สรุปผลการจดั การเรยี นรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ เรือ่ งนาฏศลิ ป์
รายวชิ า ศ23101 ศลิ ปศึกษา กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ศิลปะ
ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา ๒๕๖5 เวลาเรียน 12 ช่ัวโมง
ดา้ นอา่ น คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน/คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ และสมรรถนะสาคญั
รายบุคคล ผูเ้ รียนมีผลการเรยี นรู้ ในระดับคุณภาพ พอใช้ขนึ้ ไปถอื วา่ ผ่าน
รายกลุ่ม ร้อยละ ๘๐ของจานวนผู้เรียน ได้ระดับคณุ ภาพ ดีขน้ึ ไปถือว่าการจดั การเรียนรู้ประสบ
ผลสาเรจ็
ตารางสรปุ ผลการประเมนิ
อ่าน คิดวเิ คราะห์ คณุ ลกั ษณะ สมรรถนะสาคญั ผ่าน/
ระดบั คุณภาพ และเขียน อนั พึงประสงค์ ไม่ผ่าน
ร้อยละ การประกัน
ดี (๓) จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน
พอใช้ (๒) น.ร. น.ร. น.ร.
ปรบั ปรงุ (๑)
ผ่าน
รวม
๑๐๐ ๑๐๐ ไม่
๑๐๐ ผ่าน
แนวทางการพัฒนา นักเรียนทย่ี งั ไม่ผา่ นการประเมินและการประกนั
แนวทางแก้ปัญหา ปกติ วจิ ัยในช้นั เรยี น
ผลการพฒั นา..............................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
ขอ้ สังเกต / ข้อค้นพบ
............................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ ....................................................
( นางสาววาสนา งามสุข )
ตาแหนง่ ครูผู้ชว่ ย
แผนการจัดการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้ศู ิลปะ โรงเรียนบญุ วาทย์วิทยาลัย
ภาคผนวก
แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ โรงเรยี นบุญวาทย์วทิ ยาลัย
ใบความรู้ ท่ี 1 เรื่อง องค์ประกอบของการแสดง
นาฏศิลป์
องคป์ ระกอบของนาฏศิลป์ ประกอบดว้ ย
1) ลีลาทา่ รา คือ การเคลอื่ นไหวร่างกายอย่างมีแบบแผนและสวยงามซึ่งมนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์คิด
ข้ึนมา เพื่อใช้ในการส่ือสารระหว่างผู้แสดงกับผู้ชม ซึ่งในการแสดงนาฏศิลป์ไทยลีลาท่ารานั้นถือว่า มี
ความสาคัญมากเพราะในการแสดงละครราระบาต่างๆ ก็จะมีการใช้ท่าราในการสื่อความหมายกับผู้ชม
แทนการพูดเช่น ท่าตัวเราก็จะใช้มือซ้ายจีบเข้าอก ท่ารักก็จะนา มือท้ัง 2 ข้างมาประสานกันท่ี
หน้าอก เป็นต้น ลีลา ท่าราบางท่าอาจจะนามาจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน การประกอบอาชีพต่างๆ แล้ว
นามาปรบั ปรงุ ให้มคี วาม สวยงาม อ่อนช้อย เช่น การแสดงฟูอนสาวไหมก็ได้นาท่าดึงไหม ท่าสาวไหม ท่า
ล้างไหม ท่าเลือกไหมมา ประดิษฐ์ออกมาเป็นลีลาท่าราประกอบชุดการ
แสดง เป็นตน้
2) ดนตรี ดนตรีน้ันเกิดขึ้นมาช้านานก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการ
ประดิษฐ์เคร่ืองดนตรีมาประกอบเป็น จังหวะ ทานอง ดนตรี นั้นเกิดข้ึน
เองตามธรรมชาติเช่น เสียงของน้า ตกเสียงฟูาร้อง เสียงนกร้อง เสียงลม
พัด เป็นต้น ซึ่งเสียงต่างๆเหล่าน้ีหากน้า มาเรียบเรียงให้ดีก็จะเกิดความ
ไพเราะได้เหมือนกัน ดนตรีมีส่วนช่วยทา ให้การแสดงน้ัน สนุกสนาน เพลิดเพลินและเป็นการสร้าง
บรรยากาศในการแสดง
แผนการจัดการเรยี นรู้ สาระการเรียนรศู้ ลิ ปะ โรงเรยี นบญุ วาทย์วทิ ยาลยั
3) จังหวะ จังหวะน้ัน เป็นองค์ประกอบหนึ่งท่ีแยกย่อยมาจากดนตรีจังหวะคือเสียงท่ีมีความ
สัน้ -ยาว มอี ัตราจงั หวะทม่ี ที ง้ั ช้ามาก ช้า ปานกลาง เร็วเร็วมากเป็นต้น ผู้เรียนหรือผู้แสดงนาฏศิลป์ จาเป็น
ที่จะตอ้ งทา ความเขา้ ใจในเรื่องของจังหวะเพราะเป็นเร่ืองพ้ืนฐาน ถ้าหากว่า ผู้เรียนหรือผู้แสดงนาฏศิลป์
ไมม่ คี วามเข้าใจ การแสดงทางลีลาท่าราที่อ่อนช้อย สวยงาม ในจังหวะ ฟังจังหวะไม่เป็นก็จะทาให้ผู้เรียน
หรือผูแ้ สดงนาฏศิลป์ ราไมต่ รงจังหวะหรือเรียกว่า “บอด จงั หวะ”และจะทา ให้การแสดงนน้ั ไมส่ วยงาม
4) เน้อื รอ้ งและทานอง ในการแสดงนาฏศลิ ปน์ ัน้ ไม่ว่าจะเปน็ การแสดงโขน-ละคร หรือระบาต่างๆ
สว่ นใหญจ่ ะมเี น้อื รอ้ งและทานองประกอบในการแสดงนัน้ เพือ่ เปน็ การบอกเลา่ เรอื่ งราวต่างๆ ของตวั ละคร
เป็นการดา เนนิ เรื่องโดยผูแ้ สดงจะตอ้ งแสดงออกใหส้ มั พันธก์ ัน ทั้งเนอื้ ร้อง ทานองและท่าราจะต้องมีความ
สอดคลอ้ งกัน เพอื่ เปน็ การส่ือความหมาย ความรู้สึกใหก้ บั ผชู้ มได้เข้าใจเปน็ อยา่ งดี
5) การแตง่ กาย เคร่ืองแตง่ กายในการแสดงนาฏศิลป์น้ัน เป็นอกี หน่งึ องค์ประกอบทม่ี ีความสาคัญ
เป็นการบ่งบอกถึงยศฐานะของตัวละครที่ผู้แสดงน้ัน ได้รับ ซึ่งถือว่า สาคัญมากในการแสดงโขน-ละคร
เครอื่ งแตง่ กายจะต้องมีความวิจิตรบรรจง สวยงามบ่งบอกถึงลักษณะของตัวละครนั้นๆ เช่น การแต่งกาย
ใน การแสดงโขน พระรามจะต้องแตง่ กายดว้ ยเคร่ืองแต่งกายสีเขียว พระลักษณ์จะแต่งกายด้วยเคร่ืองแต่ง
กายสี เหลอื ง ทศกัณฐ์จะตอ้ งสวมศรี ษะโขน เป็นตน้
6) การแต่งหน้า การแต่งหน้าประกอบในการแสดงเป็นการช่วยปกปิดจุดบกพร่องให้กับตัวละคร เพื่อให้ผู้
แสดงดูสวยงามและเป็นการช่วยอาพรางใบหนา้ เพิ่มความสมจริงเชน่ ต้องรับบทเป็นคนแกก่ ็ จะต้องมกี ารแต่งหน้าให้แก่
กวา่ ในความเปน็ จรงิ
7) อุปกรณ์การแสดง เป็นส่ิงท่ีช่วยให้การแสดงน้ัน ดูสมจริงมากยิ่ง ข้ึนทา ให้ผู้ชมไม่ต้องใช้ จินตนาการ
มากในการชมการแสดงอุปกรณท์ ี่ใชป้ ระกอบในการแสดงควรมีความสวยงาม ประณีต ไม่เก่า การแต่ง กายของตัวละครใน
การแสดงโขน จนเกินไปเพราะจะทา ให้การแสดงนั้น ดูไม่สวยงามเท่าท่ีควรเช่น การแสดงญวนรากระถางจะใช้โคมที่มี
ลกั ษณะคล้ายกระถางเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดงทา ให้การแสดงดูสวยงามมากข้ึน การแสดงฟูอนเทียน จะมีการใช้
เทียนประกอบในการแสดง การแสดงโขนเร่ืองรามเกียรต์ิพระรามก็จะมีการถือศรและกระบอกใส่ลูกศรเป็น
อาวธุ พระลกั ษณ์จะถือพระขรรค์เป็นอปุ กรณป์ ระกอบการแสดง
แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้ศู ลิ ปะ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลยั
ใบงานท่ี 1 เร่ืององคป์ ระกอบการของแสดงนาฏศิลป์
ให้นักเรียนดูการแสดง 1 ชุดการแสดงแล้วเขียนองค์ประกอบของนาฏศิลป์ลงในตารางท่ี
กาหนดให้ ดังต่อไปนี้
แบบบันทึกผลการชมการแสดงนาฏศิลป์
การแสดงที่ชม คือ...................................................................................................................................................
จงั หวะในการแสดง.................................................................................................................................................
การเคล่ือนไหวในการแสดง....................................................................................................................................
อารมณ์และความรูส้ ึกของการแสดง.......................................................................................................................
ภาษาทา่ และนาฏยศพั ทท์ ่ีใชใ้ นการแสดง................................................................................................................
รูปแบบของการแสดง.............................................................................................................................................
การแต่งกาย.............................................................................................................................................................
แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ โรงเรียนบญุ วาทย์วทิ ยาลยั
ใบความรู้ท่ี 2 เรอ่ื ง หลักการอนุรกั ษ์นาฏศิลปไ์ ทยและการเห็นคณุ คา่ ของนาฏศลิ ป์
นาฏศิลป์ไทย เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม ซ่ึงนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีบรรพ
บุรษุ ของเราได้สรา้ งและสง่ั สมภมู ปิ ัญญามาแต่โบราณ เป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติซึ่งแสดงให้เห็น
ถึงความเป็นอารยประเทศของชาติไทยที่มีความเป็นเอกราชมาช้านานนานาประเทศในโลกต่างช่ืนชน
นาฏศิลป์ไทยในความงดงามวิจิตรบรรจงเป็นศิลปะท่ีมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์และสืบทอด แนวทางใน
การอนุรกั ษน์ าฏศลิ ป์ไทย
1. การอนุรักษ์รูปแบบ หมายถึง การรักษาให้คงรูปดังเดิม เช่น เพลงพ้ืนบ้านก็ต้องรักษาข้ันตอน
การรอ้ ง ทานอง การแต่งกาย ท่ารา ฯลฯ หรอื หากจะผลิตข้นึ ใหม่ก็ใหร้ กั ษารปู แบบเดมิ ไว้
2. การอนุรักษ์เนื้อหา หมายถึง การรักษาในด้านเน้ือหาประโยชน์คุณค่าด้วยวิธีการผลิต
การรวบรวมข้อมลู เพ่อื การศกึ ษา เช่น เอกสาร และสื่อสารสนเทศตา่ งๆ
แนวทางการอนรุ กั ษน์ าฏศลิ ป์
1. การค้นควา้ วจิ ัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น
จังหวดั ภมู ภิ าค และประเทศโดยเฉพาะอย่างย่ิงภูมิปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถ่ิน มุ่งศึกษาให้รู้ความ
เปน็ มาในอดตี และสภาพการณ์ในปัจจบุ นั
2. การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสานึกให้คนในท้องถ่ินตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและ
ความสาคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ
สร้างจิตสานึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของ
ท้องถ่ิน รวมท้ังสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถ่ินหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้นเพื่อแสดงสภาพชีวิตและความ
เปน็ มาของชมุ ชนอันจะสร้างความรแู้ ละความภมู ใิ จในชุมชนท้องถนิ่ ด้วย
3. การฟ้นื ฟู โดยการเลอื กสรรภมู ปิ ญั ญาทก่ี าลังสูญหาย หรอื ทส่ี ญู หายไปแล้วมา ทาใหม้ คี ุณค่า
และมคี วามสาคญั ต่อการดาเนนิ ชีวติ ในทอ้ งถิน่ โดยเฉพาะพืน้ ฐานทาง จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ ม
แผนการจัดการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้ศู ลิ ปะ โรงเรยี นบญุ วาทย์วิทยาลยั
4. การพัฒนา ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด
ประโยชน์ในการดาเนินชีวิตประจาวนั โดยใชภ้ มู ิปัญญาเปน็ พนื้ ฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพควรนา
ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอดใช้ในการผลิต การตลาด และการบริหาร
ตลอดจนการปูองกนั และอนุรักษ์สงิ่ แวดล้อม
5. การถ่ายทอด โดยการนาภูมิปญั ญาทีผ่ ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบ
และรอบดา้ น แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และ
ปฏบิ ัตไิ ด้อย่างเหมาะสม โดยผา่ นสถาบนั ครอบครัว สถาบนั การศึกษา และการจดั กิจกรรมทางวฒั นธรรมตา่ งๆ
6. ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิ
ปญั ญาของชมุ ชนตา่ งๆ เพ่ือจัดกจิ กรรมทางวฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ อยา่ งต่อเนื่อง
7. การเผยแพร่แลกเปล่ียน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปล่ียนภูมิ
ปัญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถ่ินต่างๆ ด้วยสื่อและวิธีการ
ต่างๆ อยา่ งกว้างขวาง รวมทง้ั กบั ประเทศอน่ื ๆ ทวั่ โลก
8. การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน
ผู้ดาเนินงานให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่อง
แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรศู้ ิลปะ โรงเรยี นบุญวาทย์วิทยาลัย
ประโยชน์ของนาฏศลิ ปไ์ ทย
· ประโยชน์โดยทางตรง
1. ใชเ้ ปน็ วิชาชพี ผู้ท่ีศึกษาวชิ านาฏศลิ ป์ อย่างจัดเจน ชานิชานาญ สามารถยึดเป็นอาชีพได้ เพราะใน
กิจกรรมตา่ งๆ วชิ านาฏศิลปเ์ ขา้ ไปมีสว่ นร่วมอยูเ่ สมอ
2. เป็นการบริหารร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์ โดยเฉพาะวิชานาฏศิลป์นั้น ในขณะฝึกหัดนัยว่าเป็น
การออกกาลงั กายอย่างดเี ยย่ี ม ไดบ้ ริหารรา่ งกายทั่วทกุ สว่ น
· ประโยชนท์ างอ้อม
1. นาฏศิลป์ช่วยให้ผู้เรียนมีจิตใจอ่อนโยน มีสติ และมีสมาธิท่ี ม่ันคง ไม่หว่ันไหวไปกับสิ่งรอบข้าง
ซง่ึ ทาให้ผนู้ ัน้ มคี วามสามารถในขณะปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้ผลมีประสิทธิภาพเพ่ิมมากขึ้น นอกจากนั้นช่วยผ่อนคลายและ
ความเครยี ดของจติ ใจ ดงั จะเหน็ ได้ว่า ศิลปินในแขนงน้ีมีอายยุ ืนยาวมสี ุขภาพดีเปน็ สว่ นมาก
2. ช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้งดงามย่ิงขึ้น ผู้ท่ีเรียนนาฏศิลป์จะมีลักษณะพิเศษเห็นได้เด่นชัด อาทิ
ขณะเวลานง่ั หรอื ยนื จะสง่างาม เพราะได้รบั การฝึกฝนวิธีการน่ังยืนมาเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันเป็นผู้
ทร่ี จู้ ักควบคมุ อารมณไ์ มต่ ่ืนตระหนก และกลา้ ทจ่ี ะแสดงออก ส่งิ ตา่ ง ๆ เหลา่ น้ี เปน็ ผลจากประสบการณ์ใน
การแสดงทั้งส้ิน
แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย
ใบงานที่ 2
หลกั การอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยและการเห็นคุณค่าของนาฏศลิ ป์
ชื่อ............................................................................................ช้นั ...........................เลขที่....................
คาชแี้ จง : จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. นกั เรยี นมีหลกั การอนรุ ักษ์นาฏศิลปไ์ ทยอย่างไร
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
2. จงบอกประโยชนจ์ ากการเรียนนาฏศิลป์ไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
3. หากไม่มีการอนรุ กั ษ์นาฏศลิ ป์ไทยจะเกดิ ผลอย่างไร
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
.
แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย
ใบความรู้ท่ี 3 เร่ือง ราวงมาตรฐาน
ราวงมาตรฐาน เป็นการแสดงท่ีมีวิวัฒนาการมาจาก ราโทน เป็นการราและร้องของชาวบ้าน ซ่ึงจะมีผู้ราท้ัง
ชาย และหญิง รากันเป็นคู่ ๆ รอบ ครกตาข้าวที่วางคว่าไว้ หรือไม่ก็รากันเป็นวงกลม โดยมีโทนเป็นเคร่ืองดนตรี
ประกอบจังหวะ ลักษณะการรา และร้องเป็นไปตามความถนัด ไม่มีแบบแผนกาหนดไว้ คงเป็นการรา และร้องง่ายๆ
มุ่งเน้นที่ความสนุกสนานร่ืนเริงเป็นสาคัญ เช่น เพลงช่อมาลี เพลงยวนยาเหล เพลงหล่อจริงนะดารา เพลงตามองตา
เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ฯลฯ ด้วยเหตุท่ีการราชนิดน้ีมีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ จึงเรียกการแสดง
ชุดน้ีว่า ราโทน ต่อมาเม่ือปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลตระหนักถึง
ความสาคญั ของการละเลน่ รน่ื เริงประจาชาติ และเหน็ วา่ คนไทยนิยมเล่นราโทนกันอย่างแพร่หลาย ถ้าปรับปรุงการเล่น
ราโทนให้เป็นระเบียบทั้งเพลงร้องลีลาท่ารา และการแต่งกาย จะทาให้การเล่นราโทนเป็นท่ีน่านิยมมากย่ิงข้ึน จึงได้
มอบหมายให้กรมศิลปากรปรับปรุงราโทนเสียใหม่ให้เป็นมาตรฐาน มีการแต่งเน้ือร้อง ทานองเพลงและนาท่าราจาก
แมบ่ ทมากาหนดเปน็ ทา่ ราเฉพาะแตล่ ะเพลงอยา่ งเปน็ แบบแผน
ราวงมาตรฐาน ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด ๑๐ เพลง กรมศิลปากรแต่งเนื้อร้องจานวน ๔ เพลง คือ เพลงงาม
แสงเดอื น เพลงชาวไทย เพลงราซิมารา เพลงคืนเดือนหงาย ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม แต่งเนื้อร้องเพิ่มอีก ๖
เพลง คอื เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงดวงจันทร์ขวัญฟูา เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงบูชานักรบ
เพลงยอดชายใจหาญ สว่ นทานองเพลงทั้ง ๑๐ เพลง กรมศิลปากร และกรมประชาสมั พันธ์เปน็ ผู้แต่ง จากการสัมภาษณ์
นางสุวรรณี ชลานเุ คราะห์ ศิลปินแหง่ ชาติ สาชาศลิ ปะการแสดง (นาฏศลิ ปไ์ ทย) ปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ อธิบายว่า ท่ารา
เพลงราวงมาตรฐานประดิษฐท์ ่าราโดย นางลมุล ยมะคุปต์ นางมัลลี คงประภัศร์ และนางศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก ซึ่งเป็น
ผู้เชีย่ วชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป์ ส่วนผู้คิดประดิษฐ์จังหวะเท้าของเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ คือนาง
จติ รา ทองแถม ณ อยุธยา อาจารย์ใหญโ่ รงเรยี นสงั คีตศิลป ปัจจบุ นั คือ วทิ ยาลัยนาฏศิลป ปีพ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๔๘๖ เม่ือ
ปรับปรงุ แบบแผนการเล่นราโทนให้มีมาตรฐาน และมีความเหมาะสม จึงมีการเปล่ียนแปลงชื่อจากราโทนเป็น “ราวง
มาตรฐาน” อันมีลักษณะการแสดงทเี่ ปน็ การรารว่ มกันระหวา่ งหญงิ -ชายเป็นคู่ ๆ เคลอื่ นย้ายเวยี นไปเป็นวงกลม มีเพลง
ร้องที่แต่งทานองข้ึนใหม่ มีการใช้ท้ังวงป่ีพาทย์บรรเลงเพลงประกอบ และบางเพลงก็ใช้วงดนตรีสากลบรรเลงเพลง
ประกอบ ซึง่ เพลงร้องท่แี ต่งขึน้ ใหมท่ ั้ง ๑๐ เพลง
แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ โรงเรียนบญุ วาทย์วิทยาลยั
รายช่ือเพลงและท่ารา
ช่ือเพลง ทา่ รา หมายเหตุ
งามแสงเดือน สอดสร้อยมาลา
ชาวไทย ชกั แปูงผดั หนา้
รามาซมิ ารา ราส่าย
คนื เดือนหงาย สอดสร้อยมาลาแปลง
ดวงจันทรว์ ันเพ็ญ แขกเต้าเขา้ รัง, ผาลาเพยี งไหล่
ดอกไม้ของชาติ ราย่ัว
ช่ือเพลง ทา่ รา หมายเหตุ
หญงิ ไทยใจงาม พรหมส่หี นา้ , ยูงฟอู นหาง
ดวงจนั ทรข์ วญั ฟาู ชา้ งประสานงา, จนั ทรท์ รงกลดแปลง
ยอดชายใจหาญ หญงิ - ชะนีร่ายไม้
ชาย - ทา่ จ่อเพลิงกาฬ
บชู านกั รบ หญงิ - ทา่ ขัดจางนาง, ท่าลอ่ แกว้
ชาย - ทา่ จนั ทร์ทรงกลดต่า, ท่าขอแกว้
การแต่งกาย
เคร่ืองแต่งกายของราวงมาตรฐาน ประกอบด้วย ๔ แบบดังน้ี
แบบท่ี ๑ แบบชาวบา้ น
ชาย นุ่งผา้ โจงกระเบน สวมเสือ้ คอพวงมาลยั เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหน้า
หญิง นงุ่ โจงกระเบน ห่มผ้าสไบอัดจีบ ปล่อยผม ประดับดอกไมท้ ี่ผมดา้ นซา้ ย คาดเขม็ ขัด ใสเ่ ครื่องประดบั
แผนการจดั การเรียนรู้ สาระการเรยี นรูศ้ ลิ ปะ โรงเรยี นบญุ วาทย์วิทยาลัย
แบบที่ ๒ แบบไทยพระราชนยิ ม
ชาย นุ่งโจงกระเบน สวมเสอ้ื ราชปะแตน ใสถ่ ุงเท้า รองเท้า
หญิง นุง่ โจงกระเบน สวมเส้อื ลกู ไม้ สไบพาดบ่าผกู เปน็ โบ ทิง้ ชายไวข้ ้างลาตัวด้านซา้ ย ใส่เครื่องประดบั มกุ
แบบท่ี ๓ แบบสากลนิยม
ชาย นงุ่ กางเกง สวมสูท ผกู เนก็ ไท
หญงิ นุ่งกระโปรงปูายขา้ ง ยาวกรอมเทา้ ใส่เส้ือคอกลม แขนกระบอก
แบบท่ี ๔ แบบราตรีสโมสร
ชาย น่งุ กางเกง สวมเสอ้ื พระราชทาน ผา้ คาดเอวห้อยชายด้านหน้า
หญงิ นงุ่ กระโปรงยาวจีบหนา้ นาง ใส่เส้อื จบั เดรป ชายผา้ ห้อยจากบา่ ลงไปทางดา้ นหลงั เปดิ ไหล่ขวา ศรี ษะทาผมเกล้า
แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระการเรียนรศู้ ิลปะ โรงเรยี นบญุ วาทย์วิทยาลยั
ราวงมาตรฐานเพลง ดวงจันทร์วนั เพ็ญ
แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ โรงเรยี นบญุ วาทย์วิทยาลยั
แผนการจัดการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้ศู ลิ ปะ โรงเรยี นบญุ วาทย์วทิ ยาลยั
แผนการจัดการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้ศู ลิ ปะ โรงเรยี นบญุ วาทย์วทิ ยาลยั