The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suthasinee Thamdee, 2024-06-17 08:04:04

อารยธรรมโรมัน

อารยธรรมโรมัน

ห นั ง สื อ เ ส น อ เรื่อง อารยธรรมโรมัน ครู พนา ครุฑบุตร จั ด ทำ โ ด ย นางสาว สุธาสิณี ธรรมดี เลขที่37


อารยธรรมโรมันมีศูนย์กลางอยู่ที่แหลมอิตาลี เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยู โรเปียนเผ่าละติน (Latin) ซึ่งอพยพจากทาง ตอนเหนือมาตั้งถิ่นฐานในแหลมอิตาลีประมาณ 1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช และเรียกตัวเองว่า "โรมัน" พวกโรมันได้ขยายอิทธพล เข้าครอบครองดินแดนที่เป็นศูนย์กลางความเจริญของอารยธรรมเฮลเลนิสติกซึ่งสลายเมื่อประมาณปี 146 ก่อนคริสต์ศักราช และดินแดนอื่นๆ ทั้งในยุโรปและแอฟริกาเหนือ ทำ ให้อารยธรรมของโลกตะวันออกซึ่งผสมผสานอยู่ในอารยธรรมกรีกได้ขยาย เข้าไปในทวีปยุโรป และเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน


ปัจจัยส่งเสริมการขยายอำ นาจของจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิโรมันขยายอำ นาจที่ยิ่งใหญ่เหนือดินแดนต่างๆ นานหลาย ร้อยปี โดยมีปัจจัยสำ คัญที่ส่งเสริมการขยายอำ นาจของ โรมันคือ สภาพภูมิศาสตร์ ของแหลมอิตาลี ระบอบการปกครอง และกองทัพโรมัน ระบบปกครอง ชาวโรมันได้สถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐ ขึ้นหลังจากรวมอำ นาจในแหลมอิตาลีได้ ระบอบ สาธารณรัฐสร้างความเป็นปึก แผ่นให้แก่ชาวโรมัน เพราะเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้พลเมืองโรมันทุกคนทั้ง ชนชั้นสูง สามัญชน และทหาร มีส่วนร่วมในการปกครอง ด้วยการเลือกตั้ง ตัวแทนของกลุ่มตนเข้าไปบริหารออกกฎหมาย กำ หนดนโยบายต่าง ประเทศ และ ประกาศสงคราม โดยมีกงสุล (Consull) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทำ หน้าที่ประมุข และบริหารการปกครองทุกด้าน การ มีส่วนร่วมในการปกครองของพลเมืองโรมัน ทำ ให้สาธารณรัฐโรมันแข็งแกร่งมั่นคงและเจริญก้าวหน้า


ต่อมาเมื่อโรมันขยายอำ นาจครอบครองดินแดนอื่นๆอย่างรวดเร็ว จึง เปลี่ยนระบอบปกครองเป็นจักวรรดิ มีจักรวรรดิเป็น ผู้มีอำ นาจสูงสุด จักรวรรดิได้แต่งตั้งชาวโรมันปกครองอาณานิคมต่างๆ โดยตรง ทำ ให้ สามารถควบคุมดินแดนต่างๆ และส่งผล ให้จักรวรรดิโรมันมีอำ นาจ ยืนยาวหลายร้อยปี กองทัพโรมัน ความเข้มแข็งของกองทัพโรมันเป็นปัจจัย หนึ่งที่ส่งเสริมการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิโรมัน กองทัพ โรมันมีชื่อ เสียงในด้านความสามารถและประสิทธิภาพการรบ ความสำ เร็จส่วน ใหญ่เกิดจากการจัดองศ์กรภายในกองทัพที่ดีเยี่ยม และการฝึกฝน ทหารให้มีประสิทธิภาพและมีวินัย โดยใช้บทลงโทษที่รุนแรง นอกจาก นี้ความเข้มแข็งของกองทัพยังรวมถึงความ รับผิดชอบของทหารแต่ละ คนอีกด้วย (ทหารโรมันประกอบด้วยพลเมืองชายทุกคน มีหน้าที่รับใช้ กองทัพในยามเกิดศึกสงคราม ทหารเหล่านี้ไม่มีตำ แหน่งในกองทัพ เว้นแต่ได้ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่า 10 ปีขึ้นไป)


กองทัพโรมันมีสถานะสำ คัญมากขึ้นในสมัยจักรวรรดิ ซึ่งต้อง อาศัยกองทัพค้ำ จุนอำ นาจของจักรวรรดิทหารโรมันถูกมอบ หมาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ปกครองจักรวรรดิและเขตแดน จักรวรรดิโรมันได้ สร้างป้อมและค่ายทหารจำ นวนมากตามแนวชายแดน ของ จักรวรรดิโดยเฉพาะทางตอนเหนือ โดยเกณฑ์ชาวพื้นเมืองของดิน แดนอาณานิคมมาเป็นทหาร ซึ่งได้รับสัญญาว่าถ้าปฏิบัติ หน้าที่ครบ 25 ปี ก็จะได้รับสิทธิเป็นพลเมืองโรมัน ดังนั้นจักรววรดิโรมัน จึงมี ทหารปฏิบัติหน้าที่รักษาชายแดนประมาณเกือบ 500000 คน อนึ่ง เพื่อเป็นการกระชับการปกครองดินแดนอาณานิคม จักรวรรดิโรมัน ได้สร้างถนนจำ นวนมากเชื่อมระหว่างค่าย ทหารซึ่งต่อมาถูดพัฒนา ขึ้นเป็นเมืองกับเมืองหลักต่างๆ ในเขตจักรวรรดิ และยังสร้างถนน หลวงเชื่อมเมืองหลักเหล่านี้กับกรุง โรม จนมีคำ ขวัญว่า "ถนนทุก สายมุ่งสู่กรุงโรม" การขยายอำ นาจของจักวรรดิโมัน


ชาวโรมันโบราณที่อพยพเข้ามาอยู่ใน แหลมอิตาลีประกอบด้วยเผ่าที่สำ คัญ 2 เผ่า คือ พวกละติน ซึ่งอพยพมาจากทางตอน เหนือ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตที่ราบตะวันตก และ ตามแนวแม่น้ำ ไทเบอร์ (Tiber River) จากนั้น ได้สร้างเมืองต่างๆ ขึ้นรวมทั้ง กรุงโรม อีกเผ่า หนึ่งคือพวกอีทรัสคัน (Etruscans) ซึ่งอพยพ มาจากเอเชียไมเนอร์เมื่อประมาณ 900 ปีก่อน คริสต์ศักราช พวก อีทรัสคันได้ขยายอาณาเขต รุกรานดินแดนของพวกละติน และสถาปนา กษัตริย์ปกครองแหลมอิตาลีเมื่อประมาณ 600 ปีก่อน คริสต์ศักราช หลังจากขยายอำ นาจ ปกครองได้ประมาณ 100 ปี พวกอีทรัสคันก็ สูญเสียอำ นาจ และผสมกลมกลืนกับพวกละติน จนกลายเป็นชาวโรมันในเวลาต่อมา ความ เจริญรุ่งเรืองที่พวกอีทรัสคันสร้างไว้ให้แก่ อารยธรรมโรมันคือ การนำ ตัวอักษรกรีก เข้ามา ใช้ในแหลมอิตาลี ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นอักษร โรมัน


พัฒนาการของสาธารณรัฐในโรมัน ชาวโรมันได้สถาปนาสาธารณรัญโรมันขึ้น หลังจากอีทรัสคันเสื่อมสลายไป จากนั้นได้ ขยายอำ นาจทั่วแหลมอิตาลีและใน ดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างปี 264-146 ก่อนคริสต์ศักราช โรมันได้ทำ สงครามพูนิก (Punic War) กับคาร์เทจ (Carthage) ถึง 3 ครั้ง คาร์เทจเป็นนครริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือของทวีป แอฟริกา ในเขตประเทศตูนิเชียปัจจุบัน ในอดีตเป็นอาณานิคมที่ชาวฟินิเซียนสร้างขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าในเขตทะเล เมดิเตอร์เรเนียน ต่อมาได้เจริญเติบโต และมั่งคั่งพร้อมทั้งมีอาณานิคมของตนหลายแห่ง เมื่อโรมันขยายอำ นาจลงมา ทางใต้ของ แหลมอิตาลีได้เกิดขัดแย้งกับคาร์เทจ ซึ่งมีอาณานิคมอยู่ไม่ไกลจาก แหลมอิตาลีมากนัก คาร์เทจพ่ายแพ้แก่โรมันในสงครามพูนิก ทั้ง 3 ครั้ง ทำ ให้ โรมันมีอำ นาจเหนือดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้านตะวันตก รวมทั้ง สเปน ซึ่งอุดมด้วยเหมืองทองและเงิน นอกจากนี้แล้ว ชาวโรมันยังเอาชนะอาณาจักรซิโดเนียซึ่งเป็นพันธมิตรของคาร์เทจได้เมื่อปี 147ก่อนคริสต์ศักราช ดังนั้น นครรัฐกรีกทั้งปวง ตลอดจนดินแดนในเขจเอเชียไมเนอร์ซึ่งเป็นอดีต อาณานิคมของมาซิโดเนียจึงอยู่ภายในอำ นาจของโรมันด้วย การสถาปนาจักรวรรดิโรมัน การทำ สงครามขยายอำ นาจครอบครองดินแดนต่างๆ ทำให้เกิดผู้นำ ทางการทหารซึ่งได้รับ ความจงรักภักดีจากทหารของตน เกิดการแก่งแย่งอำ นาจกัน ระหว่างกลุ่มผู้นำ กองทัพกับสมาชิกสภาซีเนตซึ่งคุมอำ นาจปกครอง อยู่เดิม มรดกของอารยธรรมโรมัน ชาวโรมันนั้นได้ใช้เวลานานกว่า 600 ปีในการผสมผสานและหล่อหลอมอารยธรรมของตน ซึ่งได้เผยแพร่ไปทั่วจักรวรรดิ โรมันที่กว้างใหญ่ ความโดเด่นของอารยธรรมโรมันเกิดจาก รากฐานที่แข็งแรง ซึ่งได้รับจากอารยธรรมกรีกและอารยธรรมของดิน แดนรอบๆ ทะเล เมดิเตอร์เรเนียนผสานกับความเจริญก้าวหน้าที่เป็นภูมิปัญญาของชาวโรมันเองที่พยายามคิดค้นและสร้างระบบ ต่างๆ เพื่อดำ รงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันไว้ ทำ ให้จักรวรรดิโรมันเจริญก้าวหน้า ทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม


ด้านการปกครอง อารยธรรมด้านการปกครองเป็นภูมิปัญญาของชาวโรมันที่้พัฒนา ระบอบการปกครองของตนขึ้นเป็น ระบอบสาธารณรัฐและจักรวรรดิ เพื่อสร้างความ แข็งแกร่งให้กับจักรวรรดิโรมัน จุดเด่นของการปกครองแบบโรมัน คือการให้ พลเมืองมีส่วน ร่วมในการบริหารราชการส่วนกลาง และการปกครองโดยใช้หลักกฎหมาย การปกครองส่วนกลาง พลเมืองโรมันแต่ล่ะกลุ่ม ทั้งชนชั้นสูง สามัญชน และ ทหาร ต่างมีโอกาสเลือกผู้แทนของตน เข้าไปบริหารประเทศรวม 3 สภา คือ สภาซีเนต (Senate) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มแพทริเซียน (Patricians) หรือชนชั้นสูง สภากอง ร้อย (Assembly of Centuries) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มทหารเหล่าต่างๆ และราษฎร (Assembly of Tribes) ซึ่งเป็นตัวแทนของพวก พลีเบียน (Ple-beians) หรือสามัญชนเผ่า ต่างๆ รวม 35 เผ่า แต่ละสภามีหน้าที่และอำ นาจแตกต่างกัน รวมทั้งการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ ไปบริหารงานส่วนต่างๆ แต่โดยรวมแล้วสภาซีเนตมีอำ นาจสูงสุด เพราะได้ควบคุมการ ปกครองทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ ตลอดจนกำ หนดนโยบายต่างประเทศด้วย กฎหมายโรมัน โรมันมีกฎหมายมาตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐ ในระยะแรกกฎหมายไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์ การบังคับใช้ กฎหมายเป็นไปตามวินิจฉัยของผู้พิพากษาซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นสูง ดังนั้นพวกสามัญชนจึงเรียกร้องให้ เขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์ ซึ่งต่อมาได้แกะสลักบนแผ่นไม้รวม 12 แผ่นเรียกว่า กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Twelve Tables) ความโดดเด่นของกฎหมายโรมันคือ ความทันสมัย เพราะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้ สอดคล้องกับโครงสร้างการปกครองที่เปลี่ยนเป็นระบอบจักรวรรดิและ สภาพแวดล้อมของประชาชนในทุก ส่วนของจักรวรรดิ นอกจากนี้ตุลาการชาวโรมันยังมีส่วนทำ ให้เกิดการยอมรับหลักการพื้น ฐานของกฎหมายว่า ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย ซึ่งรวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่ยึดเป็นแบบอย่าง ปฏิบัติต่อมาถึงปัจจุบันคือ ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน จนกว่าจะมีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามีการ กระทำ ความผิด ด้านเศรษฐกิจ จักรวรรดิโรมันมีนโยบายส่งเสริมการผลิตทางด้านเกษตรกรรมและด้านอุตสากหรรมรวมทั้งการค้ากับดิน แดนภายในและภายนอกจักรวรรดิ ด้านเกษตรกรรม เดิมชาวโรมันในแหลมอิตาลีประกอบเกษตรกรรมเป็นหลัก และพึ่งพิงการผลิตภายในดินแดนของตน ต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันขยายอำ นาจออกไปครอบครองดินแดนอื่นๆ การเพาะปลูกพืชและข้าวในแหลมอิตาลีเริ่มลดลง เนื่องจากรัฐส่งเสริมให้ดินแดนอื่นๆ นอกแหลมอิตาลีปลูกข้าว โดยวิธีการ ปฏิรูปที่ดิน ดินแดนที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่อยู่ในแคว้น กอล (Gaull) เขตประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน และตอนเหนือของแอฟริกา ส่วนพื้นที่การเกษตรในแหลมอิตาลีส่วนใหญ่เปลี่ยนไปทำ ไร่องุ่นและเลี้ยงสัตว์


ด้านการค้า ในจักรวรรดิโรมันมีความรุ่งเรืองมากมีทั้งการค้ากับดินแดนภายในและนอกจักรวรรดิปัจจัย สำ คัญที่ทำ ให้การ ค้าเจริญรุ่งเรือง ได้แก่ ขนาดของดินแดนที่กว้างใหญ่และจำ นวนประชากร ซึ่งเป็นตลาด ขนาดใหญ่สามารถรองรับสินค้าต่างๆได้ มาก นอกจากนี้การจัดเก็บภาษีการค้าก็อยู่ในอัตราต่ำ และยังมีการ ใช้เงินสกุลเดียวกันทั่วจักรวรรดิ ประกอบกับภายในจักวรรดิ โรมันมีระบบคมนาคมขนส่งทางบก คือ ถนน และสะพานที่ติดต่อเชื่อมโยงกับดินแดนต่างๆ ได้สะดวก ทำ ให้การติดต่อค้าขาย สะดวกรวดเร็ว การค้ากับ ดินแดนนอกจักรวรรดิโรมันที่สำ คัญได้แก่ ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะการค้ากับอินเดียซึ่งส่งสินค้าประเภท เครื่องเทศ ผ้าฝ้าย และสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ สำ หรับชนชั้นสูงเข้ามาจำ หน่าย โดยมีกรุงโรมและนครอะเล็ก ซานเดรียในอียิปต์เป็น ศูนย์กลางการค้าที่สำ คัญ ด้านอุตสาหกรรม มีความรุ่งเรืองทางกาค้าของจักรวรรดิโรมันส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้า อุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ดินแดนที่มีการประกอบอุตสาหกรรมที่สำ คัญได้แก่ แหลมอิตาลี สเปน และ แคว้นกอล ซึ่งผลิตสินค้าประเภทเครื่องปั้นดินเผา และสิ่งทอ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเขตจักรวรรดิ โรมันส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก ด้านสังคม จักรวรรดิโรมันมีความเจริญในด้านสังคมมากที่สำ คัญได้แก่ ภาษา การศึกษา วรรณกรรม การก่อสร้าง และ สถาปัตยกรรม วิทยาการต่างๆ และวิถีดำ รงชีวิตของชาวโรมัน ภาษาละติน ชาวโรมันได้พัฒนาภาษาละตินจากตัวพยัญชนะในภาษากรีกที่พวกอีทรัสคันนำ มาใช้ในแหลมอิตาลี ภาษา ละตินมีพยัญชนะ 23 ตัว ใช้กันแพร่หลายในมหาวิทยาลัยของยุโรปสมัยกลาง และเป็นภาษาทางราชการของศาสนาคริสต์นิกาย โรมันคาทอลิกมาจนถึงศตวรรษ 1960 นอกจากนี้ภาษาละตินยังเป็นภาษากฎหมายของประเทศในยุโรปตะวันตกนานหลายร้อยปี และเป็นรากของภาษาในยุโรป ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และโรมาเนีย ภาษาละตินยังถูกนำ ไปใช้เป็นชื่อทาง วิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับภาษากรีกด้วย การศึกษา โรมันส่งเสริมการศึกษาแก่ประชาชนของตนทั่วจักวรรดิในระดับประถมและมัธยมโดยรัฐให้เยาวชนทั้งชาย และหญิงที่มีอายุ 7 ปี เข้าศึกษาในโรงเรียนประถมโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ส่วนการศึกษาระดับมัธยมเริ่มเมื่ออายุ 13 ปี วิชาที่ เยาวชนโรมันต้องศึกษาในระดับพื้นฐาน ได้แก่ ภาษาละตินเลขคณิต และดนตรี ผู้ที่ต้องการศึกษาวิทยาการเฉพาะด้าน ต้องเดิน ทางไปศึกษาตามเมืองที่เปิดสอนวิชานั้นๆ โดยเฉพาะ เช่น กรุงเอเธนส์สอนวิชาปรัชญา นครอะเล็กซานเดรียสอนวิชาการแพทย์ ส่วนกรุงโรมเปิดสอนวิชากฎหมาย คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์


Click to View FlipBook Version