The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การพัฒนาทักษะกรีฑา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนคูเต่าวิทยา
ผู้วิจัย : นายนัทฐากรณ์ ขำละออง ตำแหน่งครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัยในชั้นเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา

วิจัยในชั้นเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การพัฒนาทักษะกรีฑา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนคูเต่าวิทยา
ผู้วิจัย : นายนัทฐากรณ์ ขำละออง ตำแหน่งครู

Keywords: คูเต่าวิทยา,วิจัยในชั้นเรียน,สุขศึกษาและพลศึกษา

รายงานวิจยั

การพัฒนาทกั ษะกรฑี า ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1
โรงเรยี นคเู ตา่ วิทยา

ผู้วจิ ยั
นายนทั ฐากรณ์ ขาละออง

ตาแหน่งครู

โรงเรียนคูเตา่ วิทยา ตาบลคูเต่า
อาเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา
สานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาสงขลาสตูล
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธกิ าร

เรื่อง การพัฒนาทกั ษะกรฑี า นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นคูเต่าวทิ ยา
ช่ือผู้วิจยั นทั ฐากรณ์ ขาละออง

ปี ภาคเรยี นท่ี ๒/๒๕๖๓

บทคดั ย่อ

งานวิจัยในชั้นเรียน เร่ือง การพัฒนาทักษะกรีฑา ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนคูเต่า
วิทยา ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จํานวน 31 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
มวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ ากรฑี าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนคู
เตา่ วิทยา กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น ผวู้ ิจยั สามารถสรุปผลการวจิ ยั ที่สาํ คญั ไดด้ งั ต่อไปนี้

1. จํานวนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 มีเพศชาย 19 คน คิดเป็นค่าร้อยละ 45.70
มีเพศหญงิ จาํ นวน 12 คน คิดเปน็ ค่าร้อยละ 48.60 ของจาํ นวนนักเรยี นทงั้ หมด

2. คะแนนการทดสอบของนักเรียนก่อนเรียน มีคะแนนค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ
3.39 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ .70 และคะแนนการทดสอบของนักเรียนหลังเรียน
มคี ะแนนเฉลย่ี โดยรวม เท่ากบั 8.30 คะแนน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากบั .39

3. ผลการทดสอบทักษะกรีฑา พบว่า คะแนนเฉล่ียหลังเรียนเพ่ิมขึ้นกว่าก่อนเรียน
โดยการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ตามแผนการจดั การเรียนรู้วชิ าพลศึกษา เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางเรียนรายวิชา
กรฑี า นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 โรงเรียนคเู ต่าวิทยา อย่างมีนัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05

4. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรม ตามแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะกรีฑานักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 คูเต่าวิทยา มีประสิทธิภาพตามกระบวนการเรียนรู้ (E1) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 33.18
คิดเป็นร้อยละ 83.18 และมีประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (สอบข้อเขียน) ( E2)
มีค่าเฉลยี่ เทา่ กบั 31.33 คิดเป็นร้อยละ 78.33 ดงั นนั้ จากการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้ทักษะกรีฑา
ประสทิ ธิภาพของการจดั การเรียนรู้ มคี ่าเทา่ กับ 83.18/78.33 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.74 ซึ่งสูงกว่า
เกณฑ์ดรรชนีประสิทธิผลท่ีกําหนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2
โรงเรยี นคูเตา่ วิทยา ที่พฒั นาขนึ้ มีผลประสิทธภิ าพระหวา่ งก่อนเรียนและหลังเรยี น

5. คา่ ดัชนปี ระสทิ ธผิ ลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา
เพือ่ พฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างเรียนรายวชิ ากรีฑา มีค่าเทา่ กบั 0.7448 ซงึ่ สงู กวา่ เกณฑ์ดชั นีประสิทธิผลที่กําหนด
ไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพ่ือพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิทางเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนคูเต่าวิทยา
ที่พัฒนาข้ึน มดี ชั นปี ระสทิ ธผิ ลระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลังเรียน ได้รอ้ ยละ 74.48

กติ ตกิ รรมประกาศ

การศึกษาวิจัยคร้ังนี้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ด้วยความอนุเคราะห์จากบุคลากร ในโรงเรียน
ขอขอบพระคุณที่ให้ข้อมูล คําแนะนํา ตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่อง ตลอดจนให้กําลังใจในการศึกษา ผู้วิจัยขอ
กราบขอบพระคุณดว้ ยความเคารพอย่างสูง

ขอขอบคุณนักเรียนโรงเรียนคูเต่าวิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จํานวน 31 คน และคณะครูโรงเรียน
คูเต่าวิทยา ที่ให้ความร่วมมือ ช่วยให้การศึกษา การรวบรวมข้อมูล และการดําเนินตามกระบวนการทางวิจัย
สําเร็จลุล่วงไปไดด้ ว้ ยดี

ขอกราบขอบพระคณุ บิดา มารดา อันเปน็ ท่รี ักและเคารพสูงสุดในชีวิตท่ีได้มอบความรัก ความเมตตา
ความหว่ งใย ให้การสนบั สนนุ และเปน็ กําลังใจอยา่ งดีย่ิงเสมอมา

ผู้วจิ ยั
นายนทั ฐากรณ์ ขําละออง

สารบัญ

บทท่ี หน้า

คาํ นํา....................................................................................................................................... ก
บทคัดย่อ................................................................................................................................. ข
สารบญั .................................................................................................................................... ง
สารบญั ตาราง.......................................................................................................................... ฉ
สารบัญภาพ............................................................................................................................. ช

1. บทนํา.......................................................................................................................... 1
ปัญหาและความสําคัญ...................................................................................... 1
ความมุ่งหมายของการวิจัย................................................................................ 2
ความสาํ คัญของการวจิ ัย.................................................................................... 2
สมมตฐิ านการวิจยั ............................................................................................. 3
ขอบเขตของการวจิ ัย.......................................................................................... 3
ประชากร............................................................................................. 3
กลุม่ ตัวอย่าง......................................................................................... 3
ตัวแปรท่ศี ึกษา..................................................................................... 3
นยิ ามศัพท์เฉพาะ .............................................................................................. 3
กรอบแนวคิดในการวิจยั ................................................................................... 5

2. เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ยี วของ ................................................................................. 6
หลกั สตู รการศกึ ษาพ้ืนฐาน พ.ศ.2551...............................................................6
ความรเู้ ก่ียวกบั ทกั ษะกรีฑา............................................................................... 7
วิธีการสอนตามแผนการจดั การเรยี นรู้............................................................... 16
งานวจิ ัยท่เี กย่ี งข้อง............................................................................................. 21

3. วิธีดําเนนิ การวจิ ยั ........................................................................................................ 24
การกาํ หนดประชากรและการเลือกกลมุ่ ตวั อย่าง............................................... 24
เคร่อื งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย................................................................................... 24
วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................. 25
สถติ ิที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู ......................................................................... 25

สารบัญ ( ตอ่ )

บทท่ี หนา้

4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................. 28
สัญลักษณใ์ นการนําเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล.............................................. 28
ลาํ ดบั ขน้ั ตอนในการนําเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล......................................... 29
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล....................................................................................... 29

5. สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ........................................................................ 36
ความม่งุ หมายของการวิจัย................................................................................ 36
วธิ ดี ําเนินการวิจัย.............................................................................................. 36
สรปุ ผลการวิจยั ................................................................................................. 37
อภิปรายผล........................................................................................................ 38
ขอ้ เสนอแนะ..................................................................................................... 38

บรรณานุกรม.......................................................................................................................... 40
ภาคผนวก............................................................................................................................... 41

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล..................................................................................................... 42
แผนการจัดการเรยี นรู้..................................................................................................... 45

ประวตั ิยอ่ ผวู้ จิ ัย........................................................................................................................ 54

สารบญั ตาราง

ตารางที่ หนา้

4.1 จํานวนและคา่ ร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ ง จาํ แนกตามเพศ.................................................................. 29

4.2 แสดงผลการวิเคราะหค์ ะแนนค่าเฉลย่ี ( x ) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD.)
การทดสอบทกั ษะกรีฑา นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรยี นคูเต่าวิทยา
กอ่ นเรียนและหลังเรียน จําแนกตามตัวแปร (ทักษะ)...................................................................... 30

4.3 แสดงผลการวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บการทดสอบทกั ษะกรฑี า นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1
ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนคูเต่าวทิ ยา กอ่ นเรยี นและหลังเรียน............................................................ 30

4.4 ผลการหาค่าประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล การเรยี นทกั ษะกรฑี า คะแนนจากการ
จดั กิจกรรมตามแผนการจดั การเรยี นรู้ นกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2
โรงเรยี นคูเต่าวทิ ยา ............................................................................................................. 31

4.5 ผลการวเิ คราะห์ประสิทธภิ าพจากการใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เปน็ เกณฑ์ในการ
เปรยี บเทยี บคะแนนรวม แลว้ เปน็ คะแนนเต็ม 40 คะแนน และหลงั การสอนเสร็จ ทําการ
ทดสอบครัง้ สุดทา้ ย โดยให้คะแนนเต็ม 40 คะแนน และตง้ั เกณฑ์กาํ หนดไว้ที่ 75/75...................
34

สารบัญภาพ

แผนภาพที่ หนา้

1.1 กรอบแนวคิดในการวิจยั ...................................................................................................5

บทท่ี 1

บทนา

ปัญหาและความสาคัญ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2544 ได้ให้ความสําคัญต่อการจัดการศึกษา
เพอ่ื สรา้ งประชากรทีม่ ีคุณภาพ โดยกําหนดแนวทางให้รัฐจัดการศึกษา จัดกระบวนการเรียนรู้และจัดหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีท่ีรัฐจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ในการ
ดําเนินการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จัดเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน เพื่อให้
สถานศึกษาใช้เป็นทิศทางหรือแนวทางในการจัดทําหลักสูตรของสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอนให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานการเรยี นร้ทู ีก่ าํ หนด หลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา
มีความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพโดยปลูกฝังให้ผู้เรียนมี
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (กรมวิชาการ.2541:1)

ในการศกึ ษายคุ 4.0 ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าด้วยดีต้องมีการพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพของ
คนในชาติอย่างทั่วถึงและต่อเน่ืองในทุกด้าน ท้ังน้ี การออกกําลังกายและการเล่นกีฬาอย่างสมํ่าเสมอ
เป็นกระบวนการหน่ึงท่ีสามารถช่วยพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะช่วยพัฒนาให้มีร่างกายแข็งแรง
พลานามัยสมบูรณ์ ปราศจาก โรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพท่ีดี มีอารมณ์ท่ีม่ันคง สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพ
สงั คมท่ีเปล่ยี นแปลงได้อยา่ งเหมาะสม เพ่ิมพนู สติปัญญา พฒั นาคุณลกั ษณะประจาํ ตวั ทชี่ ว่ ยเสริมสร้างคุณธรรม
และจริยธรรมย่ิงข้ึน ได้แก่ ความซ่ือสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ ความอดทนเข้มแข็ง ความมีระเบียบวินัย
ความยุติธรรม การเคารพและปฏิบัติตามกฎกติกา การมีนํ้าใจนักกีฬา การรู้แพ้รู้ชนะ ความเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่
การเสยี สละ นอกจากน้ี การกีฬายงั กอ่ ใหเ้ กดิ ความสามคั คกี ลมเกลียวและรว่ มแรงร่วมใจฟันฝุาอุปสรรคของคน
ในหมู่คณะ รวมทั้งเป็นศูนย์รวมให้การสร้างความภูมิใจ และสร้างสิ่ งที่ดีงามให้แก่ชุมชน สังคม
และประเทศชาติ (การกฬี าแหง่ ประเทศไทย. 2544:1)

จากที่กล่าวมาข้างต้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ได้กําหนดไว้ในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนด้านปัญญา พัฒนาระบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณการ
ตดั สินใจและการแกป้ ญั หาโดยการให้ผู้เรียนเรียนรู้เกย่ี วกับตนเองเขา้ ใจธรรมชาตแิ ละชีวิต รู้จักและข้าใจตนเอง
เห็นคณุ ค่าของตนเองและผู้อน่ื รกั การออกกาํ ลังกายและเล่นกีฬา รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีดี
เพ่ือให้สามารถปฏิบัติตนเองได้ถูกต้องเหมาะสมท้ังในด้านปูองกันการส่งเสริมและดํารงไว้ซึ่งสุขภาพท่ีดีอย่าง
ถาวรทั้งตนเอง ครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้พลศึกษายังมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาโดยรวมทั้งด้าน
รา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และสังคม ด้วยการเข้าร่วมในกิจกรรมการออกกําลังกายและกีฬากิจกรรม
เหลา่ นน้ั ไดร้ ับคดั สรรเปน็ อยา่ งดี (กรมวิชาการ.2545:7)

ในความสาํ คัญการเรียนรพู้ ลศึกษาของโรงเรยี นคูเต่าวทิ ยานน้ั ผู้เรียนจะได้รับโอกาสให้เขา้ กจิ กรรมการ
เรียนรู้ทักษะกีฬาตามหลักสูตร ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีมอย่างหลากหลาย ซ่ึงเป็นกิจกรรมทางกาย
โดยกีฬาต่าง ๆ จะชว่ ยให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธ์ิตามศักยภาพ ด้านความเจริญเติบโตและพัฒนาการทางกายได้
ปรบั ปรงุ สุขภาพและสมรรถภาพ เกิดการพัฒนาทักษะทางกลไกลอย่างเต็มที่ได้เรียนรู้ถึงความสําคัญของการ
ฝึกฝนตนเองตามกฎกติกา ได้แข่งขัน และทํางานร่วมกันเป็นทีมได้รับประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติด้วย
ตนเอง ตามความถนัดของตนเอง ซึ่งกีฬากรีฑาเป็นอีกหน่ึงชนิดกีฬาที่กําหนดไว้ในหลักสูตรของโรงเรียน ใน
กล่มุ สาระการเรียนรูส้ ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 1

จึงได้พิจารณาแผนการจัดการเรียนรวู้ ชิ ากรีฑาและวิเคราะห์ เพื่อหาข้อบกพร่อง สังเกตได้ว่านักเรียน
ยังขาดทักษะด้านความรู้ ความเข้าใจ นักเรียนส่วนใหญ่มีพื้นฐานทักษะกีฬากรีฑายังไม่ดีพอ หนังสือเรียน
เพม่ิ เติมมีไมเ่ พยี งพอ นวตั กรรมใหม่ท่ีจะมาช่วยอํานวย ความสะดวกด้านการจัดการเรียนการสอนยังไม่ดีและ
ยังไม่สมบูรณ์ ส่ือการเรียนการสอนประกอบเนื้อหาทักษะการปฏิบัติมีน้อย ผู้วิจัยจึงได้คิดพัฒนานวัตกรรม
แผนการจัดการเรียนรู้ มาใช้จัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุตามเปูาหมายของโรงเรียนที่กําหนดไว้ และให้
สอดคล้องกบั ความร้ทู ่ีคาดหวงั ของกลุม่ สาระการเรียนรู้ สขุ ศึกษาและพลศึกษา ซ่ึงคาดว่าเมื่อไปใช้จัดการเรียน
การสอนจะทําใหผ้ ลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและนกั เรียนมที ักษะกรีฑาสูงขึ้น

จากแนวคิดความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ผู้วิจัยจึงได้ทําการศึกษาและพัฒนาแผนการ
จัดการเรียนรู้รายวิชากรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1
โรงเรียนคูเตา่ วิทยา เพอ่ื ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเกิดทักษะทางกีฬากรีฑาสูงขึ้น ตามเปูาหมาย
ของโรงเรยี นท่กี าํ หนดไว้

ความมงุ่ หมายของการวจิ ัย

1. เพอ่ื พัฒนาทักษะกรฑี าของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา

2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชากรีฑาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนคูเต่าวิทยา ก่อนเรียนและหลังเรยี น

3. เพ่อื หาคา่ ประสทิ ธภิ าพและดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาพลศึกษา (กรีฑา)
โรงเรียนคูเตา่ วิทยา

ความสาคัญของการวจิ ยั

1. ผู้เรียนพัฒนาทกั ษะกรฑี านําความรคู้ วามสามารถไปต่อยอดเพ่มิ เติม ในกฬี าชนดิ อ่นื ได้และนําไปใช้ใน
ชวี ติ ประจําวนั

2. ได้แผนการจัดการเรยี นรู้ ที่เหมาะสมกบั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นคูเต่าวทิ ยา

สมมติฐานการวิจัย

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของวิชากรีฑา โดยการจัดกิจกรรมการเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 มีคะแนนหลังเรียน
สูงข้นึ

ขอบเขตของการวจิ ยั

การวิจยั ในคร้ังนี้ ผวู้ ิจัยไดจ้ าํ กดั ขอบเขต ไวด้ งั น้ี

1. ประชากร

ประชากรท่ใี ช้ในการวจิ ัยคร้งั นี้ ไดแ้ ก่ นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นคูเต่าวิทยา จํานวน 1 ห้อง
รวมนกั เรียนทั้งหมด 31 คน

2. กลุ่มตัวอย่าง

กลมุ่ ตวั อย่างทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ คอื นักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นคูเตา่ วทิ ยา จํานวน 31 คน
โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

3. ในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรายวิชากรีฑา ท่ีกําหนดกิจกรรมการเรียนรู้ข้ึน
ตามหลักสูตรกลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนคูเต่าวิทยาภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
ตง้ั แตเ่ ดือนพฤศจกิ ายน ถึง เดอื นมีนาคม 2564

4. ตวั แปรท่ีศึกษา มีดงั น้ี คอื

4.1 ตัวแปรอิสระ คอื วธิ ีการสอนตามแผนการจัดการเรียนร้รู ายวิชากรฑี า

4.2 ตัวแปรตาม คอื ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนรายวิชากรฑี า ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษา
ปีที่ 1 โรงเรยี นคเู ตา่ วิทยา

นยิ ามศพั ท์เฉพาะ

1 .ทกั ษะกรีฑา หมายถึง ความสามารถท่ีใช้ในการเล่นกรีฑาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพวิธีการต่าง ๆ ท่ีใช้
ในการเลน่ กรีฑา ได้แก่ การท่มุ นา้ํ หนกั การกระโดดไกล การขวา้ งจกั ร การพ่งุ แหลน ซึ่งสามารถทราบได้ด้วย
การทดสอบทักษะตามแบบทดสอบ

2. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชายและนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2
ปีการศึกษา 2563 โรงเรยี นคเู ตา่ วทิ ยา

3. การพฒั นา หมายถงึ การทาํ ให้เกิดการเปลีย่ นแปลงจากสภาพหน่ึงไปสูอ่ กี สภาพหนง่ึ ทด่ี กี ว่าเดิม

อย่างเปน็ ระบบ หรือการทําให้ดขี ้นึ กว่าสภาพเดมิ ทีเ่ ปน็ อย่อู ยา่ งเป็นระบบ

4. ทา่ ทางการออกว่ิง หมายถึง การวัดความถูกต้องของท่าทางการออกว่ิง ได้แก่ กดเท้าไป ข้างหลัง
เข่าของขาหน้างอประมาณ 90 องศา เข่าของขาหลังงอประมาณ 120–140 องศา ยกสะโพก ให้สูงกว่า
หัวไหลเ่ ล็กนอ้ ย ลาํ ตวั โนม้ ไปข้างหน้า หวั ไหล่จะโน้มเลยมอื ไปข้างหนา้ เลก็ นอ้ ย หรอื แขน ตง้ั ฉากกับพน้ื

5. ท่าต้ังต้นการว่ิง หมายถึง การวัดความถูกต้องของท่าาทางในการจัดท่ียันเท้า จัดที่ยันเท้าหน้า
(front block) ห่างจากเส้นเริ่มต้น (starting line) ประมาณ 1 ½ ฝุาเท้าของตนเอง จัดท่ียันเท้าหลัง (rear
block) ใหห้ ่างจากที่ยันเทา้ หน้า (front block) ประมาณ 1 ½ ฝาุ เทา้ ของตนเอง นง่ั ให้เข่าหลัง และปลายเท้า
ห่างจากเส้นเร่ิมต้นประมาณ 1 ½ ฝุาเท้าของตนเอง แขนทั้งสองตึง ห่างกันประมาณ หน่ึงช่วงไหล่ หรือให้
นิ้วหัวแม่มอื ห่างกันพอประมาณ นิ้วหัวแม่มือและน้ิวช้ีกางออกจากกัน ชิดเส้น เร่ิม ศีรษะอยู่แนวเดียวกับหลัง
แขนตั้งฉากกบั พืน้

6. ท่าทางขณะว่ิง หมายถึง การวัดความถูกต้องของท่าทางขณะวิ่ง ได้แก่ การจัดลําตัวให้เอน ไป
ข้างหน้า ระยะช่วงก้าวคงท่ี ความเร็วคงท่ี การแกว่งแขนให้ขนานกับหัวไหล่ แกว่งไปข้างหลัง ระดับสะโพก
ขอ้ ศอกงอ 90 องศา การวางเท้าด้วยส่วนนูนของฝุาเท้าให้สัมผัสพื้นก่อนจังหวะถีบส่ง ให้ข่อเท้า เข่า และข่อ
ต่อสะโพกเหยียดสดุ

7. การวง่ิ เขา้ เสน้ ชยั หมายถงึ การวดั ความถกู ตอ้ งของท่าทางการว่งิ เขา้ เส้นชัย ไดแ้ ก่ การวงิ่ เร็วอย่าง
เต็มที่ ผา่ นเส้นชยั ไปยังจุดใดจุดหน่ึงข้างหน้าเลยเส้นชัยออกไปประมาณ 10 เมตร จะผ่าน เส้นชัยให้พุ่งตัวใช้
หนา้ อกหรือเอยี งหัวไหลเ่ ขา้ เส้นชยั แขนทงั้ สองเหวยี่ งไปข้างหลงั เพื่อให้หน้าอก หรอื หัวไหลย่ ดื ไกลออกไป เมื่อ
ผา่ นเสน้ ชัยแลว้ ค่อยๆ ชะลอเท้าลง

8. การกระโดดไกล หมายถงึ การกระโดดออกจากจดุ กระโดดไปให้ไกลทสี่ ุด ดว้ ยความเรว็

และความสงู พอท่ีปรบั ตัวสู่พื้นได้อย่างมีจังหวะพอดี ซ่ึงเป็นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์ทั้งการเร่ิมว่ิง
ก้าวแรกจนถงึ การลงสูพ่ ้ืน

9. พุ่งแหลน หมายถึง การพุ่งแหลนที่มีน้ําหนักเท่า ๆ กันโดยพุ่งแหลนออกไปข้างหน้า ผู้ท่ีพุ่งได้ไกล
ท่ีสุดเป็นผู้ชนะ การพุ่งแหลนเป็นกรีฑาที่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีน้ําหนัก นักกรีฑาจึงต้องอาศัยกําลังและความเร็ว
เพอ่ื พุง่ แหลนออกไปให้ได้ระยะทางไกลที่สุด การพ่งุ แหลนมีทง้ั ยืนอยู่กับทีแ่ ละวิ่งพงุ่ แหลน

10. การทุ่มนํ้าหนัก หมายถึง การทุ่มที่ต้องอาศัยโครงสร้างของร่างกายที่สูงใหญ่ แข็งแรง มีกําลัง
ความเรว็ ความคลอ่ งตัว ตลอดจนความสัมพนั ธ์ในการประสานงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ผู้เล่นหรือ
ผแู้ ข่งขันแตล่ ะคนจะตอ้ งทมุ่ ลูกน้ําหนักทม่ี นี ํา้ หนกั เท่า ๆ กนั ภายในพ้นื ที่วงกลมท่รี าบเรียบตามท่ีกติกากําหนด
ไว้ โดยทมุ่ ออกไปขา้ งหนา้ ผู้ท่ีทุ่มได้ไกลทส่ี ดุ เปน็ ผู้ชนะ

11. การขวา้ งจกั ร หมายถงึ การขว้างจกั รออกจากพืน้ ท่ีภายในวงกลมให้จักรไปตามทิศทางตามกติกา
กําหนดไว้ ผทู้ ีข่ ว้างจักรไดไ้ กลท่สี ดุ เปน็ ผชู้ นะ

12. การวง่ิ ระยะสนั้ หมายถึง การว่งิ ในทางว่ิงหรือลวู่ งิ่ ท่เี รียบ ซ่งึ ระยะทางวิ่งไมเ่ กนิ 400 เมตร

จากจุดเริม่ ตน้ จนถึงเส้นชัยสาํ หรบั การแข่งขันกรฑี านกั เรียนในประเทศไทยอาจมีการเพมิ่ รายการ

วงิ่ ระยะทาง 60 เมตร และ 80 เมตรเข้าไปดา้ ย เพือ่ ให้นักกรีฑาในรุน่ เลก็ ได้มโี อกาสร่วมแข่งขนั เน่อื งจาก

การแขง่ ขันวง่ิ ระยะสน้ั ทุกประเภทมคี วามสาํ คัญ และใหค้ วามตื่นเต้นสนกุ สนานนอกจากนักกรฑี าจะต้องมี

ความเร็วตามธรรมชาติเป็นทุนเดิมแล้ว การปฏิบัติให้ถูกต้องตามเทคนิคก็มีส่วนช่วยให้บรรลุผลตามความมุ่ง
หมายยง่ิ ขน้ึ

13. การวงิ่ ระยะกลาง หมายถึง การว่งิ ในระยะทาง 800 เมตร และ 1,500 เมตร การวง่ิ ระยะกลาง

มวี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือใหน้ ักเรียนมีพื้นฐาน รู้ถึงวิธีการว่ิงท่ีถูกต้องและมีทักษะในการวิ่งระยะกลางท่ีเหมาะสมกับ
สภาพทางดา้ นร่างกาย เพศ และวยั

14. การว่ิงผลัด หมายถึง การวง่ิ แขง่ ขันตามระยะทางทกี่ าํ หนดเปน็ ช่วง ๆ โดยมีผ้เู ข้าแข่งขัน

เป็นชุด ๆ แต่ละชุดมีจํานวนผู้เข้าแข่งขันเท่า ๆ กันตังแต่ 2 คนข้ึนไป การว่ิงเแต่ละช่วงจะมีการรับส่งส่ิงของ
หรือคทา (Baton) ตอ่ เนื่องกันไปจนหมดระยะทางทีก่ าํ หนดไว้

15. การว่งิ ขา้ มร้ัว หมายถึง การว่งิ ทต่ี อ้ งวิง่ ไปตามลู่ว่งิ และกระโดดขา้ มร้ัวตามระยะทาง และ
ความสูงของร้วั ทีกําหนดไว้ ซ่ึงระยะทางมาตรฐานท่ีใชใ้ นการแขง่ ขนั มดี งั น้ี

ชาย 110 เมตร และ 400 เมตร
หญงิ 100 เมตร และ 400 เมตร

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

ตวั แปรอิสระ ตวั แปรตาม

แผนการจดั การเรยี นรูร้ ายวิชากรฑี า ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิชากรฑี า
ประกอบดว้ ย

- ทกั ษะการออกตวั ว่งิ
- ทกั ษะการว่ิงขณะตงั้ ตน้
- ทกั ษะการว่ิงระยะไกล

ภาพประกอบ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย

บทที่ 2

เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง

การวิจยั ในชน้ั เรียน เร่ือง การพฒั นาทักษะกรฑี า ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 1
โรงเรยี นคูเต่าวทิ ยา ผู้วจิ ัยได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กยี่ วขอ้ ง ดังนี้

1. หลักสูตรการศกึ ษาพน้ื ฐาน พ.ศ.2551
2. ความรเู้ กีย่ วกบั ทกั ษะกรีฑา
3. วธิ กี ารสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้
4. งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง

1. หลกั สูตรการศกึ ษาพื้นฐาน พ.ศ.2551

การประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2551 และหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พ.ศ. 2544 ส่งผลให้ทุกโรงเรียนต้องจัดทําหลักสถานศึกษาของตนเองขึ้น ขณะน้ีโรงเรียนประถมศึกษาและ
มัธยมศึกษาจํานวนหนึ่ง อยู่ในระหว่างการนําร่องในการทําหลักสูตรสถานศึกษาและการทดลองใช้หลักสูตร
สถานศกึ ษาท่จี ัดทําขึ้น โดยเร่ิมทดลองใช้ในชั้น ป.1 , ป.4 , ม.1 และม.4 ในปีการศึกษา 2545 นี้ และในปี
การศึกษาต่อไปก็ต้องทดลองใช้หลักสูตรในช้ันที่สูงขึ้น ของแต่ละช่วงช้ันตามลําดับ ซึ่งจะทดลองได้ครบทุก
ช้นั ในปีการศกึ ษา 2547 ส่วนโรงเรียนทั่วไปจะเร่ิมใช้หลักสูตรสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในปีการศึกษา 2547
ส่วนโรงเรียนท่ัวไปจะเร่ิมใช้หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในปีการศึกษา 2546 เป็นต้นไปลําดับ ดังนั้นจะ
เหน็ ได้วา่ หลักสูตรการศกึ ษา ข้ันพ้ืนฐาน เหมาะสําหรับการนําไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละช่วง
ชั้น ในการจัดทําคําอธิบายวิชา ทําหน่วยการเรียนรู้ ทําแผนการเรียนรู้ ใบงาน และเอกสารการประกอบการ
เรยี นของนักเรียนซ่งึ การจัดหลักสูตรจะเป็นแบบบูรณาการ ซึ่งว่าด้วย การเคลื่อนไหว การออกกําลังกาย เกม
กีฬาไทย และกีฬาสากล ดงั น้ี

มาตรฐาน พ.3.1 : เขา้ ใจ มีทักษะในการเคลอ่ื นไหว กิจกรรมทางกาย การเลน่ เกม และกีฬา
1. แสดงการควบคุมตนเองเม่ือปฏิบัติทักษะการเคล่ือนไหวในลักษณะผสมผสานได้ท้ังแบบอยู่

กับท่ี แบบเคลอื่ นที่ และแบบงั คับสิ่งของในการเข้าร่วมกจิ กรรมทางกีฬา
2. เปรียบเทยี บประสทิ ธภิ าพของรปู แบบการเคลือ่ นไหวตา่ ง ๆ ในการเลน่ กฬี าและทาํ งาน
3. แสดงการเคลือ่ นไหวท่ีใช้ทกั ษะกลไกเป็นพื้นฐาน และนาํ ไปสู่การเคลือ่ นไหวท่ีมีรูปแบบเฉพาะ

ในกิจกรรมทางกาย เกม กีฬาไทยและกฬี าสากล (สุชาติ โสมประยรู 2545 : คาํ นาํ )
ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พ.ศ. 2551 กระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้สถานศึกษาแต่ละ

แห่งเป็นผู้จัดการเรียนการสอน โดยให้มีเนื้อหาอิงหลักสูตรแกนกลาง เป็นแนวทางในการดําเนินการเขียน
แผนการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกบั มาตรฐาน พ.3.1 และ พ.3.2 โดยมีรายละเอียดเน้อื หา คอื เขา้ ใจ
มีทักษะในการเคล่ือนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬา โดยในการจัดการเรียนการสอนมี
วัตถุประสงค์ให้จัดการเรียนพลศึกษา กีฬา ให้สอดคล้องกับสภาพท่ีสามารถจัดการเรียนการสอนได้ของ
สถานศกึ ษานนั้ ๆ ซง่ึ ขนึ้ อยกู่ ับสถานศกึ ษาน้ัน ๆ มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนกีฬาอะไรบ้าง ซ่ึงแต่
ละสถานศึกษาอาจจัดให้มีการเรียนการสอนแตกต่างกันไป กับสภาพผู้เรียนและสภาพความพร้อมของ
สถานศึกษาน้ัน ๆ เพ่อื ให้เกิดประโยชน์สูงสดุ ตอ่ นักเรียนและการเรียนการสอนตอ่ ไป

2. ความรู้เกีย่ วกับทกั ษะกรฑี า

ความร้เู บือ่ งตน้ เกี่ยวกบั ทกั ษะกรฑี า

การเล่นกรฑี านัน้ เร่ิมมาตั้งแต่มนษุ ย์ไดถ้ ือกําเนดิ ขนึ้ ในโลก โดยในสมัยโบราณมนษุ ย์ใช้กิจกรรมการเดิน
เป็นสําคัญในการย้ายถ่ิน ออกหาอาหาร หรือการติดต่อซึ่งกันและกัน ใช้เป็นกิจกรรมต่างๆ ในการดํารงชีวิต
เหล่าน้ี ได้ถูกนํามาประลองและจัดแข่งขันโดยในสมัยกรีกโบราณ ประมาณ 776 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการ
แข่งขันวิ่งกระโดด ขว้าง ปา ทุ่ม มีจุดประสงค์เพื่อท่ีให้ประชาชนกรมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจเพ่ือ
พร้อมท่จี ะรับใช้ประเทศชาติในด้านการปูองกันประเทศอย่างเต็มที่

กรีฑาเป็นกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งเกิดมาพร้อมมนุษย์ เพราะแต่ก่อนมนุษย์ไม่รู้จักทํามาหากินเป็น
หลักแหล่ง ไม่รู้จักสร้างท่ีพัก ตลอดจนสร้างเครื่องนุ่งห่มเหมือนมนุษย์ในปัจจุบัน มนุษย์นั้นต้องสูงกับภัย
ธรรมชาตแิ ละความดุร้ายของสัตวป์ ุานานาชนดิ โดยที่มนษุ ย์เหลา่ นีต้ อ้ งปูองกันตวั เองจากสัตว์ร้าย บางคร้ังต้อง
ว่ิงหนกี ารพยายามว่ิงอย่างเร็วเพอ่ื อใหพ้ ้นจากสตั ว์รา้ ยการวิ่งเรว็ ของคนถ้าหากเปรยี บเทียบกับปัจจุบันน้ีก็เทียบ
กบั การวง่ิ ระยะสน้ั หากการวิ่งหนีต้องใช้เวลาการวิ่งนานๆก็เป็นการวิ่งระยะยาว หรือวิ่งทน การวิ่งในที่นี้อาจ
รวมไปถึงการว่ิงเพ่ือไล่จับสัตว์มาเป็นอาหาร หรือการต่อสู้ระหว่างเผ่ากันด้วย ในบางครั้งขณะว่ิงมีต้นไม้หรือ
ก่อนหินขวางหน้า ถ้าเป็นท่ีตํ่าก็กระโดดข้ามไปปัจจุบันคือการกระโดดข้ามร้ัวและกระโดดสูง ถ้าต้องการ
กระโดดข้ามลําธารหรือแง่หิน และโหนตัวข้ามไปอีกฝ่ังหน่ึงกลายเป็นการกระโดดํค้า การใช้หอกหรือแหลม
หลาว หรือการเอากอ้ นหนิ ใหญๆ่ มาทมุ่ ใสส่ ตั ว์ขว้างปาสัตว์กลายมาเป็นการขว้างจกั ร พงุ่ แหลน ทุ่มนํ้าาหนักใน
สมยั นจ้ี งึ เหน็ ได้ว่าการวงิ่ กระโดด ทุม่ พ่งุ ขว้าง เหวย่ี ง ที่พอ่ แม่ หรอื หัวหน้าเผ่าสั่งสอนถ่ายทอดให้ในสมัยน้ันมี
ไว้เพื่อใช้ในการดํารงชีวิตประจําวัน มาในปัจจุบันน้ี ผู้ทําหน้าท่ีนี้คือครูบาอาจารย์และผู้ฝึกสอนน้ันเอง

ต่อมาในปลายสมัยของโฮเมอร์มีชนเผ่าหน่ึงมาต้ังรกรากอยู่บนฝั่งแม่นํ้า “ไทเบอร์” ได้ศึกษามาเป็น
ชีวิตจิตใจ จึงมีสนามฝึกหัดกีฬาเรียกว่า “แคมป์สมาร์ทิอุส” (Campusmartius) เป็นสนามกว้างใหญ่

ต่อมาโรมันเส่ือมสลายลง จึงเลิกเล่นกีฬาหันไปใช้ทาส พวก “แกลดิเอเตอร์” (Gladiators) ต่อสู้กัน
บางทีก็ต่อสู้กับสัตว์ร้ายเป็นกีฬาแทน ดังน้ันโรมันจึงเปูนชาติที่อ่อนแอและแล้วในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อ
ชาว “ตวิ ตนั ”(Tueton) ท่เี ปน็ ชาติทนี่ ยิ มกีฬากลางแจ้ง

สมัยปัจจุบันมีนักกีฬาชาวฝร่ังเศสลือชื่ออยู่ผู้หน่ึงมีฐานันดรศักด์ิเป็น บารอน เป็ยร์เดอ กูแบร์แตง
(Baron Piere De Coubertin) ท่านผู้นี้มีความสนใจในการกีฬาอย่างยิ่ง ได้พิจารณาเห็นว่าการแข่งขันกีฬา
ระหว่างประเทศเป็นการเชื่อมความสามัคคีผูกสัมพันธภาพระหว่างชาติต่าง ๆ จากการที่การแข่งขันกีฬา
โอลิมปิกสมยั โบราณซ่งึ ได้ยตุ ลิ งนนั้ ทาํ ใหห้ ว่ งสมั พันธภาพในการกีฬาขาดสะบ้ันลง ท่านผู้น้ีจึงได้เช้ือเชิญสหาย
คอื ศาสตราจารย์ดับเบลิ ยูสโลน แหง่ สหรัฐอเมริกา

จากนั้นมาการกรีฑาไทยได้รับการพัฒนาและดัดแปลงวิธีการเล่นมาเรื่อย ๆโดยมีจุดประสงค์
ท่ีแตกต่างไปจากสมัยโบราณ เพราะในปัจจุบันความเป็นอยู่มนุษย์แตกต่างไปจากเดิม การกรีฑาไทยจึงมีข้ึน
เพ่ือตอบสนองความต้องการของร่างกายในเรื่องของความเคลื่อนไหว และความสนุกสนาน การเล่นกรีฑานั้น
ตอ้ งใช้ทักษะและคุณสมบัติหลายอย่างกรีฑาจึงได้ช่ือว่าเป็นกีฬาเบ้ืองต้นที่ดีท่ีสุด และเป็นกีฬาพื้นฐานในการ
สร้างสมรรถภาพทางด้านรา่ งกายในการเลน่ กฬี าประเภทอน่ื ๆ

จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของกรีฑา ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน ตามรายละเอียดต่างๆ
ดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้ และพอสรุปประเภทของกรีฑาสมคั รเลน่ นานาชาติ (IAAF) ได้ 6 ประเภทคือ

1. ประเภทลู่ (Track events) แบง่ เปน็
1.1 การแข่งขันวิง่ ระยะสัน้ 100, 200 และ 400 เมตร
1.2 การแข่งขนั วิง่ ระยะกลาง 800, 1000 และ 1500 เมตร
1.3 การแขงขันวงิ่ ระยะไกล 1 ไมล์ , 2000, 3000, 5000, 10000 เมตรฯลฯ
1.4 การแขง่ ขันวงิ่ ข้ามรั้ว 100, 110 และ 400 เมตร
1.5 การแขง่ ขนั วิ่งวบิ าก 3000 เมตร
1.6 การแขง่ ขันวง่ิ ผลดั 4×100, 4×400, 4×800 และ 4×1500 เมตร

2. ประเภทลาน (Field events) แบ่งเป็น
2.1 ประเภทกระโดด (Jumping events) ประกอบด้วยกระโดดสูง (High jump)

กระโดดไกล (Long jump) เขยง่ กา้ วกระโดด (Triple jump) กระโดดํคา้ (Pole vault)
2.2 ประเภททุ่ม พุ่งขว้าง (Throwing events) ประกอบด้วย ทุ่มํน้าหนัก(Shot Put)

ขว้างจกั ร (Discus) พุ่งแหลน (Javelin) ขวา้ งค้อน (Hammer)

3. ประเภทถนน (Road running) ประกอบด้วยการวิ่ง 15 กม. 20 กม. ว่ิงฮาล์ฟมาราธอน วิ่ง
25 กม. 30 กม. ว่งิ มาราธอน (42.195 กม.) วิ่ง 100 กม. วง่ิ ผลดั ถนน (Road relay)

4. ประเภทเดิน (Walking) แบ่งเป็น
4.1 การแข่งขันเดินบนลู่ 5000, 1000, 20000, 30000, 50000 เมตรและ 2 ชว่ั โมง
4.2 การแขง่ ขันเดนิ บนถนน 20 กม. และ 50 กม.

5. ประเภทว่ิงข้ามทุ่ง (Cross country running) แบ่งเปน็
5.1 ชาย 12 กม. และเยาวชนชาย 8 กม.
5.2 หญงิ 6 กม.และเยาวชนหญิง 4 กม.

6. ประเภทรวม (Combined events) แบง่ เปน็
6.1 ชายทศกรีฑา (Decathlon)
6.2 หญงิ สตั ตกรฑี า (Heptathlon)

การฝกึ ทักษะกรีฑา

1. ว่งิ ระยะสัน้ (Sprints)
การวิ่งระยะสน้ั หมายถึง การวิ่งในทางว่ิงหรือลู่ว่ิงที่เรียบ ซ่ึงระยะทางวิ่งไม่เกิน 400 เมตร

จากจุดเร่มิ ตน้ จนถึงเสน้ ชยั สําหรับการแขง่ ขนั กรีฑานกั เรียนในประเทศไทย อาจมีการเพิ่มรายการว่ิงระยะทาง
60 เมตร และ 80 เมตรเข้าไปด้วย เพ่ือให้นักกรีฑาในรุ่นเล็กได้มีโอกาสร่วมแข่งขัน เน่ืองจากการแข่งขันวิ่ง
ระยะสั้นทุกประเภทมีความสําคัญ และให้ความต่ืนเต้นสนุกสนานนอกจากนักกรีฑาจะต้องมีความเร็วตาม
ธรรมชาตเิ ปน็ ทุนเดิมแลว้ การปฏบิ ัตใิ หถ้ กู ต้องตามเทคนคิ กม็ ีสว่ นช่วยให้บรรลุผลตามความมงุ่ หมายยิง่ ขนึ้

เทคนคิ ในการว่ิงระยะสัน้ ความมุ่งหมายของการวิ่งระยะสน้ั คือว่งิ ใหเ้ รว็ ที่สุดเพ่ือให้ถึงเส้นชัย
ก่อน จึงไดม้ กี ารศกึ ษาค้นความวา่ ทาํ อยา่ งไรจงึ จะว่งิ ได้เรว็ ทีส่ ดุ ดังน้ันทักษะและเทคนิคจึงเป็นกุญแจไขปัญหา

ให้พบคําตอบท่ีถูกต้อง และเช่ือว่ามีส่วนทําให้พบความสําเร็จได้ตามความสามารถของนักกรีฑาแต่ละคน

เทคนคิ ในการวงิ่ ระยะส้ันมดี ังน้ี
1.1 ท่าตั้งต้นก่อนออกว่ิง การวิ่งระยะสั้นทุกประเภท การต้ังต้นก่อนออกวิ่งสําคัญที่สุด

เพราะการแพ้หรือชนะอย่ทู ีก่ ารเริ่มออกวิ่งว่าดหี รือไม่ ท่าตั้งต้นก่อนออกว่ิงท่ีดี คือ ท่าที่สามารถช่วยให้ออกวิ่ง
ได้เร็วท่ีสุด มีแรงส่งตัวไปข้างหน้ามากท่ีสุดและเสียเวลาน้อยที่สุด ท่าตั้งต้นก่อนออกวิ่งท้ังนักกรีฑาและ

ผ้เู ชยี่ วชาญไดค้ ิดคน้ ทดลองใชก้ นั มีหลายแบบหลายวธิ ีปรากฎวา่ วธิ ตี ั้งต้นด้วยการยอ่ ตัวลงนัง่ ให้มือทัง้ สองยันพื้น
เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพ่ือให้การออกวิ่งก้าวแรกมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะที่ถีบตัวออก เท้าไม่เลื่อนถอยหลัง
เพราะฉะน้ันควรมีที่ยันเท้า ที่ยันเท้าเริม่ วง่ิ (Starting block) ใชส้ ําหรับการแข่งขันว่ิงทุกประเภท ในระยะทาง

ไมเ่ กิน 400 เมตร ( รวมท้ังวง่ิ ผลดั ไมแ้ รก 4 x 400 เมตร ) แต่ต้องไม่ใช้กับการแข่งขันวิ่งประเภทอื่น เม่ืออยู่
ในลู่ว่ิงส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ยันเท้าต้องไม่ลํ้าเข้าไปในเส้นเร่ิมหรือย่ืนเข้าไปใน ช่องวิ่งอ่ืน ที่ยันเท้าต้อง มี

คุณสมบัติ ดังนี้ ทําด้วยวัสดุที่แข็งแรง และไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบนักกรีฑาคนอื่น ต้องยึดกับลู่ว่ิงด้วยหมุด
หรือตะปู ท่ีกอ่ ให้เกิดความเสยี หายแก่ลู่วิง่ น้อยที่สุด รวมทงั้ ต้องง่ายในการติดตั้งและรวดเร็วต่อการเคล่ือนย้าย
หรือถอดออก

ปจั จุบนั ทีย่ นั เทา้ สาํ เรจ็ รปู เปน็ อุปกรณ์ประจําตัวของนักกรีฑาว่ิงระยะสั้นท่ีนิยมใช้กันมาก ที่ยันเท้านี้
เร่มิ ใช้มาต้ังแต่ พ. ศ. 2470 เพราะมผี ลดตี อ่ การวิ่งมาก อีกทั้งสามารถปรับระยะหรือตําแหน่งของเท้าท้ังสอง

ไดต้ ามความต้องการและรวดเรว็ ไมท่ าํ ให้ลวู่ ่ิงเป็นหลุมเสยี หาย ใช้ไดท้ ุกสภาพของสนาม
วิธีติดตั้งที่ยันเท้ากับพ้ืนสนาม ทําได้โดยวางท่ียันเท้าห่างจากเส้นเริ่มเข้ามา 2 ฝุาเท้า ระยะห่าง

ระหว่างท่ียันเท้าด้านหน้าและด้านหลังประมาณ 1 ฝุาเท้า โดยท่ียันเท้าด้านหน้าจะเอนมากกว่าที่ยันเท้า

ดา้ นหลังเสมอเส้นเร่มิ การจดั ที่ยนั เทา้
1.2 เทคนิคในการออกตัว เม่ือได้ยินคําสั่ง "เข้าท่ี" จากผู้ปล่อยตัวนักกรีฑาต้องเดินไปยัง

บริเวณท่ตี งั้ ตน้ ออกวิง่ ใกล้เส้นเริม่ แล้ววางมอื ทง้ั สองลงบนทางวิ่ง มือทั้งสองห่างกันประมาณ 1 ช่วงไหล่ หรือ
กว้างกว่าชว่ งไหลเ่ ล็กน้อย กางนิว้ หัวแม่มอื และนวิ้ ชีอ้ อกนว้ิ อื่น ๆ ชิดกับนวิ้ ชี้ นิ้วหวั แม่มือและน้ิวทั้งสี่ยันพื้นรับ
นา้ํ หนกั ตัว และวางอยูใ่ นระดับเดยี วกันหลังเสน้ เร่มิ เกือบจรดเส้นเร่มิ นว้ิ มอื เกร็งขึน้ แขนทง้ั สองเหยียดตึงไม่งอ

ข้อศอก วางเข่าของเท้าหลังท่ีพื้น การเข้าที่มองจากด้านข้าง เม่ือได้ยินคําสั่งว่า "ระวัง" ให้ยกก้นสูงกว่าไหล่
เล็กน้อย โดยเฉล่ียนํ้าหนักตัวให้ลงสู่แขนแนวไหล่จะเลยมือไปข้างหน้าเล็กน้อย หรือแขนตั้งฉากกับพ้ืน ยก

ศีรษะขึ้นเล็กน้อยในลักษณะสบาย สายตามองไปข้างหน้าไม่ไกลจากตัวมากนักประมาณ 1 - 3 เมตร สูด
หายใจเขา้ และกลั้นไว้ ขณะยกก้นขึ้นตั้งสมาธิให้แน่วแน่และนิ่ง หูคอยฟังเสียงปืน การเข้าที่มองจากด้านหน้า
เม่ือได้ยนิ คําสงั่ "ระวงั "

1.3 เทคนิคในการเร่ิม ออกวิ่ง เม่ือเสียงปืนดัง "ปัง" ให้ถีบเท้าส่งไปข้างหน้าด้วยเท้าหน้า
พร้อมกับยกมอื ทั้งสองขึ้นจากพื้น ยกมือข้างตรงข้ามกับเท้าหลังในลักษณะงอศอก น้ิวมืออยู่ระดับหน้าผากกํา

มือหลวม ๆ ส่วนมอื ตรงขา้ มกระตุกอย่างแรงไปข้างหลังให้เลยสะโพกขึ้นไปเล็กน้อยคล้ายตีศอกหลังลําตัวเอน
พ่งุ ไปขา้ งหน้าด้วยแรงถบี สง่ ของเทา้ พรอ้ มกบั ก้าวเทา้ หลงั ไปข้างหน้าอย่างรวดเรว็ ทัง้ เข่าและสะโพกเหยียดตึง
ในจังหวะสดุ ทา้ ยของการถบี ส่งเท้า การเขา้ ทม่ี องจากด้านข้าง เมอื่ ไดย้ ินคําสงั่ "ระวัง" โดยยกก้นขึ้นจนเข่าหน้า

เปน็ มุม 90 องศา และกน้ จะสูงกวา่ ไหลเ่ ล็กน้อย
1.4 ท่าทางการเรมิ่ ออกว่งิ ถบี เทา้ ส่งไปขา้ งหน้าด้วยเท้าหน้า พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้น ก้าว

เท้าหลงั ไปข้างหน้าอยา่ งรวดเรว็ ทัง้ เขา่ และสะโพกเหยยี ดตึงในจังหวะสุดท้ายของการถีบเท้าส่ง ถีบเท้าส่งจาก
พน้ื อยา่ งรวดเร็วและเตม็ พลงั โน้มตัวไปข้างหน้า ลําตวั ตัง้ ขึ้นอย่างชา้ ว่ิงระยะกลาง (Middle distance)

2. การวงิ่ ระยะกลาง
การวิ่งระยะกลาง หมายถงึ การว่ิงในระยะทาง 800 เมตร และ 1,500 เมตร การว่ิงระยะ

กลาง มีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อให้นักเรยี นมีพนื้ ฐานรู้ถึงวธิ กี ารวิ่งทถ่ี ูกต้องและมีทักษะในการวง่ิ ระยะกลางที่เหมาะสม
กับสภาพทางด้านรา่ งกาย เพศ และวัย

3. เทคนิคในการวง่ิ ระยะกลาง
3.1 ท่าตัง้ ต้นกอ่ นออกวิ่ง ท่าตั้งตน้ ก่อนออกวง่ิ ( สมมตวิ ่าผู้วิง่ ถนัดเท้าขวา) โดยท่วั ไปนิยมยืน

อยใู่ นทา่ เตรยี มพรอ้ ม คอื ยืนให้ปลายเท้าซา้ ยจรดหลงั เสน้ เรม่ิ เทา้ ขวาอยู่อยขู่ ้างหลงั ห่างจากเท้าหน้าพอถนัด
โนม้ ลาํ ตัวไปขา้ งหน้า ยกมือขวาข้ึนระดับหน้าผาก มือซ้ายยกขึ้นระดับเอว งอศอกข้ึนข้างหลังเล็กน้อย ท่าตั้ง
ตน้ ก่อนออกวิ่งอีกแบบหน่ึงอาจใช้ท่าต้ังต้นแบบวิ่งระยะส้ันก็ได้ แต่ไม่จําเป็นต้องใช้ท่ียันเท้า จุดมุ่งหมายของ
การตั้งต้นก่อนออกวิ่งแบบน้ีเพื่อต้องการเร่งฝีเท้าทําสถิติและเพ่ือชิงวิ่งชิดขอบใน ขณะว่ิงเข้าลู่ทางโค้งไม่
เสียเปรยี บเรือ่ งระยะทาง ท่าตงั้ ต้นก่อนออกวงิ่

3.2 ทา่ ทางในการวิ่ง มลี กั ษณะดงั น้ี
- มมุ ของลําตัว ลาํ ตัวจะโน้มไปข้างหนา้ เพียงเล็กน้อยประมาณ 85 องศาหรือเกือบต้ังตรง ศรีษะและ
คอเปน็ เสน้ ตรงเดียวกับลําตัว ขณะว่ิงไมค่ วรเกรง็ สว่ นใดของร่างกายเพียงแต่ประคองตัวให้นิ่งไหลส่ายเล็กน้อย
ไปตามแรงเหว่ียง ของแขน จะสงั เกตว่าลาํ ตวั ทํามมุ กบั พ้นื มากกวา่ การวิง่ ระยะสน้ั
- การก้าวเท้า ขณะก้าวเท้าไปข้างหน้าไม่ต้องยกเข่าสูงมาก ก้าวให้สมํ่าเสมอปลายเท้าและเข่าทั้ง
คู่ขนานกันไปข้างหน้า ก้าวด้วยการเหว่ียงเท้าในลักษณะสืบเท้าไปข้างหน้า ขาหลังเม่ือยกขึ้นจากพ้ืนแล้วจะ
เหวยี่ งขนึ้ ข้างหลังตามสบาย เพื่อผ่อนคลา้ ยกล้ามเนือ้

3.3 การว่ิงทางโค้ง การวง่ิ ทางโค้งใหป้ ฏบิ ัตเิ ชน่ เดยี วกับการว่งิ 200 เมตร หรือ 400 เมตร
แต่ความเร็วในการว่ิงระยะกลางน้ีจะน้อยกว่า จึงทําให้แรงเหวี่ยงออกน้อยกว่า การเอนตัวเข้าหาขอบในของ
ช่องวิง่ จึงมีน้อยกว่า ทําใหก้ ารแกวง่ แขนใชแ้ รงน้อยลงกวา่ การว่ิงระยะสนั้ ดว้ ย

3.4 การผ่อนกําลัง การวิ่งระยะกลางนักกรีฑาไม่สามารถว่ิงเร็วเต็มฝีเท้าได้ตลอดระยะทาง
จําเป็นต้องมีการผ่อนกําลัง การผ่อนกําลังอาจจะกระทําได้หลาย ๆ คร้ังตามความจําเป็น สภาพร่างกายและ
การฝกึ ซอ้ มของผู้วิง่ วิธีการผอ่ นกําลังอาจจะใชก้ ารเปลยี่ นระยะของช่วงกา้ ว การเปลี่ยนจังหวะการหายใจ การ
แกว่งแขนใหช้ ้าลงกไ็ ด้

3.5 เทคนิคในการวิ่งเข้าเส้นชัย การเข้าเส้นชัยท้ังการวิ่งระยะสั้น และระยะกลางมี
ความสําคัญไม่น้อยไปกว่าการเร่ิมออกวิ่ง เพราะการชนะกันอาจเกิดข้ึนตรงท่ีใครเข้าเส้นชัยได้ดีกว่า และ
รวดเร็วกว่าทงั้ ๆ ทว่ี งิ่ เสมอกนั มาเกอื บตลอดทาง ลําดับทข่ี องผูเ้ ขา้ แข่งขนั ใหถ้ ือเอาส่วนหนาของลําตัวของผู้เข้า
แข่งขัน คอื ส่วนอก ( ไมร่ วมศรษี ะ คอื แขน ขา มือ หรือเทา้ ) มาถึงขอบในของเส้นชยั ตามแนวต้ังฉากกับเส้นชัย
การเขา้ เสน้ ชยั ที่นิยมใชท้ วั่ ไปมี ดงั นี้

- แบบว่ิงเข้าเส้นชัยธรรมดา เป็นวิธกี ารทไ่ี มต่ ้องใชเ้ ทคนคิ หรือทกั ษะมากนักโดยใช้กาํ ลังเร่งฝเี ท้าให้เร็ว
ขึ้นผ่านเขา้ เส้นชัย ซ่ึงใช้เมอื่ นาํ หน้าค่แู ขง่ ขันมาก ๆ

- แบบใช้หนา้ อก หลงั จากเรง่ ฝีเท้ามาจนเต็มท่ีแลว้ เหลือระยะทางอีก 2-3 เมตร จะเขา้ เสน้ ชัยใหร้ ีบ
กา้ วยาวเฉียดพื้น ในทา่ คร่งึ กา้ วคร่งึ กระโดด พร้อมกบั กดตัวต่าํ ลง หนา้ อกเขา้ เส้นชัย

- แบบใช้ไหล่ วิธีการเข้าเสน้ ชัยแบบนค้ี ล้ายกับแบบใชห้ น้าอก แต่แทนที่จะใชห้ นา้ อกเข้าเส้นชยั ก็ใช้
เอี้ยวตัดบดิ กม้ ลงด้วยการเอยี งไหล่ขา้ งหนง่ึ เข้าเส้นชยั หรืออาจจะก้มศีรษะพุง่ ตัวให้หวั ไหลพ่ งุ่ ตรงไปขา้ งหน้าก็
ได้

4. วิง่ ผลดั
4.1 การว่งิ ผลัด หมายถึง การว่งิ แขง่ ขันตามระยะทางทีก่ าํ หนดเป็นช่วง ๆ โดยมีผู้เข้าแข่งขัน

เป็นชุด ๆ แต่ละชุดมีจํานวนผู้เข้าแข่งขันเท่า ๆ กันต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป การว่ิงแต่ละช่วงจะมีการับส่งส่ิงของ
หรอื คฑา (Batkon)ตอ่ เนอ่ื งกนั ไปจนหมดระยะทางทก่ี าํ หนดไว้

4.2 เทคนคิ ในการว่งิ ผลัด
การว่ิงผลัดเริ่มต้นจาก วิธีถือคฑาต้ังต้นออกว่ิง การออกวิ่ง วิธีถือคฑาในขณะวิ่ง วิธีส่งและ
รับคฑา ซ่ึงทกั ษะเหลา่ นี้เปน็ สิ่งจําเป็นที่นกั เรียนต้องเรียนรู้หม่ันฝึกฝนให้เกิดความชํานาญทุกขั้นตอน โดยต้อง

ประสานสอดคลอ้ งกบั เพอ่ื นร่วมทีมเป็น อันหนึง่ อนั เดยี วกนั
4.3 วิธถี อื คฑา

ในช่วงตั้งต้นก่อนออกวิ่งการถือคฑาของผู้ตั้งต้นในการออกวิ่งคนแรกน้ัน ท่าตั้งต้นและการ
ออกวิง่ ปฏิบตั ิ เช่นเดียว กับทา่ ตั้งตน้ วิ่งระยะสน้ั ทกุ ประการแต่ทเ่ี พมิ่ ขึน้ มาก็คือต้องถือคฑาไว้ด้วย การถือคฑา
มีหลายแบบ แล้วแต่จะเลือกตาม ความถนัดของผู้เข้าแข่งขันแต่มีหลักที่ควรพิจารณาคือคนที่ออกวิ่งด้วยเท้า

ขวา มกั จะถือคฑาดว้ ยมอื ซา้ ยหรอื มอื ท่ีเหว่ียงไป ขา้ งหน้าในขณะทเ่ี รมิ่ วง่ิ ก้าวแรกไม่ควรถือคฑาดว้ ยมือท่เี หวี่ยง
ไปขา้ งหลงั ในกา้ วแรก เพราะคฑาอาจจะหลุดจากมอื ไดง้ า่ ยเนื่อง จากมอื ทเ่ี หว่ียงไปขา้ งหลังมคี วามแรงมากกว่า

หรือคฑาอาจจะเหว่ียงไปถูกสะโพกทําให้คฑาหลุดจากมือได้เช่นกัน ดังนั้นการถือคฑาด้วยมือซ้ายหรือมือท่ี
เหว่ียงไปข้างหน้าเมื่อใช้เท้าขวายันพ้ืนข้างหลังจึงได้เปรียบด้วยประการทั้งปวง โดยทั่วไปมีวิธีถือคฑา 5 วิธี
ดังนี้

วธิ ีที่1 ใชโ้ คนน้วิ และนิว้ หัวแม่มือหนีบบริเวณส่วนกลางของคฑาไว้ปลายน้ิวทั้งห้ายันพื้นนิ้วชี้
และนิว้ หวั แม่มือวางชดิ ชอบในของเส้นเร่ิม

วธิ ที ี่ 2 ใช้นว้ิ ชน้ี ิ้วเดยี วกํารอบคฑา ปลายนิ้วอื่น ๆ ยันพ้ืนไว้ ปลายนิ้วกลาง และนิ้วหัวแม่มือ
วางชดิ ขอบในของเสน้ เริม่

วธิ ที ี3่ ใชน้ วิ้ กลางนิ้วเดียวกํารอบคฑา ปลายนิ้วอ่ืน ๆ ยันพ้ืนไว้ ปลายน้ิวช้ี และน้ิวหัวแม่มือ

วางชดิ ขอบในของเสน้ เริม่
วิธีท่ี 4 ใช้น้ิวกลางและนิ้วนางกํารอบคฑา ปลายน้ิวอื่น ๆ ยันพ้ืนไว้ ปลายนิ้วช้ีและ

น้วิ หวั แม่มอื วางชดิ ขอบในของเส้นเริ่ม
วิธีที่ 5 ใช้น้ิวกลาง นิ้วนาง และน้ิวก้อยกํารอบคฑา ปลายน้ิวช้ี และนิ้วหัวแม่มือ ยันพื้นชิด

ขอบในของเสน้ เรม่ิ

4.4 เทคนิคในการออกตวั
ทา่ ตงั้ ตน้ และการออกว่ิงของผูถ้ อื คฑาไมแ้ รกนนั้ ใหป้ ฏบิ ัติเช่นเดียวกับท่าตั้งต้น และการออก

วิ่งระยะส้ันท่ัวไป เพยี งแต่เพม่ิ การถือคฑาและระวงั ไมใ่ ห้คฑาทถี่ ืออยู่หลดุ จากมอื เทา่ น้นั
4.5 วธิ ีถือคฑาในขณะวงิ่ และวิธเี ปล่ียนมือถือคฑา ขณะที่วิ่งและมือถือคฑาอยู่นั้น การแกว่ง

แขนก็เหมือนกับการแกว่งแขน วิ่งระยะส้ันทั่วไป แต่พยายามให้ปลายคฑาช้ีตรงไปข้างหน้าตามทางวิ่งเพ่ือ

ปูองกนั ไมใ่ ห้คฑาถกู ร่างกายและหลดุ จากมอื สําหรบั การเปลย่ี นมอื ถอื คทาขณะวง่ิ นั้น โดยปกติแลว้ ผู้ส่งคฑาด้วย
มือซ้าย และผู้รับจะรับคฑาด้วยมือขวา เพราะถ้าผู้ส่งคฑาด้วยมือขวาและผู้รับรับคฑาด้วยมือขวาเช่นกัน

นอกจากทําให้การรับส่งคฑาไม่ถนัดแล้ว อาจจะทําให้ผู้รับและผู้ส่งชนกันเองอีกด้วย นักกรีฑาว่ิงผลัดจึงนิยม
สง่ คฑาด้วยมือซ้ายรับด้วยมือขวา หรือถ้าส่งคฑาด้วยมือขวาต้องรับด้วยมือซ้าย ด้วยเหตุน้ีจึงมีการเปลี่ยนมือ
ถือคฑาในขณะทวี่ ิ่ง การเปลี่ยนมือถือคฑานี้จะทําในช่วงขณะท่ีเหวี่ยงแขนสลับกันพอดี การเปล่ียนมือถือคทา

จากมือขวามาถือดว้ ยมือซ้ายจงึ กระทําในชว่ งขณะทเ่ี หวยี่ งแขนขวาขนึ้ ไปขา้ งหนา้ แล้วกําลัง จะเหวี่ยงแขนขวา

กลับมาข้างหลัง ซึ่งในช่วงน้ีแขนซ้ายกําลังเหวี่ยงขึ้นไปข้างหน้าสลับกันกับแขนขวา มือขวาก็จะส่งคฑาให้มือ

ซ้าย จบั กาํ ไว้ทนั ที โดยไม่ใหเ้ สียจังหวะการว่ิง
4.6 เทคนคิ ในการถือคฑาเพื่อส่งแล้วรับวิธีถือคฑาเพ่ือส่งให้ผู้รับเริ่มจากผู้ต้ังต้นออกวิ่งถือค

ฑาด้วยมือขวา วิง่ ไปส่งใหผ้ ้รู ับคนท่ี 2 ซ่ึงยืนชิดชอบของช่องวิ่ง และรับคฑาด้วยมือซ้ายว่ิงไปส่งให้คนที่ 3 ซ่ึง
ยืนชิดขอบซ้ายของช่องวิ่ง และรับไม้คฑาด้วยมือขวา วิ่งไปส่งให้คนสุดท้าย ซึ่งจะยืนชิดขอบขวาของช่องวิ่ง

และรบั ไม้คฑาด้วยมอื ซา้ ยวงิ่ ไปตลอดระยะทาง
4.7 วิธีการรับ - ส่งคฑาแบบนี้นิยมใช้กันในการแข่งขันวิ่งผลัด 4 x 100 เมตร ทั้งน้ีเพราะ

ผรู้ บั ไม่ต้องเปล่ียนมือเมอ่ื รับคฑาไดแ้ ล้ว จงึ ไมต่ ้องกังวลเรื่องไม้คฑาจะหลดุ จามมือในขณะทเ่ี ปลยี่ นมือคฑา และ

ทาํ ใหไ้ ม่เสยี ความเรว็ ในการวง่ิ ในช่วงของการเปลยี่ นมอื ถอื คฑา อกี ประการหนึ่งผู้ส่งคนที่ 1 สามารถว่ิงชิดขอบ
ในของช่องว่ิงได้ตลอดระยะทาง ส่วนคนท่ี 2 และคนที่ 4 ก็สามารถว่ิงชิดขอบนอกได้โดยไม่เสียระยะทาง

เพราะเป็นทางว่ิงตรง และผู้รับคนที่ 3 ซ่ึงวิ่งทางโค้งก็สามารถว่ิงชิดขอบในของช่องวิ่งได้ตลอดระยะทาง
สําหรับการวิ่งผลัดประเภทอ่ืนก็สามารถปรับปรุง หรือดัดแปลงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการวิ่งผลัด
ประเภทนนั้ ๆ ได้ตามความเหมาะสมเช่นกัน

ก. เขตส่งและรบั คฑา ตามกติกาการวง่ิ ผลดั ระยะส้นั จะมเี ขตกาํ หนดการส่งและการรับคฑาไว้
ผู้สง่ และผรู้ บั จะทําการเปลยี่ นการถอื คฑากันมือต่อมือได้ จะต้องอยู่ภายในเขต 20 เมตรเท่าน้ัน เขตน้ีนับจาก

ระยะทางเต็มขึ้นไปขา้ งหน้า 10 เมตร และถอยหลังลงมา 10 เมตร จึงรวมกันเป็น 20 เมตร แต่อนุญาตให้ผุ้
รบั ถอยไปต่ํากว่าเขตรับส่งไดจ้ รงิ อกี 10 เมตร แตร่ ะยะ 10 เมตรที่กล่าวน้ีผู้รับจะแตะคฑาไม่ได้ นอกจากมีไว้
เพือ่ ใหผ้ รู้ ับคฑาใชส้ ําหรบั วิ่งเพ่อื ใหเ้ กิดความสัมพนั ธ์กับผูท้ ีจ่ ะส่งใหเ้ ท่านนั้ เขตหลงั นี้ผ้รู บั จะไม่ใช้ก็ได้

ข. การกําหนดที่หมาย การกําหนดท่ีหมายและการใช้สัญญาณระหว่างผู้ส่งและผู้รับคฑา
จะต้องมีความสัมพนั ธ์กนั เป็นอย่างดี กล่าวคือ เมื่อผูส้ ง่ ว่ิงมาเหยยี บทีห่ มายซ่ึงได้กําหนดกันไว้ล่วงหน้าแล้วก็จะ

ส่งสัญญาณให้ผูร้ บั ออกว่ิงหรือจะใหผ้ ู้รบั ออกว่ิงเองเมอื่ เหน็ ผู้ส่งเหยยี บที่หมายก็ได้ ทัง้ นี้แล้วแต่จะตกลงกัน การ
ท่ีจะกําหนดท่ีหมายใกล้หรือไกลจากผู้รับข้ึนอยู่กับฝีเท้าของผู้ส่งและผู้รับด้วย ถ้าผู้ส่งวิ่งเร็วกว่าผู้รับก็จ้อง
กําหนดท่ีหมายให้ไกลกว่าเดิม ถ้าผู้ส่งวิ่งช้ากว่าผู้รับก็ต้องเลื่อนจุดกําหนดที่หมายให้ใกล้เข้ามาจนกว่า จะ

สามารถรับส่งกนั ไดด้ ้วยความสมั พนั ธ์กันเปน็ อย่างดี
4.8 วธิ สี ง่ และรับคฑา

วิธีส่งและรับคฑาทั้งผู้รับและผู้ส่งต้องมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ถ้ารับด้วยมือขวา
ผูร้ ับจะตอ้ งวิ่งชิดขอบซา้ ยของทางวิ่งจนกวา่ จะรับได้ ส่วนผ้สู ง่ จะต้องส่งด้วยมือซ้ายและวิ่งชิดขอบขวาของทาง
ว่ิง ขณะ ที่ทําก าร ส่ง จน ก ร ะทั่ง การ ส่งเสร็ จส้ิน วิ ธี ส่งและ รับคฑาโ ดยท่ัว ไ ปจะ มี 2 แบบคือ

แบบงอแขน และเหยียดแขน ผ้รู บั อาจหงายมือหรือคว่ํามือรับคฑาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ยกตัวอย่างวิธีการส่ง
และรับคฑาแบบงอแขนซ่งึ มีวิธกี ารสง่ และรบั คฑา ดงั นี้

ก. วิธีสง่ และรับคฑาแบบงอแขนหงายมอื เท้าผรู้ ับคทายืนชดิ ขอบซา้ ยของลู่ว่ิงเท้าซ้ายอยู่หน้า
เท้าขวาปลายเท้าทั้งสองช้ีตรงเฉียงไปทางขวามือเล็กน้อย งอเข่าโล้ตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนซ้ายยกขึ้น
ข้างหน้าพอประมาณ งอศอกเลก็ น้อย มือขวาซึ่งใช้รับคฑายกหงายฝุามือข้ึน นิ้วทั้ง 5 ชิดกันปลายน้ิวแตะเอว

ด้านขวา กางข้อศอกออกให้มากท่ีสุด แบะข้อศอกออกไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้มศีรษะลงเล็กน้อย สายตามอง
ลอดช่องแขนขวาไปข้างหลังหรือเอียงคอไปทางขวา สายตามองข้าม ไหล่ขวาไปข้างหลังเพ่ือมองดูผู้ส่งคฑาท่ี

กําลงั วิ่งมา ผรู้ บั คฑาใช้สายตาม มองจับอยู่ที่หมาย ซึ่งได้ทําเครื่องหมายไว้เม่ือเท้าของผู้ส่งคฑาว่ิงมาเหยียบที่
หมาย ผู้รับจะหนั หนา้ ตรงออกวิ่งอยา่ งเรว็ โดยไมม่ องผสู้ ง่ อกี ขณะวงิ่ แขนซ้ายจะแกว่งไปมาตามปกติมือขวาไม่
แกว่งไปมาเพราะจะทาํ ใหผ้ ู้ส่งสง่ คฑาได้ยาก

ผู้ส่งเมื่อว่ิงมาถึง ช่วงระยะท่ีจะส่งคฑาได้ ให้เหยียดแขนท่ีถือคฑาซึ่งเป็นจังหวะที่
แกว่งแขนไปข้างหน้าแลว้ ตีคทาลงบนฝุามอื ของผูร้ บั แลว้ วิ่งตอ่ ไปโดยชะลอฝเี ทา้ ลงเร่อื ย ๆ เม่ือผสู้ ่งตีคทาลงบน
ฝาุ มือแลว้ ผรู้ บั รีบกาํ คฑาวิง่ ตอ่ ไปทันที

ข. วิธสี ่งและรับคฑาแบบงอแขนคว่ํามือ ลักษณะท่าทางการยืนและสายตาการมองของผู้รับ
คทาแบบควํา่ มือใหป้ ฏบิ ัติเชน่ เดียวกับการยืนรบั คทาแบบหงายมือ แต่มือขวาที่ใช้รับคฑาให้ยกมือขึ้นระดับเอว
ปลายน้วิ หัวแม่มือแตะเอว หรือหา่ งเอวเล็กนอ้ ย นว้ิ ทง้ั สี่เรียงชิดติดกันและกางออกจากนิ้วหัวแม่มือมาก ๆ บิด
ขอ้ มอื หันฝาุ มอื ไปขา้ งหลงั ปลายน้ิวทง้ั หมดชล้ี งสพู่ น้ื เฉียงไปขา้ งหลงั เลก็ น้อย ผ้รู บั คทาใช้สายตามองอยู่ที่หมาย
หรอื ตําแหนง่ ท่กี ําหนดไว้ เม่ือเท้าของผู้ส่งคฑาว่ิงมาเหยียบท่ีหมาย ผู้รับจะหันหน้าตรงออกว่ิงอย่างเร็วโดยไม่
มองผู้สง่ อกี ขณะว่งิ แขนซา้ ยจะแกว่งไปมาตามปกติมอื ขวาจะไม่แกวง่ ไปมา เพราะจะทําให้ผสู้ ่งสง่ คฑาได้ยาก ผู้
ส่งเมื่อวิง่ มาถงึ ชว่ งระยะทีจ่ ะสง่ คทาไดใ้ หเ้ หยยี ดแขนทถ่ี ือคฑา ซ่ึงเป็นจังหวะที่แกว่งแขนไปข้างหน้าแล้วตีคฑา
ข้นึ ไป ใหค้ ฑาเข้าไประหวา่ งนวิ้ หัวแม่มือกับน้ิวช้ีของมือผู้รับ แล้วว่ิงต่อไปโดยชะลอฝีเท้าลงเรื่อย ๆ ผู้รับเมื่อค
ฑาถกู มอื แล้วใหร้ ีบกาํ และดึงคฑาวงิ่ ต่อไป

4.9 กตกิ าการแข่งขนั เบ้อื งต้น
4.9.1 เมื่อการแข่งขันว่ิงผลัดทําในช่องวิ่ง ผู้เข้าแข่งขันอาจทําท่ีหมายไว้บนลู่ภายในช่องว๋ิง
ของตนเอง โดยใช้เทปกาวขนาด 5 X 40 ซม. มีสีท่ีเห็นได้ชัดเจน ไม่สับสนกับกับเครื่องหมายถาวรอื่น ๆ
สําหรบั ลู่ว่งิ ท่ีทาํ ด้วยหญ้าหรอื ถา่ นละเอยี ด นกั รฑี าอาจทําท่หี มายในช่องว่ิงของตนเอง โดยการทํารอยขีดไว้บน
ลวู่ ง่ิ
4.9.2 ไมว้ ่ิงผลัดจะต้องถือด้วยมือตลอดการแข่งขัน ถ้าหล่นนักกรีฑาจะต้องเก็บด้วยตนเอง
อาจออกจากชอ่ งวง่ิ ของตนเพ่ือไปเกบ็ คทาท่หี ล่นคนื มา การทําเช่นนี้ต้องไม่ทําให้ระยะทางท่ีว่ิงลดน้อยลง และ
ไม่ไปกีดขวางทางวิ่งของนักกรีฑาคนอ่ืน ๆ การท่ีคทาหล่นไม่เป็นผลให้ต้องออกจากการแข่งขัน
4.9.3 ในการแขง่ ขนั วงิ่ ผลัดทุกประเภทการรับส่งคฑาจะต้องกระทําในเขตรับส่งเท่านั้นการ
ส่งผา่ นคทาเริ่มข้นึ เม่ือคทาสัมผัสมือผู้รับ และเสร็จส้ินสมบูรณ์ในวินาทีที่คทาอยู่ในมือของนักกรีฑาภายในเขต
รั บ ส่ ง เ ท่ า น้ั น ท่ี เ ป็ น ตั ว ชี้ ข า ด ไ ม่ ใ ช่ ตํ า แ ห น่ ง ข อ ง ร่ า ง ก า ย ห รื อ แ ข น ข า ข อ ง ผู้ เ ข้ า แ ข่ ง ขั น
4.9.4 ในการแขง่ ขันวิ่งผลดั อนื่ ๆ เมอ่ื ไม่ใช้ช่องวง่ิ นักกรีฑาท่รี อรบั คทาจะตอ้ งอยู่ด้านในของ
ลู่ ขณะท่ีสมาชิกของทีมกําลังวิ่งเข้ามาถึง โดยผู้รับต้องไม่ไปเบียดกระแทก หรือกีดขวางผู้เข้าแข่งขันคนอ่ืน
4.9.5 หลังจากสง่ คฑาเสรจ็ แล้ว ผ้เู ข้าแข่งขันควรอยใู่ นชอ่ งว่งิ ของตนหรอื อย่ใู นเขตรับส่งคฑา
จนกว่าทางว่ิงจะปลอดจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการกีดขวางนักกรีฑาคนอ่ืน การว่ิงออกจาก
ตาํ แหน่งหรอื ช่องวง่ิ ของตนเอง เมอ่ื สง่ ไม้ว่งิ ผลดั เสร็จแล้ว อาจทําใหท้ มี ถกู ตดั สิทธอ์ิ อกจากการแข่งขันโดยถือว่า
เป็นการทาํ ผิดกติกาได้
4.9.6 การช่วยเหลือดว้ ยการผลัก หรอื ด้วยวธิ ีอน่ื ใดตอ่ สมาชิกในทีมขณะทําการแข่งขันจะถูก
ตัดสิทธจ์ิ ากการแข่งขนั

5. ว่งิ ข้ามรัว้
5.1 การวงิ่ ข้ามรวั้ หมายถงึ การว่งิ ท่ีต้องวง่ิ ไปตามลวู่ ่งิ และกระโดดข้ามรัว้ ตามระยะทาง และ

ความสงู ของรว้ั ท่ีกาํ หนดไว้ ซึง่ ระยะทางมาตรฐานทใี่ ชใ้ นการแข่งขนั มดี งั น้ี
ชาย 110 เมตร และ 400 เมตร
หญงิ 100 เมตร และ 400 เมตร

5.2 เทคนิคในการวง่ิ ข้ามรั้ว

การวิ่งข้ามร้ัว ประกอบด้วยท่าตั้งต้นและการออกวิ่ง ลักษณะการจรดเท้ากระโดด ลักษณะ
ของเท้านํา ลักษณะของลําตัวและแขน ลักษณะของเท้าตาม ท่าลงสู่พ้ืนและการเข้าเส้นชัย ทักษะเหล่านี้

เป็นพ้ืนฐานท่ีนกั เรยี นต้องเรียนรู้ โดยมเี ทคนคิ ดงั น้ี
5.2.1 ท่าตงั้ ตน้ กอ่ นออกว่งิ และการออกวงิ่ ทา่ ต้ังต้นและการออกวิ่งให้ปฏิบัติเหมือนกับการ

ต้ังตน้ ออกว่งิ ระยะส้ัน แตเ่ นื่องจากระยะทางจากเส้นเร่ิมไปยังรัว้ ที่ 1 และร้วั อนื่ ๆ ถูกกําหนดไว้ตายตัว จึงมีส่ิง
ทีผ่ วู้ ิง่ ตอ้ งปฏิบัตแิ ตกต่างไปจากว่งิ ระยะส้ันธรรมดาธรรมดา ซ่ึงพอสรุปได้ 2 ประการ ดงั น้ี

- ประการแรก การวางเท้าขณะเข้าที่ตั้งต้น อาจจะต้องสลับเท้าไว้ข้างหน้าหรือข้างหลัง เพ่ือให้เท้า

ที่ถนดั เปน็ เทา้ ท่กี ระโดดขา้ มร้วั
- ประการท่สี อง การวิ่งข้มร้ัวนกั วงิ่ จะตอ้ งรีบตัง้ ตัวใหม้ มุ ของลําตัวสูงกว่าการวิ่งระยะธรรมดา เพื่อให้

การจรดเท้ากระโดดข้ามรัวได้สะดวกยิ่งข้ึน ซึ่งการ ออกว่ิงสายตาจะมองไปข้างหน้าเส้นเริ่ม และ
เมือ่ ออกวง่ิ ไปไดป้ ระมาณ 5 ก้าวจงึ มองตรงไปท่รี ั้ว ซงึ่ จํานวนกา้ วจากเสน้ เร่ิมถึงรัว้ แรกและจํานวนก้าวระหว่าง
รัว้ ประเภทรว้ั ตาํ่ มีดังน้ี

ก. ประเภท 100 เมตร ควรวง่ิ 10 ก้าว กา้ วท่ี 11 เป็นก้าวข้ามร้ัว (สําหรับคนทีใช้เท้าขวา
แตะนาํ แตเ่ วลาเรมิ่ ต้นใชเ้ ทา้ ซา้ ยไว้ข้างหลังนั้นก็วิ่ง 9 ก้าว หรือ 11 ก้าว และก้าวที่ 10 หรือก้าวที่ 12 เป็น

ก้าวขา้ ม) จํานวนกา้ วระหวา่ งร้วั ควรฝึก 7 ก้าว ก้าวที่ 8 เป็นก้าวข้ามรั้ว แต่ถ้าเป็นคนร่างเต้ียและช่วงก้าวสั้น
อาจใช้ 9 กา้ ว ก้าวท่ี 10 เป็นกา้ วข้ามระยะหลงั รั้วสดุ ท้ายถงึ เสน้ ชยั ไม่จํากัด จํานวนก้าวให้ใช้กําลังที่เหลือ เร่ง
ฝเี ทา้ ให้เต็มที่เข้าสเู้ สน้ ชยั

ข.ประเภท 400 เมตร จากเสน้ เรมิ่ ถึงร้วั แรกควรฝึกวงิ่ 24 ก้าว ก้าวท่ี 25 เป็นก้าวลอยข้าม
รว้ั ระยะทางวง่ิ ระหวา่ งรว้ั ควรฝกึ วิ่ง 15 ก้าว ก้าวที่ 16 เปน็ ก้าวลอยข้ามร้ัว (สําหรับคนเตี้ยก้าวสั้น อาจเพ่ิม

จํานวนกา้ วข้นึ อกี 2 ก้าวกไ็ ด้ แตต่ ้องแน่ใจวา่ ไม่มกี ารซอยเทา้ หรอื หยดุ ชะงัก)
5.2.2 เทคนิคการจรดเท้ากระโดด เท้าท่ีจรดพื้นก่อนกระโดดน้ีต้องให้ปลายเท้าชี้ตรงไป

ขา้ งหน้าและปลายเท้าจะอยหู่ ่างจากร้วั ประมาณ 7-8 ฟุตเป็นอย่างน้อยเท้าท่ีจรดพ้ืนต้องเหยียดเข่าและสปริง

ขอ้ เทา้ ขน้ึ อย่างเต็มที่ เพอื่ ใหเ้ กดิ แรงส่งตวั พุ่งไปขา้ งหน้า
5.2.3 เทคนิคการควบคุมเท้านํา เท้าข้างท่ียกแตะข้ึนข้ามร้ัวเรียกว่า “ เท้านํา” โดยยกเข่า

ขน้ึ ใหข้ าทอ่ นบนขนานกบั พนื้ เขา่ งอแลว้ เหยยี ดขาออก ต้ังปลายเท้าขน้ึ ไปขา้ งหนา้ เหนอื ระดบั รั้ว
5.2.4 เทคนิคการควบคมุ ลําตวั และแขน ขณะท่กี ระโดดลอยตวั อยู่เหนือรว้ั ซึ่งเป็นรั้วตํ่านี้ ไม่

ต้องก้มลําตัวลงมาก ไม่ต้องยกเข่าข้ึนสูงมาก ถ้าสามารถก้าวข้ามไปเลยย่ิงดี เพราะไม่ต้องเสียเวลาลอยตัว

ลกั ษณะของลาํ ตัวจะโนม้ ไปข้างหนา้ เลก็ นอ้ ย แต่ถ้าเปน็ รัว้ สูงจะต้องโน้มลําตัวไปข้างหน้าให้มากท่ีสุด ศีรษะจะ
ก้มลงข้างหน้าเล็กน้อย แขนข้างตรงกันข้ามกับเท้านําจะเหว่ียงไปข้างหน้าพร้อมกับเท้านํา หันฝุามือลงสู่พ้ืน

ขอ้ ศอกงอขึ้นเกอื บเสมอแนวไหล่ ขาเตะขึ้นเฉียดรว้ั ใหม้ ากที่สุด
5.2.5 เทคนคิ การควบคุมเทา้ ตาม เทา้ ข้างทีก่ ระตุกเข่าข้ึนหลังเท้านําเรียกว่า “ เท้าตาม” คือ

เท้าข้างทจี่ รดพน้ื กอ่ นขา้ มรัว้ น่ันเอง เท้าข้างต่าํ จรดพนื้ เมอ่ื สปริงส่งตวั ข้ึนสงู สุดแลว้ ให้กระตุกเข่าขึ้นมาจนเป็น

มุมฉากกับขาท่อนบน ปลายเท้าชี้ออกข้างลําตัว เข่าและข้อเท้าอยู่ในแนวเดียวกัน ลักษณะคล้ายกับท่าพับ
เพยี บ

5.2.6 เทคนิคการลงสู่พืน้ เมือ่ เท้านาํ เลยระดับรว้ั ไปแลว้ ใหก้ ดฝาุ เท้าลงสู้พ้ืนโดยเร็วและแรง
ตามปกติเท้านําจะลงสู่พ้ืนรั้วห่างออกไปประมาณ 4-5 ฟุต เมื่อเท้านําแตะพ้ืนแล้วให้รีบกระตุกแขนให้แกว่ง
สลับกับเท้า เตรียมออกวิ่งต่อไปลักษณะท่าทางการลงสู่พื้นเม่ือเท้านําแตะพ้ืนแล้วให้รีบกระตุกเข่าตามไป

ข้างหนา้ พร้อมกบั การกระตุกแขนแกว่งสลับกบั เท้าเพอื่ เตรยี มว่ิงตอ่ ไป

5.2.7 เทคนิคการว่งิ เขา้ เสน้ ชัย การวงิ่ เขา้ เสน้ ชัยใหป้ ฏบิ ตั ิเช่นเดยี วกบั การว่ิงระยะส้ันเพราะ

ระยะทางหลงั รั้วสดุ ทา้ ยถึงเส้นชัยไม่จํากัดจํานวนก้าว ให้ใช้กําลังที่เหลือเร่งฝีเท้าให้เต็มท่ีพุ่งตัวเข้าสู่เส้นชัยใน
ลกั ษณะทา่ ทางท่ีตนถนดั

3. วิธีการสอนตามแผนการจดั การเรียนรู้

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี......

กลุ่มสาระการเรยี นรู้............................................................ ชัน้ ..................................

รายวิชา………………………… รหสั วชิ า .........................

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ………. เรือ่ ง........................................ เวลา ……… ชว่ั โมง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

1.มาตรฐาน……………………………………………

2.ตวั ชวี้ ัดท/่ี ผลการเรยี นรู้……………………………………..

3.จุดประสงค์การเรียนรู้ (ผู้เรียนไดอ้ ะ ไรทาอะไรได้)

3.1........................................................

3.2........................................................

4.สาระสาคัญ

..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................

5.สาระการเรยี นรู้

5.1 สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ( องค์ความรเู้ นื้อหาสาระ)

6.สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น

6.1 ……………………………………………………….

6.2………………………………………………………

7.คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์

7.1 ……………………………………………….
7.2 ……………………………………………….
8. บรู ณาการคุณธรรมอตั ลักษณข์ องโรงเรยี น (ให้ออกแบบโดยระบุคุณธรรมอตั ลักษณ์โรงเรยี นลงไปให้
นกั เรยี นมคี ณุ ธรรมสะทอ้ นในกระบวนการเรียนการสอน)
9.กระบวนการ (ระบุวิธสี อน เทคนคิ การสอน)

..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................

10.กจิ กรรมการเรียนรู้
(ควรประกอบดว้ ยอย่างน้อย ข้ันนาํ ขัน้ การจดั กจิ กรรม ขัน้ สรปุ )

10.1 ข้ันเตรียม (เวลา 5-10 นาท)ี วธิ สี อนแบบบรรยายและใชเ้ กม

10.2 ขน้ั อธบิ ายและสาธิต (เวลา 10 นาท)ี วิธีสอนแบบอธิบายสาธติ

10.3 ข้นั ฝกึ หดั (เวลา 20-25 นาที) วธิ สี อนแบบใหน้ ักเรยี นได้กระทํา และชว่ ยเหลอื ซึ่งกันและกนั
10..4 ขนั้ นาไปใช้ (เวลา 10-15 นาที) วธิ สี อนแบบใช้เกม

10.5 ข้ันสรุปและสุขปฏบิ ัติ (เวลา 3-10 นาที) วธิ สี อนแบบอภิปราย

11. การวัดและประเมินผล

เป้าหมาย วธิ ีการ เครือ่ งมือ เกณฑ์
ดา้ นความรู้ (K)
นั ก เ รี ย น ทํ า แบ บ ทด ส อ บ ก่ อ น ร้ อ ยล ะ 50 ผ่ า น
ดา้ นสมรรถนะ (P)
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A) แบบทดสอบก่อน เรยี น เกณฑ์

เรียน

นั ก เ รี ย น ทํ า ใบกิจกรรม ที่ 1.1 ร้ อ ยล ะ 80 ผ่ า น

กจิ กรรมที่ 1.1 เกณฑ์

สงั เกตพฤตกิ รรมการแบบสงั เกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ 2

แสดงออก ด้านสมรรถนะ ผ่านเกณฑ์

สังเกตพฤติกรรมการแบบสังเกตพฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2

แสดงออก ดา้ นคณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์

12.ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้

12.1 สอ่ื การเรียนรู้
1.
2.
3.

12.2 แหลง่ การเรียนรู้
1.
2.
3.

ลงชือ่ .................................................. (ครผู ู้สอน)
(.................................................)

................/........................../....................

บันทกึ การตรวจการออกแบบหน่วยการเรียนรู้

ความเห็นของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
..............................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................

( ลงชอื่ ).............................................................
(………………………………….)

................/........................../....................

ความเหน็ ของฝ่ายวชิ าการผู้นเิ ทศ

เหน็ ควรใหใ้ ชก้ ารออกแบบหนว่ ยการเรียนรนู้ ้ี
ไมส่ มควรใชป้ ระกอบการจดั การเรียนรู้

ข้อเสนอแนะเพมิ่ เติม
..............................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................

( ลงช่ือ )
()

หวั หน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการโรงเรียนคเู ตา่ วิทยา
................/.........................../....................

บนั ทึกผลหลงั จดั การเรยี นรู้
ความพึงพอใจของนักเรยี นทมี่ ีต่อการจดั กระบวนการเรียนรู้

รายการ / อนั ดบั คณุ ภาพ มาก ปานกลาง นอ้ ย หมายเหตุ
1. ความรู้ที่นักเรยี นได้รบั
2. ความพงึ พอใจที่มีต่อผลการจัดการเรยี นรู้
3. ความพงึ พอใจต่อรปู แบบการจดั การเรียนรู้
4. ความพงึ พอใจในการใช้สือ่ การเรียนรู้
5. สรปุ คุณภาพโดยภาพรวม

+ อุปสรรคและปญั หาที่มีตอ่ การจดั การเรียนรู้

.................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
+ การปรบั ปรุงแกไ้ ขตามสถานการณจ์ ริง

.................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

.+ ข้อคน้ พบ และข้อเสนอแนะท่จี ะนาไปส่กู ารพฒั นาการเรยี นการสอน
.................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................

(ลงช่อื )

( ..................................................)
ตําแหนง่ ........................................................

................/.........................../....................

ความคิดเห็นของผูบ้ งั คับบัญชา

+ ความคิดเหน็ ของหวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
..................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

( ลงชือ่ )
(.......................................................)
หัวหน้ากล่มุ สาระ.....................

+ ความคิดเห็นของหัวหนา้ กลุ่มบรหิ ารงานวิชาการ
..................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

( ลงชอ่ื )
()

หวั หนา้ กลุ่มบรหิ ารงานวิชาการโรงเรยี นคูเต่าวทิ ยา
................/.........................../....................

+ ความคิดเหน็ ของผูอ้ านวยการโรงเรยี น

..................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

( ลงชอ่ื )
()
ผู้อาํ นวยการโรงเรียนคูเตา่ วิทยา

.................../...................../......................

แบบประเมนิ ทกั ษะ

ในแต่ละทกั ษะย่อย ใชแ้ บบประเมนิ ค่า 4 ระดบั โดยพิจารณาเกณฑ์รายละเอียดทกั ษะดงั นี้

ปฏิบตั ิทกั ษะไมไ่ ด้ ไดค้ ะแนน 0

ปฏิบตั ทิ ักษะได้ 1 ขั้นตอน ได้คะแนน 1

ปฏิบัตทิ ักษะได้ 2 ขัน้ ตอน ไดค้ ะแนน 2
ปฏิบตั ิทักษะได้ 3 ขั้นตอน ได้คะแนน 3

โดยใส่เครื่องหมาย ลงในชอ่ ง หน้าทปี่ ฏิบัตไิ ดน้ ําผลที่ได้ไปคณู กับน้ําหนกั ความสาํ คญั
และใสค่ ะแนนรวมแต่ละขอ้ ย่อยลง ของระดับคะแนนท่ีสอบได้

หัวขอ้ ฝกึ ทกั ษะย่อย นา้ หนกั รายละเอียดทักษะ ระดับ
ทกั ษะ และทกั ษะ คะแนน

...............................................................................

................... ................................ ...........................................................................

...............................................................................

................... ................................ ...........................................................................

...............................................................................

................... ................................ ...........................................................................

รวม

4. งานวิจัยท่ีเกย่ี งข้อง
จากการทไ่ี ด้ศกึ ษางานวจิ ยั ในประเทศก็พบว่าไดม้ ีผ้ทู าํ การวจิ ยั เก่ยี วกบั การพฒั นาทกั ษะกรีฑา

ไวด้ ังนี้

พิรุฬห์ เมืองจันทร์ (2553) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการว่ิงระยะส้ัน ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2553 พบว่า 1. ค่า
ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการวิ่งระยะส้ัน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29
จงั หวัดศรีสะเกษ เทา่ กับ 72.93/77.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ีกําหนดไว้ (เกณฑ์มาตรฐานท่ีกําหนดไว้
เท่ากับ 70/70) แสดงว่า แบบฝึกทักษะการว่ิงระยะสั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์
29 จงั หวัดศรีสะเกษ ท่ีสรา้ งขึ้นมปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 2. ค่าดชั นีประสิทธิผลของการเรียนรู้ โดย
ใช้แบบฝึกทกั ษะการวิ่งระยะสั้นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะเกษ มีค่า
เท่ากบั 0.5228 แสดงนักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการวิ่งระยะส้ันเพ่ิมข้ึนร้อยละ 52.28 3. ค่าเฉลี่ยของ
คะแนนทดสอบของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียนโดยใช้ทักษะการวิ่งระยะสั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เม่อื วิเคราะห์ดว้ ยการทดสอบค่าที (t-test) แลว้ พบวา่ ค่าเฉล่ียของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นกั เรียนกลุม่ เปูาหมายแตกต่างกนั อย่างมีนยั สําคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .05 4. คา่ เฉลี่ยของนักเรียนที่แสดงเจตคติ
ทดี ีต่อการเรยี นพลศึกษาพบวา่ นกั เรยี น ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะ
เกษ แสดงเจตคติต่อการเรียนพลศึกษาสูงสุด คือ ด้านความมีน้ําใจเป็นนักกีฬาระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ
1.90 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ .36 และความสนใจ ระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.90 ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากบั .37 ต่าํ สุด คือ ด้านความปลอดภยั ระดบั ดี มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 1.70 ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน เท่ากับ .38 นักเรียนแสดงเจตคติต่อการเรียนเฉล่ียระดับดีมาก มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 1.83 ค่าส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ .37 5. ค่าเฉล่ียของความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนพลศึกษา พบว่า
นกั เรยี นช้ันมธั ยม ศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะเกษ มีความพึงพอใจในการฝึก
การเปล่ยี นเปน็ ผูน้ ําผูต้ ามมากที่สดุ ระดบั ดมี าก ค่าเฉล่ียเทา่ กบั 4.73 คา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.48
มีความพงึ พอใจในการฝึกความเป็นประชาธปิ ไตยนอ้ ยทีส่ ดุ ระดับดมี าก ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.53 ค่าส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.49 โดยสรุปนักเรียนมีความพึงพอใจ ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.64 ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากบั 0.47 6. ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย พบว่า นักเรียนชายมีสมรรถภาพทางกายสูงสุด ระดับดี
มาก 2 รายการ ได้แก่ วิง่ เก็บของ ค่าเฉล่ีย เท่ากับ 10.95 วินาที คา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน เทา่ กบั 0.46 ดัน
พื้น 30 วินาที ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 39.40 ครั้ง ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.79 ระดับดีมาก ตํ่าสุด
ระดับปานกลาง ได้แก่ วิ่งระยะไกล ค่าเฉล่ีย เท่ากับ 4.51 นาที ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ .24 อยู่ใน
ระดับปานกลาง นักเรียนหญิงมีสมรรถภาพทางกายระดับดีมาก จํานวน 3 รายการ ได้แก่ ยืนกระโดดไกล
ค่าเฉล่ีย เท่ากับ 168.45 เซนติเมตร ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 6.05 ลุก-น่ัง 30 วินาที ค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 22.00 ครั้ง ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.54 ความอ่อนตัว ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 15.20
เซนติเมตร ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ3.21 มีสมรรถภาพ ทางกายระดับดี 3 รายการ ได้แก่ ดันพ้ืน
30 วนิ าที ค่าเฉล่ยี เทา่ กับ 24.60 ครั้ง ค่าสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน เท่ากับ5.43 วิ่งระยะไกล ค่าเฉลี่ย เท่ากับ
4.53 นาที ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 6.09 วิ่งเก็บของ ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 12.35 วินาที ค่าส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 3.23

นายศักดดิ์ า สิทธิชยั (2555) ไดศ้ ึกษาการพัฒนาเอกสารประกอบการเรยี น เร่ือง การฝึกทักษะกรีฑา

ขั้นพ้ืนฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) เทศบาลนครตรัง
จังหวัดตรัง พบว่า 1) เอกสารประกอบการเรียน เร่ือง การฝึกทักษะกรีฑาข้ันพื้นฐาน ของนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.10/91.38 ซ่ึงมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 85 /
85 ที่กําหนดไว้ 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (กรีฑา) หลัง

เรียนโดยใช้ เอกสารประกอบการเรียน เร่อื ง การฝกึ ทักษะกรีฑาขัน้ พ้ืนฐาน สูงกว่าก่อนเรียน อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ท่ี
ระดับ .01 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เร่ือง การฝึก
ทกั ษะกรีฑาข้ันพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 อยูใ่ นระดบั พึงพอใจมากทส่ี ุด

บทท่ี 3
วธิ ีดาเนนิ การวิจยั

การวจิ ัยในช้ันเรยี น เรอื่ ง การพฒั นาทักษะวชิ ากรฑี าของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1
โรงเรยี นคูเต่าวิทยา

1. การกาํ หนดกลุ่มประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง
2. เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั
3. การสร้างและการตรวจสอบเครือ่ งมือ
4. วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
5. สถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู

การกาหนดกลุ่มประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
การวิจัยในครัง้ นี้ ผู้วิจัยไดจ้ ํากดั ขอบเขต ไวด้ งั นี้

1. ประชากร

ประชากรท่ีใชใ้ นการวิจัยคร้งั น้ี ไดแ้ ก่ นักเรยี นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา
จาํ นวน 1 หอ้ ง รวมนักเรยี นทงั้ หมด 31 คน

2. กลุม่ ตวั อย่าง

กลุ่มตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการวจิ ัยครั้งนคี้ อื นกั เรยี นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนคเู ตา่ วทิ ยา
จํานวน 31 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
ในการวิจัยคร้ังน้ี เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ ข้อมูล มี 3 ชนดิ ได้แก่
1. แผนการจัดการเรยี นรู้ วชิ ากรฑี าท่ีผ้วู ิจยั ศกึ ษาและสรา้ งขึ้น ประกอบดว้ ย
1.1 ทักษะการออกตัววง่ิ
1.2 ทักษะการวิง่ ขณะต้งั ตน้
1.3 ทักษะการวิง่ ระยะไกล
1.4 ทักษะการวง่ิ เข้าเสน้ ชยั
2. แบบทดสอบทักษะวชิ ากรีฑา ประกอบดว้ ย
2.1 แบบทดสอบทักษะการออกตวั ว่ิง
2.2 แบบทดสอบทกั ษะการวง่ิ ขณะต้ังตน้
2.3 แบบทดสอบทักษะการว่งิ ระยะไกล
2.4 แบบทดสอบทกั ษะการวง่ิ เขา้ เส้นชัย
3. การสร้างและการตรวจสอบเครื่องมอื
3.1 ศึกษางานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้องกบั หลกั สูตรการเรยี นรสู้ ุขศึกษาและพลศกึ ษา รายวชิ า
พลศกึ ษา (กรฑี า)
3.2 ผวู้ จิ ัยสร้างแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชากรฑี า ในแต่ละทักษะตามแผนการ
จดั การเรียนรู้แลว้ นําไปให้ครูพ่ีเลย้ี งตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสมแล้วนํามาปรับปรุงแก้ไข

3.3 จัดทําแผนการจัดการเรียนรฉู้ บบั สมบูรณ์ นําเสนอฝุายวิชาการและผู้บริหารของ
โรงเรยี น เพอ่ื อนญุ าตนาํ ไปสอนในชน้ั เรียนต่อไป

วิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ผ้วู จิ ยั ได้กาํ หนดไว้ดังน้ี
1. รปู แบบการทดลองทใี่ ชใ้ นการวิจัยเป็นการทดลองโดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นเรียน

และหลงั เรยี นกบั กลุ่มเดยี ว (One group Pretest-Posttest Design)
2. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูต้ ามรายวชิ ากรฑี า ที่กาํ หนดกิจกรรมการเรยี นรขู้ ้ึนตาม

แผนการจัดการเรียนรกู้ ลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา
3. ระยะเวลาในการดําเนินการ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ตง้ั แต่เดือน

พฤศจิกายน 2563 ถึง มนี าคม 2564

สถิติทีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. สถติ พิ นื้ ฐาน ไดแ้ ก่
1.1 รอ้ ยละ (Percentage) โดยคํานวณจากสูตร

P  f X100
N

เมอ่ื P แทน ร้อยละ
f แทน ตวั เลขที่ต้องการแปลงเปน็ รอ้ ยละ

N แทน จํานวนทัง้ หมด

1.2 คา่ เฉล่ีย (mean) โดยคํานวณจากสูตร (ภาควชิ าวจิ ัยและพัฒนาการศึกษา. 2548: 30,
45)

เมื่อ x x   fx

N

แทน ค่าเฉลีย่ ของคะแนน

f แทน ค่าความถ่ีของคะแนนแตล่ ะตวั
X แทน คะแนนแตล่ ะตวั
 fx แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด

N แทน จํานวนนักเรยี นทงั้ หมด

1.3 การหาค่าสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน โดยคํานวณจากสูตร

S.D = N  x2  ( x)2

N (N  1)

เมือ่ S.D แทน คา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
 x แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด

x2 แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตวั ยกกําลังสอง

N แทน จํานวนนกั เรียนท้ังหมด

2. สถิติทใี่ ช้ในการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบเปรียบเทยี บคะแนนเฉลี่ยก่อนเรยี นและหลงั เรียน
สถติ ิท่ีใช้ คือ Dependent Sample t-test โดยคํานวณจากสตู ร (ทรงศกั ด์ิ ภูสอี ่อน. 2554: 145-162)

t = D
N D2  D2

N 1

เมื่อ t แทน ค่าสถิตทิ ใ่ี ช้ในการพิจารณาใน t-distribution
D แทน ความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคู่
N แทน จาํ นวนค่ขู องคะแนนหรอื จาํ นวนนักเรียน
D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและ
หลังการทดลอง
D2 แทน ผลรวมของกาํ ลังสองของผลต่างของคะแนน
ก่อนและหลังการทดลอง

3. การใชเ้ กณฑ์มาตรฐาน E1/E2 และ E.I. (เผชิญ กจิ ระการ, 2546: 1–6)
เกณฑม์ าตรฐาน E1/E2 ใชใ้ นการเปรียบเทยี บคะแนนทไ่ี ด้จากการประเมนิ ตลอดภาคการศึกษา

กบั คะแนนท่ไี ดจ้ ากการสอบคร้ังสุดท้าย (Final) โดยใชเ้ กณฑ์ 75/75 ดังน้ี
E1 เป็นรอ้ ยละของคะแนนเฉล่ียของคะแนนทง้ั หมดในห้อง ทเ่ี กบ็ จากกิจกรรม ไดแ้ ก่ คะแนน

การทดสอบทักษะกฬี ากรฑี า สตู รท่ีใช้ คอื

E1 = x1 100

N1

E1 คือ ประสิทธภิ าพของกระบวนการจัดการเรียนรู้
x1 คอื คะแนนเฉลี่ยระหวา่ งเรยี น ของนักเรยี นทง้ั หมด
N1 คือ คะแนนเตม็ ท่ีเก็บระหว่างเรยี น

E2 เปน็ รอ้ ยละของคะแนนเฉลยี่ จากการสอบหลงั เรียน หรือสอบครง้ั สุดท้ายของผลการเรยี นรู้
ท่คี าดหวัง หรอื จดุ ประสงคน์ ้นั ๆ โดย สูตรท่ใี ช้ คือ

E2 = x2 100

N2

E2 คอื ประสทิ ธภิ าพของการเรยี นร้หู ลงั จากเรยี นจบ
x2 คอื คะแนนเฉลีย่ สอบคร้ังสดุ ท้าย ของนกั เรยี นทงั้ หมด
N2 คือ คะแนนเต็มของการสอบครัง้ สุดท้าย

E.I. เป็นการหาคา่ ดชั นีประสิทธิผล คะแนนความก้าวหนา้ ของนักเรียนท่เี รียนรายวิชากรีฑา
คํานวณไดจ้ ากสูตร

E.I. = ผลรวมของคะแนนหลังเรยี นทกุ คน – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทกุ คน
(จาํ นวนนักเรียน × คะแนนเต็มหลงั เรียน) – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทกุ คน

E.I. คอื คา่ ดัชนีประสิทธผิ ลของทักษะกฬี ากรฑี า

บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู สําหรับการวจิ ัยในชนั้ เรยี น เรื่องการพฒั นาทกั ษะกรฑี า นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษา
ปที ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 โรงเรยี นคเู ตา่ วทิ ยา
ครง้ั นี้ผวู้ ิจยั ได้นําเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ตามลาํ ดับดังน้ี

1. สญั ลกั ษณใ์ นการนาํ เสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
2. ลาํ ดบั ขัน้ ตอนในการนําเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
3. ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล

สัญลกั ษณใ์ นการนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลและแปลความหมายของขอ้ มูลเพอ่ื ให้เข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้กําหนความหมาย
ของสญั ลักษณ์ในการเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ดงั น้ี

x แทน ค่าเฉล่ีย (Mean)

SD แทน สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
N
t-test แทน จาํ นวนคนทัง้ หมด
P value
แทน สถติ ิการทดสอบสมมุติฐาน
E1
แทน เสน้ กาํ หนด หรือจดุ แบง่ ระหว่างการยอมรบั หรือปฏิเสธ
x1
N1 สมมตฐิ านหลกั

E2 คือ ประสิทธภิ าพของกระบวนการจดั การเรยี นรู้
คือ คะแนนเฉลยี่ คะแนนระหวา่ งเรียน ของนกั เรียนท้ังหมด
x2 คอื คะแนนเต็มทเ่ี ก็บระหวา่ งเรยี น
N2 คือ ประสทิ ธิภาพของการเรียนรหู้ ลังจากเรียนจบ
คือ คะแนนเฉลย่ี สอบคร้งั สดุ ท้าย ของนกั เรยี นทัง้ หมด
E.I. คือ คะแนนเตม็ ของการสอบคร้ังสดุ ท้าย
คือ คา่ ดัชนีประสทิ ธผิ ลของทักษะกรฑี า

ลาดับข้ันตอนในการนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

จากการวิจัยในชนั้ เรียน ครั้งน้ี ผูว้ ิจยั ไดน้ ําเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลได้ 4 ขั้นตอน นาํ เสนอ
ตามลําดับดงั น้ี

ตอนท่ี 1 วิเคราะห์ข้อมลู ท่ัวไปของนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นคเู ต่าวิทยา จาํ นวน 1 หอ้ ง
รวมนักเรยี นท้งั หมด 31 คน โดยการแจกแจงความถแี่ ละ

คา่ ร้อยละ (จําแนกตามเพศ)

ตอนท่ี 2 วิเคราะห์ผลคะแนนการทดสอบทกั ษะกรีฑา กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น โดยหาค่า
คะแนนเฉล่ยี ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.)

ตอนที่ 3 เปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียการทดสอบทกั ษะกรฑี า ก่อนเรียนและ
หลงั เรียน โดยใช้สถติ ทิ ดสอบที แบบกลุม่ ไม่อิสระ (Dependent Samples t-test)

ตอนที่ 4 การเปรยี บเทียบคะแนนที่ไดจ้ ากคะแนนการทดสอบทกั ษะ ระหว่างเรยี นกบั คะแนนท่ีได้จาก
การสอบครงั้ สุดท้าย (Final) โดยการตรวจสอบประสิทธิภาพ E1/E2 (75/75), E.I.

ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

ตอนที่ 1 วิเคราะหข์ ้อมูลทั่วไปของนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นคูเตา่ วทิ ยา โดยการแจกแจงความถี่
และค่ารอ้ ยละ ดังตาราง 4.1

ตาราง 4.1 จาํ นวนและค่าร้อยละของกล่มุ ตวั อย่าง จาํ แนกตามเพศ

จานวนนักเรียน (N=33) รอ้ ยละ (%)
ชาย หญิง
นักเรยี นชน้ั ม.2/1 19 12 ชาย หญงิ

45.70 48.60

จากตาราง 4.1 พบวา่ จาํ นวนของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 มเี พศชาย 19 คน คิดเป็นคา่ รอ้ ยละ
45.70% มีเพศหญิง จาํ นวน 12 คน คดิ เปน็ ค่าร้อยละ 48.60% ของจาํ นวนนกั เรยี นทั้งหมด

ตอนท่ี 2 วเิ คราะหผ์ ลคะแนนการทดสอบทักษะกรีฑา กอ่ นเรยี น และหลงั เรยี น โดยหาค่าคะแนนเฉลย่ี
( x ) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD) ของกลุ่มตัวอย่าง (31 คน) ดังตาราง 4.2

ตาราง 4.2 แสดงผลการวเิ คราะห์คะแนนค่าเฉล่ีย ( x ) และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (SD.) การทดสอบทักษะ
กรฑี า นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2 โรงเรยี นคูเตา่ วิทยา ก่อนเรียนและหลงั เรยี น

จาํ แนกตามตวั แปร (ทักษะ)

ตัวแปร (ทกั ษะ) N กอ่ นเรียน หลงั เรยี น
1.ทักษะการออกตวั วิง่ x SD. x SD.
2.ทักษะการว่งิ ขณะตง้ั ต้น
3.ทักษะการว่ิงระยะไกล 31 3.58 1.30 7.94 .93
4.ทักษะการว่ิงเข้าเส้นชยั
31 3.39 1.25 8.42 .66
โดยรวม
31 3.24 1.32 8.64 .55

31 3.42 1.32 8.27 .72

31 3.41 .69 8.32 .36

จากตาราง 4.2 พบว่า คะแนนการทดสอบของนักเรียนก่อนเรยี น มคี ะแนนค่าเฉลีย่ โดยรวมเท่ากับ
3.41 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากบั .69 และคะแนนการทดสอบของนักเรียนหลังเรยี น มคี ะแนน
เฉลีย่ โดยรวม เท่ากบั 8.32 คะแนน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน เท่ากับ .36 ตามลาํ ดบั

ตอนท่ี 3 เปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉลยี่ การทดสอบทักษะกรฑี า กอ่ นเรยี น และ
หลงั เรยี น โดยใช้สถิตทิ ดสอบที แบบกล่มุ ไมอ่ สิ ระ (Dependent Samples t-test) ดังตาราง 4.3

ตาราง 4.3 แสดงผลการวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บการทดสอบทกั ษะกรฑี า นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียน
คเู ตา่ วทิ ยา กอ่ นเรยี นและหลังเรยี น

การทดสอบ การ N x SD. t P - value
ทกั ษะกรฑี า ทดสอบ
31
ก่อนเรยี น 31 3.58 1.30
ทักษะการออกตัววงิ่ หลงั เรยี น 31 16.31* .000
31
ก่อนเรยี น 7.94 .93
ทกั ษะการว่งิ ขณะต้ังตน้
3.39 1.25 18.88* .000
หลงั เรียน
8.42 .66

ตาราง 4.3 (ตอ่ )

การทดสอบ การ N x SD. t P - value
ทกั ษะกรีฑา ทดสอบ
31 3.24 1.32
กอ่ นเรียน 31 20.39* .000
ทักษะการวงิ่ ระยะไกล 31
31 8.64 .55
หลงั เรียน 3.42 1.32

ก่อนเรยี น 19.97* .000
ทกั ษะการวิง่ เข้าเสน้ ชัย หลังเรียน 8.27 .72

* มีนัยสําคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05

จากตาราง 4.3 ผลการทดสอบทักษะกรีฑา พบวา่ คะแนนเฉล่ียหลงั เรียนเพ่ิมข้นึ กว่ากอ่ นเรียน โดย
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ตามแผนการจดั การเรียนรู้วชิ าพลศึกษา เพ่อื พัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างเรยี นรายวิชา
กรีฑา นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา อยา่ งมีนยั สําคญั ทางสถิติที่ระดบั .05

ตอนท่ี 4 การเปรยี บเทียบคะแนนท่ไี ด้จากคะแนนการทดสอบทักษะระหวา่ งเรยี นกับคะแนนท่ไี ดจ้ ากการสอบ
คร้ังสุดท้าย (Final) โดยใช้เกณฑ์ (75/75) ดงั ตาราง 4.4

ตาราง 4.4 ผลการหาค่าประสิทธิภาพและประสิทธิผล การเรียนทกั ษะกรฑี า คะแนนจากการจัดกจิ กรรมตาม
แผนการจัดการเรียนรู้ นกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนคเู ต่าวิทยา

คะแนนการทดสอบทกั ษะกรฑี ากอ่ นเรยี น - หลังเรยี น คะแนน คะแนน คะแนน
รวมกอ่ น รวมหลัง สอบ
การออกตัววงิ่ การวง่ิ ขณะ การว่ิง การวงิ่ เขา้ เรยี น เรียน ข้อเขียน
(10) ตงั้ ตน้ ระยะไกล เส้นชัย (40) (40) (40)

คนที่ (10) (10) (10) 18 35 35

ก่อน หลงั ก่อน หลงั กอ่ น หลัง กอ่ น หลัง 34 33
เรียน เรยี น เรียน เรยี น เรียน เรยี น เรยี น เรยี น
33 35
15 9 4 9 5 9 4 8
33 21
2 2 8 2 9 4 8 4 9 12

3 3 8 5 8 4 8 5 9 17

4 4 6 4 9 2 9 2 9 12

ตาราง 4.4 (ตอ่ )

คะแนนการทดสอบทกั ษะกรฑี าก่อนเรยี น - หลังเรยี น คะแนน คะแนน คะแนน
การออกตัววงิ่ การวง่ิ ขณะ การวงิ่ การว่งิ เข้า รวมกอ่ น รวมหลัง สอบ
เรยี น เรยี น ขอ้ เขยี น
(10) ตั้งตน้ ระยะไกล เสน้ ชัย (40) (40) (40)
คนท่ี (10) (10) (10)
12 33 24
กอ่ น หลัง ก่อน หลงั ก่อน หลัง กอ่ น หลงั 13 34 25
เรยี น เรยี น เรยี น เรียน เรยี น เรียน เรียน เรยี น 13 31 36
54 6 4 9 2 9 2 9 9 35 38
62 8 2 9 4 9 5 8 17 33 34
73 6 3 8 3 9 4 8 11 30 25
81 8 2 9 2 9 4 9 14 34 29
94 7 4 9 4 9 5 8 16 34 30
10 5 8 2 7 2 7 2 8 12 34 31
11 5 9 3 8 2 8 4 9 10 33 36
12 4 9 2 8 5 9 5 8 11 32 35
13 4 9 1 9 5 9 2 7 10 33 38
14 2 8 3 9 2 8 3 8 18 34 34
15 3 7 2 8 3 9 3 8 15 34 32
16 2 8 4 9 2 9 2 7 18 31 22
17 5 9 4 8 5 8 4 9 14 35 25
18 2 8 5 8 4 9 4 9 16 34 29
19 4 7 4 8 5 8 5 8 11 35 35
20 5 8 5 9 2 9 2 9 13 36 35
21 5 9 5 8 1 9 5 8 18 31 22
22 3 9 2 9 1 9 5 8 17 31 20
23 2 9 5 9 2 9 4 9 15 34 36
24 5 8 4 8 5 8 4 7 11 33 39
25 2 7 5 7 5 8 5 9
26 6 8 2 9 2 9 5 8
27 2 8 3 7 3 9 3 9

ตาราง 4.4 (ต่อ)

คะแนนการทดสอบทักษะกรฑี ากอ่ นเรียน - หลังเรยี น

การออกตวั วิง่ การวงิ่ ขณะ การวิง่ การว่ิงเข้า คะแนน คะแนน คะแนน
รวมก่อน รวมหลงั สอบ
(10) ต้ังตน้ ระยะไกล เส้นชัย เรยี น เรียน ขอ้ เขียน
คนที่ (10) (10) (10) (40) (40) (40)

กอ่ น หลงั กอ่ น หลัง กอ่ น หลงั ก่อน หลงั 11 34 38
11 34 37
เรยี น เรยี น เรียน เรียน เรียน เรียน เรยี น เรยี น 14 34 31
16 32 33
28 3 9 3 8 3 8 2 9 450 1098 1034
13.64 33.18 31.33
29 3 8 2 9 3 9 3 8 2.74 1.44 5.69
34.09 83.18 78.33
30 5 8 5 8 2 9 2 9
83.18
31 5 7 4 9 5 9 2 7 78.33
0.74
รวม 118 262 112 278 107 285 113 273

x 3.58 7.94 3.39 8.42 3.24 8.64 3.42 8.27

SD. 1.30 .93 1.25 .66 1.32 .55 1.32 .72

รอ้ ยละ 35.7 79.3 33.9 84.2 32.4 86.3 34.2 82.7

69442643

คา่ ประสิทธภิ าพของกระบวนการ (E1) =

ค่าประสทิ ธภิ าพของผลลพั ธ์ (E2) =

ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I) =

จากตาราง 4.4 พบว่า ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรม ตามแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะกรีฑา
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา มีประสิทธิภาพตามกระบวนการเรียนรู้ (E1) มีค่าเฉลี่ย
เทา่ กับ 33.18 คิดเป็นร้อยละ 83.18 และมปี ระสิทธิภาพของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ (สอบข้อเขียน) (E2)

มคี ่าเฉลี่ยเทา่ กบั 31.33 คดิ เป็นร้อยละ 78.33 ดังนน้ั จากการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้ทักษะกรีฑา
ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 83.18/78.33

มีคา่ ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.74 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลท่ีกําหนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับ
ว่าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที ่ี 2/1 ภาคเรยี นที่ 1 โรงเรยี นเทศบาล 3 บ้านเหล่า อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่ีพัฒนาขึ้น

มีผลประสิทธิภาพระหว่างกอ่ นเรียนและหลังเรียน

ตอนที่ 5 การเปรยี บเทียบคะแนนทีไ่ ด้จากคะแนนการทดสอบทักษะระหวา่ งเรียนกบั คะแนนทไ่ี ดจ้ ากการสอบ
คร้ังสดุ ทา้ ย (Final) โดยใช้เกณฑ์ (75/75) ดงั ตาราง 4.5

ตาราง 4.5 ผลการวิเคราะห์ประสิทธภิ าพจากการใช้เกณฑม์ าตรฐาน E1/E2 เปน็ เกณฑ์ในการ
เปรยี บเทียบคะแนนรวม แล้วเป็นคะแนนเตม็ 40 คะแนน และหลังการสอนเสรจ็ ทําการ

ทดสอบครัง้ สุดทา้ ย โดยให้คะแนนเต็ม 40 คะแนน และต้ังเกณฑก์ าํ หนดไว้ท่ี 75/75

การทดสอบ คะแนนระหว่างเรียน (เต็ม 40 คะแนน) คะแนนหลงั เรยี น (เต็ม 40
(นักเรยี น 33 คน)
คะแนน)
ประสทิ ธิภาพ
แปลผล ค่าเฉลย่ี ( x ) E1 (ร้อยละ) ค่าเฉลีย่ ( x ) E2 (รอ้ ยละ)

33.18 83.18 31.33 78.33

สูงกว่าเกณฑ์ สูงกว่าเกณฑ์

จากตาราง 4.5 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1

โรงเรียนคูเต่าวิทยา จาํ นวน 31 คน ได้ E1/E2 เท่ากับ 82.95/78.33 ซึ่งเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 ปรากฏว่า
ประสิทธิภาพ E1 ตํ่ากว่าเกณฑ์ แต่ประสิทธิภาพ E2 สูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนดไว้ ประสิทธิภาพ E1 และ
ประสทิ ธภิ าพ E2 ในการสอนสงู กวา่ เกณฑท์ ี่กําหนดไว้

การหาค่าดชั นีประสทิ ธิผล (E.I.) ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา
จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นกับนักเรียน จํานวน 31 คน ผู้วิจัยได้ทําการทดสอบก่อน
เรียน ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนรวม 448 คะแนน และได้ทําการทดสอบหลังเรียนได้คะแนนทดสอบหลัง
เรยี นรวม 1098 คะแนน โดยมคี ะแนนเตม็ ของแบบทดสอบทั้งหมดเท่ากับ จํานวนนักศึกษา 31 คน คูณด้วย
จาํ นวนคะแนนเตม็ 40 คะแนน ได้คะแนนเต็มทงั้ หมดเท่ากบั 1320 คะแนน สรปุ ผลได้ดงั นี้

E.I. = 1098 - 448
1320 - 448

= .0.7448

จากผลของการจดั กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามแผนการจัดการเรยี นรู้วิชาพลศึกษา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางเรียนรายวิชากรฑี า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลของการ
จัดกิจกรรมการเรยี นรตู้ ามแผนการจดั การเรียนรู้วิชาพลศกึ ษา เพ่ือพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางเรียนรายวิชากรีฑา มี
คา่ เท่ากบั 0.7448 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑด์ ชั นปี ระสิทธิผลที่กาํ หนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่า การจัดกิจกรรมการ
เรยี นรูต้ ามแผนการจดั การเรียนรวู้ ิชา

พลศึกษา เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา
ที่พัฒนาขึ้น มดี ชั นีประสิทธิผลระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น ได้ร้อยละ 74.48

บทที่ 5

สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

การวจิ ยั ในชั้นเรียน เร่ืองการพฒั นาทกั ษะกรฑี า นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1

ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนคูเต่าวิทยา ดําเนินการโดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา
นาํ แผนการจัดการเรยี นรู้ที่สร้างและพฒั นาข้นึ ไปใชเ้ พ่อื พฒั นาการเรยี นรู้ให้เกิดทักษะกรีฑา ให้สอดคล้องตาม
หลกั สูตรแกนกลาง มีสาระสาํ คญั สรุปได้ดังน้ี

1. ความมุง่ หมายของการวิจัย
2. วิธดี าํ เนนิ การวิจัย
3. สรุปผลการวิจยั
4. อภปิ รายผล
5. ข้อเสนอแนะ

ความม่งุ หมายของการวจิ ัย

1. เพ่อื พฒั นาทกั ษะกรฑี าของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนคูเตา่ วิทยา

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากรีฑาของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 1
โรงเรียนคูเต่าวทิ ยา กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น

3. เพ่ือหาค่าประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชากรีฑา
โรงเรยี นคูเต่าวทิ ยา

วิธดี าเนินการวจิ ัย

การวจิ ัยในคร้ังนีม้ ขี ้ันตอนการวิจยั แบ่งเปน็ 3 ขน้ั ตอน ดงั นี้
ขน้ั ตอนท่ี 1 ศึกษาขอ้ มูลพนื้ ฐาน แนวคดิ ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เพื่อ

นํามาสร้างเครื่องมือและใชใ้ นการพฒั นาผเู้ รียน

ข้ันตอนท่ี 2 สร้างเคร่ืองมือจากแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้นําหลักการ
ต่าง ๆ มาสังเคราะห์เพ่ือสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชากรีฑา ให้เกิดแก่ผู้เรียน ได้แก่ แผนการ
จัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 แผน และแบบทดสอบทกั ษะกฬี ากรีฑา

ขั้นตอนท่ี 3 นําเคร่ืองมือที่สร้างข้ึนไปใช้กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคูเต่า
วิทยา จํานวน 0.5 หน่วยกิต 1 ชั่วโมง 5 สัปดาห์ จํานวน 31 คน ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาข้ึน และใช้
เกณฑ์ในการประเมินผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ดังต่อไปน้ี

1.1 การทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉล่ียก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน สถิติท่ีใช้ คือ
Dependent Sample t-test

1.2 การใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 ใช้ในการเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากการประเมิน
ทักษะระหว่างเรียนกับคะแนนท่ีได้จากการสอบครั้งสุดท้าย (Final) โดยใช้เกณฑ์ 75/75 และ E.I. ในการ
ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ เพอ่ื พฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นรายวิชากรฑี า

สรปุ ผลการวจิ ัย

การวจิ ยั ในชั้นเรยี น ครง้ั นผ้ี วู้ จิ ัยสามารถสรปุ ผลการวจิ ยั ทส่ี ําคัญได้ดังตอ่ ไปน้ี
1. จํานวนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีเพศชาย 19 คน คิดเป็นค่าร้อยละ 45.70% มีเพศ

หญงิ จํานวน 12 คน คดิ เปน็ ค่าร้อยละ 48.60% ของจํานวนนกั เรยี นท้ังหมด
2. คะแนนการทดสอบของนักเรียนก่อนเรียน มีคะแนนค่าเฉล่ียโดยรวมเท่ากับ 3.41

คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ .69 และคะแนนการทดสอบของนักเรียนหลังเรียน มีคะแนนเฉล่ีย
โดยรวม เท่ากบั 8.32 คะแนน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน เท่ากับ .36

3. ผลการทดสอบทกั ษะกรีฑา พบว่า คะแนนเฉล่ียหลังเรียนเพ่ิมขึ้นกว่าก่อนเรียน โดยการ
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางเรียนรายวิชากรีฑา
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นคูเต่าวทิ ยา อย่างมีนยั สาํ คัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05

4. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรม ตามแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะกรีฑานักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา มีประสิทธิภาพตามกระบวนการเรียนรู้ (E1) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 33.18 คิดเป็นร้อย
ละ 83.18 และมีประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (สอบข้อเขียน) (E2) มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 31.33
คิดเป็นร้อยละ 78.33 ดังน้ันจากการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้ทักษะกรีฑา ประสิทธิภาพของการ
จดั การเรียนรู้ มีค่าเท่ากบั 83.18/78.33 มีคา่ ดชั นปี ระสทิ ธิผลเท่ากับ 0.74 ซงึ่ สูงกวา่ เกณฑด์ ัชนปี ระสิทธิผล
ท่ีกําหนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
รายวิชากรีฑา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา ท่ีพัฒนาข้ึนมีผลประสิทธิภาพระหว่างก่อน
เรียนและหลงั เรยี น

5. คา่ ดัชนีประสทิ ธผิ ลของการจดั กจิ กรรมการเรียนรูต้ ามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา
เพอ่ื พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางเรียนรายวิชากรฑี า มคี ่าเท่ากับ 0.7448 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ดัชนปี ระสิทธิผลที่กําหนด
ไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพ่ือพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิทางเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนคูเต่าวิทยา ท่ีพัฒนาข้ึน มีดัชนี
ประสทิ ธผิ ลระหว่างกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น ได้รอ้ ยละ 74.48

อภปิ รายผล

แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ เพ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน รายวิชากรีฑา
สามารถอภิปรายผลได้ดังน้ี

1. ผลการการสร้างทักษะเพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชากรีฑา ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนคเู ตา่ วิทยา พบว่า หลังจากการสร้างทักษะ ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนคูเต่าวิทยา นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนทักษะกีฬากรีฑา มีการพัฒนาทักษะกรีฑาเพ่ิมข้ึน ซ่ึงตรงกับคํากล่าวของ สันติ ศรีวิเชียร
(2548 ) ได้กลา่ วไว้วา่

การเล่นกรีฑาหรือการเรียนกรีฑา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ผู้เรียนต้องเรียนรู้จนเกิดทักษะพ้ืนฐานหลายด้าน
เช่น ทักษะการออกตัว ท่าการว่ิงระยะสั้น ท่าการว่ิงระยะไกล ท่าการกระโดด เป็นต้น ทักษะเหล่าน้ีมีความ
ละเอียดอ่อน และเปน็ ทักษะพืน้ ฐานสาํ คญั เทคนคิ ในการเล่นกรฑี า ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนจนชํานาญ และเป็น
ทักษะที่ตอ้ งการพฒั นาอย่างต่อเน่อื ง ดงั นั้น ครผู สู้ อน จึงจําเป็นต้องฝึกฝนให้เกิดความชํานาญ เพื่อที่จะสามารถ
นําไปสร้างทกั ษะใหก้ บั นักเรียน และสามารถนาํ ไปใช้ในการแข่งขนั กีฬาในระดับ ตา่ ง ๆ ต่อไป

2. ประสทิ ธภิ าพการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน รายวิชากรีฑา จากนกั เรียน จํานวน 31 คน ได้ E1
/E2 (เกณฑ์ท่ีต้ังไว้ 75/75) เท่ากับ 83.18/78.33 คือประสิทธิภาพในการสอนและประสิทธิผลสูงกว่า
เกณฑ์ทีก่ ําหนดไว้ กล่าวคือผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชากรีฑา บรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือเปูาหมายท่ีพึง
ปรารถนาหรือเปน็ ไปตามทีค่ าดหวังไว้

3. การหาดชั นีประสิทธผิ ลของแผนการจดั การเรียนรู้ (E.I.) พบวา่ จากผลการใช้
แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนคูเต่าวิทยา พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้
มคี ่าเท่ากับ 0.74 ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลที่กําหนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่า แผนการจัดการเรียนรู้
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชากรีฑา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2563 โรงเรยี นคเู ตา่ วิทยา ทพี่ ฒั นาขึน้ มผี ลประสิทธิภาพระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น

ขอ้ เสนอแนะ

ผลการวิจัยดังกล่าวขา้ งตน้ ผู้วิจยั ขอเสนอแนะแนวทางทพี่ ึงปฏบิ ตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ี
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาํ ผลการวิจยั ไปใช้
1.1 จากากรจดั กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามแผนการจัดการเรียนรู้วชิ าพลศกึ ษา เพอื่ พฒั นาผลสัมฤทธ์ิทาง
เรียนรายวิชาพลศึกษา (กรีฑา) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนคูเต่าวิทยา
มคี วามสามารถในการฝกึ ทกั ษะกรีฑามากขน้ึ ซงึ่ พจิ ารณาหรือเปรยี บเทยี บความกว้าหนา้ ในการฝึกของนักเรียน
พบว่า มกี ารพฒั นาขึน้ ตามระยะเวลาและกิจกรรมทฝี่ กึ อาจเป็นเพราะแบบฝกึ ทักษะท่ีได้พฒั นาขนึ้ สง่ ผลต่อการ
ฝกึ ดังนั้นผู้วิจยั มขี อ้ เสนอแนะดงั นี้

1.1.1 ควรฝกึ เพ่มิ เติมให้กบั นกั เรียนท่ยี งั พบข้อบกพรอ่ ง ในการฝึกทักษะกรีฑา และเปลี่ยนทักษะ ให้
เหมาะสมกับลกั ษณะของข้อบกพรอ่ งนั้น ๆ

1.1.2 นําแนวทางในการพัฒนาไปใช้กับสภาพปัญหาท่ีเกิดในการจัดการเรียนการสอนจากการวิจัย
คร้งั นจ้ี งึ ควรเปน็ การนาํ ร่องกบั การสอนในรายวชิ าภาคปฏบิ ตั เิ พ่มิ ขึน้ เก่ียวกบั การพฒั นาแบบฝึกทักษะกรีฑาให้
ครบทกุ รปู แบบการฝกึ เพื่อเตรยี มความพร้อมทางดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ ของนักเรียนโรงเรยี นคูเตา่ วทิ ยา

2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ตอ่ ไป
2.1 ควรใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ และสื่อการสอน ที่หลากหลายเข้ามาช่วยในการสอนทักษะ เพ่ือให้เกิด
ความหลากหลาย ในการจัดการเรียนการสอน ไม่ให้นักเรียนเกิดความเบ่ือกับการฝึกททักษะ และมีความ
สนุกสนานกบั การเรยี นการสอนมากทีส่ ุด

บรรณานุกรม

กรมพลศึกษา. (2534). ประวัติกรีฑา. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ กรมศาสนา
กรมวชาการ กระทรวงศกษาธการ. (2544). หลกั สูตรการศกึ ษาพ้นื ฐาน พ.ศ.2551. กรงเทพฯ: คุรสุ ภา

ลาดพราว.
การกฬี าแหง่ ประเทศไทย. (2538). ความร้เู บ่ืองต้นเกยี่ วกับทกั ษะกรีฑา. กรงเทพฯ: ไทยวฒั นาการพิมพ.์
กนั ทิกา หลวงทิพย์; และดาริณี สีนวล. (2550). กรฑี า. นครปฐม: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยราชภฏั

นครปฐม. ถ่ายเอกสาร.
จรวยพร ธรณนทร. (2522). วิวัฒนาการของกรีฑา. กรงเทพฯ: ไทยวัฒนา พานิช.
จนิ ดา บญุ ชว่ ยเกื้อกลู . (2541). การฝึกทกั ษะกรีฑา. สุขภาพเพ่ือชวี ิต. กรงเทพฯ: สาํ นักพมิ พ์

มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
จําเนียร สมุ่ แกว้ . (2545). ประเภทของกรีฑาสมคั รเลน่ นานาชาติ (IAAF). ปริญญานิพนธ์ ค.ม. (พล

ศึกษา). กรงเทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ถายเอกสาร.
เฉก ธนะสริ ิ. (2540). เทคนคิ ในการวิ่ง. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 13. กรงเทพฯ: สมั พันธ์พานิช.
บุญส่ง โกสะ. (2542). วธิ วี ิจยั ทางพลศกึ ษา. กรงเทพฯ: ภาควิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์

มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์.
พิรุฬห์ เมืองจนั ทร์. (2553). การพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะการว่ิงระยะส้ัน. กรงเทพฯ: หมอชาวบ้าน.
นายศกั ดด์ิ า สิทธิชยั . (2555). การพฒั นาเอกสารประกอบการเรียน เรือ่ ง การฝึกทักษะกรฑี าข้ัน

พืน้ ฐาน. กรงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรีนครนี ทรวิโรฒ. ถายเอกสาร.


Click to View FlipBook Version