี กั ษณะดงั นี้
1. เน้ือเรอ่ื งสนกุ สนาน ใหขอ คิด ขอ เตือนใจ ที่ไมล า สมยั
2. ใชภ าษาไดเ พราะ และมคี วามหมายดี นําไปเปนตวั อยางของการแตง คําประพนั ธได
3. ใชฉากและตวั ละครบรรยายลักษณะนสิ ยั และใหข อคิดทผี่ ูอ านตีความ โดยฉากหรอื
สถานทเี่ หมาะสมกบั เร่ือง
4. ไดรบั การยกยอง และนําไปเปน เรื่องใหศ กึ ษาของนกั เขียนและนกั คดิ ได
2. วรรณคดีที่นาศึกษา
สําหรับระดับประถมศึกษาน้ีมีวรรณคดีที่แนะนําใหศ ึกษา 3 เรื่อง คือ สังขท องซ่ึงเปน
กลอนบทละคร พระอภัยมณีเปนกลอนนิทาน และขุนชา งขุนแผนเปนกลอนเสภา โดยขอใหน ักศึกษา
คน ควา วรรณคดี 3 เร่อื งและสรุปเปน สาระสําคัญ ในหัวขอ ตอ ไปนี้ (อาจใหผ ูเรียนนําหัวขอเหลา น้ีแยก
เขียนภายนอกโดยไมต อ งเขยี นลงในหนังสือนไ้ี ด)

65

1. สังขทอง
1.1 ผแู ตง _____________________________________________
1.2 เนือ้ เรอื่ งโดยสรปุ ยอ
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
1.3 ขอคิดและความประทับใจท่ไี ดรบั จากเรอ่ื งน้ี
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________

2. พระอภยั มณี
2.1 ผูแตง _____________________________________________
2.2 เน้อื เรอ่ื งโดยสรปุ ยอ___________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
2.3 ขอ คิดและความประทับใจทไ่ี ดรับจากเรอ่ื งน้ี
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________

66

3. ขุนชา งขนุ แผน
3.1 ผแู ตง _____________________________________________
3.2 เน้ือเรอื่ งโดยสรุปยอ

___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________

___________________________________________________
___________________________________________________
3.3 ขอคดิ และความประทับใจที่ไดรับจากเรอ่ื งนี้

___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________

___________________________________________________
___________________________________________________
___________________________________________________

(สถานทคี่ นควา คอื กศน.ตําบล หอ งสมดุ ประชาชน ศูนยการเรยี นชมุ ชนและแหลง เรยี นรอู ่นื ๆ
สาํ หรับขอคิดและความประทบั ใจผเู รยี นแตละคนอาจเขียนแตกตางกัน ซงึ่ ควรไดอานและพจิ ารณาขอ คิด
เหลา นั้นวา ถกู ตอ งเหมาะสมกบั เนือ้ หาของแตละเรือ่ งเหลานี้หรือไม)

67

บทที่ 7
ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชีพ

สาระสําคัญ
ภาษาไทยเปน ภาษาประจําชาติ เปนภาษาทใ่ี ชใ นการสอ่ื สารในชีวิตประจาํ วัน อีกทั้งยงั เปน

ชอ งทางทส่ี ามารถนาํ ความรภู าษาไทยไปใชในการประกอบอาชีพตาง ๆ โดยใชศ ลิ ปทางภาษาเปนสอ่ื นาํ
ผลการเรยี นรูท ่ีคาดหวัง

เม่ือศึกษาจบบทท่ี 7 แลว คาดหวังวา ผเู รียนจะสามารถ
1. มคี วามรู ความเขาใจ สามารถวเิ คราะหศักยภาพตนเอง ถึงความถนัดในการใชภาษาไทย
ดานตา ง ๆ ได

2. เหน็ ชองทางในการนาํ ความรภู าษาไทยไปใชใ นการประกอบอาชีพ
3. เห็นคุณคาของการใชภ าษาไทยในการประกอบอาชีพ
ขอบขา ยเนอ้ื หา
เรื่องที่ 1 คุณคา ของภาษาไทย
เร่ืองท่ี 2 ภาษาไทยกับชอ งทางการประกอบอาชีพ
เรือ่ งท่ี 3 การเพม่ิ พูนความรูและประสบการณทางดา นภาษาไทยเพือ่ การประกอบอาชีพ

68

เรอื่ งที่ 1 คุณคาของภาษาไทย

ภาษาไทย นอกจากจะเปนภาษาที่ใชสื่อสารในชีวิตประจําวันของชาวไทยแลว
ภาษาไทยยังบงบอกถึงเอกลักษณความเปนไทย มาต้ังแตโบราณกาลเปนภาษาที่ประดิษฐคิดคนขึ้น
โดยพระมหากษัตรยิ ไทย ไมไดลอกเลยี นแบบมาจากภาษาอื่น หรือชาตอิ ่นื ประเทศไทยมีภาษาไทยเปน
ภาษาประจําชาติ ซึ่งถือไดวา เปนประเทศท่ีมีศิลปะ วัฒนธรรมทางภาษา กลาวคือ เปนภาษาที่ไพเราะ
สภุ าพ ออ นหวาน แสดงถึงความนอบนอ ม มสี มั มาคารวะ นอกจากน้ยี ังสามารถนํามาเรยี บเรียง แตงเปน
คําประพันธประเภทรอยแกว รอยกรอง นิยาย นิทาน วรรณคดี และบทเพลงตางๆ ไดอยางไพเราะ
ทาํ ใหเพลิดเพลนิ ผอนคลายความตงึ เครียดใหก ับสมอง แมช าวตา งชาติก็ยงั ชน่ื ชอบ ในศลิ ปะวัฒนธรรม
ไทยของเรา

ดังนั้น พวกเราชาวไทย จึงควรเห็นคุณคา เห็นความสําคัญและรวมกันอนุรักษ
ภาษาไทยไวใหชนรุนหลังไดศึกษาเรียนรู และสืบทอดกันตอ ๆ ไป เพ่ือใหภาษาไทยของเราอยูคูกับ
ประเทศไทยและคนไทยตลอดไป
ความสาํ คญั ของภาษาไทย

ภาษาไทยมีความสําคญั และกอ ใหเ กดิ ประโยชนหลายประการ เชน
1. เปนพื้นฐานในการศกึ ษาเรยี นรูแ ละแสวงหาความรู บรรพบุรษุ ไดส รา งสรรค สะสม
อนรุ กั ษและถา ยทอดเปนวฒั นธรรมจนเปน มรดกของชาติ โดยใชภาษาไทยเปน สอื่ ทําใหคนรุนหลังไดใช
ภาษาไทยเปน เครื่องมอื ในการแสวงหาความรู ประสบการณ เลือกรับส่งิ ทเี่ ปน ประโยชนมาใชในการพัฒนา
ตนเอง พฒั นาสตปิ ญ ญา กระบวนการคอื การวเิ คราะห วิพากษ วิจารณ การแสดงความคิดเห็น ทําให
เกิดความรูและประสบการณทีง่ อกงาม
2. เปนพ้ืนฐานในการศึกษาตอในระดับที่สูงข้ึน เชน ศึกษาตอในระดับมัธยมศึกษา
ตอนตน มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ระดบั อดุ มศึกษา เปนตน ลว นตองใชภ าษาไทยเปนพนื้ ฐานในการศึกษาตอ
3. เปนพื้นฐานในการประกอบอาชีพ หรือพัฒนาอาชีพ การบันทึกเรื่องราวตาง ๆ
การจดบนั ทกึ การอาน การฟง การดู ทําใหเ กิดประสบการณเห็นชอ งทางการประกอบอาชีพ

เรื่องท่ี 2 ภาษาไทยกับชอ งทางการประกอบอาชพี

การศึกษาและเรียนรูรายวิชาภาษาไทย นับเปนพ้ืนฐานสําคัญในการประกอบอาชีพ
หากมีการฝก ฝนเพ่ิมพนู ทกั ษะดานตา ง ๆ เชน การฟง การพูด การอาน และการเขียน ก็จะสามารถใช
ประโยชนจากภาษาไทยไปประกอบอาชีพได

ในการประกอบอาชีพตางๆ นน้ั ลวนตอ งใชภ าษาไทยเปน พนื้ ฐาน การไดฟ ง ไดอา น
ไดเขียนจดบนั ทึก ตวั อยางเรอ่ื งราวตา งๆ จะทาํ ใหไ ดร บั ความรแู ละขอมลู เกย่ี วกบั อาชพี ตา ง ๆ ทําให

69

มองเหน็ ชองทางการประกอบอาชีพ ชว ยใหต ดั สนิ ใจประกอบอาชพี ไดอยางมั่นใจ นอกจากน้ียงั เปน ขอ มลู
ท่ีจะชว ยสงเสริมใหบุคคลผูทม่ี อี าชพี อยแู ลว ไดพัฒนาอาชพี ของตนใหเจรญิ กาวหนา อกี ดว ย

นอกจากน้ียงั สามารถใชการฟง การดู และการอานเปนเคร่ืองมอื ทจ่ี ะชว ยใหผ เู รียนมี
ขอ มูล ขอเทจ็ จรงิ หลักฐาน เหตผุ ล ตวั อยา งแนวคิดเพือ่ นําไปใชในการวเิ คราะห วจิ ารณ และตัดสนิ ใจ
แกป ญหาตางๆ รวมท้งั ตดั สนิ ใจในการประกอบอาชีพไดเ ปน อยางดี
ชองทางการประกอบอาชีพ

วชิ าชพี ทใ่ี ชภ าษาไทย เปนทักษะพืน้ ฐานในการประกอบอาชพี ไดแก อาชีพนักพูด
นกั เขียนทต่ี อ งใชท กั ษะการพดู และการเขียนเปนพื้นฐาน เชน

1. ผปู ระกาศ
2. พิธีกร
3. นักจัดรายการวทิ ยุ
4. นักเขยี นโฆษณาประชาสัมพันธ
5. นักขาว
6. นักเขียนประกาศโฆษณาขาวทองถน่ิ
7. นกั เขยี นบทความ
ทงั้ น้ี ในการตัดสนิ ใจเลอื กอาชพี ตางๆ ขน้ึ อยูกบั ความถนัด ความสามารถและ
ประสบการณท แ่ี ตล ะคนไดสั่งสมมา รวมทั้งตอ งมกี ารฝกฝนเรยี นรเู พ่มิ เตมิ ดว ย
การเตรยี มตวั เขา สอู าชพี พธิ กี ร
อาชีพพิธีกร เปนอาชีพที่ตองใชทักษะการพูดมากที่สุด รองลงมาเปนการใชทักษะ
การฟง การดู การอาน ที่จะชวยสะสมองคความรูไวในตน พรอมที่จะดึงออกมาใชไดตลอดเวลา
สิง่ สาํ คัญในการเปน พธิ ีกร คือ การพูด จึงตองเตรียมตัวเขาสูอาชีพ เชน ศึกษาเรื่องลักษณะการพูดท่ีดี
หนาทีข่ องพธิ กี ร คุณสมบัตขิ องผูท่ีเปน พธิ ีกร ข้นั ตอนการพูดของพธิ กี ร เปนตน
ลักษณะการพดู ท่ีดี
1. เนือ้ หาทพ่ี ูดดี ตรงตามจดุ ประสงคเ ปน ไปตามข้นั ตอนของงานพิธนี ้นั ๆ
2. มีวิธกี ารพูดท่ดี ี นาํ้ เสยี งนุมนวล ชดั ถอ ย ชัดคํา ใชค ําพูดถกู ตอ งเหมาะสม พูดสนั้ ๆ กระชับ
ไดใ จความและประทบั ใจ เชน การพดู แสดงความเสยี ใจกรณีเสยี ชีวิต เจบ็ ปว ย หรอื ประสบเคราะหก รรม
ควรมีวิธกี ารพดู ดงั นี้
- พูดใหร สู ึกวา เหตุการณท ่เี กดิ ขึ้นเปนเร่ืองปกติ
- แสดงความรสู กึ หวงใย รวมทุกขร วมสุข
- พดู ดว ยนํ้าเสยี งแสดงความเศราสลดใจ
- พดู ดวยวาจาสุภาพ
- ใหกาํ ลงั ใจและยินดจี ะชวยเหลือ

70

3. มบี ุคลกิ ภาพทีด่ ี ผพู ดู มีการแสดงออกทางกาย ทางสหี นา ทางจิตใจที่เหมาะสมกับลักษณะ
งานน้ัน ๆ ซึง่ มลี กั ษณะแตกตา งกัน เชน งานศพ งานมงคลสมรส งานอปุ สมบท เปนตน

หนาทขี่ องพิธกี ร
พิธีกร คอื ผดู ําเนนิ การในพิธี ผดู าํ เนินรายการ ผทู ําหนา ทดี่ ําเนินรายการของงานทีจ่ ดั ขึน้ อยา งมี

พธิ ีการ
หนาท่ขี องพิธกี ร จะเปน ผทู ําหนาทบี่ อกกลา วใหผรู ว มพธิ กี ารตา งๆไดทราบถึงขั้นตอนพธิ กี าร

วา มอี ะไรบา ง ใครจะเปน ผูพดู พูดตอนไหน ใครจะทาํ อะไร พธิ กี รจะเปน ผแู จง ใหท ราบ นอกจากนี้
พิธีกรจะทาํ หนาท่ีประสานงานกบั ทุกฝายใหรับทราบตรงกนั

พธิ ีกร จงึ เปน ผูม คี วามสาํ คญั ย่งิ ตอ งานพิธนี น้ั ๆ ถา พิธีกรทาํ หนาที่ไดดี งานพิธนี นั้ กจ็ ะดําเนินไป
ดว ยความราบร่ืนเรียบรอ ย แตถ าพธิ ีกรทําหนาที่บกพรอ งกจ็ ะทาํ ใหง านพธิ ีนัน้ ไมร าบร่นื เกดิ ความ
เสียหายได
คุณสมบตั ิของพิธีกร

1. เปน ผูท่ีมบี ุคลกิ ดี รปู รา งดี สงา มีใบหนายม้ิ แยม แจมใส รจู ักแตง กายใหส ุภาพเรียบรอ ย
เหมาะกบั กาลเทศะ

2. มีน้ําเสียงนมุ นวล นา ฟง มลี ลี าจังหวะการพดู พอเหมาะ ชวนฟง มีชีวติ ชีวา
3. พูดออกเสยี งถกู ตอ งตามอักขรวิธี ชดั เจน ออกเสียงคําควบกลา้ํ ไดถูกตอ ง
4. ใชภ าษาดี เลอื กสรรถอยคาํ นาํ มาพูดใหผ ูฟงเขาใจงาย สอ่ื ความหมายไดดี ส้นั และกระชบั
มศี ลิ ปะในการใชภาษา
5. มมี ารยาทในการพดู ใหเ กยี รติผฟู ง ควบคุมอารมณไดดี
6. มีมนษุ ยสมั พนั ธทด่ี ี มวี ิธสี รา งบรรยากาศดว ยสีหนา ทาทาง ลีลาและนํา้ เสียง ฯลฯ
7. เปน ผูใฝใจศกึ ษารูปแบบวธิ ีการใหม ๆ มาใช มคี วามคดิ สรางสรรค ยอมรบั ฟง ความคดิ เหน็
ของบุคคลอื่นและพยายามพัฒนาปรบั ปรงุ ตนเองอยเู สมอ
8. มีความรูใ นรายละเอยี ด ข้ันตอน วิธีการของกิจกรรมท่ีจะทําหนาที่พิธีกรเปนอยางดี ดวย
การศกึ ษา ประสานงาน ซักซอ มสอบถามจากทกุ ฝา ยใหชดั เจนและแมน ยาํ
9. เปน คนมปี ฏภิ าณไหวพริบดี มีความสามารถในการแกป ญ หาเฉพาะหนาไดอยางฉบั ไว
ขัน้ ตอนการพูดของพิธกี ร
1. กลาวทกั ทายกับผฟู ง
2. แจง วตั ถุประสงคห รอื กลาวถึงโอกาสของการจดั งาน
3. แจงถงึ กจิ กรรมหรอื การแสดงท่ีจะจดั ข้ึนวา มอี ะไร มขี น้ั ตอนอยางไร
4. กลาวเชิญประธานเปดงาน เชิญผูกลาวรายงาน (ถามี) และกลาวขอบคุณเม่ือประธาน
กลาวจบ
5. แจงรายการท่จี ะดาํ เนนิ การในลําดบั ตอ ไป ถามกี ารอภิปรายก็เชิญคณะผอู ภิปราย

71

เพือ่ ดาํ เนนิ การอภิปราย ถาหากงานนนั้ มีการแสดงกแ็ จงรายการแสดง ดังน้ี
5.1 บอกช่ือรายการ บอกทีม่ า หรอื ประวัติเพอ่ื เกรนิ่ ใหผ ฟู ง เขา ใจเปนพืน้ ฐาน
5.2 ประกาศรายนามผแู สดง ผฝู ก ซอม ผคู วบคุม
5.3 เชิญชมการแสดง
5.4 มอบของขวัญของท่รี ะลกึ หลังจบการแสดง

6. พดู เชอื่ มรายการ หากมกี ารแสดงหลายชดุ กจ็ ะตอ งมกี ารพูดเชอ่ื มรายการ
7. เมื่อทุกรายการจบสิ้นลง พิธีกรจะกลาวขอบคุณแขกผูมีเกียรติ ผูฟงและผูชม ผูท่ีใหการ
ชว ยเหลือสนับสนุนงาน หากมีพธิ ีปด พิธกี รก็จะตอ งดําเนินการจนพธิ ปี ดเสรจ็ เรียบรอย

เรอื่ งที่ 3 การเพมิ่ พนู ความรแู ละประสบการณทางดา นภาษาไทยเพอ่ื การประกอบอาชีพ

ผูเ รียนทีม่ องเห็นชองทางการประกอบอาชีพแลว และในการตดั สินใจเลอื กอาชพี จําเปน ตอ งศกึ ษา
เรียนรูเพม่ิ เติม เพอ่ื เพม่ิ พนู ความรแู ละประสบการณ นําไปประกอบอาชีพไดอยา งมปี ระสิทธภิ าพ

การศึกษาเรยี นรเู พ่ิมเติม อาจทาํ ไดห ลายวิธี
1. ศึกษาตอ ในระดบั ทสี่ งู ข้นึ
2. ศกึ ษาตอ เรยี นรูเพม่ิ โดยเลือกเรียนในรายวิชาเลือกตา งๆ ทสี่ าํ นกั งาน กศน. จัดทําไวใ ห
ตามความตองการ
3. ฝกฝนตนเองใหม ที กั ษะ มปี ระสบการณเพมิ่ มากขึน้ เชน อาชีพพธิ ีกร ควรฝกทักษะดา น

3.1 การมบี คุ ลิกภาพที่ดี
3.2 การพดู ในท่ชี ุมชน
3.3 มารยาทในการพดู

฀฀฀

กจิ กรรม
ใหผเู รยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี

1. บอกคณุ คาของภาษาไทย
1)....................................................................
2)....................................................................
3)....................................................................
4)....................................................................
5)....................................................................

72

2. ใหผเู รยี นดูและฟง การพดู ของพธิ กี รในรายการตา งๆ จากโทรทัศน วิทยุ รวมทง้ั จากงานพิธี
จริง เพอ่ื สงั เกตขั้นตอน วธิ ีการและเทคนิคตา ง ๆ ของพิธีกรเพือ่ เปน ตัวอยาง และใหพจิ ารณาเลือกใชสิ่ง
ดีๆ มาเปนแบบอยา ง สว นที่มองเห็นวา บกพรอง กน็ ํามาเปนขอ ควรระวัง โดยบนั ทกึ ขอ ดแี ละขอ ควร
ปรบั ปรงุ จากการดูและฟง ในรายการตาง ๆ

3. ใหผ ูเรยี นแสดงบทบาทสมมุติใหต ัวเองเปน พิธีกรในงานใดงานหนง่ึ แลวใหเ พื่อนชว ยวิจารณ
จากน้ันครปู ระจาํ กลุม ชวยสรปุ และใหคําแนะนาํ ก็จะทําใหผ เู รยี นไดพัฒนาปรบั ปรงุ ตนเอง และ
พฒั นาการพูดในฐานะพิธกี รไดอ ยางดี

เฉลยแบบฝก หัด

ในการเฉลยแบบฝก หัด ผสู อนสามารถพิจารณาปรับเปลีย่ นไดตามความเหมาะสม
บทที่ 1 การฟง และการดู

เรือ่ งท่ี 1 1. หลกั การฟงและดู
1. ฟง และดูอยางต้ังใจ
2. มจี ุดมงุ หมาย
3. จดบนั ทกึ ใจความสาํ คญั
4. ศึกษาความรู กอ นทจี่ ะฟง และดู

2. ความสําคัญของการฟงและดู
1. เปนการส่อื สารระหวา งกนั
2. เพิ่มความรูแ ละประสบการณ
3. เปนการเผยแพรความรู
4. เปน การพัฒนาชวี ติ และความเปนอยู

3. มีจดุ มุงหมายของการฟง และดู
1. เพอ่ื ความรู
2. เพอ่ื รูเทาทันเหตุการณ
3. เพือ่ ความเพลดิ เพลิน
4. เพ่ือใชเวลาวา งใหเกดิ ประโยชน

เรือ่ งท่ี 2 1. วิธกี ารฟง เพอ่ื จบั ใจความสาํ คญั
1. ฟงอยางตง้ั ใจและมีสมาธิ
2. ฟง ใหตลอดเรื่อง
3. ฟงอยางมวี ิจารณญาณ

73

เรอ่ื งที่ 3 2. วธิ กี ารดแู ลวจับใจความสําคัญ
เรือ่ งท่ี 4 1. ฟง แลว รรู ายละเอยี ด
2. เขาใจเนือ้ หาสาระ
บทที่ 2 การพูด 3. ประเมนิ คาเรอ่ื งท่ีฟง
เรือ่ งที่ 1 4. จดบันทกึ ใจความสําคัญ

1. วธิ กี ารของการสรปุ ความ
1. นาํ ใจความสาํ คัญมาเขียนสรปุ ดว ยสํานวนตนเอง
2. การใชป ระโยชนจากสรุปความ โดยนาํ มาศกึ ษาหรือเผยแพร

2. การนําวิธกี ารสรปุ ความไปใชป ระโยชน
1. สรปุ การฟง และดปู ระจาํ วัน
2. เผยแพรค วามรูเรือ่ งจากการฟง และดู

1. มารยาทในการฟง
1. ตั้งใจฟง ผูอ่นื
2. ไมรบกวนสมาธผิ ูอนื่
3. ใหเ กยี รตวิ ทิ ยากร
4. ฟงใหจ บ

2. มารยาทในการดู
1. ตง้ั ใจดู
2. ไมร บกวนสมาธิผอู ืน่
3. ไมฉ ีกทําลายเอกสารทีด่ ู
4. ดแู ลว ใหร ักษาเหมอื นสมบตั ขิ องตน

1. การนําหลักการและความสาํ คัญของการพดู ไปใช ดงั นี้
1. มีความรูเ รือ่ งท่ีพดู
2. พดู ดว ยคาํ สภุ าพ
3. สื่อสารกับผอู ืน่ เขา ใจ
4. ใชแสดงความคิดเหน็

2. จดุ มงุ หมายของการพดู
1. เพอื่ สือ่ สารกับผอู ืน่
2. เพื่อแสดงความรู ความสามารถของตนเอง
3. เพ่อื แสดงความเห็น

74

เร่ืองที่ 2 1. การเตรียมตวั การพูด
เรื่องท่ี 3 1. การแตงกาย
2. เน้อื หาสาระทพี่ ูด
เรื่องที่ 4 3. เอกสาร อปุ กรณป ระกอบการพูด
บทท่ี 3 การอา น 4. เตรียมพรอ มทั้งรา งกายและจิตใจ

เรือ่ งท่ี 1 1. วิธกี ารพูดในสถานการณตาง ๆ
1 การพูดอวยพร ใหมีความสุข ความเจริญ โดยอางสิ่งศักด์ิสทิ ธ์ิ
ใหผ ูฟ ง ประทับใจ
2 การพดู ขอบคณุ พดู ดวยภาษาสุภาพ บอกเหตทุ ีต่ อ ง
ขอบคุณ และหากมโี อกาสจะตอบแทนบางโอกาสหนา
3 การพูดตอ นรบั พดู ดว ยคาํ สภุ าพ นุมนวล ประทบั ใจ
พูดแนะนําบคุ คล หรอื สถานท่ี

2. การนาํ ความรูด านการพูดไปใช
1. อวยพรวันเกดิ
2. อวยพรวนั ขึ้นปใ หม
3. กลาวตอนรับผมู าเย่ยี มเยือน
4. กลาวขอบคุณทใ่ี หก ารตอ นรบั อยางดี

1. มารยาทในการพูด
1. ใชคาํ พูดสภุ าพ
2. ไมพ ูด วารายผอู ืน่
3. พดู คดั คานดวยเหตุผล

2. มารยาทดใี นการพดู จะมีประโยชน
1. เปน ท่ีรักของผูอ ่ืน
2. ผอู ่ืนยินดีพูดดวย
3. ไดรับความไวว างใจจากผอู ืน่

1. หลกั การอาน
1. มจี ดุ มุง หมายในการอา น
2. เลือกหนงั สืออานตามความสนใจ
3. อานถกู ตอ งตามอกั ขรวธิ ี

2. ความสําคญั ของการอา น
1. รบั สารเปน ความรหู ลากหลาย
2. ไดค วามรู ทักษะและประสบการณ

75

3. พัฒนาความคดิ ผอู าน
3. จดุ มงุ หมายในการอาน

1. ใหม ีความรู
2. ใหเ พลดิ เพลนิ
3. นาํ ความรูไปประยุกตใช
4. เปนผทู นั สมัย ทันเหตุการณ
เร่อื งที่ 2 1. อานออกเสยี งไดโ ดย
1. ออกเสยี งถกู ตอง
2. อานอยางมีจงั หวะ
3. อา นอยางเขา ใจเนอ้ื เรือ่ ง
4. อา นเสยี งดัง ฟงชัด
2. ใจความสาํ คัญและสรุปความ เร่ืองผูนาํ ยวุ เกษตรกรไทย
“เตรยี มไปญ่ปี ุน”
กรมสงเสรมิ การเกษตร สาํ นกั งานปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ กรมสง เสรมิ สหกรณ
กรมปศุสัตว และสํานักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร คัดเลือกยุวเกษตรกรเขา รับการฝก งานตาม
โครงการ จาํ นวน 21 คน เขา รบั การฝก งานที่ญี่ปุน โดยเดินทาง 6 เมษายน 2552 โดยจะตอ งอบรมดา น
พ้นื ฐานการเกษตรและภาษาญี่ปนุ กอน ระหวางวันที่ 16 กมุ ภาพนั ธ – 31 มีนาคม 2552
เร่ืองท่ี 3 1. รอ ยกรองคือ คาํ ประพันธท่ีแตง โดยมีการสมั ผัสใหค ลอ งจองกัน
2. การอา นกลอนสุภาพ ใหแ บงคําแยกเปน 3/2/3 หรอื บางบท
อาจเปน 3/3/3 ก็ได
เรื่องท่ี 4 1. เลือกหนังสืออานไดโดย
1. อา นหนงั สือตามความสนใจ พิจารณาจากชื่อผเู ขยี นหรือสารบญั
2. พิจารณาเนือ้ หาสาระทีเ่ ก่ยี วกับผูเขียน
3. พจิ ารณาหนงั สือประกอบการเรยี น บรรณานุกรม
2. ประโยชนข องการอาน
1. ไดร ับความรู ความคิด
2. ไดรับความเพลิดเพลนิ
3. ใชเ วลาวางใหเปน ประโยชน
เรือ่ งท่ี 5 1. มารยาทในการอา นทนี่ อกเหนอื จากการศกึ ษา
1. ไมอา นหนงั สอื ขณะฟงผูอืน่ พูด
2. ไมอ านหนังสือของผูอื่นที่ไมไ ดรับอนญุ าตกอ น ฯลฯ
2. การมนี สิ ยั รักการอานทนี่ อกเหนือจากการศกึ ษา
1. พยายามอา นทุกอยา งท่พี บเห็นแมจะเปน ขอ ความสั้น ๆ

76

บทท่ี 4 การเขยี น หลกั การเขยี น ประโยชนของการเขียน
เรอ่ื งที่ 1 1. เขียนดว ยความเรียบรอ ย และถูกตอ งตามหลักภาษา
เรอ่ื งที่ 2 2. มจี ดุ มุงหมายในการเขยี น
บอกชอ่ื สระตอ ไปนี้
เร่อื งที่ 3 1. ะ เรยี กวา วสิ รรชนยี 
2. ุ เรียกวา ตนี เหยียด
เรอ่ื งที่ 4 3. ู เรียกวา ตนี คู
เร่ืองที่ 5
4. เ เรียกวา ไมหนา
5. ไ เรียกวา ไมม ลาย
6. โ เรยี กวา ไมโอ

7. ย เรยี กวา ตัวยอ
8. ว เรยี กวา ตวั วอ
9. ฤ เรยี กวา ตัวรึ

10. ฦา เรยี กวา ตัวลอื
1. คาํ สะกดดว ย

- แมก ง เชน งง สรง คง ฯลฯ

- แมกน เชน กล คน บน ฯลฯ
- แมกม เชน กลม คม ดม ฯลฯ
- แมกบ เชน กบ ครบ หลับ ฯลฯ

- แมเกย เชน เลย เฉย ตาย ฯลฯ
2. ประสมคาํ ทีม่ พี ยัญชนะ สระ และวรรณยุกต

1. สิ้น

2. ดา ย
3. ท่ี
4. เตา

5. ตาย
ชอื่ นามสกลุ เจาของประวัติ
1. สวนประกอบของรายงาน

1. ปกหนา
2. คํานาํ
3. สารบัญ

77

4. เนือ้ หาสาระ

5. บรรณานุกรม
2. เชิงอรรถ จะมชี อ่ื ผเู ขียน ปทีพ่ ิมพ และเลขท่ีหนา หนังสือท่ี

นํามาใชประกอบการเขยี น
3. บรรณานกุ รม ประกอบดว ย รายช่ือผเู ขยี นเรียงตามตัวอักษร

ชือ่ หนงั สอื ช่ือสถานทพี่ มิ พ ชอื่ โรงพมิ พ และ ปทพ่ี ิมพ

เร่ืองที่ 6 1. มารยาทในการเขยี น
1. เขียนถูกตอง ชัดเจน

2. เขยี นเชงิ สรางสรรค

3. เขยี นในส่ิงที่ควรเขียน ไมเขยี นในส่งิ ทไี่ มควรเขียน

4. เขียนทกุ อยางที่เปนความจริง

5. ไมเขียนขอ ความในหนังสือทเ่ี ปน สว นรวม

2. นิสยั รักการเขยี น
1. เริ่มตนเขยี นจากงายไปยาก

2. เขยี นทุกๆ วนั

3. พยายามเขยี นดว ยใจรัก
บทท่ี 5 หลักการใชภาษา

เร่อื งที่ 1 1. เสยี งพยัญชนะ มี 21 เสียง
2. เสียงสระมี 24 เสียง
3. เสยี งวรรณยกุ ต มี 5 เสียง
4. นา มเี สยี งวรรณยุกตสามัญ
หมา มีเสยี งวรรณยุกตจตั วา
กิน มีเสยี งวรรณยุกตส ามัญ
สิน มเี สยี งวรรณยกุ ตจ ตั วา
พลอย มเี สยี งวรรณยุกตสามัญ
5. ไตรยางค คือ อกั ษร 3 หมู ไดแ ก อักษรสงู กลาง และต่ํา

เรือ่ งที่ 2 1. สรา งกลมุ คาํ
1. เดิน เดินไปโรงเรยี น

2. ชน ชนกันอยางแรง

3. แดง แดงมาก

4. น้ํา น้าํ สกปรก

เร่อื งท่ี 3 78
เรื่องท่ี 4
เรือ่ งที่ 5 2. สรา งประโยค
1. บญุ ศรเี ดินไปโรงเรียน (บอกเลา)
2. รถโรงเรียนชนกนั อยา งแรง (บอกเลา)
3. เสือ้ ตวั น้ีแดงมากไปหรอื (คําถาม)
4. อยา ดม่ื นาํ้ สกปรก (คําส่ัง)

ใชเ คร่อื งหมายวรรคตอนทีเ่ หมาะสม
1. วันนีล้ กู สาวส่งั ซื้อขนมทองหยิบ ทองหยอด เมด็ ขนนุ

ฝอยทอง ฯลฯ
2. นทิ านมีหลายชนิด เชน นทิ านชาดก นิทานปรมั ปรา

นทิ านคติสอนใจ
3. คาํ ตอบขอ นถ้ี กู ทัง้ ก. ข. ค. ง.
4. เธอนัดใหฉ ันไปพบในเวลา 08.00 น.

อักษรยอ
พ.ศ. ร.ร. น.ส.
1. วธิ กี ารใชพจนานกุ รม
1. เรยี งลําดับคํา
2. พจิ ารณาอกั ขรวธิ ี
3. การบอกเสยี งอาน
4. การบอกความหมาย
5. การบอกประวัติของคําและชนดิ ของคาํ
2. คําราชาศัพท 7 คาํ
พระราชบิดา ตรัส พระราชทาน พระบรมฉายาลักษณ ประทับ
เสด็จ รบั สัง่
3. คําสภุ าพ 7 คํา
สุนัข รับประทาน ทราบ มูลดนิ ไมตีพริก ครับ ศีรษะ
1. สาํ นวน
ในนํา้ มปี ลา ในนามีขาว
คนรกั เทาผืนหนัง คนชงั เทาผืนเส่อื
ฝนท่งั ใหเ ปน เข็ม
ฯลฯ
2. คาํ พังเพย
รกั วัวใหผ ูก รักลกู ใหต ี
สอนหนังสอื สังฆราช

79

ชางตายท้งั ตวั เอาใบบวั ปด
ฯลฯ
3. สุภาษติ
รกั ยาวใหบ น่ั รักส้ันใหต อ
นํ้ารอนปลาเปน นํา้ เยน็ ปลาตาย
เห็นชา งข้ี อยาข้ีตามชาง
ฯลฯ
เรอ่ื งที่ 6 วธิ ใี ชภาษาไดอ ยา งเหมาะสม
1. ใชภาษาตรงไปตรงมา ไมโกหกหลอกลวง ใหรายผอู นื่
2. ไมใชค าํ หยาบ
3. ใชภาษาใหเหมาะสมกับกาลเทศะและระดับของบคุ คล
4. ใชภ าษาใหเ กดิ ความรกั สามคั คี
5. ใชภาษาใหถกู ตอ งตามหลกั ภาษา
เรื่องที่ 7 1. ลักษณะคาํ ไทย
1. เปน คาํ เดยี วโดดๆ มีความหมายชัดเจน
2. ตวั สะกดตรงตามมาตรา
3. ไมม ีตวั การันต

ฯลฯ
2. คําภาษาตางประเทศ 10 คํา

แปะเจ๊ียะ กว ยจ๊ับ ซินแส อ้ังโล โฮเต็ล ปม แชมป แท็กซี่
แสตมป ฟต
บทที่ 6 วรรณคดีและวรรณกรรม
เรอื่ งท่ี 1 1. คณุ คา
1. คณุ คา ของนทิ าน ไดแก ใชเ ปนขอ คติเตอื นใจ เปนมรดกของ

บรรพบรุ ุษและไดประโยชนจ ากการเลาและฟง
2. คณุ คาของนทิ านพนื้ บา น ไดแก เปนเร่ืองเลา ทแี่ สดงใหเห็นถึงชวี ิต

ความเปน อยขู องคนพ้นื บานทีเ่ ปน อยกู นั มาแตดง้ั เดมิ และไดขอคิด
ขอเตอื นใจ รวมทั้งความภมู ิใจของคนรนุ หลังตอ มา
3. คณุ คาของวรรณกรรมทอ งถน่ิ ไดแ ก การแสดงถึงวิถีชีวิต
ความเปนอยขู องทองถิ่น ใหขอคดิ ขอเตือนใจ เปนมรดก
ที่ควรรักษาไว

80

2. นาํ ไปใชประโยชนไ ดโ ดย
1. อานเพม่ิ ความรู ความเพลดิ เพลนิ
2. ใชเวลาวา งใหเ ปนประโยชน
3. นําขอ ดเี ปนตัวอยา งไปใช

บทท่ี 7ภาษาไทยกับชอ งทางการประกอบอาชีพ
เรือ่ งท่ี 1 คณุ คาของภาษาไทย
1. ใชสื่อสารในชีวติ ประจําวัน
2. บงบอกถงึ เอกลกั ษณความเปน ไทย
3. เปนวัฒนธรรมทางภาษา
4. เปน ภาษาท่สี ามารถแสดงถึงความนอบนอม สภุ าพ ออนหวาน
5. สามารถเรยี บเรียงแตง เปนคําประพนั ธ

฀฀฀

81

บรรณานุกรม

การศกึ ษานอกโรงเรียน, กรม. ชุดวิชาภาษาไทย ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : คุรุสภา,
2546.

เรอื งอุไร อินทรประเสรฐิ . ภาษาไทย 1. กรุงเทพฯ : ศนู ยสงเสริมวิชาการ, 2546.
อคั รา บุญทพิ ย และบปุ ผา บุญทพิ ย. ภาษาไทย 1. กรุงเทพฯ : ประสานมติ ร, 2546.

82

หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551

รายช่อื ผเู ขา รวมประชมุ ปฏบิ ตั กิ ารพัฒนาหนงั สือเรยี นวชิ าภาษาไทย

ระหวา งวนั ที่ 10 – 13 กมุ ภาพนั ธ 2552 ณ บา นทะเลสีครมี รสี อรท
จังหวัดสมุทรสงคราม

1. นางสาวพมิ พใ จ สิทธสิ ุรศักดิ์ ขา ราชการบาํ นาญ
2. นางพมิ พาพร อินทจกั ร สถาบัน กศน. ภาคเหนือ

3. นางกานดา ธวิ งศ สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
4. นายเรงิ กองแกว สํานักงาน กศน. จังหวดั นนทบุรี

รายช่ือผูเ ขารว มประชมุ บรรณาธกิ ารหนังสือเรยี นวิชาภาษาไทย

คร้ังที่ 1 ระหวางวนั ท่ี 7 – 10 กนั ยายน 2552 ณ โรงแรมอูท องอินน
จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา

1. นางสาวพมิ พใ จ สิทธสิ ุรศกั ด์ิ ขาราชการบํานาญ
สํานกั งาน กศน. จังหวัดนนทบุรี
2. นายเริง กองแกว กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

3. นางนพรตั น เวโรจนเสรีวงศ

ครั้งที่ 2 ระหวา งวันที่ 12 – 15 มกราคม 2553 ณ โรงแรมอทู องอินน
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

1. นางสาวพิมพใ จ สทิ ธสิ ุรศกั ด์ิ ขา ราชการบํานาญ
สาํ นักงาน กศน. จังหวดั นนทบุรี
2. นายเริง กองแกว กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น

3. นางนพรัตน เวโรจนเสรวี งศ

83

คณะผจู ดั ทาํ

ท่ีปรึกษา บญุ เรือง เลขาธิการ กศน.
1. นายประเสรฐิ อิ่มสวุ รรณ รองเลขาธกิ าร กศน.
จําป รองเลขาธกิ าร กศน.
2. ดร.ชัยยศ แกวไทรฮะ ทีป่ รกึ ษาดา นการพัฒนาหลกั สูตร กศน.
3. นายวชั รินทร งามเขตต ผอู าํ นวยการกลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
4. ดร.ทองอยู
กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
5. นางศุทธินี กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
คณะทาํ งาน มนั่ มะโน กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
1. นายสุรพงษ ศรรี ัตนศิลป กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
2. นายศภุ โชค ปท มานนท
3. นางสาววรรณพร กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
กลุ ประดิษฐ กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
4. นางสาวศริญญา เหลืองจติ วัฒนา กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
5. นางสาวเพชรนิ ทร กลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น
ผูพิมพตนฉบบั
กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น
1. นางปย วดี คะเนสม

2. นางสาวเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา

3. นางสาวกรวรรณ กววี งษพิพัฒน

4. นางสาวชาลีนี ธรรมธษิ า

5. นางสาวอลศิ รา บา นชี

ผูออกแบบปก

นายศุภโชค ศรีรตั นศลิ ป

84

รายช่อื ผเู ขา รวมประชมุ ปฏิบัตกิ ารปรบั ปรงุ เอกสารประกอบการใชหลกั สตู รและ
สอื่ ประกอบการเรยี นหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน

พุทธศกั ราช 2551 ระหวางวันที่ 4 – 10 พฤศจิกายน 2554
ณ โรงแรมมริ ามา กรุงเทพมหานคร

สาระความรูพืน้ ฐาน (รายวชิ าภาษาไทย)
ผูพ ัฒนาและปรับปรุง

1. นางอัชราภรณ โควคชาภรณ หนวยศกึ ษานิเทศก

2. นางเกลด็ แกว เจริญศักด์ิ หนว ยศกึ ษานเิ ทศก

3. นางนพรตั น เวโรจนเ สรีวงศ กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

4. นางสาวสมถวลิ ศรจี ันทรวิโรจน กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน

5. นางสาววันวิสาข ทองเปรม กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

85

คณะผปู รบั ปรุงขอมลู เก่ยี วกบั สถาบนั พระมหากษตั รยิ  ป พ.ศ. 2560

ทปี่ รึกษา จําจด เลขาธกิ าร กศน.
หอมดี ผตู รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ
1. นายสุรพงษ
2. นายประเสรฐิ สขุ สุเดช ปฏิบตั หิ นาทรี่ องเลขาธิการ กศน.
ผูอาํ นวยการกลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบ
3. นางตรีนชุ และการศกึ ษาตามอธั ยาศยั

ผปู รบั ปรงุ ขอมูล วงคเรือน กลุม พัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
สงั ขพิชัย กลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
1. นางสาวทิพวรรณ

2. นางสาวชมพนู ท

คณะทาํ งาน

1. นายสรุ พงษ มั่นมะโน กลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
กลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
2. นายศุภโชค ศรรี ตั นศลิ ป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
3. นางสาวเบ็ญจวรรณ อําไพศรี กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
4. นางเยาวรัตน ปน มณวี งศ กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั
5. นางสาวสลุ าง เพ็ชรสวา ง

6. นางสาวทพิ วรรณ วงคเรือน

7. นางสาวนภาพร อมรเดชาวัฒน

8. นางสาวชมพนู ท สังขพิชัย


Click to View FlipBook Version