The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไหว้พระ 9 วัด อ่างทอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khungant, 2022-01-17 02:40:21

ไหว้พระ 9 วัด อ่างทอง

ไหว้พระ 9 วัด อ่างทอง

เส้นทาง

9

มงคล

เที่ยวสุขใจ ไหว้พระอ่างทอง

วัดป่าโมกวรวิหาร

เป็นวัดเก่าแก่สมัยสุโขทัย เดิมเรียกว่าวัดใต้ท้ายตลาด วัดป่าโมกมีสิ่งสำคัญหลาย ๆ
ประการ คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมอยุธยา

ตอนปลายโดยแท้ มีรูปทรงหลังคาเป็นฐานวิหารอ่อนโค้งรูปสำเภา ไม่สูงมากนักเป็น
หลังคาลด 2 ชั้น ต่อด้วยปีกนกด้านละ 2 แถบ มี 9 ห้อง เจาะช่องหน้าต่าง
ด้านละ 7 บาน ด้านหน้าเจาะเป็นประตู ทางเข้าประตูเขียนลายรดน้ำลาย

พุ่มทรงข้าวบิณฑ์ก้านแย่งยอดพระพุทธไสยาสน์ ก่อด้วยอิฐปูนปั้ นลงรักปิดทอง
ทั้งองค์ นอนตะแคงขวาแบบสีหไสยา มีความยาวจากพระเมาลีถึงพระบาท 22 เมตร
พระเศียรหนุนพระเขนย รูปทรงกระบอก 3 ใบ ลดหลั่นกันจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กแล้วคลุม

ด้วยผ้าทิพย์จัดเป็นผ้าทิพย์ที่มีลวดลายวิจิตรงดงามที่สุด
วัดป่าโมกวรวิหาร ปัจจุบันเป็นวัดหลวงชั้นวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าโมก อำเภอ
ป่าโมก อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่ งตะวันตก เลยตลาดป่าโมกประมาณ 2 กิโลเมตร

วัดสี่ร้อย
อยู่ริมฝั่ งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 4 ตำบลสี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ
จ.อ่างทอง ตามตำนานเล่าว่าในอดีตกาล พระเจ้าอลองพญากษัตริย์
พม่า ได้ให้มังระ ละมังฆ้อนนรธาราชบุตร ยกทัพมาตีเมืองมะริด
ของไทย ซึ่งอยู่ในความปกครองของกรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้น
ขุนรองปลัดชูกรมการเมืองวิเศษไชยชาญ ซึ่งเป็นผู้ทรงวิทยาคม
แก่กล้า ชำนาญการรบด้วยดาบสองมือจนมีลูกศิษย์มากมาย จึงได้
รวบรวมชาววิเศษไชยชาญ จำนวน 400 คน เข้าสมทบกับกองทัพ
ของพระยารัตนาธิเบศร์ โดยใช้ชื่อว่า "กองอาทมาต"
เมื่อพระยารัตนาธิเบศร์ยกกองทัพไปตั้งที่เมืองกุยบุรี จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ และได้สั่งให้ขุนรองปลัดชูคุมกองอาทมาต ไปตั้ง
สกัดกองทัพพม่าที่อ่าวหว้าขาว แม้ทหารของไทยจะน้อยกว่า แต่ก็
สามารถรบกับพม่าจนล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจต้านทาน
กองทัพพม่าได้ เมื่อชาววิเศษไชยชาญทราบข่าวก็พากันโศกเศร้า
เสียใจ จึงได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ไว้เป็นที่ระลึกถึงผู้พลีชีพ
จึงได้สร้างวัดสี่ร้อยขึ้น ในปี พ.ศ. 2313 โดยตั้งชื่อวัดตามจำนวน
กองอาทมาต 400 คนที่เสียชีวิตไปในการรบ ทั้งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์
แก่อนุชนรุ่นหลังของชาวเมืองวิเศษไชยชาญ ที่พลีชีพและปกป้อง
แผ่นดินจนเสียชีวิต จึงได้สร้างเจดีย์ ไว้เป็นที่รวบรวมดวงวิญญาณ
ของ ชาวแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ที่เสียชีวิตจำนวน 400 คน

วัดม่วง

“พระพุ ทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ”
พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระเพื่อถวายแด่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 คณะลูกศิษย์
หลวงพ่อเกษม ได้พร้อมใจรวมพลัง ช่วยกันสร้างร่วมกับ
ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาด้วย จนการก่อสร้างองค์พระเสร็จ
สมบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีระยะเวลาการ
ก่อสร้างรวมประมาณ 16 ปี และวัดหน้าตักองค์พระได้
63.05 เมตร ความสูงจากฐานองค์พระถึงยอดเกศา
วัดได้ 95 เมตร

ความเชื่อ และตำนานเล่าขาน และการสัมผัสที่ปลาย
พระหัตถ์พระใหญ่ (พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรี
วิเศษชัยชาญ) จะมีความเชื่อกันว่า ขอให้ท่านประทานพรให้
เติบโต เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน

วัดสังกระต่าย

วัดสังกระต่าย ตั้งอยู่ที่ ต.ศาลาแดง อ.เมือง
จ.อ่างทอง ตัวโบสถ์เก่าแก่มีต้นโพธิ์ ขนาดใหญ่
ขึ้นปกคลุมรอบโบสถ์ 4 ต้น รวมถึงปกคลุมภายในโบสถ์
ด้วยโดยภายในโบสถ์มีทั้งหมด 3 ห้อง ภายในห้องแรก
มีพระบูชา คือ หลวงพ่อแก่น เมื่อเข้ามาในห้องใหญ่
มีพระประธานองค์ใหญ่ 1 องค์ คือ หลวงพ่อวันดี และ
อีก 2 องค์มีขนาดย่อม ลงมา คือ หลวงพ่อศรี และ
หลวงพ่อสุข ส่วนห้องสุดท้ายเป็นห้อง ว่างเปล่า
ตัวโบสถ์ไม่มีหลังคาแต่ร่มรื่น เนื่องจากอาศัยร่มเงาของ
ต้นโพธิ์ที่ปกคลุมจนเปรียบ เสมือนหลังคาไปแล้ว
ส่วนผนังโบสถ์ก็อยู่ในสภาพที่เก่าแก่ ทรุดโทรม แตกหัก
แต่คงสภาพอยู่ได้โดยไม่พังทลายลงมา เพราะได้รากต้น
โพธิ์ ทั้ง 4 ต้น ที่ขึ้นอยู่ 4 มุม รากได้ชอนไชยึดผนัง
โบสถ์ไว้ทั้งหลังอย่างแน่นหนา

วัดจันทรังษี

วัดจันทรังษี ตั้งอยู่ระหว่างสองฝั่ งถนน ของ อำเภอ
เมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2446
โดยทางฝั่ งทิศตะวันออกนั้นจะมี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
หลวงพ่อโยก ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธ
รูปปูนปั้ นศิลปะแบบอยุธยา อายุเก่าแก่กว่า 300 ปี

พระมหาวิหารจัตุรมุข มีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่
วิจิตรงดงามมาก บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของ
พระพุทธศาสนาในจังหวัดอ่างทอง เป็นวิหารจัตุรมุข
ที่มียอดบุษบกกลาง 5 ชั้น สูง 48 เมตร กว้าง 24 เมตร
ยาว 33 เมตร ซึ่งภายในก็จะประดิษฐานรูปหล่อ หลวงพ่อ
สด วัดปากน้ำ (หลวงพ่อสด จันทสโร) ที่หล่อด้วยโลหะมี
ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีขนาดหน้าตักกว้าง 6 เมตร
9 นิ้ว สูง 9 เมตร 9 นิ้ว

นอกจากนี้ก็ยังมี พระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวร
เจ้าแม่กวนอิม ปางพันมือสี่หน้า ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร
8 นิ้ว แกะสลักขึ้นจากไม้หอมขนาดใหญ่จากประเทศจีน
โดยอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดจันทรังษี เมื่อวันที่ 15
มีนาคม พ.ศ.2552

วัดต้นสน

วัดนี้ตามสันนิษฐานสร้างเมื่อตอนปลายสมัยกรุง
ศรีอยุธยา แต่ไม่มีจดหมายเหตุบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
ผู้เฒ่าแก่เล่ากันต่อๆ มา และได้ทรุดโทรมมาจนเกือบจะ
กลายสภาพเป็นวัดร้าง เพราะไม่มีปูชนียวัตถุแต่อย่างใด

ต่อมา พ.ศ. 2488 ริเริ่มการก่อสร้างถาวรวัตถุ
ต่างๆ ขึ้น สมเด็จพระศรีเมืองทอง พระพุทธรูปองค์
ใหญ่ หล่อด้วยทองเหลืองทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 9 วา
3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 2 ศอก 19 นิ้ว เป็นที่เคารพ
นับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม
พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตน
ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์
ทรงประกอบพิธีสวมพระเกตุ สมเด็จพระศรีเมืองทอง
ที่วัดต้นสน

นอกจากสมเด็จพระศรีเมืองทองพระพุ ทธรูป
ศักดิ์สิทธิ์ ประจำวัดแล้ว ทางวัดยังสร้างแพปลาศรี
เมืองทองหน้าวัดต้นสน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีปลานานา
พันธุ์จำนวนมาก ทั้งนี้ท่านสามารถทำทานโดยการให้
อาหารปลาได้เพลิดเพลินในการเที่ยวชมในครั้งนี้ด้วย

วัดขุนอินทประมูล

วัดขุนอินทประมูล ตั้งอยู่ที่ ต.อินทประมูล อ.โพธิ์ทอง
จ.อ่างทอง สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย โดยหลักฐานนั้น
พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิม ซึ่งเป็นวัดขนาดใหญ่
ที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่และยาวถึง 50 เมตร
แต่เดิมที่พระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ในวิหาร แต่ถูกไฟไหม้
และเกิดการปรักหักพังจึงเหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝน
อยู่กลางแจ้ง ซึ่งอยู่มานานนับเป็นร้อยๆ ปี

ลักษณะเด่นของ องค์พระพุทธรูป มีขนาดใหญ่และเป็น
ลักษณะนอนความยาว 50 เมตร มีพุทธลักษณะที่งดงาม
พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็น น่าเลื่อมใสศรัทธา และ
เนื่องจากมีความใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี
จึงมีการสันนิษฐานกันว่าอาจจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน

ตามประวัติเล่ากันว่า ขุนอินทประมูล ท่านเป็นนายอากร
ผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์ โดยยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้าง
เพื่อเป็นปูชนียสถาน ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงทราบรับสั่งถาม
ว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง ขุนอินทประมูลไม่ยอมบอกความจริง
เพราะกลัวส่วนกุศลจะตกไปถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงถูกเฆี่ยน
จนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดขุนอินทประมูล”

วัดท่าอิฐ

วัดท่าอิฐ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2316 ชาวบ้านในชุมชนดัง
กล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ปั้ นอิฐ และเป็นท่าขึ้นลง
เรือเพื่อก่อสร้างวัดขุนอินทประมูล จึงได้ชื่อตามท่าเรือไป
โดยปริยาย พระประธานในอุโบสถชาวบ้านเรียกว่า
หลวงพ่อเพ็ชร พระประธานในวิหารชาวบ้านเรียกว่า
หลวงพ่อขาว เป็นพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยอยุธยา
กว่า 200 ปีมาแล้ว ประดิษฐานอยู่ในวิหารมหาอุต
เมื่อเข้าไปในวัดจะมองเห็น พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง
โดดเด่นสีทองอร่ามพุทธศักราช 2535
พระครูสุคนธศีลคุณ(หลวงพ่อหอม) มีดำริจะสร้างเจดีย์
ขึ้นในบริเววัด มีความกว้าง 40 เมตร สูง 73 เมตร
รูปแบบศิลปะลังกา-อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ลักษณะ
เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีองค์ระฆังและปล้องไฉน 32
ปล้อง เพื่อทดแทนเจดีย์หลังเดิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้าน
หน้าอุโบสถที่ผุพังไปตามกาลเวลาและเพื่อบรรจุพระบรม
สารีริกธาตุส่วนพระศอของสมเด็จพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้า
และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานในพระเจดีย์เป็น
สมบัติของศาสนาและเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระองค์

วัดไชโยวรวิหาร

เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโท เดิมเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ มีนาม
ว่า วัดไชโย ครั้นเมื่อสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เจ้าอาวาส
วัดระฆังโฆษิตารามได้เลือกวัดนี้เป็นที่สร้างพระพุ ทธรูปองค์ใหญ่
ตั้งอยู่กลางแจ้ง กล่าวว่าการก่อสร้างพระพุทธรูปนี้ใช้เวลานาน
เกือบ 3 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4 จึงเสร็จ แล้วสมเด็จพุฒาจารย์ได้ถวายวัดไชโยเป็น
วัดหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเกษไชโย”

ใน พ.ศ. 2430 มีการปฏิสังขรณ์วัดเกษไชโยทั้งพระอาราม
ทำให้พระพุ ทธรูปได้รับแรงกระเทือนจากการก่อสร้างพระวิหารก็พัง
ทลายลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ทดแทน
โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการเป็น
แม่กองช่าง โดยรื้อองค์พระเดิมออกหมด วางรากฐานก่อสร้างใหม่
ใช้โครงเหล็กรัดอิฐปูนไว้ภายในลดขนาดจากองค์เดิมลงพระพุ ทธรูป
องค์นี้ได้รับพระราชทานนาม “พระมหาพุทธพิมพ์” ขนาดหน้าตัก
กว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูง 11 วา ศอก 7 นิ้ว และโปรดเกล้าฯ ให้ยก
ฐานะวัดไชโยให้เป็นพระอารามหลวง นอกจากนี้ยังมีการก่อ
พระวิหาร สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาทางด้านหน้า มีศาลา
ราย กำแพงแก้ว ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอระฆัง
ศาลารายกลางวัด ศาลาท่าน้ำ รวมเวลาการปฏิสังขรณ์นานถึง
8 ปี

TAT SUPHANBURI


Click to View FlipBook Version