รายงาน
การเพ่ิมประสิทธิภาพเคร่ืองจักรในโรงงานอุตสาหกรรม
กรณศี ึกษา(สถานประกอบการ/หนว่ ยงาน/บรษิ ัท) โรงงานอุตสาหกรรมป๊ัมและมอเตอร์
เสนอ
ผู้ชว่ ยศาสตารจารย์ ดร.กลุ ฑล ทองศรี
จัดทำโดย
นาย ธนภัทร อาหมัด รหสั นักศีกษา 640407300751
นาย สราวุธ ถนอมวงษ์ รหัสนกั ศกึ ษา 640407300754
นาย ภวู นัย สุขณรงศ์ รหสั นักศกึ ษา 640407300756
นาย ธนากร หมนื่ ไธสง รหัสนกั ศกึ ษา 640407300759
นาย กฤษฏา ฉิมมาลี รหัสนกั ศกึ ษา 640407300779
นาย สิทธศิ ักดิ์ ระเกด รหสั นักศึกษา 640407300791
นาย อนุชติ ไชยยงค์ รหัสนกั ศกึ ษา 640407300795
นาย สพุ จน์ พลวรรณ์ รหัสนกั ศึกษา 640407300807
นาย อดวิ ฒั น์ เยาวสงั ข์ รหสั นกั ศึกษา 640407300819
นาย อนศุ กั ด์ิ ถุงจันทร์ รหสั นกั ศกึ ษา 640407300821
รายงานฉบับนเ้ี ป็นสว่ นหนึง่ ของรายวิชา ทอ.375 เทคโนโลยวี ศิ วกรรมการซอ่ มบำรุง
หอ้ งเรียน IET 19/1 สาขาวชิ าเทคโนโลยวี ิศกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษมบัญฑติ
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564
1
คำนำ
ต้นทุนการซ่อมบำรุงรักษาเคร่ืองจักร เครื่องมือ ตลอดจนต้นทุนแรงงานทีส่ งู ขึ้นส่งผลต่อประสิทธิภาพ
กระบวนการผลิตและความสามารถในการทำกำไรของบริษัท สถานประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องนำ
กระบวนการวางแผนการซอ่ มบำรุงทีม่ ีประสิทธิภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการเปล่ียนเครื่องจกั รและการซ่อมบำรงุ
ฉุกเฉินเมื่อเครื่องขัดข้องดังน้ันงานวิจัยเชิงปฏิบัติการฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและวางแผนการ
วางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันใหเ้ คร่ืองจักรสามารถดำเนนิ งานได้อยา่ งเต็มประสิทธิภาพ การวางแผนซ่อมบำรุง
เชิงป้องกันถูกออกแบบจากการวิเคราะห์การซ่อมบำรุงฉุกเฉินเมื่อเครื่องขัดข้องเพื่อช่วยเพิ่มปร ะสิทธิภาพการ
ผลิต ลดการสูญเสียเวลา และลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในกรณีเครื่องจักรขัดข้อง การวางแผนซ่อมบำรุงเชิง
ป้องกนั ถกู นำไปใช้ในกระบวนการทเ่ี กดิ คอขวดในสายการผลิต พบว่าสามารถช่วยลดการเกิดเคร่ืองจักรขัดข้อง
อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้เครื่องจักรมีชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น จากการนำการวางแผนซ่อมบำรุงเชิง
ป้องกันไปใช้ในกระบวนการผลิตสามารถกล่าวได้ว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและความสามารถในการ
ทำกำไรของสถานประกอบการ
คำสำคัญ: การซ่อมบำรุงฉุกเฉินเมื่อเครื่องขัดข้อง การวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน การเพิ่มประสิทธิภาพใน
เครอื่ งจักรอุตสาหกรรม
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ทอ.375 เทคโนโลยีวิศกรรมการซ่อมบำรุงเพื่อให้ได้ความรู้เรื่องการเพ่ิม
ผลผลิตและการบำรุงรักษาประสิทธิภาพของเครื่องจักรอุตสาหกรรมและการบำรุงรักษาเครื่องจักร
อตุ สาหกรรมกรณศี กึ ษา (สถานประกอบการ/หนว่ ยงาน/บรษิ ทั ) โรงงานอุตสาหกรรมปม๊ั และมอเตอร์
คณะผู้จัดทำหวงั ว่า รายงานฉบับน้จี ะเปน็ ประโยชนก์ ับผอู้ ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ทก่ี ำลงั หาข้อมลู เร่ือง นี้อยู่
หากมขี อ้ แนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใดขออภยั มา ณ ทน่ี ี้
คณะผจู้ ัดทำ
2
สารบัญ
เรอ่ื ง หนา้
บทที่ 1 บทนํา
1
1.1 ความสำคัญของปัญหา 4
1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 4
1.3 ขอบเขตการศกึ ษา 5
1.4 วธิ กี ารดำเนนิ งาน 5
1.5 ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน 6
1.6 ประโยชนท์ ี่จะได้รบั การการศึกษา
7
บทที่ 2 ทฤษฎพี ้ืนฐานของการเพม่ิ ผลผลิตและการบำรุงรักษาเคร่ืองจักร 8
12
2.1 การเพ่ิมผลผลติ 13
2.2 องค์ประกอบในการเพิ่มผลผลิต 17
2.3 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 17
2.4 แนวคดิ และ ทฤษฎี การเพ่มิ ผลผลติ และการบำรงุ รักษาที่สัมพนั ธ์กัน 19
2.5 การปรบั ปรงุ งานบำรุงงรักษาและมาตรการประหยดั พลังงาน 20
2.6 วงจรชีวติ ของเครอื่ งจกั รและการเสอื่ มสภาพของเครอ่ื งจกั ร 20
21
2.6.1 จุดม่งุ หมายของการบำรุงรักษา 22
2.6.2 ววิ ฒั นาการของการบำรุงรกั ษา 24
2.6.3 ประเภทของการบำรงุ รกั ษา 26
2.6.4 ชนิดของการซ่อมบำรงุ 29
2.6.5 ประโยชนข์ องการบำรงุ รักษาเชงิ ป้องกนั 30
2.7 การบำรงุ รกั ษาเชงิ ปอ้ งกัน 31
2.7.1 เปา้ หมายหลกั ของการบำรงุ รักษาเชงิ ป้องกนั 39
2.7.2 มาตรฐานการบำรงุ รักษาเชงิ ป้องกนั 41
2.7.3 การวางแผนการบำรุงรกั ษา
2.7.4 การวัดประสทิ ธผิ ลของการบำรงุ รักษา 42
2.8 ผลงานวจิ ัยและงานเขียนทเ่ี ก่ียวข้อง 42
2.9 บทสรปุ 43
บทที่ 3 วิธกี ารดำเนินงาน
3.1 ข้อมลู เบื้องต้น
3.2 การศกึ ษาปัญหา
3.3 ข้อมูลของเครอื่ งจักร
3
สารบัญ (ตอ่ ) 43
45
3.4 กำหนดโครงสร้างและปรับปรุงประสทิ ธิภาพโดยรวมของเคร่ืองจักร 54
3.5 ข้อมูลกอ่ นแก้ไขและปรับปรุง 55
3.6 สรปุ ปัญหาในการซ่อมบำรงุ ของกรณีศกึ ษา 55
3.7 วเิ คราะหส์ าเหตุของปญั หาในระบบมอเตอรแ์ ละป๊ัมน้ำมันของโรงงานกรณีศึกษา 56
3.8 การศึกษาแนวทาทางและขั้นตอนในการอนรุ ักษ์พลงั งานในระบบมอเตอร์และปั๊มน้ำมนั
3.9 การประเมนิ ผลและสรปุ ผลการอนุรักษ์พลังงานดว้ ยการการเปลีย่ นชุดสตารท์ มอเตอร์ 58
จากแบบ DOL ไปเป็น VSD 59
59
บทท่ี 4 ผลการศึกษา
4.1 ผลการศกึ ษาข้อมลู การใช้พลงั งานในระบบมอเตอรแ์ ละป๊ัมนำ้ มนั 60
4.2 การประเมินผลและสรุปผลด้วยการอนรุ กั ษ์พลังงานในระบบจ่ายนำ้ มนั 61
4.3 ผลการศึกษาข้อมูลการใช้พลงั งานในระบบมอเตอร์และป๊ัมนำ้ มัน 62
บทท่ี 5 สรปุ ผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะ
5.1 สรปุ ผลการดำเนินงาน
5.2 สรุปผลการเสนอแนะ
บรรณานกุ รม
4
บทท1ี่
บทนำ
1.1 ความสำคัญของปัญหา
สภาวะเศรษฐกิจปัจจบุ นั เกิดการแข่งขันทางด้านธุรกจิ โรงงานทั่วไปจงึ ต้องมีการ ปรับเปลยี่ น กลยุทธ์
เพื่อเพิ่มสมรรถนะความสามารถในการผลิต ปัจจัยที่สำคัญคือการลดต้นทุนการ ผลิตในกระบวนการผลิตเพื่อ
ความอยู่รอดของธุรกิจ โดยการใช้วิธีการลดต้นทุนการผลิตให้ตํ่าลง แต่มีคุณภาพดี ความสำคัญของ
กระบวนการ ผลติ ท่ีดนี ้นั ตอ้ งมีความพร้อมของเครื่องจกั ร ซง่ึ ภายใน โรงงานอุตสาหกรรมมีเครื่องจักรอยู่อย่าง
แพร่หลายซึ่งมี ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ลักษณะการใช้งาน แต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกัน เครื่องจักรทุ ก
ประเภทมีการใช้งานสิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ เกิดความ เสียหาย ชำรุด ทรุดโทรม เมื่อเครื่องจักรต้องหยุดเพ่ือ
ซ่อมแซมในส่วนที่สีกเหรออย่าง กะทันหัน จะส่งผลกระทบตอ่ กระบวนการผลติ รวมถึงลูกคา้ ขาดความเชือ่ ม่นั
ไม่สามารถส่งสนิ ค้าไดต้ ามเวลาทีก่ ำหนด การบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นสิ่งสำคญั เพ่ือยืดอายุการใช้งาน ลดการ
เสยี หายของ เครอ่ื งจักร โดยเฉพาะ ปจั จุบนั มกี ารนำเครอื่ งจักรทันสมยั เข้ามาในการผลิตสามารถเพ่ิมผลผลิตได้
มากขึ้นแต่ในขณะเดียวกันเครื่องจักรที่ทันสมัยจะมีความซับซ้อนในการซ่อมบำรุง ดังนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ
การซ่อมบำรุงที่มีราคาสูงขึ้น โรงงาน อุตสาหกรรมทั่วไปจะมีการซอ่ มบำรงุ รกั ษาเครื่องจักรหลกั ๆ 2 ประเภท
คือ การบำรุงรักษาหลังเกิดความเสียหาย (Breakdown Maintenance) คือ การซ่อม บำรุงหลังจากเกิดการ
ขัดข้องของเครื่องจักรแล้ว และการบำรุงรักษา เชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) คือ การบำรุงรักษา
ก่อนท่ีเครื่องจกั รจะเกดิ การขัดขอ้ ง
งานศึกษานี้ได้เลือกกรณศี กึ ษาของบรษิ ัทหรอื หน่วยงาน โดยเลือกพิจารณาจากปรับปรงุ ซึง่ เกดิ จากการ
ขัดข้อง ของเครื่องจักรที่สูง ทำให้กระบวนการผลิตต้องหยุดลง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องมีการบำรุงรักษา
เครื่องจักรให้อยู่สภาพพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การหยุดเครื่องจักรกะทันหัน
ประสิทธิภาพเครื่องจักรลดลง เสียเวลาการผลิต ค่าใช้จ่ายในบำรุงรักษา เพิ่มมากขึ้น และได้ศึกษาเกี่ยวกับ
อะไหลส่ ำรองของเครื่องจกั ร เพอื่ ลดเวลาหยุดเคร่อื งจกั รเนือ่ งจากรออะไหล่
การเพิ่มประสิทธภิ าพการบำรุงรกั ษาเครื่องจกั ร (มอเตอร์)
ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตหรือขยายกำลังการผลติ ของบริษัทแต่ละแห่งย่อมมีนโยบายที่แตกต่าง
กันแต่แนวทางที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่คือการซื้อเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงและทันสมัยมาใช้ในกระบวนการ
ผลิต เมื่อมีการลงทุนซื้อเครื่องจักรมาแล้วผูอ้ อกแบบและผู้บริหารจะตอ้ งมีการคำนวณถึงจุดคุ้มทุน แน่นอนวา่
ต้องการระยะเวลาท่ี น้อยที่สุด ดังนั้น การดำเนินการผลิตด้วยกำลังการผลิตเต็มกำลัง (Maximum Capacity)
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยเมื่อเครื่องจักรมีการใช้งานก็ต้องมีการสึกหรอ หรือเสียหายจนต้องมีการซ่อมแซม
เกิดข้ึน ซ่งึ สาเหตุหลกั ๆ ทีท่ ำให้เคร่อื งจกั รเกดิ ปญั หาค
• การเสียหายและเสอื่ มสภาพของชิ้น สว่ นต่าง ๆ
• การใชง้ านผดิ วัตถุประสงคแ์ ละเกินข้อกำหนดของการออกแบบ
• ไม่มีระบบการบำรุงรักษาท่ีเหมาะสม
• ผปู้ ฏิบตั ิงานที่เกย่ี วของขาดทกั ษะในการใชง้ านผลกระทบของการเกิดปัญหาเคร่ืองจักรขัดข้อง
ผลกระทบของการเกดิ ปัญหาเคร่ืองจักรขัดขอ้ ง
สมรรถนะของเครื่องจักรคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและผลการ
ดำเนินงานขององค์กรอย่างยิ่งยวดเนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่เครื่องจักรเกิดความบกพร่องจะส่งผลให้เกิดความ
เสียหายต่อการผลิตในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัยด้านคุณภาพของสินค้าและต้นทุนในการ
ผลิต รวมถึงความตรงต่อเวลาในการส่งมอบสินค้าต่อลูกค้าอันจะส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรและความน่าเชื่อถือ
ขององค์กรได้ ดังนั้นการหาวิธีการและแนวทางในการบำรุงรักษาเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งาน
อยเู่ สมอจงึ เป็นส่งิ จำเป็นที่ทุกบริษัทจะหลกี เลย่ี งไม่ได้ แตใ่ นการบำรุงรักษาเคร่ืองจักรน้นั ย่อมมีคา่ ใช้จ่ายในการ
ดำเนนิ งานเกดิ ขึน้ และในบางครั้งก็เปน็ เงินจำนวน ไมน่ อ้ ย ซ่งึ ถ้าหากเราทำการบริหารจดั การไมด่ ีก็อาจจะทำให้
ต้นทุนของการผลิตสงู ขน้ึ หรือทำให้เกิดความไม่คุ้มคา่ ต่อการลงทุนได้ จึงทำใหเ้ กิดแนวคดิ ที่วา่ ทำอย่างไรเราจึง
จะสามารถทำให้เครื่องจักรของเราอยู่ในสภาพที่ดีและพร้อมใช้งานอยู่เสมอโดยใช้เงินลงทุนในด้า นการ
บำรงุ รกั ษาตำ่ ทสี่ ดุ
2
สำหรับการบำรุงรกั ษา แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คือ
ภาพที่1.1
1. การบำรุงรักษาตามแผน (Planned Maintenance)
หมายถึง การบำรุงรักษาตามกำหนดตามแผนงาน ตามระบบที่วางไว้ทุกประการงานที่สามารถ
คาดการณ์ได้ล่วงหน้า สามารถเตรียมการไว้ล่วงหน้าได้ สามารถกำหนดระยะวัน เวลา สถานที่และจำนวน
ผู้ปฏิบัติงานที่จะเข้าได้ดำเนินการได้ แนวทางการบำรุงรักษานั้นอาจเลือกใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ เช่น การ
บำรุงรักษาเชิงป้องกัน การบำรุงรักษาเพื่อแก้ไข เข้ามาดำเนินการ ส่วนระยะเวลาเข้าไปทำการบำรุงรักษา
อาจจะกำหนดหรือวางแผนเข้าซ่อมแซมขณะเครื่องกำลังทำงานอยู่หรือขณะเครื่องชำรุด (Break down
Maintenance) หรือหยุดการใช้เคร่ืองเพื่อทำการบำรุงรักษา (Shutdown) การซ่อมบำรุงรักษาประเภทน้ีจะมี
ปญั หาน้อย เพราะมเี วลาเตรียมการล่วงหน้าไดท้ กุ ขัน้ ตอน
2. การบำรงุ รักษานอกแผน (Unplanned Maintenance)
เปน็ การบำรงุ รกั ษานอกระบบงานทวี่ างไว้เนอื่ งจากเคร่ืองเกิดการขัดข้อง ชำรุดเสียหายอย่างกะทันหัน
ต้องเรง่ รบี ทำการซ่อมแซมทนั ทีให้เสร็จเรียบร้อยทนั การใชง้ าน การบำรุงรกั ษาประเภทน้ีจะเกิดปัญหามากกว่า
การบำรุงรักษาตามแผน เนื่องจากไม่สามารถทราบล่วงหน้ามาก่อน ไม่สามารถกำหนดวัน เวลา สถานที่ท่ี
แน่นอนได้ ทำให้ไมส่ ามารถเตรยี มจัดหาผูป้ ฏิบัติงาน อปุ กรณ์ อะไหล่ ท่ีจะใชบ้ ำรุงไดท้ นั ที
3
1.2 วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษา
คำนิยาม ของการบำรุงรักษาเครื่องจักรไว้ว่า การบำรุงรักษา (Maintenance) เป็นการสงวน หรือ
รกั ษาเครื่องจักรอปุ กรณ์ตา่ งๆ ทใ่ี ช้ใน การผลิตให้ เป็นไปตามคณุ ลักษณะเงื่อนไขการทำงาน ซึ่งการบำรุงรักษา
นี้สามารถครอบคลุมไปถึงกิจกรรมหรืองานที่มคี วามสัมพันธ์กับการสงวนรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์หรือเป็นการ
ซ่อมเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพปกติโดยกิจกรรมการซ่อมบำรุงรักษา จำเป็นต้องมีการใช้อะไหล่
สำรอง (Spare Parts) กำลังคน (Manpower) เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ (Tools) และสิ่งอำนวยความสะดวก
(Facility) ซึ่งความพร้อม และการใช้งานของทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนั้นยังมีการกำหนดงาน
รวมไป ถงึ การทำความสะอาด การหล่อลนื่ การเฝา้ ตดิ ตาม การวางแผน และการจดั ลำดับงาน
วตั ถุประสงค์ ของระบบซ่อมบำรุงรกั ษาไวด้ ังนี้โดยสรปุ วัตถปุ ระสงค์หลักของงานบำรุงรักษาไวด้ งั นคี้ ือ
1.2.1 ต้องการควบคุมความสามารถในการจัดหาเครื่องจักรอปุ กรณโ์ ดยให้มตี ้นทุนต่ำทสี่ ุด
1.2.2 ตอ้ งการขยายอายกุ ารใชง้ านของเครื่องจักรอุปกรณ์
1.2.3 เพื่อการวางแผนบำรุงรักษา Pump จา่ ยน้ำมนั ใชแ้ นวคิดของการบำรงุ รักษาเชิงป้องกัน
(Preventive Maintenance)
1.2.4 เพ่ือประเมินประสทิ ธิภาพของเคร่ืองจักร และการวางแผนบำรงุ รกั ษา
1.2.5 ยดื อายกุ ารทำงานของเครือ่ งจักรและป้องกนั การชำรุดเสียหายระหวา่ ง การใช้งาน
1.2.6 ทำงานงา่ ยสะดวกรวดเร็วไมก่ ระทบกบั ระบบการรับจ่าย เพราะมีเวลากำหนดมีข้อมูลและวธิ กี าร
ทำงานที่พร้อม
1.2.7 ลดเวลาที่หยุดชะงักเนื่องจากเครือ่ งจักรชำรดุ ระหว่างการผลิตลงได้
1.2.8 สามรถลดอบุ ัตเิ หตหุ รืออันตรายเนอ่ื งจากการชำรุดของอปุ กรณเ์ ครอื่ งจักรลงได้
1.2.9 ทำใหว้ างแผนได้ง่าย และทำให้สามารถใช้พนักงานซ่อมบำรงุ ตลอดจนอุปกรณ์และเครือ่ งมอื ได้
อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
1.3 ขอบเขตการวจิ ยั
1.3.1 นำแนวคิดของการบำรุงรกั ษาเชงิ ป้องกนั (Preventive Maintenance) มาใช้ วางแผน
บำรุงรักษาเคร่อื ง Oil Pump จ่ายทางรถ, ทางเรือโดยมสี ่วนประกอบ 2 ส่วน คอื
Oil Pump
Oil Loading Bay
1.3.2 ศกึ ษาขอ้ มูลการซ่อมบำรุงเครอื่ งจักร (Breakdown) มาวเิ คราะหเ์ พื่อหาปญั หาของเคร่ืองจักร
รวมถึงการหา ค่า MTBF, MTTR และ % Machine Availability กอ่ นการดำเนนิ การวางแผนบำรุงรักษา
1.3.3 นำแผนการบำรุงรักษาไปดำเนินการแล้ววเิ คราะห์ขอ้ มลู เพ่อื หาค่า MTBF, MTTR และ %
Machine Availability เปรียบเทยี บกบั ค่าที่ไดก้ ่อนการดำเนินการ
4
1.3.4 เครอื่ งมือทว่ี ัดประประสิทธิภาพในการดำเนินการคือ Mean Time Between Failures
(MTBF), Mean Time to Repair (MTTR) และ % Machine Availability โดยใช้MTBF เพ่อื ดูความถ่ีในการ
เสยี หายของเครอื่ งจักร, ใช้MTTR เพ่ือดรู ะยะเวลาในการซ่อมแตล่ ะครงั้ และ ใช้% Machine Availability เพ่อื
ดคู วามพร้อมในการเดนิ เครอื่ งจักร
1.4 วิธดี ำเนินการ
1.4.1 ศึกษาทฤษฎแี ละงานวิจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
1.4.2 รวบรวมข้อมลู ทั่วไปและกระบวนการในบริษัท
1.4.3 รวบรวมข้อมลู และประวตั กิ ารซ่อมบำรงุ เครื่องจักร
1.4.4 วิเคราะหป์ ญั หาการซ่อมบำรุงก่อนการทำการวิจยั
1.4.5 วางแผนการบำรุงรกั ษาและจัดระบบเอกสารของเคร่ืองจักร
1.4.6 นำไปปฏบิ ัตแิ ละบันทกึ ขอ้ มูล
1.4.7 วิเคราะหแ์ ละสรุปผลเพื่อกำหนดเป้าหมายในระยะยาว
1.5 ระยะเวลาในการดำเนนิ การ
5
1.6 ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั จากการศกึ ษาขอ้ มูล
1.6.1 การเพิม่ ประสิทธภิ าพท่ีดี คอื การบำรุงรกั ษาเครื่องจักรอยา่ งสม่ำเสมอ โดยไม่ปลอ่ ยให้ เปน็
หน้าทีข่ องหน่วยงานใดหนว่ ยงานหน่งึ แตใ่ ห้ทุกคนมีสว่ นร่วมในการบารงุ รักษาเคร่อื งจกั ร เทคนคิ ดังกล่าว
เรียกวา่ การบารุงรกั ษาเครื่องจักรโดยทุกคนมสี ่วนร่วม (Total Productive Maintenance : TPM) ซึง่ เป็น
เทคนิคการกำจัดความสญู เปลา่ การลดความสญู เสียหลกั เพื่อสรา้ งผลกำไร โดยเน้น สถานทีจ่ ริง เหตุการณจ์ ริง
และการควบคมุ ด้วยการมองเหน็ TPM มกี ารประยุกตใ์ ช้ในหลายด้าน เช่น การลดความสญู เสยี ของขน้ั ตอนการ
เชือ่ มครบี ระบายความร้อนโดยการประยุกต์ใช้เทคนิควิเคราะห์ ประสทิ ธผิ ลโดยรวมของเครื่องจักร
1.6.2 สามารถยดื อายุการใชง้ านของเคร่ืองจักร
1.6.3 สามารถลดการกยดุ เคร่ืองจักรในขณะเดินเครือ่ ง
1.6.4 สามารถปรบั ปรุงประสิทธภิ าพการผลิตได้อย่างต่อเน่ือง และเครื่องจักรยังคงทำงานได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
1.6.5 สามารถประเมณิ ลกั ษณะการทำงานของเคร่ืองจักรเพ่อื ปรบั ปรุงและทำแผนงานการบำรงุ รักษา
เครอื่ งจักรเพื่อหลีกเล่ยี งการหยดุ เครือ่ งจักร
1.6.6 เขา้ ใจในรายละเอยี ดและสว่ นประกอบทสี่ ำคญั รวมท้งั ระบบการทำงานเพอ่ื ท่จี ะได้นำขอ้ มลู มา
วเิ คราะหแ์ ละปรับปรุงการวางแผนการบำรงุ รกั ษาเคร่ืองจักรให้มีความเหมาะสมมากยง่ิ ข้ึน
1.6.7 เคร่อื งจกั รมสี ภาพพร้อมใชง้ านสงู สุด (Maximum Availability) โดยหลกี เลี่ยง ปัญหาการเกิด
Breakdown และลดเวลาการหยดุ ของเคร่อื งจักร
1.6.8 เสริมสรา้ งทักษะใหม่ๆ ให้กบั ผปู้ ฏบิ ัตงิ านจากการจัดการบำรุงรักษาเคร่ืองจักร ท่เี ป็นมาตรฐาน
1.6.9 สามารถเรยี งลำดับความสำคญั ของ Spare Parts ที่จำเปน็ ต้องมี Stock หรอื ตอ้ งมีเพ่มิ เติมเพื่อ
สำรองไวให้ตามความจำเป็นและเหมาะสม กบั อายุการใช้งาน
1.6.10 สามารถนำมาใชเ้ ป็นแนวทางสำหรบั การวางแผนการบำรงุ รักษาเครอ่ื งจักรใหก้ ับหนว่ ยงานอื่น
ๆ ทมี่ คี วามจำเปน็ หรือมีการขยายกำลังการผลิตในอนาคต
1.6.11 สามารถนำแนวทางของการวางแผนการบำรุงรักษาเครอื่ งจักรบางส่วนไปปรับเปลย่ี นเป็นการ
บำรุงรักษาด้วยตัวเอง (Autonomous Maintenance) เพอ่ื ใหพ้ นักงานประจำเครื่องเป็นผดู้ ำเนินการ ไดใ้ น
เบ้อื งตน้
1.6.12 ผู้บริหารสามารถนำ ไปขยายผลตอ่ ไปเปน็ การบำรุงรักษาทวผี ลแบบทุกคนมสี ่วนรว่ ม (Total
Productive Maintenance) เพอ่ื เปน็ การพัฒนาศกั ยภาพขององค์กรให้มีประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขนึ้
1.6.13 สามารถปรับปรุงประสิทธภิ าพการผลิตได้อยา่ งต่อเน่ืองจากการที่เคร่อื งจักรยงั คงไว้ซึง่ พ้ืนฐาน
และประสิทธิภาพการทำงานทดี่ ี
6
บทท่ี 2
ทฤษฎีพ้นื ฐานของการเพ่ิมผลผลิตและการบำรงุ รกั ษาจกั ร
ประวัตแิ ละความเปน็ มาของการบำรุงรักษาเครือ่ งจักร
ในงานบริหารการผลิตหรือการบริการ มักจะหลีกเลี่ยงงานเพิ่มเติมที่สำคัญงานหนึ่ง ไปไม่ได้ซึ่งก็คือ
การซอ่ มแซมและบำรงุ รกั ษาถึงแม้วา่ งานซ่อมแซมและบำรุงรักษาจะไมใ่ ชง่ านผลิตโดยตรง แต่งานซ่อมแซมและ
บำรุงรักษาก็มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้การผลิตและการบริการขององค์กรนั้น ๆ เป็นไป อย่างราบร่ืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่ การผลิตและการบริการจำเป็นที่จะต้องอาศัยเทคโนโลยี อุปกรณ์และ
เครื่องจักรมากขึ้นการที่เครื่องจักรเกิดขัดข้องขึ้น มากะทันหันหรือไม่สามารถใช้งานได้จะทำให้มี ผลกระทบ
โดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตและการบริการนั้น ๆ กับการที่จะได้มาซึ่ง เครื่องจักรที่มีคุณภาพนั้นต้อง
ประกอบด้วย มีการออกแบบที่ดีและตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน มีความเที่ยงตรงแม่นยำรวมท้ัง
สามารถทำงานได้เตม็ กำลงั ความสามารถทอ่ี อกแบบไว้
▪ มกี ารผลิต หรอื สร้างทใี่ หค้ วามแข็งแรงทนทาน สามารถทำงานไดน้ านทีส่ ุดและตลอดเวลา
▪ มกี ารตดิ ตั้งในสถานที่ ทเี่ หมาะสมและสะดวกต่อการใชง้ านและบำรุงรักษา
▪ มกี ารมกี ารใช้งานเป็นไปตามคุณสมบัตแิ ละสมรรถนะของเครื่อง
▪ มีระบบการบำรงุ รักษาทีด่ ี
เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้เมื่อถูกใช้งานไปนาน ๆ ก็ต้องมีการเสื่อมสภาพ ชำรุด สึกหรอและเสียหายขัดข้อง
ดังเน้นเพื่อให้อายุการใช้งานเครื่องมือเครื่องใช้ยืนยาว สามารถใช้งาน ได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ไม่ขำรุด
หรือเสียบ่อย ๆ ต้องมีการบำรุงรักษา เครื่องจักรเครื่องมือเครื่องใช้ใน ระบบการดำเนินงานด้วยจึงจะสามารถ
ควบคุมการทำงานของเครอื่ งมือได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
2.1 การเพิม่ ผลผลติ
การเพิ่มผลผลิตหรือการผลิต (Productivity) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติหรือการทำงาน
(Process/Operation) เพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้ได้สินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพ
(Goods/Product) และการบริการทีด่ ี่เย่ยี ม (Goods Service) นำไปสกู่ ารสรา้ งกลยุทธ์และเพมิ่ ความได้เปรียบ
ทางการแข่งขัน (Competitive Advantage)
7
นิยามของการเพ่มิ ผลผลติ ในรูปแบบผสมผสาน
1. ประสทิ ธิภาพ (Efficiency) คอื การทำงานโดยปจั จัยการผลติ ลดการสน้ิ เปลอื ง ใชเ้ วลาใหน้ ้อยทสี่ ุดและลด
เวลาการทำงานและความเม่ือยล้า แตผ่ ลงานออกมามีประสทิ ธิภาพและไดผ้ ลมากทีส่ ุด
2. ประสิทธิผล(Effectiveness) คือการทำงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย บรรลุตามวัตถุประสงค์
สามารถตอบสนองความต้องการของที่ตั้ง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการมีจริยธรรม นั่นคือการสิ่งที่ควรทำให้
ถกู ต้อง
การเขยี นสมการผลผลิต
การเพิ่มผลผลิตเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากในการบริหารงานใบปัจจุบัน เหตุผลเพราะว่าต้องใช้ทรั พยากรที่จำกัด
อย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและให้ทันต่อยุค
และสมยั ท่ีเปลี่ยนไป
2.2 องคป์ ระกอบในการเพิ่มผลผลติ
องค์ประกอบในการเพิ่มผลผลิต เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากซึ่งผู้ประกอบการจะต้องคำนึง
เพราะจะส่งผลถึงภาพลักษณ์ขององค์กรและเป็นการทำกำไรที่ยั่งยืน ปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะ
คำนึงถึงแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว มุ่งแต่จะลดต้นทุนทำให้มีการละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือไม่
ปฏบิ ตั ติ ามจรรยาบรรณตา่ ง ๆ ทำใหเ้ กดิ ผลเสยี ตอ่ ผ้ปู ฏบิ ัตงิ านในองค์กรผูบ้ ริโภค ดังนน้ั เพื่อใหม้ กี ารดำเนนิ การ
ทเ่ี ป็นประโยชน์ตอ่ สังคม และประเทศชาตโิ ดยส่วนรวมจงึ ควรปฏิบตั ติ าม
องคป์ ระกอบทง้ั 8 ประการ คอื QCDSMEEE ดังนคี้ ือ
1 คุณภาพ (Quality)
คอื ส่งิ ทส่ี ามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสรา้ งความพึงพอใจให้กับลกู ค้าได้ เพราะความ
พึงพอใจเปน็ เหตผุ ลสำคัญท่ีช่วยในการตัดสนิ ใจในการเลอื กซือ้ สนิ ค้าหรือบริการ ดงั น้นั ผู้ผลิตจึงตอ้ งคำนึงถึง
คุณภาพมาก่อน
1.1 ประเภทคณุ ภาพ
• คุณภาพด้านเทคนิค ได้แก่ ลักษณะทางกายภาพและความสามารถในการใช้งานที่ส่งผลต่อคุณภาพ
ของสนิ ค้าและบรกิ าร เชน่ ความแขง็ แรงของผลิตภณั ฑ์ ระบบปอ้ งกนั ความปลอดภยั ฯลฯ
8
• คุณภาพด้านจิตวิทยา ได้แก่ คุณลักษณะที่มีผลต่อจิตใจของผู้บริโภคในการตดั สินใจซือ้ สินค้าหรอื ใช้
บรกิ าร เช่น ความสวยงามการออกแบบผลิตภณั ฑ์ ภาพลักษณข์ องสินค้า ฯลฯ
• คุณภาพด้านความผูกพันต่อเนื่องหลังการขาย เช่น การให้บริการหลังการขาย การรับประกันสินค้า
ฯลฯ
• คุณภาพด้านเวลา เช่น อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ความยากง่ายในการบำรุงรักษา ความรวดเร็ว
ในการใหบ้ ริการ ฯลฯ
• คุณภาพด้านจริยธรรม เช่น ความถูกต้องตรงตามมาตรฐานการผลิต ความจริงใจในการให้บริการ
ฯลฯ
1.2 ความสำคัญของคุณภาพ ไดแ้ ก่ สร้างความพึงพอใจให้กับลกู คา้ ช่วยในการลดตน้ ทนุ ยกระดับ
ความตอ้ งการของลูกค้า สง่ มอบไดต้ ามเวลากำหนด และคุณภาพชวี ติ ทีด่ ขี นึ้ เป็นตน้
2. ต้นทนุ (Cost)
หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปเพื่อดำเนินการผลิตหรือบริการ เริ่มตั้งแต่การออกแบบการผลิต การ
ตรวจสอบ การจดั เกบ็ การขนส่ง และการส่งมอบลกู คา้ เรียกวา่ เปน็ ตน้ ทนุ การดำเนนิ งาน ซ่ึงประกอบด้วย
2.1 ต้นทุนวัตถุดิบ (Material Cost) เป็นค่าวัตถุดิบที่ซื้อมาจากหน่วยงานภายนอก เพื่อนำไปผลิต
สินค้าหรือบริการ ตลอดจนค่าวัสดุต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงาน เช่น ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าถ่าย
เอกสาร และคา่ โทรศัพทต์ ่าง ๆ เปน็ ต้น
2.2 ต้นทุนด้านแรงงาน (Labor Cost) คือค่าจ้างพนักงาน เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ในกระบวนการทำงาน
ขององค์กร
2.3 ต้นทุนการทำงานของเคร่ืองจักร (Machine Operating Cost) คือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกบั
เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า โดยไม่คำนึงว่าเครื่องจักรนั้นกำลังทำงานอยู่หรือไม่ เช่น ค่าเชื้อเพลิง หรือ
พลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องจักร ค่าซ่อมบำรุงรักษา ค่าชิ้นส่วนและอะไหล่ต่าง ๆ ของเครื่องจักร เป็น
ตน้
ในการเพิ่มผลผลิตนั้นจะต้องลดต้นทุนในการผลิตให้ต่ำลง ซึ่งต้องควบคุมไปกับการบริหารคุณภาพ
ด้วย โดยการพยายามลดความสูญเสีย และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อาจไม่จำเป็นออกไป ขณะเดียวกันก็ประหยัด
พลังงาน แรงงาน และทรพั ยากรตา่ ง ๆ ทมี่ อี ยู่อยา่ งจำกัด พนักงานต้องปรับปรุงอยา่ งต่อเน่ืองจะทำให้งานท่ีทำ
มีคณุ ภาพดีข้นึ และลดการสูญเสยี
3. การสง่ มอบ (Delivery)
หมายถึง การส่งมอบสินค้าหรือบริการให้กับหน่วยงานถัดไป ซึ่งถือว่าเป็นลูกค้าของเราได้อย่างตรง
เวลา มีจำนวนครบถ้วน และมีคุณสมบัติตรงตามที่ลูกค้ากำหนด เป็นการช่วยให้หน่วยงานได้เปรียบในการ
แข่งขนั การทจ่ี ะบรรลผุ ลสำเรจ็ ไดน้ นั้ หนว่ ยงานจะต้องมีระบบการส่งมอบภายในทีด่ ีเสยี ก่อน
9
อุปสรรคของการส่งมอบ อุปสรรคทสี่ ำคัญ คือความสญู เสยี ต่าง ๆ มีผล กระทบต่อการสง่ มอบสินค้า เช่น
• วัตถดุ ิบขาด ไม่เพยี งพอต่อความต้องการของฝ่ายผลติ
• เสียเวลารอคอยข้อมลู เพ่อื ใช้ในการออกแบบ
• กำลงั การผลิตไมเ่ พียงพอต่อการผลติ
• เครอ่ื งจักรเสยี
• ผลิตชน้ิ งานแตล่ ะช้ินเสยี เวลานานเกนิ ไป
• พนกั งานมวี ธิ กี ารทำงานไม่เหมาะสม
จากตวั อยา่ งเหลา่ นีล้ ้วนทำให้เกิดการสญู เสีย ซงึ่ สง่ ผลตอ่ การสง่ มอบสินค้าทงั้ ส้ิน ทกุ คนในหน่วยงานจึง
ควรร่วมมือกัน ช่วยกันลดความสูญเสียทุกขั้นตอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น คุณภาพเพิ่มขึ้น
การเพ่มิ ผลผลติ สงู ขึน้ และลูกคา้ พอใจมากข้ึน เปน็ ตน้ ดงั น้นั การส่งมอบจงึ เปน็ องค์ประกอบที่สำคัญในการเพิ่ม
ผลผลติ
4. ความปลอดภยั (Safety)
หมายถึง การสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายกับพนักงาน ซึ่ง
ส่งผลให้มีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน หรือหมายถึงการป้องกันการสูญเสียจากอุบัติเหตุ คือการ บาดเจ็บ
เจ็บปว่ ย ทรัพยส์ ินเสียหายและความสูญเสียเนื่องจากกระบวนการผลติ
ประโยชนข์ องความปลอดภยั
ในปัจจบุ นั องค์กรหรือหนว่ ยงานมสี ภาพการทำงานทีป่ ลอดภยั และพนกั งานทกุ คนทำงานด้วยความ
ปลอดภัย จะเกิดประโยชนด์ ังนคี้ อื
• ผลผลิตเพิ่มข้ึน คือพนกั งานจะมีความรสู้ ึกไม่หวาดกลัว หรือวิตกกงั วล เม่ือมีสุขภาพแวดล้อมท่ีดี มี
อุปกรณ์ปอ้ งกันอันตราย ทำงานได้เต็มท่ี สง่ ผลให้ผลผลิตเพ่มิ ข้ึนหรือดขี ้ึน
• ตน้ ทุนการผลิตลดลง คอื ต้นทนุ การผลิตเนอ่ื งจากความสญู เสยี ต่าง ๆ ท่ีทำใหเ้ กิดอุบตั เิ หตุ เช่น คา่
รักษาพยาบาล เงินทดแทน ค่าบาดเจ็บไม่มี ตน้ ทุนการผลติ จึงลดลง
• ทำใหอ้ งค์กรเกิดผลกำไรมากขึ้น ทำงานอย่างปลอดภยั ทำให้ผลผลติ สงู ขน้ึ ต้นทุนต่ำลง สามารถ
แข่งขันกบั คู่แข่งได้ ส่งผลใหอ้ งค์กรมีกำไรมากข้นึ
• สงวนทรพั ยากรมนุษยใ์ ห้แกป่ ระเทศชาติ อบุ ตั ิเหตุทเี่ กิดขนึ้ แตล่ ะครั้งจะทำให้พนกั งานบาดเจ็บ พิการ
ทุพลภาพ หรอื เสยี ชีวติ ลงได้ ซึ่งเปน็ การสญู เสยี ทรัพยากรมนษุ ยท์ ีส่ ำคญั ไปแต่ถา้ สภาพการทำงานมีความ
ปลอดภยั จะเป็นการสงวนทรัพยากรไว้
• เป็นปจั จัยในการจูงใจในการทำงาน การจดั สภาพการทำงานใหป้ ลอดภัย จะทำให้เป็นแรงจงู ใจให้
พนกั งานเกิดความต้องการ และร้สู กึ สนใจในงานมากข้นึ
10
5. ขวัญและกำลังใจในการทำงาน (Morale)
หมายถึง สภาพจิตใจของพนักงาน ความรู้สึกที่มีต่อองค์กรที่ปฏิบัติงานอยู่ ซึ่งวัดระดับความรู้สึกของ
พนักงานทำได้ยาก แต่สามารถสังเกตดูพฤติกรรม ความสำคัญของขวัญและกำลังใจ สามารถทำให้พนักงานมี
ความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อองค์กร มีความสามัคคี มีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ นำไปสู่จดุ มุ่งหมายท่อี งคก์ รกำหนดไว้
ปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อขวญั กำลังใจของพนักงาน
• คณุ สมบัติและลักษณะของผู้บงั คบั บญั ชาเป็นความสมั พนั ธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและ
ผู้ใต้บังคับบัญชา
• ความพึงพอใจในการปฏิบัตงิ าน ความรู้สกึ โดยรวมในการปฏบิ ตั ิงาน รายไดท้ ่ีไดร้ บั เพ่อื นร่วมงาน
• รางวลั ผลตอบแทน ผลประโยชนจ์ ากกำไร
• แผนและนโยบายขององค์กร
• สภาพแวดลอ้ มในการปฏิบตั ิงานและบรรยากาศในการทำงาน
• สุขภาพกายสขุ ภาพจติ ของผปู้ ฏบิ ัติงาน
ดังนั้นการจัดระดับขวัญและกำลังใจ สามารถจัดได้เป็นรายบคุ คลว่ามีระดับขวญั และกำลังใจมากน้อย
เพียงใด โดยใช้แบบทดสอบ แบบอัตนัย และแบบปรนัย การตรวจสอบขวัญและกำลังใจที่ใช้การสังเกตการณ์
สัมภาษณ์ เกบ็ ประวตั แิ ละออกแบบสอบถาม
6. สงิ่ แวดล้อม (Environment)
หมายถึง สง่ิ ท่อี ยู่รอบตวั เรา มีทงั้ สิ่งมชี ีวิตและไม่มีชวี ติ เชน่ อากาศ น้ำ ดนิ ตน้ ไม้ สตั ว์ ฯลฯ ซ่ึงในการ
ดำเนินธุรกิจโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และชุมชน ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตกับสิ่งแวดล้อม คือการผลิตที่คำนึงถึง
ส่งิ แวดล้อม เพอื่ การพฒั นาทยี่ ่งั ยืน การใช้เทคโนโลยีทีส่ ะอาดในการผลิต และการจดั การระบบสิ่งแวดล้อม เพ่ือ
ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต จะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับการบำบัดของเสียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต
รวมทั้งใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า ว่าจะให้ต้นทุนลดลง และมีกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มผลผลิตของธุรกิจ สังคม
และประเทศชาติ
7. จรรยาบรรณในการดำเนนิ ธรุ กิจ (Ethics)
หมายถงึ การดำเนินธรุ กิจโดยไมเ่ อาเปรียบทุก ๆ ฝ่ายท่ีเกีย่ วข้อง คือ ลกู คา้ ผู้จัดหาสินค้า พนกั งาน ผู้
ถือหุ้น คู่แขง่ ภาครฐั สงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม
ดงั น้นั จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เปน็ หลักในการดำเนินธุรกิจ
การไม่เอาเปรยี บผู้อืน่ มี 9 แนวทาง ดงั น้ี
1. จรรยาบรรณตอ่ ลูกค้า (Customer) กำหนดราคา และคุณภาพสนิ ค้า หรือบริการอยา่ งเหมาะสมไม่
กกั ตนุ สนิ คา้
11
2. จรรยาบรรณต่อผลิตภัณฑ์ (Product) สินค้ามีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อ
ผู้บริโภค
3. จรรยาบรรณต่อผูจ้ ดั หาวัตถุดิบ (Supplier) การยืดระยะเวลาในการชำระบิล การกดราคา วัตถุดิบ
ปิดบงั ข้อมลู
4. จรรยาบรรณตอ่ คแู่ ขง่ (Competitor) ไมก่ ลั่นแกลง้ หรือใหร้ ้ายคู่แขง่ ทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม
5. จรรยาบรรณต่อพนักงาน (Employer) จ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ให้สวัสดิการที่ดี และให้
ความเท่าเทยี มกนั กับพนกั งานทกุ คน สรา้ งสภาพแวดล้อมการทำงานทด่ี ี
6. จรรยาบรรณต่อผู้ประกอบธุรกิจ (Owner) มีความรับผดิ ชอบ ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ขัดต่อผลประโยชน์
นายจ้าง มกี ารแบ่งเงินปันผลใหเ้ หมาะสม และถกู ตอ้ ง
7. จรรยาบรรณต่อหน่วยงานราชการ (Government) ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ความร่วมมือ และ
สนบั สนุน มที ัศนคติที่ดตี ่อหน่วยงานราชการ
8. จรรยาบรรณต่อสังคม (Society) ไม่โฆษณา เพื่อหลอกลวงขายสินค้า และบริการในราคาที่ไม่
เหมาะสม ไมข่ นสง่ เกินน้ำหนกั
9. จรรยาบรรณต่อสิ่งแวดล้อม (Environment) ไม่ปล่อยของเสียต่าง ๆ สู่สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิด
มลภาวะและทำลายส่งิ แวดล้อม
8. พลงั งาน (Energy)
หมายถึง การลดใช้พลังงานลงโดยการจัดการใช้พลงั งานให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่ทำ
ให้กระบวนการผลิตลดลงและไม่ทำใหค้ ุณภาพของผลติ ภัณฑ์เปลย่ี นแปลง
2.3 การเพิม่ ประสิทธภิ าพการผลิต
การเพิ่มผลผลิตนั้นเราสามารถที่จะทำการเพิ่มผลผลิตได้หลายรูปแบบ เช่น การลดเวลาในการผลิต
(Cycle Time) การลดต้นทุนของวัตถุดิบ (Material Cost) การลดจํานวนของเสีย (Defect Reduction) และ
อนื่ ๆ ซ่งึ ผเู้ ขียนขอยกตัวอยา่ งเทคนิคในการเพิม่ ผลผลติ พอสงั เขป มดี ังนีค้ อื
ตัวอยา่ งเทคนิคในการเพิ่มผลผลิตพอสงั เขป
1. เทคนิคการเพ่ิมผลผลิตโดยพจิ ารณาจากการทํางานเกี่ยวข้องกับการใชว้ ิธีการ การศกึ ษาการทํางาน
มาทาํ การวเิ คราะหก์ ารทํางาน และหลกั การทางการยศาสตร์
2. เทคนิคการเพิ่มผลผลิต โดยนําเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทํางานเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม
คอมพิวเตอร์ เช่น CAD มา ช่วยในการออกแบบ CAM มาช่วยในการออกแบบวางแผน และควบคุม
กระบวนการผลิต Simulation Program มาวิเคราะห์การทํางานของผลิตภัณฑ์และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในการ
ผลิต
3. เทคนิคการเพิ่มผลผลิตโดยพิจารณารูปแบบการทํางานของพนักงานเกี่ยวกับการใช้กิจกรรมกลุ่ม
เชน่ กล่มุ ควบคุมคณุ ภาพ (QCC) เข้ามาช่วยลดจาํ นวนของเสีย และการใช้ระบบคา่ แรงจูงใจในการเพม่ิ ผลผลิต
12
4. เทคนิคการเพิ่มผลผลิตโดยพิจารณาคุณค่าและรูปแบบของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการใช่เรื่องวิศวกรรม
คุณคา่ (Value Engineering) การใช้ทรัพยากรให้คมุ้ คา่ ทส่ี ุด และการใช้ผลิตภณั ฑ์มาตรฐานในการผลิต
5. เทคนิคการเพิ่มผลผลิตโดยพิจารณาระบบการจัดการของวัสดุเกี่ยวกับการจัดการวัสดุ ระบบ
วางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning: MRP) และระบบทันเวลาพอดี (Just in
Time: JIT)
2.4 แนวคิดและทฤษฎกี ารเพิ่มผลผลิตและการบำรงุ รักษาท่ีสัมพนั ธก์ ัน
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในด้านการจัดการบํารุงรักษา โดยปกติจะมุ่งที่จะหาการหาวิธีการที่ดี
ท่ีสดุ ในการจัดการงานบํารงุ รักษาเพื่อสนบั สนนุ ประสิทธภิ าพการผลติ ในด้านความพร้อมใช้งานเคร่ืองจักร เช่น
ความพยายามที่จะจัดโครงสร้างองค์กรบํารุงรักษาใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูลบำรุงรักษาเป็นระบบ
สารสนเทศ ตลอดจนการจัดการด้านบุคลากรที่ทําหนา้ ที่ควบคมระบบการจัดการบำรุงรักษา เป็นต้น เมื่อมอง
มิติด้านพลงั งาน เวลาในการซ่อมบาํ รุงรักษาก็ถือว่าเป็นตัวแปรหน่ึงท่ีจะส่งผลกระทบให้การใช้พลังงานในการ
ผลติ เพิ่มขึน้ หรอี ลดลงได้ทางออ้ ม การใช้เวลาในการบํารงุ รักษาทมี่ ากขนึ้ นั้นคา่ ใช้จ่ายในการบาํ รงุ รักษาก็จะมาก
ขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายถึงการเพิ่มขึ้นของทรัพยากรผลิต ซึ่งจะส่งผลให้เวลาในการเดินเครื่องจักรเพื่อผลิต
น้อยลงทาํ ให้ผลผลิตลดลง และเมอ่ื พิจารณาคา่ ดชั นีพลังงานจําเพาะ (Specific Energy Consumption: SEC)
แล้วพบว่าเม่ือผลผลิตลดลงในขณะที่มีการใช้พลังงานในการผลิตเท่าเดิมหรือ มากกว่าเดิม ทําให้ SEC จะมาก
ขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการผลิตที่ตํ่าลง เช่นเดียวกัน เมื่อสามารถที่จะลด
เวลาที่ใช้ในการบํารุงรักษาลงก็จะหมายถึงการใช้ทรัพยากรผลิตลดลง ทําให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับปรุง
ปัญหาหรือสภาพการณ์ในงานบํารุงรักษาที่ยังไม่เหมาะสมในบางลักษณะปัญหาสามารถใช้แนวทางปรับปรุงท่ี
ให้ผลในมิติด้านการประหยัดพลังงานเคร่ืองจักรได้โดยการนําเสนอมาตรการประหยัดพลังงานต่างๆจากหลัก
วิศวกรรมคุ้มค่าและการบํารุงรักษาแบบลีน ในที่สุด SEC จะลดลงตามไปดว้ ยนั่นหมายถึงมปี ระสิทธิภาพการใช้
พลังงานในการผลิตที่ดีขันนั้นเอง SEC เป็นดัชนีติดตามประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับรายผลผลิตใน
กระบวนการผลิต โดยวัดปริมาณพลังงานที่ใช้เทียบกับหนว่ ยนบั ของผลผลิตทางกายภาพ เช่น ตอ่ ตนั ต่อตาราง
เมตร ต่อลิตร ฯลฯ [1] SEC เป็นการวัดประสิทธิภาพ พลังงานในระดับมูลฐานที่สุดในระดับโรงงานหรือกลุ่ม
โรงงานที่มีผลผลิตเหมือนกัน โดยปกติจะเป็นดัชนีแสดง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของสถานประกอบการ
เพีอ่ ใช้ในการตรวจสอบเปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพการใชพ้ ลงั งานของตนเองตามชว่ งเวลา หรอื เพอ่ื ประมาณการ
ความตอ้ งการใช้พลังงานในภาพรวมในกระบวนการผลิต [2] SEC แสดงความสัมพันธต์ ามสมการท่ี (1)
13
จะเห็นว่าการลดจํานวนชั่วโมงแรงงานของการทำงานบํารงุ รักษาลง จะทําให้ผลรวมของค่าใช้จ่ายของ
การบํารงุ รักษาลดลงและสง่ ผลใหค้ ่าใชจ้ า่ ยในการบาํ รุงรักษาต่อหน่วยผลิตลดลงเม่ือผลผลิตเทา่ เดิมหรือเพ่ิมขึ้น
ตามความสัมพันธส์ มการ
ดังนัน้ ถ้าต้องการเพมิ่ ผลผลติ สามารถดำเนนิ การไดต้ ามหลกั การเพ่ิมผลผลิต 5 กรณแี สดงตามตารางท่ี1
ในส่วนของทรัพยากรที่ใช้ในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมโดยทั่วไปคือหลัก6M ได้แก่ Man
Material Machine Money Method และ Marketing ซ่ึงในทรัพยากรการผลิตด้าน Machine จะพิจารณา
14
ความพร้อมใช้งานที่ต้องมีการ บํารุงรักษา (Maintenance) มาเป็นวิธีการจดการให้บรรลุวัตถ์ประสงค์ [5]
สามารถแสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการผลติ และการบํารุงรักษาได้ดังรูปท1่ี
การบํารุงรักษา (Maintenance) เป็นการสงวนหรือรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการผลิตให้
เป็นไปตาม คุณลักษณะเงื่อนไขการทํางาน ซึ่งการบํารุงรักษานี้สามารถครอบคลุมไปถึงกิจกรรมหรืองานที่มี
ความสมั พนั ธก์ ับการบาํ รุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์หรือเปน็ การซ่อมเคร่ืองจกั รอุปกรณต์ ่างๆให้อยู่ในสภาพปกติ
โดยกิจกรรมการบํารุงรักษานี้ จําเป็นต้องใช้อะไหล่สำรอง (Spare Parts) กําลังคน (Manpower) เครื่องมือ
(Tools) และสิ่งอํานวยความสะดวก (Facility) การบํารุงรักษาจึงมีความสัมพันธ์อยางใกล้ชิดกับการผลิต [5]
การลดตน้ ทนุ ค่าใช้จ่ายในการบาํ รุงรักษาโดยการปรับลดเวลาปฏบิ ัติงานจะสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของงาน
บํารุงรักษาให้ตํ่าได้ซึ่งงหมายถึงจะช่วยลดทรัพยากรและเพิ่มผลผลิตได้ในที่สดุ [6] แสดงความสัมพันธ์ ตาม
สมการท่ี (3)
15
จะเห็นว่าการลดจํานวนชวั่ โมงแรงงานของการทำงานบาํ รุงรักษาลง จะทาํ ใหผ้ ลรวมของค่าใช้จ่ายของ
การบํารุงรักษา ลดลงและส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบํารุงรักษาต่อหน่วยผลิตลดลงเมื่อผลผลิตเท่าเดิมหรือ
เพิม่ ขน้ึ ตามความสมั พนั ธส์ มการ (4)
เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของพลังงานกับกระบวนการผลิตร่วมกับการวิเคราะห์ SEC จะพบว่า ใน
การวิเคราะห์ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานนั้น ถ้ามองการใช้พลังงานที่สัมพันธ์กับกระบวนการผลิตในรูปแบบ
สมการเชิงเส้น Y = mX + C เมื่อ Y คือพลังงานที่ใช้ทั้งหมดส่วน m คือค่าพลังงานส่วนที่ผันแปรตามปริมาณ
ผลผลิต (Variable energy) X คือ ปริมาณผลผลิต และ C คือค่าพลังงานคงที่ (Fixed Energy) ที่ต้องใช้แม้ใน
ขณะท่ไี ม่มปี รมิ าณผลผลิตเกิดขึน้ [7] แสดงความสัมพันธ์ (ดังรปู ท2ี่ )
จากสมการเชิงเส้น Y = mX + C ถ้าเอา X หารตลอดจะได้สมการคือ Y/X = m + C/X โดยที่ Y/X
คือ SEC จะเห็นว่า ตามสมการนีค้า SEC ตํ่าสุดที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎีคือเท่ากบค้า m ซึ่งงเป็นค่าพลังงาน
สว่ นท่ผี นั แปรตามปริมาณผลผลิต (Variable energy) โดยค่า C/X จะแปรเปลย่ี นไปตามปริมาณการผลิตในแต่
ละเดือน [7] ดังนั้นถ้าสามารถลดทรัพยากรผลิตตามสมการ โดยลดเวลาปฏิบัติงานบํารุงรักษาลงจะส่งผลให้
ผลผลิตมากขึ้นน่ันคือ ค่า X เพิม่ ข้ึนขณะเดยี วกนั คา่ Y จะลดลงด้วยมาตรการประหยัดพลังงาน ผลที่ตามมาคือ
ทาํ ใหค้ ่า SEC (Y/X) ทเ่ี ป็นดัชนีตดิ ตามประสทิ ธภิ าพการใช้ พลงั งานในกระบวนการผลิตลดลงน้นั เอง
16
2.5 การปรบั ปรงุ งานบำรุงงรักษาและมาตรการประหยัดพลงั งาน
การปรับปรุงงานบํารุงรักษาโดยลดเวลาปฏิบัติงานดำเนินการได้หลายแนวทางขึ้นอยู่กับชนิดของ
เครื่องจักร วิธีการและ เทคนิคงานบํารุงรักษา ซึ่งการดําเนินงานในบทความนี้ได้ปรับปรุงงานบํารุงรักษาใน
ภาพรวมเพื่อลดเวลาปฏิบัติงาน โดย ค้นหาสาเหตปุ ัญหาการใช้เวลามากในงานบํารงุ รักษาดว้ ยการระดมสมอง
ทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์ในงาน แล้ว พิจารณาแนวทางแก้ไขปรับปรุงที่ให้ผลเรื่องการประหยัด
พลังงาน ซึ่งตัวแปรเกี่ยวข้องในการติดตามผล ได้แก่ เวลา ปฏิบัติงานบํารุงรักษา ค่าใช้จ่ายบํารุงรักษา SEC
และ ร้อยละความน่าเชื่อถือในการผลิตของโรงงาน (%Plant Reliability) โดย SEC จะติดตามผลในลักษณะ
เปรียบเทียบการลดลงจากศักยภาพมาตรการประหยัดพลังงานกับการใช้พลังงาน แบบเดิมที่ไม่มีการดำเนิน
มาตรการประหยัดพลังงานสำหรับ (%Plant Reliability ) แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้ตาม
สมการ (5)
2.6 วงจรชีวิตของเครื่องจักรและการเส่ือมสภาพ
วงจรชีวิตของเคร่อื งจักรกล (Machinery Life Cycle) ซ่ึงเป็นวธิ กี ารท่ีจะนำมาอธบิ ายวงจร ชวี ติ ของ
เครอ่ื งจักรในชว่ งเวลาต่าง ๆ โดยเริม่ ต้งั แต่การประกอบขน้ึ ของเคร่ืองจกั ร การเสอื่ มสภาพ ของเคร่ืองจักร การ
ชำรุด และการหมดสภาพการใช้งานของเครื่องจักรซึ่งเป็นท่ี ยอมรบั ในทาง วศิ วกรรมการบำรงุ รักษาคือกราฟ
เสน้ โคง้ รูปอา่ งนำ้ (Bathtub Curve) ซ่งึ เปน็ กราฟที่จะใช้อธบิ าย ลักษณะเฉพาะท่ีเกดิ ข้ึนโดยทั่วไปกับ
เครอื่ งจักร จากกราฟจะทำการแบง่ ช่วงวงจรชวี ติ ของ เคร่อื งจกั รออกเป็น 3 ช่วงด้วยกนั คือ
1. (Early Failure Period หรือ Run -In Period) กราฟมีลักษณะลดลงของอัตราการชำรุด
(Decreasing Failure Rate : DFR) อัตราการชำรุดจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ เช่น
การใชว้ ัสดทุ ่ีผลิตไม่มคี ุณภาพ เครือ่ งจกั รไม่เหมาะสมกับการใชง้ าน หรือไมถ่ กู ต้องตามวธิ ีการใช้งานเครื่องจักร
การออกแบบที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง การควบคุมคุณภาพหรือเทคโนโลยีการผลิตของการประกอบ
เครื่องจักรไม่ดีพอ การติดตั้งเครื่องจักรผิดไปจากที่กำหนดไว้ในคู่มือเครื่องจักร ในระยะนี้อัตราการชำรุดจึงมี
โอกาสที่เกิดขึ้นได้สูงมาก ดังนั้น สำหรับการใช้งานของเครื่องจักรในระยะนี้เมื่อเริ่มมีการชำรุดจากสาเหตุใดก็
ตามจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรงุ เพื่อใหผ้ ่านชา่ งระยะเร่ิมต้นของการใชง้ าน เมื่อผ่านระยะนี้ไปแลว้ อัตรา
การชำรุดของเครอื่ งจกั รจะค่อยๆ ลดลง
2. (Random Failure หรอื Life Time Period) เปน็ ช่วงต่อเนอ่ื งจากระยะแรก เม่ือมีการใช้งานมา
ระยะหนึ่งแล้ว เป็นช่วงที่เครื่องจักรมีการปรับปรุงหรือมีการเปลี่ยนแปลงให้มีเสถียรภาพในการทำงานมาแลว้
อัตราการชำรุดจะเกิดขึ้นน้อยลง แต่ในบางโอกาสก็อาจจะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการบำรุงรักษา
17
และจะคงอยูใ่ นสภาพเชน่ นน้ั ในระยะเวลาหน่ึง ซง่ึ ถ้าตอ้ งการใหร้ ะยะการใช้งานปกติของเคร่ืองจักรยาวนานนั้น
ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอยา่ งด้วยกัน เช่น ใช้งานไม่เกินความสามารถของเครื่องจักรที่ได้รับการออกแบบไว้ การ
บำรุงรักษาตามที่กำหนดไว้ในคู่มือเครื่องจักร และควบคุมสภาพแวดล้อมของเครื่องจักรที่ติดตั้งใช้งานอยู่ให้
เหมาะสมตามท่ีออกแบบไว้ เมือ่ มกี ารควบคุมปัจจัยเหลา่ นี้ได้ โอกาสทเ่ี ครื่องจักรจะชำรุดจะมีน้อยและมักจะมี
ค่าค่อนข้างคงท่จี ะ เหน็ ไดว้ ่าเสน้ กราฟเปน็ เสน้ ขนานกับแกนเวลา น่นั คอื อตั ราการชำรดุ เสยี หายค่อนขา้ งคงท่ี
(CFR : Constant Failure Rate : A Constant)
3. ช่วงระยะการสึกหรอของเครื่องจักร (Wear - Out Period) เครื่องจักรผ่านระยะการใช้งานมา
เปน็ เวลานานๆ ทำให้เกิดการลา้ ขึน้ กับชน้ิ ส่วนของเครื่องจักร ทำให้ชิ้นสว่ นของเคร่ืองจักรเริ่มมีการเสื่อมสภาพ
เช่น เกิดการสึกหรอ เมื่อเสื่อมมากขึ้นๆ อัตราการชำรุดของเครื่องจักรก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่
เรียกวา่ อัตราการชำรดุ เสยี หายคอ่ ยๆ มากขน้ึ (Increasing Failure Rate: IFIR)
จากการศกึ ษาวจิ ัยทเี่ กี่ยวข้องกับการซ่อมบำรงุ รักษาเคร่ืองจักรท่ีทำการศึกษาในประเทศไทยสว่ นมากพบวา่ จะ
มีการนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของรอบเวลาการพบการเสีย (Mean time between failure, MTBF)
โดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยแบบง่ายยังมีความผิดพลาดค่อนข้างสูงและอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการซ่อม
บำรุง จึงนำหลักทฤษฎีการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือเชิงวิศวกรรม โดยจะนำข้อมูลเวลาการเสียของเครื่องจักร
เช่น (Time Between Failure TBF), (Time To Repair TTR) เพื่อนำมาวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีการ
วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ โดยจะมีการนำข้อมูลไปวิเคราะห์รูปแบบการแจกแจงทางสถิติ ว่ามีรูปแบบการแจก
แจงชนิดใด เพื่อนำไปคำนวณต่อไปตามหลักการวิเคราะห์วิศวกรรมความน่าเชื่อถือซึ่งตรงกับรูปแบบการแจก
แจงของข้อมูลที่มี ซึ่งจะทำให้ทราบลักษณะรูปแบบแนวโน้มการเสียของเครื่องจักร สามารถกำหนดค่าความ
นา่ เช่อื ถอื เพื่อใชใ้ นการคำนวณ ซง่ึ วธิ ีนีจ้ ะทำให้ข้อมลู รอบเวลาการซ่อมบำรงุ ที่วิเคราะห์มีความถูกต้องมากขึ้น
ในเชิงสถิติ และมคี วามเหมาะสมในการนำไปจดั สร้างแผนการซ่อมบำรงุ
18
ภาพ 2.1 เสน้ โค้งรูปอ้างน้ำ
2.6.1 จดุ ม่งุ หมายของการบำรงุ รกั ษา
จดุ มงุ่ หมายของการบำรุงรักษา
การบำรุงรักษา (Maintenance) หมายถึง “การพยายามรักษาสภาพของเครื่องมือ เครื่องจักรต่างๆ
ให้มีสภาพที่พร้อมจะใช้งานอยู่ตลอดเวลา” การบำรุงรักษาเน้นครอบคลุมไปถึงการซ่อมแซม (Repair) โดยมี
จุดมุ่งหมายคือ เพื่อให้เครื่องมือใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล (Effectiveness) คือ สามารใช้เครื่องมือ
เครื่องใชไ้ ด้เตม็ ความสามารถและตรงกบั วตั ถปุ ระสงค์ท่จี ดั หามามากทส่ี ดุ เพอื่ ใหเ้ ครื่องมอื เคร่ืองใชม้ ีสมรรถนะ
การทำงานสูง (Performance) และช่วยใหเ้ คร่อื งมือเครื่องใช้มีอายกุ ารใช้งานยาวนานเพราะเมื่อเคร่ืองมือได้ใช้
งานไประยะเวลาหนึ่งจะเกิดการสึกหรอ ถ้าหากไม่มีการปรับแต่งหรือซ่อมแซมแล้ว เครื่องมืออาจเกิดการ
ขัดข้อง ชำรุดเสียหายหรือ ทำงานผิดพลาด เพื่อให้เครื่องมือเครื่องใช้มีความเที่ยงตรงน่าเชือ่ ถือ (Reliability)
คือ การทำให้เครื่องมือเครื่องใช้มีมาตรฐาน ไม่มีความคลาดเคลื่อนใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อความปลอดภัย (Safety)
ซง่ึ เปน็ จุดมงุ่ หมายท่ีสำคัญ เครื่องมือเครื่องใชจ้ ะต้องมีความปลอดภัยเพียงพอต่อผู้ใช้งาน ถ้าเครื่องมือเคร่ืองใช้
ทำงานผิดพลาด ชำรุดเสียหาย ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ และการบาดเจ็บต่อ
ผู้ใช้งานได้ การบำรุงรักษาที่ดีจะช่วยควบคุมการผิดพลาด เพื่อลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อม ( Environment)
เพราะเครอื่ งมือเคร่ืองใช้ที่ชำรดุ เสยี หาย เกา่ แก่ ขาดการบำรุงรักษา จะทำให้เกิดปญั หาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มี
ฝุ่นละอองหรือไอของสารเคมีออกมา มีเสียงดัง เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อประหยัดพลังงาน(Energy) เพราะเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนมากจะทำงานได้ต้องอาศัยพลังงาน เช่น ไฟฟ้า
นำ้ มันเชือ้ เพลิง ถา้ หากเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ไดร้ ับการดแู ลให้อยู่ในสภาพดี เดนิ ราบเรียบไมม่ ีการร่ัวไหลของน้ำมัน
การเผาไหม้สมบูรณ์กจ็ ะส้นิ เปลอื งพลังงานนอ้ ยลง ทำใหป้ ระหยัดคา่ ใชจ้ ่ายลงได้
19
2.6.2 วิวัฒนาการของการบำรุงรกั ษา
ยุคที่1 (ก่อนปี พ.ศ. 2493) เป็นยุคที่นิยมทำการซอ่ มแซมหลังจากเครื่องมือเครือ่ งจกั รเกิดเหตุขัดข้อง
แล้ว (Breakdown Maintenance) ไม่มีการป้องกันการชำรุดเสียหายของเครื่องไว้ก่อน เลยเมื่อเกิดขัดข้องไม่
สามารถใช้งานไดแ้ ล้วจึงทำการซ่อมแซม
ยุคที่2 (ปี พ.ศ. 2493 – 2503) เป็นยุคที่เริ่มนำ แนวคิดเกี่ยวกับระบบการบำรุงเชิงป้องกัน
(Preventive Maintenance) มาใชเ้ พ่ือป้องกนั มิใหเ้ คร่อื งมอื เคร่อื งจักรเกิดการชำรุด มเี หตุขัดขอ้ งและเพ่ือยก
สมรรถนะของ เครื่องมือให้ดขี ้ึน ผู้ทำงานมีความมัน่ ใจในเคร่อื งมือมากข้นึ
ยุคที่3 (ปี พ.ศ. 2503 – 2513) เป็นยุคที่นำเอาแนวคิด เกี่ยวกับการบำรุงรักษาทวีผล(Productive
Maintenance) แนวคดิ นี้จะให้ความสำคัญของการออกแบบเครื่องมอื เคร่ืองจักรให้มีความน่าเชื่อ(Reliability)
มากย่ิงขน้ึ โดยคำนงึ ถงึ ความยากงา่ ยของการบำรงุ รกั ษาและเอาหลักการ ดา้ นเศรษฐศาสตรม์ าใชร้ ว่ มด้วย
ยุคที่4 (หลังปี พ.ศ. 2513-ปัจจุบัน) เป็นยุคที่ได้รวมเอาแนวคิดทุกยุคทุกสมัยเข้า มาประกอบกันโดย
พยายามให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในงานการบำรุงรักษา (Total Productive Maintenance) เป็นลักษณะของ
การบำรุงรักษาเชิงป้องกันจะไม่เน้นเฉพาะฝ่ายบำรุงรักษาเท่านั้นแต่จะเน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อ เพิ่ม
ประสทิ ธิภาพของเครอื่ งจกั รเคร่อื งมือเครื่องจักรให้มากขึ้น
2.6.3 ประเภทของการบำรงุ รกั ษา
ในทางปฏบิ ัติสามารถแยกประเภทของการบำรงุ รกั ษาได้เป็น 2 ประเภท คอื
1. การบำรุงรักษาตามแผน (Planned Maintenance)
หมายถึง การบำรุงรักษาตามกำหนดตามแผนงานตามระบบที่วางไว้ทุกประการ งานที่สามารถ
คาดการณ์ได้ล่วงหน้า สามารถเตรียมการไว้ล่วงหน้าได้ สามารถกำหนดระยะวันเวลา สถานที่และจำนวน
ผู้ปฏิบัติงานที่จะเข้าได้ดำเนินการได้ แนวทางการบำรุงรักษานั้นอาจเลือกใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ เช่นการ
บำรุงรักษาเชิงป้องกัน การบำรุงรักษาเพื่อแก้ไข เข้ามาดำเนินการ ส่วนระยะเวลาเข้าไปทำการบำรุงรักษา
อาจจะกำหนดหรือวางแผนเข้าซ่อมแซมขณะเครื่องกำลังทำงานอยู่หรือขณะเครื่องชำรุด (Break down
Maintenance) หรอื หยดุ การใชเ้ ครื่องเพ่ือทำการบำรุงรักษา (Shutdown) การซอ่ มบำรุงรักษาประเภทนี้จะมี
ปัญหานอ้ ย เพราะมเี วลาเตรียมการลว่ งหนา้ ไดท้ กุ ขน้ั ตอน
2. การบำรุงรักษานอกแผน (Unplanned Maintenance)
เป็นการบำรงุ รักษานอกระบบงานทวี่ างไว้เนื่องจากเครื่องเกดิ การขัดข้อง ชำรดุ เสียหายอย่างกะทันหัน
ตอ้ งเร่งรบี ทำการซอ่ มแซมทนั ทีใหเ้ สร็จเรยี บร้อยทันการใช้งาน การบำรุงรกั ษาประเภทนีจ้ ะเกิดปัญหามากกว่า
การบำรุงรักษาตามแผน เน่อื งจากไมส่ ามารถทราบลว่ งหน้ามากอ่ นไม่สามารถกำหนดวัน เวลาสถานทีท่ ่แี นน่ อน
ได้ ทำให้ไมส่ ามารถเตรียมจดั หาผู้ปฏบิ ตั ิงานอปุ กรณ์ อะไหล่ ทีจ่ ะใช้บำรุงได้ทันที
20
2.6.4 ชนดิ ของการซ่อมบำรุง
1. การซ่อมบำรุงรกั ษาหลังเหตขุ ัดข้อง (Breakdown Maintenance)
คอื การบำรุงรักษาเมื่อเคร่ืองจักรเกิดชำรุดและหยุด โดยฉุกเฉนิ วิธกี ารการน้นั เป็นวิธีการธรรมดาที่สุด
และมีขอ้ จำกดั ท่ีเห็นไดช้ ัดและในทุก ๆ อุตสาหกรรมยังใช้กลยุทธ์การบำรุงรักษาแบบน้ันอยูโ่ ดยจะดำเนินการก็
ต่อเมื่ออุปกรณ์เสียหายจนทำให้ต้องหยุด เครื่องหรือหยุดทำ การผลิตหรือเกิดขัดข้องเสียหายในขณะท่ี
เครื่องจักรกำลังทำงานอยู่โดยไม่รู้มาก่อนว่า จะเกิด การเสียหายขึ้นและเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้ต้องหยุด
เครื่องจักรเพื่อทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียโดย ส่วนใหญ่จะใช้กับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ไม่มี
ผลกระทบกับสายการผลิตถ้าหากเกิดการเสียหายขึ้นเช่น หลอดไฟแสงสว่างอุปกรณ์สำนักงาน ข้อดีของการ
บำรุงรักษาแบบแก้ไขคือได้ใช้ประโยชน์จากอายุการใช้งาน ของเครื่องจักรอย่างคุ้มค่าไม่ต้องเสียกำลังคนและ
ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาแต่เราไม่สามารถวางแผนและกำหนดเวลาในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่ วนได้
บางคร้ังจำเปน็ ตอ้ งรบี ทำ จึงทำใหค้ ุณภาพของงานออกมาไม่ คอ่ ยดีและเม่ือเกดิ การเสยี หายแลว้ คอ่ นขา้ งรุนแรง
การซ่อมแซมจะ เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าอย่างไรก็ตาม BM จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น บางครั้งถ้าอุปกรณ์บางส่วนต้อง
ทำ การซ่อมแซม คา่ ใช้จ่ายสำ หรับการเปล่ียนอะไหลอ่ ย่างเดียวกม็ ีมากมายแลว้ ยังไม่รวมถึงประเด็นด้าน ความ
ปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม (Safety Health and Environment : SHE) อันเนื่องจากอุปกรณ์ไม่
สามารถทำงานได้ตามปรกติ
2. การบำรุงรกั ษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)
คือการดำเนินการกิจกรรมซอ่ มบำรงุ ตาม กำหนดเวลาก่อนทเ่ี ครอื่ งจักรจะเกดิ ชำรุดเสียหาย ป้องกัน
การหยดุ ของเครื่องจกั รโดยเหตุฉกุ เฉิน ซงึ่ จะเปน็ การวางแผนโดยกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบและการ
บำรงุ รักษาเครอ่ื งจักรรวมท้ัง อปุ กรณ์ตา่ ง ๆเพือ่ ป้องกนั ความเสยี หายหรือวางแผนป้องกันไวล้ ว่ งหน้าซึ่งจะไม่
ทำ ใหข้ บวนการผลติ ต้องหยดุ ฉุกเฉิน สิง่ ทส่ี ำคัญ ของการบำรงุ รกั ษาเพื่อปอ้ งกนั คือการประเมินอายกุ ารใชง้ าน
ของเครอ่ื งจักรและทำการบำรงุ รักษาก่อน เครื่องจักรเสยี หาย โดยท่วั ไประยะเวลาทำ PM ดังกลา่ วสามารถหา
ข้อมูลอา้ งองิ ได้จากค่มู ือของเครื่องจักรจาก ผู้ผลติ หรือจากประวตั ขิ องเคร่ืองจกั รท่ผี ่านมา เชน่ การเปลี่ยนถา่ ย
น้ำ มันเครอื่ ง, ไส้กรองในรถยนต์เราเปล่ยี น ตามระยะเวลาทีผ่ ูผ้ ลิตกำหนด ตวั อยา่ งนั้นถือวา่ เปน็ การ
บำรงุ รกั ษาเพ่ือป้องกัน ทว่าในทางปฏบิ ัติเราไม่สามารถที่ จะดูแลอุปกรณ์ทุกชนดิ ตลอดเวลาไดด้ งั นนั้ เราจงึ ต้อง
มกี ารวางแผนและตัดสินใจว่า อปุ กรณช์ นดิ ใดท่คี วรจะทำ PM โดยมากมักจะทำการตรวจสอบตามรอบ
(Interval) ทค่ี ่อนข้างจะมีกำหนดเวลาที่แน่นอน ทวา่ ปัจจัยอื่น ๆ ก็ สามารถนำ มาใชร้ ่วมพิจารณาในการ
วางแผน PM ได้เช่น พฤติกรรมการทำงานของเครื่องจักร ประโยชนข์ องการ บำรุงรักษาแบบวธิ ีน้นั คือเรา
สามารถกำหนดระยะเวลาในการบำรุงรักษาไดส้ ามารถวางแผนกำลังคนได้เตรยี ม ชิน้ ส่วนเคร่ืองจักรได้และลด
การเสียหายของเคร่ืองจกั รลงแตข่ ้อเสียคอื เราต้องเสียคา่ ใช้จา่ ยในการจดั เก็บ ชน้ิ ส่วนเคร่ืองจกั ร นอกจากน้นั
บางครัง้ ยังเกดิ การเสยี หายของเคร่อื งจักรโดยที่ไมไ่ ด้คาดการณเ์ กดิ ขนึ้ อีกอย่างไร ก็ตาม ผลของการทำ PM ก็
ยังไม่เป็นท่ีรับประกันแน่นอนว่าอปุ กรณ์เครอ่ื งจักรจะทำงานได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ แม้ว่าจะทำตามแผนการ
บำรุงรักษาแล้ว จงึ ทำ ให้กลยุทธ์การบำรุงรกั ษาตามสภาพขึ้น
21
2.6.5 ประโยชน์ของการบำรุงรกั ษาเชิงป้องกัน
สามารถยืดอายุการทำงานของเครื่องจักรและป้องกันการชำรุดเสียหายระหว่างการใช้งาน ทำได้ง่าย
และสะดวกรวดเร็วไม่กระทบกับการผลิต เพราะมีกำหนดเวลามีข้อมูลและวิธีการทำงานพร้อม ลดเวลาท่ี
หยดุ ชะงกั เน่อื งจากเครื่องจกั รชำรุดระหว่างการผลิตลงได้ สามารถลดอบุ ตั ิเหตุหรืออนั ตรายเน่ืองจากการชำรุด
ของเครื่องจักรลงได้ ทำให้วางแผนได้ง่ายและทำให้สามารถใช้พนักงานซ่อมบำรุงตลอดจนอุปกรณ์และ
เครื่องมือได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การบำรุงรักษาตามสภาพ (Condition-Based Maintenance) หรือบ้างก็
เรยี กว่า Predictive Maintenance เปน็ วธิ ีบำรงุ รกั ษาอปุ กรณ์เครื่องจกั รอยา่ งเหมาะสมตามสภาพและเวลากล
ยุทธ์การบำรุงรักษาตามสภาพจึงได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ข้อมูลปัจจุบันและอดีตย้อนหลังเพื่อที่จะ
กำหนดความสำคัญในการบำรงุ รกั ษาใหด้ ีท่ีสุด โดยอาศัยสัญญาณเตอื นจากเครื่องจักร ซึ่งโดยทั่วไปเครื่องจักร
จะใหส้ ญั ญาณเตือนกอ่ นท่เี ครื่องจักรจะเสียหาย เชน่ ความร้อน, เสยี ง, การสน่ั สะเทอื น, เศษผงโลหะตา่ ง ๆ ถ้า
หากเรา สามารถตรวจสอบสัญญาณเตือนจากเครื่องจักรได้เราก็สามารถที่จะกำหนดการบำรุงรักษาที่จำเป็น
ก่อนที่ เครื่องจักรจะเกิดความเสียหายได้ทำ ให้เราลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้เช่น การเปลี่ยนยางรถยนต์
โดยดูตาม สภาพของดอกยางว่า สกึ มากน้อยแค่ไหนแล้วจึงค่อยตดั สนิ ใจเปลยี่ น สิ่งที่สำคัญของการบำรุงรักษา
แบบตาม สภาพ คือเราต้องเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับ ชนิดของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์และต้องกำหนด
ความถี่ใน การตรวจสอบให้เพียงพอที่จะสามารถตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น ได้การตรวจสภาพรวมของ
เครื่องจักรจะใช้ ระบบตรวจวัดซึ่งไว้ประเมินหาสภาพปัจจุบันของเครื่องจักรและใช้เพื่อทำการวางแผนการ
บำรุงรักษาเท่าที่จำเป็น ดังนั้นกลยุทธ์ CBM จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือตรวจวัด รวมทั้ง เครื่องมือพิเศษ
สำหรับวิเคราะห์ ข้อมูลเพื่อไวใช้สำ หรับพนักงานซ่อมบำรุงในการทำ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สด
ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์และ อะไหล่สำรองน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม CBM ก็ยังมีประเด็นที่ท้าท้ายบางประการอย่าง
แรกที่สำคัญที่สุด ในการ เริ่มใช้กลยุทธ์ CBM ค่อนข้างที่จะมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องการอุปกรณ์ตรวจวัดเพิ่ม
พิเศษสำหรับเครื่องจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องจักรที่มีความซับซ้อน ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนว่า
อุปกรณ์ชนิดใดที่มีความสำคัญที่จะลงทุนติดตั้ง เครื่องมือตรวจวัด บางองค์กรกลยุทธ์ CBM ในขั้นแรกได้พุ่ง
เป้าไปท่กี ารตรวจวัด ความสนสะเทือน (Vibration) สำหรับเครอื่ งจักรขนาดใหญ่ที่หมุนด้วยความเร็วสูงเท่านั้น
ขัน้ ท่สี องการนำ CBM มาประยกุ ต์ใชจ้ ะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัตงิ านบำรุงรักษาอย่างมากอาจจะ
ครอบคลุมทั้ง องค์กรบำรุงรักษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเช่นนี้ค่อนข้างจะกระทำลำบากรวมไปถึง
ประเด็นด้านเทคนิค บางประการแม้ว่าอุปกรณ์บางชนิดสามารถตรวจวัดค่าต่าง ๆ ออกมาอาทิเช่น ค่าความ
สั่นสะเทือน, อุณหภูมิ หรือความดัน แต่ค่าเหล่านี้ถ้าหากจะนำมาแปลผลออกมาเป็นสภาพเครื่องก็ไม่ใช่ง่าย
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด จากกลยุทธ์CBM คือลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลดการเสียหายของเครื่องจักรลง ใช้
ประโยชน์จากอายุการ ใช้งานของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เพ่ิม
ประสิทธิภาพการทำงาน ของเครื่องจักรแต่เราจำเป็นที่จะต้องลงทุนในการจัดหาเครื่องมือหรือจ้างผู้รับเหมา
จากภายนอกเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งเครื่องมือบางตัวค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงมากอาจไม่คุ้มต่อการลงทุนอาจต้อง
จ้างผู้รับเหมาภายนอกเข้ามา ตรวจสอบเป็นครั้งคราวจะทำ ให้เราไม่ต้องแบกรับภาระเรื่องต้นทุนคงที่
นอกจากนี้เมื่อซื้อเครื่องมือมาแล้วเรา อาจต้องลงทุนเกี่ยวกับการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อให้มีความสามารถใน
การใช้เครื่องมือซึ่งค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่ ประมาณ 30% ของเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสภาพเครื่องจักรมีอยู่
22
ด้วยกันหลายชนิดผู้เขียนจะขอกล่าวถึงบางกลุ่มที่ใช้กันค่อนข้าง แพร่หลายในบ้านเราเท่านั้น การตรวจสภาพ
การสั่นสะเทือนโดยการใช้ Vibration Analysis เป็นการตรวจสอบความผิดปกติและความ เสียหายของ
เคร่อื งจักรเชิงกลเปน็ ส่วนใหญ่โดยมีเครื่องมือวดั ความสัน่ สะเทอื น (Vibration Analyzer) เป็นตัวเก็บขอ้ มูลและ
แปลงเป็นข้อมูลทางความถีซ่ ึ่งเราสามารถทราบถึงปัญหาของเครือ่ งจักรได้จาก ความถี่ที่เราเก็บได้ดังนัน้ คนท่ี
จะสามารถอ่านข้อมูลทางความถี่และประเมินผลได้ต้องมีความเข้าใจ เรื่องของการวิเคราะห์ความสั่นสะเทือน
ถึงจะสามารถประเมินผลระดับความรุนแรงของการเสียหาย และหาสาเหตุของการเสียหายได้เพื่อจะนำขอมลู
ไปวางแผนการซ่อมและจัดเตรียมอะไหลต่ ่อไป
▪ การตรวจสภาพอุณหภูมิโดยการใช้ Infrared Thermography กล้องถ่ายภาพทางความร้อนเป็น
เทคโนโลยีที่ใช้บอกสภาพของอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและทางกลโดยไม่ต้องสัมผัสเครื่องจักรที่ทำให้เราเห็น สภาพ
ของเครื่องจักรระบุปัญหาโดยการตรวจสอบความผิดปกติของอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงทำให้เรา สามารถแก้ไข
ปัญหาได้ซึง่ เครือ่ งมือชนิดน้ีจะมีประโยชน์มากในการนำไปตรวจสอบอุปกรณ์ทางไฟฟ้า ในปัจจุบันมีการนำ ไป
ใช้งานอย่างแพรห่ ลายมากในหลายๆ อุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร, ปโิ ตรเคมี, ยานยนต์
▪ การตรวจสภาพด้วยสายตาโดยการใช้ Stroboscope เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสภาพเครื่องจักร
จากการ มองเห็นขณะเครื่องจักรทำงานโดยอาศัยการปล่อยแสงที่เท่ากับความเร็วรอบของเครื่องจักรจึงทำให้
เรา สามารถมองเห็นภาพเสมือนหยุดนิ่งเราจึงสามารถตรวจสอบสภาพเครื่องจักรหรือชิ้น ส่วนหมุนได้ในขณะ
ทำงาน ใช้ในการตรวจสอบสภาพสายพาน,ใบพัดลม,คับปลิงและชิ้นส่วนหมุนอื่น ๆ อีก จุดประสงค์หนึ่งของ
Stroboscope คือใช้ในการวัดความเร็วรอบของเครื่องจักร การตรวจสภาพด้วยการฟังโดยการใช้ Ultrasonic
ใช้ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ปญั หาการรว่ั ซมึ ตามข้อต่อ, ทอ่ , วาล์วและใชใ้ นการบอกสภาพของเครื่องจักร
หมุนทเ่ี กดิ ปัญหาจากการเสยี ดสขี อง โลหะได้
▪ การตรวจสภาพสารหล่อลื่นด้วยการใช้ Oil Analysis การวิเคราะห์น้ำ มัน สามารถบอกถึง
สมรรถนะหรือ สภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์จากการตรวจสอบสภาพการสึกหรอ , การเสื่อมสภาพของ
น้ำมัน หล่อลื่นและสิ่งสกปรกปนเปื้อนต่าง ๆ โดยจะทำการเก็บตัวอย่างของนำ้ มันที่จะตรวจสอบไปตรวจสอบ
หา คุณสมบัตขิ องสารหล่อลืน่ และจะทำการวิเคราะห์เศษโลหะ เพ่ือหาสาเหตุของการเสียหายและระดบั ความ
รุนแรง
3. การบำรงุ รักษาทวผี ล (Productive Maintenance)
เป็นวิธีที่ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างขึ้น โดยนำเอาวิธีบำรุงรักษาเชิงป้องกันเข้ามาอยู่ด้วยใน
ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงผลทาง เศรษฐศาสตร์ของการผลิต คือการนำเอาค่าความเสียหายของการเสื่อมสภาพ
และค่าใช้จา่ ยของการบำรุงรักษามา พิจารณาหาจุดท่ีเหมาะสมและสรา้ งขึ้นเป็นระบบบำรุงรักษาน้ันเอง
23
4. การบำรุงรกั ษาเชิงแก้ไขปรับปรุง (Corrective Maintenance)
คือการดำเนิน การเพื่อการดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไขเครื่องจักรหรือส่วนของเครื่องจักรเพื่อขจัด
เหตขุ ัดขอ้ งเรื้อรังของเครื่องจักรใหห้ มดไปโดยสนิ้ เชิง ปรบั ปรุงเคร่อื งจักรใหส้ ามารถ"ผลิต" ได้ด้วยคุณภาพและ
ปริมาณที่สูงขึ้น การบำรุงรักษาเชิงแก้ไขปรับปรุงไม่ได้หมายถึงการแก้ไขปรับปรุงวิธีบำรุงรักษาแต่จะหมายถึง
การแก้ไขปรับปรงุ ตวั เครื่องจกั รเพื่อที่จะลดความเสียหายจากการเส่ือมสภาพและค่าใช้จา่ ยของการบำรุงรักษา
ลง กล่าวคือเป็นการปรับปรุงคุณสมบัติของเครื่องจักรให้ดีขึ้นนั้น เองแต่ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายของการแก้ไข
ปรับปรุง เครื่องจักรมากกว่าผลรวมของค่าใช้จ่ายในการบำรุงรกั ษาและความเสียหายจากการเสื่อมสภาพก็จะ
ทำให้วิธีการบำรุงรักษาเชิงแก้ไขปรับปรุงนี้ไม่มีความหมาย ดังนั้นจึงจำ เป็นจะต้องมีการควบคุมเช่นเดียวกับ
การบำรุงรักษา เชิงป้องกัน CM มักจะมีเป้าหมายในการลดการสูญเสียลดต้น ทุนในการซ่อมบำรุงลดเวลาใน
การซ่อม ยืดอายุ การใช้งานของเครื่องจักร ดังนั้น/อาจจะพูดได้ว่าการทำ CM เป็นกิจกรรมที่สำคัญมากเทียบ
กบั กิจกรรมซ่อมบำรุงในลกั ษณะอืน่ ๆ
5. การบำรุงรกั ษาท่ีทกุ คนมีสว่ นร่วม (Total Productive Maintenance: TPM)
เป็นการบำรุงรักษาที่มีการกำหนดเป้าหมายให้เครื่องจักรอยู่ในสภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (การ
ปรับปรุงประสทิ ธิภาพโดยรวม) ระบบ TPM เปน็ ลกั ษณะของการสร้างระบบ ของ Productive Maintenance
โดย มีเป้าหมายที่วงจรชีวิตของเครื่องจักรมีการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายไม่ว่า จะเป็น ฝ่ายบริหาร,
ฝ่ายผลิต และฝ่ายซ่อมบำรุงจะมีการจัดให้พนักงานในทุกระดับ มีส่วนร่วมและมีการบริการโดยก่อให้เกิด
แรงจงู ใจ เสรมิ กจิ กรรมกล่มุ ย่อยในการทำ Productive Maintenance
6. การปอ้ งกันการบำรงุ รักษา (Maintenance Prevention)
การดำเนินการใด ๆ ก็ตาม ที่จะให้ได้มาซึ่งเครื่องจักรท่ีไมต่ ้องการการบำรงุ รักษาหรือต้องการแต่นอ้ ย
ทส่ี ดุ สามารถดำเนินการไดโ้ ดย การออกแบบเคร่ืองจักรให้แข็งแรงทนทานบำรงุ รักษางา่ ย ใชเ้ ทคนิคและวัสดุ
ซึ่งจะทำให้เครื่องจักรมีความเชื่อถือได้สูง รู้จักเลือกและซื้อเครื่องจักรที่ดีทนทาน ซ่อมง่ายและ มีราคาที่
เหมาะสม การป้องกันการบำรุงรักษาจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีข้อมูลและประวัติของเครื่องจักร โดยละเอียด ซ่ึง
การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่จะช่วยให้การออกแบบหรือการเลือกซื้อเครื่องจักรบรรลุถึงวัตถุประสงค์
ของการปอ้ งกันการบำรุงรกั ษาได้
2.7 การบำรงุ รักษาเชิงป้องกนั
โดยทั่วไปเครื่องจักรและสิ่งอำนวยความสะดวกจะมีความสึกหรอจากการใช้งานและ สภาพแวดล้อม
แม้ว่าจะมีการออกแบบที่ดีเยี่ยมก็ตาม ดังนั้น จึงต้องมีการดูแลตรวจเช็คสภาพตามรอบเวลาเพื่อทำการ
ซ่อมแซมและปรับตั้งก่อนที่จะเกิดขัดข้องรวมทั้งยืดอายุการใช้งาน แต่การดำ เนินการดังกล่าวจะต้องทำ การ
ในช่วงเวลาอันเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสายการผลิตกิจกรรมการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ( Preventive
Maintenance) จึงมีบทบาทที่สำคัญในการปกป้องการเสื่อมสภาพก่อนเวลาและลดความสูญเสียจากการ
ขัดข้อง เช่น ค่าใชจ้ า่ ยในการซ่อมแซม เสียเวลาในการรอคอยการหยุดผลิต ปัญหาทางคุณภาพ เป็นตน้ รวมท้ัง
ยังทำให้ สูญเสียโอกาสในการแข่งขัน การวางแผนการบำรุงรักษาที่เหมาะสมจะสามารถลดความสูญเสีย
โดยรวมและเป็น การรวมกิจกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาอุปกรณ์ให้มีสภาพที่พร้อมใช้งานด้วยประสิทธิภาพ
24
สูงสุด ดังนั้น การดำ เนินกิจกรรมการบำรุงรักษาเชิงป้องกันจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ในการปรับปรุงผลิตภาพ
โดยรวมการบำรุงรักษา เชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) หรือที่เรียกว่าการบำรุงรักษาเชิงวางแผน
(Planned Maintenance) และ การบำรุงรักษาตามกำหนดการ (Scheduled Maintenance) โดย PM เป็น
กิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการลด ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการรักษาสภาพการเดินเครื่องที่เหมาะสม
ก่อนที่เครื่องจักรจะเกิดการขัดข้องโดย มีการจัดทำ แผนงานตามช่วงเวลาเพื่อลดโอกาสการชำรุดทำให้
เคร่อื งจักรมคี า่ ความนา่ เชอ่ื ถอื (Reliability) ท่ีสงู ขึ้นโดยมกี ิจกรรมท่เี กี่ยวขอ้ งไดแ้ ก่การทำความสะอาด การหล่อ
ลื่น การตรวจสอบสภาพเครื่องจักรดังนั้น PM จึงมุ่งเน้น ในการระบุต้นตอของปัญหาและการแก้ไขก่อนที่จะ
เกิดการ Breakdown ความสัมฤทธิ์ผลของการ ดำ เนินกิจกรรม PM จึงขึ้น อยู่กับความถี่ของกิจกรรมการ
ตรวจสอบและการดำ เนินแกไ้ ข ซึ่งความถข่ี องการ ขดั ขอ้ งจึงเก่ียวกบั ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์และการถอด
เปลี่ยนชิน้ สว่ น โดยกจิ กรรมดังกลา่ วจะมีการ ดำเนนิ การตามแผนท่ีกำหนดไว้เชน่ การบำรงุ รักษาเคร่ืองยนต์ใน
เครื่องบินโดยสารที่ถูกตรวจเช็คทำความ สะอาดและสอบเทียบเป็นประจำตาม กำหนดการในแผนเพื่อลด
ปัญหาขัดขอ้ งที่อาจเกดิ ขึน้ ขณะทำการบิน ซึง่ กจิ กรรมทีส่ ำคัญของ PM มีดังน้ี
1. การดูแลทำความสะอาดเครอ่ื งจกั รและสง่ิ อำนวยความสะดวกโดยสาเหตุ หน่ึงของปญั หาเครื่องจักร
ก็คือความสกปรกดังนั้น กิจกรรมพื้นฐาน อย่าง 5 ส จึงมีบทบาทที่สำคัญซึ่ง บุคลากรในสายการผลิต อย่าง
พนักงานควบคุมเครื่องจกั รจะเปน็ ตอ้ งมีผู้ดูแลและทาความสะอาดเครือ่ งจักรประจำวันทำให้ง่ายต่อการค้นพบ
ข้อบกพร่อง
2. การรกั ษาเง่อื นไขการเดนิ เครื่องใหอ้ ย่สู ภาวะทีป่ กติ เนือ่ งจากเครือ่ งจักรทุก ชนิดไดร้ ับการออกแบบ
ให้สามารถทางานภายใต้ข้อกำหนด (Specification) โดยมีข้อกำหนดที่แนะนาที่ระบุในคู่มือปฏิบัติการ ซ่ึง
สภาพการใช้งานเปน็ ตวั แปรที่มผี ลต่อการเร่งการเสอ่ื มสภาพและการขดั ข้องของเครื่องจกั ร โดยมีปจั จัยท่ีสำคัญ
เชน่ ความเรว็ อณุ หภมู ิ เป็นตน้ ซึง่ กิจกรรม PM จะมุง่ รักษาสภาวะการใช้งานไม่ใหเ้ กนิ จากข้อกำหนด เพ่ือเป็น
การรักษาสภาพเครือ่ งจักรไมใ่ ห้เสอ่ื มสภาพก่อนกำหนดและยงั ยดื อายุการใช้งาน
3. การตรวจสอบตามรอบเวลา เพียงแค่กิจกรรมการทำความสะอาดเครื่องคงไม่ เพียงพอ ดังนั้น การ
ตรวจติดตามการปฏิบัติการ (Operational Monitoring) จึงเป็นการตรวจจับอาการที่เป็นสัญญาณเตือน ซึ่งผู้
ปฏิบัติการจะดาเนินการตรวจเช็คทั้ง ภายนอกและภายใน โดยที่การตรวจภายนอกกระทำโดยการสังเกตและ
การใช้ความรู้สึกในการตรวจจับความผิดปกติ เช่นการสั่นสะเทือน ความร้อนที่สูงขึ้นเสียง เป็นต้น ส่วนการ
ตรวจภายในสามารถดาเนินการโดยตรวจสอบชิ้น ส่วนภายใน (Internal Part) เช่น เกียร์ ลูกปืน พิกัดเผื่อของ
ชิ้น ส่วน เมื่อเกิดอาการขึ้นการดาเนินการแก้ไขเบื้องต้นโดยผู้ปฏิบัติการ เช่น การขันตัวยึดให้แน่น การเติม
น้ำมันหรือการเปลี่ยนชิ้น ส่วน ถ้าหากไม่มีการตรวจจับอาการหรือปัญหาเบื้องต้น ก็อาจเกิดปัญหาลุกลามจน
กอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายข้ึนดังนั้นความถี่ของการตรวจจบั ควรจะกำหนดและพิจารณาอย่างรอบคอบ ถ้าหากทำ
การตรวจบ่อยครั้งก็อาจทาให้เกิดความสูญเปล่าของเวลาการเดินเครื่องและผลิตภาพทางแรงงาน ซึ่งการ
กำหนดระยะเวลาและความถี่ในการตรวจสอบอาจใช้ประสบการณ์ และกำหนดการที่จำแนกประเภท
เครื่องจักร ดังนี้ เครื่องจักรที่มีความสำคัญสูง หากมีการหยุดเครื่องก็จะส่งผลกระทบต่อสายการผลิตและใช้
เวลาในการซ่อมแซมมาก จึงต้องทำกำหนดการสาหรับการตรวจสอบ การทาความสะอาด การหล่อลื่น อย่า
25
เข้มงวดเพื่อป้องกันความผิดพลาด เครื่องจักรโดยทัว่ ไป จะมีความถีใ่ นการตรวจสอบนอ้ ย เนื่องจากเคร่ืองจักร
ดงั กล่าวไม่กระทบต่อสายการผลติ มากนกั
4. การบันทึกและจัดเกบ็ ข้อมลู เป็นกิจกรรมทีจ่ ำเปน็ อย่างย่ิงต่อ PM โดยเฉพาะการทำจัดเกบ็ ประวัติ
การซ่อมบำรุง ซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่จะสนับสนุนต่อการวางแผนและ การจัดกำหนดการ
บำรงุ รักษา
5. การวางแผนเพื่อกำหนดตารางการบำรุงรักษา สำหรับในทุกกิจกรรมของ PM ควรมีการวางแผน
ล่วงหน้าในรายละเอียดโดยใชข้ อ้ มูลจากประวัติการบำรุงรักษาที่ถูกบันทกึ ดังนั้น การจัดทำแผนงานจะต้องทา
อย่างรอบคอบโดยมกี ารระบรุ ายละเอยี ดในแต่ละกจิ กรรมอยา่ งชดั เจน
6. การฝึกอบรมบุคลากร ที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรม บำรุงรักษา โดยเฉพาะ
บุคลากรที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญ เช่น ช่างเทคนิคและผู้ควบคุมงาน ควร ได้รับการฝึกอบรมให้สามารถดาเนิน
กิจกรรมต่าง ๆ อย่างเปน็ ระบบเช่น การบำรงุ รกั ษา การตรวจ ติดตามและการซอ่ มแซม
2.7.1 เป้าหมายหลักของการบำรุงรักษาเชงิ ป้องกนั
เพื่อให้เครื่องจักรมีความพร้อมใช้งานสูงสุด (Maximum Availability) โดยหลีกเลี่ยงปัญหาการเกิด
Breakdown และลดเวลาการหยุดของเครื่องจักร รักษาเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการใช้งานที่
ส่งผลต่อคุณภาพของสินค้า ลดอัตราการชำรุดและเสื่อมสภาพของเครื่องจักร เพื่อให้เครื่องจักรมีความ
ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานในขณะเดินเครื่อง เพื่อให้เครื่องจักรสามารถเดินเครื่องอย่างเต็มประสิทธิภาพ ลด
ค่าใช้จา่ ยในการซ่อมแซมและการจดั อปุ กรณ์สารองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ภาพ 2.2 กิจกรรมการบำรุงรักษาเชงิ ป้องกัน
26
ภาพท่ี 2.3 เปรยี บเทียบการบำรงุ รักษาเชงิ ป้องกันกบั การรักษาอาการเจ็บป่วย
การบำรุงรักษาเชิงป้องกันก็เปรียบเสมือนยาป้องกัน เน้นที่ยาป้องกันการเจ็บป่วย ซึ่ง เชื้อโรคไม่
สามารถเข้ามาสัมผัสได้ การรบั ประทานอาหารทีถ่ ูกตอ้ งออกกาลงั กายสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพตามคาบเวลา
อันสมควรโดยผู้เชี่ยวชาญ จะสามารถป้องกันและบำบัดได้ตั้ง แต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งการบำรุงรักษาประจำวัน
เครื่องจักรก็มีจุดประสงค์เดียวกัน (ความพยายามในการหล่อลื่น ทำความสะอาดปรับแต่ง และทำการ
ตรวจสอบ)การป้องกัน การบำบัดรายวัน ระยะแรกซ่อมให้กลับสภาพเดิมการบำรุงรักษารายวัน ทากา รซ่อม
เพ่อื ปอ้ งกนั (หลอ่ ลื่น , ทาความสะอาด , เปลี่ยนลว่ งหน้า ,ปรับแต่ง , ตรวจสอบ )
ภาพที่ 2.4 Flow Chart กระบวนการซอ่ มบำรงุ แบบป้องกัน
27
การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน จะเป็นบำรุงรักษาโดยทาการบำรุงรักษาตามคาบเวลา (Time-Based
Maintenance) โดยให้การบริการตามกำหนดและการซ่อมใหญ่ (Overhaul) เช่น การบำรุงรักษาตามวาระ
500, 1000, 1500, 2000 ชม. เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน การบำรุงรักษาตาม คาบเวลายังไม่เป็นการเพียงพอ
จะต้องมีการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ ซึ่งเป็นการบำรุงรักษาตาม เงื่อนไขการใช้งาน (Condition-Based
Maintenance) โดยการใช้เครื่องมือวัดสมัยใหมแ่ ละเทคนิค ในการวิเคราะห์เครื่องจกั รขณะเครื่องจักรทำงาน
เพื่อตรวจหาสัญญาณของการเสื่อมสภาพ หรือ เหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้น กระบวนการซ่อมและบำรุงรักษาเชิง
ป้องกัน (PM) พอจะสรุปเป็น มาตรการป้องกันตามสาเหตุรากเหง้า แล้วทำการบันทึกประวัติเครื่องจักร ควร
บันทึกจุดที่เป็นสัญญาณ(Warning Point) ก่อนเกิดการ Breakdown ด้วย เช่น เสียงดัง สายไฮดรอลิคบวม
ฯลฯ เพ่ือเก็บเป็นจดุ ใชค้ าดการณ์หรือทำนายการ Breakdown
กระบวนการดัง Flow Chart กระบวนการซ่อมบำรุงเชงิ ป้องกนั ซึง่ อธบิ ายพอสงั เขปไดด้ ังน้ี
1. การอบรมให้ความรู้เร่ืองการใช้งานและการบำรุงรักษาเครือ่ งจักรในเบือ่ งต้นก่อนการนำเครื่องจักร
ไปใชง้ าน ตอ้ งมกี ารอบรมใหค้ วามรู้แก่ผู้ใชง้ านถงึ วธิ ีการปฏบิ ัติงานทถ่ี ูกต้องและการบำรุงรักษาเคร่ืองจักรแก่ผู้ที่
ทาหน้าท่บี ำรุงรักษา รวมท้งั การอบรมแบบในห้องเรียน (Classroom Training) และแบบฝึกปฏิบัติจริงในหน้า
งานหรือแบบสอนในระหวา่ งทางาน (On the Job Training)
2. หน่วยงานซ่อมและบำรุงรักษา จัดทารายการชิ้นส่วนที่สำคัญของเครื่องจักรที่ต้องเปลี่ยนหรือ
บำรุงรักษาตามวาระตลอดอายุใช้งานเครื่องจักร โดยอาศัยข้อมูลเบื้องต้นจากคู่มือบำรุงรักษาเครื่องจักรหรือ
ข้อมูลจากผ้ขู าย
3. หน่วยงานซ่อมและบำรุงรักษา จัดทารายการตรวจสอบ (Check List) ในการตรวจสอบประจำวัน,
ประจำสัปดาห์ หรือประจาเดือน พร้อมทั้งมาตรฐานในการตรวจ เพื่อชี้แจงให้ผู้ใช้เครื่องจักรและผู้บำรุงรักษา
นำไปใชง้ าน
4. ผู้ใช้เครื่องจักรดำเนินการตรวจเช็คเครือ่ งจักรประจำวัน/ประจำสัปดาห์ ตามรายการตรวจสอบที่มี
ถ้าพบความผิดปกติแล้วดาเนินการแก้ไขเองได้ (เช่น เครื่องจักรสกปรก น็อตหลวม ฯลฯ) ให้ดำเนินการแก้ไข
ด้วยตนเอง ถ้าไม่สามารถดาเนินการแก้ไขได้ ให้แจ้งงานไปยังหน่วยงานซ่อมและบำรุงรักษา หรือกรณีนำ
เครือ่ งจกั รออกใช้งานแล้วเครอ่ื งจักร Breakdown หรือมสี ิง่ ผิดปกติ ใหแ้ จ้งหนว่ ยงานซ่อมและบำรุงรกั ษา
5. หน่วยงานซ่อมและบำรุงรักษาจัดทำแผน PM & OVH เครื่องจักรประจำปีประจำเดือน ดำเนินการ
เตรียมอะไหล่และ Supplies ต่างๆ เมื่อใกล้วาระ PM & OVH (บริหารพัสดุคงคลัง) และนัดผู้ใช้เครื่องจักรนำ
เครอื่ งจักรเข้าบำรงุ รักษา ถ้าผใู้ ช้งานเครอ่ื งจกั รไม่พร้อมใหท้ ำการเลือ่ น (ตอ้ งไม่เลือ่ นมากเกินไปจนมีผลกระทบ
ต่อเคร่ืองจกั ร)
6. หนว่ ยงานซอ่ มและบำรงุ รักษา ทำการบำรุงรักษาพรอ้ มบนั ทกึ ประวตั ิ
7. กรณีที่เครื่องจักรเกิด Breakdown และได้รับการแจ้งงานจากหน่วยงานผู้ใช้เครื่องจักร หน่วยงาน
ซ่อมและบำรุงรักษาจะทาการตรวจสอบและดำเนินการซ่อมแก้ไขเพื่อให้ เครื่องจักรใช้งานได้ จากน้ั น มา
พิจารณาวา่ การ Breakdown ของเครอื่ งจกั รเปน็ ไปอยา่ งผิดปกตินอกแผน เชน่ เรว็ เกินไป ยังไมถ่ งึ อายุชิน้ สว่ น
ทีเ่ สียหาย
28
ภาพที่ 2.5
8. หน่วยงานซ่อมและบำรุงรักษา ทำการตรวจวัดการเสื่อมสภาพหรือสภาพของเครื่องจักร หรือช้ิน
ส่วนเครื่องจักร ตามคาบเวลาที่กำหนด เช่น สภาพของสายพาน สภาพของ สายไฮดรอลิค ฯลฯ โดยบางครั้ง/
การวัดอาจทำโดยหนว่ ยงานผู้ใช้เครื่องจักร เช่น การสึกหรือสภาพ ของดอกเจาะ การสึกของค้อนย่อย เป็นต้น
ในการวัดนี้ ในกรณีที่ใกล้ครบอายุที่คาดการณ์ของชิ้น ส่วน อาจจะต้องทำการวัดถี่ขึ้น เพื่อทำนายหรื อ
คาดการณ์การหมดอายุของชิ้น ส่วนเครื่องจักร (Condition-Based Maintenance) พร้อมทั้งดำเนินการ
เตรียมอะไหล่ชิ้น ส่วนก่อนการหมดอายุ และดำเนินการเปลี่ยนหรือซ่อมแซมก่อนการหมดอายุ แล้วบันทึก
ประวัติ (ถ้าการเก็บบันทึกข้อมูล ประวัติอายุชิ้น ส่วนดี การมีจุดหรือสัญญาณเตือนภัยดี จะสามารถทานาย
คาดการณไ์ ดแ้ มน่ ยา)
9. รวบรวมประวัติของเคร่ือง (เครอื่ งจักร 1 เครอื่ ง เสมือนคนไข้ 1 คน) นำมาเปน็ ข้อมูลในการทำนาย
คาดการณ์การ Breakdown การสึกหรอชิ้น ส่วนสัญญาณหรือการเตือนภัยก่อนBreakdown เป็นข้อมูล
ป้อนกลับในการวางแผนต่อไป แล้วจะทำให้เรามีเทคโนโลยีเฉพาะ (Intrinsic Technology) ที่ค่อยๆ พัฒนา
เพ่ิมขึน้
2.7.2 มาตรฐานการบำรงุ รกั ษาเชงิ ป้องกัน
การปฏิบตั ิงานบำรุงรักษาเชิงปอ้ งกนั มีองค์ประกอบหลัก 4 องคป์ ระกอบ คือ
1. การทำความสะอาด ต้องทำความสะอาดทั้งเครื่องจักรอุปกรณ์และพื้น ที่ปฏิบัติงาน ซึงถือเป็น
ปัจจัยสำคัญและงานก้าวแรกของการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เนื่องจากขณะที่ปฏิบัติงานทำความสะอาดจะได้
เห็นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักรเป็นประจำจนสามารถทราบได้ว่าสภาพของเครื่องจักรเป็นอย่างไรเช่น สภาพ
ภายนอก สภาพเสียง สภาพความส่ันสะเทือน ความรอ้ นและชีใ้ ห้เห็นสภาพผิดปกติเพือ่ การบำรงุ รักษาก่อนเกิด
ความเสียหายทั้ง ยังช่วยขจัดฝุ่นละอองอันเป็นสาเหตุที่จะทำให้ เกิดความสึกหรอของเครื่องจักรและการทำ
29
ความสะอาดบริเวณพืน้ ที่ปฏิบัตงิ านยังชว่ ยลดอบุ ัติเหตุได้ เช่น การเกิดอุบัติเหตุเน่ืองจากวสั ดุอุปกรณ์ท่ีวา่ งไม่
เป็นทีเ่ ป็นทางบริเวณพนื้ ทีป่ ฏบิ ัติงานจะไมเ่ กดิ ขน้ึ 20
2. การหลอ่ ล่นื เป็นงานพ้ืน ฐานในการป้องกนั การชำรุดและลดการสึกหรอ โดยวัสดุหล่อลื่นจะป้องกัน
ไม่ใหช้ น้ิ ส่วนเครอ่ื งจกั รท่เี คลอ่ื นไหวสมั ผัสกันโดยตรงทง้ั ยังป้องกันการเกิดความร้อนอนั เน่อื งมาจากการเสียดสี
และยงั ทำใหเ้ กดิ ความฝดื ในการเคลือ่ นทข่ี องชิน้ ส่วนอุปกรณเ์ กดิ ขึ้น นอ้ ยทส่ี ดุ
3. การตรวจสอบและตรวจวดั มีเปา้ หมายเพือ่ คน้ หาความบกพร่องขน้ั ต้นซึ่งอาจนาไปสู่การขัดข้องของ
เครื่องจักร จนถึงขั้นต้องหยุดเครื่องจักรในช่วงเวลาต่อไปความบกพร่อง หมายถึง สภาพการณ์ที่คุณลักษณะ
ของอุปกรณ์เครื่องจักรที่เปลี่ยนไปถึงขั้นที่ไม่สามารถทำห น้าที่ได้ตามที่ควรจะเป็นความขัดข้องหมายถึง
สภาพการณ์ที่อุปกรณ์เครื่องจักรเสื่อมสภาพลงจนเป็นเหตุให้เครื่องจักรไม่สามารถทำงานได้ตามข้อกำหนด
หรอื ต้องหยุดการทำงานโดยสน้ิ เชงิ พ้ืน ฐานของงานบำรงุ รักษาเชงิ ปองกันจงึ ขึน้ อยูก่ บั ความรู้ในเร่ืองสภาวะการ
4. การปรับแตง่ และเปลี่ยนชิ้นส่วนถึงแม้ว่าการใช้งานเครื่องจักรจะมรี ะบบหลอ่ ล่ืนหรือการตรวจสอบ
ที่ดี เพียงใดความ คลาดเคลื่อนเนื่องจากการสึกหรอของชิ้นส่วนเป็นสิ่งที่หลีก เลี่ยงไม่ได้ การที่จะทำให้
เคร่ืองจักรอยู่ในสภาพที่ปกติ การปรับแต่งและการเปลย่ี นชิ้นส่วนจงึ มบี ทบาทที่สำคัญในงานบำรุงรักษาด้วย
2.7.3 การวางแผนการบำรุงรกั ษา
เป็นความพยายามท่จี ะให้ได้มาซ่งึ กระบวนการหรอื ข้นั ตอนที่จะใชใ้ นการบริหารงานหรือดำเนินการให้
สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายและนโยบายที่ได้วางไวโ้ ดยการติดตามสภาพของเครื่องจักอุปกรณ์
อย่เู ป็นประจำโดยจะเช่ือมโยงความสัมพันธ์ของค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา บุคลากรและวสั ดเุ ข้ากับเครื่องจักร
อุปกรณ์และทาการวางแผนกิจกรรมการบำรุงรักษา วางมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้นในการ
ปฏบิ ตั ิงานหรอื การดำเนนิ การท่ีมปี ระสิทธิภาพจะประกอบไปดว้ ย 3 ขัน้ ตอน คอื
1. ขั้นตอนการวางแผน (Planning)
2. การลงมอื ทาหรอื ปฏิบัตติ ามแผน (Do)
3. ขน้ั ตอนของการประเมนิ ผลการดำเนนิ งาน (See)
โดยรวบรวมปัญหาตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดจากการดำเนินงานเพื่อเป็นแนวทางของการปรับปรุงแก้ไขโดยปอ้ งกัน
ไปใหม่ ดงั แสดงในภาพท่ี 2.6
30
ภาพท่ี 2.6
2.91การวัดประสิทธผิ ลของการบำรุงรักษา
ภาพที่ 2.7
แนวทางการบำรุงรักษาตามแผน
การบำรงุ รักษาเชิงป้องกันจะทำให้เคร่ืองจักรสามารถทำงานไดด้ ีตลอดเวลาและเมื่อเกิดการเสียหายก็
จะกลบั มาใช้งานได้อย่างรวดเร็วดงั นั้น การวัดประสทิ ธภิ าพของการบำรงุ รกั ษาเชงิ ป้องกันสามารถทำไดโ้ ดยวัด
อัตราการใชง้ านของเครื่องจักร อันเนื่องมาจากการเสียหายและเวลาที่ใช้ในการซอ่ มโดยการวดั ประสทิ ธิภาพ
ของการบำรุงรักษาเชงิ ป้องกันในการวจิ ัยน้ไี ดเ้ ลือก วิธที ่ไี ด้ผล คือ
31
1. ระยะเวลาเฉลีย่ ระหวา่ งการเกิดเหตขุ ดั ข้องของเคร่อื งจักร (Mean Time Between Failure: MTBF)
การวัดผลโดยใช้ค่าระยะเวลาเฉลี่ยระหวา่ งการเกดิ เหตขุ ัดข้องของเคร่ืองจักร (Mean Time Between
Failure : MTBF) ซึ่งคา่ MTBF หาได้จากสูตร
ภาพท่2ี .8
การวดั ผลโดยใชค้ า่ MTBF ถา้ ปรับปรงุ แล้วคำนวณได้คา่ MTBF มคี า่ มากขนึ้ กว่าชว่ งก่อนการปรับปรุง
หมายความวา่ การปรับปรุงน้ันให้ไดผ้ ลที่ดีขนึ้
2. ระยะเวลาเฉลี่ยการซ่อมแซม (Mean Time to Repair: MTTR
การวดั ผลโดยใช้คา่ ระยะเวลาเฉล่ียการซอ่ มแซม (Mean Time to Repair : MTTR) ซึ่งค่า MTTRหา
ได้จากสตู ร
ภาพท2่ี .9
32
ภาพท2ี่ .10
ภาพท2่ี .11
ซึ่งการวัดผลโดยใช้ค่า MTTR นี้มีความหมายว่า ถ้าทำการปรับปรุงแล้วคำนวณได้ค่า MTTR มีค่าลดลง
กวา่ ชว่ งกอ่ นการปรับปรงุ หมายถงึ การปรบั ปรงุ นท้ี ำ ให้ได้ผลดขี ึ้น
3. ความพร้อมใช้งานเครอ่ื งจกั ร (Availability%)
การวัดผลโดยใช้เปอร์เซ็นต์ความพร้อมใช้งานเครื่องจักร(Availability)ซึ่งค่า Availability หาได้จาก
สูตร
33
ภาพท่ี 2.12
ภาพที่ 2.13
34
ภาพท่ี 2.14
4. ประสิทธภิ าพการเดนิ เครอื่ ง (Performance Efficiency %)
การวัดผลโดยใช้เปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพการเดินเครื่อง ( (Performance Efficiency) ซึ่งค่า
Performance Efficiency หาได้จากสตู ร ตัวอย่าง
ภาพท่ี 2.15
35
ภาพท่ี 2.16
ภาพที่ 2.17
36
5. อตั ราคณุ ภาพ (Quality Rate %)
การวัดผลโดยใช้เปอร์เซ็นต์อัตราคุณภาพ (Quality Rate) ซึ่งค่า Quality Rate หาได้จากสูตร ดัง
ตัวอย่าง
ภาพท่ี 2.18
ภาพท่ี 2.19
37
6. ประสิทธิภาพโดยรวมของเครือ่ งจักร (Overall Equipment Effectiveness %: OEE)
การวัดผลโดยใช้เปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment
Effectiveness : OEE) ซง่ึ คา่ Overall Equipment Effectiveness : OEE หาไดจ้ ากสูตร ดงั ตวั อย่าง
ภาพที่ 2.20
ภาพที่ 2.21
38
คา่ ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness : OEE) คือค่าท่ีได้จาก
ผลคณู ระหวา่ งอัตราการเดนิ เคร่ือง ประสิทธภิ าพการเดินเคร่ือง และอัตราคุณภาพ ซึง่ แสดงถึงความพร้อมของ
เครื่องจักรในการใช้งานว่าเป็นอย่างไร การเดินเครื่องจักรเต็มความสามารถหรือไม่ มีการผลิตชิ้นงานเสียมา
นอ้ ยเท่าไร
2.8 ผลงานวิจยั และงานเขยี นที่เกี่ยวข้อง
คุณสุรชาติ วิชัยดิษฐ์, กิตติ เจิดรังษี, สัณห์ชัย กลิ่นพิกุล (2551) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้
ระบบการบำรุงรักษาแบบทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม ( Total Productive Maintenance , TPM) ใน
อุตสาหกรรมเครื่องดื่มอัดแก๊ส เพื่อลดเวลาหยุดชะงักของเครื่องจักรและปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของ
เครื่องจักร (Overall Equipment Efficiency, OEE) พบว่าหลังจากการทดลองประยุกต์ใช้ระบบ TPM เป็น
เวลา 3 เดือน ค่า OEE สูงขึ้น เฉลี่ย 21.18% อัตราการ หยุดชะงักของเครื่องจักรลดลง 15% นอกจากนี้ค่า
เวลาเฉลี่ยก่อนเครื่องจักรจะชารุด (Mean Time between Failures, MTBF) หรือ เวลาเฉลี่ยท่ีใช้ในการซ่อม
เคร่ืองจักร (Mean Time to Repair, MTTR) ของเคร่ืองจกั รแต่ละตัวสามารถนามาใช้จดั กลุ่มเครื่องจักรเพ่ือใช้
ในการจัดทาแผนการบำรงุ รกั ษาต่อไป
ชัยพรวงศ์ พิศาล, กฤษดา วิเศษเสาวภาคย์ (2547)ได้ศึกษาการเพิ่มค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร
ในสายงานผลิตชิ้น ส่วนรองแหนบรถยนต์ โดยการประยกุ ต์ใช้ระบบการบำรงุ รักษาเชิงป้องกันและหาแนวทาง
ปฏิบัติเพื่อลดความสูญเสียด้านเวลาการผลิตด้วยการกระจายรูปแบบการบำรุงรักษาและการตรวจสอบอย่าง
ง่ายให้พนักงานผลิตมากขึ้น พบว่าสามารถลดความสูญเปล่าของการผลิตลงและสามารถเปลี่ยนแปลงค่า
ประสิทธผิ ลโดยรวมของเวลาทเ่ี คร่ืองจักรเสยี จานวนคร้งั ทีเ่ ครอ่ื งจกั รหยดุ เวลาที่เคร่ืองจกั รทางานการผลติ เวลา
ที่เครื่องจักรทางานการผลิต + เวลาที่เครื่องจักรเสียเครือ่ งจักรให้เพิ่มขึ้น จาก 48.12% เป็น 65.54% เป็นผล
ให้สายงานผลิตชิ้นส่วนรองแหนบสปริงรถยนต์สามารถเพิ่มรายรับมากขึ้น จาก 11,917,496.25 บาท เป็น
15,157,112.25 บาท สามารถเพิม่ ผลผลิตได้ 27.18% และสามารถใชเ้ ครือ่ งจกั รไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพมากข้ึน
พิชิต สอนดงบัง (2545) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเชิงป้องกันของระบบลำเลียงด้วยสายพานใน
อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อลดเวลาสูญเสียในกระบวนการผลิตลงและป้องกันการขัดข้องของ
เครื่องจักร โดยการดาเนินการทำแบบฟอร์มสาหรับการตรวจเช็คสภาพเครื่องจักรและจัดทามาตรฐานการ
ตรวจเช็ค พบว่า ความพรอ้ มใช้งานหลงั การปรับปรุงสูงข้ึน รอ้ ยละ 2.87 อตั ราการขัดข้องของเครื่องจักรลดลง
ร้อยละ 63.70
คุณดนัย พยุงวงษ์ (2545) ปรับปรุงแผนงานการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ของมอเตอร์และอุปกรณ์
ควบคุมมอเตอร์สำหรับโรงกลั่นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยวิธีการจัดกลุ่มเครื่องจักรตามสภาพการทำงาน เพ่ือ
นำมาจัดกลุ่มวิเคราะห์แผนงานการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกันของมอเตอร์และอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ โดย
กำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ในการทำงาน และได้นำวิธีการพยากรณ์ ความเสียหายของเครื่องจักร ( Predictive
Maintenance) มาใช้แทนการซ่อมใหญ่(Overhaul) ที่กำหนดเป็นเวลาที่ต้องทำแน่นอนตายตัว วิธีการ
พยากรณ์นี้ทำโดยการตรวจสอบ วัดค่าต่าง ๆ ขณะทที่มอเตอร์กำลังใช้งานในการผลิตตามปกติ แล้วนำข้อมูล
มาวิเคราะห์ค่าดูแนวโน้มติดตามผล เพื่อเตรียมการวางแผนงานซ่อมใหญ่ต่อไป หลังจากการปรับปรุงแผนการ
39
ทำงานและนำไปใช้งานพบว่า จำนวนชั่วโมงคนโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการทำงานบำรุงรักษาเชิงป้องกันของมอเตอร์
และอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ลดลงจาก 23.81% ของชั่วโมงคนทั้งหมด ก่อนการปรับปรุง เหลือ17.28% หลัง
การปรับปรุง จำนวนชั่วโมงคนโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการซ่อมมอเตอร์ก่อนการปรับปรุง 4.65% หลังการปรับปรุง
2.46% และจำนวนชั่วโมงคน โดยเฉลี่ยที่ใช้ในการซ่อมอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ก่อนการปรบั ปรุง 1.16% หลัง
การปรับปรงุ 0.57% ซงึ่ เป็นการยืนยันไดว้ า่ เมื่อปรบั ปรงุ และลดแผนการทำงานบำรงุ รักษาเชงิ ป้องกนั ของ
มอเตอร์และอุปกรณค์ วบคุมมอเตอร์แล้วนั้นมอเตอร์และอปุ กรณ์ควบคุมมอเตอร์ไม่ได้เกิดความเสียหายไปมาก
กว่าเดิม Nakagawa (1981) ได้เสนอวิธีการคำนวณอายุของการทดแทนทรัพย์สินด้วยการใช้อายุการแจกแจง
แบบ Weibull Failure ซึ่งในการคิดอายุของการทดแทนเครื่องจักรนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยุ่งยากที่จะแสดง
ออกมาเป็นตัวเลขงานวิจัยชิ้นนี้ได้กำหนดขอบเขตบนและขอบเขตล่างของช่วงเวลาที่เหมาะสมมาจาก
พารามิเตอร์ของการแจกแจงแบบ Weibull Failure ซึ่งที่แสดงออกมาในรูปสมการในการหาการทดแทน
ทรัพย์สินของ Failed Unit จนถึง Non-failed Unit ซึ่งแสดงค่าโดยประมาณสำหรับอายุที่เหมาะสมสำหรับ
การทดแทนทรพั ย์สิน ซง่ึ พารามิเตอร์ท่ที ำให้อายุทรพั ยส์ ินเหมาะสมที่สดุ คือ μ0*
คุณสมศักดิ์สัมฤทธิ์ (2552) ลดเวลาสูญเสียในการผลิตโดยวิธีการบำรุงรักษาเชิงป้องกันบนพื้นฐานทฤษฎี
ความน่าเชื่อถือ กรณีศึกษาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป อาศัยหลักการวิศวกรรมความน่าเชื่อถือใน
การวิเคราะห์หารอบการเปลี่ยนทดแทน เพื่อนำไปปรับปรงุ แผนการบำรุงรักษาเชงิ ป้องกัน การดำเนินงานวิจยั
เริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญของช้ินสว่ นอุปกรณ์เครื่องผสมคอนกรตี และนำข้อมูลที่ได้มาทำการวเิ คราะห์
ความเสียหายและระดบั ความเสย่ี งด้วยวธิ ีการวิเคราะห์คณุ ลักษณะความเสียหายและผลกระทบ จากนั้นทำการ
คำนวณรอบการเปลี่ยนทดแทนที่เหมาะสมต่อการใช้งานด้วยการประมาณค่าความน่าเชื่อถือ และนำข้อมูลที่
ไดม้ าจดั ทำแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกนั ให้กับเคร่ืองจักร ผลงานวิจยั พบวา่ เวลาสูญเสียทเ่ี กิดจากการขัดข้อง
และเสียหายของเครื่องผสมคอนกรีตลดลงจากเดิม 865.33 นาที/เดือน ลดเหลือ 301.67 นาที/เดือนหรือคิด
เป็นอัตราความเสียหายที่ลดลงเท่ากับ 7.34 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเพิ่มอัตราความพร้อมในการใช้งานของ
เคร่อื งผสมคอนกรตี เท่ากบั 7.34 เปอร์เซน็ ต์
คณุ สรัณญา ศลิ าอาสน์ (2551) ปรบั ปรงุ ประสทิ ธภิ าพการผลิตของเคร่อื งจกั ร อาศยั หลกั การบำรงุ รักษา
เชิงป้องกันเคร่ืองจักรมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มอัตราความพร้อมใช้งาน โดยมีค่าเวลาเฉลีย่ ระหว่างความเสียหาย
ของเครื่องจักรยาวนานขึ้น ด้วยการนำโปรแกรมระบบการบำรุงรักษาเครื่องจกั รเชิงป้องกนั มาทำการวเิ คราะห์
อาการที่ผิดปกติและผลกระทบของความเสียหายเพื่อหาระดับความเสี่ยงของเครื่องจักร และนำข้อมูลที่ได้มา
ทำการวางแผนการบำรงุ รกั ษาเชิงปอ้ งกันท่ีเหมาะสมของแต่ละเคร่ืองจักรใหเ้ ปน็ มาตรฐานในการบำรงุ รักษา ซ่ึง
จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพผลการวิจัยสามารถจัดเก็บข้อมูลของเครื่องจักรที่ใช้ในการวางแผนบำรุงรักษาเชิง
ปอ้ งกนั เครื่องจักรได้เป็นระบบมากข้ึน พบว่าอตั ราความพรอ้ มใชง้ านของเครอื่ งจักรเพิ่มข้ึนเฉล่ยี เท่ากับ 7.74%
ซึ่งทำให้อัตราความพร้อมใช้งานของเครื่องจักรมีค่าเท่ากับ 78.61% และมีค่าเวลาเฉลี่ยระหว่างความเสียหาย
ของเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเท่ากับ 13.88% นอกจากนี้ยังมีจำนวนความถี่ในการเกิดความเสียหายลดลงเฉล่ีย
เท่ากบั 45.39% และจำนวนช่วั โมงท่เี กดิ ความเสยี หายลดลงเฉลีย่ เท่ากบั 44.40%
40
2.9 บทสรุป
การเพิ่มผลผลิต (Productivity) เป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง
จาํ กดั ใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุด การปรบั ปรงุ การเพ่ิมผลผลิตที่มีประสิทธิภาพจะทำให้บรรลุเป้าหมายของการเพ่ิม
ผลผลิต นั่นคือ มาตรฐานการครองชีพของประชาชนคนในชาติดีขึน้ ประชาชนคนในชาติอยู่ดี กินดี มีความสุข
ผลที่ได้รับจากการเพิ่มผลผลิตตกอยู่กับทุก ๆ คนในชาติ ดังนั้นทุก ๆ คนในชาติ หน่วยงานและสถาน
ประกอบการจงึ มีหน้าท่ีที่จะตอ้ งให้ความร่วมมือในการปรับปรุงการเพมิ่ ผลผลติ
องค์ประกอบการเพิ่มผลผลติ ทีด่ ีนั้น มีอยู่ 8 ประการ คือ QCDSMEEE ซึ่งส่งผลให้เกิดการเพิ่มผลผลิต
ที่ยั่งยืนและมีคุณธรรม เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ได้สนองตอบต่อลูกค้า ต่อพนักงานและสนองตอบต่อสังคม
ดงั น้ีคือ
1. สนองตอบลูกคา้ ทหี่ น่วยงานตอ้ งปฏิบตั ิ คือ ด้านคุณภาพ ด้านต้นทุน และการสง่ มอบ เป็นตน้
2. สนองตอบต่อพนักงานทหี่ น่วยงานตอ้ งปฏบิ ตั ิ คือ ด้านความปลอดภัย และขวญั กำลงั ใจในการ
ทำงานเป็นองคป์ ระกอบ
3.สนองตอบต่อสังคมทีห่ น่วยงานตอ้ งปฏิบตั ิ คือ ดา้ นสภาพแวดล้อม และจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
เป็นองค์ประกอบ
41
บทท่ี 3
วิธีการดำเนินงาน
3.1 ข้อมูลเบื้องต้น
เครื่องจักรท่ีนำมาใชเ้ ปน็ กรณีศกึ ษาเร่ืองการวางแผนการบำรงุ รักษาน้คี ือ Motor Pump
ภาพท่ี 3.2 Specification ของเครื่องจกั ร
42
ภาพท่ี 3.3 Flow Diagram
ภาพท่ี 3.4 ข้อมลู อปุ กรณ์ที่เก่ียวขอ้ ง
43
สภาพปัจจบุ นั การทำกจิ กรรมการบำรุงรักษา
ปัญหาที่สำคัญของบริษัท คือ ความสูญเสียเนื่องจากการขัดข้องของเครื่องจักรในกระบวนการเนื่อง
กระทบ ต่อการจ่ายนำ้ มนั ให้กบั ลูกค้า จากปัญหาดงั กล่าวจึงเป็น สิง่ จงู ใจใหม้ ีการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ซึ่งการ
บำรุงรักษาที่ดีนั้นเป็นผลให้เครื่องจักรมีประสิทธภิ าพและสมรรถนะที่สูงสุดตลอดเวลา ทำให้ลดการชำรุดของ
อุปกรณ์ได้อย่างมากทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว การเก็บข้อมูลวิจัยเล่มนี้จึงได้นำแนวทางการ
วิเคราะห์อาการทีผ่ ดิ ปกติและผลกระทบของความเสยี หาย (Failure Mode and Effect Analysis)มาเพื่อเพม่ิ
อัตราความพร้อมใช้งานและลดเปอร์เซ็นต์ความสูญเสียของเครื่อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการซ่อมให้กับ
พนักงานในแผนก เปน็ ผลให้การบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ซึ่งส่งผลให้เครือ่ งจักรมีความ
พร้อมที่จ ะทำงาน ทำให ้กร ะบว นการผล ิตแล ะเพื่ อให้ทร าบถึงผล การวิจ ัยว่าน ำไปปฏ ิบัติแล ้วจ ะปร ะ ส บ
ความสำเร็จหรอื ไม่ จึงขอเสนอตัวชวี้ ดั เพอ่ื วดั ผลการดำเนินงานดงั น้ี
▪ จำนวนครั้งในการเกิดความเสยี หายของเคร่ืองจักร
▪ เวลาท่ตี ้องสูญเสียเน่ืองจากเกิดการขัดขอ้ ง และเสียหายของเคร่อื งจักรในระหว่างการ
ผลติ (Breakdown time)
▪ ค่าเวลาเฉลยี่ ระหวา่ งความเสยี หายของเครือ่ งจักร (Mean Time Between Failure :MTBF)
▪ อัตราความพรอ้ มในการทำงานของเครื่องจักร (Availability Rate)
จากการศึกษาข้อมูลสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการเกิดเวลาสูญเสียการจ่ายน้ำมันของ
เครอ่ื งจกั รและสาเหตุของการเกดิ ความเสียหายของเครื่องจักรโดยใช้แผนภูมิก้างปลา ซง่ึ หลกั การคิดข้อมูลการ
หยุดของเครื่องจักรนั้นผู้ทำวิจัยได้ทำการคิดเฉพาะการหยุดของเครื่องจักรกรณีที่เครื่องจักรเกิดการเสียหาย
เทา่ นน้ั ไมร่ วมการหยดุ เครอื่ งจักรกรณีทเ่ี กดิ จากการหยุดเคร่ืองจักรเพื่อทำการบำรุงรักษาเครื่องจักรเชงิ ป้องกนั
ประวัตกิ ารซ่อมเครื่องจักรก่อนการใช้ระบบการบำรงุ รักษาแบบตามสภาพสำรวจปัญหาของโรงงานก่อนการทำ
ระบบบำรุงรักษาเชิงปอ้ งกัน ประกอบไปด้วย ข้อมูลจำนวนครั้งในการเกิดความเสียหายของเครื่องจักร เวลาท่ี
ต้องสูญเสียเนื่องจากเกิดการขัดข้องและเสียหายของเครื่องจักรในระหว่างการผลิต (Breakdown Time) ค่า
เวลาเฉลี่ยระหว่างการชำรุดเสียหาย (MTBF) และอตั ราความพร้อมใช้งานของเคร่ืองจักรต้ังแต่เดือน มกราคม-
มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
จากกรณีศึกษาบริษัท ระหว่างมกราคม - มิถุนายน 2563 พบว่า ที่กระบวนการการจ่ายน้ำมันปัญหา
ของคา่ ความพร้อมใช้งานของเครื่องจักร (Machine Availability) นน้ั ค่อนขา้ งต่ำกว่าเปา้ หมายโดยท่ีเป้าหมาย
ของบริษัทนั้นเฉลี่ยอยู่ที 96.40 %/เดือน แต่ปัจจุบันค่าความพร้อมใช้งานของเครื่องจักร ( Machine
Availability) อยูท่ ี่ 86.45 %/เดือน เพราะเกิดจากการขัดขอ้ งของเครอ่ื งจักรบ่อยครงั้
44
ภาพท่ี 3.5แผนภูมกิ ้างปลา
3.5 ข้อมูลกอ่ นแก้ไขและปรับปรงุ
จากการที่ไดม้ ีการเก็บข้อมลู ดังตาราง
ตารางที่ 3.1 คา่ ที่ใช้วดั ผลการดำเนินงานก่อนการบำรุงรักษาเชงิ ปอ้ งกันเครือ่ งจักร
ภาพที่ 3.6 แผนภูมิแสดงจำนวนครง้ั ทีเ่ สียหายของเครอ่ื งจักรทง้ั 2 เครื่อง
45
ภาพท่ี3.7 แผนภมู เิ วลาเดนิ เคร่อื งจักรทัง้ หมด เครอ่ื งจักรทง้ั 2 เคร่ือง
ภาพท่ี 3.8 แผนภมู ิแสดงเวลาเวลาใชเ้ ครอื่ งจักร ของเครือ่ งจกั รทงั้ 2 เคร่ือง
46