The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lapusthorn.toei, 2021-05-27 12:16:31

Art of Life

Art of Life

ไมม่ ีความเป็นธรรมในความโศกเศร้า

ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลาย
คนจะมองท้องฟ้าในมุมท่ีมดื หม่นกวา่ เดมิ บรรยากาศโดยรอบอาจดู
ทึบกว่าที่เคย ด้วยคลื่นลมแห่งความเศร้าโศกจากข้างในใจที่ถาโถม
มองไปทางไหนกด็ จู ะไร้สีสันและขาดชีวติ ชวี าจนทำให้เกิดความรู้สึก
ห่อเหี่ยวลงเรื่อย ๆแต่ในอีกแง่หนึ่ง อารมณ์โศกเศร้ายังแฝงไปด้วย
พลังท่ผี ลักดันเราไปข้างหนา้ อย่างเหลอื เชอื่

ทุกคนในโลกล้วนเคยโศกเศร้าด้วยกันทั้งนั้น ที่แตกต่าง
กันคือความเศร้า ความทุกข์ในใจของแต่ละคนที่จะแสดงออกมาให้
เห็นมากน้อยเพียงใด และที่ต่างออกมาอีกคือเรื่องใดบ้าง บางคน
โศกเศร้าเพราะความรัก บางคนโศกเศรา้ เพราะหนี้ บางคนโศกเศร้า
เพราะการสูญเสีย บางคนโสกเศร้าเพราะไม่ได้ตามที่หวัง และเรื่อง
อนื่ ๆทย่ี ังมีอีกมาก

ส่วนใหญ่อาการโศกเศร้ามักเกิดกับคนที่สูญเสีย การ
สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราทุกคน
หลีกเลีย่ งไมไ่ ด้ ทุกการสูญเสียจะนำมาซ่ึงความโศกเศร้าอาลยั และ
สรา้ งผลกระทบตอ่ ระบบความคิด ความร้สู ึก และการใช้ชวี ติ นำไปสู่
การซึมเศร้า การเผชิญหน้ารับมือกับการสูญเสียบุคคลที่รักเปรียบ

ได้กับการต่อสู้กับการเปลีย่ นแปลงครั้งสำคัญของชีวติ การผ่านช่วง
ประสบการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีความจำเป็นที่ต้องให้ความรัก
ความเขา้ ใจ และการดูแลเยยี วยาตัวเองเปน็ พเิ ศษ

ไม่มีความเป็นธรรมในความโศกเศร้า ในหัวข้อนี้ ผู้เขียน
ตั้งใจท่ีจะเขยี นในแง่ของการโศกเศรา้ ที่ไม่ค่อยเปน็ ธรรมในเรื่องของ
ความเหลื่อมลำ้ หรือฐานะ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกปจั จัยหนึ่งที่มองเห็นได้
โดยง่าย และผคู้ นสว่ นใหญก่ ม็ กั จะเผชญิ ช่องว่างระหวา่ งรายได้ของ
คนรวยกับคนจนเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อม
ล้ำในสังคม ความเหลื่อมล้ำอาจเกิดจากการขาดโอกาส ขาดสิทธิ
ขาดทรัพยากร หรือธรรมชาติไม่เข้าข้าง โดยคนส่วนมากคิดว่าคน
จนนั้นจนเพราะเกดิ มาจน และคนรวยน้ันรวยเพราะเกิดมารวย น่ัน
คือ เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เข้าข้าง หรือ
อาจจะเลยเถิดไปถึงเรื่องบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน ถ้าเชื่อว่าความ
เหลื่อมล้ำเกิดเพราะเหตุธรรมชาติไม่เข้าข้างหรือกรรมเก่า ถ้า
เช่นนั้นจะมาใช้ความเหลื่อมล้ำเปน็ ข้ออ้างในการเรียกร้องความเป็น
ธรรมจากรัฐไปใย ก็คงต้องตอบว่า เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐที่
จะตอ้ งลดความเหล่ือมลำ้ สรา้ งความเปน็ ธรรมในสงั คมน่ันเอง

ลองยกตัวอย่างของกลุ่มคนที่เล็กที่สุดในสังคมซึ่งคือ
ครอบครัว ถ้าพ่อแม่ครอบครัวหนึ่งมีลูก 10 คน สมมุติว่าด้วยเหตุ

ทางธรรมชาติทำให้ลูก 5 คนแรกที่เป็นหญิงมีความเก่งน้อยกว่าลูก
5 คนหลังที่เป็นชายหมด ที่แย่กว่านั้นคือลูกคนแรกก็พิการ
ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถา้ พ่อแม่ไม่มีความเปน็ ธรรม รกั ลูกที่เป็นชาย
และเก่งกว่าเพราะว่าช่วยเชิดชูหน้าตาให้แก่ตน ความสขุ สงบ ความ
กลมเกลียวในครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้น พ่อแม่สามารถสร้างความ
เป็นธรรมให้แก่คนในครอบครัวเพื่อลบล้างผลของธรรมชาติได้ด้วย
การให้โอกาสทางการศึกษาและดูแลลูกอย่างเท่าเทียมกัน โดยให้
ความใส่ใจกับลูกที่พิการมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นต้น ที่สำคัญพ่อแม่
ต้องไม่ทำในสิง่ ทีไ่ ปเพิ่มความเหลอ่ื มลำ้ ใหม้ ากข้นึ

รัฐก็เหมือนกับพ่อแม่ที่ดูแลครอบครัวขนาดใหญ่ สร้าง
ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อป้องกันปัญหาสังคม การ
สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทำได้ด้วยการเก็บภาษีจาก
คนท่ี “มี” คนมีมากก็ควรเสียภาษมี าก คนมนี ้อยก็ควรเสยี ภาษีน้อย
และรัฐควรจัดสวัสดิการสังคมเพื่อให้คนทุกคนไม่ว่าจะ “มี” หรือ
“ไม่มี” ควรได้รับความมั่นใจในการอยู่ในสังคมโดยปราศจากความ
กลัวว่าจะอดตาย จะไม่ได้เรยี นหนังสอื จะตกงาน จะเจบ็ ตายโดยไม่
มีโอกาสรับการรักษาพยาบาล จะแก่อย่างอดๆ อยากๆ จะตาย
อย่างโดดเด่ยี ว หรือจะถูกคนดถู ูกรังเกยี จเหยยี ดหยาม

รัฐให้ความเป็นธรรมในการให้สวัสดิการสังคมหรือไม่ เรา
มักจะได้ยินข้ออ้างว่าข้าราชการรับเงินเดือนน้อยควรได้รับ
สวัสดิการอย่างดีเป็นการทดแทน แต่ข้ออ้างที่มีเหตุผลมากกว่า
น่าจะเป็นว่าเกิดเป็นคนไทยเหมือนๆกัน ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ควร
ได้รับการดูแลจากรัฐด้วยมาตรฐานเดียวกัน เหตุผลของความเป็น
คนอย่างเทา่ เทียมกนั น่าจะเหมาะกว่าเร่ืองเงนิ เดือน

ความเหลื่อมลำ้ ทจ่ี ับต้องได้เหลา่ น้ีทำให้เหน็ วา่ ข้ออ้างเพื่อ
การเรียกร้องทางการเมืองเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าการ
เรียกร้องจะมีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ความเหลื่อมล้ำ
ทจ่ี บั ต้องไดเ้ หล่าน้คี วรท่จี ะได้รบั การเยยี วยาอยา่ งถูกต้อง

ประโยคที่ว่า มีเงินทองมากมายก็ซื้อความสุขไม่ได้
อาจจะจริงในบริบทของคนมีอันจะกินที่มีเรื่องทุกข์ใจหรือไม่ได้
ตามที่หวงั หรือต้องการ แต่ในทางกลับกันคนท่ีเขาไม่มหี รือมไี ม่มาก
เรื่องเงินเรื่องทองมันทำให้พวกเขาซื้อความสุขได้จริงนะ ความ
โศกเศร้าของสองคนกลุ่มนี้มันค่อยข้างต่างกันมากตรงที่คนรวยต่อ
ให้เขามีความทุกข์หรือโศกเศร้าแค่ไหนเขาก็มีวันพรุ่งนี้ต่อได้สบาย
หาสิ่งเยี่ยวยาจิตใจไปวันๆยังทำได้โดยไม่ต้องนึกถึงเรื่องอื่น ๆ แต่
ในทางกลบั กนั กล่มุ คนไม่มี หากไมท่ ำก็ตอ้ งมากังวนวา่ พรุ่งนี้จะมีกิน
ไหม ไม่ทำงานวนั นจ้ี ะเอาอะไรใช้จ่าย อยากกินเคก้ สักก้อนปลอบใจ

เงินจะพอรึป่าว อยากออกไปเที่ยวสักที่เพื่อผ่อนคลายก็ต้องใช้เงิน
หรือแม้แต่พลาดโอกาสที่อยากจะทำในหลายๆอย่าง เช่นความฝัน
การเรียนต่อหรือแมแ้ ต่การคิดท่จี ะเริม่ ต้นอะไรก็ตาม

ความโศกเศร้าของต้นทนุ ชวี ิต เงินและอำนาจ

ตน้ ทนุ ชวี ติ และ ความไมเ่ ท่าเทยี มในสังคม

ตอนเด็ก ๆ เคยสงสัยทำไมเด็กบางคนถึงมีนาฬิกาเรือน
ละหลายพันใส่ ใช้กระเป๋าหนังจาคอปมาโรงเรยี น มีติวเตอรไ์ ปติวท่ี
บ้าน หรือไม่ก็ไปเรียนติวเยอะๆได้โดยที่แม่ไม่ขัดสนเรื่องค่าเรียน
ขณะที่เราเอง ใช้กระเป๋าผ้าธรรมดา ของเล่นแพงๆสมัยเด็ก ๆแบบ
เขาก็ไม่มีเล่น ครูสอนพิเศษอะไรก็ไม่มี ต้องนั่งอ่านไปแบบงงๆไม่ก็
เพื่อนร่วมห้องบางคนที่ยังเรียนประถม เวลาไปเที่ยวกลับได้ไป
ต่างประเทศ ถ่ายภาพมาอวดคนในห้อง พวกเด็กอย่างเราๆรู้สึก
อิจฉาไม่น้อย ซ่ึงสิ่งที่ทำให้รู้สึกแตกต่างกันขนาดนี้ คงเรื่องต้นทุน
ชีวติ นั่นแหละ่

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำพูดนึง ที่มีเศรษฐีพันล้านล้าน
บอกไว้ว่า “เกิดมาจนไม่ใช่ความผิดคุณ แต่ถ้าคุณตายอย่างจนเป็น
ความผิดคุณ” ซึ่งถ้าดูกันตามเนื้อผา้ จริง ๆ เจ้าของคำพูดเขาก็ไมไ่ ด้
จนแต่เกิดนะ แถมต้นทุนชีวิตดีอีก ซึ่งนี่มันก็สะท้อนบางอย่างใน
สังคมมนุษย์ได้ไม่น้อยเลยเหมือนกัน ก็เหมือนอย่างที่เราๆเห็นกัน
เป็นประจำตั้งแต่เกิด ลูกหลานคนรวย มักจะได้รับโอกาสต่าง ๆใน
ชีวิตที่ดีกว่า ลูกคนที่ไม่มีอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ที่สุข

สบาย มีบ้านหลังใหญโ่ ต ได้รับการศึกษาท่ีดี มีอาหารดี ๆกินทุกมอื้
แถมมีกิจการใหญ่โตใหส้ านตอ่ ถา้ ไมอ่ ยากทำ กม็ เี งนิ ใหไ้ ปทำทนุ เอง
พร้อมมีคนดูแลให้ พอกิจการไปได้ก็จะมีสื่อมาขอสัมภาษณ์ออกทีวี
อายุน้อยพันล้านหรือมีคนดังๆมาขอสัมภาษณ์ แล้วก็พูดสวยๆ
หล่อๆไป คนก็โอ้โห เก่งจังเลย ขณะที่ลูกคนจนๆ เกิดมาหนังสือ
ไม่ได้เรียน ต้องหาบเร่ เก็บขยะข้างทาง เก็บผักในคลอง ร้อย
พวงมาลัยรายได้กน็ ้อย นอนกลางดิน กินกลางทรายอนาคตเรียกได้
ว่าแทบไม่มี แต่สุดท้ายสังคมมนุษย์ก็มักจะเชื่อคนรวย มองคนท่ี
ชื่อเสียง ทรัพย์สิน ใครบริจาคเงินหลายล้านคือคนดี ได้บุญเยอะก็
คงประมาณน้ี

แต่ที่ว่ามานี้ไม่ได้จะบอกว่าให้อิจฉาหรือบ่นตัดพ้อทำไม
ชีวิตลำบากกว่าเขา จนทำให้ลืมมองไปว่าลูกคนรวยก็คนธรรมดา มี
ผิดหวัง เสียใจ มีเรื่องทุกข์ใจเหมือนกันกับลูกคนจน เพียงแค่เขามี
กินมีใชม้ ากกว่าก็เท่าน้ัน หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะ
มาจากความลำบาก ความลำบากบางทีมันก็ดีตรงที่ทำให้คนเรา
ตระหนักได้ พยายามมาไกลได้ขนาดนี้คงไม่มีใครอยากกลับไป
ลำบากเหมือนเดิม ตรงข้ามกันคนที่มีมาอยู่แล้วแต่แรก อาจจะใช้
ชีวิตประหมา่ ไปหนอ่ ยเพราะมีซบั พอรท์ หนนุ มาตง้ั แต่แรก

สิ่งที่อยากเขียนจริง ๆในหัวข้อนี้เลยก็คือโอกาสทาง
การศึกษา เพราะมองจากตัวเราได้ง่ายสุด ทั้งแบบที่เจอกับตัวและ
จากที่มองเห็น ตั้งแต่เด็กเลยที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนพิเศษเพราะ
ทางบ้านไม่ได้มีเงินหนุนอะไรมากนัก วิชาที่อยากเรียนก็ค่อนข้าง
แพงแถมยังอยากเรียนหลายวิชา นึกๆไปแล้วก็เศร้านะ เพราะว่า
การที่เราหาสิ่งที่มีประโยชน์แบบทางลัดให้กับเราได้ง่ายๆดันไม่มี
โอกาสเพราะเงนิ แบบทางลัดยงั ไงหน่ะหรอกม็ ันเปน็ ทางลัดที่เราไม่
ต้องไม่ไปขวนขวายหรือไปหาวิธีทำทุกวิธีแล้วปวดสมองเพื่อให้ได้
คำตอบ จนปัจจุบันนี้ก็ยังเศร้าอยู่นะเพราะอยากเรียนพิเศษภาษา
เอามาก ๆ อยากเรียนต่อสูงๆ อยากเรียนนู้นนี่นั่นไปหมด แต่ก็นั่น
แหล่ะทุกอย่างมันต้องใช้เงิน มองเห็นคนใกลต้ ัวมีโอกาสได้เรียนท่ดี ี
ๆ ได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้ไปต่างประเทศ ก็ยินดีนะแต่ลึกๆแล้วก็อิจฉา
อยากมีโอกาสบา้ ง อยากมีต้นทนุ ชีวติ ที่ทำอะไรแล้วไม่เดอื ดร้อนคน
ทบ่ี า้ น

ตง้ั แตเ่ ดก็ แล้ว ทชี่ ีวติ ในโรงเรียนมันเหล่ือมล้ำกนั สดุ ๆ พวก
เด็กห้องคิง (เด็กหัวกะทิ) มักจะได้ครูเก่งๆสอน ส่วนเด็กห้องปกติก็
ยังคงได้ครูที่สอนไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ยิ่งเรื่องบรรยากาศของห้องเรียน
นี่อย่างกับคนละโรงเรียน เด็กห้องคิงมีแอร์แถมยงั แยกอาคารอีกทงั้
ๆที่อยู่มอเดียวกัน ส่วนเด็กทั่วไปก็ห้องพัดลม พื้นเปิดบ้าง ในส่วน

ของกิจกรรมที่เห็นเด่น ๆเลยก็เรื่องลูกครู ใครเป็นลูกหลานครูใน
โรงเรียนนกี่ ็คือมีหนา้ มตี าสดุ ๆ ตอ่ ใหห้ ลายคนเลอื กใครคนนงึ เป็นตัว
หลัก พอเรื่องถึงหูครูเข้าหน่อยก็ต้องเปลี่ยนตัวละ แต่ละกิจกรรมน่ี
ไม่ต้องถามเลยใครได้ รู้ๆกันหมด ยิ่งเรื่องทุนก็คือ พอมีทุนอะไรเข้า
มาหน่อย ทุนเรียนดี ทุนดีเด่น นักเรียนดีเด่น ลูกหลานครูได้ทั้งนั้น
มีอภิสิทธิ์มอี ำนาจกง็ แี้ หล่ะ

“เงินคือพลังและอำนาจ” อย่ามาพูดว่าไม่ต้องมีเงินก็มี
ความสุขได้, เงินซื้อความสุขไม่ได้, เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้, เงินไม่ใช่
เรื่องสำคัญ, เงินทองเป็นของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้, ตายไปก็
เอาอะไรไปไม่ได้, มีเงินมากมายตายไปก็เอาไปได้แค่เหรียญใส่ใน
ปากแค่นั้น, เงินไม่ใช่พระเจ้า ฯลฯ โกหกทั้งนั้น ใครก็อยากได้เงิน
แน่นอนเงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่มันสำคัญ
เมื่อเราจำเป็นต้องใช้ คำที่กล่าวมาทั้งหลายมันก็แค่คำปลอบใจ
ตัวเองของคนที่ไม่คิดจะขวนขวายทำอะไรให้ได้เงินมา และมีไว้ให้
คนที่มีเงินเยอะๆและมีเวลาว่างมานั่งคิดคำพวกนี้เพื่อเป็นคำกดหัว
เท่านั้นแหละ เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เงินจะสำคัญก็
ต่อเมื่อต้องใช้มันและก็ใช้ทุกวันเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็
ตามในสมัยนี้ใช้เงินทั้งนั้น พอมีเงินถึงจุดหนึ่ง เป้าหมายมันจะไม่ใช่
การหาเงินเพื่อเอามาใช้จ่ายซื้อสิ่งของหรือบริการสนองความ

ตอ้ งการทัว่ ไปอยา่ งเดียว แต่เป้าหมายจะเปลยี่ นเป็นการใช้ชีวิตให้มี
ความสขุ กบั เงินท่ีมี

ศลิ ปะและอำนาจ

นิยามคำว่า ‘ศิลปะ’ ไม่เคยมีคำจำกัดความที่ชัดเจนและ
ตายตวั ทำใหโ้ ลกของศิลปะยงั คงเปน็ ส่ิงทนี่ ่าค้นหาอยู่ในทุกยุคสมัย
สำหรับผู้เขียนคิดว่า ‘ศิลปะ’คือสิ่งที่กลั่นกรองมาจากอารมณ์และ
ความรู้สึกในจิตใจของมนุษย์ เปน็ ผลสืบเนอ่ื งมาจากความปรารถนา
เพื่อทจ่ี ะปรับปรงุ ชีวติ และสง่ิ แวดล้อมใหม้ ีความสวยสดงดงาม

ศิลปะคืออะไรก็ได้ เสน่ห์ของศิลปะจึงกลายเป็นสิ่งท่ี
คลุมเครือ เป็นสิ่งท่ีถูกวิวัฒนาการด้วยกลุ่มบุคคลในแต่ละยุคแต่ละ
สมัย มีการเปลี่ยนแปลงรสนิยม การแสวงหา การค้นหามุมมอง
ความงามในรูปแบบใหม่ๆ การนิยามคำว่าศิลปะก็เช่นเดียวกับ
ศิลปิน ไม่มีใครห้ามว่าใครจะเป็นศิลปิน ใครจะไม่เป็นศิลปิน
อุปมาอุปไมยเหมือนว่าใครๆ ก็เป็นเน็ตไอดอลได้นั่นเอง เราจะ
พบว่าหลายคนก็เป็นศิลปินได้เพียงชั่วข้ามคืน เคยมีคำอภิปรายว่า
บุคคลแค่ทำงานอะไรสักอย่างก็สามารถผันตัวไปเป็นศิลปินได้แล้ว
แตใ่ นเชงิ รายละเอยี ดต้องมาคุยว่าเชิงคุณภาพ เชงิ ความเข้มแข็งมัน
เป็นอย่างไร สมมติวาดภาพหนึ่งชิ้น ก็สามารถจำลองสถานการณ์
การเป็นศลิ ปนิ ได้แล้ว แตค่ วามหนักแน่นและความต่อเน่ืองต่างหาก
คอื สงิ่ ท่ีต้องพูดถงึ ต่อไป ศิลปะเปน็ ภาษาของจิตวิญญาณ เราอาจจะ
ไม่ต้องเข้าใจความหมายของมันเสมอไป แต่เชื่อว่าทุกผลงานมีการ

ใส่จิตวิญญาณในการทำงานของแต่ละคนเข้าไป ไม่ว่างานนั้นจะ
ออกมาแล้วคนชม มีคนเข้าใจหรือไม่ก็ตาม แต่ศิลปะได้บอกว่า
ผู้สร้างสรรค์กำลังต้องการสื่อสารบางอย่าง แน่นอนว่าเราอาจจะ
ตีความไม่ได้ เราอาจจะไม่เข้าใจภาษาจิตวิญญาณของเขาก็ได้ มัน
เหนือคำพูด แต่การใช้สี สเปซ การหยิบรูปแบบต่างๆมาใช้ มันเป็น
ความหมายส่วนตัวของเขา ซึ่งเราอาจจะไม่มีความสามารถในการ
ตีความหรือทำความเข้าใจ แต่ท้ายที่สุดศิลปะชิ้นนั้นๆ สามารถ
เคล่อื นบางส่ิงบางอย่างข้างในของเราได้ ทกุ คร้ังทเ่ี รามองงานศิลปะ
ข้างในของเรามันมกี ารคิดตาม พอมันมีการสั่นสะเทือน บทสนทนา
มันเกิดข้นึ แล้วโดยท่ไี ม่ต้องตีความ ไมต่ อ้ งเขา้ ใจความหมายกไ็ ด้

อำนาจ คำนี้เป็นสิ่งหอมหวนและเป็นที่ต้องการยิ่งนัก
สำหรับผู้คนทุกยุคทุกสมัย หลายคนคิดว่าอำนาจสามารถบันดาล
ชื่อเสียง เกียรติยศเงินทอง ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่สังคมเรียกว่า
“ความสุข” ในขณะที่คนไร้อำนาจก็คิดว่าชีวิตนี้ช่างแสนทุกข์ เม่ือ
อำนาจถูกตีตราว่าเป็นเคร่ืองมือในการสร้างสุขและกำจัดทุกข์ ผู้คน
จึงหาวิธีการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยมองข้ามไปว่าวธิ ีการเหล่าน้ัน
อาจสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ลืมใช้สติ

พิจารณาว่าอำนาจที่ได้มานั้นสามารถสร้างความสุขที่แท้จริงให้แก่
ชีวิตได้จรงิ รึเปล่า

ที่จริงแล้วอำนาจเป็นสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในตัวตนของมนุษย์
ทุกคน โดยไม่ต้องไปไขว่คว้าหามาจากไหน อำนาจที่ว่านั้นก็คือ
อำนาจที่มาพร้อมกับบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นลูก
เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็น
ทหาร เปน็ ตำรวจ หรือแม้กระท่ังเป็นประชาชนคนเดินดินก็ตาม ไม่
ว่าจะเป็นใครถ้าขึ้นชื่อว่าอยู่ในสังคมมาแล้ว ย่อมมีอำนาจเป็นของ
ตัวเอง เช่น พ่อแม่มีอำนาจในการสร้างครอบครัว ครูอาจารย์มี
อำนาจในการอบรมลูกศิษย์ เจ้านายมีอำนาจในการดูแลลูกน้อง
นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการดูแลประเทศ ปัญหาเรื่องความไร้
อำนาจจึงปดั ตกไปเหลอื อยูก่ ็แต่ว่า เราแต่ละคนจะใช้อำนาจยังไงให้
ตัวเองและคนอื่นไม่ตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์และเดือดร้อน พร้อมทั้ง
สรา้ งความสุขให้เกดิ ขึ้นดว้ ย

บทบาทของศิลปะ

ปัจจุบันเราคุ้นชินกับการชมงานนิทรรศการศิลปะตาม
ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านกาแฟ ในสวนสาธารณะ ตึกร้าง โกดังเก่า
หลายคนอาจเห็นว่าไม่ใช่เร่ืองที่แปลกใหม่ เพราะทุกวันน้ีโลกศิลปะ
ได้เดินทางผ่านจุดที่ศิลปินสามารถนำเอาสิ่งรอบตัวและพื้นที่มา
สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระและนำเสนอผลงานได้ทุกแห่งหน
บนโลก ศิลปะเริ่มเข้ามามีบทบาทพัวพันกับประเด็นหลายๆอย่าง
เช่น การเมือง สิ่งแวดล้อม สังคม จิตวิทยาหรือแม้กระทั่งการใช้
ชีวิตประจำวันก็สามารถเป็นงานศิลปะได้ ความไร้ขีดจำกัดของ
ความคิดเหล่านี้ ทำให้ค่านิยมของพื้นที่การแสดงผลงานศิลปะขยับ
ขยายจากผนังสีขาวของพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์และแกลเลอรี่ ไปสู่การ
นำเสนอแนวคิดในการแสดงผลงานบนพน้ื ทที่ างเลอื กอนื่ ๆ

ซารบ์ นิ และเจอรเ์ นอร์ ไดใ้ หค้ วามหมายของบทบาท คือ
พฤติกรรมที่คาดหวังว่าผู้อยู่ในแต่ละสถานภาพจะพึงกระทำ
(Sarbin and Jurnur, 1955/236) บทบาทของคนยังมีหน้าที่
แตกตา่ งกนั ออกไป บทบาทของศิลปะกเ็ ช่นกนั

1) บทบาทของครูต่อศิลปะ อดีตการเรียนการสอนศิลปะเปน็ แบบ
ให้ผู้เรียนทำตามหรือกำหนดให้ทำตามที่เห็น เช่น ให้เขียนรูปคน

สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ผลไม้ ขวดน้ำ ผู้เรียนก็ได้รับประสบการณ์
เหมือนการคัดลายมือที่ครูเขียนให้บนกระดานเท่านั้น ปัจจุบันมี
หลักสูตรเพิ่มมากขึ้น มีกรอบและแนวทางเพื่อพัฒนาให้เป็นไปตาม
จุดประสงค์มากขึ้นตามมาด้วย วิชาและกิจกรรมทางศิลปะมี
ความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กมาก โดยเฉพาะทางอารมณ์ ปกติเด็ก
มักจะชอบสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่แล้วทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การให้โอกาส ความเข้าใจของครูและ
ผู้ปกครอง จึงไม่ควรสกัดก้ัน ควรให้โอกาส ไม่ควรยึดผลงานเป็น
เป้าหมาย การสอนจึงควรให้เด็กแสดงออกทางศิลปะตามความ
ตอ้ งการ เพ่อื ที่เดก็ ไดแ้ สดงศักยภาพของตวั เองออกมาอย่างเตม็ ที่

2) ศิลปะกับวัฒนธรรม ทุกวัฒนธรรมแสดงออกให้เห็นในผลงาน
ศิลปะด้วย สิ่งที่เราปฏิบัติสืบทอดกันมาเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่
และการดำเนินชีวิต

- วัฒนธรรมการประกอบอาชีพ อาชีพทางการเกษตร เช่น
ทำไร่ ทำนา ทำสวน การประมง เครื่องมือจากการ
ประกอบอาชีพก็เป็นผลงานศิลปะที่สร้างเพื่อประโยชน์
ทง้ั สนิ้

- วัฒนธรรมทางความเชื่อ ผลงานศิลปะที่เห็นได้ชัดเจน
ทางดา้ นจติ รกรรม ประตมิ ากรรม สถาปัตยกรรม

- วัฒนธรรมทางด้านการแต่งกาย แสดงให้เห็นจากเสื้อผ้า
เครือ่ งประดบั

- วัฒนธรรมทางอาหาร มีการจัดรูปร่างหน้าตาของอาหาร
ให้มีความสวยงามน่าทานมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้การแกะสลัก
การตกแตง่ ดว้ ยใบตอง เปน็ ตน้

- วัฒนธรรมทางภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษากาย ภาษาเขียน
กเ็ กดิ เปน็ ศลิ ปะ เชน่ โคลง กลอน ทำนองเสนาะ

3) ศิลปะกับศาสนา ศาสนาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อความ
ศรัทธา ผลงานทางศิลปะเกิดจากแรงผลักดันในสังคมเพื่อให้มี
สถานที่ประกอบพิธกี รรมและยดึ เหนี่ยวจติ ใจ ส่ิงที่สรา้ งข้ึนส่วนมาก
จะสร้างขึ้นจากความศรัทธาทางความเชื่อ มีความความ
ละเอียดอ่อน ประณีต ทำใหม้ ีสมาธแิ ละสำรวม

ศิลปะ

ศิลป์หรือศิลปะ นิยามของคำว่าศิลปะมันกว้างมาก ใน
ความคิดของผู้เขียนคือการสร้างสรรค์ผลงานที่จรรโลงใจผ่าน
ความรู้สึก อารมณ์ ความคิด (รวมถึงการเสียดสี) เพื่อสื่อหรือแสดง
เจตนารมณ์ แสดงจุดยืนของตัวศิลปิน แต่ในที่น่ีต้องไม่เป็นการทำ
ให้ผู้ใดผู้หนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือมีผู้เสียหายจากการ
สร้างสรรค์นั้นๆ (คือมีจรรยาบรรณ) โดยที่ทั้งหมดนั้นมีความงาม
เป็นที่ตั้ง ส่วนแนวคิดในงานศิลปะเกิดจากเหตุผล เป็นสิ่งที่มนุษย์
สรา้ งสรรค์ข้ึนจากความคิด ความรสู้ ึก และความประทับใจในแง่มุม
ต่างๆ เป็นเหตุผลให้เกิดรูปแบบและวิธีการในการถ่ายทอดเป็น
ผลงานศิลปะ

1) ถ่ายทอดเลียนแบบธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการนำเอาสิ่ง
รอบตวั ที่พบเห็นทส่ี มั ผสั มาเป็นแรงบนั ดาลใจให้เกิดงาน

2) แรงบันดาลใจเกิดจากความเชื่อความศรัทธาในเรื่องใดเรื่องหน่ึง
เช่น ชาติ ศาสนา เทพเจ้า กษัตริย์ เป็นต้น แล้วเกิดความมุ่งมั่นใน
การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่ออุทิศถวายในสิ่งที่ตนเคารพบูชา
รปู แบบในการถา่ ยทอดอาจเป็นผลงานท่เี หนือจากความเป็นจรงิ ซึ่ง
เกดิ จากจนิ ตนาการหรือความเช่ือในแบบอุดมคติ

3) สัญลักษณ์หรือสิ่งแทน เกิดจากความต้องการสื่อสารเพื่อให้ผ้ชู ม
ผลงานได้เข้าใจในความหมายที่ต้องการสื่อ เป็นการเชื่อมโยง
ความคิดสร้างสรรค์กับสิ่งที่ต้องการสื่อความหมาย โดยมีรูปแบบ
เป็นสัญลักษณ์หรือสิ่งแทน แล้วทำไมเราต้องเรียนศิลปะ ศิลปะท่ี
เป็นภาพวาด?

การค้นคว้าของนักปราชญม์ าหลายยุคสมัยเกี่ยวกบั การรับรู้
ของมนุษย์ว่า ในบรรดาประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ล้ิน
กายสัมผัส มีเพียง 2 อย่างเท่านั้นที่สามารถรับรู้ศิลปะและศาสตร์
ขั้นสูงได้ คือ ตา และ หู ซึ่งแตกแขนงออกมาเป็นศาสตร์ทางด้าน
ภาพวาด Visual Art และดนตรี จึงไม่น่าแปลกใจว่าประเทศท่ี
พัฒนาแล้ว จึงเน้นศาสตร์ทั้งสองแขนงน้ีเพราะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต
ของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน สภาพบ้านเรือน
สถาปัตยกรรม ซึ่งหากมีศิลปะเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว นอกจากจะทำ
ใหเ้ กดิ ระเบยี บความสวยงามแล้ว ยงั ทำให้เกิดความรู้สึกท่ีมนุษย์พึง
มีต่อสิ่งหรือสถานที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกสบายผ่อนคลาย
เมื่อเดินอยู่ตามท้องถนนที่มีต้นไม้และสิ่งก่อสร้างที่ถกู วางอย่างเป็น
จังหวะ หรือความขลังน่าเคารพเมื่อเข้าไปในโบสถ์วิหาร ความรู้สึก
อลังการน่าเกรงขามเมือ่ เขา้ ไปในเขตของพระราชวงั และนำมาใชใ้ น

ชีวิตประจำวันได้อย่างไม่แปลกแยก ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานมาจาก
ศลิ ปะทเ่ี กยี่ วข้องกับการรับรู้ด้วยตาทั้งน้ัน

มนุษย์เรามีจินตนาการทุกคน แต่จินตนาการที่สร้างสรรค์
จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีรากฐานของการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและ
สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพได้ หากไม่มีพื้นฐานรองรับ
จินตนาการก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นความฟุ้งซ่าน เพ้อฝัน ที่ไม่
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ การวิจัยการทำงานของสมองคนเรา
พบว่า สมองท้งั สองซีกทที่ ำงานตา่ งกัน คอื สมองซีกซา้ ยจะถูกใช้เมื่อ
คนเราใช้ความคิดทางด้านการคำนวณและภาษา ส่วนสมองซีกขวา
ใช้เมื่อคนเรารับรู้และถูกใช้ในเรื่องของความสุนทรีย์ด้านศิลปะ
จนิ ตนาการและการสร้างสรรค์

ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่ามันเป็นเรื่องแนวคิดของแต่ละคนเองท่ี
มีทัศนคติต่องานศิลปะไม่เหมือนกัน ถ้าผู้เขยี นเหน็ งานสวยๆ ก็มอง
ว่ามันสวย ที่นั่งจ้องอยู่นานก็เพราะคิดว่ามันสวยจริงๆ อยากจะ
มองดูรอบๆ คนหลายคนที่วาดภาพสวย คิดว่าบางคนเขาก็ไม่ได้ใส่
อะไรลึกซึ้งเสมอไป บางทีก็แค่อยากวาดสิ่งที่อยากวาด คนที่ชอบ
วิจารณ์ภาพนู่นนี่ สิ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ ผู้เขียนคิดว่ามันเป็นเรื่อง
ของเขาที่จะมองอย่างนั้น งานศิลปะที่พบในปัจจุบันมีมากมาย
หลายรูปแบบ อยู่ที่แต่ละคนจะเสพแบบไหนหรือต้องการสื่ออะไร

ถ้าจะมาเบียดเบียนกันว่างานแบบนี้เป็นศิลปะหรือมีข้อจำกัด งาน
แบบนนั้ ไมใ่ ช่ศิลปะผูเ้ ขียนมองวา่ นน้ั ไมใ่ ช่ผเู้ สพศลิ ปอ์ ยา่ งแท้จรงิ


Click to View FlipBook Version