ประวตั ิพระนางเจ้าจามเทวี
ชาตกิ าเนดิ ของพระองค์นนั้ ในตานานจามเทวีวงศแ์ ละตานานมลู ศาสนากลา่ ววา่ เป็นพระราชธิดาของ
กษตั ริย์แหง่ กรุงละโว้ แตต่ านานมขุ ปาฐะพืน้ บ้านแหง่ หนงึ่ กลา่ ววา่ พระองค์เป็นธิดาของคหบดีชาวหริภญุ
ชยั ซง่ึ มีเชือ้ สายชาวเมง (ตานานเรียกวา่ เมงคบตุ ร) อาศยั อยใู่ นพืน้ ท่ีที่ปัจจบุ นั เป็นหม่บู ้านหนองดู่ อาเภอ
ป่ าซาง จงั หวดั ลาพนู พระนางจามเทวีเมื่อแรกประสตู ไิ ว้ว่าตรงกบั วนั พฤหสั บดี ขนึ ้ 15 คา่ เดือน 5 ปี มะโรง
พ.ศ. 1176 เวลาจวนจะค่า ขณะเมื่อพระนางยงั มีพระชนม์ได้ 3 เดอื นนนั้ มีนกยกั ษ์ตวั หนง่ึ โฉบเอาพระนาง
ขนึ ้ ไปบนฟ้ า เม่ือนกนนั้ บนิ ผา่ นหน้าสเุ ทวฤๅษีซงึ่ บาเพ็ญตบะอยู่ ณ เขาอจุ ฉตุ บรรพต (แปลวา่ เขาไร่อ้อย
เชื่อวา่ คือดอยสเุ ทพในปัจจบุ นั ) ทา่ นจงึ ได้แผเ่ มตตาจติ ให้นกนนั้ ปล่อยทารกน้อยลงมา แล้วรับเอาเดก็ นนั้
เป็นบตุ รบญุ ธรรม พร้อมทงั้ ตงั้ ชื่อให้วา่ นางวี ด้วยถือเอานิมติ ท่ีพระฤๅษีใช้พดั (ภาษาถ่ินเรียกวา่ "วี")
รองรับพระนางเน่ืองจากพระฤๅษีอยใู่ นสมณเพศ ไมอ่ าจถกู ตวั สตรีได้ ตอ่ มาพระนางได้ร่าเรียนสรรพ
วชิ าการตา่ งๆ จากสเุ ทวฤๅษี
ทา่ นสเุ ทวฤๅษีจงึ ได้ผกู ดวงและตรวจสอบชะตา ทราบวา่ กมุ ารีผ้เู ป็นบตุ รบญุ ธรรมของทา่ นจะมีวาสนาเป็น
ถึงจอมกษัตริย์ ปกครองบ้านเมืองอนั ใหญ่โตซง่ึ จะรุ่งเรืองไปในภายภาคหน้า จงึ ตกลงใจวา่ จะต้องสง่
เดก็ หญิงไปสรู่ าชสานกั เพ่ือรับการอภิเษกขนึ ้ เป็นเชือ้ พระวงศ์ให้สมควรแก่การที่จะได้เป็นใหญ่ตอ่ ไป และท่ี
เหมาะสมในสายตาทา่ นฤๅษีคอื ราชสานกั แหง่ กรุงละโว้ ซ่งึ เป็นราชสานกั ท่ีเจริญรุ่งเรืองที่สุดแหง่ หนง่ึ ใน
สวุ รรณภมู เิ วลานนั้
จนกระทงั่ เมื่อพระนางมีพระชนมายไุ ด้ 13 พรรษา ทา่ นสเุ ทวฤๅษีจงึ ได้เนรมิตแพขนึ ้ สง่ กมุ ารีน้อยล่องไป
ตามนา้ จากเมืองเหนือ โดยพญากากะวานรและบริวารจานวน ๓๕ ตวั โดยสารแพไปด้วย อีกทงั้ ยงั ฝาก
หนงั สือไปฉบบั หนง่ึ เพ่ือกราบทลู พระเจ้ากรุงละโว้ (ลวปรุ ะ) วา่ กมุ ารีน้อยนีจ้ ะไปชว่ ยละโว้ประหารศตั รู
เดก็ หญิงและวานรทงั้ หลายล่องตามลานา้ ไปเป็นเวลานานหลายเดอื นจงึ เข้าสเู่ ขตกรุงละโว้ ประชาชนชาว
ละโว้สองฝั่งลานา้ ได้โจษขานถึงแพเล็กๆ นีด้ ้วยความประหลาดใจครัน้ ถงึ ท่านา้ หน้าวดั ชยั มงคล แพเนรมิตก็
มิได้ลอ่ งตามนา้ ตอ่ ไปกลบั ลอยวนเวียนอยบู่ ริเวณนนั้ ประชาพลเมืองได้เห็นตา่ งโจษขานกนั องึ คนงึ บ้างก็
เข้าไปพยายามดงึ นาวาเข้าฝ่ัง แตก่ ็ไมเ่ ป็นผลสาเร็จ ชาวบ้านเห็นเหตเุ ป็นอศั จรรย์และตา่ งพากนั ชื่นชม
เดก็ หญิงซง่ึ มีผวิ พรรณผดุ ผ่องนา่ รักนา่ เอน็ ดอู ยา่ งยง่ิ ความทราบถงึ บรรดาขนุ นาง จงึ ได้ไปตรวจดทู ่ีฝั่งนา้
เห็นความจริงประจกั ษ์แก่ตาจงึ รีบกลบั เข้าพระราชวงั กราบบงั คมทลู พระเจ้าจกั วตั ิ ผ้คู รองกรุงละโว้ ให้ทรง
ทราบทนั ที
เจ้าแผน่ ดนิ กรุงลวปรุ ะได้เสดจ็ ไปยงั ทา่ นา้ หน้าวดั ชยั มงคลพร้อมด้วยมเหสีในทนั ทีนนั้ เม่ือได้ทอดพระเนตร
เหน็ ความเป็นไปทงั้ หมด พระองคท์ รงมีรับสงั่ ให้ทหารที่ตามเสดจ็ ชะลอแพเนรมิตเข้าสฝู่ ่ัง แตเ่ หตกุ ารณ์อนั
ไมม่ ีใครคาดคิดก็บงั เกิดขนึ ้ อีกครัง้ หนง่ึ กาลงั ของเหลา่ ทหารแหง่ กรุงลวปรุ ะไมอ่ าจชกั ลากแพเข้าสทู่ า่ นา้ ได้
ไมว่ า่ กษตั ริย์จะมีพระบญั ชาให้เพมิ่ จานวนทหารมากขนึ ้ สกั เทา่ ใดก็ตาม การณ์อนั เป็นไปโดยอศั จรรย์ดงั นี ้
ทาให้เจ้าแผน่ ดนิ ทรงประจกั ษ์แจ้งแกพ่ ระปรีชาญาณวา่ กมุ ารีแรกรุ่นในทา่ มกลางฝงู วานรบนแพนีค้ งจะ
เป็นผ้มู ีบญุ ญาธิการมากมาย และแพนนั้ ก็คงจะเป็นแพวิเศษท่ีสามญั ชนจะไปแตะต้องมิได้ พระองค์จงึ
เสดจ็ จากท่ีประทบั พร้อมด้วยพระมเหสีและทรงยดึ เชือกท่ีผกู แพนนั้ ไว้ด้วยพระหตั ถ์ของทงั้ สองพระองค์
และแล้วเหตอุ ศั จรรย์ก็บงั เกิดขนึ ้ อีกเป็นคารบสาม พระเจ้ากรุงลวปรุ ะและพระมเหสีเพียงแตท่ รงชกั เชือกนนั้
ด้วยแรงเฉพาะสองพระองค์ แพวิเศษก็ลอยเข้าสทู่ า่ นา้ ได้โดยง่าย และดรู าวกบั เทพยดาฟ้ าดนิ จะทรง
อานวยพรให้แก่ประพฤตเิ หตอุ นั อศั จรรย์นี ้เพราะเมื่อแพวิเศษลอยเข้าเทียบทา่ นา้ ได้มีฝนโปรยปรายเป็น
ละอองบางเบา ยงั ความสดช่ืนแกท่ กุ คนในท่ีนนั้ ประชาชนทงั้ สองฝั่งลานา้ ได้เหน็ ตา่ งก็พากนั ช่ืนชมพระ
บารมีของทงั้ สองพระองค์ และสรรเสริญบญุ ญานภุ าพของกมุ ารีน้อยไปทว่ั ทงั้ พระนคร
พระเจ้ากรุงละโว้และพระมเหสีได้รับกมุ ารีน้อยไว้ด้วยความเสนห่ าอยา่ งยง่ิ พระมเหสีนนั้ ถงึ กบั เสดจ็ เข้าไป
สวมกอดและจมุ พติ กมุ ารีตงั้ แตแ่ รกขนึ ้ สฝู่ ั่ง พระเจ้ากรุงละโว้ผ้เู ตม็ ไปด้วยความปิตใิ นพระหฤทยั ได้ทรงนา
กมุ ารีผ้นู า่ รักขนึ ้ ประทบั บนราชรถ และตา่ งพากนั เสดจ็ เข้าสรู่ าชสานกั กรุงละโว้ทา่ มกลางประชาชนท่ีมาเฝ้ า
ชมพระบารมีสองข้างทางด้วยความชื่นชมยนิ ดีโดยทว่ั หน้าและได้ตงั้ พระนามให้ใหมว่ า่ พระนางจามเทวี