ศิลปะเขมรที่น่าค้นหา
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นนำเสนอเรื่องราวเกี่ยว
กับอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ซึ่งประกอบไปด้วย
ประวัติความเป็นมา และความสำคัญ โครงสร้างและองค์ประกอบ
ต่างๆ การขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ที่ตั้งและการเดินทาง
ข้าพเจ้าหวังว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่
ต้องการศึกษาในเรื่องนี้ ทั้งนี้หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัย
มา ณ ที่นี้ด้วย
นางสาว สุวารี ศรีสุนันทา
ผู้จัดทำ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
ประวัติความเป็นมา 1
ความสำคัญ 5
โบราณสถานสำคัญ 9
ที่มาขื่อพนมรุ้ง 10
ทับหลังทำไมจึงมีเทพพระเจ้าอื่นมากมาย? 11
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้นมีมังกรอยู่ด้วย ? 12
องค์ประกอบและแผนผังของปราสาทพนมรุ้ง 13
ปราฏการณ์แสงอาทิตย์ลอดผ่านประตู 21
สถานที่ตั้ง-การเดินทาง 22
บทสรุป 23
ประวัติความเป็นมา
ปราสาทพนมรุ้ง เป็นที่รู้จักของชาวท้องถิ่นเป็นอย่างดี
ดังได้มีนิทานพี้นบ้านเรื่อง "อินทรปรัสถา" กล่าวถึงคู่พระคู่นาง
ซัดเซพเนจรไปจนพบที่พักพิงซึ่งเป็นปราสาทหินอันงดงาม
รกร้างอยู่ท่ามกลางป่าเขา แต่สำหรับบุคคลภายนอกต่างบ้าน
ต่างเมืองนั้นปราสาทแห่งนี้รู้จักกันครั้งแรกตามที่มีเอกสารที่มี
การกล่าวถึงปราสาทพนมรุ้งเป็นครั้งแรกคือ บันทึกของนาย
เอเตียน เอมอนิเยร์ (Etienne Aymonier) ชาวฝรั่งเศสในปี
พ.ศ. 2428 ตีพิมพ์เป็นบทความใน พ.ศ. 2445
จากที่กล่าวแล้วว่าปราสาทพนมรุ้งแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างไปนาน ทำให้ตัว
ปราสาทพังทลายลง กรมศิลปากรได้เริ่มทำการบูรณะปราสาทพนม
รุ้งตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 ด้วยวิธี "อนัสติโลซิส" (Anastylosis)
กระบวนการของการบูรณะด้วยวิธีนี้คือ การรื้อโบราณสถานที่อยู่ใน
สภาพพังทลายและทรุดตัว นำส่วนประกอบต่างๆมาสงวนรักษาให้มี
สภาพดีขึ้น และเสริมความแข็งแรงของโบราณสถาน และทำการ
ประกอบอาคารขึ้นใหม่ โดยการประกอบขึ้นใหม่นี้จะประกอบตาม
รูปแบบเดิมที่ได้ศึกษาผังรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและทาง
ประวัติศาสตร์ศิลปะ การบูรณะด้วยวิธีนี้แน่นอนว่าจะต้องมีส่วน
ประกอบบางชิ้นที่ไม่สามารถใส่กลับเข้าไปในตำแหน่งเดิมได้
อาจเพราะสูญหายหรือผุพังจนไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ และถ้า
หากในส่วนนั้นมีความสำคัญต่อโครงสร้างของอาคาร ก็ให้นำวัสดุ
ชนิดเดียวกันใส่เข้าไป โดยให้มีความรู้สึกกลมกลืนแต่ให้เห็นว่าเป็น
ของเสริมใหม่ไม่ใช่ของดั้งเดิม
ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3
กษัตริย์แห่งพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) และในช่วงราวพุทธ
ศตวรรษที่ 17 พระเจ้านเรนทราทิตย์สร้างปราสาทประธานเพื่อ
ประดิษฐานรูปตัวเองไว้เข้ารวมกับเทพเจ้าเมื่อสิ้นชีพ ทรงออกบวช
ได้รับยกย่องเป็นสมมติเทพเชื่อว่าบรรลุโมกษธรรมรวมเข้ากับพระ
ศิวะ ถัดมาหิรัญยะผู้เป็นบุตรและศิษย์มีบทบาทในการก่อสร้าง
และกลายเป็นนักพรตผู้นำทางศาสนาในช่วงรุ่งเรืองที่สุด
ปราสาทพนมรุ้งมีลักษณะของสถาปัตยกรรมและผังโดยรอบสร้าง
ตามคติพราหมณ์เป็นแนวเส้นตรงมุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางเป็น
สี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านขวาของบันได
ทางขึ้นสู่ศาสนสถานมีพลับพลาที่พักจัดเตรียมพระมหากษัตริย์
ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะเทพเจ้า
“พนมรุ้ง” มาจากภาษาเขมรว่า “วนํรุง” แปลว่าภูเขาอันกว้างใหญ่
ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วในตำบลตาเป๊ก
อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปราสาทขอมโบราณซึ่งก็
คือ “เขาไกรลาส” อันเป็นศาสนสถานพราหมณ์ไศวนิกาย มีมาตั้งแต่
กลางพุทธศตวรรษที่ 15 – 18 จนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้มา
นับถือพุทธนิกายมหายาน จึงเปลี่ยนเป็นวัดที่เปรียบได้กับ “เขา
พระสุเมรุ” ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2475 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็น
โบราณสถานแล้วบูรณะมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 และทำพิธีเปิด
“อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” เมื่อปี พ.ศ. 2531 และได้กลายเป็น
แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ในที่สุด
ความสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
จากศิลาจารึกและหลักฐานสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่พบภายในบริเวณ
ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง และที่เชิงเขาด้านทิศใต้ แสดงว่าพื้นที่บริเวณ
นี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕
โดยกษัตริย์ของอาณาจักรเขมรโบราณ ทรงจัดผู้ปกครองชุมชนเป็นผู้
ดูแลเรื่อยมาสิ่งก่อสร้างที่ปรากฏ ได้แก่ ปราสาทอิฐ ๒ หลั
งบนเขาพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ
ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ได้มีการก่อสร้างปราสาทประธานของ
ปราสาทหินเขาพนมรุ้งขึ้น ศิลาจารึกได้กล่าวถึงชื่อของ
“นเรนท รา ทิตย์” โดยมี “หิ รัณยะ” ผู้เป็นโอรสเป็นผู้ดำเนินการ
ก่อสร้าง นอกจากนี้ภายในบริเวณปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ยังพบสิ่ง
ก่อสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔ - ๑๗๖๒) ได้แก่
บรรณาลัยและพลับพลา รวมทั้งอโรคยาศาล (โรงพยาบาล) และ
ธรรมศาลา (ที่พักคนเดินทาง) ที่สร้างอยู่บริเวณเชิงเขาพนมรุ้ง
จากหลักฐานต่างๆ ดังกล่าว รวมทั้งจากลักษณะของบาราย (สระน้ำ)
ขนาดใหญ่ที่พบ แสดงให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณนี้น่าจะมีการอยู่อาศัย
ของคนอย่างหนาแน่น เพียงแต่ว่า ไม่พบร่องรอยของคูน้ำคันดิน ที่
แสดงความเป็นเมือง ที่บริเวณนี้ จึงอาจอธิบายได้ว่า ชุมชนในบริเวณ
ปราสาทหินเขาพนมรุ้งตั้งอยู่ ในเส้นทางผ่านจากเมืองพระนคร ซึ่ง
เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรโบราณ ไปยังเมืองพิมาย ทั้งนี้
อาศัยหลักฐานที่พบคือจารึกปราสาทพระขรรค์ และจารึกปราสาทตา
พรหมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
หลังจากสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ อาณาจักรเขมรโบราณก็เริ่มเสื่อม
อำนาจลง อาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ก่อตัวขึ้น และเข้ามามี
อำนาจแทน ปราสาทหินเขาพนมรุ้งจึงเปลี่ยนสถานะจากศาสนสถาน
ในศาสนาพราหมณ์ลัทธิ ไศวนิกาย มาเป็นวัดในพระพุทธศาสนาแบบ
มหายาน ที่นิยมกันในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
พงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ สมเด็จพระบรม
ราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ทรงเตรียมกองทัพจะยกมาตีเมือง
พิมายและเมืองพนมรุ้ง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็มีการ
กล่าวถึงเมืองนางรอง ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทหินเขาพนมรุ้งไปทาง
ด้านทิศตะวันตก ๒๐ กิโลเมตร โดยยังคงปรากฏหลักฐานของคูเมือง
อยู่ที่เมืองนั้น เมืองนางรองได้รับการยกเป็นเมืองชั้นจัตวาในสมัย
รัตนโกสินทร์ ปัจจุบันคืออำเภอนางรอง ขึ้นกับจังหวัดบุรีรัมย์
ส่วนพื้นที่บริเวณปราสาทหินเขาพนมรุ้งขึ้นกับอำเภอ
เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดเดียวกัน
โบราณสถานสำคัญ
ปราสาทหินเขาพนมรุ้งได้รับการออกแบบตามคติความ
เชื่อและความนิยมใน ศิลปะเขมร กล่าวคือ เน้นความสำคัญของส่วน
ประกอบเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปรางค์ประธาน โดยปรับลักษณะ
การก่อสร้างให้เข้ากับสภาพของภูมิประเทศที่เป็นแนวลาดชันของ
เขาพนมรุ้ง ภายหลังจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ เสด็จฯมาทอดพระเนตรปราสาทหินเขาพนมรุ้ง
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ และ พ.ศ. ๒๔๗๒ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้น
ทะเบียนโบราณสถานใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ต่อมาได้มีการบูรณะปราสาท
หินเขาพนมรุ้ง ด้วยวิธีอนัสติโลซิส เริ่มการบูรณะใน พ.ศ. ๒๕๑๔
และดำเนินการแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๓๑
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จ
พระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๒๑
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
ชื่อพนมรุ้งมาตั้งแต่แรกสร้าง?
ตามการค้นคว้าจารึกที่พบที่ปราสาท มีจารึกหนึ่งกล่าวว่าปราสาท
หลังนี้ชื่อว่าวนํ รุง (วะ-นัม-รุง) เป็นภาษาขอมโบราณ คำว่า วนํ หรือ
พนมแปลว่าภูเขา ส่วน รุง หรือรุ้ง แปลว่า ใหญ่ จึงมีความหมายว่า
ภูเขาใหญ่ บนยอดเขามีการสร้างศาสนาสถานนิกายลัทธิไศวนิกาย
โดยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของเขาไกรลาสซึ่งเป็นแกนกลางของ
จักรวาล และเป็นที่ประทับของพระศิวะ
เนื่องจากบริเวณปราสาทพนมรุ้งมีกลุ่มชนหลายกลุ่มทำให้การออก
เสียงอาจกร่อนหรือเพี้ยนไปบ้าง
แต่นักวิชาการบางคนยังยืนยันว่าพนมรุ้งเป็นเชื่อที่เรียกมาตั้งแต่สร้าง
สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานของฮินดู ไศวนิกาย
และทำไมจึงมีเทพพ
ระเจ้าอื่นมากมาย?
ในการสร้างมีการอ้างถึงตรีมูรติ คือพระศิวะ พระวิษณุหรือ
พระนารายณ์ และพระพรหมด้วย แต่เชิดชูพระศิวะเป็นหลัก
ส่วนเทพองค์อื่นคือส่วนเติมเต็มของปราสาท เช่นทับหลังหลายชิ้น
สลักเป็นพระกฤษณะและพระวิษณุ พระนารายณ์
เพื่อให้ครบองค์ประกอบทางศาสนา
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้นมีมังกรอยู่ด้วย ?
ตามคัมภีร์ไม่ได้ระบุถึงมังกร แต่เป็นส่วนต่อเติมจากการแกะสลัก
นักวิชาการบางคนยังบอกว่าพญานาคกับมังกรมีจุดร่วมฐานความคิด
เดียวกันคือการบูชางูของคนในสมัยโบราณ อย่างที่เรารู้ว่ามังกรเป็น
วัฒนธรรมของจีนถูกส่งผ่านศิลปะจามซึ่งอยู่บริเวณตอนกลางมาถึง
ตอนใต้ของเวียดนามมาสู่อาณาจักรเขมรโบราณ เป็นที่นิยมในศิลปะ
นครวัดมาก ซึ่งในเวลาต่อมาจะเหลือแต่มังกรอย่างเดียว
พญานาคก็จะหายไปในศิลปะบายน
องค์ประกอบและแผนผังของปราสาทพนมรุ้ง
องค์ประกอบและแผนผังของปราสาทพนมรุ้ง ได้รับการออกแบบให้มี
ลักษณะเป็นแนวเส้นตรง และเน้นความสำคัญเข้าหาจุดศูนย์กลาง
นั่นคือปราสาทประธานซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านขวาของ
บันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถานมีอาคารที่เรียกว่า พลับพลา อาคารนี้อาจ
จะเป็นอาคารที่เรียกกันในปัจจุบันว่า พลับพลาเปลื้องเครื่อง ซึ่งเป็น
ที่พักจัดเตรียมองค์ของพระมหากษัตริย์ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะ
เทพเจ้า หรือประกอบพิธีกรรมในบริเวณศาสนสถาน
ถัดจากนั้นเป็นทางเดินทั้งสองข้างประดับด้วยเสามียอคล้ายดอกบัว
ตูมเรียกว่าเสานางเรียง จำนวนข้างละ 34 ต้น
ทอดตัวไปยังสะพานนาคราช
ซึ่งผังกากบาทยกพื้นสูง ราวสะพานทำเป็นลำตัวพญานาค 5 เศียร สะพาน
นาคราชนี้ ตามความเชื่อเป็นทางที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดกึ่งกลางสะพาน มีภาพจำหลักรูปดอกบัวแปดกลีบ
อาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปด ในศาสนาฮินดู หรือเป็นจุดที่ผู้มาทำการ
บูชา ตั้งจิตอธิษฐาน จากสะพานนาคราชชั้นที่ 1
มีบันไดจำนวน 52 ขั้นขึ้นไปยังลานบนยอดเขา
ที่หน้าซุ้มประตูระเบียงคดทิศตะวันออก มีสะพานนาคราชชั้นที่ 2
ระเบียงคดก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบลาน
ปราสาทแต่ไม่สามารถเดินทะลุถึงกันได้ เพราะมีผนังกั้นอยู่เป็นช่วงๆ
มีซุ้มประตูกึ่งกลางของแต่ละด้าน ที่มุมระเบียงคดทำเป็นซุ้มกากบาท
ที่หน้าบันของระเบียงคดทิศตะวันออกด้านนอก มีภาพจำหลักรูปฤษี
ซึงหมายถึงพระศิวะในปางที่เป็นผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และอาจรวม
หมายถึง นเรนทราทิตย์ ผู้ก่อสร้างปราสาทประธานแห่งนี้ด้วย
ปราสาทประธาน ก่อด้วยหินทรายสีชมพูมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ย่อมุมกว้าง 8.20 เมตรสูง 2เมตรด้านหน้าทำเป็นมณฑปโดยมี
อันตราละหรือฉนวนเชื่อมปราสาทประธานนี้ เชื่อว่าสร้างโดย
นเรนทราทิตย์ ซึ่งเป็นผู้นำปกครองชุมชนที่มีปราสาทพนมรุ้งเป็น
ศูนย์กลาง ราว พุทธศตวรรษที่ 17 ภายในเรือนธาตุตรงกึ่งกลาง
เรียกว่าห้องครรภคฤหะ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุดใน
ที่นี้คือ ศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์พระศิวะ เป็นที่น่าเสียดายว่า
ประติมากรรมชิ้นนี้ได้สูญหายไป เหลือเพียงแต่ ท่อโสมสูตร คือร่อง
น้ำมนต์ที่ใช้รับน้ำสรงจากการสักการะศิวะลึงค์เท่านั้น
ทางเดินด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ
ปราสาทประธาน มีปราสาทอิฐสององค์และปรางค์น้อย
จากหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม กล่าวได้ว่า
ปราสาททั้งสามหลังได้สร้างขึ้นก่อนปราสาทประธานราวพุทธ
ศตวรรษที่ 15 และ 16 ตามลำดับ
ส่วนทางด้านหน้าของปราสาทประธาน คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
และทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอา๕รสองหลัง ก่อด้วยศิลาแลง เรียกว่า
บรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนา ก่อสร้างขึ้นในพุทธ
ศตวรรษที่ 18 ที่บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาทประธานมี
ภาพจำหลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู เช่นพระศิวนาฏราช
(ทรงฟ้อนรำ) พระนารายณ์บรรทมสินธุ์อวตารของพระนารายณ์
เช่น พระรามในเรื่องรามเกียรติ์ หรือพระกฤษณะ ภาพพิธีกรรม
ภาพชีวิตประจำวันของฤษี เป็นต้น
ทับหลังนารายณ์บรรณทมสินธุ์เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญมากชิ้นหนึ่ง
ของไทย ซึ่งถูกขโมยไปจากปราสาทหินพนมรุ้งเมื่อราวปี พ.ศ. 2503
ในช่วงสงครามเวียดนาม และถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะ
ชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างปี 2516-2521
กรมศิลปากรได้ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อขอคืนทับหลังนารายณ์
บรรทมสินธุ์ ทั้งทำหนังสือและส่งหลักฐานยืนยันถึงรัฐบาลสหรัฐ
ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตไทยในอเมริกา จนใน
ที่สุดรัฐบาล และ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล
ก็ได้ทับหลังชิ้นนี้คืนในปี พ.ศ. 2531
นอกจากนี้ยังเคยมีชุมชนขนาดใหญ่ที่ตั้งงอยู่เพราะมีบารายหรืออ่าง
เก็บน้ำตรงปากปล่องภูเขาไฟเดิมบนเขา ที่เชิงเขามีบารายอีกสองสระ
คือหนองบัวบารายที่เชิงเขาพนมรุ้งและสระน้ำโคกเมืองใกล้ปราสาท
หินเมืองต่ำ มีธารน้ำไหลลงมาจากเขา นอกจากนี้ยังมีกุฏิฤษีอยู่สอง
หลังเป็นอโรคยาศาลที่รักษาพยาบาลอยู่เชิงเขา
ปราฏการณ์แสงอาทิตย์ลอดผ่านประตู
ที่นี่มีช่วงเวลาพิเศษที่ต้องไม่พลาดไปเยี่ยมชม คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน
ห้าซึ่งตรงกับวันพระ จะเป็นช่วงเวลาที่ราวกับประตูสวรรค์แย้มเปิด
ทอดบันไดพญานาคสู่โลกมนุษย์ แสงทองจะลอดผ่านประตู 15 บานมา
ทาบทาบนก้อนหินศิวลึงค์งก์ดำมะเมื่อมราวกับองค์ศิวะเทพปรากฏมา
ประทานพร ปรากฏการณ์นี้ในแต่ละปีจะมี 4 ครั้ง เมื่อปีพ.ศ. 2485
จึงริเริ่มให้จัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งเป็นครั้งแรก
และจัดต่อเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้
ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่แสงอาทิตย์จะลอดผ่านประตูทั้ง 15 บานพอดี
ที่ปราสาทหินพนมรุ้งนั้น จะเกิดทุกๆ ปี ปีละ 4 ครั้ง ซึ่งมักจะตรงกับวัน
ที่ 5-7 มีนาคม, 3-5 เมษายน, 8-10 กันยายน และ 5-7 ตุลาคม โดยมี
ความเชื่อกันว่า การรับแสงอาทิตย์ที่พาดผ่านศิวลึงค์ซึ่งตั้งอยู่กลาง
ปราสาท เป็นการเสริมพลังชีวิต และความเป็นสิริมงคลอีกด้วย
สถานที่ตั้ง-การเดินทาง
ปราสาทพนมรุ้ง ตั้งอยู่ที่บ้านตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
จังหวัดบุรีรัมย์
เวลาทำการ 06.00 น. – 18.00 น. โทร 0 - 4466 - 6251
การเดินทางจากอำเภอนางรอง ใช้ทางหลวงหมายเลข 24
ประมาณ 14 กิโลเมตร ถึงสามแยกโรงเรียนบ้านตะโกเลี้ยวขวาเข้า
ทางหลวงหมายเลข 2117 ตรงไปราว 6 กิโลเมตร ถึงบ้านตาเป๊ก
แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2221 อีก 6 กิโลเมตร
รถประจำทาง รถโดยสารจากกรุงเทพฯ – เขาพนมรุ้ง ลงที่เชิงเขา
แล้วต่อรถสองแถวขึ้นไปบนปราสาท รถสายบุรีรัมย์ – นางรอง
ลงสถานีนางรองแล้วต่อรถสองแถว
บทสรุป
ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่
3 กษัตริย์แห่งพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) และในช่วงราวพุทธ
ศตวรรษที่ 17 พระเจ้านเรนทราทิตย์สร้างปราสาทประธาน
เพื่อประดิษฐานรูปตัวเองไว้เข้ารวมกับเทพเจ้าเมื่อสิ้นชีพ
ทรงออกบวชได้รับยกย่องเป็นสมมติเทพเชื่อว่าบรรลุโมกษธรรม
รวมเข้ากับพระศิวะ ถัดมาหิรัญยะผู้เป็นบุตรและศิษย์มีบทบาท
ในการก่อสร้างและกลายเป็นนักพรตผู้นำทางศาสนาในช่วง
รุ่งเรืองที่สุดถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของบรรพบุรุษที่
ตกทอดสืบต่อกันมา ด้วยเหตุนี้คนไทยจำเป็นต้องช่วยกันดูปกปัก
รักษาป้องกันไม่ให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการ
แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของใครบางคน ดังกรณีที่เคยขึ้นมา
แล้วกับปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งนับเป็นความเจ็บช้ำของคนไทย
อันเกิดจากความชั่วช้าของนักการเมืองไทยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
บรรณานุกรม
https://travel.trueid.net/detail/mXEojRDD2pa
https://www.museumthailand.com/th/museum/Phanomrung
-Historical-Park
https://mgronline.com/travel/detail/9520000104638
https://www.nairobroo.com/travel/tips-travelers/7secrets-at-
phanomrung/
http://wesmilemagazine.com/phanom-rung-stone-castle/
https://shorturl.asia/qJrEd