1
เอกสารประกอบการเรียนการสอน
วิชาสังคมศึกษา 2 รหัสวชิ า ส 31104
ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
โดย
ครเู ชดิ ศักดิ์ วิลาวรรณ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ชื่อ...........................................นามสกลุ ...................................ช้ัน................เลขท่.ี ............
โรงเรียนสตรรี าชนิ ูทศิ อำเภอเมือง จงั หวัดอดุ รธานี
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาอดุ รธานี
2
สรุปวิชาสงั คมศึกษา 2 (ส 31104) ม.4 ภาคเรยี นท่ี 2/2564 โดย ครเู ชิดศักด์ิ วิลาวรรณ
หนว่ ยที่ 1 ระบบการเมืองการปกครอง
1.จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. วิเคราะห์ปัญหาการเมอื งท่สี าคญั ในประเทศจากแหล่งข้อมลู ตา่ งๆพร้อมทงั้ เสนอแนวทางแก้ไข
2. เสนอแนวทางการเมอื งการปกครองทน่ี าไปสคู่ วามเข้าใจและการประสานประโยชน์ร่วมกนั
ระหวา่ งประเทศได้
3. วิเคราะหค์ วามสาคญั และความจาเป็นทีต่ ้องธารงรักษาไว้ ซงึ่ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
อนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ ได้
2. ความรู้ท่ัวไปเกี่ยวกบั รัฐ
รัฐ หมายถงึ ชมุ ชนทางการเมอื งของมนุษย์ที่อาศยั อย่รู ว่ มกัน โดยมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง มีอาณาเขต
ของดนิ แดนที่แนน่ อน และอยูภ่ ายใต้การบรหิ ารงานของรฐั บาลเดยี วกนั
ชาติ ชมุ ชนมนุษย์ทีอ่ ยดู่ ้วยกนั โดยมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม
ประเทศ ดินแดนท่ีบง่ ชใ้ี ห้เหน็ ถงึ สภาพภมู ิศาสตร์
องค์ประกอบของรฐั
ประชากร
อำนาจอธิปไตย องคป์ ระกอบของรัฐ ดนิ แดน
รฐั บาล
หน้าที่ของรัฐ
ด้านเศรษฐกจิ
ด้านสงั คม
หนา้ ทข่ี องรฐั ด้านการเมอื งการ
ดา้ นการศึกษา
ดา้ นความ
3
3. รูปแบบของรฐั
รูปแบบของรัฐ
รฐั เดี่ยว สหพันธรัฐ สมาพนั ธรัฐ
1) เอกรฐั หรือรฐั เดย่ี ว
- รฐั ทีม่ ีรฐั บาลกลางเพยี งรฐั เดียวใช้อำนาจอธปิ ไตยปกครองดนิ แดนทง้ั หมด อาจมกี ารกระจายอำนาจ
ให้ท้องถ่ินไดบ้ ริหารกิจการของทอ้ งถ่นิ ได้ตามทีร่ ฐั บาลเห็นสมควร
- ผลดีจากการปกครองรูปแบบน้ี คอื ทำใหก้ ารปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ เป็นไปอย่างทัว่ ถงึ สามารถแก้ปญั หา
ตา่ งๆ ไดอ้ ย่างรวดเรว็ ประเทศมคี วามเจรญิ ก้าวหน้า
ประเทศทีม่ ีรปู แบบของรฐั เดีย่ ว เช่น สหรฐั อเมริกา สหพันธรฐั รัสเซยี มาเลเซยี เปน็ ตน้
2) สหพันธรัฐหรอื รฐั รวม
- รัฐทม่ี รี ัฐบาลสองระดบั คอื รฐั บาลกลางและรฐั บาลทอ้ งถ่นิ ของแต่ละมลรัฐ รฐั บาลแตล่ ะระดบั จะใช้
อำนาจอธปิ ไตยปกครองตามท่ีรัฐธรรมนญู กำหนดไว้
- ผลดีจากการปกครองรปู แบบน้ี คือ ทำให้การปกครองส่วนท้องถน่ิ เป็นไปอย่างทวั่ ถงึ สามารถแกป้ ญั หา
ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ประเทศมีความเจริญก้าวหนา้
ประเทศทมี่ ีรปู แบบของรัฐเดยี่ ว เชน่ สหรัฐอเมริกา สหพันธรัฐรัสเซีย มาเลเซยี
3) สมาพันธรฐั (ปัจจุบนั ไม่มแี ลว้ )
สมาพันธรัฐผูกนติ ิสัมพันธโ์ ดยกฎหมายระหว่างประเทศเกดิ ข้นึ โดยมวี ตั ถุประสงค์ร่วมกันระหวา่ งรัฐ
จะรวมตัวกนั อย่างหลวมๆ รฐั แต่ละรฐั จะคงไว้ซง่ึ อำนาจอธิปไตยไว้เต็มอำนาจจะไมม่ ีรัฐบาลกลางขึ้นมาอยู่เหนือรัฐสมาชิก
ปจั จุบนั สมาพันธรฐั ไม่มีแลว้ แตจ่ ะไปอยู่ในรปู แบบขององค์กรระหว่างประเทศมากกวา่ ยกตัวอยา่ ง เชน่ อาเซียนเปน็ ตน้
โดยอาเซยี นมีลักษณะคล้ายการรวมตวั ของสมาพนั ธรัฐคอื มีวตั ถุประสงคร์ ่วมกนั แตร่ ัฐแตล่ ะรฐั จะไมย่ งุ่ ต่อกิจการภาย
ในของรัฐสมาชกิ อ่นื
4. การแบง่ ระบอบการปกครองจากอํานาจอธปิ ไตย
การปกครอง การปกครอง การปกครอง
โดยบุคคลคนเดียว โดยคนกลุ่มน้อย โดยคนกลุ่มมาก
อภิชนาธิปไตย (Aristocracy)
สมบรู ณาญาสิทธิราชย์ ประชาธปิ ไตย
(Absolute Monarchy) คณาธิปไตย (Democracy)
(Oligarchy)
เผดจ็ การ คอมมวิ นิสต์ ฝงู ชน
(Dictatorship) (Communism) (Mob-rule)
ทรราช
(Tyranny)
4
3. ระบอบการเมอื งการปกครอง มี 2 ระบอบ
1.ระบอบเผดจ็ การ
2.ระบอบประชาธิปไตย
1.ระบอบเผด็จการ
1.1 ความหมายของการปกครองในระบอบเผด็จการ
ระบอบเผด็จการ คอื ระบอบการเมืองการปกครองท่โี อกาสใน การมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจ ตกลงใจถกู
จํากัดอยใู่ นบคุ คล เพียงคนเดยี วหรอื สองสามคน กลา่ วคือจะใช้โอกาสในการ ตัดสนิ ใจในเร่อื งตา่ ง ๆ โดยใชอ้ าํ นาจ
ที่ตนมีอยู่ปิดกัน้ การ แสดงออกของประชาชน หากประชาชนคัดค้านกจ็ ะถกู ผู้นาํ หรือคณะบุคคลลงโทษ
1.2 หลกั การของระบอบเผดจ็ การ
1. ไม่ต้องการให้ประชาชนมสี ว่ นรว่ มในการเมอื งการปกครองประเทศ
2. จํากัดสิทธิเสรภี าพของประชาชน เชน่ จํากัดสิทธเิ สรีภาพทางการเมอื ง เศรษฐกิจ สงั คม
3. ไมย่ อมรับความเสมอภาคของประชาชน
4. ถอื เจตนารมณ์ของผปู้ กครองประเทศเป็นหลัก ตอ้ งเชอ่ื ฟงั ปฏบิ ตั ติ ามผูน้ ํา
5. ถอื เอาความตอ้ งการของผ้ปู กครองประเทศเปน็ สาํ คญั ไมถ่ อื เอาเจตนารมณแ์ ละความตอ้ งการของ
ประชาชน
6. ยอมรับการนาํ และการปกครองโดยผูน้ าํ ผนู้ าํ ผู้ปกครองผกู ขาดอํานาจ ตลอดไป เปลย่ี นแปลงโดยการ
สบื ทอดอํานาจ
7. ถอื หลักการ นโยบาย และเหตุผลทมี่ ีผ้นู ํากําหนดเปน็ สิ่งทีถ่ กู ตอ้ งและ เหมาะสมที่สุด ไม่มเี หตุผลอ่นื จะ
มาโตแ้ ยง้ หรอื คัดค้าน
8. ยึดหลกั การใช้กาํ ลงั การบังคบั และความรนุ แรงเพ่ือรักษาอํานาจ
9. ยดึ หลกั ความมัน่ คง ความเขม้ แขง็ และความปลอดภัยของชาติ เปน็ จุดหมายปลายทางสาํ คัญ
10. ยกยอ่ งอํานาจและความสําคญั ของรัฐเหนือเสรภี าพของประชาชน
11. ใชห้ ลักการรวมอาํ นาจ คือ มกี ารรวมอาํ นาจไวใ้ นส่วนกลางของ ประเทศ คอื ใหอ้ ํานาจอยู่ในมือของ
ผนู้ ํา หรือกล่มุ ผนู้ าํ อยา่ งเต็มท่ี
1.3 รปู แบบการปกครองระบอบเผดจ็ การ
การปกครอง
ระบอบเผด็จการ
เผด็จการแบบอาํ นาจนยิ ม เผด็จการเบ็ดเสร็จ
(Autboritorianism) (Totalitarianism)
อัตตาธิปไตย คณาธปิ ไตย อภิชนาธปิ ไตย ฟาสซิสต์ คอมมิวนิสต์
(Authocracy) (Oligarchy) (Aristocracy) (Fascism) (Communism)
5
• การปกครองแบบเผดจ็ การอาํ นาจนยิ ม
อตั ตาธิปไตย (Authocracy) หรือการปกครองแบบสมบูรณาญาสทิ ธิราช
คณาธปิ ไตย (Oligarchy) เป็นการปกครองแบบเผด็จการท่อี ํานาจการปกครองถูกผกู ขาดโดยคนกลมุ่ เดียว
เช่น คณะปฏวิ ตั ิ
อภิชนาธปิ ไตย (Aristocracy) เปน็ การปกครองโดยชนกลมุ่ นอ้ ย ซง่ึ ตามปกติมักจะเปน็ ผมู้ ตี ําแหน่งสงู
ในทางราชการ เช่น พวกขนุ นาง หรือมฉิ ะนน้ั ก็เปน็ ผมู้ ีอาํ นาจในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมอื ง
• การปกครองแบบเผดจ็ การเบด็ เสร็จ
ฟาสซสิ (Fascism) เปน็ การปกครองแบบเผดจ็ การท่ีประชาชน ถูกจํากดั สิทธแิ ละถกู บงั คบั โดยมีความเช่ือ
ว่า คนเกิดมาเพอื่ รฐั และ จะต้องรบั ใชร้ ัฐตลอดไป รัฐทเ่ี ขม้ แขง็ กว่าย่อมได้สิทธใิ นการปกครองผู้ที่ อ่อนแอกว่า
ตอ้ งสละสทิ ธดิ งั กลา่ ว การปกครองโดยคนกลมุ่ น้อย หรอื คน ๆ เดียวเปน็ การปกครองท่ีดีท่ีสุด เพราะมี
ประสทิ ธภิ าพชว่ ยช่วยให้ ประเทศชาติเจริญอย่างรวดเรว็ และถอื วา่ รฐั เป็นเสมือนสิ่งทม่ี ีชีวติ ยอ่ ม ต้อง
เจรญิ เติบโตอยู่ตลอดเวลา เหมือนรฐั จะตอ้ งเจรญิ ก้าวหน้าอย่างไม่ หยดุ ย้ังมีการขยายดินแดน เพราะฉะนน้ั
สงครามจึงเป็นส่ิงท่ีชอบธรรม เชน่ รฐั บาลภายใต้พรรคฟาสซิสของมุสโสลิน
- ปัจจุบนั ผทู้ ีน่ ยิ ม ทหารนยิ ม ชาตนิ ยิ ม เช้ือชาตนิ ยิ ม หรือจักรวรรดิ นยิ ม กอ็ าจเรียกได้ว่าเปน็ พวก
ฟาสซิส
- ฉะนนั้ พวกนาซีและฟาสซิสจงึ มวี ัตถปุ ระสงค์ทจี่ ะขยายดินแดน ขยาย การควบคุมเข้าไปในส่วนต่าง ๆ
ในโลก เพราะถือว่าเปน็ สญั ลักษณ์ ของความยิง่ ใหญข่ องชาตติ น โดยถอื วา่ การครอบครองชาติอน่ื เป็น
คณุ ธรรม เพราะยงิ่ ครอบครองชาติอืน่ ได้มากขึ้ นเทา่ ใด ชาติของตนก็ จะมีฐานะเดน่ มากข้นึ เท่านั้น
คอมมิวนสิ ต์ (Communism) เป็นลทั ธิการเมอื งและ เศรษฐกิจ คิดข้นึ โดย คาร์ลมารก์ ซแ์ ละเองเกลส์ซึ่ง
ตอ้ งการให้มี รฐั บาลกลางภายใตพ้ รรคคอมมวิ นิสตม์ อี ํานาจ เพ่อื ควบคุมการเมอื ง และเศรษฐกิจของชาติ
โดยขจดั พวกที่เปน็ เจ้าของทรัพยส์ นิ หรอื การ ผลติ ตอ้ งการใหม้ กี ารปฏิวตั ิและทําลายล้างระบบการเมอื งอ่ืน ๆ
ผปู้ กครองประเทศจะตอ้ งเปน็ คอมมิวนิสต์พวกเดียวเท่าน้นั ประชาชน อื่นไม่มีสทิ ธิ พวกคอมมิวนิสต์ถือว่าตน
มอี ํานาจปกครองเพราะอา้ งวา่ เป็นตวั แทนของชนชั้นกรรมาชีพ
1.4 ข้อดแี ละข้อเสยี ของการปกครองแบบเผด็จการ
ข้อดี ขอ้ เสีย
1.ช่วยให้การปกครองมีประสิทธภิ าพและบรรลุ 1. จาํ กดั และขัดขวางสทิ ธเิ สรีภาพของประชาชน2.
เปา้ หมายอย่างรวดเรว็ สกดั กัน้ มิให้ผูม้ ีความสามารถเขา้ มามสี ว่ นร่วมในการ
2. สามารถแกไ้ ขวกิ ฤตการณห์ รอื ภาวะฉกุ เฉนิ สรา้ งความเจรญิ ก้าวหน้าของประเทศ
ไดอ้ ย่างรวดเรว็ 3. ผปู้ กครองและพรรคพวกอาจใชอ้ าํ นาจเข้ามา
3. ยกย่องผู้ทม่ี ีความรคู้ วามสามารถสูงเพ่อื ชว่ ย แสวงหาผลประโยชน์
ปรับปรุงประเทศใหก้ า้ วหนา้ 4. กอ่ ใหเ้ กิดการถดถอยทางเศรษฐกจิ และสังคม
4. สรา้ งความเจริญกา้ วหนา้ และพฒั นาในดา้ นต่างๆ
อย่างรวดเร็ว
6
2. การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
2.1 ความหมายของการปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตย
• ประชา(หมู่คน/ปวงชน) + อธิปไตย (อาํ นาจในการปกครอง นิติบญั ตั +ิ บรหิ าร+ ตุลาการ)
• demos + kratia = Demokratia
• ภาษาอังกฤษ Democracy
• Abraham Lincoln (1861-1865) กล่าวถึงประชาธิปไตยว่า “Government of the people, by the
people, for the people”
Government of the people
การปกครองของประชาชน หมายถึง รัฐบาลจะต้องมาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และประชาชนสามารถ
เปล่ียนแปลงผู้ปกครองไดด้ ว้ ยการไป ลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง นั่นคือ ประชาชนอยู่ในฐานะเป็นเจา้ ของรฐั บาล ซง่ึ
บง่ ชี้ถงึ มติ ขิ องการปกครองในดา้ นความเป็นเจา้ ของอาํ นาจอธิปไตย
การปกครองโดยประชาชน หมายถงึ ประชาชนหรือ พลเมอื งทุกคนมสี ทิ ธิท่ีจะเป็นผ้ปู กครองได้ ถ้าหากไดร้ บั
เสียงสนบั สนุนจากประชาชนสว่ นใหญข่ องประเทศ
การปกครองเพือ่ ประชาชน หมายถงึ รัฐบาลจะต้องมี จุดประสงค์เพอ่ื ความผาสุกของประชาชน และจะต้องมี
การกําหนดวาระในการดาํ รงตําแหน่ง เช่น ทุก 4 ปี ฯลฯ เพ่อื จะไดเ้ ปน็ หลกั ประกันว่าผูป้ กครองจะต้องปกครอง
เพื่อ ประชาชน หากผนั แปรจากจดุ หมายนี้ประชาชนจะได้มี โอกาสเปล่ียนผปู้ กครองผ่านทางการเลือกต้ัง
สรปุ ประชาธิปไตย หมายถงึ การเมืองการปกครองท่ีมพี ืน้ ฐาน อยกู่ ับการปกครอง โดยประชาชน
ซึ่งอาจเป็นทางตรงหรือ ทางอ้อม (ผ่านผ้แู ทนราษฎร) กไ็ ด้ การปกครองโดย ประชาชนนี ้ ตังอย่คู วามเชอื่ ว่า
ประชาชนทุกคนมีความเทา่ ้ เทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถในการปกครองตนเอง และแตล่ ะคนมีสิทธิเสรภี าพ
อันพงึ ได้รบั เปน็ หลักประกัน
2.2 หลักการสาํ คญั ของการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
1) หลักอาํ นาจอธิปไตยเปน็ ของประชาชน
2) หลักความเสมอภาค (equal)
กฎหมาย : เท่าเทยี มตามกฎหมาย
การเมือง : เสมอภาคในการออกเสยี งเลอื กต้ัง ลงสมัคร ส.ส. ตั้งพรรคการเมอื ง ทุกคนมโี อกาสเป็นนายกฯได้
เศรษฐกจิ : เท่าเทยี มในการทำกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ ครอบครอง ทรพั ยส์ ิน ใช้ทรพั ยากรของชาติอย่างเท่า
เทียมกัน
สังคม : มีศกั ดิ ์ ศรีความเปน็ คนเทา่ เทียมกัน แสวงหาความสุข โอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพ
3) หลักสิทธิและเสรภี าพ
สทิ ธิส่วนบุคคล : การเลอื กทอี่ ยู่ การนบั ถือศาสนา เสรีภาพในรา่ งกาย ทรพั ยส์ นิ การแสวงหาความรู้
สทิ ธิเสรภี าพทางการเมอื ง : แสดงความคิดเหน็ พดู เขียน โฆษณา ฯลฯ
สิทธเิ สรภี าพในทางเศรษฐกิจ : ประกอบอาชพี ไดอ้ ย่างเสรี และมี หลักประกันในการประกอบอาชพี
4) หลกั นติ ธิ รรม : ประชาธิปไตยไมใ่ ช่การปกครองโดยคน (The Rule of Men) แตเ่ ป็นการปกครองโดยกฎหมาย
(The Rule of Law) นน่ั คอื ต้องมี กตกิ า
5) หลักเสยี งขา้ งมากแตไ่ ม่ละเลยเสียงขา้ งนอ้ ย
Majority Rule : ถา้ อ้างเสยี งขา้ งมากอย่างเดียว จะกลายเปน็ เผด็จการเสียงขา้ งมาก
Minority Rights : ตอ้ งรกั ษาสทิ ธิของเสยี งข้างนอ้ ยดว้ ย เชน่ ให้สิทธิในการตรวจสอบ ซักถาม เสนอแนะ ฯลฯ
ฉนั ทามติ : เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยต้อง ประนปี ระนอมกนั
6) หลักเหตุผล
7
2.3 รปู แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย รูปแบบ
รูปแบบการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย
ประมขุ ของประเทศ
พระมหากษตั ริย์ ประธานาธบิ ดี แบบรัฐสภา
แบบประธานาธบิ ดี
แบบกง่ึ ประธานาธิบดีกงึ่ รฐั สภา
• การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ
1) ประมุขของประเทศในระบอบประชาธิปไตย มีรูปแบบสำคัญ 2 รูปแบบ คือ พระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
และประธานาธบิ ดเี ปน็ ประมุข โดยทั้ง 2 รูปแบบนี้ ประมุขจะใช้อำนาจตามท่ีรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยประเทศท่ีมี
พระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมขุ พระองค์จะทรงใช้อำนาจอธปิ ไตยผ่านสถาบนั การปกครอง ไดแ้ ก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี
และศาล โดยมีนายกรัฐมนตรเี ปน็ หัวหนา้ รฐั บาลหรือฝา่ ยบริหาร
2) สถาบนั พระมหากษัตริย์มบี ทบาทสำคัญตอ่ การเมอื งการปกครองระบอบประชาธิปไตยในฐานะท่เี ปน็ สถาบนั ให้
ความชอบธรรมแก่สถาบันการปกครองอนื่ เปน็ สถาบันท่อี ยใู่ นฐานะสูงสดุ ท่ีจะให้คำแนะนำตักเตือนรฐั บาล อยู่ในฐานะ
สงู สดุ ในการทจ่ี ะแกไ้ ขวกิ ฤตการณ์ทางการเมอื งให้ลดความรนุ แรงลงหรอื ขจัดให้หมดไปได้
• แบบรัฐสภา (parliamentary system) สาระสำคัญดงั น้ี
อํานาจอธิปไตย จะเชื่อมอํานาจและถ่วงดุลกันอย่างมาก
กลไกการทาํ งาน fusion of power + check & balance
1) ประชาชนเลอื กผ้แู ทน (สส. และ สว. )
2) สส. ในรัฐสภา ประชมุ เลือกนายกฯ ---> นายกฯ แต่งต้ังคณะรัฐมนตรี ---> คณะรฐั บาล ดังน้ันรฐั บาล
ต้องบริหาร ภายใต้ความไว้วางใจจากรฐั สภา (สภาตั้ง สภาคุม )
3) อาํ นาจนิติบัญญัติ (วุฒิสภา+สส.) มีหน้าทอ่ี อกกฎหมายและควบคมุ รัฐบาลโดย
- ให้แถลงนโยบายต่อสภา
- ตง้ั กระท้ถู ามซักฟอกรฐั บาลได้
- เปดิ อภปิ รายทั่วไปและลงมติไมไ่ ว้วางใจ
4) อํานาจบริหาร (รฐั บาล) ต้องบริหารภายใต้ความไว้วางใจของรฐั สภา และสามารถยุบสภาได้เมื่อเกิด
การขัดแยง้ กนั ระหวา่ ง รัฐบาล กับ สส.
8
• แบบประธานาธบิ ดี (Presidential system)
แยกอาํ นาจนติ บิ ญั ญตั ิ บริหาร และตุลาการ ออกจากกัน อยา่ งเด็ดขาด แต่กม็ กี ารถว่ งดลุ และ คานอาํ นาจกัน
กลไกการทํางาน แบบ separate of power + check & balance
1) ประชาชนเลือกตังประธานาธิบดี สส. และ สว. ทางตรง
2) ประธานาธิบดี จดั ตงั คณะรฐั บาลเอง แต่ไม่ไดม้ าจาก สส.
3) ฝ่ายบรหิ ารไม่มอี ํานาจยุบสภา ฝา่ ยนิติบญั ญัตไิ ม่มี อาํ นาจลงมตไิ ม่ไวว้ างใจฝ่ายบริหาร ดังนัน้ ทาํ ให้
รฐั สภา และรัฐบาลจึงอย่คู รบวาระ
4) แต่การบรหิ ารแบบน้ียังมีการตรวจสอบถ่วงดลุ เชน่
- รัฐสภาออกกฎหมายตอ้ งใหป้ ระธานาธบิ ดี เห็นชอบ เพราะประธานาธิบดีมีสิทธิ Veto
- ประธานาธบิ ดีจะทําสนธิสัญญาตอ้ งไดร้ ับการ เห็นชอบจากรฐั สภา
- ประธานาธบิ ดเี ป็นผู้ออกงบประมาณแผน่ ดินแต่ ตอ้ งนําไปใหร้ ัฐสภาอนุมัติ
- กรณเี กดิ ความขดั แย้งระหว่างรฐั บาลกบั รฐั สภา ศาลสูงสุด (supreme court) จะเป็นผตู้ ัดสนิ
ว่าใครถกู ใครผิด แต่จะไม่มีการยบุ สภา
• แบบกึง่ รฐั สภากึ่งประธานาธิบดี (semi presidential system)
กลไกลการทํางาน
1) ประชาชนเลือกต้ังประธานาธบิ ดี สส. และ สว. โดยตรง
2) ประธานาธบิ ดแี ต่งต้ังนายกรฐั มนตรี ---> นายกฯแต่งต้ัง ครม.
(โดยความเหน็ ชอบจากประธานาธบิ ดี โดยไมต่ ้องขอ ความเหน็ ชอบจากรัฐสภา)
3) รฐั สภามีสทิ ธิลงมตไิ ม่ไวว้ างใจนายกฯ+ครม. และไมม่ สี ิทธิ ลงมตไิ ม่ไวว้ างใจประธานาธิบดี
ประธานาธบิ ดีจึงอยูค่ รบ วาระ)
4) ประธานาธิบดีมสี ทิ ธปิ ระกาศยุบสภาถ้าเกดิ ความขดั แย้งกัน
5) จะเห็นไดว้ ่าระบบน้ี ประธานาธบิ ดมี อี าํ นาจกว่าผอู้ ่ืน
สรปุ รูปแบบการปกครอง
ลักษณะ รฐั สภา ประธานาธบิ ดี ก่งึ รัฐสภา กง่ึ ประธานาธบิ ดี
ประมขุ และ ประธานาธิบดี
อาํ นาจของประมุข พระมหากษตั ริย์หรอื ประธานาธิบดี
หวั หน้าฝ่ายบรหิ าร ประธานาธบิ ดี มนี ายกฯ
ประธานาธบิ ดี แตเ่ ปรียบ เหมือนรองนายกฯ
หลักการใชอ้ าํ นาจ ใน ระบบรฐั สภา
นายกรฐั มนตรี ประธานาธบิ ดี ผสมผสานท้ัง 2 แบบ
อาํ นาจยบุ สภา
การลงมตไิ ม่ไว้วางใจ ไมม่ นี ายกฯ ประธานาธิบดี
รัฐสภา
fusion of power + separate of power +
check & balance check & balance
นายกรัฐมนตรี ไม่มีการยบุ สภา
รัฐสภา
9
ตวั อยา่ งประเทศทใ่ี ชร้ ูปแบบการปกครอง
รัฐสภา ประธานาธบิ ดี กง่ึ รัฐสภา ก่งึ ประธานาธิบดี
อังกฤษ ไทย สวเี ดน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา บราซิล ฝรง่ั เศส กรีก โปรตุเกส
สเปน อติ าลี ออสเตรเลีย ญปี่ ุ่ น ฟลิ ปิ ปินส์ อรุ ุกวยั ไลบีเลยี ฟนิ แลนด์ สหพนั ธรฐั รัสเซยี
มาเลเซยี แคนาดา สงิ คโปร์ ตมิ อร-์ เลสเต อียิปต์
อินเดีย อสิ ราเอล
*******ประเทศไทยเรา เรียก "รฐั สภา" วา่ National Assembly
สว่ น สหรฐั อเมริกา เรยี กว่า สภา Congress
อังกฤษ เรยี กสภาวา่ Parliamentary
ญป่ี ่นุ เรียกว่า สภา Diet
2.4 ข้อดีและข้อจาํ กัดของการปกครองแบบประชาธปิ ไตย
ข้อดี
1.ประชาชนมสี ่วนร่วมในการปกครอง ทําให้เป็นเจา้ ของอํานาจอธปิ ไตย
2.ประชาชนมสี ทิ ธเิ สรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
3. ลดความขัดแยง้ ระหว่างรฐั บาลกบั ประชน หรือระหว่าง ประชาชนกบั ประชาชนดว้ ยกนั เอง เช่น การเจรจา
การทาํ ประชาพิจารณ์
4.เปดิ โอกาสใหบ้ คุ คลท่ีมีความรู้ความสามารถ สร้างสรรคง์ าน และสง่ิ ต่างๆเต็มความสามารถ ซึ่งทาํ ให้สงั คมมี
ความ เจริญกา้ วหนา้
ขอ้ จาํ กัด
1. ระบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยนน้ั แมว้ า่ มีหลกั การดี แตน่ าํ ไปใชย้ ากเน่ืองจากไม่ไดต้ อบสนองความ
ตอ้ งการของ ประชาชนได้ท้งั หมด (เสียงข้างมาก)
2. การทีป่ ระชาชนจะมีส่วนร่วมในการปกครอง ประชาชนต้องมี ความรคู้ วามเข้าใจในเรื่องสทิ ธิ เสรีภาพ และ
ความเสมอภาค รวมทงั้ ต้องมคี ุณธรรม เห็นแกส่ ่วนรว่ มเปน็ สาํ คัญ
3. เกดิ ความลา่ ช้าในการตัดสินใจต้องมีการประชุมปรึกษาหารือ กนั หรอื ผ่านขน้ั ตอนต่างๆหลายข้ันตอน
4. เสียคา่ ใช้จ่ายในการดาํ เนินการสงู (ประมาณ 2000 ล้าน บาท/คร้ัง)
5. หากประชาชนไมเ่ ข้าใจประชาธิปไตยดีพอจะนาํ ไปส่กู ารใช้ สิทธเิ สรีภาพเกินขอบเขต ทําให้เกิดความวนุ่ วายใน
สังคมได้
10
4. การใช้อำนาจอธปิ ไตย
อำนาจอธปิ ไตย (sovereignty) หมายถึง อำนาจสงู สุดในการปกครองรัฐ ดังน้นั ส่ิงอืน่ ใดจะมีอำนาจย่ิง
กว่าหรือขดั ต่ออำนาจอธปิ ไตยหาได้ไม่
อำนาจอธปิ ไตย ยอ่ มมีความแตกต่างกนั ไป ในแต่ละระบอบการปกครอง ตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตย
อำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของประชาชน ในระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์ (ในสมัยกอ่ น) อำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของ
พระมหากษตั รยิ ์ คอื กษัตริย์เปน็ ผ้มู ีอำนาจสงู สุดในการปกครองประเทศเปน็ ต้น
อำนาจอธปิ ไตย นบั เปน็ องค์ประกอบสำคญั ท่สี ดุ ของความเป็นรัฐ เพราะการจะเปน็ รัฐได้น้นั นอกจาก
ตอ้ งประกอบด้วย อาณาเขต ประชากร และรัฐบาลแลว้ ยอ่ มต้องมีอำนาจอธิปไตยด้วย กล่าวคอื ประเทศนน้ั ตอ้ ง
เปน็ ประเทศที่สามารถมอี ำนาจสูงสดุ (อำนาจอธิปไตย) ในการปกครองตนเอง จึงจะสามารถเรียกวา่ "รัฐ" ได้
➢ แผนผงั การใชอ้ ำนาจอธปิ ไตยของประเทศไทย
อำนาจ
อธปิ ไตย
อำนาจนติ ิบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ
รัฐสภา คณะรฐั มนตรี ศาล องคก์ รอิสระ
ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร
สมาชกิ สมาชิก ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง
สภาผู้แทนราษฎร วฒุ ิสภา
ส.ว.
ส.ส.
1. อำนาจนิตบิ ญั ญตั ิ
รฐั สภา ประกอบดว้ ย สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร (ส.ส.) และ สมาชกิ วฒุ ิสภา (ส.ว.)
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร (ส.ส.) มีอำนาจหน้าท่ี
- เสนอและพิจารณากฎหมาย
- ควบคมุ การบริหารราชการแผน่ ดนิ
- มีสทิ ธเิ ขา้ ชอื่ เพือ่ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมอื ง
- การตรากฎหมายทข่ี ดั หรือแย้งต่อรฐั ธรรมนญู
11
สมาชกิ วฒุ สิ ภา (ส.ว.) มีอำนาจหนา้ ท่ี
- พิจารณาร่างพระราชบัญญตั ิ
- ควบคมุ การบริหารราชการแผ่นดิน
- การตรากฎหมายท่ขี ัดต่อรัฐธรรมนญู
- มีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
2. อำนาจบริหาร
คณะรฐั มนตรี (ครม.) นายกรฐั มนตรีเปน็ หัวหนา้ ฝ่ายบรหิ าร มีอำนาจหน้าท่ี
- กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดนิ ใหม้ ีความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
- รกั ษากฎหมายและความสงบเรยี บรอ้ ยเพือ่ ใหป้ ระชาชนปลอดภยั ในการดำเนนิ ชีวิต
- ควบคมุ ข้าราชการประจำให้นำนโยบายไปปฏบิ ัติและประสานงานกบั กระทรวงตา่ งๆ
ให้เปน็ ไปในทางเดยี วกัน
- ออกมติตา่ งๆ เพ่อื ให้กระทรวง กรมตา่ งๆ ถือปฏิบัตแิ ละเปน็ แนวทางในการบริหารจดั การ
- เสนอกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู รวมท้งั ออกพระราชกำหนด
ใหใ้ ช้บังคับ
- ดงั เช่นพระราชบญั ญตั ิ ในกรณีฉกุ เฉินรบี ดว่ นมคี วามจำ เปน็ อนั มิอาจหลีกเล่ยี งไดใ้ นอันทจี่ ะรักษาความ
ปลอดภัยของประเทศ ให้ประเทศมคี วามมั่นคง
3. อำนาจตลุ าการ
ศาล ประกอบด้วย ศาลรฐั ธรรมนูญ ศาลยุตธิ รรม ศาลปกครอง ศาลทหาร
ศาลรัฐธรรมนูญ มอี ำนาจหน้าท่ี
- พิจารณารา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ผี่ ่านการเหน็ ชอบจากรฐั สภา
- พิจารณาวินิจฉยั บทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย
- พิจารณาปญั หาหนา้ ทข่ี ององค์กรต่างๆ
ศาลยุตธิ รรม มอี ำนาจหนา้ ที่
- พจิ ารณาพิพากษาคดีทง้ั ปวง
- พิจารณาคดีแพ่งและคดอี าญาท่ีมีการอทุ ธรณ์
- พจิ ารณาคดีตามทีก่ ฎหมายบัญญัติ
ศาลปกครอง มอี ำนาจหน้าที่
- พิจารณาคดีที่เก่ียวกบั การใช้อำนาจทางการปกครองตามกฎหมายตามทกี่ ฎหมายบญั ญัติ
ศาลทหาร มีอำนาจหนา้ ที่
- พิจารณาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเปน็ บุคคลทอ่ี ยใู่ นอำนาจศาลทหาร
❖ องค์กรอิสระตามรฐั ธรรมนญู 5 องคก์ ร ดงั น้ี
1) คณะกรรมการการเลอื กตัง้ มหี นา้ ที่
- ควบคุมและดำเนินการจัดใหม้ กี ารเลือกตง้ั และการออกเสียงประชามติ ให้เปน็ ไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
- ดำเนนิ การแบง่ เขตเลอื กตง้ั สำหรับการเลือกต้งั ที่ใช้วธิ กี ารแบ่งเขตเลอื กต้งั และจัดให้มีบัญชรี ายชอื่ ผมู้ สี ทิ ธิเลอื กตงั้
- สืบสวนสอบสวนเพ่ือหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยช้ขี าดปญั หาหรอื ข้อโต้แยง้ เกยี่ วกบั การเลอื กต้ัง
- สั่งใหม้ กี ารเลอื กต้งั ใหมห่ รอื ออกเสยี งประชามติใหม่ในหนว่ ยเลอื กตั้งทีม่ ีการทจุ ริต
- เพกิ ถอนสทิ ธเิ ลือกต้งั และดำเนนิ คดอี าญากบั ผู้สมคั ร หวั คะแนน และผเู้ ก่ยี วข้อง (ให้ใบเหลือง หรอื ใบแดง)
- ประกาศผลการเลือกตงั้ หรือการออกเสยี งประชามติ
12
2) ผูต้ รวจการแผน่ ดิน มหี น้าท่ี
- พจิ ารณาและสอบสวนหาขอ้ เท็จจรงิ ในกรณี เช่น การไมป่ ฏบิ ตั ิตามกฎหมาย หรอื ปฏิบัตินอกเหนอื อำนาจหน้าที่ของ
ข้าราชการ
- ตรวจสอบการละเลยการปฏิบัตหิ นา้ ท่ีหรือการปฏิบตั หิ น้าท่ีโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมายขององคก์ รตามรฐั ธรรมนญู และ
องค์กรในกระบวนการยตุ ธิ รรม
- ดำเนนิ การเกย่ี วกบั จริยธรรมของผ้ดู ำรงตำแหน่งทางการเมอื งและเจา้ หนา้ ท่ีของรฐั
- เสนอเร่ืองตอ่ ศาลรฐั ธรรมนญู หรือศาลปกครองในกรณี เช่น บทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมายมปี ญั หาเก่ยี วกับความชอบดว้ ย
รัฐธรรมนญู
3) คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ มีหน้าที่
- ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและความมอี ย่จู รงิ ของทรพั ยส์ นิ และหน้สี นิ ของผูด้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมืองและเจา้ หนา้ ที่ระดับสงู
ของรัฐ
- ไต่สวนและวนิ ิจฉยั ความรำ่ รวยผิดปกตขิ องเจ้าหน้าทีข่ องรฐั ในการกระทำความผิดฐานทุจริตตอ่ หนา้ ที่ หรือความผิดตอ่
ตำแหน่งหน้าท่ีในการยุตธิ รรม
- กำหนดหลักเกณฑ์เกย่ี วกบั การกำหนดตำแหน่งและชั้นหรอื ระดับของเจา้ หนา้ ทข่ี องรัฐท่ีจะต้องยื่นบญั ชีแสดงรายการ
ทรพั ยส์ นิ และหนส้ี ิน
- ดำเนินการเพอื่ ปอ้ งกันการทจุ ริตและเสริมสร้างทศั นคตแิ ละคา่ นิยมเกี่ยวกับความซือ่ สัตยส์ ุจรติ
4) คณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ มีหนา้ ท่ี
- กำหนดหลกั เกณฑม์ าตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผน่ ดนิ ทเ่ี ป็นกลาง
- ให้คำแนะนำแก่ผ่ายบริหารในการแก้ไขกฎหมาย ระเบยี บขอ้ บงั คับเกี่ยวกบั การควบคมุ เงนิ ของรัฐ
- กำหนดมาตรฐานหรือมาตรการเกีย่ วกับการตรวจสอบการบริหารงบประมาณสำหรับหน่วยรับตรวจ
- ช้ขี าดสูงสุดในกระบวนการทางวนิ ยั ทางงบประมาณ และการคลงั
- ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศตามอำนาจหนา้ ท่ีเกยี่ วกบั การตรวจเงินแผน่ ดิน
- พจิ ารณาคำรอ้ งขอของสภาผูแ้ ทนราษฎร วฒุ สิ ภา หรือคณะรัฐมนตรที ขี่ อให้ตรวจสอบ
- เสนอขอ้ สังเกตและความเห็นต่อคณะกรรมาธกิ ารพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี
5) คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแห่งชาติ มหี นา้ ที่
- ตรวจสอบและรายงานข้อเทจ็ จรงิ ท่ีถกู ตอ้ งเกย่ี วกับการละเมิดสทิ ธิมนุษยชนทกุ กรณีโดยไมล่ า่ ช้า และเสนอแนะมาตรการ
หรอื แนวทางทเ่ี หมาะสมในการป้องกันหรอื แก้ไขการละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน รวมทัง้ การเยยี วยาผู้ได้รับความเสยี หายจากการ
ละเมิดสิทธมิ นุษยชนต่อหน่วยงานของรฐั หรือเอกชนท่เี กย่ี วขอ้ ง
- จดั ทำรายงานผลการประเมนิ สถานการณด์ ้านสิทธมิ นษุ ยชนของประเทศเสนอต่อรฐั สภาและคณะรฐั มนตรี และเผยแพร่
ตอ่ ประชาชน
- เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการสง่ เสริมและคุม้ ครองสิทธมิ นุษยชนตอ่ รฐั สภา คณะรฐั มนตรี และหน่วยงานที่
เกยี่ วข้อง รวมตลอดทง้ั การแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรอื คำสง่ั ใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกบั หลกั สิทธมิ นษุ ยชน
-ชแี้ จงและรายงานข้อเท็จจรงิ ที่ถูกต้องโดยไมช่ กั ช้าในกรณีที่มกี ารรายงานสถานการณ์เกี่ยวกบั สิทธิมนษุ ยชนในประเทศไทย
โดยไมถ่ กู ต้องหรือไมเ่ ปน็ ธรรม
-สร้างเสริมทกุ ภาคสว่ นของสงั คมให้ตระหนกั ถงึ ความสำคญั ของสทิ ธมิ นษุ ยชน
13
➢ ฐานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตรยิ ์
รัฐธรรมนญู บัญญัตวิ ่า “ประเทศไทยมกี ารปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็
ประมุข” และ “อำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผ์ ู้ทรงเป็นประมขุ ทรงใชอ้ ำนาจนัน้ ทาง
รัฐสภา คณะรฐั มนตรี และศาลตามบทบญั ญัตแิ ห่งรฐั ธรรมนญู น”ี้
พระมหากษัตรยิ ์ของประเทศไทยทรงอยู่เหนือการเมอื ง และทรงมีฐานะและพระราชอำนาจ
ตามรฐั ธรรมนญู ดงั นี้
1.ทรงอยู่ในฐานะประมุขของประเทศ
2.ทรงเป็นกลางและทรงอย่เู หนอื การเมือง
3.ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นทเี่ คารพสักการะ
4.ทรงเป็นตวั แทนของปวงชนชาวไทย
5.ทรงเปน็ เอกลักษณ์และศูนย์รวมแห่งความสามัคคี
❖ การดำเนินนโยบายด้านความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศของไทย
ปจั จุบันประเทศต่างๆ ทวั่ โลกให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีการติดต่อ
แลกเปลี่ยนช่วยเหลอื กนั ท้ังภายในภมู ิภาคและภายนอกภมู ภิ าค มรี ปู แบบการสร้างความสมั พนั ธ์ทัง้ ทางด้านการทูต การคา้
การแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรม การศึกษา กีฬา และเทคโนโลยี
ประเทศไทยไดม้ กี ารรว่ มมือแลกเปลย่ี นและสรา้ งความสมั พันธ์กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉยี ง
ใต้และประเทศต่างๆ ทัว่ โลก มวี ัตถุประสงค์เพอ่ื การประสานประโยชนร์ ว่ มกันและสร้างความสัมพันธท์ ดี่ ีต่อกันในรปู แบบ
ตา่ งๆ เช่น รว่ มจดั ตั้งองค์กรระหวา่ งประเทศ เข้าร่วมเปน็ สมาชกิ องคก์ ารดา้ นความรว่ มมือต่างๆ เป็นต้น
• การเป็นสมาชกิ องคก์ ารความร่วมมือระหวา่ งประเทศ
1.องค์การสหประชาชาติ (UN)
ไดร้ ับการจัดต้งั ขน้ึ เมือ่ วันที่ 24 ตลุ าคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) หลังสงครามโลกคร้ังทีส่ องยตุ ิลง
มีสำนักงานใหญต่ งั้ อยู่ท่ีกรุงนวิ ยอรก์ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ปจั จุบันมี สมาชกิ 193 ประเทศประเทศไทย
เมอ่ื วันท่ี 16 ธันวาคม พ.ศ.2489 (ค.ศ. 1946) นับเปน็ ลำดับที่ 55
วตั ถปุ ระสงค์
- รักษาสันติภาพ ความมน่ั คง และพฒั นาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ โดยอยู่บนพ้ืนฐานของหลักสิทธิ
มนุษยชนและความเท่าเทยี มกนั ของมนุษย์
- สง่ เสริมประชาธปิ ไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค บนพน้ื ฐานของหลักความยุติธรรมและกฎหมาย
ระหว่างประเทศ
- อนุรักษแ์ ละบรู ณะสถานทส่ี ำคญั ทางประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม และสถาปตั ยกรรม
2. สมาคมประชาชาตแิ หง่ เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ (ASEAN)
ก่อต้งั เม่ือพ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) โดยมีสมาชกิ เริ่มแรก 5 ประเทศ คือ ไทย อนิ โดนเี ซยี มาเลเซยี
ฟิลิปปินสแ์ ละสิงคโปร์ ปัจจบุ ันมสี มาชิก 10 ประเทศ โดยสมาชิกเพมิ่ เตมิ ได้แก่ บรไู น เวียดนาม ลาว เมยี น
มา และกมั พชู า มีสำนักงานใหญต่ ง้ั อยูท่ ี่กรงุ จาการต์ า ประเทศอินโดนเี ซยี
วตั ถุประสงค์
- ส่งเสริมเสถยี รภาพ สันตภิ าพ และความมั่นคงภายในภูมิภาค
- เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกบั ประเทศนอกภูมิภาค
- เพื่อเรง่ รัดความเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรมของภมู ิภาค
- สง่ เสริมความรว่ มมือในทางวิชาการ ทงั้ การฝึกอบรม การแลกเปลย่ี นเรยี นรแู้ ละการวิจัย
14
3.เขตการค้าเสรอี าเซยี น (AFTA)
เปน็ ความรว่ มมือทางเศรษฐกิจของประเทศในกลมุ่ อาเซยี น ซงึ่ เป็นความคดิ รเิ ริ่มของนายอานนั ท์ ปนั ยารชุน
นายกรฐั มนตรขี องไทยในขณะนัน้ ทเี่ สนอตอ่ ทีป่ ระชุมสุดยอดอาเซียน ณ ประเทศสงิ คโปร์ เม่ือ พ.ศ. 2535
วตั ถุประสงค์
- ส่งเสริมการค้าในอาเซียนใหข้ ยายตัวเพม่ิ ขึน้
- ลดภาษแี ละอุปสรรคขอ้ กดี ขวางทางการคา้ เพื่อดึงดดู การลงทุนจากต่างชาติ
- เพม่ิ ขีดความสามารถในการตอ่ รองทางการคา้ โลก
- เป็นเปน็ เวทแี สดงความคิดเห็นหากถูกเอารัดเอาเปรยี บทางการคา้ จากประเทศอ่ืน
4. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภมู ิภาคเอเชีย-แปซฟิ ิก (APEC)
กอ่ ต้ังขนึ้ ใน พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ตามข้อเสนอของนายบอ๊ บ ฮอรก์ (Bob Hawke)
อดตี นายกรัฐมนตรีประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบนั มีสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ
วัตถปุ ระสงค์
- สง่ เสรมิ และพฒั นาระบบการคา้ เพ่อื การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภมู ภิ าคและของโลก
- เป็นเวทีสำหรบั ใหส้ มาชิกปรกึ ษาหารือ แลกเปล่ียนข้อคิดเห็นกนั ทางดา้ นเศรษฐกิจ
- ส่งเสรมิ ให้การคา้ และการลงทุนเปน็ ไปอยา่ เสรี
- ลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการคา้ และบรกิ ารระหว่างประเทศสมาชิก
5.องค์การการคา้ โลก (World Trade Organization : WTO)
- สง่ เสริมใหก้ ารค้าระหวา่ งประเทศเปน็ ไปโดยเสรีมากขึ้น
- ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมไมเ่ ลือกปฏิบตั ิ
- กำกับดูแลการดำเนนิ งานของประเทศสมาชิกให้เปน็ ไปตามขอ้ ตกลงขององคก์ ารการค้าโลก
- ยตุ ขิ ้อพพิ าทท่ีอาจมขี น้ึ ระหว่างประเทศสมาชิก
- เป็นเวทีเจรจาการคา้ ของประเทศสมาชกิ
- ติดตามและตรวจสอบนโยบายทางการคา้ ของประเทศสมาชิกอยา่ งสม่ำเสมอ
15
สรุปวชิ าสังคมศึกษา 2 (ส 31104) ม.4 ภาคเรยี นท่ี 2/2564 โดย ครเู ชิดศักด์ิ วลิ าวรรณ
หนว่ ยที่ 2 รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย
1. ความเปน็ มาของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย
“วนั รัฐธรรมนญู ” คือ วนั ทจ่ี ัดขน้ึ เพอื่ ระลึกถึงการมีรฐั ธรรมนญู ฉบบั ถาวร ฉบับแรกของไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา้ เจา้ อยู่หัว (รัชกาลท่ี 7) ไดพ้ ระราชทานรัฐธรรมนญู ใหแ้ ก่ประชาชนชาวไทย เมื่อวันท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ.2475
วันนีจ้ งึ ถอื เป็นวนั ท่ีมคี วามสำคญั ทางประวตั ิศาสตร์และการเมืองไทย
ความหมายของรฐั ธรรมนญู
กฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายแม่บทท่ีบัญญตั กิ ฎเกณฑก์ ารบริหารและปกครองทางการเมอื ง หาก
กฎหมายใดขัดตอ่ รัฐธรรมนญู จะมีผลเป็นโมฆะและบังคับใชไ้ มไ่ ด้
กำเนดิ รัฐธรรมนูญ
เมอ่ื สงั คมมพี ฒั นาการทางการเมอื งทซ่ี บั ซ้อนขึ้น รฐั ธรรมนญู จึงกลายเป็นประดิษฐกรรมท่ีมนษุ ย์ใช้รองรับบรบิ ท
ตา่ งๆ ทางสังคม เดิมทีคำวา่ “รฐั ธรรมนูญ” (Constitution) หมายถึง หลักการหรือขอ้ ตกลง ซงึ่ มคี วามหมายคอ่ นขา้ งกวา้ ง
และไม่เป็นลายลักษณ์อกั ษร แต่เปน็ หลักการและธรรมเนียมทีป่ ฏิบตั ิสืบตอ่ กันมาอย่างยาวนาน จนกระทงั่ พ.ศ.1758 พระ
เจ้าจอห์นที่ 5 แหง่ อังกฤษ ถกู ขุนนางบังคบั ให้ทรงลงนามใน มหากฎบัตรแมกนา คาร์ตา (Magna Carta) เพ่ือประกนั สทิ ธิ
เสรีภาพใหป้ ระชาชน และลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ กลายเปน็ จดุ กำเนดิ ของรัฐธรรมนญู ฉบับแรกของโลก
ส่งผลใหอ้ ังกฤษเป็นประเทศแรกทีใ่ ชร้ ะบอบการปกครองประชาธิปไตย โดยพระมหากษัตรยิ ์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ซง่ึ เป็นตน้ แบบของหลายๆ ประเทศในเวลาตอ่ มา
ประวัติวันรฐั ธรรมนูญ และรัฐธรรมนญู ฉบับแรกของไทย
หลงั คณะราษฎรไดท้ ำการอภิวฒั น์สยาม เม่ือวนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ.2475 เพื่อเปล่ียนแปลงการปกครองจาก
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ ในสมัยของพระบาทสมเดจ็
พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ วั (รัชกาลที่ 7) มีการประกาศใช้ “พระราชบญั ญตั ธิ รรมนูญการปกครองแผน่ ดนิ สยามชั่วคราว
พุทธศักราช 2475” เม่ือวนั ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 ถือเป็นรฐั ธรรมนูญฉบับชั่วคราว ฉบับแรกของไทย
ตอ่ มา ในวนั ที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ.2475 ทรงพระราชทาน “รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รสยาม พุทธศักราช
2475” เปน็ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ถาวร ฉบบั แรกของไทย ทำใหว้ ันรฐั ธรรมนญู ตรงกับวันที่ 10 ธนั วาคมของทกุ ปี นบั ตัง้ แต่
เปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยไดป้ ระกาศใชร้ ัฐธรรมนูญมาแลว้ ทั้งหมด 20 ฉบับ โดยฉบบั ปัจจบุ ันคอื รฐั ธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560
รายช่ือรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทยทั้ง 20 ฉบับ
1. พระราชบญั ญตั ธิ รรมนูญการปกครองแผน่ ดินสยามชวั่ คราว พทุ ธศักราช 2475
2. รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม
3. รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2489
4. รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พทุ ธศักราช 2490
5. รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2492
6. รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พทุ ธศกั ราช 2495
7. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2502
8. รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2511
9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศกั ราช 2515
10. รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2517
11. รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2519
12. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
16
13. รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2521
14. รรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศกั ราช 2534
15. รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2534
16. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540
17. รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับช่วั คราว) พุทธศกั ราช 2549
18. รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2550
19. รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชว่ั คราว) พทุ ธศกั ราช 2557
20. รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560
ความสำคญั ของรฐั ธรรมนญู
1.สถาปนาอำนาจของรัฐ : แสดงถึงการดำรงอยขู่ องรัฐ เปน็ เอกราชไม่ข้ึนต่อใคร
2.สถาปนาเปา้ หมายของสงั คม : สร้างเอกภาพและแสดงเจตจำนงของการสร้างรฐั ว่าตอ้ งการให้การปกครอง
เปน็ ไปในทิศทางใด
3.สร้างรัฐบาลท่ีมเี สถยี รภาพ : ระบุหน้าทีข่ องผ้ปู กครอง กำหนดบทบาทและกลไกการทำงานของสถาบันการเมอื ง
4.คุ้มครองสิทธแิ ละเสรีภาพ : ประชาชนมีสทิ ธิและเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ ทงั้ การเคลอ่ื นไหว การแสดงความ
คดิ เหน็ และการเลอื กนบั ถือศาสนา
5.รบั รองความชอบธรรมให้ระบอบการเมอื ง : รฐั ทม่ี รี ฐั ธรรมนญู จะได้รับความชอบธรรม เมื่อเขา้ ร่วมกับประชาคม
นานาชาติในภาคีความร่วมมอื ต่างๆ
2. รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 (ฉบับท่ีใชใ้ นปัจจบุ นั )
รัฐธรรมนญู ฉบับปัจจบุ นั คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนญู เปน็ ผ้ยู กรา่ ง รฐั บาลเป็นผูต้ ราเร่มิ ใช้ ณ วันที่ 6 เมษายน
2560 (วนั เร่มิ ใชร้ ฐั ธรรมนญู คือวันเดียวกันกบั วนั ทล่ี งนามรับรองและประกาศ) พลเอกประยทุ ธ์ จันทรโ์ อชา
(นายกรฐั มนตร)ี เป็นผูล้ งนามรับรอง
รฐั ธรรมนญู เปน็ กฎหมายสงู สดุ ของประเทศ บทบัญญัตใิ ดของกฎหมาย กฎ หรอื ขอ้ บังคับ ขัดหรือแยง้ ตอ่
รัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตนิ ้นั เปน็ อนั ใชบ้ งั คบั มไิ ด้
มีทั้งหมด 16 หมวด 279 มาตรา 1 บทเฉพาะกาล ราชกิจจานุเบกษา เลม่ ท่ี 134 ตอนที่ 40 ก โดยมรี ายละเอียดดังนี้
หมวด 1 บทท่วั ไป
หมวด 2 พระมหากษัตริย์
หมวด 3 สิทธแิ ละเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย
หมวด 5 หน้าทีข่ องรัฐ
หมวด 6 แนวนโยบายแหง่ รฐั
หมวด 7 รฐั สภา
ส่วนที่ 1 บททั่วไป
ส่วนท่ี 2 สภาผแู้ ทนราษฎร
สว่ นที่ 3 วฒุ สิ ภา
ส่วนท่ี 4 บทท่ีใชแ้ กส่ ภาทัง้ สอง
สว่ นที่ 5 การประชมุ รว่ มกนั ของรฐั สภา
หมวด 8 คณะรัฐมนตรี
หมวด 9 การขัดกันแหง่ ผลประโยชน์
17
หมวด 10 ศาล
ส่วนท่ี 1 บททัว่ ไป
ส่วนที่ 2 ศาลยตุ ิธรรม
สว่ นที่ 3 ศาลปกครอง
ส่วนที่ 4 ศาลทหาร
หมวด 11 ศาลรฐั ธรรมนญู
หมวด 12 องค์กรอิสระ
ส่วนที่ 1 บททว่ั ไป
ส่วนท่ี 2 คณะกรรมการการเลอื กตงั้
สว่ นที่ 3 ผู้ตรวจการแผน่ ดิน
สว่ นท่ี 4 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ
ส่วนที่ 5 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
สว่ นท่ี 6 คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ
หมวด 13 องคก์ รอยั การ
หมวด 14 การปกครองส่วนทอ้ งถิน่
หมวด 15 การแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนูญ
หมวด 16 การปฏริ ปู ประเทศ
บทท่ัวไป
1.ประเทศไทยเปน็ ราชอาณาจกั รอนั หนึ่งอนั เดียว จะแบง่ แยกมไิ ด้ (ความเป็นรัฐเดยี ว ม.1)
2.ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข (รูปแบบการปกครอง ม.2)
3.อำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั รยิ ผ์ ทู้ รงเปน็ ประมขุ ทรงใช้อำนาจนั้นทางรฐั สภา คณะรฐั มนตรี
และศาล ตามบทบญั ญัติแหง่ รฐั ธรรมนญู
4.คณะรัฐมนตรี ศาล องคก์ รอสิ ระ และหนว่ ยงานของรฐั ตอ้ งปฏิบตั ิหนา้ ที่ใหเ้ ป็นไป ตามรัฐธรรมนญู กฎหมาย และหลกั
นิติธรรม เพ่ือประโยชน์สว่ นรวมของประเทศชาติและความผาสกุ ของ ประชาชนโดยรวม
5.ศกั ดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิเสรภี าพ และความเสมอภาคของบุคคล ยอมได้รบั ความคมุ้ ครองปวงชนชาวไทยยอ่ มไดร้ บั
ความคมุ้ ครองตามรฐั ธรรมนญู เสมอกนั
6.รัฐธรรมนูญเปน็ กฎหมายสูงสดุ ของประเทศ บทบญั ญตั ใิ ดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบงั คบั หรอื การกระทำใด ขัดหรือแยง้
ตอ่ รฐั ธรรมนูญ บทบญั ญัตหิ รือการกระทำนนั้ เป็นอันใชบ้ งั คับมิได้
คณะองค์มนตรี
คณะองคมนตรมี ีหนา้ ทีถ่ วายความเหน็ ตอ่ พระมหากษตั รยิ ์ในพระราชกรณียกจิ ทงั้ ปวงทพ่ี ระมหากษตั ริย์ทรงปรึกษา และมี
หนา้ ทีอ่ นื่ ตามท่บี ญั ญตั ิไว้ในรฐั ธรรมนญู พระมหากษัตริยท์ รงเลอื กและทรงแตง่ ตง้ั ผู้ทรงคุณวุฒเิ ปน็ ประธานองคมนตรี 1
คน และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกนิ 18 คนประกอบเปน็ คณะองคมนตรี การเลอื กและแต่งตงั้ องคมนตรีหรอื การใหอ้ งคมนตรี
พน้ จากตำแหน่งให้เปน็ ไปตามพระราชอัธยาศยั
องคมนตรตี ้องไม่เป็นสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมอื งอ่ืน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ
ผ้ดู ำรงตำแหน่งในองค์กรอสิ ระ พนกั งานรฐั วสิ าหกิจ เจ้าหน้าทอี่ น่ื ของรฐั หรอื สมาชกิ หรอื เจ้าหนา้ ที่ของพรรคการเมือง
หรือขา้ ราชการเวน้ แต่การเป็นขา้ ราชการในพระองค์ ในตำแหนง่ องคมนตรแี ละตอ้ งไมแ่ สดงการฝกั ใฝใ่ นพรรคการเมอื งใด ๆ
ผ้ลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการแตง่ ตัง้ ประธานองคมนตรี และองคมนตรี
18
1. ประธานรฐั สภาเป็นผูล้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรอื ใหป้ ระธานองคมนตรีพ้นจาก
ตำแหนง่
2. ประธานองคมนตรีเปน็ ผูล้ งนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งต้งั องคมนตรอี ่ืนหรือให้องคมนตรอี น่ื พ้นจากตำแหนง่
หนา้ ท่ขี องปวงชนชาวไทย
1.พทิ ักษร์ ักษาไว้ซงึ่ ชาติศาสนา พระมหากษตั ริยแ์ ละการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็
ประมขุ
2.ปอ้ งกันประเทศ พิทักษร์ กั ษาเกียรติภมู ผิ ลประโยชน์ของชาตแิ ละสาธารณสมบัติของแผน่ ดนิ รวมท้ังใหค้ วามร่วมมือใน
การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
3.ปฏิบตั ิตามกฎหมายอย่างเคร่งครดั
4.เข้ารับการศึกษาอบรมในการศกึ ษาภาคบังคับ
5.รับราชการทหารตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ
6.เคารพและไม่ละเมดิ สิทธิและเสรภี าพของบคุ คลอน่ื และไมก่ ระทำการใดที่อาจก่อให้เกดิ ความแตกแยกหรือเกลยี ดชงั ใน
สังคม
7.ไปใช้สิทธิเลอื กตงั้ หรอื ลงประชามตอิ ย่างอสิ ระโดยคำนึงถงึ ประโยชนส์ ว่ นรวมของประเทศเปน็ สำคัญ
8.ร่วมมือและสนับสนนุ การอนรุ ักษ์และค้มุ ครองสงิ่ แวดลอ้ ม ทรัพยากรธรรมชาตคิ วามหลากหลายทางชีวภาพ รวมทง้ั มรดก
ทางวฒั นธรรม
9.เสยี ภาษอี ากรตามที่กฎหมายบญั ญัติ
10ไมร่ ว่ มมือหรอื สนับสนนุ การทุจริตและประพฤตมิ ิชอบทุกรูปแบบ
หนา้ ทขี่ องรัฐ
หน้าทีข่ องรฐั มี 12 ประการ จะขนึ้ ตน้ ด้วยคำวา่ “รัฐต้อง” เช่น
รัฐต้องพิทักษ์รกั ษาไวซ้ งึ่ สถาบันพระมหากษตั ริยเ์ อกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตทีป่ ระเทศไทยมีสทิ ธิ
อธิปไตย เกยี รติภมู ิและผลประโยชนข์ องชาตคิ วามม่นั คงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพ่อื ประโยชนแ์ หง่
การน้รี ัฐต้องจดั ใหม้ ีการทหาร การทูต และการข่าวกรองทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
แนวนโยบายแห่งรฐั
แนวนโยบายแหง่ รฐั มี 14 ประการ จะขึ้นต้นด้วยคำว่า “รฐั พึง” เช่น
รฐั พึงจัดให้มียทุ ธศาสตร์ชาติเป็นเปา้ หมายการพัฒนาประเทศอยา่ งยง่ั ยืนตามหลกั ธรรมาภิบาล
รัฐสภา
องคป์ ระกอบของรฐั สภา
1.รัฐสภาประกอบด้วยสภาผ้แู ทนราษฎรและวฒุ ิสภา
2.รัฐสภาจะประชุมรว่ มกันหรือแยกกัน ย่อมเปน็ ไปตามบทบัญญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู บุคคลจะเปน็ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร
และสมาชิกวุฒสิ ภาในขณะเดยี วกนั มิได้
ประธานรฐั สภาและรองประธานรฐั สภา
ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรเปน็ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒสิ ภาเป็นรองประธานรฐั สภา
ในกรณที ไี่ ม่มีประธานสภาผแู้ ทนราษฎร หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่อยูห่ รือไม่สามารถปฏบิ ัติหนา้ ทปี่ ระธานรฐั สภาได้
ให้ประธานวฒุ สิ ภาทำหนา้ ทปี่ ระธานรฐั สภาแทน
สภาผแู้ ทนราษฎร
สภาผูแ้ ทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน โดยแบ่งเปน็ สมาชกิ ซ่ึงมาจากการเลอื กต้งั แบบแบ่งเขตเลือกต้งั
จำนวน 350 คน และสมาชกิ ซงึ่ มาจากบัญชีรายช่อื ของพรรคการเมอื งจำนวน 150 คน
19
วุฒสิ ภา
วุฒสิ ภาประกอบดว้ ยสมาชิกจำนวน 200 คน ซ่งึ มาจากการเลอื กกนั เอง ของบุคคลซ่ึงมีความรคู้ วามเชี่ยวชาญ
ประสบการณอ์ าชพี ลกั ษณะ หรือประโยชนร์ ่วมกัน หรอื ทำงาน หรือเคยทำงานด้านตา่ ง ๆ ทห่ี ลากหลายของสงั คม
(เร่ือง ส.ว. ตอ้ งดใู หด้ ี ถา้ ส.ว. ตามหมวด 7 ส่วนที่ 3 จะมวี ฒุ ิสภาจำนวน 200 คน แต่ถา้ เป็น ส.ว. ตามบทเฉพาะ
กาลจะมีวุฒสิ ภา จำนวน 250 คน)
คณะรัฐมนตรี
พระมหากษัตริยท์ รงแต่งต้ังนายกรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรอี ่นื อกี ไมเ่ กนิ 35 คน ประกอบเปน็ คณะรฐั มนตรีมหี นา้ ที่บริหาร
ราชการแผน่ ดนิ ตามหลกั ความรับผิดชอบร่วมกนั การเสนอชอ่ื ตอ้ งมีสมาชิกรับรองไม่นอ้ ยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิก
ทง้ั หมดเท่าที่มอี ยขู่ องสภาผู้แทนราษฎร
ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผูด้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมือง
ศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมอี ำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีตามท่ีบัญญตั ิไว้ใน
รัฐธรรมนญู ให้มีแผนกคดอี าญาของผ้ดู ำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎกี า โดยองค์คณะ ผูพ้ ิพากษาประกอบดว้ ยผู้
พพิ ากษาในศาลฎกี าซง่ึ ดำรงตำแหนง่ ไมต่ ่ำกว่าผพู้ ิพากษาศาลฎีกาหรอื ผูพ้ ิพากษา อาวุโสซ่ึงเคยดำรงตำแหนง่ ไม่ตำ่ กวา่ ผู้
พพิ ากษาศาลฎกี า ซ่งึ ได้รบั คดั เลือกโดยทปี่ ระชุมใหญ่ศาลฎกี า จำนวนไมน่ อ้ ยกว่า 5 คนแต่ไมเ่ กิน 9 คนตามท่บี ัญญัตไิ วใ้ น
พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยวธิ พี จิ ารณาคดีอาญาของผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยใหเ้ ลือกเปน็ รายคดี
ศาลรฐั ธรรมนูญ
ศาลรฐั ธรรมนญู ประกอบดว้ ยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน ซง่ึ พระมหากษัตรยิ ท์ รงแต่งตง้ั มีวาระการดำรง
ตำแหน่ง 7 ปี นับแตว่ ันท่พี ระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ต้งั และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
คณะกรรมการการเลอื กตัง้
คณะกรรมการการเลือกต้ัง ประกอบดว้ ยกรรมการจำนวน 7 คน ซึ่งพระมหากษตั ริย์ ทรงแต่งตัง้ ตามคำแนะนำของ
วุฒสิ ภา มวี าระการดำรงตำแหนง่ 7 ปี นบั แตว่ ันทพ่ี ระมหากษตั ริย์ทรงแต่งตง้ั และให้ดำรงตำแหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดยี ว
ผ้ตู รวจการแผน่ ดนิ
ผตู้ รวจการแผน่ ดนิ มีจำนวน 3 คน ซึง่ พระมหากษตั ริย์ทรงแต่งต้งั ตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดย
คณะกรรมการสรรหา มีวาระการดำรงตำแหนง่ 7 ปี นับแต่วันที่พระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งไดเ้ พยี ง
วาระเดียว
คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ
คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติประกอบดว้ ย กรรมการจำนวน 9 คน ซ่ึงพระมหากษตั ริยท์ รง
แตง่ ต้งั ตามคำแนะนำของวฒุ สิ ภาจากผู้ซงึ่ ไดร้ บั การสรรหา โดยคณะกรรมการสรรหา มวี าระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี
นบั แตว่ นั ที่พระมหากษัตริย์ทรงแตง่ ต้ัง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพยี งวาระเดยี ว
คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดิน
คณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ ประกอบดว้ ยกรรมการจำนวน 7 คน ซ่งึ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งต้ังตามคำแนะนำของ
วุฒิสภา จากผ้ซู ึ่งไดร้ บั การสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี นับแต่วันท่ีพระมหากษัตริย์
ทรงแต่งต้งั และใหด้ ำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
คณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ
คณะกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแหง่ ชาตปิ ระกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 คน ซึง่ พระมหากษตั รยิ ์ทรงแต่งต้งั ตามคำแนะนำ
ของวุฒสิ ภาจากผู้ซ่งึ ได้รับการสรรหา มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปีนับแตว่ ันท่ีพระมหากษตั รยิ ์ ทรงแต่งตงั้ และใหด้ ำรง
ตำแหน่งได้เพยี งวาระเดยี ว
20
การแกไ้ ขเพม่ิ เติมรฐั ธรรมนูญ
ญัตตขิ อแก้ไขเพ่มิ เติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนญู แก้ไขเพมิ่ เติมตอ่ รฐั สภาและใหร้ ฐั สภาพจิ ารณาเป็น 3 วาระ
โดยมกี ลุ่มผูม้ ีสทิ ธใิ นการเสนอญตั ตขิ อแกไ้ ขเพิ่มเติมรฐั ธรรมนญู ดังน้ี
1.คณะรัฐมนตรี
2.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไมน่ ้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกท้งั หมดเทา่ ทีม่ ีอยูข่ องสภาผูแ้ ทนราษฎร
3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วุฒิสภาจำนวนไมน่ ้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกท้ังหมดเทา่ ทม่ี อี ยู่
ของทงั้ สองสภา
4.ประชาชนผู้มีสิทธเิ ลอื กตง้ั จำนวนไมน่ อ้ ยกวา่ 50,000 คน ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการเข้าชอ่ื เสนอกฎหมาย
การปฏริ ปู ประเทศ
เป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ
1.ประเทศชาติมคี วามสงบเรียบร้อย มคี วามสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยง่ั ยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง และมีความสมดลุ ระหวา่ งการพฒั นาดา้ นวตั ถกุ ับการพฒั นาด้านจิตใจ
2.สงั คมมคี วามสงบสขุ เปน็ ธรรม และมโี อกาสอันทดั เทียมกนั เพ่อื ขจัดความเหลอื่ มล้ำ
3.ประชาชนมคี วามสุข มีคุณภาพชีวติ ที่ดแี ละมีสว่ นรว่ มในการพฒั นาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
ห้วงเวลาและข้นั ตอนการปฏริ ปู
การปฏริ ูปประเทศตามให้เป็นไปตามกฎหมายวา่ ด้วยแผนและข้นั ตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซ่งึ อยา่ งน้อย
ต้องมวี ธิ กี าร จดั ทำแผน การมสี ่วนรว่ มของประชาชนและหนว่ ยงานที่เกย่ี วข้อง ขั้นตอนในการดำเนนิ การปฏริ ูปประเทศ
การวดั ผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนนิ การปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซง่ึ ตอ้ งกำหนดใหเ้ ร่มิ ดำเนนิ การปฏิรปู ในแต่
ละด้านภายใน 1 ปีนบั แต่วนั ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญนี้รวมตลอดท้ังผลสัมฤทธ์ทิ คี่ าดหวังว่าจะบรรลุ ในระยะเวลา 5 ปี
ดา้ นทตี่ อ้ งปฏริ ูป
ด้านที่ตอ้ งปฏิรูปทีก่ ำหนดไวใ้ นหมวด 16 การปฏิรูประเทศ ได้แก่ ด้านการเมือง ดา้ นการบริหารราชการแผน่ ดนิ ดา้ น
กฎหมาย ดา้ นกระบวนการยตุ ิธรรม ดา้ นการศึกษา ดา้ นเศรษฐกจิ และด้านอนื่ ๆ
บทเฉพาะกาล
ในวาระเริม่ แรก ให้วฒุ ิสภาประกอบดว้ ยสมาชิกจำนวน 250 คน ซ่ึงพระมหากษตั รยิ ์ทรงแต่งต้งั ตามท่ีคณะรกั ษาความ
สงบแหง่ ชาตถิ วายคำแนะนำ อายขุ องวฒุ ิสภามกี ำหนด 5 ปี นบั แต่วนั ท่มี ีพระบรมราชโองการแตง่ ตั้ง สมาชิกภาพของ
สมาชิกวฒุ ิสภาเริ่มต้งั แตว่ นั ที่มีพระบรมราชโองการแตง่ ตัง้
3. การตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ
กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรฐั ไว้ ดงั น้ี
1.การตรวจสอบทรัพยส์ นิ รฐั ธรรมนญู ระบใุ ห้ผดู้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมอื ง เชน่ นายกรฐั มนตรี รฐั มนตรี สมาชกิ สภาผแู้ ทน
ราษฎร มหี นา้ ทตี่ ้องยืน่ บัญชแี สดงรายการทรัพยส์ ินและหนีส้ นิ ของตน คู่สมรส และบตุ รท่ียงั ไม่บรรลุนติ ภิ าวะตอ่
คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ทกุ ครงั้ ที่เข้ารับตำแหนง่ หรือพ้นจาก
ตำแหน่ง
2.การตรวจสอบการกระทำทเี่ ป็นการขดั กันแห่งผลประโยชน์ รัฐธรรมนญู ระบใุ หส้ มาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรและสมาชิก
วฒุ ิสภา ตอ้ งไมด่ ำรงตำแหน่งหรอื หน้าที่ใดๆ ในหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกิจ หรอื ราชการทอ้ งถน่ิ ตลอดจน
จะตอ้ งไม่ใชส้ ถานะหรือตำแหน่งทางการเมอื งเข้าไปกา้ วกา่ ย หรอื แทรกแซงเพอื่ ประโยชนข์ องตนเอง หรือพรรคการเมือง
ไม่วา่ จะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
21
แนวทางการตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรัฐ
รฐั ธรรมนูญได้กำหนดแนวทางการตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรฐั ไว้ 2 แนวทาง ได้แก่ การตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรัฐ
โดยสภา และการตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรัฐโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
1.การตรวจสอบการใช้อำนาจรฐั โดยรัฐสภา รฐั ธรรมนญู บญั ญัติให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่นอ้ ยกวา่ หน่ึงในสิบของจำนวนสมาชกิ
ทง้ั หมดเท่าทีม่ อี ยขู่ องแต่ละสภา ร้องต่อประธานสภาทตี่ นเป็นสมาชิกเพอื่ ส่งเร่อื งใหศ้ าลรฐั ธรรมนูญเพื่อวนิ ิจฉยั ในกรณีท่ี
สมาชกิ คนใดคนหนึง่ แหง่ สภานั้นกระทำผิดไปจากทีร่ ัฐธรรมนญู กำหนด
2.การตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรฐั โดยองคก์ รอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรฐั ธรรมนูญท่สี ำคญั ได้แก่
คณะกรรมการการเลือกต้งั ผู้ตรวจการแผ่นดนิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ และ
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แตล่ ะองค์กรจะมีขอบเขตการทำงานและประเดน็ การตรวจสอบท่แี ตกตา่ งกนั
แตม่ ีเปา้ หมายเดียวกนั คอื ตอ้ งการใหผ้ ูใ้ ชอ้ ำนาจรัฐปฏบิ ตั หิ น้าที่ด้วยความสุจริตและเท่ียงธรรมมากท่สี ุด
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนญู 5 องคก์ ร ดังน้ี
1) คณะกรรมการการเลอื กต้งั มหี น้าที่
- ควบคมุ และดำเนินการจดั ให้มีการเลอื กตัง้ และการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสจุ รติ และเท่ียงธรรม
- ดำเนนิ การแบ่งเขตเลอื กตัง้ สำหรับการเลอื กต้งั ท่ีใชว้ ธิ ีการแบ่งเขตเลือกตัง้ และจดั ใหม้ ีบญั ชรี ายชื่อผู้มสี ทิ ธเิ ลือกต้ัง
- สืบสวนสอบสวนเพอื่ หาขอ้ เทจ็ จรงิ และวินิจฉยั ช้ีขาดปัญหาหรือข้อโตแ้ ยง้ เกย่ี วกบั การเลือกต้ัง
- ส่งั ให้มีการเลือกตง้ั ใหม่หรือออกเสยี งประชามติใหม่ในหนว่ ยเลือกตง้ั ทีม่ ีการทจุ รติ
- เพิกถอนสทิ ธเิ ลือกตัง้ และดำเนนิ คดอี าญากับผู้สมัคร หัวคะแนน และผเู้ กยี่ วขอ้ ง (ใหใ้ บเหลือง หรือ ใบแดง)
- ประกาศผลการเลือกตง้ั หรือการออกเสียงประชามติ
2) ผตู้ รวจการแผน่ ดนิ มีหนา้ ที่
- พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณี เช่น การไม่ปฏิบัตติ ามกฎหมาย หรือปฏิบตั นิ อกเหนืออำนาจหน้าทีข่ อง
ขา้ ราชการ
- ตรวจสอบการละเลยการปฏิบัตหิ น้าทห่ี รอื การปฏิบัติหนา้ ที่โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายขององคก์ รตามรฐั ธรรมนูญและ
องค์กรในกระบวนการยตุ ธิ รรม
- ดำเนินการเกี่ยวกบั จรยิ ธรรมของผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- เสนอเร่อื งต่อศาลรัฐธรรมนญู หรือศาลปกครองในกรณี เชน่ บทบัญญตั แิ ห่งกฎหมายมปี ญั หาเก่ียวกบั ความชอบดว้ ย
รัฐธรรมนูญ
3) คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีหน้าท่ี
- ตรวจสอบความถูกต้องและความมอี ยจู่ ริงของทรัพย์สนิ และหน้ีสินของผ้ดู ำรงตำแหนง่ ทางการเมอื งและเจา้ หนา้ ทร่ี ะดับสงู
ของรัฐ
- ไตส่ วนและวนิ จิ ฉัยความรำ่ รวยผดิ ปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี หรือความผิดต่อ
ตำแหนง่ หน้าทีใ่ นการยตุ ิธรรม
- กำหนดหลักเกณฑ์เกยี่ วกบั การกำหนดตำแหน่งและช้นั หรือระดบั ของเจา้ หนา้ ท่ีของรฐั ที่จะตอ้ งย่นื บญั ชแี สดงรายการ
ทรพั ย์สนิ และหน้ีสิน
- ดำเนนิ การเพ่อื ป้องกันการทจุ รติ และเสริมสร้างทศั นคติและคา่ นยิ มเก่ียวกบั ความซอ่ื สัตย์สุจริต
4) คณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดิน มีหน้าท่ี
- กำหนดหลักเกณฑม์ าตรฐานเก่ยี วกบั การตรวจเงินแผน่ ดนิ ที่เปน็ กลาง
- ให้คำแนะนำแกผ่ ่ายบริหารในการแกไ้ ขกฎหมาย ระเบียบข้อบงั คับเก่ียวกับการควบคมุ เงนิ ของรฐั
- กำหนดมาตรฐานหรือมาตรการเกยี่ วกับการตรวจสอบการบรหิ ารงบประมาณสำหรบั หน่วยรบั ตรวจ
- ชีข้ าดสงู สุดในกระบวนการทางวนิ ยั ทางงบประมาณ และการคลงั
22
- ออกระเบยี บ ขอ้ บังคบั และประกาศตามอำนาจหนา้ ท่เี กีย่ วกบั การตรวจเงินแผน่ ดนิ
- พิจารณาคำร้องขอของสภาผ้แู ทนราษฎร วฒุ ิสภา หรือคณะรัฐมนตรที ่ขี อใหต้ รวจสอบ
- เสนอขอ้ สังเกตและความเหน็ ตอ่ คณะกรรมาธกิ ารพิจารณางบประมาณรายจา่ ยประจำปี
5) คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ มีหนา้ ที่
- ตรวจสอบและรายงานข้อเทจ็ จริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมดิ สิทธมิ นษุ ยชนทุกกรณโี ดยไมล่ ่าช้า และเสนอแนะมาตรการ
หรือแนวทางท่ีเหมาะสมในการปอ้ งกนั หรือแกไ้ ขการละเมิดสิทธมิ นษุ ยชน รวมทงั้ การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการ
ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรฐั หรือเอกชนที่เก่ียวข้อง
- จดั ทำรายงานผลการประเมนิ สถานการณด์ า้ นสิทธมิ นุษยชนของประเทศเสนอต่อรัฐสภาและคณะรฐั มนตรี และเผยแพร่
ตอ่ ประชาชน
- เสนอแนะมาตรการหรอื แนวทางในการสง่ เสรมิ และคุม้ ครองสิทธมิ นษุ ยชนตอ่ รัฐสภา คณะรฐั มนตรี และหน่วยงานท่ี
เก่ียวขอ้ ง รวมตลอดทง้ั การแก้ไขปรบั ปรงุ กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำส่งั ใด ๆ เพือ่ ให้สอดคล้องกับหลกั สิทธมิ นุษยชน
-ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีท่ีมีการรายงานสถานการณเ์ ก่ียวกบั สทิ ธิมนุษยชนในประเทศไทย
โดยไมถ่ กู ต้องหรอื ไมเ่ ปน็ ธรรม
-สร้างเสริมทกุ ภาคส่วนของสังคมให้ตระหนกั ถึงความสำคญั ของสิทธมิ นุษยชน
23
สรปุ วชิ าสังคมศึกษา 2 (ส 31104) ม.4 ภาคเรยี นที่ 2/2564 โดย ครูเชิดศักดิ์ วลิ าวรรณ
หนว่ ยที่ 3 กฎหมายท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั ตนเองครอบครวั ชุมชน ประเทศชาติ และสังคมโลก
❖ สาระการเรียนรู้
1. ความรพู้ น้ื ฐานเก่ยี วกบั กฎหมาย
2. กฎหมายแพง่ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับตนเองและครอบครวั
3. กฎหมายแพ่งที่เกีย่ วกับนติ กิ รรมสัญญา
4. กฎหมายอาญา
5. โมฆกรรมและโมฆยี กรรม
6. กฎหมายอนื่ ท่สี ำคัญ
7. ข้อตกลงระหว่างประเทศ
❖ ความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกบั กฎหมาย
1. เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับให้ปฏิบัติหรืองดเว้นใน
อาณาเขตของรัฐหนงึ่ ๆ
ลกั ษณะของกฎหมาย 2. เป็นคำส่งั หรอื ขอ้ บงั คับทต่ี ราข้ึนโดยรัฐ
3. ตอ้ งมสี ภาพบงั คับ
4. มีผลใช้บงั คบั ตลอดไป
5. มคี วามเสมอภาคและยตุ ธิ รรม
1. ความหมายของกฎหมาย
กฎหมาย คอื กฎท่สี ถาบันหรือผ้มู ีอำนาจสงู สดุ ในรัฐตราข้นึ หรือทเี่ กิดขึ้นจากจารตี ประเพณอี นั เป็นทย่ี อมรบั นับถือเพอ่ื ใช้
ในการบรหิ ารประเทศ เพอื่ ใช้บังคบั บคุ คลให้ปฏิบตั ิตาม
2. ความสำคญั ของกฎหมาย
2.1 เพื่อสร้างความสงบเรยี บรอ้ ยในสงั คม กจิ กรรมทเี่ กดิ ขึน้ ในประเทศ จะมีทงั้ ทางเศรษฐกจิ สงั คม และ
การเมือง
2.2 เพ่อื ควบคมุ พฤตกิ รรมของบุคคลในสังคมให้อยูใ่ นระเบียบแบบแผนที่ดงี าม
2.3 เพือ่ ปกป้องและรักษาชีวติ และทรพั ย์สนิ ของประชาชน
3. ลักษณะของกฎหมาย
3.1 เปน็ คำส่ังหรือข้อบงั คบั เพ่อื ให้บุคคลปฏบิ ัตหิ รอื งดเวน้ การปฏิบตั ทิ มี่ ีผลบงั คับครอบคุมอย่างกวา้ งขว้างภายใน
อาณาเขตของรฐั แหง่ หนึ่งๆ
3.2 เปน็ คำส่งั หรอื ขอ้ บังคบั ทต่ี ราข้นึ โดยรัฐ
3.3 ตอ้ งมสี ภาพบังคับกฎหมายเมอ่ื ตราออกมาหรอื ประกาศใชแ้ ลว้
24
3.4 มีผลใชบ้ ังคับตลอดไป
3.5 มีความเสมอภาคและยุตธิ รรม
ระบบของกฎหมาย
กฎหมายท่ใี ชก้ นั ในโลกแบ่งออกได้เปน็ สองระบบใหญ่ คือ ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (common law
system) และระบบประมวลกฎหมาย (civil law system) ซง่ึ ทง้ั สองระบบนี้ ต่างก็มีกฎหมายทบี่ ญั ญตั ิไวเ้ ป็นลายลกั ษณ์
อกั ษร แตค่ นโดยทวั่ ไปมักจดจำวา่ ระบบกฎหมาย common law ไม่ใช่กฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษร ซึ่งเปน็ ความเขา้ ใจที่
คลาดเคลอื่ น อย่างไรกด็ ีการแบ่งระบบกฎหมายโดยท่วั ไปท่ไี ด้รบั การยอมรบั กนั ในเชงิ กฎหมายเปรียบเทียบแบ่งออกเป็น 4
ระบบ ดงั นี้
1. ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law System)
เปน็ ระบบทใ่ี ชก้ ันในเครอื จกั รภพองั กฤษและในสหรัฐอเมรกิ า โดยจะใช้คำพิพากษาทศ่ี าลเคยวางหลักไว้แลว้
เป็นหลกั ในการพิจารณา ระบบน้ีมกี ฎหมายท่บี ัญญตั ิโดยรัฐสภาเชน่ เดียวกับประเทศทีใ่ ช้ระบบประมวลกฎหมาย แต่ระบบ
กฎหมายท่วั ไปนี้ จะใหอ้ ำนาจผู้พิพากษาในการตีความกฎหมายอย่างมาก จงึ ลดทอนความสำคัญของกฎหมายของรัฐสภา
ลง และจะตีความในลกั ษณะจำกัดเทา่ ท่ีลายลกั ษณ์อักษรไวบ้ ญั ญตั เิ ท่านั้น ตวั อยา่ งประเทศทใี่ ชร้ ะบบนี้ในปัจจุบนั นนั้ ไดแ้ ก่
เครือจกั รภพอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลยี , นิวซีแลนด์, อินเดยี เป็นต้น
2.ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law System)
เป็นระบบท่ีใชก้ นั ในภาคพน้ื ทวีปยโุ รป โดยมหี ลักกฎหมายซึ่งสืบทอดมาจากหลักกฎหมายโรมนั ในการเรยี นการ
สอนกฎหมายของบางประเทศ เชน่ เยอรมัน จะต้องเรยี นรภู้ าษาลาตินกอ่ นจึงจะสามารถเรียนกฎหมายได้ ประมวล
กฎหมายสำคญั ซึ่งเปน็ ทีย่ อมรบั กันและเป็นตวั อย่างให้กับนานาประเทศ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรง่ั เศส ระบบ
กฎหมายน้ี ผพู้ พิ ากษาสามารถตีความกฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษรในลกั ษณะขยายความได้ โดยมีหลกั วา่ ผ้พู ิพากษาจะตอ้ ง
คน้ หากฎหมายที่จะนำมาตัดสินคดีความจากกฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษรกอ่ น หากไมไ่ ด้จึงจะใช้หลักกฎหมายทั่วไป และ
กฎหมายจารตี ประเพณี ตัวอย่างประเทศท่ีใชร้ ะบบน้ีในปจั จุบนั นน้ั ได้แก่ ฝรัง่ เศส เยอรมนั อิตาลี ญป่ี นุ่ ประเทศ
สแกนดิเนเวยี รวมทั้งประเทศไทย เปน็ ตน้
3.ระบบกฎหมายศาสนา (Religious Law System)
หมายถึงระบบกฎหมายทีพ่ ึ่งพิงกับระบบทางศาสนาหรือใช้คัมภีร์ทางศาสนาเปน็ กฎหมาย ซง่ึ มกั จะมีวิธกี ารใช้
กฎหมายทแี่ ตกต่างกันออกไป อาทิ การใช้ฮาลคั กาหข์ องยิวในกฎหมายมหาชน ถือเป็นเรอ่ื งทีไ่ มอ่ าจเปลย่ี นแปลงเป็นอ่นื ได้
lขณะที่การใช้กฎหมายอิสลามขี่นอยู่กบั บรรทัดฐานการใช้กฎหมายทม่ี มี าก่อนและการตีความด้วยการเทียบเคียงเป็นต้น
ตัวอย่างประเทศท่ีใช้ระบบนีใ้ นปจั จบุ นั นนั้ ได้แก่ อฟั กานิสถาน ลเิ บยี อิหรา่ น เปน็ ต้น
4.ระบบกฎหมายผสมผสาน (Pluralistic System)
หมายถึงระบบทใ่ี ชก้ ารผสมผสานจากสามระบบขา้ งตน้ ซงึ่ มักเกิดจากอิทธพิ ลทางประวตั ิศาสตร์ที่ทำใหเ้ กดิ การ
ผสมผสานระหว่างระบบกฎหมายขนึ้ เช่น มาเลเชียใช้ระบบกฎหมายทั่วไปเปน็ หลักผสมผสานกับระบบกฎหมายศาสนา
อิยปิ ตใ์ ช้ระบบกฎหมายศาสนาเป็นหลักผสมผสานกบั ระบบประมวลกฎหมาย เปน็ ต้น
25
ประเภทของกฎหมาย
กฎหมาย
ความสัมพันธ์ ลำดบั ศกั ด์ิของกฎหมาย ลกั ษณะการนำไปใช้
กฎหมายเอกชน รฐั ธรรมนญู กฎหมายสารบญั ญตั ิ
กฎหมายมหาชน
กฎหมายระหวา่ งประเทศ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู กฎหมายวธิ สี บญั ญตั ิ
พระราชบญั ญัติ/พระราชกำหนด/ประมวลกฎหมาย
พระราชกฤษฎีกา
กฎกระทรวง/ประกาศกระทรวง
กฎอนื่ ๆ/กฎหมายองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน
4. ประเภทของกฎหมาย
4.1 แบง่ ตามความสัมพนั ธ์
1. กฎหมายเอกชน คอื กฎหมายทีบ่ ัญญัตถิ ึงความสัมพนั ธร์ ะหว่างเอกชนกบั เอกชนด้วยกัน
2. กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายทบ่ี ัญญัติถงึ ความสัมพันธ์ระหวา่ งรัฐกับประชาชน
3. กฎหมายระหวา่ งประเทศ คอื กฎหมายท่ีบญั ญตั ถิ ึงความสมั พันธ์ระหวา่ งรฐั กับรฐั
4.2 แบ่งตามลำดับศกั ด์ิของกฎหมาย
1. รฐั ธรรมนญู เป็นกฎหมายสงู สุดท่ีกำหนดรปู แบบการปกครองและระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
ตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ของประชาชนท้งั ประเทศ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยงั เป็นกฎหมายแมบ่ ทของกฎหมายทกุ ฉบับ
ดังนน้ั กฎหมายฉบบั อ่ืนที่มลี ำดับชัน้ ต่ำกวา่ จะมีเน้ือหาทขี่ ดั หรอื แย้งกบั รฐั ธรรมนูญไม่ได้ หากขัดหรือแยง้ กบั
รัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับน้นั จะถอื วา่ ไมม่ ีผลบังคับ
2. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เปน็ กฎหมายท่อี ธบิ ายขยายความเพ่ือประกอบเนอื้ ความใน
รฐั ธรรมนูญให้สมบูรณ์ ละเอยี ดชัดเจน ตามทีร่ ฐั ธรรมนูญกำหนด โดยถอื ว่ากฎหมายประเภทน้ีมีลักษณะและ
หลักเกณฑ์พิเศษแตกต่างจากกฎหมายธรรมดา
3. พระราชบัญญตั ิ/พระราชกำหนด/ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายลำดับช้นั
รองลงมาจากรฐั ธรรมนญู เพราะพระราชบญั ญัตอิ อกมาเป็นกฎหมายโดยอาศยั อำนาจรฐั ธรรมนญู โดยตรง ซึง่
26
องคก์ รท่ที ำหน้าทใ่ี นการตราพระราชบัญญตั ิ คือ รฐั สภา ซ่ึงเปน็ ฝ่ายนิติบัญญตั ิ โดยรัฐสภาจะตราพระราชบัญญตั ิ
ท่ีมีเน้ือหาขัดหรือแย้งกับรฐั ธรรมนูญไม่ได้
4. พระราชกฤษฎีกา เปน็ กฎหมายทกี่ ำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นหลักการย่อย ๆ ของพระราชบัญญตั ิ พระ
ราชกำหนด โดยพระราชบัญญตั ิ พระราชกำหนด ไดก้ ำหนดหลกั การใหญ่ ๆ ไว้ ซ่ึงเป็นสาระสำคัญโดยรวมและให้
ออกพระราชกฤษฎกี าโดยอาศัยอำนาจพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด เพื่ออธิบายรายละเอยี ดต่าง ๆ ตาม
หลักการในพระราชบญั ญตั ิ พระราชกำหนดน้นั เม่อื พระราชกฤษฎกี าเป็นกฎหมายทีอ่ อกมาโดยอาศัยอำนาจจาก
กฎหมายแม่บท คอื รฐั ธรรมนูญและกฎหมายอนื่ ๆ เชน่ พระราชบัญญตั ิ พระราชกำหนดแลว้ พระราชกฤษฎีกา
จะมีเน้ือหาท่ขี ัดแย้งต่อรฐั ธรรมนญู และกฎหมายอน่ื ๆ เช่น พระราชบัญญตั ิ พระราชกำหนดไมไ่ ด้ รวมทง้ั จะ
บัญญตั เิ นื้อหาท่ีเกนิ ขอบเขตของกฎหมายแม่บทท่ีใหอ้ ำนาจไวไ้ ม่ไดด้ ว้ ย
5. กฎกระทรวง/ประกาศกระทรวง กฎกระทรวง เปน็ กฎหมายท่อี อกโดยฝา่ ยบริหารและไม่ต้องผ่านการ
พิจารณาเหน็ ชอบจากรัฐสภา ซ่ึงมีลักษณะคลา้ ยกับพระราชกฤษฎกี า แตม่ ศี ักดิ์ของกฎหมายทต่ี ่ำกว่า การ
ดำเนินการออกกฎกระทรวงนน้ั รัฐมนตรีซึ่งเป็นฝา่ ยบรหิ ารจะบญั ญัตกิ ฎกระทรวงออกมาโดยมพี ระราชบัญญตั ิ
หรือพระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่งให้อำนาจไว้ ประกาศกระทรวง เป็นกฎหมายท่ีออกโดยรฐั มนตรวี า่ การ
กระทรวงเช่นเดยี วกนั กับกฎกระทรวง แตม่ ีความแตกต่างกันทีป่ ระกาศกระทรวงไม่ต้องไดร้ ับความเหน็ ชอบของ
คณะรัฐมนตรเี หมอื นกบั กฎกระทรวง แต่ตอ้ งประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา จึงจะมผี ลใช้บงั คับเปน็ กฎหมายได[้ 15]
6. ขอ้ บัญญัติท้องถน่ิ เปน็ ข้อบัญญัตทิ ก่ี ฎหมายให้องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่นมีอำนาจบัญญตั ิขึ้นใช้
บงั คบั คือ มีอำนาจในการออกข้อบัญญัติได้ดว้ ยตนเอง ซง่ึ อำนาจในการท่ีองคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ ใช้ในการตรา
กฎหมายเพื่อใชบ้ งั คบั ในทอ้ งถ่ินในรูปแบบของขอ้ บัญญัตทิ ้องถิ่นนนั้ จะเป็นอำนาจท่ไี ด้รบั มาจากพระราชบญั ญตั ิ
จัดตัง้ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นน้นั ๆ โดยทว่ั ไปองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ มีอำนาจในการตราขอ้ บัญญตั ติ า่ ง ๆ
ได้ ดังน้ี คอื ข้อบญั ญตั อิ งคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล เทศบญั ญตั ิ ข้อบญั ญัติองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัด
ข้อบญั ญตั กิ รงุ เทพมหานคร และ ขอ้ บญั ญัติเมอื งพทั ยา
4.3 แบง่ ตามลกั ษณะของการนำไปใช้
(1) กฎหมายสารบญั ญตั ิ เป็นกฎหมายทว่ี ่าด้วยสิทธิ หนา้ ที่ และความรบั ผดิ ชอบของบคุ คล โดยจะ
กำหนดการกระทำท่ีเป็นองคป์ ระกอบแหง่ ความผิดอันจะก่อใหเ้ กดิ สภาพบงั คับ
(2) กฎหมายวิธสี บัญญัติ เป็นกฎหมายที่ว่าดว้ ยการวางวิธกี ารปฏบิ ัติสำหรบั บคุ คลท่จี ะเรียกรอ้ งขอ
ความคมุ ครองของกฎหมาย เมอ่ื มีขอ้ โต้แย้งเกี่ยวกับสทิ ธแิ ละหนา้ ที่เกิดขึน้
27
❖ กฎหมายแพ่งทเ่ี ก่ียวข้องกบั ตนเองและครอบครวั
กฎหมายแพง่ คือ กฎหมายวา่ ดว้ ยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เชน่ เรอ่ื งสภาพบุคคล ทรพั ย์ หนี้ นติ กิ รรม
ครอบครวั และมรดก เป็นตน้ การกระทำผิดทางแพง่ ถือวา่ เป็นการละเมิดตอ่ บุคคลทเ่ี สียหายโดยเฉพาะไม่ทำให้
ประชาชนท่ัวไปเดอื ดร้อนอย่างการกระทำผดิ อาญา
กฎหมายพาณิชย์ คอื กฎหมายว่าด้วยสทิ ธิและหนา้ ทขี่ องบุคคล อันเป็นกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั การเศรษฐกจิ
และการคา้ โดยวางระเบียบเกีย่ วพนั ทางการค้าหรือธุรกิจระหวา่ งบคุ คล เชน่ การต้งั ห้นุ ส่วนบรษิ ัท การ
ประกอบการรบั ขน และเรอื่ งเก่ยี วกบั ต๋วั เงนิ (เชน่ เชค็ ) กฎหมายวา่ ด้วยการซอื้ ขาย การเช่าทรพั ย์ การจำนอง การ
จำนำ เปน็ ตน้
ในปัจจบุ นั กฎหมายแพง่ และกฎหมายพาณิชย์ของประเทศไทย ได้บญั ญตั ิรวมเป็นกฎหมายฉบบั เดยี วกนั
เรยี กชือ่ วา่ “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย”์ แบ่งออกเป็น 6 บรรพ คอื
บรรพ 1 วา่ ด้วยหลกั ท่ัวไป
บรรพ 2 วา่ ดว้ ยหนี้
บรรพ 3 วา่ ดว้ ยเอกเทศสญั ญา
บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพยส์ ิน
บรรพ 5 วา่ ด้วยครอบครัว
บรรพ 6 วา่ ดว้ ยมรดก
ประเภทของบคุ คล
บุคคลธรรมดา (Natural Persons) นิตบิ ุคคล (Juristic Persons)
“มนษุ ย”์ หรือ “คน” ทม่ี ชี ีวติ จิตใจเกดิ ขึ้น บคุ คลที่ กฎหมายสมมุติ ขึน้ ให้มีสิทธิ
ตามธรรมชาติ และหนา้ ทต่ี ามกฎหมาย
สทิ ธิ-หน้าทท่ี ีก่ ฎหมายรับรองให้มไี ด้ สทิ ธิ-หน้าที่ทีก่ ฎหมายรบั รองใหเ้ ฉพาะ
เชน่ เดียวกับบุคคลธรรมดา บคุ คลธรรมดาเทา่ น้ันนิตบิ ุคคลจงึ ไม่มี
- เปน็ เจา้ ของทรพั ยส์ นิ - ไมม่ ีสิทธิในดา้ นครอบครัว
- จำหน่ายจา่ ยโอนทรพั ย์สิน (การสมรส-การรบั รองบตุ ร)
- เปน็ เจ้าหนี้-ลกู หนี้
- ไม่สิทธใิ นทางการเมอื ง
- ไมม่ ีหนา้ ท่รี บั ราชการทหาร
28
กลา่ วโดยสรุปกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ คอื กฎหมายซงึ่ รวมเอาบทบัญญตั เิ ก่ียวกบั เรอ่ื งทางแพง่ และในทาง
พาณิชย์เข้าไวด้ ้วยกนั
หลกั ทัว่ ไป
บุคคล หมายถึง ส่ิงที่มีสทิ ธแิ ละหนา้ ทต่ี ามกฎหมาย แบง่ ได้เป็น 2 ประเภท คอื
1.บุคคลธรรมดา ไดแ้ ก่ มนษุ ยท์ ี่คลอดจากครรภ์มารดาแลว้ อยรู่ อดเป็นทารก โดยจะต้อง มกี ารแจ้งจด
ทะเบยี นการเกิดตามพระราชบัญญตั ิการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ซง่ึ กำหนดว่า ถา้ เดก็ เกิดในบา้ นให้เจ้าบ้าน
ตามทีป่ รากฏในทะเบียนบา้ นหรอื บิดาหรือมารดา ตอ้ งแจง้ ตอ่ นายทะเบยี นผรู้ ับแจง้ แห่งท้องท่ีภายในสบิ หา้ วัน
ต้งั แต่เกดิ และสภาพบคุ คลจะส้นิ สุดลงเมื่อตาย
2.นิติบคุ คล ไดแ้ ก่ บคุ คลท่กี ฎหมายบัญญัตริ ับรองให้มสี ภาพเป็นบุคคลได้ แมไ้ มใ่ ชบ่ ุคคล เชน่ กระทรวง
กรม องคก์ ารมหาชน บรษิ ัท สมาคม สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กองทรัพยส์ นิ เชน่ มลู นิธิ เป็นต้น
ความสามารถของบุคคล
1. ความสามารถของบคุ คลทัว่ ไป ตามกฎหมายปกตแิ ลว้ บุคคลทกุ คนมสี ิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกันแต่
แตกต่างกัน คอื ความสามารถในการใชส้ ทิ ธิ
2. ความสามารถของบคุ คลไรค้ วามสามารถ บุคคลไร้ความสามารถ หมายถงึ บุคคลใดๆซ่งึ ไมม่ ี
ความสามารถตตามกฎหมาย
กฎหมายเรอ่ื งบุคคลทส่ี ำคัญ ได้แก่
- การกำหนดตวั บคุ คล กฎหมายมีวธิ ีการกำหนดตัวบคุ คลเพ่ือให้เกดิ ความชัดเจนวา่ ใครเปน็ ใคร และมี
บทบาททางกฎหมายในสงั คมได้เพียงใด ซ่งึ สง่ิ ท่นี ำมาใชก้ ำหนดตวั บคุ คล ได้แก่ ช่อื บุคคล ภูมลิ ำเนา สถานะ และ
ความสามารถ
- หลกั ฐานแสดงตัวบคุ คล พระราชบัญญตั ิบตั รประจำตวั ประชาชน (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2554 กำหนดให้บคุ คล
สัญชาติไทยอายตุ ั้งแต่ 7 ปบี รบิ ูรณข์ นึ้ ไป แต่ไมเ่ กิด 70 ปีบริบรู ณ์ ต้องมีบตั รประจำตัวประชาชน เพ่อื เปน็ เอกสาร
สำคัญในการใช้พิสูจนต์ ัวบคุ คล ภูมลิ ำเนา และสถานะบางอย่างของบคุ ค
กฎหมายเกยี่ วกับชื่อบคุ คล
- ชอ่ื บุคคล (Name)
- ชื่อตัว (First Name)
- ช่อื สกุล (Family Name)
- ช่อื รอง (ถา้ ม)ี
กฎหมายเกย่ี วกับบัตรประจำตัวประชาชน
- ประชาชนทกุ คนต้องมี
- มีสัญชาตไิ ทย
- อายุครบ 7 ปี บรบิ ูรณ์ (ไม่เกนิ 70 ปี บรบิ รู ณ์)
- ขอทำบัตรใหม่ ภายใน 90 วนั
29
❖ กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว สินสว่ นตัว
การหมน้ั สินสมรส
การสมรส
ทรพั ย์สนิ ระหวา่ งสมรส
กฎหมาย ความสมั พนั ธ์ในครอบครวั เจ้ามรดกตาย
เกีย่ วกับ การหย่า
ครอบครวั มรดก เจ้ามรดกถูกศาลส่ังใหเ้ ปน็
บคุ คลสาบสญู
ทายาท ทายาทโดยธรรม
พินัยกรรม ทายาทโดยพนิ ัยกรรม
การหมั้น เปน็ การทำสญั ญาระหว่างชายกับหญงิ วา่ ตอ่ ไปจะสมรสกนั โดยฝ่ายชายไดม้ อบของหม้ันไวใ้ ห้แกฝ่ า่ ย
หญงิ เพ่ือเปน็ ประกนั ซ่ึงกฎหมายไดก้ ำหนดเง่ือนไขไว้ ดงั น้ี
1) การหมั้นจะทำไดต้ อ่ เมอ่ื ชายและหญงิ มอี ายุ 17 ปบี รบิ รู ณ์ แต่ถา้ ชายหรอื หญิงยังเป็นผู้เยาว์จะต้อง
ได้รบั ความยนิ ยอมจากบดิ ามารดาหรอื ผปู้ กครองเสียก่อน
2) เม่ือสมรสแล้วของหม้ันจะตกเป็นของฝา่ ยหญิง แต่หากไม่มกี ารสมรสเน่อื งจากความผิดของฝ่ายหญิง
ฝ่ายหญิงตอ้ งคนื ของหม้ันใหแ้ กฝ่ า่ ยชาย
3) การผดิ สญั ญาหมนั้ ฝ่ายท่ีเสียหายสามารถเรยี กค่าทดแทนได้ แต่จะให้ศาลบงั คบั ให้มีการสมรสไม่ได้
การสมรส เปน็ การทำสญั ญาทต่ี กลงเป็นสามภี รยิ ากนั ระหวา่ งชายกบั หญงิ กฎหมายกำหนดเง่อื นไขของการสมรส
ไว้ ดังนี้
1) ชายและหญงิ ตอ้ งมีอายุครบ 17 ปีบริบรู ณ์
2) ถา้ ชายหรอื หญงิ ฝ่ายใดอายุยังไมค่ รบ 20 ปบี ริบรู ณ์ ฝา่ ยนนั้ ตอ้ งได้รับการยินยอมจากบดิ ามารดาหรือ
ผูป้ กครองก่อน
3) บคุ คลวิกลจรติ หรอื ไร้ความสามารถจะทำการสมรสไมไ่ ด้
4) ผู้ซง่ึ เปน็ ญาติสบื สายโลหิตกนั จะสมรสกนั ไมไ่ ด้
5) ผ้รู บั บตุ รบญุ ธรรมจะสมรสกบั บุตรบญุ ธรรมไมไ่ ด้
6) ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะทม่ี ีคู่สมรสอยู่แลว้ ไมไ่ ด้
30
7) หญงิ ทีเ่ คยสมรสแล้วจะสมรสใหมไ่ ด้ตอ่ เมอ่ื การสมรสครง้ั กอ่ นสิ้นสดุ ลงไม่น้อยกวา่ 310 วัน
8) การสมรสจะต้องจดทะเบียน โดยมีนายอำเภอหรอื ปลัดอำเภอเป็นนายทะเบียน
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างบิดามารดากับบุตร
1.การเป็นบตุ รชอบด้วยกฎหมาย
- บุตรท่ีชอบด้วยกฎมายคอื บุตรทีเ่ กดิ จากบดิ ามารดาซึง่ จดทะเบียนสมรสกนั ตามกฎหมาย
- เดก็ ซึ่งเกดิ จากบิดามารดาทมี่ ไิ ดส้ มรสกัน เป็นบุตรทช่ี อบดว้ ยกฎหมายของมารดาฝ่ายเดียว หากตอ้ งการให้
เปน็ บตุ รทีช่ อบด้วยกฎหมายของบดิ าดว้ ยน้นั บดิ าและมารดาจะตอ้ งจดทะเบียนสมรสกัน หรอื บิดาจะขอจด
ทะเบียนรบั รองบุตร
- บุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายมีฐานะและมสี ิทธติ ามกฎหมายกำหนด เช่น สิทธิการรับมรดกในฐานะทายาท เป็นตน้
2. การรับบตุ รบญุ ธรรม
- เปน็ การจดทะเบียนรับบุตรผอู้ ืน่ มาเลย้ี งดูเป็นบตุ รของตนเอง โดยดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณชิ ย์
- ผทู้ ่ีจะรับผู้อ่นื เปน็ บุตรบญุ ธรรมต้องมอี ายไุ ม่ต่ำกวา่ 25 ปบี รบิ รู ณ์ และตอ้ งแกก่ ว่าผทู้ ่ีจะรับเป็นบตุ รบญุ ธรรม
อย่างนอ้ ย 15 ปี หรือถา้ เป็นผู้เยาวต์ ้องไดร้ บั การยินยอมจากบิดามารดาผ้ใู หก้ ำเนดิ และไดร้ ับความยินยอมจากคู่
สมรสก่อน
- บุตรบญุ ธรรมท่ีได้รบั การจดทะเบียนถกู ตอ้ งมฐี านะและสทิ ธเิ สมอื นบตุ รทช่ี อบด้วยกฎหมาย
สิทธแิ ละหน้าที่ของบิดามารดา
- เป็นผใู้ ชอ้ ำนาจการปกครองบตุ ร มีสิทธิในการกำหนดที่อยขู่ องบุตร และมีสิทธิทำโทษบตุ รตามสมควร
- ใหก้ ารอปุ การะเลยี้ งดู และใหก้ ารศึกษาตามสมควร
- ถา้ บุตรมเี งนิ ได้ บิดามารดามีสทิ ธินำมาใช้เปน็ ค่าเล้ียงดูอปุ การะเลีย้ งดูและการศึกษาของบุตร สว่ นที่เหลอื ต้อง
มอบใหแ้ ก่บตุ รภายหลัง
สิทธแิ ละหน้าทีข่ องบตุ ร
- มีสิทธิใช้ช่อื สกุลของบิดา เวน้ แต่ไมป่ รากฏบิดา ใหใ้ ชส้ กลุมารดาแทน
- มีสิทธิไดร้ ับการอปุ การะเลย้ี งดู และไดร้ บั การศึกษาตามสมควรจากบดิ ามารดา
- มหี น้าทต่ี อบแทนบุญคุณบดิ ามารดา และบตุ รจะฟอ้ งบดิ ามารดา รวมท้งั บพุ การีอืน่ ของตนในคดแี พง่ หรอื อาญา
ไมไ่ ด้ ตอ้ งขอให้พนกั งานอยั การยกคดขี ้ึนกลา่ วให้
➢ กฎหมายเรอื่ งมรดก
มรดกหรอื กองมรดก ได้แก่ ทรัพยส์ ิน สทิ ธิ หน้าท่ี และความรับผิดชอบตา่ ง ๆ ของเจ้าของมรดก เม่ือถงึ แกค่ วาม
ตาย มรดกของเขาย่อมตกแกท่ ายาททนั ที ยกเวน้ สิทธเิ ฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดเป็นมรดก
ทายาท คือ ผู้มีสิทธิได้รบั มรดกในทางกฎหมาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1.ทายาทโดยธรรม
มสี ิทธติ ามกฎหมาย ไดแ้ ก่ บตุ ร บดิ ามารดา คสู่ มรส พ่นี อ้ งร่วมบิดาหรอื มารดาเดียวกัน ปู่ยา ตา ยาย ลงุ
ปา้ นา้ อา ตามลำดับความห่างชัน้ แตค่ ู่สมรส บตุ รและบิดามารดา จะได้รับมรดกของผู้ตายเท่าเทยี มกัน
2.ทายาทตามพินยั กรรม
- ผ้มู ีสทิ ธิไดร้ บั มรดกตามที่พินัยกรรมระบไุ ว้ แล้วแต่ผู้ตายจะตั้งใจยกมรดกของตนใหใ้ ครบา้ ง
- หากผู้ตายยกมาดกใหก้ บั ทายาทตามพินัยกรรมทัง้ หมด ทายาทโดยธรรม จะไม่มีสทิ ธไิ ด้รับมรดกเลย
❖ กฎหมายแพง่ เกี่ยวกับความสามารถของผูเ้ ยาว์ 31
ผเู้ ยาว์ ผู้แทนโดยชอบ จดั การทรัพยส์ นิ
ธรรม
ไม่สามารถทำหน้ี
การทำนิติกรรมท่ีเปน็ การทำนิติกรรมท่ี การทำนิติกรรมเพอื่
ประโยชนแ์ ก่ผู้เยาว์ ผ้เู ยาว์ตอ้ งทำเอง ดำรงชพี ผู้เยาว์
ฝา่ ยเผดเู้ ยียวาว์ คอื บคุ คลซึง่ ยังไมบ่ รรลนุ ิตภิ าเวฉะพากะาตรัวสนิ้ สุดผ้เู ยาว์สิน้ สดุ เมอ่ื
1. อายุครบ 20 ปีบรบิ รู ณ์
2. สมรสตามกฎหมาย
กจิ การทผ่ี ู้เยาว์สามารถทำได้ และก่อให้เกดิ ผลทางกฎหมายแบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื
1.นติ ิกรรม คือ กิจการใดๆ ทกี่ ระทำโดยชอบดว้ ยกฎหมาย ด้วยความสมคั รใจ ให้เกดิ ผลในกฎหมายในทางท่ี
จะกอ่ เกิด เปล่ียนแปลง โอน สงวน หรือระงับสทิ ธิ
2. นติ ิเหตุ คอื เหตุการณ์ใดๆ ท่นี อกเหนือจากนิติกรรม เกดิ ได้ 2 ทาง คอื
- เกิดโดยธรรมชาติ
- เกดิ จากการกระทำของบคุ คล
ด้านทรพั ยส์ ินของผู้เยาว์
- ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ สามารถจัดการกับทรพั ยส์ นิ ของผเู้ ยาว์ได้โดยลำพงั ตามท่ีเห็นสมควรและ
ประโยชนข์ องผเู้ ยาว์
- ผู้แทนโดยชอบทำของผู้เยาว์ ไม่สามารถทำหน้ี ทำหนโ้ี ดยทผี่ ู้เยาว์จะต้องทำเองโดยไม่ไดร้ บั ความยินยอมจาก
ผเู้ ยาว์ไมไ่ ด้
การทำนติ ิกรรมใด ๆ ของผเู้ ยาว์ หากปราศจากการยนิ ยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมจะถือว่าเป็นโมฆยี ะทง้ั ส้นิ
แต่มขี ้อยกเว้นในบางกรณี ไดแ้ ก่
1. การทำนติ ิกรรมทเี่ ป็นประโยชนแ์ กผ่ ้เู ยาวฝ์ ่ายเดียว
2. การทำนิติกรรมที่ผเู้ ยาว์ตอ้ งทำเองเฉพาะตัว
3. การทำนติ กิ รรมเพือ่ ดำรงชพี ของผู้เยาว์
32
❖ กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับคนไร้ความสามารถ
บุคคลไร้ความสามารถ
ยังไมส่ มรส สมรส
ผู้อนบุ าล ผอู้ นบุ าล
บดิ า มารดา สามี ภรรยา
*********เวน้ แต่ศาลจะสงั่ เป็นอยา่ งอื่น*******
คนไรค้ วามสามารถ คอื บุคคลวกิ ลจรติ ซงึ่ อาจเกดิ จากโรคจติ จิตฟัน่ เฟอื น
ผลของการเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
1. บุคคลท่ีศาลสง่ั ให้เปน็ คนไรค้ วามสามารถน้ัน จะต้องจดั อยใู่ นความอนบุ าล ศาลจะส่ังให้อยู่ในความ
อนุบาล หมายถงึ จะตอ้ งมีผู้อนบุ าลเพือ่ ดแู ลจัดการทรพั ยส์ นิ ของบุคคลท่ไี รค้ วามสามารถ
2. การใด ๆ อนั คนไร้ความสามารถไดท้ ำลงตกเป็นโมฆยี ะ
การสิน้ สดุ แหง่ การเปน็ คนไร้ความสามารถ
1. เมื่อคนท่ไี รค้ วามสามารถถึงแก่ความตาย
2. ศาลมีคำสัง่ เพกิ ถอนคำสง่ั ให้เปน็ คนไรค้ วามสามารถ
❖ กฎหมายแพ่งเก่ียวกับคนเสมือนไร้ความสามารถ
ผลของการเป็นเสมอื นไร้ความสามารถ
ตกอยูใ่ นความพทิ ักษ์ ไมส่ ามารถทำนิตกิ รรมบางชนดิ ได้
สมรส ไมส่ มรส
ผ้พู ทิ กั ษ์ ผูพ้ ิทกั ษ์
สามี/ภรรยา ศาลแต่งต้งั ผู้พทิ กั ษ์
บดิ า/มารดา เว้นแตศ่ าลสั่ง
33
คนเสมือนไร้ความสามารถ (Quasi-Incompetent) คือ บุคคลทมี่ เี หตุบกพร่องบางส่งิ บางอย่าง ไม่สามารถ
จัดการงานของตนเองได้
ผลของการเป็นคนเสมอื นไร้ความสามารถ
1. ตกอยู่ในความพทิ กั ษ์
2. ถกู จำกดั ความสามารถบางชนดิ
การส้นิ สุดแหง่ การเปน็ คนเสมือนไร้ความสามารถ
1. คนเสมือนไรค้ วามสามารถถึงแก่ความตาย
2. ศาลสง่ั ให้เป็นคนไร้ความสามารถ
3. ศาลสัง่ ถอนคำสง่ั ให้เป็นคนคนเสมอื นไร้ความสามารถ
❖ กฎหมายแพ่งเกีย่ วกับคนวกิ ลจริต
บุคคลวิกลจริต (Unsound Mind) คือ บุคคลท่ีมีอาการวกิ ลจริตที่ศาลยงั ไมไ่ ด้สงั่ ใหเ้ ป็นคนไรค้ วามสามารถ
ยอ่ มอยใู่ นฐานะเป็นผู้ท่สี ามารถเหมือนดงั บคุ คลทั่วไป
❖ กฎหมายแพ่งเกยี่ วกบั นติ กิ รรมสัญญา
นติ ิกรรม หมายถงึ การกระทำของบุคคลที่ชอบดว้ ยกฎหมายและโดยสมัครใจ มุ่งโดยตรงต่อการผูกนติ สิ มั พันธ์
ขึน้ ระหวา่ งบคุ คล เพ่อื จะกอ่ ให้เกิดการเคลอ่ื นไหวแหง่ สิทธิตามเจตนาของบุคคลน้นั
ในการทำนิตกิ รรมน้นั ขอบเขตท่กี ฎหมายกำหนดหา้ มไว้โดยวัตถุประสงคม์ ี 3 ประการ คือ
1. นติ ิกรรมทม่ี ีวตั ถปุ ระสงค์ท่ีเปน็ การขดั ตอ่ กฎหมาย
2. นิตกิ รรมที่ขัดต่อความสงบเรียบรอ้ ย
3. นติ ิกรรมทม่ี วี ัตถุประสงคท์ เี่ ป็นการพน้ วิสัย
หน้ี
หน้ี คอื ความผูกพนั ทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝา่ ย คือ
เจ้าหนี้ มีสทิ ธจิ ะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้
ลูกหน้ี มหี นา้ ทปี่ ฏิบัตติ ามทต่ี กลงกบั เจ้าหนี้
ทรัพย์
ทรพั ย์ หมายถึง วตั ถทุ มี่ ีรปู ร่าง เช่น วิทยุ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ และส่วนทีไ่ ม่มีรปู รา่ ง เชน่ สทิ ธิ
ทรพั ยแ์ บง่ ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. อสังหารมิ ทัพย์
2. สังหาริมทรพั ย์
ทรพั ยส์ ิน หมายถึง ทรัพย์และวัตถไุ มม่ ีรูปร่าง ซ่ึงอาจมรี าคา ทรัพยส์ ินจะเกดิ ขนึ้ โดยอำนาจแห่งกฎหมาย เชน่
1. กรรมสทิ ธิ์
2. สิทธคิ รอบครอง
3. ภาระจำยอม
4. สิทธอิ าศัย
5. สิทธิเหนือพื้นดิน
6. สิทธเิ กบ็ เงนิ
7. ภาระตดิ พนั ในอสงั หาริมทรพั ย์
8. ทรงจำเปน็
34
นิตกิ รรมสัญญา ได้แก่ สญั ญาซอื้ ขาย สัญญาขายฝาก การเช่าทรพั ย์ การเช่าซ้ือ การก้ยู มื
การคำ้ ประกัน การจำนำ และการจำนอง
สญั ญาซือ้ ขาย สญั ญาขายฝาก
สัญญาซื้อขาย
สัญญา
สัญญาเช่า สัญญากูย้ ืม-ประกันหน้ี
เชา่ ทรพั ย์ เช่าซือ้ กู้ยืมเงนิ ค้ำประกัน จำนำ จำนอง
นติ ิกรรม
-นติ ิกรรมซึ่งทำโดยผู้หยอ่ นความสามารถ เช่น ผู้เยาว์อาจถูกบอกล้างดว้ ยผู้แทนโดยชอบธรรมได้ ในกรณีที่ทำให้ผ้เู ยาว์
เสยี เปรยี บเนื่องจากหยอ่ นความสามารถนั้น
-นิติกรรมตอ้ งเปน็ การแสดงเจตนาหรอื ความต้ังใจออกมาภายนอก เช่น โดยวาจาหรือโดยการเขยี นหนังสือนิติกรรม
ตอ้ งทำโดยความสมัครใจ คอื ตอ้ งไมเ่ กิดจากการเข้าใจผดิ หรอื ถกู ขเู่ ข็ญบังคับ หรอื ขาดสติสมั ปชญั ญะ
-นติ ิกรรมซง่ึ ทำโดยผ้หู ย่อนความสามารถ เชน่ ผูเ้ ยาวอ์ าจถกู บอกล้างด้วยผแู้ ทนโดยชอบธรรมได้ ในกรณีทีท่ ำให้ผ้เู ยาว์
เสียเปรยี บเนื่องจากหยอ่ นความสามารถนน้ั
สัญญา
สัญญา คอื นติ ิกรรมชนดิ หนึง่ แต่เป็นนิติกรรมท่ีมีบคุ คล 2 ฝา่ ย หรอื มากกวา่ นนั้ มาตกลงกัน โดยแสดงเจตนาเสนอ
และสนองตรงกัน กอ่ ใหเ้ กดิ สัญญาขึน้
กฎหมายไดก้ ำหนดความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญาของบุคคล
- กฎหมายกำหนดนิติกรรมและสญั ญาขนึ้ เพอ่ื ให้บคุ คลใช้เปล่ยี นแปลงสิทธขิ องตนได้ดว้ ยความต้ังใจ
- คนไรค้ วามสามารถตอ้ งอยู่ในความอนุบาลของผู้อนุบาลแต่งตง้ั โดยศาล ซ่งึ จะเปน็ ผทู้ ำนิตกิ รรมแทน ส่วนคนเสมือนไร้
ความสามารถทำกิจการเองไดท้ ุกอยา่ ง เว้นบางอยา่ งท่ตี อ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากผู้พิทักษ์
- ผเู้ ยาวจ์ ะทำนิตกิ รรมไดต้ อ้ งได้รบั ความยนิ ยอมจากผแู้ ทนโดยชอบธรรม เวน้ แต่นิติกรรมท่ีได้มาซึ่งสิทธโิ ดยสิน้ เชงิ
- บคุ คลล้มละลายจะทำนิตกิ รรมใดๆ ไม่ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรพั ยต์ ามคำสง่ั ศาลจะเปน็ ผ้มู อี ำนาจจดั การแทน
- นิตกิ รรมและสัญญาทท่ี ำข้นึ โดยผู้เยาว์ คนไรค้ วามสามารถ และบคุ คลล้มละลายโดยปราศจากความยินยอมจาก
บคุ คลท่ีกฎหมายกำหนดจะกลายเป็นโมฆียะ
35
- การทำนติ กิ รรมสญั ญาใดๆ จะตอ้ งไม่มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ ป็นการตอ้ งห้ามชัดแจง้ โดยกฎหมาย ไมเ่ ป็นการพน้ วสิ ัย และ
ตอ้ งไม่ขดั ต่อความสงบเรียบร้อยหรอื ศีลธรรมอันดขี องประชาชน
นติ กิ รรมสัญญา สามารถแบ่งออกได้ เปน็ 2 ประเภท
1. นิติกรรมฝา่ ยเดยี ว
เกิดข้ึนโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝ่ายเดียวและมีผลทางกฎหมาย เช่น การกอ่ ต้ังมูลนธิ ิ การรบั สภาพหนี้ การ
ทำพนิ ยั กรรม การบอกกล่าวบังคบั จำนอง เปน็ ตน้
2. นิตกิ รรมสองฝ่าย
เกดิ ขึน้ โดยการแสดงเจตนาของบุคคลท้งั สองฝ่าย ต่างตกลงยินยอมระหวา่ งกนั หรอื เรยี กว่า สญั ญา เช่น
สัญญาซ้อื ขาย สัญญากู้ยืม สัญญาแลกเปลีย่ น สญั ญาขาย ฝาก จำนอง จำนำ เปน็ ต้น
สญั ญาซ้อื ขาย
- เปน็ สญั ญาทผ่ี ู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผ้ซู ้อื โดยผ้ซู ือ้ ตกลงจะให้ ราคาทรพั ย์สินน้นั กบั ผขู้ าย
- สญั ญาซ้ือขายแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด คอื สญั ญาซือ้ ขายสำเร็จบรบิ รู ณ์หรอื สญั ญาซอื้ ขายเสรจ็ เด็ดขาด และสญั ญา จะ
ซ้ือจะขาย
- การซ้อื ขายอสังหารมิ ทรัพย์หรือสงั หารมิ ทรัพยช์ นดิ พิเศษ ต้องตกลงกันเป็นลายลักษณอ์ กั ษร หรือมีการวางมดั จำ
หรอื มีการชำระหนบ้ี างส่วนไว้ล่วงหน้า
- หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ ไม่ปฏบิ ตั ติ ามสัญญา ยอ่ มฟ้องรอ้ งให้ปฏบิ ตั ติ ามสัญญา รวมทัง้ เรยี กค่าเสยี หาย จาก
ฝ่ายที่ผิดสัญญาได้
สญั ญาขายฝาก
- เป็นสญั ญาซอ้ื ขายซึ่งกรรมสทิ ธิ์ในทรัพยส์ นิ ตกไปยงั ผูซ้ ื้อ โดยท่มี ขี ้อตกลงกันว่า ผ้ขู ายอาจไถ่ทรพั ยส์ ินน้ันกลับคนื ได้
ภายในระยะเวลาทต่ี กลงกนั
- การขายฝากเป็นการซ้ืออย่างหนง่ึ ดังนั้น หลกั เกณฑ์ในการขายฝากจึงเปน็ เช่นเดยี วกบั การซ้ือขาย เชน่ การขายฝาก
อสงั หารมิ ทรัพยห์ รอื สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตอ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี
- การทำสัญญาขายฝากเป็นวธิ ีการให้หลกั ประกันอย่างหน่งึ แก่ผซู้ ้อื ฝากและเมื่อผูข้ ายฝากใช้สิทธิไถ่กจ็ ะไดป้ ระโยชน์
โดยกำหนดสินไถ่ไว้ในอตั ราทีส่ ูงพอเปน็ การตอบแทน
สญั ญาเชา่ ทรพั ย์
- เปน็ สัญญาซงึ่ ผใู้ ห้เช่าตกลงให้ผ้เู ช่า ได้ใช้หรอื ได้รบั ประโยชน์ในทรัพยส์ ินในระยะเวลาท่ีกำหนด โดยผู้เช่าตกลง
ใหค้ ่าเช่าในการน้ัน
- การเชา่ อสังหารมิ ทรพั ยต์ ้องมหี ลักฐานเปน็ หนงั สือ ลงลายมือช่ือของฝา่ ยท่ีจะต้องรับผิดตามสญั ญา
- สญั ญาเชา่ อสงั หารมิ ทรัพยน์ านเกินกวา่ 3 ปี หรอื มกี ำหนดตลอดอายุของผูเ้ ช่าหรือผ้ใู ห้เช่าต้องนำไปจดทะเบียนต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่
- ผูใ้ ห้เชา่ มีหนา้ ท่สี ่งมอบทรัพยส์ นิ ทเี่ ชา่ ใหแ้ ก่ผู้เช่าในสภาพที่ซ่อมแซมดีแลว้
- ผ้เู ชา่ ต้องสงวนทรพั ย์สนิ ทเ่ี ชา่ เหมือนทรัพยส์ ินของตนเอง และยอมให้ผใู้ ห้เช่าตรวจตราทรัพยส์ นิ เปน็ ครั้งคราว และ
ไม่ดดั แปลงหรอื ตอ่ เตมิ ทรัพย์สิน ยกเวน้ ไดร้ ับอนญุ าตจากผใู้ ห้เช่า
- ผเู้ ช่าตอ้ งสง่ คนื ทรพั ย์สินทเี่ ช่า ใหแ้ ห่ผใู้ ห้เช่าในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วเมื่อสญั ญาเช่านัน้ สน้ิ สุดลง
สัญญาเช่าซอ้ื
- เป็นสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกใหเ้ ช่าและใหค้ ำม่ันวา่ จะขายทรพั ย์สนิ นนั้ หรอื ใหท้ รัพย์สนิ นั้นตกเปน็ ของผเู้ ชา่
โดยมีเง่ือนไขว่าผูเ้ ชา่ ซ้อื ไดใ้ ชเ้ งนิ เป็นงวด ตามท่ีตกลงกนั ไว้
- สัญญาเชา่ ซ้อื ตอ้ งทำเปน็ ลายลักษณอ์ ักษรและลงลายมอื ชื่อคู่สญั ญา
- ผู้ให้เช่าซ้ือมีสิทธบิ อกเลกิ สญั ญาได้ เมื่อผู้เชา่ ซ้ือผดิ นดั ไมช่ ำระค่าเชา่ ซอ้ื สองงวดตดิ ต่อกนั
36
- ผเู้ ช่าซื้อมีหน้าทช่ี ำระค่าเช่า และมสี ิทธทิ ่ีจะบอกเลกิ สญั ญาเมื่อใดกไ็ ด้ โดยส่งมอบทรัพย์สนิ กลบั คืนและให้ค่าเช่าซือ้
เฉพาะที่ยังค้างชำระในงวดชำระเงินทผ่ี า่ นมาใหแ้ กผ่ ้ใู ห้เชา่ ซ้ือ
- หลังจากชำระเงินเชา่ ซื้อครบตามสญั ญาแลว้ ผูเ้ ชา่ ซอื้ มีสิทธเิ รยี กรอ้ งใหผ้ ู้ให้เช่าซื้อเปล่ยี นแปลงกรรมสิทธ์ใิ นทรัพยส์ นิ
สัญญากูย้ มื
- เปน็ สญั ญาซ่งึ ผ้กู ูต้ กลงยืมเงนิ จำนวนหนง่ึ จากผู้ให้กู้ และตกลงจะคนื เงินตามกำหนดระยะเวลาทก่ี ำหนด โดยผู้กู้ให้
ดอกเบี้ยเป็นคา่ ตอบแทน
- การกยู้ มื เงินเกิน 2,000 บาทขึน้ ไป จะตอ้ งมหี ลักฐานเปน็ หนังสอื แสดงว่ามีการกู้ยืมกันจริง พร้อมกบั ลงลายมอื ช่ือ
ผกู้ ู้
- ผู้ให้กจู้ ะเรยี กดอกเบี้ยจากผ้กู ู้ไดส้ ูงสดุ ไม่เกนิ ร้อยละ 15 ต่อปี หากเรียกสงู กวา่ นี้ ผ้ใู หก้ มู้ ีความผิด ยกเว้นการกยู้ มื เงิน
จากสถาบนั ทางการเงนิ
- ผู้กู้มีสิทธใิ ห้ผู้ใหก้ ู้ออกหลักฐานการใช้เงนิ ได้เม่ือชำระหนี้หมดแลว้ และมสี ทิ ธเิ รยี กสัญญาก้ยู มื เงนิ กนั ไวก้ ลับคนื มา
หากผกู้ ูไ้ มป่ ฏบิ ัติตามสญั ญา ผใู้ ห้กู้มีสทิ ธฟิ อ้ งเรยี กเงินคืน พร้อมท้งั ดอกเบี้ยท่คี ้างชำระไดต้ ามสัญญา
สญั ญาจำนำ
- เป็นสัญญาซง่ึ ผู้จำนำสง่ มอบการครอบครองสงั หาริมทรพั ยใ์ หแ้ กผ่ ูร้ ับจำนำ เพือ่ ประกนั การชำระหน้ี ผรู้ ับจำนำมสี ิทธิ
ยึดทรัพย์สินนน้ั ไว้ จนกวา่ จะไดร้ ับการชำระหนค้ี รบถว้ น
- ผ้รู บั จำนำตอ้ งเก็บรักษาและสงวนทรพั ย์สนิ ทจ่ี ำนำให้ปลอดภัยไมส่ ญู เสยี หรือเสยี หายไป
- เมื่อผู้จำนำไมช่ ำระหนี้ ผ้รู บั จำนำมีสทิ ธิบงั คบั จำนำ โดยตอ้ งบอกกลา่ วแกผ่ ู้จำนำ หากผู้จำนำยงั ไม่ชำระหนี้อีก ผรู้ ับ
จำนำมีสทิ ธินำทรพั ย์สินนั้นขายออกทอดตลาด โดยตอ้ งแจ้งเวลาและสถานที่แกผ่ ู้จำนำ
- เมื่อขายทอดตลาดแล้ว ไดเ้ งินสทุ ธิเท่าใด ผู้รับจำนำมสี ิทธิหกั มาใชห้ น้ีได้จนครบ หากยงั มีเงนิ เหลอื ต้องคนื ใหแ้ ก่
ผจู้ ำนำ
สญั ญาจำนอง
- เปน็ สัญญาซ่งึ ผจู้ ำนองเอาสงั หาริมทรพั ย์ หรืออสงั หาริมทรพั ยไ์ ปตราไว้แกผ่ รู้ ับจำนอง โดยไมต่ อ้ งสง่ มอบทรัพยส์ ินท่ี
จำนองนน้ั ให้
- การชำระหนีจ้ ำนองไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วนก็ตาม ตอ้ งไปจดทะเบยี นตอ่ พนักงานเจ้าหน้าท่ี มฉิ ะนน้ั จะนำไป
ใชอ้ ้างกับบคุ คลภายนอกไม่ได้
- การบังคบั จำนองทำได้ตอ่ เมอื่ ลูกหนไี้ ม่ชำระหนี้ภายในเวลาอนั สมควร หากยังไม่ชำระหน้ี ผู้รบั จำนองตอ้ งฟอ้ งผู้
จำนองต่อศาล โดยขอต่อศาลหากยงั ไมช่ ำระหนี้ ให้ศาลสงั่ ใหท้ รัพย์สินจำนองน้ันหลดุ เป็นกรรมสิทธข์ิ องผู้รับจำนอง หรอื ให้
มีการขายทอดตลาด
- หลังจากมีการขายทอดตลาดแลว้ หากไดเ้ งินตำ่ กว่าจำนวนหนท้ี ี่คา้ งชำระ ลูกหน้ีไม่ตอ้ งรบั ผดิ ชอบต่อเจา้ หน้ีในเงนิ ที่
ยงั ขาดอยู่ ยกเวน้ แตต่ กลงไว้ในสัญญา
❖ โมฆกรรมและโมฆียกรรม นติ กิ รรม 37
บอกลา้ ง
สัตยาบัน
ภายในระยะเวลา เกินระยะเวลา ให้สัตยาบันผกู พนั ตาม
โมฆียกรรม
โมฆะ หมดสทิ ธทิ ีจ่ ะ
บอกลา้ ง
ข้อแตกต่างระหว่างโมฆกรรมกบั โมฆยี กรรม
38
โมฆกรรมและโมฆยี กรรม
โมฆกรรม หมายความว่า การทำนติ กิ รรมใด ๆ ท่มี ผี ลของนิตกิ รรมท่ไี ด้ทำข้ึนนั้นเสยี เปล่า ไม่มีผลผกู พนั ทจี่ ะ
ใชบ้ ังคับได้ตามกฎหมาย
สาเหตุของนิตกิ รรมโมฆะ 5 ประการ คือ
(1) นิตกิ รรมนน้ั มีวัตถุประสงคไ์ มช่ อบดว้ ยกฎหมาย
(2) นิตกิ รรมน้ันมีวัตถุประสงคเ์ ปน็ การพ้นวิสัย
(3) นิติกรรมนัน้ ทำผิดแบบทก่ี ฎหมายกำหนดไว้
(4) มีกฎหมายบัญญัตวิ า่ การกระทำนน้ั ๆ เป็นโมฆะ
โมฆียกรรม หมายความวา่ นิตกิ รรมซง่ึ อาจถกู บอกล้างหรือให้สัตยาบนั ถา้ มิได้บอกลา้ งภายในระยะเวลาที่
กฎหมายกำหนดก็เปน็ อนั หมดสิทธิที่จะบอกล้าง
สาเหตุของโมฆยี กรรมอาจสรุปไดว้ ่ามาจากกรณีต่อไปน้ี
(1) ผู้ทำนิติกรรมฝ่ายใดฝา่ ยหนงึ่ เปน็ ผูถ้ ูกจำกัดความสามารถเน่อื งจากเปน็ ผูเ้ ยาว์
(2) เจตนาในการทำนิตกิ รรมนัน้ บกพรอ่ งเน่อื งจากสำคัญผดิ ในคณุ สมบตั ขิ องบุคคลหรอื ทรพั ยส์ นิ
(3) มีกฎหมายบญั ญัติวา่ การน้นั เปน็ โมฆยี ะ
ขอ้ แตกตา่ งระหว่างโมฆกรรมและโมฆยี กรรม
1. นิติกรรมทีเ่ ป็นโมฆกรรมนน้ั ถอื วา่ เสียเปลา่ มาต้ังแต่ตน้ ไม่มผี ลอยา่ งใด ๆ เลย
2. โมฆกรรมนนั้ บคุ คลซึ่งมีสว่ นไดส้ ่วนเสียคนใดคนหนึ่งจะยกขึ้นกลา่ วอ้างก็ได้
3. โมฆกรรมนน้ั ยกขึน้ กล่าวอ้างเม่ือใดกไ็ ด้ ไมม่ ีกำหนดระยะเวลา
❖ กฎหมายอาญา
กฎหมายอาญา เปน็ กฎหมายท่เี ก่ียวกบั ความผดิ และโทษ โดยกำหนดวา่ การกระทำใดบา้ งทีเ่ ป็นความผดิ
ซ่งึ ผ้กู ระทำความผดิ จะไดร้ ับผล คอื โทษติดตามมา
กฎหมายอาญามคี วามมุง่ หมายโดยตรงในการคมุ้ ครองผลประโยชน์ของสว่ นรวม โดยการควบคมุ ไมใ่ ห้บคุ คล
กระทำการทเ่ี ป็นอันตรายแก่ผู้อืน่ หรอื ตอ่ สังคม เพ่ือรักษาความสงบเรยี บร้อยของสังคม
ความผดิ และโทษ
ความผดิ และโทษเป็นสาระสำคญั ของกฎหมายอาญา หมายถึง การกระทำใดท่กี ฎหมายไดร้ ะบวุ ่าเป็นการกระทำที่
เป็นความผิด ซง่ึ ผกู้ ระทำจะตอ้ งไดร้ บั โทษเปน็ ผลตามมา บุคคลจะมคี วามผดิ และจะตอ้ งไดร้ ับโทษสำหรบั การ
กระทำอยา่ งใดนนั้ ตอ้ งมีบัญญตั ิไว้ในกฎหมายเป็นลายลักษณ์อกั ษรในเวลาขณะทเ่ี ขากระทำ ดงั นั้น จะจดั ทำ
กฎหมายให้มผี ลยอ้ นหลังเพ่อื ใหก้ ารกระทำของบุคคลซ่งึ ขณะกระทำไมเ่ ป็นความผิดและไม่มโี ทษ กลบั กลายเปน็ มี
ความผดิ และโทษขน้ึ มาไม่ได้ ความผิดและโทษขน้ึ อย่กู ับองค์ประกอบดงั น้ี
เจตนา คือ การกระทำผดิ ทางอาญา ที่ผู้กระทำรูอ้ ยแู่ ลว้ วา่ สิ่งท่ีตนทำน้ันเป็นความผิดแตย่ ังทำลงไปท้ัง ๆ
ทร่ี ู้สำนกึ ในการท่ีกระทำ
ประมาท คอื การกระทำที่ผู้กระทำมไิ ดต้ งั้ ใจให้เกิดผลรา้ ยแก่ใคร แตเ่ น่อื งจากกระทำโดยไม่ระมดั ระวงั
ทำให้เกิดผลรา้ ยแก่ผอู้ น่ื
ไม่เจตนา คอื การกระทำทผ่ี กู้ ระทำมไิ ดต้ ้งั ใจทำเพอ่ื ให้เกิดผลอย่างหน่งึ
การกระทำและสภาพจติ ใจ
การกระทำ ได้แก่ การเคลอื่ นไหวอวัยวะตา่ งๆ ของร่างกายตามความตอ้ งการของจติ ใจและปรากฏ
ออกมาภายนอก การกระทำ ยงั รวมถึงการให้เกดิ ผลอยา่ งใดอย่างหนงึ่ ขน้ึ โดยงดเว้นการที่ตอ้ งกระทำเพอ่ื ปอ้ งกนั
39
ผลนัน้ ด้วย เช่น บิดามารดามีหนา้ ทต่ี ามกฎหมายต้องเลย้ี งดูบตุ รซงึ่ ยังเล็กอยู่ ถ้างดเว้นเสียไม่เลี้ยงดูบุตรโดยไมใ่ ห้
อาหารเพื่อให้บุตรตาย หากบตุ รตาย บดิ ามารดาย่อมมีความผิดฐานฆา่ บตุ ร เป็นตน้
สภาพจิตใจ ปกติบุคคลผูก้ ระทำการซ่ึงกฎหมายบัญญตั ิวา่ เป็นความผดิ ตอ้ งกระทำโดยเจตนาจึงจะเกิด
ความผดิ ขน้ึ ผกู้ ระทำมเี จตนาทีจ่ ะกระทำหรือไม่ให้ดูลกั ษณะการกระทำความผิดบางอยา่ งท่ีกฎหมายถอื ว่าผิด แม้
เพยี งแตม่ กี ารกระทำในลักษณะทีก่ ฎหมายระบไุ วเ้ ทา่ น้นั กจ็ ะต้องรบั ผดิ โดยไมค่ ำนึงว่าจะกระทำโดยเจตนาหรือไม่
เชน่ ความผิดทมี่ ีโทษเบาหรอื ความผิดลหุโทษ เป็นต้น
ความรบั ผดิ ทางอาญา
ความผิดทางอาญา คือ การกระทำท่ีโดยสว่ นใหญม่ กั จะเก่ียวขอ้ งกบั เนอื้ ตวั ร่างกายของผู้เสยี หาย อันมผี ลกระทบ
กระเทือนตอ่ ความสงบเรยี บร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐจงึ ตอ้ งลงโทษผกู้ ระทำผิด โดยมหี ลักสำคัญ คือ
- การกระทำนั้นต้องมีกฎหมายกำหนดไว้ชดั แจง้
- โทษที่ลงต้องเปน็ โทษที่กฎหมายกำหนดไว้
- กฎหมายตอ้ งไมม่ ีผลยอ้ นหลงั
โทษทางอาญา
ลักษณะของกฎหมายอาญามี 4 ประการ คือ
1. กฎหมายอาญาต้องชัดเจนแนน่ อน
2. ห้ามใชก้ ฎหมายจารตี ประเพณลี งโทษทางอาญาแกบ่ คุ คล
3. ห้ามใชก้ ฎหมายท่ีใกลเ้ คยี งลงโทษทางอาญาแก่บคุ คล
4. กฎหมายอาญาไม่มผี ลย้อนหลงั
โทษ คอื สภาพบังคับ (Sanction) ของกฎหมายอาญา
1. ประหารชวี ติ
2. จำคกุ
3. กกั ขงั
4. ปรบั
5. รบิ ทรพั ย์สนิ
ความผดิ ต่อชวี ิตและร่างกาย
1) ความผิดเก่ยี วกบั ชีวติ เป็นความผดิ ท่ีทำให้ผู้อน่ื ถงึ แกค่ วามตายไม่วา่ จะเจตนาหรอื ไม่ ซ่งึ มีความผิดสำคญั ไดแ้ ก่
- ความผดิ ฐานฆา่ ผ้อู ืน่
- การชว่ ยยุยงให้ผู้อ่ืนหรือเด็กฆา่ ตนเอง
2) ความผิดเกย่ี วกับรา่ งกาย ทำรา้ ยผูอ้ ่ืนอันเปน็ เหตุใหเ้ กดิ อันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ
- ทำรา้ ยรา่ งกายโดยไมม่ ีอันตราย
- ทำรา้ ยร่างกายโดยมีอนั ตราย
- ทำรา้ ยรา่ งกายโดยไดร้ ับอันตรายสาหสั
- ทำรา้ ยร่างกายจนถึงแกช่ ีวติ
3) ความผดิ ทีก่ ระทำโดยประมาทตอ่ ชวี ิตและร่างกาย
- เปน็ เหตุให้ผู้อ่นื ถึงแกค่ วามตาย
- เป็นเหตุใหผ้ ูอ้ ืน่ ได้รับอนั ตรายสาหัส
- เปน็ เหตุให้ผอู้ ่ืนไดร้ ับอันตรายแกก่ ายหรอื จติ ใจ
40
ความผิดตอ่ ทรพั ยส์ นิ ลกั ทรัพย์ วงิ่ ราวทรัพย์
ยกั ยอกทรพั ย์
ฉอ้ โกงทรัพย์ ความผดิ เก่ียวกับทรัพย์ ชิงทรัพย์
รีดเอาทรัพย์ ปล้นทรัพย์
กรรโชกทรพั ย์
1. ความผดิ เกี่ยวกับการลกั ทรัพย์ เปน็ ความผิดทีเ่ อาทรพั ย์ของผ้อู ืน่ หรือทผ่ี ู้อ่นื เปน็ เจา้ ของรวมอยู่ดว้ ยไปโดย
ทจุ ริต แม้ว่าเจ้าของทรัพย์จะไมต่ ดิ ใจเอาความแต่ความผิดเกย่ี วกับการลักทรพั ย์ไม่สามารถยอมความกนั ได้
2. ความผดิ เกย่ี วกบั การวิง่ ราวทรพั ย์ เปน็ ความผิดในการลกั ทรัพย์ของผูอ้ ่นื โดยมีการฉกฉวยเอาไปซ่ึงหนา้ โดยไม่
มีความเกรงกลัว
3. ความผิดเกีย่ วกับการชิงทรัพย์ เปน็ ความผิดในการลักทรพั ยข์ องผู้อ่ืนโดยมกี ารใชก้ ำลงั ประทุร้ายหรือขู่เขญ็ วา่
ทนั ใดนนั้ จะใช้กำลังประทรุ ้าย เพอื่ ใหเ้ กิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรอื พาทรัพย์นั้นไป
4. ความผดิ เกยี่ วกับการปลน้ ทรพั ย์ เปน็ ความผิดในการชงิ ทรพั ย์ทีร่ ว่ มกนั กระทำความผิดด้วยกนั ต้งั แต่ 3 คน
ขน้ึ ไป
5. ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกทรัพย์ เปน็ ความผิดในการใช้กำลังประทุร้ายหรอื ข่เู ข็ญวา่ จะทำอันตรายต่อชวี ิต
และรา่ งกาย เสรีภาพ ชือ่ เสยี ง หรอื ทรัพยส์ ินกบั ผูถ้ กู ประทุร้าย
6. ความผดิ เกย่ี วกบั การรดี เอาทรัพย์ เป็นความผดิ ในการข่มขนื ใจผอู้ น่ื ให้เปิดเผยความลับทีเ่ ปน็ ประโยชน์
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ทรัพยส์ ิน
7. ความผิดเกย่ี วกับการฉ้อโกงทรพั ย์ เป็นความผดิ ที่ใช้กลอบุ ายเอาทรัพย์สนิ ผ้อู นื่ โดยการหลอกลวงและปกปดิ
ข้อเทจ็ จริง
8. ความผิดเกย่ี วกับการยักยอกทรัพย์ เป็นความผิดที่ผูก้ ระทำผดิ ได้ทรพั ย์ของผู้อนื่ มาครอบครองไว้แลว้ เบียดบงั
เอาทรัพย์นน้ั เปน็ ของตน
ความผิดลหโุ ทษ
ความผดิ ลหโุ ทษ (Petty Offences) คือ ความผิดเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ ทีม่ ีโทษเบาหรอื โทษทไี่ มร่ ้ายแรง กล่าวคอื
ความผดิ ท่ีมโี ทษจําคกุ ไมเ่ กิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือท้งั จาํ ท้ังปรับ
เหตยุ กเว้นโทษทางอาญา
การกระทำความผิดอาญาท่ีผ้กู ระทำไมต่ ้องรับโทษถา้ มีเหตอุ ันจะอ้างไดต้ ามกฎหมาย เชน่
1. การกระทำความผดิ ดว้ ยความจำเป็น
2. การกระทำความผดิ เพราะความบกพร่องทางจติ
3. การกระทำความผิดเพราะความมนึ เมา
4. การกระทำตามคำสงั่ ของเจา้ พนักงาน
5. สามภี ริยากระทำความผิดตอ่ กนั ในความผิดเกย่ี วกบั ทรพั ย์บางฐาน
41
6. เดก็ อายไุ ม่เกิน 14 ปีกระทำความผิด
7. เด็กและเยาวชนกระทำความผดิ
เดก็ อาจกระทำความผิดไดเ้ ชน่ เดยี วผใู้ หญ่ แตก่ ารกระทำความผดิ ของเด็กอาจได้รับโทษต่างจากการกระทำ
ของผใู้ หญ่ ทงั้ นี้เนอื่ งจากเด็กเปน็ ผู้ออ่ นเยาว์ ปราศจากความรู้สกึ รับผดิ ชอบหรอื ขาดความรู้สกึ สำนึกเท่าผู้ใหญ่ การลงโทษ
เด็กจำตอ้ งคำนงึ ถงึ อายุของเดก็ ผู้กระทำความผิดด้วย กฎหมายได้แบง่ การกระทำความผดิ ของเด็กและเยาวชนออกเป็น
4 ช่วงอายุ คอื
1) เด็กอายุไม่เกนิ 7 ปี
2) เด็กอายุกว่า 7 ปี แต่ยงั ไมเ่ กิน 14 ปี
3) เยาวชนอายุเกินกวา่ 14 ปีแตไ่ มเ่ กิน 17 ปี
4) เยาวชนอายกุ ว่า 17 ปี แตไ่ ม่เกิน 20 ปี
สำหรบั เดก็ ในช่วงอายุไม่เกนิ 7 ปี และเด็กอายุกว่า 7 ปีแต่ไม่เกนิ 14 ปีเท่านั้น ท่กี ฎหมายยกเว้นโทษให้ ส่วนผู้ทอี่ ายุเกิน
กว่า 14 ปแี ตไ่ ม่เกนิ 17 ปี และผทู้ ่ีมอี ายกุ ว่า 17 ปี แตไ่ มเ่ กิน 20 ปี หากกระทำความผดิ กฎหมายกจ็ ะไมย่ กเว้นโทษให้
เพียงแตใ่ ห้รบั ลดหยอ่ นโทษให้
6.1 เดก็ อายไุ ม่เกิน 7 ปกี ารกระทำความผิด เด็กไม่ตอ้ งรับโทษเลย ทั้งนี้เพราะกฎหมายถอื ว่าเด็กในวยั นี้ยงั ไม่
สามารถรผู้ ิดชอบได้ ฉะนั้นจะมกี ารจับกมุ ฟอ้ งรอ้ ยเกในทางอาญามไิ ด้
6.2 เดก็ อายุกว่า 7 ปี แตไ่ มเ่ กิน 14 ปกี ระทำความผิด เด็กน้ันกไ็ มต่ อ้ งรบั โทษเช่นกัน แต่กฎหมายใหอ้ ำนาจศาลที่
จะใชว้ ิธีการสำหรบั เด็ก เชน่
1) วา่ กลา่ วตักเตือนเดก็ น้ันแล้วปลอ่ ยตัวไป
2) เรยี กบิดามารดา ผู้ปกครองหรือบคุ คลที่เดก็ น้ันอาศยั อยมู่ าตกั เตือนดว้ ยกไ็ ด้
3) มอบตวั เด็กใหแ้ กบ่ ดิ ามารดาหรอื ผู้ปกครองไป โดยวางขอ้ กำหนดให้บดิ ามารดาหรือผปู้ กครองระวังเดก็
น้ันไม่ใหก้ ่อเหตุร้าย
4) มอบเด็กใหแ้ ก่บคุ คลที่เดก็ อาศยั อยู่ เมือ่ เขายอมรบั ข้อกำหนดท่จี ะระวงั เดก็ น้ันไมใ่ หก้ ่อเหตรุ ้าย
5) กำหนดเงอื่ นไขเพ่ือคุมความประพฤติ
6) มอบตัวเด็กให้กบั บุคคลหรือองคก์ ารที่ศาลเหน็ สมควร เพื่อดูและอบรมและสงั่ สอนเด็กในเมือ่ บุคคล
หรือองคก์ ารนน้ั ยินยอม
7) ส่งตัวเด็กน้นั ไปยังโรงเรียนหรือสถานฝึกอบรม หรือสถานท่ีซึง่ จัดตงั้ ขนึ้ เพ่ือฝึกและอบรม
6.3 เยาวชนอายเุ กิน 14 ปี แต่ไมเ่ กิน 17 ปีกระทำความผิด ผู้ทอ่ี ายุกวา่ 14 ปแี ตไ่ ม่เกิน 17 ปี กระทำการอนั
กฎหมายบญั ญตั เิ ปน็ ความผิด ให้ศาลพจิ ารณาถงึ ความรู้ผดิ ชอบและสิ่งอืน่ ทัง้ ปวงเกย่ี วกบั ผูน้ ัน้ ในอันควรวินิจฉยั วา่ สมควร
พิพากษาลงโทษผ้นู น้ั หรือไมศ่ าลอาจใช้วิธกี ารตามข้อ 6.2 หรือลงโทษเชน่ เดียวกับผู้ใหญ่ โดยลดมาตราสว่ นโทษที่จะใช้กับ
เยาวชนนนั้ ลงก่งึ หนง่ึ ก่อนทจ่ี ะมกี ารลงโทษเยาวชนผูก้ ระทำความผิด
6.4 เยาวชนอายุกวา่ 17 ปี แตไ่ มเ่ กนิ 20 ปีกระทำความผิด ผู้ท่ีอายุกวา่ 17 ปี แตไ่ มเ่ กนิ 20 ปี กระทำอนั
กฎหมายบญั ญัตเิ ปน็ ความผิด ถ้าศาลเหน็ สมควรจะลดมาตราสว่ นโทษท่กี ำหนดไวส้ ำหรบั ความผิดน้ันลง 1 ใน 3 หรือก่งึ
หนง่ึ ก็ได้จะเหน็ ได้วา่ ผู้ทอ่ี ายุกว่า 17 ปี แตไ่ มเ่ กิน 20 ปี กฎหมายไม่ถือว่าเปน็ เด็ก แตก่ ฎหมายก็ยอมรับว่า บุคคลในวยั นี้
ยงั มีความคดิ อ่านไม่เทา่ ผู้ใหญ่จรงิ จงึ ไมค่ วรลงโทษเท่าผู้ใหญก่ ระทำความผิด โดยใหด้ ลุ พนิ จิ แก่ศาลท่จี ะพิจารณาว่า สมควร
จะลดหย่อนผอ่ นโทษให้หรอื ไม่ ถ้าศาลพิจารณาสิ่งต่างๆท่ีเกยี่ วกับผ้กู ระทำความผิด เชน่ ความคิดอ่าน การศึกษาอบรม
ตลอดจนพฤติการณใ์ นการกระทำความผิด เช่น กระทำความผิดเพราะถูกผใู้ หญ่เกลยี้ กลอ่ ม หากศาลเห็นสมควรลดหย่อน
ผ่อนโทษให้ก็มอี ำนาจลดมาตราส่วนโทษได้ 1 ใน 3 หรอื กึง่ หนึง่ การลดมาตราสว่ นโทษ คือ การลดอัตราโทษขนั้ สูงและโทษ
ขัน้ ต่ำลง 1 ใน 3 หรอื กึง่ หนง่ึ แลว้ จงึ ลงโทษระหวา่ งน้ัน แต่ถ้ามอี ัตราโทษขั้นสงู อยา่ งเดียวก็ลดเฉพาะอตั ราโทษขัน้ สงู นั้น
แล้วจึงลงโทษจากอัตราท่ลี ดแลว้ นน้ั
42
กรณีตัวอย่าง คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 536/2516 จำเลยอายุ 19 ปี ยอมมีความรู้สกึ ผิดชอบน้อย ได้กระทำ
ความผิดโดยเข้าใจวา่ ผตู้ ายขม่ เหงนำ้ ใจตน ศาลเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษลง 1 ใน 3
❖ กฎหมายอ่นื ทีส่ ำคัญ
➢ กฎหมายภาษอี ากร คอื กฎหมายที่เกยี่ วกับการจัดหารายได้ให้กบั รฐั โดยใชภ้ าษอี ากรเปน็ เครอื่ งมอื เพ่ือนำมาใช้
ประโยชน์
• ภาษที จ่ี ดั เก็บโดยกระทรวงการคลัง
กรมสรรพากร : จัดเกบ็ ตามบทบัญญตั แิ หง่ ประมวลรัษฎากร
กรมสรรพสามติ : ภาษีทเ่ี กิดจากการขายสินคา้ และให้บริการจากการขายสนิ ค้า
กรมศลุ กากร : ภาษีที่เกบ็ จากสนิ ค้านำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศ
• ภาษีที่เกบ็ โดยกระทรวงอนื่ ๆ
กระทรวง กรม ภาษีท่จี ัดเกบ็
มหาดไทย กรมทีด่ ิน ภาษีตามประมวล
กฎหมายทด่ี ิน
คมนาคม กรมขนส่งทาง
บก ภาษรี ถยนต์
ทรัพยากรธรรมชาติ กรมทรพั ยากรธรณี คา่ ภาคแรห่ ลวง
และสงิ่ แวดลอ้ ม
เกษตรและสหกรณ์ กรมประมง อากรการประมง
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีทีจ่ ัดเกบ็ จากบุคคลท่ัวไปที่มีเงนิ ได้ตั้งแต่ 150,001 บาทขึ้นไป โดยที่
บคุ คลนัน้ อาจมีสถานภาพอย่างใดอย่างหนงึ่ ดังต่อไปนี้
(1) บุคคลธรรมดา
(2) หา้ งหนุ้ สว่ นสามัญหรือคณะบคุ คลท่ีมใิ ช่นิติบุคคล
(3) ผู้ถึงแกค่ วามตายระหวา่ งปภี าษี
(4) กองมรดกทย่ี ังไมไ่ ดแ้ บง่
2. ภาษีเงินไดน้ ิติบคุ คล
- เปน็ ภาษีอากรประเภทหนง่ึ ทจ่ี ดั เก็บจากเงนิ ไดข้ องบริษัทหรอื ห้างหนุ้ สว่ นนิตบิ ุคคลที่จดทะเบยี นตาม
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และไมไ่ ด้จดทะเบยี นตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
- จัดเก็บทุกปี โดยคำนวณอตั ราภาษีจากกำไรสุทธิของบรษิ ัทหรือห้างหุ้นสว่ นนติ บิ คุ คล รอ้ ยละ 30 และ
จากกำไรสุทธเิ ฉพาะกรณี ท่ีได้จากประกอบกิจการวิเทศธนกจิ รอ้ ยละ 10
- ผเู้ สียภาษตี ้องย่นื เสียภาษีที่สำนักงานสรรพากรพื้นท่สี าขาในทอ้ งที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ และธนาคาร
พาณชิ ยไ์ ทยสาขาในเขตพน้ื ทีก่ รุงเทพมหานคร ส่วนจงั หวดั อ่ืนยนื่ ไดท้ ท่ี ่วี า่ การอำเภอทอ้ งท่ีท่ีตงั้ อยู่
43
3. ภาษมี ลู ค่าเพม่ิ (VAT) เป็นภาษที ี่จัดเก็บจากผู้ประกอบการท่ขี ายสินค้าหรือใหบ้ ริการในทางธรุ กจิ หรอื วิชาชพี
- เปน็ ภาษที างออ้ มที่เรียกเกบ็ จากผู้ซอ้ื สินคา้ หรอื รับบรกิ าร โดยคำนวณเก็บจากมูลคา่ สว่ นทเี่ พิม่ ขน้ึ ในแต่
ละขัน้ ตอนของการผลติ และการจำหน่าย หรอื การให้บริการ
- ผมู้ หี นา้ ท่ีเสยี ภาษมี ูลค่าเพิม่ ไดแ้ ก่ ผูป้ ระกอบการที่ขายสินค้าหรือบรกิ ารที่มีรายรับเกนิ กวา่ 1.8 ล้าน
บาทต่อปี โดยคำนวณภาษีทต่ี ้องเสียจากภาษขี ายหักดว้ ยภาษีซอ้ื
- ผ้เู สียภาษตี ้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภายในวนั ที่ 15 ของเดอื นถดั ไป ท่ีสำนกั งานสรรพากรพนื้ ที่
สาขาในท้องที่ทส่ี ถานประกอบการตง้ั อยู่
4.ภาษบี ำรุงท้องที่
- เป็นภาษที ี่จดั เก็บจากเจ้าของท่ีดินตามราคาปานกลางท่ีดินและตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงทอ้ งท่ี
- ทีด่ นิ ที่ต้องเสยี ภาษบี ำรงุ ทอ้ งที่ ได้แก่ ทดี่ ินทีเ่ ป็นของบคุ คลหรือคณะบคุ คล ท้งั บุคคลธรรมดาและนติ ิ
บคุ คล ซง่ึ มี กรรมสิทธใิ์ นทีด่ ิน หรือสิทธคิ รอบครองอยูใ่ นทด่ี ินที่ไม่เป็นกรรมสิทธขิ์ องเอกชน โดยผ้ทู มี่ หี นา้ ที่เสีย
ภาษี คือ ผู้รบั ประเมนิ หรอื ผู้ทีเ่ ปน็ เจ้าของท่ีดนิ
- ผู้เสียภาษีตอ้ งยน่ื แบบแสดงรายการ เพือ่ เสยี ภาษบี ำรงุ ทอ้ งท่ีตอ่ พนักงานเจ้าหนา้ ทีใ่ นท้องท่ีซึง่ ทรพั ย์สนิ
น้ันต้ังอยู่
5. ภาษีธุรกจิ เฉพาะ เป็นภาษที ี่จดั เกบ็ จากการประกอบกิจการเฉพาะอยา่ ง ดังตอ่ ไปนี้
1) ธนาคาร
2) ธรุ กจิ เงนิ ทุน ธรุ กิจหลักทรพั ย์ ธุรกิจเครดติ ฟองซิเอร์
3) การรับประกันชวี ิต
4) การรับจำนำ
5) การประกอบกิจการลกั ษณะเดียวกบั ธนาคารพาณิชย์
6) การขายอสงั หารมิ ทรพั ยเ์ พอ่ื การค้าหรอื หากำไร
6. ภาษปี า้ ย ไดแ้ ก่ ปา้ ยท่แี สดงชอ่ื ยห่ี อ้ หรอื เคร่อื งหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือกจิ การอนื่ ๆ เพ่ือการ
โฆษณาหรือหารายได้ ไมว่ ่าวิธีใดๆ ก็ตาม
7. ภาษโี รงเรอื นและท่ีดนิ
- เป็นภาษที ่ีจัดเกบ็ จากโรงเรอื นหรอื สิง่ ปลกู สรา้ งอยา่ งอืน่ ๆ กับท่ดี นิ ทใ่ี ชป้ ระโยชนต์ อ่ เนอื่ งไปกับโรงเรือน
หรือสิง่ ปลูกสรา้ งนน้ั
- ผู้มีหน้าท่ีเสยี ภาษโี รงเรอื นและท่ีดนิ ไดแ้ ก่ เจา้ ของทรพั ยส์ นิ เจา้ ของโรงเรือนหรอื สิง่ ปลูกสรา้ ง
- ผู้เสียภาษตี ้องย่ืนแบบแสดงรายการ เพ่อื เสยี ภาษีโรงเรอื นและทด่ี นิ ทสี่ ำนกั งานขององค์กรปกครองสว่ น
ทอ้ งถิ่น ท่ีสง่ิ ปลูกสร้างนนั้ ต้งั อยู่
8. ภาษเี งนิ ไดห้ ัก ณ ทจี่ ่าย ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร
วา่ ดว้ ยภาษีเงินได้ การคำนวณหกั ภาษี ณ ทจ่ี ่าย ใหค้ ำนวณหักไว้ทกุ คร้ังท่ีจา่ ยเงนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ ในอัตรารอ้ ยละ
ของยอดเงนิ ได้พงึ ประเมนิ ท่ีจ่ายในแต่ละคร้งั ตามประเภทเงินไดพ้ งึ ประเมิน
44
➢ กฎหมายเก่ียวกับการรับราชการทหาร
พระราชบญั ญตั ริ บั ราชการทหาร พทุ ธศักราช 2497 ได้กำหนดการรับราชการทหารไว้ ดงั นี้
ชายสัญชาตไิ ทยต้องไปขน้ึ บัญชีทหารกองเกนิ เม่อื อายุ 21 ปี ตอ้ งเขา้ รับหมายเรียกและทำการ
เม่ืออายุ 18 ปี ตรวจเลอื กเปน็ ทหารประจำการ
หากไดเ้ ข้าเปน็ ทหารกองประจำการ บุคคลที่สำเร็จวิชาทหารตามหลกั สตู ร
ต้องรบั ราชการ 2 ปี รับราชการทหารนอ้ ยกวา่ 2 ปี
หากฝา่ ฝืน ถกู จำคุกไม่เกิน 3 เดือน บคุ คลทข่ี ึน้ ทะเบยี นกองประจำการ
ปรบั ไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทัง้ ปรับ แล้วปลดเป็นทหารกองหนุนประเภท 1
หากรายงานตัวก่อนเจา้ หนา้ ทีย่ กเร่อื ง จะถูกลงโทษ 1 เดอื น ปรบั ไม่เกนิ 100 บาท หรอื ทั้งจำทงั้ ปรับ
45
➢ กฎหมายคุ้มครองผบู้ ริโภค
พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองผูบ้ ริโภค พทุ ธศักราช 2522 แก้ไขเพมิ่ เติม (ฉบับท่ี 2) พุทธศกั ราช 2551
มกี ารบญั ญตั สิ ทิ ธขิ องผูบ้ รโิ ภคท่ีจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไว้ 5 ประการ ไดแ้ ก่
• สิทธิทจ่ี ะไดร้ ับข่าวสาร รวมทงั้ คำพรรณนาคุณภาพท่ถี กู ตอ้ งและเพยี งพอเกยี่ วกบั
สินคา้ และบริการ
• สิทธิในการเลอื กหาสินค้าหรือบริการโดยความสมัครใจปราศจากการชักจูง
• สทิ ธทิ ี่จะได้รบั สินค้าหรอื บริการทปี่ ลอดภยั มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐาน
เหมาะแก่การใช้
• สิทธทิ จ่ี ะไดร้ ับความเป็นธรรมในการทำสญั ญา โดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรยี บ
• สิทธิทีจ่ ะไดร้ ับการพจิ ารณาและชดเชยความเสียหาย เมอื่ มีการละเมดิ สทิ ธิผู้บริโภค
➢ กฎหมายมนุษยธรรมระหวา่ งประเทศ
- กฎหมายท่มี ีความมุ่งหมายสำคญั คอื การเคารพศักด์ศิ รขี องความเปน็ มนุษย์ โดยพัฒนาการของกฎหมายน้ี มผี ล
ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครฐั กบั ภาคเอกชนของนานาประเทศ ในการสอดสอ่ งดแู ลเพ่อื ให้มกี ารปฏิบตั ิตาม
กฎหมาย
- กฎหมายของไทยที่สอดคลอ้ งกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เชน่ พระราชบัญญตั อิ าชญากรสงคราม
พทุ ธศักราช 2488 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 48 เป็นต้น
➢ กฎหมายเก่ียวกับการคา้ มนุษย์
- กฎหมายท่มี งุ่ เนน้ แกป้ ญั หาการค้ามนษุ ย์ โดยเฉพาะการค้าสตรแี ละเดก็ ถอื เปน็ อาชญากรรมท่ีเป็นการละเมิด
สทิ ธมิ นษุ ยชนอยา่ งรา้ ยแรง และมีการกระทำกันอยา่ งกว้างขวางท่วั โลก
- ไทยไดร้ ว่ มลงนามอนุสัญญาสหประชาชาตเิ พือ่ ต่อต้านอาชญากรรมขา้ มชาติ พ.ศ. 2543 และพธิ ีสารเพือ่ ปอ้ งกนั
การปราบปรามและลงโทษการคา้ มนษุ ย์ พ.ศ. 2543 และไดต้ ราพระราชบัญญัติปอ้ งกันและปราบปรามการค้า
มนุษย์ พ.ศ. 2551 ข้ึน
- ประเทศไทยยังไดก้ ำหนดให้มีคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการค้ามนษุ ย์ข้ึน ทำหน้าท่ีกำกับดูแลการ
ดำเนินการตามพนั ธกรณีระหว่างประเทศ ให้ความรว่ มมอื และประสานงานกบั ตา่ งประเทศเกย่ี วกบั การปอ้ งกัน
และปราบปรามการค้ามนษุ ย์
46
➢ กฎหมายว่าด้วยผ้ลู ีภ้ ัย
- กฎหมายที่มงุ่ เนน้ ในการปกป้องสิทธิพน้ื ฐานของผู้ลภ้ี ัย โดยเฉพาะสิทธิทจ่ี ะอาศัยอยูอ่ ย่างปลอดภัยในประเทศอื่น
เพื่อเตรียมพรอ้ มที่จะส่งกลบั ประเทศของผู้ลี้ภยั โดยมกี ารจดั ต้งั สำนักงานขา้ หลวงใหญ่ผู้ลภี้ ัยแหง่ สหประชาชาติ
เป็นผูด้ ูแลและประสานงาน
- ประเทศไทยได้ให้การสนับสนนุ ชว่ ยเหลอื และอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับผูอ้ พยพหนีภัยเขา้ มาในดินแดนไทย
อยา่ งต่อเน่ือง โดยใหค้ วามคุ้มครองตอ่ ผู้อพยพและพฒั นาคุณภาพชวี ิตในดา้ นตา่ งๆ
➢ กฎหมายการสง่ ผู้รา้ ยข้ามแดน
- กฎหมายที่แสดงความร่วมมือระหว่างรัฐในการจดั การกบั ผกู้ ระทำความผดิ ท่ีพยายามหลบหนี ใหเ้ ข้าสู่กระบวน
การยตุ ิธรรม โดยช่วยจดั หาและจดั สง่ พยานบคุ คล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุระหวา่ งกนั ซึ่งกระทำใน
ลักษณะของข้อตกลงภาคี
- ตัวอย่างสนธสิ ัญญาทเี่ กิดข้ึนระหวา่ งไทยและนานาประเทศ เชน่ สนธิสญั ญาระหวา่ งรัฐบาลแห่งราชอาณาจกั ร
ไทยกับรฐั บาลแหง่ สหรฐั อเมรกิ า ว่าดว้ ยการส่งผ้รู ้ายข้ามแดน พ.ศ. 2533 เปน็ ต้น
➢ กฎหมายการใหค้ วามคุ้มครองแก่คนชาติ
- กฎหมายเพอ่ื ใช้ควบคุมและคุ้มครองคนชาตหิ รือผู้ทมี่ ีสัญชาตขิ องรฐั เม่อื ตอ้ งไปอยูใ่ นดนิ แดนของรฐั อ่ืน
- กฎหมายเก่ียวกับการให้คุม้ ครองแกค่ นชาตมิ ีบทบาทในการกำหนดหนา้ ท่ีและความรับผิดชอบพ้นื ฐานซึ่งมี
ระหวา่ งกนั ในระดับระหวา่ งประเทษวา่ การก่อใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่คนในชาตหิ นงึ่ หากไมแ่ ก้ไข เม่อื ถึงจุดหนงึ่
อาจเปน็ ผลให้เกิดความรับผิดชอบระหวา่ งประเทศตอ่ สัญชาตขิ องเขาได้ รวมทงั้ ยังเช่อื มโยงถึงวถิ ีการเพ่อื ใช้สทิ ธิใน
การเรียกร้อง และระงับกรณีขดั แย้งระหวา่ งรฐั
➢ กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ
- กฎหมายท่ีเก่ียวข้องกบั การจา้ งงาน คา่ จา้ งและผลประโยชน์ตอบแทนตา่ งๆ ในการทำงาน ตลอดจนเสรมิ สร้าง
ความสมั พันธร์ ะหว่างนายจ้างกบั ลูกจ้าง และระงบั ขอ้ ขดั แย้งระหวา่ งนายจา้ งกบั ลกู จ้าง มกี ารรว่ มกนั จดั ตั้ง
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ใหแ้ รงงานท่ัวโลกมคี วามเปน็ อยู่ท่ีดีขน้ึ มีสภาพการทำงานทีเ่ กอ้ื กูลต่อผใู้ ช้
แรงงาน
- ประเทศไทยไดร้ ่วมให้สัตยาบนั อนสุ ัญญาท่ีเก่ยี วข้องกบั กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศหลายฉบับ และได้
พยายามดำเนินการให้เปน็ ไปตามอนุสัญญาน้นั
➢ กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหวา่ งประเทศ
- กฎหมายท่มี ีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการคุม้ ครอง อนรุ กั ษ์ และพฒั นาส่งิ แวดลอ้ มอย่างยั่งยืน โดยมหี ลกั การสำคัญ คือ
ส่ิงแวดล้อมถอื เปน็ สมบตั ิสว่ นรวมของมนุษย์ชาติ ทีต่ ้องร่วมกันปกปอ้ งและรักษา รวมทงั้ ให้ความรว่ มมอื ในการ
แกไ้ ขปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มตามกำลังความสามารถของแต่ละรฐั
- กฎหมายสิ่งแวดลอ้ มระหวา่ งประเทศท่ีประเทศไทยไดร้ ่วมให้สตั ยาบัน เชน่ อนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการค้าสัตว์ปา่ และ
พชื ป่าท่ใี กล้ สญู พันธ์รุ ะหว่างประเทศ พิธีสารเกยี วโตเพอ่ื ลดการปล่อยแกส๊ เรอื นกระจก เปน็ ตน้
47
➢ ขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศ
ขอ้ ตกลงรว่ มกนั ระหว่างประเทศ
คมุ้ ครองภัยจากสงคราม
คมุ้ ครองภัยจากการขดั แยง้ ทางทหาร
คุ้มครองผูต้ กเปน็ เหยือ่ ของการส้รู บ
บรรเทาทุกขผ์ ทู้ ไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากสงคราม
ผู้ริเรมิ่ คือ อังรี ดนู ังต์ ฉบับที่ 1 ปรับปรุงสภาพผู้ป่วยในกองทัพที่อยู่ในสนามรบ
ใหด้ ีขึ้น
กฎหมายมนษุ ยธรรมระหวา่ งประเทศ อนสุ ญั ญา ฉบับที่ 2 ปรับปรุงสภาพผู้ป่วยและลูกเรือที่อับปางของ
กำลงั รบในทะเลใหด้ ขี ้นึ
(อนุสญั ญาเจนีวา)
ฉบบั ที่ 3 การปฏบิ ัติต่อเชลยศกึ
ฉบับท่ี 4 การปกปอ้ งพลเรือนในระหว่างสงคราม หรอื การ
ขดั แยง้ ทางกำลงั ทหาร
พิธีสารเพิ่มเตมิ
ฉบับที่ 1 ฉบับท่ี 2
การคุ้มครองพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ การคุ้มครองพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ
จากการขัดแย้งทางกำลังทหารระหว่าง จ า ก ก า ร ข ั ด แ ย ้ ง ท า ง ก ำ ล ั ง ท ห า ร ท ี ่ ม ิ ใช่
ประเทศ ระหว่างประเทศ
48