The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by g.toeylove, 2021-12-23 03:41:25

28D8F457-0A3D-4DE5-A883-F2463FD6D395

28D8F457-0A3D-4DE5-A883-F2463FD6D395

การทำสนธิสัญญา
เบาว์ริ่ง

ในรัชสมัย รัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2398

มัธยมศึกษาปีที่ 3

สนธิสัญญา “สนธสิ ัญญาเบาว์ริง” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “หนังสือสัญญา
ทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษและประเทศสยาม”
เบาว์ริง ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์
ซึ่งคนไทยมักจะเรียกว่าอังกฤษกับประเทศไทยหรือสยามในเวลานั้น

คืออะไร ส่วนชื่อ สนธิสัญญาเบาว์ริง นั้น มาจากข้อความบนปกสมุดไทย
(สมุดข่อย) ซึ่งใช้ชื่อว่า “หนังสือสัญญาเซอร์ยอนโบวริง” โดยมี

วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าและพาณิชย์เพื่อเปิดการค้าเสรี
ระหว่างสยามกับสหราชอาณาจักร

โดย นางสาวรัตนาพร ดิษสาย

การทำสนธิสัญญา
เบาว์ริงกับอังกฤษ

เมื่อพ.ศ.2398 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความสำคัญต่อ
ไทย คือ เป็นการเปิดกว้างประเทศไทย ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมนานาชาติ มีการเจริญ
สัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ทำให้ไทยเริ่มการปรับปรุงประเทศให้เป็นแบบสากล สนธิ
สัญญาเบาว์ริงก่อให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ แต่ทำให้ไทยถูกจำกัดในเรื่องสิทธิ
การเก็บภาษีขาเข้า เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและเรื่องคนในบังคับต่างชาติ
ในสมัยรัตนโกสินทร์ไทยเริ่มทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีกับชาติตะวันตก คือ อังกฤษใน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2369 โดยเป็นสนธิสัญญาที่เท่า
เทียมกันไม่มีชาติใดเสียเปรียบต่อกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2385 อังกฤษทำสนธิสัญญาหนานจิง
(หรือนานกิง)กับจีน อังกฤษได้สิทธิพิเศษในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต คือคนในบังคับ
อังกฤษเมื่อทำผิดไม่ต้องขึ้นศาลและถูกลงโทษตามกฎหมายจีน และข้อกำหนดอัตราภาษีขา
เข้าที่ต่ำและชัดเจน ซึ่งต่อมากำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 อังกฤษจึงต้องการปรับปรุงสนธิสัญญา
กับไทยให้ทำเหมือนอย่างจีน

สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี กับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2375
ก็ต้องการปรับปรุงสนธิสัญญากับไทยเหมือนกัน จึงได้ส่งทูตเข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิ
สัญญาทางพระราชไม่ตรีในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์
ไม่ทรงยินยอมเพราะทรงเห็นว่าสนธิสัญญาที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว ต่อมาอังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาขอ
แก้ไขสนธิสัญญาอีกแต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงยินยอมเช่นกัน การที่
ไทยไม่ยินยอมแก้ไขสนธิสัญญาทำให้ทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษไม่พอใจ จนคิดจะใช้กำลัง
บีบบังคับไทยเช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาใช้กำลังทางเรือไปบีบบังคับญี่ปุ่นจนสำเร็จมาแล้ว
(สหรัฐอเมริกาใช้กำลังทางเรือบังคับญี่ปุ่นให้เปิดประเทศ และทำสนธิสัญญาคานากาวะ
(Kanagawa) เมื่อ พ.ศ. 2397)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเมื่อ พ.ศ. 2394 ทรง
เห็นความจำเป็นที่จะต้องยินยอมตามข้อเรียกร้องของชาติตะวันตก จึงทรงติดต่อกับเซอร์
จอห์น เบาว์ริง(Sir John Bowring) ข้าหลวงอังกฤษประจำเกาะฮ่องกง ผู้ซึ่งจะเป็น
ราชทูตมาเจรจาไขสนธิสัญญากับไทยว่ายินดีที่จะแก้ไขสนธิสัญญา แต่ขอเวลาให้งานถวาย
พระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสร็จสิ้นก่อน และขอทราบความ
ต้องการของอังกฤษในการแก้ไขสนธิสัญญา เพื่อไทยจะได้ปรึกษาเป็นการภายในก่อน
การแก้ไขสนธิสัญญาก็จะทำได้เร็วขึ้น

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง เดินทางเข้ามา
ถึงเมืองไทยในปลายเดือนมีนาคม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้
การต้อนรับเป็นอย่างดี และทรงตั้งคณะกรรมการ
เพื่อเจรจาแก้ไขสนธิสัญญา
มีพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงธิราชสนิทเป็นประธาน
ทำกันที่พระราชวังเดิม คือ พระราชวังเก่าของ
พระเจ้าตากสินมหราราช การเจรจาสำเร็จ
ลุล่วงไปด้วยดี และมีการลงนามในสนธิสัญญา
ในต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2398

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง
http://www.digitalschool.club/digitalschool/technologym1-
3/farm_m1_1/lesson1/more/Page11.php

สนธิสัญญาเบาว์ริง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไทย ดังนี้
1. เป็นการเริ่มต้นการค้าเสรีในประเทศไทย ซึ่งทำให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายเพิ่มขึ้นจากเดิม
มาก จนทำให้ผู้คนภายในประเทศมีฐานะดีขึ้นกว่าเดิม
2. ข้าวกลายเป็นสินค้าสำคัญของไทย จนกระทั่งปัจจุบัน
3. ไทยเข้าสู่สังคมนานาชาติ มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น
วัฒนธรรมไทยมีการปรับตัวให้เหมาะสมมีการรับวัฒนธรรมและวิทยาการของชาติตะวัน
ตกเข้ามามากขึ้น

ผลเสียของสนธิสัญญาเบาว์ริงมี ดังนี้
1. ไทยถูกจำกัดการเก็บภาษีขาเข้าที่อัตราร้อยละ 3
2. เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและคนในบังคับ ทำให้ประเทศตะวันตกชักชวนคนชาติ
เอเชียไปจดทะเบียนเป็นคนในบังคับ กฎหมายไทยจึงไม่สามารถควบคุมคนเหล่านั้นได้
ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ได้ทรงพยายามเจรจากับชาติ
ตะวันตกเพื่อขอแก้ไขสนธิสัญญาและประสบผลสำเร็จในบางส่วน
พระมหากษัตริย์ในสมัยต่อมาทรงพยายามดำเนินงานต่อ จนประสบผลสำเร็จเมื่อ
พ.ศ. 2481 ทำให้ไทยสามารถเพิ่มอัตราภาษีได้และสิทธิสภาพนอกอาณาเขตรวมทั้งปัญหา
คนในบังคับจึงสิ้นสุดลง

https://sites.google.com/site/ruethaichanokphrom/bth-thi-3-tawxyang-hetukarn-
sakhay-thi-mi-phl-tx-phathnakar-thang-prawatisastr/3-1-kar-tha-snthi-sayya-bea-w-

ring

การทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง เกิดจากความพยายามของชาติตะวันตกที่ต้องการให้ไทย
ยกเลิกการผูกขาดทางการค้าให้เปลี่ยนมาเป็นการค้าแบบเสรี ได้มีการลงนามในสนธิ
สัญญากับอังกฤษเมื่อ 18 เม.ย. พ.ศ.2398
(ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) โดยมีเซอร์จอห์น เบาว์ริง ข้าหลวง
อังกฤษประจำฮ่องกงเป็นผู้เจรจา

https://sites.google.com/site/ruethaichanokphrom/bth-thi-3-tawxyang-hetukarn-
sakhay-thi-mi-phl-tx-phathnakar-thang-prawatisastr/3-1-kar-tha-snthi-sayya-bea-w-

ring

สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริง
1. คนในบังคับอังกฤษจะอยู่ภายใต้อํานาจควบคุม ของกงสุลอังกฤษ นับเป็นครั้งแรกที่สยาม
มอบสิทธิสภาพนอก อาณาเขตแก่ประชากรต่างด้าว
2. คนในบังคับอังกฤษได้รับสิทธิในการค้าขายอย่าง เสรีในเมืองท่าทุกแห่งของสยาม
และสามารถพํานักอาศัยอยู่ใน กรุงเทพมหานครเป็นการถาวรได้ ภายในอาณาเขตสี่ไมล์
(สอง ร้อยเส้น) แต่ไม่เกินกําลังเรือแจวเดินทางในยี่สิบสี่ชั่วโมงจาก
กําแพงพระนคร คนในบังคับอังกฤษสามารถซื้อหรือเช่า อสังหาริมทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวได้
คนในบังคับอังกฤษยัง ได้รับอนุญาตให้เดินทางได้อย่างเสรีในสยามโดยมีหนังสือท่ีได้
รับการรับรองจากกงสุล
3. ยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือและกําหนดอัตราภาษีขาเข้าและขาออกชัดเจนอัตราภาษีขาเข้า
ของสินค้า
ทุกชนิดกําหนดไว้ที่ร้อยละ 3 ยกเว้นฝิ่ นที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ต้องขายให้กับเจ้าภาษี ส่วนเงิน
ทองและข้าวของ เครื่องใช้ของพ่อค้าไม่ต้องเสียภาษีเช่นกันสินค้าส่งออกให้มีการเก็บภาษีชั้น
เดียว โดยเลือกว่าจะเก็บภาษีชั้นใน (จังกอบ ภาษีป่า ภาษีปากเรือ) หรือภาษีส่งออก
4. พ่อค้าอังกฤษได้รับอนุญาตให้ซื้อขายได้โดยตรงกับเอกชนสยามโดยไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งขัดขวาง
5. รัฐบาลสยามสงวนสิทธิ์ในการห้ามส่งออกข้าวเกลือและปลาเมื่อสินค้ามีทีท่าว่าจะขาดแคลน
ใน ประเทศ
6. สนธิสัญญานี้จะแก้ไขได้เมื่อพ้น 10 ปีไปแล้วและต้องบอกล่วงหน้า๑ปีโดยเห็นชอบจาก
ท้ัง๒ฝ่าย
7. ถ้าชาติอื่นได้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมอังกฤษจะได้สิทธิพิเศษนั้นด้วยนั่นคืออังกฤษได้สิทธิชาติที่ได้
รับความ อนุเคราะห์ยิ่ง

ผลกระทบจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง
- ผลกระทบจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงด้านเศรษฐกิจ

https://sites.google.com/site/ruethaichanokphrom/bth-thi-3-tawxyang-hetukarn-
sakhay-thi-mi-phl-tx-phathnakar-thang-prawatisastr/3-1-kar-tha-snthi-sayya-bea-w-

ring

1. การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพเป็นระบบเศรษฐกิจ
เพื่อค้าขาย หรือการตลาด
2. การเปลี่ยนแปลงประเภทของสินค้าของประเทศ สินค้าหลักในการส่งออกคือ น้ำตาล
เครื่องเทศ พริกไทย ของป่า เปลี่ยนมาเป็น ข้าว
3. การขยายตัวของการค้าภายในประเทศ การค้าขยายตัวไปทั่วทั้งประเทศ
4. อุตสาหกรรม นายทุนชาวจีนและตะวันตกเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในไทย
5. การปฏิรูประบบภาษีอากรและการคลัง ต้องเพิ่มภาษีอาการต่างๆ และจัดตั้งหอ
รัษฎากรพิพัฒน์แก้ไขปัญหาภาษีรั่วไหล

https://sites.google.com/site/ruethaichanokphrom/bth-thi-3-tawxyang-hetukarn-
sakhay-thi-mi-phl-tx-phathnakar-thang-prawatisastr/3-1-kar-tha-snthi-sayya-bea-w-

ring

- ผลกระทบจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงด้านการเมือง





1. ผ่อนคลายแรงกดกันจากมหาอำนาจตะวันตก ทำให้มหาอำนาจไม่ใช้กำลังเข้าบีบบังคับ
การทูตเจริญมากขึ้น
2. ทำให้ไทยต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและคนในบังคับ บุคคลที่ละเมิดกฎหมายไทยไม่
ต้องขึ้นศาลหรือต้องโทษตามกฎหมายไทย

- ผลกระทบจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงด้านสังคม



https://sites.google.com/site/ruethaichanokphrom/bth-thi-3-tawxyang-hetukarn-sakhay-thi-
mi-phl-tx-phathnakar-thang-prawatisastr/3-1-kar-tha-snthi-sayya-bea-w-ring

1. การเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้ที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ เดิมชนชั้นปกครองและพ่อค้าชาวจีน
จะเป็นผู้ควบคุมเศรษฐกิจ เมื่อเดการค้าเสรีเปลี่ยนเป็นชนชั้นพ่อค้าและนายทุนชาวตะวัน
ตกและจีน
2. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงการแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ รูปแบบ
การใช้ชีวิต สิ้นค้าพื้นบ้านถูกแทนที่ด้วยสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้เข้าสู่เศรษฐกิจที่ใช้เงิน
ตรา
ผลเสียของสนธิสัญญาเบาว์ริง




https://sites.google.com/site/ruethaichanokphrom/bth-thi-3-
tawxyang-hetukarn-sakhay-thi-mi-phl-tx-phathnakar-thang-

prawatisastr/3-1-kar-tha-snthi-sayya-bea-w-ring

1. ไทยถูกจำกัดการเก็บภาษีขาเข้าที่อัตราร้อยละ 3
2. เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและคนในบังคับทำให้ประเทศตะวันตกชักชวนคนชาติเอเชีย
ไปจดทะเบียนเป็นคนในบังคับกฎหมายไทยจึงไม่สามารถควบคุมคนเหล่านั้นได้
3. วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
คือเหตุการณ์ที่ร้ายแรงจากการที่ฝรั่งเศสใช้กำลังเรือรบตีฝ่าป้อมและเรือรบที่

ปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อพ.ศ. 2436 ต่อมาได้ประกาศปิดอ่าวไทยและยื่นข้อเรียกร้องจากไทย
ทำให้ไทยยอมเสียดินแดนฝั่ งซ้ายแม่น้ำโขงและเสียค่าปรับถึง 3 ล้านฟรังก์ หรือประมาณ
1,605,000 บาท นับเป็นวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงมากในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 สืบเนื่องจากการขยายอำนาจของชาติตะวันตกในยุค
จักรวรรดินิยมโดยฝรั่งเศสหลังจากได้เวียดนามและเขมรส่วนนอกหรือเขมรด้านตะวันออก
แล้วก็พยายามที่ยึดครองลาว
ซึ่งในเวลานั้นเป็นประเทศราชของไทยเพื่อหวังใช้แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านลาวเป็นเส้นทางไปสู่
จีนซึ่งเป็นตลาดการค้าที่สำคัญ

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เริ่มมีความรุนแรงตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2436 เมื่อ
ฝรั่งเศสส่งกำลังทหารเข้ายึดเมืองเชียงแตง
(สตรึงเตร็ง)ทางใต้ของเมืองจำปาศักดิ์ และเมือคำมวน (คำม่วน) ใกล้เมืองนครพนม ซึ่ง
เป็นของไทยจนมีการสู้รบกัน

https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_871

https://www.sarakadee.com/2010/11/01/ร-ศ-๑๑๒/

ระหว่างนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเตรียมการป้องกันประเทศทรง
เร่งรัดการก่อสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าโดยทรงบริจาคเงิน 10,000 ชั่ง (800,000 บาท
)เป็นค่าใช้จ่ายและซื้ออาวุธสำหรับป้อม เพื่อเป็นการรักษาเอกราชของชาติดังที่มีพระราช
ปณิธานว่า“ถ้าความเป็นเอกราชของกรุงสยามได้สิ้นสุดไปเมื่อใด ชีวิตฉัน
(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ก็คงจะสุดสิ้นไปเมื่อนั้น”ในเดือนพฤษภาคม
พ.ศ. 2436 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบ 2 ลำ คือ เรือโกแมต (Comete)
และเรือแองกองสตังต์ (Inconstant)โดยมีเรือชองแบปตีสเซ (Jean Baptiste Say
หรือJ.B. Say) เป็นเรือนำร่อง เพื่อมาสมทบกับเรือลูแตง (Lutin) ซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว
รัฐบาลคัดค้านเรื่องนี้เพราะเป็นการละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศทั้งสองที่อนุญาตให้มี
เรือรบเข้ามาจอดได้เพียงลำเดียวรัฐบาลฝรั่งเศสได้สั่งระงับแต่ผู้บังคับการเรือรบทั้งสองอ้าง
ว่าได้รับคำสั่งให้นำเรือรบทั้งสองลำให้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯในตอนเย็นวันที่ 13
กรกฎาคม เวลา 18นาฬิกาเศษ เรือฝรั่งเศสทั้ง 3 ลำได้เข้ามาใกล้ป้อมพระจุลจอมเกล้า
ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าซึ่งเป็นปืนใหญ่สมัยใหม่ได้ยิงเตือนแต่เรือรบฝรั่งเศสไม่ยอมหยุด
และยิงตอบโต้ผลการสู้รบเรือนำร่องของฝรั่งเศสถูกยิงเกยตื้นทหารเสียชีวิต 3 นาย บาด
เจ็บ 3 นาย ทหารไทยเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 41 นาย
แต่เรือรบฝรั่งเศสทั้ง 2 ลำ สามารถแล่นขึ้นมาจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้ในวันนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โปรดเกล้าฯ ให้มีประกาศว่า “อย่าได้ตื่นตกใจว่าจะมีการรบพุ่งรัฐบาลได้เตรียมการ
ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรแล้วอีกทั้งมีการเจรจากับฝรั่งเศสทั้งที่กรุงปารีสและ
กรุงเทพฯ ด้วย” ทางฝ่ายไทยได้ประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสและเรียกร้องให้ถอนเรือรบออกไป
แต่รัฐบาลฝรั่งเศสได้สั่งให้นายออกัสต์ ปาวี (August Pavie) ทูตฝรั่งเศสประจำ
กรุงเทพฯ
ยื่นคำขาดต่อไทยว่าไทยต้องสละสิทธิ์ในดินแดนฝั่ งซ้ายแม่น้ำโขงพร้อมกับรื้อถอนด่านใน
บริเวณดังกล่าว ลงโทษผู้ที่ต่อสู้กับฝรั่งเศสจ่ายค่าปรับไหมและค่าทำขวัญเป็นเงิน 3 ล้าน
ฟรังก์และต้องตอบคำขารดภายใน 48 ชั่วโมงรัฐบาลไทยพยายามขอความช่วยเหลือจาก
อังกฤษ แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน จึงตอบคำขาดในวันที่ 22กรกฎาคม พ.ศ. 2436
โดยยินยอมและโต้แย้งบางประเด็น เช่น เงินค่าปรับไหม และค่าทำขวัญน่าจะเกินความเป็น
จริงส่วนที่เกิดไทยควรจะได้คืน

https://bewwork.wordpress.com/2014/02/10/king5-112/

ฝรั่งเศสไม่พอใจคำตอบของไทย ถือว่าไทยปฏิเสธคำขาดดังนั้นจึงตัดความสัมพันธ์
ทางการทูตในวันที่ 26 กรกฎาคม
ฝรั่งเศสได้ถอนเรือรบทั้ง 3 ลำออ และไปยึดเกาะสีชัง ประกาศปิดอ่าวไทยโดยให้เวลา
3 วันสำหรับเรือต่างๆ ที่จะถอนสมอออกไป ครั้งถึงวันที่ 29 กรกฎาคม ฝรั่งเศสได้ขยาย
พื้นที่การปิดล้อมเพิ่มขึ้นสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆดังนั้นไทยจึงแจ้งให้ฝรั่งเศส
ทราบว่าจะรับคำขาดเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยและชาวต่าง
ประเทศแต่ฝรั่งเศสยังเรียกร้องเพิ่มเติมว่าจะยึดปากน้ำและจันทบุรีไว้จนกว่าไทยจะถอน
กำลังที่อยู่ทางฝั่ งซ้ายแม่น้ำโขงจนหมดสิ้นเมื่อไทยยอมรับข้อเรียกร้องเพิ่มเติมการปิดล้อม
ปากน้ำจึงยุติลงในต้นเดือนสิงหาคมฝรั่งเศสได้ถอนกำลังไปยึดเมืองจันทบุรี โดยประจำ
อยู่ที่แหลมสิงห์หลังจากนี้เป็นการเจรจาทางการทูตและมีการลงนามในสนธิสัญญาไทย
ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ณ ที่ทำการราชวัลลภ

ในพระบรมมหาราชวังซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1. ไทยยกดินแดนฝั่ งซ้ายของแม่น้ำโขง รวมทั้งเกาะในแม่น้ำให้ฝรั่งเศส
2. ไทยจะไม่สร้างด่าน ค่าย ที่อยู่ของทหารในเขต 25กิโลเมตร บนฝั่ งขวาแม่น้ำโขง
3. ฝรั่งเศสจะตั้งกงสุลในที่ใดๆ ก็ได้ เช่น ที่นครราชสีมา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีสัญญาเพิ่มเติมว่าผู้ที่ต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึง
พระยอดเมืองขวาง(ยำ ยอดเพ็ชร) จะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลและทนายฝรั่งเศสจะอยู่ที่
จันทบุรีจนกว่าไทยจะปฏิบัติตามหนังสือสัญญาได้ครบถ้วนแต่ปรากฏว่าเมื่อไทยปฏิบัติ
ตามหนังสือสัญญาได้ครบถ้วนฝรั่งเศสก็ยังไม่ถอนกำลังออกจากจันทบุรี จน พ.ศ. 2446
จึงถอนตัวออกแต่ไปยึดเมืองตราดแทน
โดยไทยต้องเสียดินแดนเพิ่มเติม
คือ มโนไพร จำปาศักดิ์ และหลวงพระบาง
ฝรั่งเศสยึดเมืองตราดจนถึง พ.ศ. 2449
จึงถอนตัวออกโดยที่ไทยต้องยกเมือง
พระตะบองเสียมราฐ และศรีโสภณให้เป็น
การแลกเปลี่ยนดังนั้นจึงเห็นได้ว่า
วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ได้คุมคามอำนาจอธิปไตย
ของไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2436
จนถึง พ.ศ. 2449 วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้

พระยอดเมืองขวาง(ยำ ยอดเพ็ชร)
https://th.wikipedia.org/wiki/พระยอดเมืองขวาง_(ขำ_ยอดเพชร)

1. ทำให้ไทยเสียดินแดนหลายครั้ง รวมทั้งเสียค่าปรับ ค่าทำขวัญแก่ฝรั่งเศส กล่าวกัน
ว่าเงินที่จ่ายเป็นค่าปรับ ค่าทำขวัญแก่ฝรั่งเศสนั้น คือ เงินถุงแดงซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้เพื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

2. ไทยยังคงรักษาเอกราชไว้ได้ และเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ดยที่ไทยใช้นโยบายทางการทูตแบบผ่อนหนักเป็นเบาและยอมเสียส่วนน้อยเพื่อ
รักษาส่วนใหญ่ไว้

3. ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความจำเป็นยิ่งขึ้นที่จะต้อง
เสด็จประพาสประเทศในทวีปยุโรปเพื่อแสวงหาพันธมิตรช่วยค้ำประกันเอกราชของไทย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2440
ซึ่งเป็นผลดีต่อไทยมากเพราะพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซียได้สนับสนุนการรักษา
เอกราชของไทยเป็นอย่างดี นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรง
ศึกษาและทอดพระเนตรความเจริญของประเทศต่างๆซึ่งทรงนำมาเป็นแบบอย่างในการ
พัฒนาประเทศไทยและยกเลิกธรรมเนียมที่ล้าสมัย

4. ไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามโลกเกิดขึ้น 2 ครั้ง และไทยก็เกี่ยวข้องทั้ง
ครั้ง คือ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457– 2461) ไทยเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร
ในระยะหลังๆ ของสงครามโดยส่งทหารไปร่วมรบในทวีปยุโรป แต่ยังไม่ทันได้ร่วมรบ
สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็สงบลง ในสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482 –2488) มีผลต่อไทย
โดยตรงและไทยเกี่ยวข้องตั้งแต่ระยะแรกๆของสงครามแม้ว่าไทยจะไม่ใช่สมรภูมิที่สำคัญ
แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ด้านทวีปเอเชียก็มีผลต่อไทยมาก

https://www.trueplookpanya.com/blog/content/50968/-timhis-tim-

การยกเลิกสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
การทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” นั้นเป็นจุดเปลี่ยนของสยามในหลายลักษณะ ทั้งในเชิง

เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และระบบราชการของประเทศ โดยหนึ่งในเรื่องที่มีความสำคัญเรื่อง
หนึ่งก็คือ “การเสียเอกราชทางการศาล”เนื่องจากสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคทำให้ไทยไม่มี
เอกราชสมบูรณ์โดยต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในการบังคับใช้กฎหมายเหนือคนในบังคับ
ของ
สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ประมาณอีก 12 ประเทศที่ได้จัดทำสนธิสัญญาในลักษณะ
เดียวกันกับสนธิสัญญาเบาว์ริง

แม้โดยเนื้อวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญาเบาว์ริงจะมีวัตถุประสงค์ในฐานะสนธิสัญญา
ทางการค้าพาณิชย์ แต่เนื้อหาของสนธิสัญญาโดยส่วนใหญ่มีการพูดถึงเรื่องการค้าไว้เพียง
ไม่กี่ข้อเท่านั้น (สาระและใจความเกี่ยวกับการค้าจะปรากฏตามข้อ 1 ข้อ 4 และข้อ 8 ซึ่งพูด
ถึงการรับรองการค้าเสรีกับการไม่จำกัดสิทธิของคู่ค้า และการไม่เก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียม
ซ้ำซ้อนและไม่เกินร้อยละ 3)

สำหรับข้ออื่นๆ อีกประมาณ 9 นั้น เน้นเรื่องความคุ้มครองคนในบังคับของของสหราช
อาณาจักรและการตั้งสถานีการค้า ห้างร้านและบริษัท โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่คนไทย
ส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือ การจำกัดเขตอำนาจของศาลไทยเหนือคนในบังคับของสหราช
อาณาจักรในข้อ 2 และ 3 ความดังต่อไปนี้
“ข้อ 2 ว่าบันดาการงานของคนที่อยู่ในบังคับอังกฤษซึ่งเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องฟัง
บังคับบันชาของกงซุนที่เข้ามาตั้งอยู่ ณกรุงฯ กงซุนจะได้ทำหนังสือสัญญานี้ แลข้อหนังสือ
สัญญาเก่าที่มิได้ยกเสียจงทุกประการแล้ว จได้บังคับบันชาคนในบังคับอังกฤษให้ทำตาม
ด้วย
แล้วกงซุนจรับรักษากดหมายการค้าขาย แลกดหมายที่จะห้ามปรามมิให้คนที่อยู่ในบังคับ
อังกฤษทำผิดล่วงเกินกดหมายของอังกฤษกับไทที่มีอยู่แล้ว แลจะมีต่อไปพายน่า ถ้าคนอยู่
ในบังคับอังกฤษ จะเกิดวิวาทกันขึ้นกับคนอยู่ในบังคับไทย กงซุนกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทจะ
ปฤกษาชำระตัดสินคนอยู่ในบังคับอังกฤษทำผิด กงซุนจะทำโทษตามกดหมายอังกฤษ
คนอยู่ในบังคับไททำผิดไทจะทำโทษตามกดหมายเมืองไทย
ถ้าคนอยู่ใต้บังคับไทเปนความกันเอง กงซุนไม่เอาเปนธุระ คนอยู่ในบังคับอังกฤษเป็นความ
กันเอง ไทยก็ไม่เอาเปนธุระ แลไทยกับอังกฤษยอมกันว่า กงซุนซึ่งจเข้ามาตั้งอยู่ ณ
กรุงเทพมหานครนั้นยังไม่ตั้ง ต่อเมื่อทำหนังสือสัญญาตกลงๆ ชื่อกันแล้ว กำปั่ นอังกฤษเข้า
มาค้าขาย ณ กรุงเทพมหานคร ใช้ธงอังกฤษมีหนังสือสำหรับลำเปนสำคัญครบ
10 ลำ หนังสือสัญญาปิด์ตราเฃ้ามาถึงเปลี่ยนกันแล้ว กงซุนจึ่งตั้งได้”
“ข้อ 3 ว่าคนซึ่งอยู่ในบังคับไทยจะไปเปนลูกจ้างอยู่ในบังคับอังกฤษก็ดี คนอยู่ในใต้บังคับ
ไทยที่มิได้เปนลูกจ้างก็ดี ทำผิดกดหมายเมืองไทยจะหนีไปอาไศรยอยู่กับคนในบังคับอังกฤษ
ซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีพยานว่าทำผิดหนีไปอยู่กับคนในบังคับอังกฤษจริง กงซุนจะจับ
ตัวส่งให้กับเจ้าพนักงานฝ่ายไทย
ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนแลเข้ามาอาศัลยค้าฃายอยู่ใน
กรุงเทพมหานครทำผิด หนีไปอยู่กับคนในใต้บังคับไทย ถ้ามีพยานว่าทำผิดหนีไปอยู่กับ
คนในบังคับไทยจริง
กงซุนจะฃอเอาตัวเจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะจับตัวส่งให้ ถ้าพวกจีนคนไรว่าเป็นคนอยู่ในบังคับ
ของอังกฤษไม่มีสำคัญสิ่งไรเป็นพยานว่าเปนคนอยู่ในบังคับอังกฤษ กงซุนไม่รับเอาเปนธุระ”

ในมุมมองของอังกฤษ ระบบกฎหมายของสยามในเวลานั้นมีปัญหาเนื่องจากเป็นระบบ
กฎหมายที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับการทำงานของกลไกตลาดดังจะได้กล่าวต่อไป การ
เสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้นเป็นไปเพื่อมิให้นำกฎหมายของสยามในเวลานั้นมาใช้กระทบ
กับการค้าพาณิชย์ระหว่างสยามและสหราชอาณาจักร โดยข้อตกลงดังกล่าวได้กลายมา
เป็นต้นแบบของประเทศอื่นๆ อีก 12 ประเทศที่ได้เข้ามาทำสนธิสัญญากับสยามและจำกัด
เขตอำนาจศาลของสยามเหนือคนในบังคับของตน

อ้างอิง

- https://pridi.or.th/th/content/2021/08/778
- https://sites.google.com/site/hetkansumkun/hetukarn-sakhay-ni-
smay-krung-ratnkosinthr/kar-tha-snthi-sayya-bea-w-ring-ph-s-2398
- https://sites.google.com/site/ruethaichanokphrom/bth-thi-3-
tawxyang-hetukarn-sakhay-thi-mi-phl-tx-phathnakar-thang-
prawatisastr/3-1-kar-tha-snthi-sayya-bea-w-ring


Click to View FlipBook Version