The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Ebook-งานกลุ่มวิชาการจัดการสินค้าคงคลัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by toystore2012, 2021-11-01 23:14:19

Ebook-งานกลุ่มวิชาการจัดการสินค้าคงคลัง

Ebook-งานกลุ่มวิชาการจัดการสินค้าคงคลัง

vnI สินค้าคงคลังบริการลูกค้าในปริมาณที่เพียงพอ tne
และทันต่อการความต้องการของลูกค้าเสมอ

entory Managem

การจัดการสินค้าคงคลัง

ลดระดับการลงทุนในสินค้าคงคลังต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่ อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงด้วย

Sign up at www.Inventory Management.com

คำนำ ก

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(ebook) นี้จัดทำขึ้นเพื่อ
การศึกษาหาข้อมูลในรายวิชาการจัดการสินค้าคงคลัง ผู้
จัดทำได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาของ ความหมายของ
สินค้าคงคลัง, ABC Analysis, EOQ (Economic
Order Quantity), จุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point), การ
วางแผนความต้องการวัสดุ MRP, บาร์โค้ด&RFID และ
ระบบคัมบัง (Kanban System) เพื่อให้เข้าใจในเนื้อหามาก
ยิ่งขึ้น นำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ มีภาพประกอบเพื่อให้
เข้าใจได้มากยิ่งขึ้น

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ
นักศึกษาและผู้สนใจได้ไม่มากก็น้อย

สารบัญ หน้า

เรื่อง ก
1
คำนำ 2-5
ความหมายของสินค้าคงคลัง
ABC Analysis 6-10

EOQ (Economic Order Quantity) 11-17
18-23
จุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point) 24-26
การวางแผนความต้องการวัสดุ MRP 27-39
VMI (Vendor Managed Inventory) 40-46
บาร์โค้ด&RFID
ระบบคัมบัง (Kanban System)

1

ความหมายของสินค้าคงคลัง

สินค้าคงคลัง หรือสินค้าคงเหลือ (Inventory) เป็นสิ่งที่
จำเป็นสำหรับธุรกิจ เพราะจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนรายการหนึ่งซึ่ง
ธุรกิจพึงมีไว้เพื่อให้การผลิตหรือการขาย สามารถดำเนินไปได้อย่าง
ราบรื่น การมีสินค้าคงคลังมากเกินไปอาจ เป็นปัญหากับธุรกิจ ทั้งใน
เรื่องต้นทุนการเก็บรักษาที่สูง สินค้าเสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย
ถูกขโมย หรือสูญหาย นอกจากนี้ยังทำให้สูญเสียโอกาสในการนำเงิน
ที่จมอยู่กับสินค้าคงคลังนี้ไปหาประโยชน์ในด้านอื่นๆ

ABC Analysis 2

ระบบ ABC Analysis หมายถึง เทคนิคการ
จัดการสินค้าคงคลังโดยแบ่งตามลำดับชั้นความสำคัญ
ออกเป็น 3 ชั้น คือ A, B และ C ดังนี้

สินค้าคงคลังกลุ่ม A หมายถึง ผลจากวิเคราะห์
ABC Analysis จัดเป็นกลุ่ม A มีสินค้าคงคลังอยู่ที่15-20%
ของรายการสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มีมูลค่าอยู่ประมาณ
75-80% ของมูลค่าสินค้าคงคลังทั้งหมด ดังนั้น ต้องได้รับ
การควบคุมอย่างเข้มงวดมาก อาจจะมีการตรวจสอบทุก
สัปดาห์

สินค้าคงคลังกลุ่ม B หมายถึง ผลจากวิเคราะห์ ABC
Analysis จัดเป็นสินค้าคงคลังกลุ่ม B มีสินค้าคงคลังอยู่ที่
30-40% ของรายการสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มีมูลค่าอยู่
ประมาณ 15% ของมูลค่าสินค้าคงคลังทั้งหมด ต้องได้รับการ
ควบคุมสินค้าเข้มงวดปานกลาง อาจจะมีการตรวจสอบทุกเดือน

3

สินค้าคงคลังกลุ่ม C หมายถึง ผลจากวิเคราะห์ ABC
Analysis โดยสินค้าคงคลังกลุ่ม C มีสินค้าคงคลังอยู่ที่
40-50% ของรายการสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มีมูลค่าอยู่
ประมาณ 5-10% ของมูลค่าสินค้าคงคลังทั้งหมด การ
ควบคุมอาจจะไม่เข้มงวด อาจจะมีการตรวจสอบทุกๆ
ไตรมาสก็ได้

4

1. จัดทำข้อมูลสินค้าคงคลัง โดยมีรายละเอียดเป็นจำนวนที่
สั่งซื้อต่อปี และราคาต่อหน่วยของสินค้าคงคลังแต่ละชนิด

2. คำนวณหามูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังแต่ละชนิดที่
หมุนเวียนในรอบปีนั้น

3. จัดเรียงลำดับข้อมูลตามลำดับของมูลค่าในการซื้อสินค้า
คงคลังจากมากไปหาน้อย

4. หาค่าเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหน่วยสะสมในแต่ละชนิดของ
สินค้าคงคลังจำนวนมูลค่าการซื้อสะสม

5. นำเปอร์เซ็นของมูลค่าและเปอร์เซ็นของซื้อสะสมบวกกัน
เพื่อนำมาจัดกลุ่มสินค้าคงคลังแบบ ABC
Analysis

6. แบ่งชนิดของสินค้าคงคลังเป็นชนิด A และ B และ C
ตามความเหมาะสม

5

6

EOQ (Economic Order Quantity)

EOQ หรือ Economic Order Quantity หมาย
ถึง ปริมาณหรือจำนวนการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสม คุ้มค่า หรือ
ประหยัดที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดต้นทุนจมจากการสต็อกสินค้าใน
คลังสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ ต้นทุนเสื่อม
สภาพ ฯลฯ

การคำนวณหา EOQ จะช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าควรสั่งของ
มาจำนวนหรือปริมาณมากเท่าไร โดยคำนวณจากความ
ต้องการสินค้า (Demand) ก่อนที่จะผลิตหรือนำเข้ามาสต็อกไว้

จุด EOQ หรือปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด

7

D = ความต้องการต่อปีของพัสดุหนึ่งรายการ (หน่วย/ปี)
Q = ปริมาณการสั่งพัสดุเมื่อถึงจุดสั่งในแต่ละครั้ง (หน่วย/ครั้ง)
P = ต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้า (บาท/ครั้ง)
C = ราคาต่อหน่วยของพัสดุ (บาท)
h = ต้นทุนรวมในการถือครองพัสดุ (เปอร์เซนต์/ปี)
H = ต้นทุนรวมในการถือครองพัสดุ (บาท/หน่วย/ปี) = h x C

สูตรที่ใช้ในการคำนวณ EOQ หรือ Economic
Order Quantity คือ EOQ = 2DSH

8

กรณีสั่งซื้อ : ไม่ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

โจทย์ 9

กรณีสั่งซื้อ : ไม่ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

ความต้องการต่อปี = 800 หน่วยต่อปี
ค่าใช้จ่ายในการถือครอง = 25% ต่อปี
ราคามอเตอร์ต่อหน่วย = 300 บาท
ต้นทุนในการสั่งซื้อต่อครั้ง = 500 บาทต่อครั้ง
จำนวนที่สั่งต่อครั้งในปัจจุบัน = 200 หน่วย

วิธีหาคำตอบ

10

วิธีหาคำตอบ

11

จุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point)

ในการจัดซื้อสินค้าคงคลัง เวลาก็เป็นปัจจัยที่
สำคัญอย่างยิ่งตัวหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าระบบการ
ควบคุมสินค้าคงคลังของกิจการเป็นแบบต่อเนื่อง จะ
สามารถกำหนดที่จะสั่งซื้อใหม่ได้เมื่อพบว่าสินค้าคงคลัง
ลดเหลือระดับหนึ่งก็จะสั่งซื้อของมาใหม่ในปริมาณคงที่
เท่ากับปริมาณการสั่งซื้อที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่า Fixed
order Quantity System จุดสั่งซื้อใหม่นั้นมีความ
สัมพันธ์แปรตามตัวแปร 2 ตัว คือ อัตราความต้องการ
ใช้สินค้าคงคลังและรอบเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time)
ภายใต้สภาวการณ์ 4 แบบ ดังต่อไปนี้

12

จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าคงคลัง
คงที่และรอบเวลาคงที่ เป็นสภาวะที่ไม่เสี่ยงที่จะเกิดสินค้า
ขาดมือเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างแน่นอน
จุดสั่งซื้อใหม่ R = d x L
โดยที่ d = อัตราความต้องการสินค้าคงคลัง

L = เวลารอคอย

ตัวอย่าง ถ้าโรงงานทำซาลาเปาฮ่องเต้ใช้แป้งสาลี วันละ
10 ถุง และการสั่งแป้งจากร้านค้าส่งจะใช้เวลา 2 วันกว่าของ
จะมาถึง จุดสั่งซื้อใหม่จะเป็นเท่าใด
จุดสั่งซื้อใหม่ = d x L

= 10 x 2
= 20 ถุง
เมื่อแป้งสาลีเหลือ 20 ถุง ต้องทำการสั่งซื้อใหม่มาเพิ่มเติม

13

1.1 สต็อคเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock)
เป็นสต็อคที่ต้องสำรองไว้กันสินค้าขาดเมื่อสินค้าถูกใช้และ
ปริมาณลดลงจนถึงจุดสั่งซื้อ (Reorder point) เป็นจุดที่
ใช้เตือนสำหรับการสั่งซื้อรอบถัดไป เมื่ออุปสงค์สูงกว่า
สินค้าคงคลังที่เก็บไว้ เป็นการป้องกันสินค้าขาดมือไว้ล่วง
หน้า หรืออีกคำอธิบายหนึ่งเป็นการเก็บสะสมสินค้าคงคลัง
ในช่วงของรอบเวลาในการสั่งซื้อ

1.2 ระดับการให้บริการ (Service Level) เป็น
วิธีการวัดปริมาณสต็อคเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้
สอดคล้องกับข้อกำหนดในด้านคุณภาพ โดยปกติในระบบ
คุณภาพลูกค้าจะมีการคาดหวังในระดับที่กำหนดเป็นร้อย
ละของการสั่งซื้อว่าสามารถจัดส่งได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นกับ
นโยบายที่ป้องกันสต็อคขาดมือ โดยขึ้นอยู่กับต้นทุน
สำหรับสต็อคเพิ่มเติม และเสียยอดขายเนื่องจากไม่
สอดคล้องกับอุปสงค์

14

จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้า
คงคลังที่แปรผันและรอบเวลาคงที่ เป็นสภาวะที่อาจเกิด
ของขาดมือได้เพราะว่าอัตราการใช้หรือความต้องการ
สินค้าคงคลังไม่สม่ำเสมอ จึงต้องมีการเก็บสินค้าคงคลัง
เผื่อขาดมือ (Cycle-Service Level) ซึ่งจะเป็นโอกาสที่
ไม่มีของขาดมือ

15

ตัวอย่าง บริษัทเช่ารถตุ๊กตุ๊กมีผู้มาเช่าทุก 10 วัน
พบว่าการกระจายของจำนวนลูกค้าที่มาเช่านั้นเป็นแบบปกติ
และมีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 ราย ลูกค้าแต่ละรายมักจะ
เช่าไปครั้งละ 2 วัน ระดับการให้บริการประมาณร้อยละ
95 จงหาจุดสั่งซื้อของรถตุ๊กตุ๊ก

จุดสั่งซื้อในอัตราความต้องการสินค้าคงคลังคงที่
และรอบเวลาแปรผัน เป็นสภาวะที่รอบเวลามีลักษณะการกระ
จายของข้อมูลแบบปกติ

ตัวอย่าง บริษัทที่ปรึกษาใช้หมึกพิมพ์สำหรับ 16
เครื่องพร็อตกราฟ 6 กล่อง ในแต่ละสัปดาห์ การสั่งซื้อ
หมึกพิมพ์ใหม่ใช้ในเวลารอคอยเฉลี่ย 0.5 สัปดาห์และมี
ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.25 สัปดาห์ ถ้าต้องการระดับ
วงจรของการบริการ 97% จงหาจุดสั่งซื้อใหม่

จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าแปรผัน
และรอบเวลาแปรผัน โดยที่ทั้งอัตราความต้องการสินค้าและ
รอบเวลามีลักษณะการกระจายของข้อมูลแบบปกติทั้งสอง
ตัวแปร

17

ตัวอย่าง การขายหมึกฟิล์มเลเซอร์ของร้านเครื่อง
เขียน มีการกระจายของข้อมูลแบบปกติ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 100
กล่องต่อวัน และมีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10 กล่องต่อวัน
รอบเวลามีการกระจายของข้อมูลแบบปกติซึ่งมีค่าเฉลี่ย 5 วัน
และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 วัน ถ้าต้องการระดับการให้
บริการร้อยละ 90 จงหาจุดสั่งซื้อใหม่

18

การวางแผนความต้องการวัสดุ
MRP - Material Requirement Planning

การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material
Requirement Planning, MRP) คือ ระบบของการวางแผน
การผลิตและควบคุมวัสดุที่อาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย
(computerized-based system)การทํางานของระบบ
MRIP จะอยู่บนพื้นฐานของการแยกแยะ องค์ประกอบของ
ผลิตภัณฑ์ออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ และทําการวางแผนจัดลำดับ
ความต้องการของวัสดุหรือชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุ
ที่ใช้ในการผลิตใน ปริมาณที่ต้องการ ณ เวลาที่ต้องการ

MRP เกี่ยวข้องกับกับการจัดตารางการผลิต และ
ควบคุมวัสดุคงคลัง โดยทำหน้าที่เป็นกลไกในการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงตารางการผลิต เมื่อมีการทบทวนแผนงานเกิดขึ้น

MRP ช่วยให้ระดับวัสดุคงคลังมีไว้ใช้อย่างเพียงพอที่
ระดับต่ำที่สุด

19

ระบบ MRI เหมาะสําหรับสภาพการผลิตที่มีการ
ประกอบวัสดุหรือ ชิ้นส่วนต่างๆ ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ หรือ
ลักษณะของสายการประกอบ กล่าวคือ MRP เหมาะสําหรับ
กระบวนการผลิตดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยชิ้นส่วนและวัสดุ นำมาประกอบกัน
ขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ โดยมีลำดับขั้นตอนการประกอบที่แน่นอน

2. ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยชิ้นส่วนและวัสดุจํานวนที่แน่นอน
3. ความต้องการของวัสดุต่างๆ มีความแปรเปลี่ยน และมี
ลักษณะไม่ต่อเนื่อง

ความต้องการวัสดุอาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท
1. ความต้องการที่ขึ้นอยู่กับวัสดุอื่น หมายถึง ความ

ต้องการที่ชิ้นส่วน หรือวัสดุขึ้นอยู่กับชิ้นส่วนหรือวัสดุอื่น เห
มาะสําหรับ MRP

2. ความต้องการที่ไม่ขึ้นกับวัสดุ หมายถึง ความต้องการ
ที่ไม่ขึ้นกับ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์อื่น เหมาะสําหรับ E0Q

20

1. ลดปริมาณสินค้าคงเหลือ
2. ลดเวลานำสําหรับการผลิตและส่งผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้า
3. สามารถส่งผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าตามที่กําหนด
4. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

21

22

23

VMI 24

VMI เป็นแนวคิดหนึ่งในการบริหารสินค้าคงคลัง
คือให้ผู้จัดจำหน่ายเป็นผู้บริหารสินค้าคงคลังแทนลูกค้า
โดยที่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์จะเป็นผู้เข้ามาบริหา
รสต็อกในคลังสินค้า มีหน้าที่รับผิดชอบในการเติมสินค้าให้
กับลูกค้า การให้ผู้ผลิตเป็นผู้ดำเนินการในการจัดเก็บและ
วางแผนในการส่งสินค้าทำให้ทราบยอดผลิตภัณฑ์คงเหลือ
ของลูกค้า และเป็นผู้ตัดสินใจในการเติมผลิตภัณฑ์ให้กับ
ลูกค้า จะช่วยลดปัญหาการเก็บสะสมของสต็อกสินค้าทั้งใน
ส่วนของผู้ผลิตและศูนย์กระจายสินค้าของผู้ค้าปลีกด้วย

25

ประโยชน์หลักของระบบ VMI คือลูกค้าจะมี
ผลิตภัณฑ์ป้อนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการ
เก็บสะสมของสต็อกในคลังสินค้าทั้งในส่วนของผู้ผลิต รวม
ไปถึงศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้าด้วย และสามารถลด
จำนวนพนักงานลงได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง
นอกจากนี้ นำระบบ VMI ไปใช้ ยังช่วยละความผิดพลาด
เกี่ยวกับข้อมูลเนื่องจากว่าระบบ VMI ใช้การสื่อสารแบบ
คอมพิวเตอร์ไปยังคอมพิวเตอร์รวมทั้งความเร็วในการรับส่ง
ข้อมูลสูงขึ้น

26

ซึ่งประโยชน์ที่ศูนย์กระจายสินค้าจะได้รับคือ
อัตราการเติมสินค้าจากผู้ผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าสูง
ขึ้นซึ่งจะช่วยลดในส่วนของการขาดแคลนสินค้าคงคลัง
ต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้าลดลงเนื่องจากความรับผิดชอบ
ในการจัดการในการเติมสินค้าเป็นหน้าที่ของผู้ผลิต และ
ระดับการให้บริการที่สูงขึ้นเกิดจากการที่ลูกค้าได้รับสินค้า
ในปริมาณที่ต้องการและในเวลาที่ต้องการ สำหรับ
ประโยชน์ที่ผู้ผลิตจะได้รับคือ ข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้าทำให้
ง่ายต่อการพยากรณ์ความต้องการ รวมทั้งสามารถทราบ
ถึงความต้องการล่วงหน้าของลูกค้า ทำให้การวางแผน
การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความคลาดเคลื่อน
ของปริมาณสินค้าที่ส่งให้ลูกค้านั้นลดลง

27

บาร์โค้ด&RFID

บาร์โค้ด (barcode) หรือในภาษาไทยเรียกว่า
“รหัสแท่ง” ประกอบด้วยเส้นมืด(มักจะเป็นสีดำ) และเส้น
สว่าง(มักเป็นสีขาว) วางเรียงกันเป็นแนวดิ่ง เป็นรหัสแทน
ตัวเลขและตัวอักษร ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้เครื่อง
คอมพิวเตอร์สามารถอ่านรหัสข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยใช้
เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Scanner) ซึ่งจะทำงานได้
รวดเร็วและช่วยลดความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูลได้มาก

28

โดยหลักการแล้วบาร์โค้ดจะถูกอ่านด้วยเครื่อง
สแกนเนอร์ บันทึกข้อมูลเข้าไปเก็บใน คอมพิวเตอร์
โดยตรงไม่ต้องกดปุ่มที่แท่นพิมพ์ ทำให้มีความสะดวก
รวดเร็วในการทำงาน รวมถึงอ่าน ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
แม่นยำ เชื่อถือได้ และปัจจุบันมีกระประยุกต์การใช้งาน
บาร์โค้ดเข้ากับการใช้งานของ Mobile Computer ซึ่ง
สามารถพกพาได้สะดวก เพื่อทำการจัดเก็บแสดงผล
ตรวจสอบ และประมวลในด้านอื่นๆ ได้ด้วย

บาร์โค้ดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บาร์โค้ด 1
มิติ(Barcode 1D), 2 มิติ (Barcode 2D) และ 3
มิติ(Barcode 3D)

29

บาร์โค้ด 1 มิติ มีลักษณะเป็นแถบประกอบด้วยเส้นสี
ดำสลับกับเส้นสีขาว ใช้แทนรหัส ตัวเลขหรือตัวอักษรโดย
สามารถบรรจุข้อมูลได้ประมาณ 20 ตัวอักษร การใช้งานบาร์
โค้ดมักใช้ร่วมกับฐานข้อมูล คือเมื่ออ่านบาร์โค้ดและถอดรหัส
แล้วจึงนำรหัสที่ได้ ใช้เรียกข้อมูลจากฐานข้อมูลอีกต่อหนึ่ง
ตัวอย่างประเภทของบาร์โค้ด 1 มิติ เช่น Code 39, Code
128, Code EAN-13 ฯ โดยข้อมูลในตัวบาร์โค้ดคือ
"123456789012" แต่ลักษณะของบาร์โค้ดจะเปลี่ยนแปลงตาม
ประเภทของบาร์โค้ดนั้นๆ ตามรูปตัวอย่าง

ตัวอย่าง บาร์โค้ด 1 มิติ

30

บาร์โค้ด 2 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มเติมจาก
บาร์โค้ด 1 มิติ โดยออกแบบให้บรรจุได้ทั้งในแนวตั้งและแนว
นอน ทำให้สามารถบรรจุข้อมูลมากได้ประมาณ 4,000 ตัว
อักษร หรือประมาณ 200 เท่าของบาร์โค้ด 1 มิติในพื้นที่เท่า
กันหรือเล็กกว่า ข้อมูลที่บรรจุสามารถใช้ภาษาอื่น นอกจาก
ภาษาอังกฤษได้ เช่น ภาษาญี่ปุ่น จีน หรือเกาหลี เป็นต้น
และบาร์โค้ด 2 มิติสามารถถอดรหัสได้ แม้ภาพบาร์โค้ดบาง
ส่วนมีการ ในส่วนลักษณะของบาร์โค้ด 2 มิติมีอยู่อย่าง
มากมายตามชนิดของบาร์โค้ด เช่น วงกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัส
หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกับบาร์โค้ด 2 มิติ ดังรูป เป็นต้น
ตัวอย่างบาร์โค้ด 2 มิติ ได้แก่ PD417, MaxiCode,
Data Matrix, และ QR Code

ตัวอย่างบาร์โค้ด 2 มิติ

31

บาร์โค้ด 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มเติมจาก
บาร์โค้ด 2 มิติเพื่อบาร์โค้ดติดบนวัตถุได้นาน ทนต่อสภาพ
สิ่งแวดล้อมโดยการยิงเลเซอร์ หรือทำการสลักตัวบาร์โค้ด
ลงไปบนเนื้อวัตถุโดยตรง ทำให้บาร์โค้ดมีลักษณะสูงหรือต่ำ
กว่าพื้นผิวขึ้นมา โดยเราจะพบลักษณะบาร์โค้ดดังกล่าวใน
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ แผงวงจร
อิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างบาร์โค้ด 3 มิติ

ตัวอย่างบาร์โค้ด 3 มิติ

32

การนำบาร์โค้ดมาใช้ในธุรกิจการค้าจะมีคุณ
ประโยชน์หลายประการ คือ

1. ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการทำงาน การ
ซื้อ-ขายสินค้าจะมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดย
เฉพาะการรับชำระเงิน การออกใบเสร็จ การตัดสินค้า
คงคลัง

2. ง่ายต่อระบบสินค้าคงคลังคอมพิวเตอร์ซึ่ง
เชื่อมกับเครื่องสแกนเนอร์จะตัดยอดสินค้าโดย
อัตโนมัติ จึงสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการหมุนเวียน
สินค้า สินค้ารายการใดจำหน่ายได้ดีหรือไม่ มีสินค้า
เหลือเท่าใด

3. ยกระดับมาตรฐานสินค้า การระบุแหล่งผลิต
ของประเทศแต่ละราย ทำให้ผู้ผลิตปรับปรุงคุณภาพ
เพื่อรักษาภาพพจน์ของสินค้าและสอดคล้องกับ
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรื่องสัญลักษณ์
รหัสแท่งสำหรับแสดงข้อมูลสินค้า

33

4. สร้างศักยภาพเชิงแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
รหัสแท่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสินค้าที่มีคุณภาพดีเชื่อถือได้
การมีรหัสประจำตัวของแต่ละประเทศทำให้ผู้ที่สนใจซื้อ
สินค้าสามารถทราบถึงแหล่งผลิตและติดต่อซื้อ-ขายกัน
ได้สะดวกโดยตรง เป็นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่ง
ออก

5. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารข้อมูลจากระบบรหัส
แท่ง จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถตัดสินใจวางแผน
และบริหารงานด้านการผลิต การจัดซื้อ และการตลาดได้
อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

34

Barcode Scanner (เครื่องอ่านบาร์โค้ด) คือ
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านข้อมูลที่อยู่ในแท่งบาร์โค้ด แล้วแปลงให้
เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าใจไปยังคอมพิวเตอร์ เหมือนกับการ
ใช้งานแป้นพิมพ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องความเร็ว
แม่นยำ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์
ข้อมูลผ่านแป้นพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลที่ได้จากเครื่องอ่าน
บาร์โค้ดจะนำไปใช้งานร่วมกับระบบ ช่วยในการจัดการ
ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน

ตัวอย่างเครื่องสแกนบาร์โค้ด

35

สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ
1. เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบสัมผัส : โดยตัวเครื่องจะสัมผัสกับ

พื้นผิวบาร์โค้ดโดยตรง ซึ่งเครื่องลักษณะดังกล่าวจะมีผลกระทบ
ทำให้บาร์โค้ดเสียหายจากการสัมผัสหรือเสียดสี

2. เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบไม่สัมผัส : โดยตัวเครื่องจะใช้
หลักการสะท้อนของแสงหรือการถ่ายภาพตัวบาร์โค้ด เพื่อทำการ
ประมวลผลเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ ในที่นี้เราจะ
กล่าวถึงเฉพาะเครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบสัมผัส ซึ่งส่วนใหญ่ใช้งาน
กันอยู่ในปัจจุบัน

xxxx

1 2 3
4 5 6
7 8 9

xxx

36

ระบบ RFID (Radio Frequency
Identification) RFID ย่อมาจาก Radio
Frequency Identification หรือก็คือการระบุ
เอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาในเวลา
นั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องมือดักจับสัญญาณ ไม่ได้ทำ
หน้าที่เป็นตัวระบุเอกลักษณ์อย่างที่ใช้งานกันอยู่ใน
ปัจจุบัน RFID ในปัจจุบันมี ลักษณะเป็นป้าย
อิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) ที่สามารถอ่านค่าได้โดย
ผ่านคลื่นวิทยุจากระยะห่าง เพื่อตรวจติดตามและ
บันทึกข้อมูลที่ติดอยู่กับป้าย ซึ่งนำไปฝังไว้ในหรือติด
อยู่กับวัตถุต่าง ๆ

เทคโนโลยี RFID ที่ถูกนำมาใช้ในภาค 37

อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการใช้เพื่อยืนยัน

ตัวตนหรือใช้ในการติดตามระบุตำแหน่ง โดยมีบทบาท

เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของกระบวนการผลิต

ในโรงงานอุตสาหกรรม โดย RFID สามารถบรรจุ

ข้อมูลสำหรับการทำงานได้ดีกว่า Barcode จึง

สามารถลดการเกิดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน

ของมนุษย์ เพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการ

ทำงาน

38

หน้าที่ของ RFID คือ การระบุตัวตนอัตโนมัติและ
เป็นการจัดเก็บข้อมูล หรือ Automatic Identification
and Data Capture (AIDC) และป้อนข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่
ระบบ ซึ่งประกอบด้วย RFID Tag หรือ Smart Label,
RFID Reader และตัวรับสัญญาณ RFID Tag

ประกอบด้วย 2 ส่วน
1. Transponder ตัวจัดเก็บและส่งข้อมูล
2. Reader อุปกรณ์สำหรับอ่านหรือเขียนข้อมูล

ภายในแท็กซ์

39

1. การไม่ต้องสัมผัส (CONTACTLESS) ลักษณะพื้น
ฐานอันหนึ่งของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี คือการ ที่ Tag ไม่
จำเป็นต้องสัมผัสกับเครื่องอ่าน ก็สามารถที่จะส่งข้อมูลได้

2. ความสามารถในการบันทึกข้อมูล (WRITABLE) ใน
ปัจจุบัน RFID Tagที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากถึง
100,000 ครั้งหรือ มากกว่า Tag ประเภทนี้มีการใช้งานที่
เฉพาะเจาะจงของตัวเอง

3. ความสามารถในการอ่านโดยไม่ต้องเห็น TAG
ความสามารถนี้เป็นจุดเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอ
ดี เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีสามารถที่จะอ่าน RFID Tag ได้
ถึงแม้ว่า Tag จะติดอยู่ภายในตัวสินค้า

4. ความแม่นยำในการอ่าน เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น
เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถอ่าน
ข้อมูลได้แม่นยำที่สุด

40

ทฤษฎี และการใช้ระบบคัมบัง

ระบบคัมบัง (Kanban System) หมายถึง
ส่วนหนึ่งของระบบ JIT ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วย
ให้การทำงานมีการประสานงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ
ระบบคัมบังของโตโยต้าใช้แผ่นกระดาษเพื่อเป็นสัญญาณ
แสดงความต้องการให้มีการ “ส่ง” ชิ้นส่วนเพิ่มเติม
(Conveyance Kanban : C-card ) และใช้แผ่น
กระดาษเดียวกันหรือที่มีลักษณะ เหมือนกันเพื่อเป็น
สัญญาณแสดงความต้องการให้ “ผลิต” ชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น
(Production Kanban : P-card ) ซึ่งบัตรนี้จะติดไปกับ
ภาชนะ ( Container ) ที่ใส่วัตถุดิบ หรือระบบบัตรสอง
ใบ ( Two-card System )

41

1. ในแต่ละภาชนะจะต้องมีบัตรอยู่ด้วยเสมอ
2. หน่วยงานประกอบจะเป็นผู้เบิกจ่ายชิ้นส่วนจากหน่วย
ผลิตโดยระบบดึง
3.ถ้าไม่มีใบเบิกที่มีคำสั่งอนุมัติ จะไม่มีการเคลื่อน
ภาชนะออกจากที่เก็บ
4.ภาชนะจะต้องบรรจุชิ้นส่วนในปริมาณที่ถูกต้องและมี
คุณภาพที่ดีเท่านั้น
5.ชิ้นส่วนที่ดีเท่านั้นที่จะถูกจัดส่งและใช้งานในสายการ
ผลิต
6.ผลผลิตรวมจะไม่มากเกินไปกว่าคำสั่งการผลิตที่ได้
บันทึกลงใน P-card และวัตถุดิบที่เบิกใช้จะต้องไม่มากเกิน
กว่าจำนวนชิ้นส่วนที่บันทึกลงใน C-card

42

สัญลักษณ์ของ Kanban ไม่จำเป็นต้องเป็นไปใน
รูปลักษณะของบัตรเพียงอย่างเดียว ยังสามารถแทนได้ด้วย
สื่อสัญลักษณ์อื่น ดังต่อไปนี้

– ระบบภาชนะ (Container) ตัวภาชนะเองอาจ
จะใช้แทนบัตรได้ คือ เมื่อภาชนะว่างลงแสดงว่าต้องการชิ้น
ส่วนเพิ่มเติม ระบบนี้จะใช้งานได้ดี เมื่อภาชนะได้รับการ
ออกแบบเป็นพิเศษให้สามารถบรรจุวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนได้
อย่างพอดี และไม่ก่อให้เกิดความสับสน

– ระบบไม่ใช้ภาชนะ (Container less) แต่อาจ
จะเป็นพื้นที่การทำงานในสายการผลิตสำหรับกำหนดพื้นที่
สำหรับวางวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนก็ได้ เมื่อพื้นที่บริเวณดัง
กล่าวว่างลงก็เป็นสัญญาณที่บอกได้วาต้องการวัตถุดิบ
หรือชิ้นส่วนมาเพิ่ม รวมทั้งยังเป็นสัญญาณบอกได้ถึงว่า
หน่วยงานผลิตอื่นต้องทำการผลิตต่อได้ด้วย

43

คัมบัง (KANBAN) หมายถึง บัตร แผ่นป้ายหรือ
สัญลักษณ์ที่สามารถบอกถึงการไหลของงาน Kanban ได้ถูก
ออกแบบมาเพื่อควบคุมการปฏิบัติงานในโรงงาน เมื่อมีการนำ
ไปใช้เกิดขึ้น ระบบจะส่งสัญญาณการเติมเต็มไปยังแหล่งจัด
ส่ง เพื่อให้ทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายจัดส่งมีการตอบสนองต่อ
การนำไปใช้จริงๆ อย่างสม่ำเสมอ
วิธีในการเลือกใช้สัญญาณ KANBAN ขึ้นอยู่กับความเหมาะ
สมในการนำไปปฏิบัติใช้ เช่น

- การ์ดคัมบัง (KANBAN Card)
- การมองเห็น (Look-see)
- การส่งอีเมลล์ (E-mails)
- คัมบังแบบอิเลคทรอนิกค์ (Electronic KANBAN)

44

1. เนื่องจากระบบคัมบังสนับสนุนการทำงานแบบทัน
เวลาพอดี (JIT : Just-In-Time)จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ
ต้องมีวัตถุดิบเตรียมพร้อมอยู่เสมอ วัตถุดิบคงเหลือเพื่อ
ความปลอดภัย ( Safety Stock)รอถูกเรียกเพื่อทดแทน

- ที่คลังสินค้าของตัวโรงงานผลิตรถยนต์จะต้องมี
วัตถุดิบคงเหลือเสมอเพื่อพร้อมจ่ายทดแทนเข้าสายผลิต
เมื่อใดก็ตามที่ถูกร้องขอผ่านการ์ดคัมบัง

- ที่ suppliers ผู้ผลิจวัตถุดิบจะต้องมีวัตถุดิบคง
เหลือเสมอเพื่อพร้อมจ่ายทดแทนไปยังคลังสินค้าเมื่อใด
ก็ตามที่ถูกร้องขอผ่านการ์ดคัมบัง

45

2. การ์ดคัมบัง เป็นสิ่งสำคัญยิ่งเปรียบเสมือน
ธนบัตรที่ลูกค้านำไปแลกซื้อสินค้ามาทดแทนจำนวนที่
หมดไป

- สายผลิตเป็นลูกค้าของฝ่ายคลังสินค้า
- ฝ่ายคลังสินค้าเป็นลูกค้าของ suppliers ผู้
ผลิตวัตถุดิบ

1. ชื่อวัตถุดิบ
2. ชื่อผู้ผลิตวัตถุดิบ (ช่วยป้องกันปัญหาสับสน
เมื่อมีผู้ผลิตมากกว่าหนึ่งที่ผลิตและส่งวัตถุดิบนั้นๆ)
3. จำนวนชิ้นงาน (เปรียบเสมือนมูลค่าของ
ธนบัตร)
4. เลขที่ของการ์ด เพื่อใช้ในการติดตาม

46

1. ปรับปรุงการไหลเวียนวัตถุดิบระหว่าง supplier คลัง
สินค้า และหน่วยงานผลิต

2. เพิ่มศักยภาพการควบคุมการไหลเวียนวัตถุดิบไปยัง
หน่วยงานที่ใช้วัตถุดิบนั้นโดยตรง

3. ลดปัญหาการส่งวัตถุดิบล่าช้า หรือขาดส่งวัตถุดิบ
เพราะมี lead time ที่แน่นอนในการนำส่งวัตถุดิบ

4. ลดจำนวนสินค้าคงคลังที่จัดเก็บ ไม่แบกรับภาระจัดเก็บ
วัตถุดิบเกินความต้องการใช้

จัดทำโดย

นางสาว ซากีนะ โส๊ะสมาน
1632050800027

สาขาการจัดการอุตสาหกรรม

นางสาว รสนันท์ ศรีสุวรรณ
1632050800043

สาขาการจัดการอุตสาหกรรม


Click to View FlipBook Version