การเขยี นรายงานวิชาการ
วิชาท่ีนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที 5ี่ /3 สนใจมากท่สี ุด
เรอ่ื ง ประโยชน์ของนำ้ ผกั และผลไม้เพอ่ื การบำรุงสายตา
โรงเรยี นเทพศิรินทร์ พแุ ค อำเภอเฉลิมพระเกยี รติ จังหวัดสระบรุ ี
จัดทำโดย
1. นายดนุสรณ์ ก่งึ สำโรง เลขที่6
2. นายภานพุ งศ์ มณีโชติ เลขที7่
3. น.ส.อนันตญา นามศริ ิ เลขท่1ี 7
4. น.ส.อรรณษา พุกการะเวก เลขที่18
5. น.ส.อาทติ ยา จันทรถ์ าวร เลขท1่ี 9
ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่5/3
เสนอ
อาจารย์ ยวุ ดี ญาณสทิ ธิ์
รายงานฉบับน้เี ปน็ ส่วนหน่ึงของวิชา การเขียนรายงานวิชาการ รหัสวิชา ร30202
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
โรงเรียนเทพศิรินทร์ พแุ ค อำเภอเฉลิมพระเกยี รติ จงั หวัดสระบุรี
สำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 4
ชอื่ เรอ่ื ง : ประโยชนข์ องน้ำผักและผลไมเ้ พื่อการบำรุงสายตา
ผจู้ ัดทำ : 1. นายดนสุ รณ์ ก่งึ สำโรง เลขที่6
2. นายภานุพงศ์ มณโี ชติ เลขที่7
3. น.ส.อนนั ตญา นามศิริ เลขที1่ 7
4. น.ส.อรรณษา พุกการะเวก เลขท1ี่ 8
5. น.ส.อาทติ ยา จันทรถ์ าวร เลขท่1ี 9
ทีป่ รกึ ษา : อาจารย์ ยุวดี ญาณสทิ ธิ์
ปกี ารศึกษา : 25563
บทคดั ยอ่
การรักษาโรคโดยไม่ใช้ยา หรือที่เรียกว่าธรรมชาติบำบัดในปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะการดื่มน้ำผักและผลไม้สดที่เป็นขบวนการสำคัญของธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นการบำรุงสายตาหรือ
รักษาสุขภาพต่างๆแต่คนในยุคปัจจุบันนี้มีการใช้สายตาหนักเกินไปเช่น การนั่งทำงานนั่งจ้องคอมพิวเตอร์
ตลอดท้งั วนั มองหน้าจอโทรศัพท์ ดทู วี ี เปน็ ต้นสิง่ เหล่านกี้ ่อใหเ้ กดิ การลา้ ของสายตาในการมองทำให้เกิดภาพ
พร่ามัวปวดเบ้าตาลามไปถึงท้ายทอยด้วยดวงตาถือเป็นหน้าตาของหัวใจ เป็นอวัยวะที่ใช้สื่อความหมาย
มากมายและที่สำคัญทส่ี ดุ คือเป็นอวัยวะท่ีใชม้ องสงิ่ ต่างๆรอบตวั อกี ด้วยจึงถือวา่ ดวงตาน้นั เปน็ สิ่งที่สำคัญอย่าง
มาก
ดังนั้นเมือ่ เราใช้สายตามากก็ต้องรู้จกั การบำรงุ สายตาดว้ ยเชน่ กัน หากก้มหน้าจอ้ งมองคอมพวิ เตอร์
หรือโทรศพั ท์เป็นเวลานานกจ็ ะไดร้ ับอันตรายจากแสงสีฟา้ ที่ออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศพั ท์อกี
ด้วย เราจึงมีวิธีการบำรุงสายตาง่ายๆโดยการดื่มน้ำผักและผลไม้เพือ่ บำรุงสายตา “ผักใบเขียว” อุดมไปดว้ ย
สารอาหารวิตามนิ หลายชนดิ แต่วิตามนิ ทมี่ ปี ระโยชน์ในการบำรุงสายตามากทสี่ ุดได้แก่ วติ ามนิ A ซ่ึงมสี ่วนรว่ ม
ในการทำงานของเซลล์พิเศษทม่ี อี ยใู่ นจอประสาทตา ทำใหเ้ ซลลม์ ีการทำงานได้มปี ระสทิ ธภิ าพมากขึ้น แอนโท
ไซยานนิ ซงึ่ พบในผักและผลไม้หลากสีและผลไมท้ ่มี ีอยใู่ นตระกลู เบอรร์ ี่ตา่ งๆดว้ ย
บทท1่ี
บทนำ
1.1 ทม่ี าและความสำคัญของโครงการ
การรักษาโรคโดยไม่ใช้ยา หรือที่เรียกว่าธรรมชาติบำบัดในปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะการดื่มน้ำผักและผลไม้สดที่เป็นขบวนการสำคัญของธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นการบำรุงสายตาหรอื
รักษาสุขภาพต่างๆแต่คนในยุคปัจจุบันนี้มีการใช้สายตาหนักเกินไปเช่น การนั่งทำงานนั่งจ้องคอมพิวเตอร์
ตลอดทงั้ วัน มองหน้าจอโทรศัพท์ ดทู ีวี เป็นตน้ สง่ิ เหลา่ นก้ี ่อใหเ้ กิดการล้าของสายตาในการมองทำให้เกิดภาพ
พร่ามัวปวดเบ้าตาลามไปถึงท้ายทอยด้วยดวงตาถือเป็นหน้าตาของหัวใจ เป็นอวัยวะที่ใช้สื่อความหมาย
มากมายและท่ีสำคญั ท่สี ดุ คือเปน็ อวยั วะท่ีใช้มองสิง่ ต่างๆรอบตัวอีกดว้ ยจึงถือวา่ ดวงตาน้ันเป็นส่ิงที่สำคัญอย่าง
มาก
ดังนั้นเมือ่ เราใช้สายตามากก็ต้องรู้จักการบำรงุ สายตาด้วยเช่นกัน หากก้มหน้าจอ้ งมองคอมพวิ เตอร์
หรือโทรศพั ทเ์ ป็นเวลานานก็จะได้รับอันตรายจากแสงสีฟา้ ทีอ่ อกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศพั ทอ์ กี
ด้วย เราจึงมีวธิ ีการบำรุงสายตาง่ายๆโดยการด่ืมน้ำผักและผลไม้เพือ่ บำรงุ สายตา “ผักใบเขยี ว” อุดมไปดว้ ย
สารอาหารวิตามนิ หลายชนดิ แตว่ ิตามนิ ที่มีประโยชน์ในการบำรุงสายตามากทีส่ ดุ ได้แก่ วิตามนิ A ซึง่ มสี ่วนรว่ ม
ในการทำงานของเซลล์พเิ ศษท่ีมีอยใู่ นจอประสาทตา ทำใหเ้ ซลล์มกี ารทำงานไดม้ ีประสทิ ธิภาพมากข้นึ แอนโท
ไซยานินซึ่งพบในผกั และผลไมห้ ลากสีและผลไม้ทม่ี อี ยู่ในตระกูลเบอร์รี่ต่างๆด้วย
ดังนั้นการดื่มน้ำผักและผลไม้ที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงน่าเป็นทางเลือกที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามเพราะ
นอกจากจะไดส้ ายตาที่ดแี ละยังไมต่ ้องใส่แว่นให้เสียบุคลิกแล้วยงั มีสุขภาพที่แขง็ แรงอีกดว้ ย นำ้ ผักผลไม้ไม่ได้มี
ประโยชนเ์ พยี งแค่บำรุงสายตาแตย่ ังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมายอาทเิ ช่น ช่วยป้องกันและชะลอความเสอ่ื มของ
อวยั วะภายในรา่ งกายต่างๆอกี ทง้ั ผกั ผลไมบ้ างชนดิ ยงั มสี รรพคุณเป็นยาสมุนไพรท่ชี ว่ ยบำบัดและรกั ษาโรคบาง
ชนิดได้เป็นอย่างดี การดื่มน้ำผักผลไม้เป็นประจำยังช่วยทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสดใสได้ เพราะผักผลไม้
หลายชนิดจะอุดมไปด้วยวิตามินซี และ วิตามินอี ซึ่งเป็นอาหารผิวที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวดูมี
สขุ ภาพดีและเรยี บเนยี น
1.2 จุดประสงค์
1.2.1 เพ่อื ทำการศึกษาคน้ คว้าเร่อื งการบำรงุ สายตาโดยการดื่มนำ้ ผกั และผลไม้
1.2.2 เพือ่ ใหค้ วามรกู้ ับผคู้ นในชมุ ชนเกี่ยวกับการบำรุงสายตาโดยการดื่มน้ำผักและผลไม้
1.2.3เพอื่ ใหผ้ ู้คนในชุมชนได้รับรูถ้ ึงวิธกี ารทำและสามารถนำไปทำกินเองไดท้ ี่บา้ น
1.3 ระยะเวลาการดำเนนิ การโครงการ
รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย ระดบั คุณภาพ
1. ดืม่ นา้ ผกั และผลไมท้ กุ วนั 1.25 นอ้ ยที่สดุ
2. นกั เรยี นมีการมองเหน็ ท่ีดีขึน้ 8.75 มากท่ีสดุ
3. มีการวางแผนด่ืมนา้ ผักและผลไม้ 3.75 มาก
4. ไดป้ ระโยชนจ์ ากนา้ ผกั และผลไม้ 13.75 มากที่สดุ
5. นกั เรียนมีการต่อยอดนา้ ผกั และผลไม้ 2.5 นอ้ ย
6. มีการบนั ทึกผล 1.25 นอ้ ยท่ีสดุ
31.25 มากท่ีสดุ
รวม
ตารางท่ี 1.1 ระยะเวลาการดำเนินการโครงการ (Gantt Chart)
1.4 งบประมาณ
1.4.1 วัตถุดบิ
-องุ่น 180 บาท
-สม้ 85 บาท
-แครอท 85 บาท
-มะเขือเทศ 80 บาท
-นำ้ ตาล 40 บาท
-เกลอื 4 บาท
1.4.2 วัสดุ
-เครอื่ งปน่ั อัตโนมัติ 650 บาท
-ขวดพลาสตกิ 270 บาท
รวม 1,394 บาท
1.5 นิยามศพั ท์เฉพาะ
1.5.1 แอนโทไซยานนิ หมายถึงสารที่อยู่ทผี่ ักและผลไม้ทเี่ รานำมาใชใ้ นการทำโครงการ เปน็ สารต้าน
อนมุ ูลอสิ ระ ช่วยชะลอความเส่อื มของเซลล์ ชะลอความเสอื่ มของดวงตา
1.5.2 วิตามินA หมายถึง วติ ามนิ ที่ละลายในไขมนั มีหนา้ ทชี่ ่วยในการมองเหน็ การเจรญิ เตบิ โตของ
กระดูกทำใหผ้ ิวพรรณแข็งแรงซ่ึงผลไมท้ เ่ี รานำมาทำโครงการลว้ นแล้วแต่มีวติ ามินAทงั้ สนิ้
1.5.3 ผกั ผลไม้หลากสี หมายถงึ พชื ผักผลไมท้ ่ีเรานำมาทำโครงการเป็นผกั ผลไม้ทมี่ สี ี มกี ลิ่นหรอื
รสชาตทิ ี่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ชว่ ยบำรงุ สายตา ช่วยเพม่ิ ภูมคิ ุ้มกนั
1.6 ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รบั
1.6.1 ไดร้ บั ความรู้เกย่ี วกบั การบำรงุ สายตาโดยการดมื่ นำ้ ผกั และผลไม้
1.6.2 ผคู้ นในชุมชนไดร้ บั ความรเู้ กย่ี วกบั การบำรงุ สายตาโดยการดมื่ น้ำผกั และผลไม้
1.6.3 ผคู้ นในชมุ ชนไดท้ ราบถึงวธิ กี ารทำและสามารถนำไปทำกินเองไดท้ ่บี ้าน
1.7 ขอบเขตของโครงการ
ขอบเขตในการจัดทำโครงการครงั้ น้ี แบง่ เป็น 3 ด้านประกอบด้วยขอบเขตดา้ นเนอื้ หา ขอบเขตดา้ นวิธกี ารและ
ขอบเขตดา้ นเวลาซ่งึ แตล่ ะดา้ นมรี ายละเอียดดังนี้
1.7.1 ขอบเขตด้านเนอื้ หา ศกึ ษาความรเู้ ก่ียวกบั การทำนำ้ ผกั และผลไมท้ ีใ่ ชใ้ นการบำบัดบำรงุ สายตา
โดยเริม่ จากการศึกษาสรรพคุณในตวั ผักและผลไม้น้ันๆว่ามสี ารตัวใดท่ีชว่ ยในการบำรงุ สายตาจงึ จะคัดเลอื กผัก
ผลไมช้ นดิ นนั้ มาใชใ้ นการทำโครงการ
1.7.2 ขอบเขตด้านวิธีการ ศึกษาการทำนำ้ ผักและผลไม้ วิธกี ารทำ การเพม่ิ ส่วนผสมเพือ่ ใหม้ รี สชาติ
ทานง่ายและไดป้ ระโยชน์ตามทีค่ าดหมาย
1.7.3 ของเขตด้านเวลา โครงการนดี้ ำเนนิ การในภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2559
บทท่ี 2
เอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง
2.1 ท่ีมาของผักและผลไม้
2.1.1 ความหมายของผักและผลไม้
พชื ท่ีมนุษยใ์ ช้บรโิ ภคเปน็ อาหารประจำวันทคี่ ุณค่าทางอาหารได้ครบถว้ นใหไ้ ขมนั และ แปง้
(คารโ์ บไฮเดรท)ซงึ่ ให้พลังงานและความอบอ่นุ แกร่ า่ งกายใหโ้ ปรตีนท่ชี ่วยเสรมิ สรา้ งการเจริญเตบิ โตของ
ร่างกาย ให้วิตามนิ และเกลอื แรท่ ช่ี ว่ ยทำใหร้ ่างกายแข็งแรงมีภมู ิตา้ นทานตอ่ โรคภยั ไข้เจบ็ สามารถดำรงชวี ติ ได้
ตามปกติ
ผลไม้ หมายถงึ ผลทเ่ี กิดจากการขยายพนั ธุโ์ ดยอาศยั เพศของพืชบางชนิด ซ่งึ มนษุ ยส์ ามารถรบั ประทาน
ได้และสว่ นมากจะไม่ทำเปน็ อาหารคาว ตวั อยา่ งผลไม้ เชน่
แอปเปลิ้ สม้ กล้วย มะม่วง ทุเรียน รวมถึง มะเขอื เทศ ทสี่ ามารถจัดได้วา่ เปน็ ทง้ั ผกั และผลไม้สง่ิ มีชวี ิตจำพวก
พชื โดยลกั ษณะรวมๆ จะมรี ูปทรงคล้ายทรงกลมหรอื ทรงรี ซ่ึงอาจมีความแตกต่างกนั บา้ งตามสายพนั ธ์ุ โดย
ปกติผลไมจ้ ะต้องมีเปลอื กหรือมสี ง่ิ ท่หี ่อห้มุ เนอ้ื ที่อยขู่ ้างใน ซึ่งมักจะถกู นำไปเปน็ อาหารโดยมนุษยห์ รอื สตั วใ์ น
สว่ นของการเจริญเตบิ โต สามารถขยายพนั ธไุ์ ด้โดยดอก เมลด็ หรอื อนื่ ๆ ซง่ึ ผลไม้ที่ออกมานตี้ อนแรกจะมีขนาด
เล็กและมกั จะไม่คอ่ ยถกู นำมารบั ประทานโดยมนษุ ย์ แต่เมอ่ื เตบิ โตจนสกุ งอม จะมลี กั ษณะที่แตกตา่ งไปจากเดิม
คอื เปลี่ยนจากสเี ขยี วเป็นสเี หลอื ง มีกล่นิ หอม และรสหวาน เปน็ ต้น จนสามารถนำมารับประทานหรอื ประกอบ
อาหาร ส่วนมากมกั จะเป็นอาหารหวานถ้าผลไมส้ ุกงอมเต็มท่ีจะมลี ักษณะทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ไดน้ อ้ ยลง เช่น
เน่าเสยี บดู ขนึ้ รา เปน็ ต้น และจะหลดุ รว่ งจากต้นลงสู่พื้นดินหรอื พ้นื น้ำ กลายเป็นอาหารใหแ้ กห่ ว่ งโซอ่ าหาร
ลำดับถัดไป เชน่ แบคทเี รีย จรุ ินทรยี ์ จนกลายเปน็ อนิ ทรียธาตหุ รือ อนนิ ทรยี ธาตุ หมนุ เวยี นเปน็ วัฏจักรต่อไป
การทจี่ ะบอกไดว้ า่ เปน็ ผลไม้อะไรนัน้ จำเป็นตอ้ งมสี ิง่ บง่ ชอี้ น่ื ๆ ประกอบหลายอยา่ ง เชน่ เปลอื กมลี ักษณะเปน็
หนามและแขง็ เน้อื ข้างในสเี หลือง หมายถงึ ทเุ รยี น เป็นต้น
2.1.2คำวา่ ผักและผลไม้
คำวา่ ผกั ผลไม้ทใ่ี ชใ้ นการปรุงแตง่ อาหารพชื จำนวนหนงึ่ โดยสว่ นมากเป็นพืชเลก็ ๆ ใช้เป็นอาหารและยา
และผลไมท้ สี่ ามารถรบั ประทานโดยไมม่ กี ารนำไปปรงุ ในครัว แต่มรี สชาติทีด่ ี ซึง่ อาจตอ้ งปอกเปลืองกอ่ น
รับประทาน ดงั นัน้ อาหารหลายชนิดจงึ เป็นผลไม้ในเชิงพฤกษศาสตร์แตก่ ลบั ถูกจดั วา่ เปน็ ผกั ในเชงิ การทำ
ครัว อนั ได้แกผ่ ลของพชื จำพวกฟกั (เชน่ ฟกั ทอง แฟง และ แตงกวา) มะเขือเทศ ถั่ว
ลันเตา ถ่ัวฝักยาว ขา้ วโพด พรกิ หยวก เครือ่ งเทศโดยผลไม้ท่มี ีขนาดใหญท่ ีส่ ดุ ในโลก คอื ผลของมะพรา้ ว
ทะเล (Lodoicea maldivica) ที่มขี นาดใหญ่ทส่ี ดุ หนักไดถ้ งึ 20 กโิ ลกรัม
2.1.3 ลักษณะของผักและผลไม้
รปู ทรงของกั และผลไม้ ผกั และผลไม้ในประเทศไทยมีมากมายหลายชนดิ โดยทัว่ ไปจะมรี ปู ทรงกลม และ
รูปทรงกระบอก ซง่ึ เป็นรปู ทรงพื้นฐานในการแกะสลักไดท้ ุกลวดลาย ผักและผลไม้สามารถแบง่
ออกเป็น 2 ประเภทคอื
1.ผลไมท้ ่ีมเี น้ือบาง จะสามารถแกะสลักไดไ้ ม่มากนัก และเหมาะกับการปอกควา้ น เพือ่ การ
รบั ประทาน เช่น ชมพู่ พุทรา ละมดุ มะปราง เงา
2. ผลไมเ้ นอ้ื หนา จะสามารถปอก คว้าน ตดั แต่งให้เปน็ ชนิ้ ที่มรี ูปรา่ งตามตอ้ งการ เพอ่ื การรบั ประทาน
และแกะสลกั ได้ตามความตอ้ งการ ของผู้แกะสลัก เชน่ แตงโม แคนตาลปู มนั แกว มะม่วง มะละกอ
2.2 วธิ ีการปลกู ผักผลไม้และการดูแล
ผกั และผลไมม้ หี ลายชนิด วิธีการปลกู จงึ เลอื กให้เหมาะสม ผกั ผลไมเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ นำไปขยายพนั ธ์ุ
เมอ่ื ปลกู ไดแ้ ตกต่างกนั ซึง้ จะแบง่ วิถีการปลูกได้ดังนี้
1. การปลกู ด้วยเมลด็ โดยตรง
2. การปลกู โดยวิธีการย้ายกลา้
3. การปลูกโดยอาศยั ส่วนต่างๆของพชื ผลไม้
การดแู ลรกั ษาใกลเ้ คียงลกั ษณะของผกั และผลไมไ้ ด้มากที่สดุ เชน่ สตอเบอรร์ ตี่ ้องปลูกในทท่ี ี่มีอากาศหนาวเย็น
เพื่อการเจรญิ เตบิ โตได้ตามฤดูกาลเปน็ ตน้
ลกั ษณะการปลกู ผักและผลไม้
2.2.1 การปลูกผกั ผลไมบ้ นดิน
การปลูกผักผลไมเ้ พือ่ บริโภคและจำหน่ายถือเป็นทางเลือกหน่ึงในรายการประกอบอาชีพทางด้าน
เกษตรกรรมและสามารถสร้างรายได้ใหก้ ับเกษตรกรอยา่ งมากและการปลูกผักผลไมส้ ามารถเกบ็ เกี่ยวไดห้ ลาย
คร้งั และสามารถนำไปแปรรปู เป็นผลติ ภัณฑ์ท่สี ามารถเกบ็ รกั ษาได้ยาวนานขึ้นการปลูกผกั ผลไมจ้ ะต้องทำการ
เรียนรวู้ างแผนและการศกึ ษากระบวนการผลติ อย่างถูกต้องและเหมาะสมจึงจะทำใหก้ ารผลติ มปี ระสิทธิภาพ
นอกจากน้ียงั สามารถหาตลาดจำหนา่ ยผลิตผลไดอ้ ีกดว้ ย การปลูกบนพื้นดนิ ตอ้ งหาแหลง่ นำ้ ทางเฉพาะเป็น
พ้ืนท่ีเขาซงึ่ จะขาดนำ้ จงึ ต้องขดุ เก็บน้ำไว้ใช้ตอนฤดแู หง้ แลง้
2.2.2 การปลูกในแปลง
เตรยี มดินโดยการขุดดนิ และรอ่ งใหเ้ ป็นแปลงขนาดกวา้ ง 1 เมตร ยาว 4 เมตร ผกั ผลไม้นี้ใช้ปลกู โดยวิธี
น้เี ปน็ ชนดิ เลก็ อายสุ ั้นเพยี งฤดูเดียวหรือสามฤดเู ช่น มะเขือเทศ กลว้ ย สตอเบอรร์ ่ี แตงโม ฟักทอง เปน็ ต้น
2.2.3 การปลกู ในภาชนะ
ปลูกโดยใช้ดินนมิ่ ผสมแลว้ มผี ลดีหรอื สามารถเคลื่อนย้ายไดต้ ามความพอใจ ดูแลรกั ษางา่ ย พืชทีน่ ิยม
ใชป้ ลูกเช่น ฟักทอง แครอท เปน็ ตน้
2.3 ผลกระทบจากการกนิ ผักและผลไม้
อนั ตรายจากผกั ผลไมม้ ี 3 ประเภท ไดแ้ ก่
2.3.1 อนั ตรายจากพยาธแิ ละเช้ือโรค
เพือ่ ลดตน้ ทนุ ในการผลติ เกษตรกรบางรายไดน้ ำเอาอุจจาระคนหรือมลู สตั วส์ ดมาใช้เปน็ ปุ๋ยรดผกั ตาม
แหล่งเพาะปลกู ตา่ งๆ ซึง่ ทำให้เกดิ การปนเปื้อนของไขพ่ ยาธิ ตัวออ่ นพยาธิ และเชือ้ โรคของระบบทางเดิน
อาหารชนดิ ตา่ งๆในผักสด โดยทว่ั ไปผกั ทพี่ บไข่พยาธิ ตัวออ่ นพยาธิหรอื เชอ้ื โรคไดม้ าก มกั เปน็ ผกั ชนิดทใี่ บไม่
เรียบ และซอ้ นกนั มากๆ เช่น ผักกาดขาว สะระแหน่ ผกั ชี ตน้ หอม และ กะหลำ่ ปลี เป็นต้น ซึง่ เปน็ ผักสดท่คี น
ไทยนยิ มบรโิ ภคสดๆ ทำใหม้ โี อกาสได้รบั ไขพ่ ยาธิ หรอื เชื้อโรค เขา้ ไปไดม้ าก ทำใหเ้ ป็นโรคพยาธไิ ดเ้ ชน่ โรค
พยาธติ ืดหมู โรคพยาธิแส้มา้ โรคพยาธไิ สเ้ ดอื น เปน็ ตน้ หรือโรคของระบบทางเดนิ อาหาร เช่น โรคบิด โรค
อหวิ าตกโรค และโรคไทฟอยด์ เป็นตน้
2.3.2 อนั ตรายจากสารฟอกขาว
โซเดียมไฮโดรซลั ไฟต์ (Sodium Hydrosulfite) หรอื ทรี่ ู้จักดีในชอื่ "ผงซกั ม้งุ " เปน็ สารฟอกขาวชนิด
หนง่ึ สารนม้ี ีการใช้ประโยชนใ์ นอุตสาหกรรมเสน้ ใยไหม แห และอวน แตพ่ บวา่ มพี ่อค้าแม่คา้ นำไปแช่ผกั และ
ผลไมบ้ างชนิด เชน่ ถัว่ งอก หน่อไมไ้ ผ่ตง ขงิ ห่นั ฝอย และ กระท้อน เปน็ ตน้ บางครงั้ ยงั ใส่ในอาหารอ่นื เช่น
น้ำมันมะพรา้ ว หนอ่ ไมด้ อง น้ำตาลมะพรา้ ว และทเุ รียนกวนฯลฯ ถ้าไดร้ ับสารน้โี ดยการบรโิ ภค จะทำใหเ้ กิดการ
อักเสบของอวยั วะท่สี มั ผสั กับอาหาร เช่นปาก ลำคอ กระเพาะอาหาร เกิดการปวดทอ้ ง อาเจยี น แน่นหนา้ อก
หายใจไมส่ ะดวก ความดนั โลหติ จะลดลงอยา่ งรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ผูแ้ พอ้ ย่างรุนแรงหรอื ผปู้ ว่ ยโรคหอบ
หืดจะมอี าการชอ็ กหมดสตแิ ละเสียชีวติ
2.3.3 อันตรายจากสารพิษตกคา้ ง
เม่อื รา่ งกายได้รบั เข้าไปในปรมิ าณนอ้ ยๆ แต่บอ่ ยครง้ั เปน็ เวลานาน จะสะสมเพิม่ ปรมิ าณมากขน้ึ จนทำ
ใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงของเซลจนกลายเปน็ เซลมะเร็งลุกลามไปยงั สว่ นต่างๆของรา่ งกายได้ เช่น มะเรง็ ของตบั
และมะเรง็ ของลำไส้ เปน็ ต้น
2.4 วตั ถดุ ิบที่ใช้
2.4.1 ผักและผลไม้
เปน็ ท่ที ราบกนั ดีวา่ ผกั และผลไมน้ ั้นมปี ระโยชน์มากมายมหาศาล เพราะเปน็ แหล่งของวติ ามินและแรธ่ าตุ
หลายชนดิ ที่มปี ระโยชนต์ ่อร่างกาย และมคี ุณสมบัติของการเป็นแหลง่ ใยอาหาร ซง่ึ เป็นสารท่ชี ว่ ยลดการดดู ซมึ
ของคอเลสเตอรอลและไขมนั และยงั ชว่ ยทำให้ระบบการย่อย ระบบการขับถา่ ยทำงานได้อย่างปกตอิ กี ด้วย
นอกจากนผ้ี กั และผลไมบ้ างชนิดยงั มสี ารพิเศษท่ชี ว่ ยทำหนา้ ที่คล้ายยาป้องกันและรักษาโรคบางชนดิ จากการ
สำรวจสุขภาพของประชาชนชาวไทย เมอื่ ปี พ.ศ.2551-2552 ของกระทรวงสาธารณสขุ พบวา่ ผูห้ ญิงไทย
เพียง 18.5% ทรี่ บั ประทานผกั และผลไม้ไดต้ ามเกณฑ์ท่ีองคก์ ารอนามยั โลกกำหนด ซงึ่ กำหนดให้รบั ประทาน
ผกั ผลไม้วนั ละ 400-600 กรมั แต่ทนี่ ่าหว่ งทส่ี ุด คอื กลุ่มเดก็ ทม่ี อี ายุ 6-14 ปพี บวา่ มเี พียง 6.8% เทา่ นัน้ ที่
รบั ประทานผกั ผลไมไ้ ดต้ ามเกณฑท์ ีก่ ำหนด ซ่ึงการรับประทานผักผลไมไ้ มเ่ พียงพอน้ัน จะมคี วามเสย่ี งของการ
เกดิ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วนเพ่ิมมากขึ้น หากประเทศไทยยงั ไมส่ ามารถจัดการกบั ปญั หา
เหลา่ น้ไี ด้ เราจะต้องแบกรบั ภาระจากปญั หาสขุ ภาพในระยะยาว เพราะมรี ายงานว่า 31% ของคนเปน็ โรคหวั ใจ
, 19% ของคนเปน็ โรคระบบทางเดินอาหาร และ 11% ของคนเปน็ โรคหลอดเลือดสมอง มีสาเหตหุ ลกั มาจาก
การรบั ประทานผักผลไม้ไมเ่ พียงพอต่อวัน อีกทั้งพฤตกิ รรมการรบั ประทานผักและผลไมไ้ มเ่ พียงพอนี้ ยังเป็นอกี
หน่งึ ปจั จยั เสยี่ งสำคญั ของโรคอว้ นท่กี ำลังทวีความรุนแรงมากข้นึ เรื่อย ๆ โดยภาวะโรคอว้ นทีเ่ พม่ิ ขน้ึ
มากกว่า 3 เท่า
2.4.2 นำ้
เพราะว่า 4/5 สว่ นของน้ำหนักตวั กค็ อื นำ้ มนษุ ยส์ ามารถมีชีวิตอยูไ่ ดห้ ลายสปั ดาหห์ ากขาดอาหาร แต่
จะอยไู่ ด้เพียงไมก่ ี่วันหากขาดนำ้ โดยนำ้ ทำหนา้ ทเี่ ป็นตัวทำละลายหลักสำหรับอาหารที่ผา่ นกระบวนการย่อยใน
กระเพาะ แตย่ งั ไม่มปี ริมาณทใี่ ห้ด่ืม เฉพาะเจาะจงในแต่ละวนั เพราะการสูญเสยี น้ำของแต่ละคนยอ่ มแตกต่าง
กนั ออกไปแตโ่ ดยทัว่ ไปแลว้ การดมื่ น้ำประมาณ 8 แก้วตอ่ วันถือว่าดีต่อสขุ ภาพสำหรับผูส้ งู อายจุ ะไมค่ ่อยมี
ความรสู้ กึ กระหายนำ้ แม้ในยามทร่ี า่ งกายตอ้ งการกต็ ามโดยกาแฟและเคร่ืองดืม่ ท่ีมีแอลกอฮอลม์ ักจะทำให้
รา่ งกายขาดน้ำและไม่นบั สง่ิ เหล่านี้เปน็ ปรมิ าณนำ้ ทีด่ ืม่ ในแตล่ ะวนั รวมไปถงึ นมดว้ ยเพราะนมเป็นอาหารดงั นน้ั
ไมค่ วรจะคิดวา่ การดืม่ นมนั้นจะทดแทนการดมื่ นำ้ เปลา่ ไดส้ ำหรบั หญงิ ให้นมบุตรอาจต้องการน้ำเพม่ิ มากขึ้น
จากปกตเิ น่ืองจากต้องสญู เสียนำ้ ไปในนำ้ นม หรือถา้ หากคุณเปน็ ไขห้ วัด คณุ ควรพยายามด่มื นำ้ เยอะๆเพอ่ื
ปอ้ งกนั อาการขาดนำ้ และเพอื่ ช่วยขบั ของเสยี ออกจากร่างกายสำหรบั ผู้ท่ีมกั มีปสั สาวะสีเหลอื งเขม้ อาจเป็นตัว
บง่ ชไี้ ด้ว่ารา่ งกายของคณุ กำลงั ตอ้ งการนำ้ เพ่มิ มากข้นึ สำหรบั ผทู้ ร่ี ับประทานยาแอสไพรินไอบโู ทรเฟนยา
ปฏิชีวนะคณุ ควรดืม่ น้ำตามมากๆเพราะยาเหลา่ นจ้ี ะทำใหเ้ กดิ การระคายเคืองทก่ี ระเพาะคณุ ไม่ควรด่ืมน้ำจาก
กอ๊ กน้ำรอ้ นเพราะน้ำร้อนอาจจะไปละลายสารตะกัว่ จากทอ่ ออกมาไดห้ รอื สำหรับผู้ทอ่ี าศยั อยใู่ นบริเวณท่ีใช้น้ำ
กระด้างรา่ งกายคณุ อาจจะตอ้ งได้รบั แคลเซียมและแมกนเี ซยี มเพม่ิ ขน้ึ คณุ ไม่ควรนำขวดนำ้ พลาสตกิ ทีม่ นี ำ้ อย่ไู ป
แชแ่ ข็งเพราะจะทำใหส้ ารไดออกซนิ (สารกอ่ มะเรง็ ) ออกมาจากพลาสติกไดแ้ ละสำหรบั บ้านใครทีม่ ที อ่ นำ้ เปน็
ตะกวั่ ควรให้หน่วยงานทดี่ แู ลด้านสขุ ภาพในพืน้ ทม่ี าวิเคราะหส์ ภาพน้ำใหเ้ พราะนำ้ ทีม่ คี ่าไมถ่ ูกต้องอาจละลาย
สารตะก่วั ออกมาจากท่อกเ็ ปน็ ได้
2.4.3 นำ้ ตาล
คอื สารประกอบคารโ์ บไฮเดรตประเภทโมโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) และไดแซ็กคาไรด์
(disaccharide) ซึง่ มีรสหวาน โดยท่ัวไปจะไดม้ ากจากออ้ ย มะพร้าว แตโ่ ดยท่วั ไปแลว้ จะเรียกอาหารท่ีมรี ส
หวานว่าน้ำตาลแทบทง้ั สน้ิ เช่น ทำมาจากตาลจะเรียกว่าตาลโตนด ทำมาจากมะพร้าวจะเรียกวา่ นำ้ ตาล
มะพรา้ ว ทำมาจากงวงจากจะเรยี กวา่ น้ำตาลจาก ทำมาจากงบจะเรียกวา่ นำ้ ตาลงบ ทำมาจากอ้อยแตย่ งั ไม่ได้
ทำเปน็ น้ำตาลทรายจะเรยี กว่านำ้ ตาลทรายดบิ ถ้านำมาทำเป็นเมด็ จะเรยี กว่าน้ำตาลทราย หรอื ถา้ นำมาทำเป็น
ก้อนแขง็ คล้ายกรวดจะเรียกว่าน้ำตาลกรวด ฯลฯ เมอ่ื พดู ถงึ นำ้ ตาล ใคร ๆ กต็ อ้ งคดิ ว่ามนั มรี สหวาน แต่ความ
จรงิ แลว้ ไม่ใช่วา่ น้ำตาลทุกชนดิ ทีจ่ ะมีรสหวาน เช่น แลก็ โทส (lactose) ซง่ึ จะมีอยใู่ นนมคนหรอื นมวัว เมือ่ เรา
ดื่มแลว้ จะไมร่ ้สู กึ หวาน แมจ้ ะกินแลก็ โทสเพยี งอยา่ งเดียว ความหวานกย็ ังมอี ยอู่ ยา่ งจำกัด นอกจากนี้แปง้ ซงึ่
เป็นอาหารทสี่ ำคัญยงั ประกอบไปด้วยอนภุ าคของกลโู คส 6,500 หน่วย ถ้าไมม่ กี ารสลายตัวจะไมม่ รี สหวาน แต่
เป็นแหลง่ สำคญั ของนำ้ ตาลทร่ี า่ งกายไดร้ บั ในแตล่ ะวนั เวลาที่รับประทานขนมปงั แปง้ จะคลกุ เคลา้ กบั เอนไซม์
ในน้ำลาย จนเกดิ การสลายตวั ทำใหม้ ีรสหวาน คือ มอลโทส (maltose) ขึน้ และในวันหนง่ึ ๆ รา่ งกายของคนเรา
จะต้องการน้ำตาลที่ไดจ้ ากอาหารประมาณ 100-400 กรมั (ซึง่ ส่วนใหญ่จะมาจากแปง้ ) นำ้ ตาลทเ่ี ข้ามาใน
รา่ งกายไม่ใช่ว่าจะไดร้ บั การดูดซมึ แลว้ จะนำไปใช้ไดโ้ ดยตรง เพราะนอกจากกลโู คสแล้ว ไมว่ า่ จะเป็นนำ้ ชนดิ ใด
ก็จะตอ้ งถกู ออกซิไดซใ์ หก้ ลายเปน็ กลูโคสก่อน แล้วจงึ จะเปล่ยี นเปน็ พลงั งานเพอ่ื ใหร้ า่ งกายนำไปใช้ได้
2.4.4 เกลือ
สารประกอบในระดบั สงู กวา่ เกลอื ชนิดตา่ ง ๆ เกลอื ในธรรมชาติก่อตัวเปน็ แรผ่ ลึกรจู้ กั กนั ว่า เกลอื
หิน หรือแฮไลต์ เกลอื พบไดใ้ นปริมาณมหาศาลในทะเลซ่ึงเปน็ องคป์ ระกอบของแร่ทส่ี ำคญั ในมหาสมทุ รมีแร่
ธาตุ 35 กรมั ตอ่ ลติ ร ความเคม็ 3.5% เกลือเป็นสง่ิ จำเปน็ ต่อชีวิตสตั ว์ ความเคม็ เปน็ รสชาติพน้ื ฐานของ
มนุษย์ เนื้อเยือ่ สัตวบ์ รรจเุ กลอื ปรมิ าณมากกว่าเนือ้ เยอ่ื พชื ดงั น้ันอาหารของชนเผา่ เรร่ อ่ นท่ดี ำรงชีวติ ในฝงู
ตอ้ งการเกลือเพียงเล็กน้อย หรอื ไมต่ ้องการเกลือเลย ขณะอาหารประเภทซเี รยี ลจำเปน็ ตอ้ งเพมิ่ เกลอื เกลอื เป็น
หนงึ่ ในเครื่องปรงุ รสทเี่ กา่ แกท่ ส่ี ดุ และหาไดง้ ่ายทส่ี ุด และการดองเคม็ ก็เป็นวิธีการถนอมอาหารทส่ี ำคญั วธิ ีหน่ึง
หลกั ฐานการทำเกลือยคุ แรกท่สี ุดยอ้ นไปถึง 6,000 ปที แี่ ล้ว เมอ่ื คนที่อาศยั ในประเทศโรมาเนยี ต้มนำ้ เพอ่ื สกดั
เกลอื การทำนาเกลือในจนี ก็เกดิ ข้นึ ในเวลาไลเ่ ล่ยี กนั เกลอื ถูกชาวฮบี รู กรีก โรมนั ไบแซนไทน์ ฮไิ ทต์ และ
อยี ิปต์ ตรี าคาสูง เกลือกลายเป็นวตั ถุสำคัญและขนส่งทางเรือผา่ นทะเลเมดเิ ตอร์เรเนยี น ผ่านทางทางเกลอื ที่
สรา้ งข้นึ เฉพาะ และผ่านทะเลทรายซาฮาราในคาราวานอฐู ความขาดแคลนและความตอ้ งการเกลอื ทว่ั โลก
นำไปสู่สงครามชงิ เกลือ และใชเ้ กลือเพอื่ เพมิ่ ภาษเี งนิ ได้ เกลือยงั ถกู ใช้ในพิธที างศาสนา และวฒั นธรรมตา่ ง ๆ
ด้วย เกลือผลิตจากเหมอื งเกลอื หรือจากการระเหยนำ้ ทะเล หรอื นำ้ ซับท่ีอดุ มไปด้วยแรธ่ าตใุ นบอ่ ตน้ื
ผลติ ภณั ฑอ์ ตุ สาหกรรมหลกั ของเกลอื คอื โซดาไฟ และคลอรนี และใชใ้ นกระบวนการทางอตุ สาหกรรมและใน
การผลติ โพลไี วนลิ คลอไรด์ พลาสติก เย่อื กระดาษ และผลติ ภณั ฑ์อ่ืน ๆ จากการผลติ เกลอื ปรมิ าณสองลา้ นตัน
ต่อปี มีเพยี ง 6% ทใ่ี ห้มนษุ ยบ์ ริโภค ส่วนอนื่ ๆ ใช้ในการปรับสภาวะของนำ้ กำจัดน้ำแข็งบนถนน และใชใ้ น
การเกษตร เกลอื ทก่ี นิ ได้มีขายในหลายรปู แบบ เชน่ เกลือสมทุ รและเกลือโตะ๊ ปกตจิ ะบรรจุสารป้องกันการ
รวมตัวเปน็ กอ้ น และอาจเสริมไอโอดีนเพื่อปอ้ งกนั ภาวะพรอ่ งไอโอดีน นอกจากจะใช้ปรงุ อาหารและวางบน
โตะ๊ แล้ว เกลือยงั พบได้ในอาหารแปรรปู จำนวนมาก อาหารท่ีมโี ซเดยี มมากเกินไปทำให้ความดนั โลหติ สงู และ
อาจเพม่ิ ความเส่ยี งของกลา้ มเน้อื หวั ใจตายเหตุขาดเลอื ด และโรคหลอดเลือดสมอง องคก์ ารอนามยั โลก
แนะนำวา่ ผูใ้ หญ่ควรบรโิ ภคโซเดยี มน้อยกวา่ 2,000 มลิ ลกิ รมั หรอื เทียบเท่ากบั เกลอื 5 กรมั ต่อวัน
2.5 สิง่ ทีใ่ ช้ในการนำเสนอโครงการ
2.5.1 ใบปลิว คอื ส่ือโฆษณาทมี่ ลี ักษณะเปน็ แผ่นหรอื ใบเดยี วโดดๆอาจตีพิมพห์ นา้ เดยี วหรอื สองหนา้ ก็ได้
2.5.2 Power point (พาวเวอรพ์ อ้ ย) คือโปรแกรมที่ใชน้ ำเสนอไดห้ ลายรปู แบบวา่ จะเป็นนำเสนอเป็นตัวอักษร
ภาพหรอื เสยี ง โดยตวั โปรแกรมนน้ั สามารถนำส่ือเหล่าน้มี าผสมผสานกันได้อยา่ งลงตัว
2.6 โครงการ / งานวจิ ัยท่เี ก่ียวขอ้ ง
2.6.1 โครงการ นำ้ สมนุ ไพรเพื่อสขุ ภาพ
ท่ีมาและความสำคญั
จากน้ำสมนุ ไพรทีพ่ วกเราได้ศกึ ษาค้นควา้ สรรพคณุ มาจำพวกชว่ ยด่ืมเพือ่ ดบั กระหาย ชว่ ยปรบั
แร่ธาตุและได้ทั้งสรรพคณุ ในการบำบดั รกั ษาโรคได้บางโรค ทส่ี ำคัญราคาไม่แพงดมื่ นำ้ ได้ตลอดเวลา
และไมเ่ ปน็ อันตรายตอ่ สุขภาพเพราะเกดิ จากการใช้ ใบ ดอก ผล เกสร เปลือก ราก ของพืชมาผา่ น
กระบวนการผลิตทส่ี ะอาดปลอดภยั และสามารถนำมาทำเปน็ ผลิตภณั ฑ์เพอ่ื สรา้ งรายไดใ้ ห้แกผ่ ้ผู ลิต
เคร่ืองดม่ื ประเภทนเี้ ป็นที่นยิ มสำหรบั ประชากรท่ัวไปปจั จุบนั ผบู้ ริโภคเรมิ่ มองหาน้ำสมุนไพรเพ่อื
สขุ ภาพไม่เติมน้ำตาลมาก คนทว่ั ไปชอบดืม่ นำ้ สมุนไพรทม่ี าจากธรรมชาตแิ ละนำ้ สมนุ ไพรบางอย่างกม็ ี
ส่วนชว่ ยเรื่องอาการปวดเม่อื ยตามร่างกายและยงั สามารถนำไปรกั ษาอาการเบ้อื งต้นไดอ้ ีกด้วย น้ำ
สมุนไพรบางตัวกช็ ่วยดับกระหายนำ้ ไดจ้ ึงเป็นที่นยิ มกับคนกลุม่ แมบ่ า้ น พ่อบา้ น ครอบครัวและหมคู่ น
ในโรงงาน ตามออฟฟติ ตา่ งๆ
น้ำสมุนไพรเพอ่ื สขุ ภาพสามารถสร้างรายไดใ้ ห้กบั กลมุ่ แมค่ ้าพ่อคา้ ได้เป็นอยา่ งดีและนำ้ สมุนไพร
ท่คี น้ั ออกมามสี รรพคณุ แตกตา่ งกนั ไปเป็นทร่ี ู้จักกันอยา่ งแพรห่ ลายบางตัวช่วยปอ้ งกันโรคได้ จึงนิยม
รกั ษาหรือคั้นนำ้ สมุนไพรมากนิ ป้องกนั โรค สมุนไพรหาปลกู ได้ตามบา้ น สะดวกและง่าย เช่น ตะไคร้
ขงิ ข่า ใบเตย อัญชัน และอน่ื ๆ น้ำสมนุ ไพรจะนิยมในพวกผสู้ งู อายุ วยั กลางคน หรือจะเปน็ วัยรุ่นก็
รบั ประทานได้ดแี ละชว่ ยป้องกันระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหาร นำ้ สมนุ ไพรจะช่วยปรบั ระบบ
ในร่างกายของเราให้เปน็ ปกติ ปรบั สมดลุ ร่างกายตา่ งๆ สมนุ ไพรเพอ่ื สขุ ภาพในปจั จบุ ันดิฉันคดิ ว่าใน
การทำน้ีมกี ระบวนการทำทีย่ ากและลงทุนมาก ใชส้ ่วนผสมเยอะ ถ้าซอื้ ก็ราคาแพงมาก ดฉิ นั จึงคดิ ว่า
ถ้าผู้คนในปจั จุบันหนั มาทำน้ำสมุนไพรเพอื่ สขุ ภาพทานกนั เอง จะเปน็ การประหยดั คา่ ใช้จ่ายและยัง
เป็นการใชส้ มนุ ไพรในท้องถ่นิ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ ทำงา่ ย รับประทานแลว้ เกดิ ประโยชน์แกร่ า่ งกายเปน็
อยา่ งมาก
นอกจากสมุนไพรจะทำเปน็ นำ้ ได้แล้วส่วนประกอบของสมุนไพรท่ไี มส่ ามารถนำมารบั ประทาน
ไดแ้ ตเ่ อามาทำเปน็ ยารักษาภายนอกได้ เชน่ ช่วยป้องกนั ยงุ กดั รักษาบาดแผล เป็นตน้ นำ้ สมุนไพรบาง
ชนิดจะช่วยในการคลายรอ้ นผอ่ นคลายรา่ งกายใหส้ ดชื่นซึง่ มปี ระโยชน์ทางสรรพคุณหลายด้านหลาย
อยา่ งทำใหจ้ ติ ใจชุ่มชื้น ทำใหร้ สู้ กึ สบาย และป้องกนั โรคต่างๆ แกก้ ระหายนำ้ ได้ดี และสมุนไพร
นอกจากน้ำแลว้ กย็ ังนำมาทำเปน็ เครอ่ื งสำอาง ผลติ ภณั ฑป์ ้องกันศตั รพู ืชไดอ้ กี ดว้ ย สมนุ ไพรเปน็
เครือ่ งเทศทมี่ ีประโยชน์กบั คนไทยทุกคนและเจริญเติบโตไดด้ ใี นภมู อิ ากาศที่คอ่ นข้างเย็นและคนส่วน
ใหญ่จะนำมาทำเป็นยารกั ษาอาการตา่ งๆได้
จุดประสงค์
1.เพื่อศึกษาค้นควา้ เร่ืองนำ้ สมนุ ไพรเพอื่ สุขภาพ
2.เพอื่ ให้ความรกู้ ับผคู้ นในชมุ ชนเกย่ี วกบั น้ำสมุนไพรเพ่ือสขุ ภาพ
3.เพอ่ื ให้ชมุ ชนได้รบั รถู้ ึงสูตรและวิธีการทำนำ้ สมุนไพร
2.6.2 โครงการนำ้ ยาเอนกประสงค์ ใสใ่ จความสะอาด
ทม่ี าและความสำคญั
สิ่งสกปรก สาเหตุของการเกดิ คราบมหี ลายรปู แบบการเกดิ คราบสามารถเกดิ ไดท้ ง้ั ทม่ี นษุ ย์สรา้ ง
ขึ้นหรือธรรมชาติทำซงึ่ การเกดิ คราบเราไมส่ ามารถหลกี เลีย่ งได้ การเกดิ คราบหลายอย่างทส่ี ามารถทำ
ใหเ้ กิดคราบได้ เช่น คราบอาหารท่กี ิน คราบขนม คราบสติ๊กเกอร์ ท่ีตดิ อยหู่ ลังจากนำสติ๊กเกอรอ์ อก
คราบน้ำและคราบอื่นๆอกี ไมว่ ่าด้วยเร่ืองการกระทำใดๆกต็ ามเราไมส่ ามารถหลกี เลย่ี งได้ ซง่ึ คราบ
เหลา่ นี้ทอ่ี ย่ใู นบ้านของเรา จะทำให้บา้ นของเราสกปรกไมส่ ะอาดแถมอาจเป็นแหลง่ ทำใหเ้ กดิ เช้อื รา
อาจจะสง่ ผลทำให้คนในบ้านของเราสุขภาพไมด่ ีอกี ด้วย นอกจากคราบไมพ่ งุ ประสงค์แลว้ ยงั มีฝ่นุ และ
สิ่งอน่ื อกี มากมายในบ้าน ดังนนั้ คราบสกปรกอาจจะสง่ ผลกระทบตอ่ ร่างกายทง้ั ทางการสัมผสั และการ
สูดดม เช่น โรคมือเทา้ ปาก เป็นโรคทเ่ี กิดจากการตดิ เชื้อไวรสั
พบไดบ้ อ่ ยในเดก็ เลก็ ทำให้มีไข้ เป็นแผลหรอื ตมุ่ นำ้ ใสตามฝา่ มือ เน่ืองจากการสมั ผสั คราบสกปรกหรอื
เชอื้ ไวรสั โดยไมร่ ู้ตัว
อกี ท้งั เศรษฐกจิ ในปจั จบุ นั ทเ่ี ราไดป้ ระสบปญั หากันนนั้ คือภาวะเศรษฐกจิ ของประเทศไทยทีด่ ง่ิ
ตัวลงจงึ สง่ ผลเสยี ต่อราคาสินคา้ อปุ โภคบรโิ ภคในตลาดไดป้ รบั ตวั สูงข้นึ ตามไปด้วยทำให้ราคาสนิ ค้ายงิ่
ขยบั ตวั แพงขน้ึ ไปอกี ทางพอ่ คา้ แม่ค้าหรอื พ่อบ้านแมบ่ ้านอาจกำลงั กลมุ้ ใจกบั รายจ่ายภายในบ้านและ
ปญั หาเรอ่ื งความสะอาดในบ้านท่ตี ้องมกี ารซ้อื น้ำยาทำความสะอาดมาเพือ่ ทำความสะอาดบ้านซง่ึ มี
ราคาเปน็ หลกั ร้อยอยพู่ อสมควรแตถ่ ้าพ่อบา้ นแมบ่ ้านสามารถทำน้ำยาทำความสะอาดใชเ้ องได้โดยใช้
อปุ กรณท์ ่มี ีอยใู่ นบ้านเอง แถมไมอ่ นั ตรายมากนกั ทำใหป้ ระหยัดเงินไปอกี มากมาย และวิธกี ารทำ
นำ้ ยาเอนกประสงค์กง็ า่ ยเพยี งแค่พอ่ บ้านแมบ่ า้ นหรอื คนในครอบครัวสนใจสามารถนำไปทำได้ด้วย
ตนเอง แถมเมื่อเรามีความรูค้ วามสามารถทำไดส้ ำเรจ็ แลว้ เราอาจแบง่ ปนั ความรูใ้ หก้ บั ผ้ทู สี่ นใจแตไ่ ม่
คอ่ ยมีเวลาหรือศึกษาเอกสารเองกไ็ ด้ ซึ่งปัจจุบันนม้ี ีน้ำยาทำความสะอาดหลายแบบหลายยี่หอ้ เช่น
เปด็ โปร เปน็ นำ้ ยาทำความสะอาดยอดนิยมในตลาด และใช้กันอยา่ งแพรห่ ลาย แตผ่ ลติ ภณั ฑ์เหล่านี้
คอ่ นขา้ งที่จะมรี าคาสงู ประกอบกบั น้ำยาแตล่ ะชนิดไมส่ ามารถทำความสะอาดไดท้ กุ สง่ิ สกปรก
ดว้ ยเหตุน้พี วกเราจงึ จดั ทำน้ำยาอเนกประสงคซ์ งึ่ จดั หาวตั ถดุ ิบได้ภายในครัวเรือน และ
สามารถทำไดง้ ่ายและใช้งานไดจ้ ริงเหมอื นนำ้ ยาอเนกประสงคต์ ามตลาดทั่วไปดว้ ยวตั ถดุ บิ ที่หา
ปลอดภัยและไม่อันตรายตอ่ ชีวิตประจำวันจงึ เกิดโครงการนำ้ ยาอเนกประสงคใ์ ส่ใจความสะอาดเพอ่ื
สร้างสรรคผ์ ลิตภณั ฑ์คุณภาพและราคาไมแ่ พงเพอ่ื นำมาช่วยเสรมิ รายไดแ้ ละลดรายจ่ายในครัวเรือน
จดุ ประสงค์
1.เพอื่ ศึกษาคน้ คว้าและใหค้ วามรู้เกย่ี วกบั ข้นั ตอนการทำนำ้ ยาอเนกประสงค์
2.เพ่อื ศกึ ษาค้นควา้ และใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั ประโยชนท์ ไ่ี ด้รบั จากน้ำยาอเนกประสงค์
2.6.3 โครงการเทยี นหอม
ท่ีมาและความสำคญั
ในสมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ มนุษยย์ ังไมม่ ีการรจู้ ักใช้ไฟ รู้จกั เพยี งแต่ความมดื ในเวลากลางคนื
และความสว่างในเวลากลางวัน ตอ่ มาเริม่ รู้จกั การใช้ไม้มาเสยี ดสีกนั ให้ได้ความร้อน แลว้ เกิดเป็นเปลว
ไฟเกิดขึน้ และเริม่ ใชไ้ ฟมาหงุ หาอาหาร ใหแ้ สงสว่าง และปอ้ งกันภัยจากสตั วร์ า้ ยต่างๆ และวิวัฒนาการ
ก็ได้เริ่มพฒั นาการอย่างตอ่ เนือ่ ง เริม่ มกี ารใช้คบเพลิง เพ่ือเปน็ การใหแ้ สง ส่องสว่าง มกี ารประยกุ ต์
นำมาใชเ้ ป็นการตดิ ต่อส่อื สารในระยะไกลจะเหน็ ไดจ้ ากไฟในประภาคาร ท่มี กี ารติดต่อส่ือสารระหว่าง
ยามฝ่งั กับเรอื และให้สญั ญาณต่างๆระหวา่ งภเู ขาแตล่ ะลกู โดยมรี หสั ที่เข้าใจตามแตจ่ ะตกลงกนั ใน
สมยั น้นั จะเหน็ ไดว้ ่ามนุษยไ์ ด้มีการใชไ้ ฟเข้ามาเกย่ี วขอ้ งกับชวี ิตประจำวนั และตอ่ มาในสมัยศตวรรษท่ี
19 ได้มกี ารนำเทยี นเข้ามาเกีย่ วข้องกบั พธิ ีกรรมเป็นอยา่ งมาก เน่ืองจากไฟ มเี ป็นสัญลกั ษณ์ของการ
เผาผลาญ และความโชตชิ ่วงชัชวาลย์ และมนุษย์บางเผ่าในสมยั นน้ั นบั ถอื ใหเ้ ป็นเทพไฟ มกี าร
บวงสรวงและประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนา หรือตามแต่ความเช่ือ จะเหน็ ได้จาก พธิ ีการแตง่ งาน ซึ่งมี
ความหมายของการเริ่มต้น แสงแห่งเปลวเทียนจะนำทางไปสูค่ วามสวา่ งไสวในชวี ติ คู่ ชาวอเมรกิ นั นยิ ม
นำเทียนมาประดบั ประดาบนโตะ๊ อาหาร แสดงถงึ ฐานะ ความภมู ฐิ าน และมรี สนยิ ม และเพ่อื ใหเ้ กดิ
ความสว่างไสว อีกทัง้ แสงสว่างของเทียน สามารถสร้างบรรยากาศ และดสู วยงามอีกด้วย ในปจั จุบนั ได้
มีการประยกุ ต์ใหน้ อกจากเทยี นมคี วามสวยงามแล้ว ยงั มีการนำกลิน่ หอม หรอื น้ำมนั หอมละเหยมา
ผสมเพอื่ ใหไ้ ดก้ ลนิ่ ตามตอ้ งการ และนอกจากนี้ กล่ินนำ้ มนั หอมละเหยน้ี มคี ุณสมบัตพิ เิ ศษซึ่งแตกต่าง
กันออกไป เชน่ บางชนิดสามารถทจี่ ะรักษาโรคได้ แก้อาการเครียด และทำใหร้ า่ งกายผ่อนคลาย กล่นิ
บางชนดิ สามารถไล่ยุงได้ นำ้ มันหอมละเหยเหลา่ น้ีได้มาจากการสกัดจากพืช และสมนุ ไพรทาง
ธรรมชาติ และบางชนดิ ไดม้ าจากการสงั เคราะห์ ซึง่ ในปัจจบุ ันได้รับความนิยม ดว้ ยคณุ ลักษณะทเ่ี ปน็
สง่ิ ทีไ่ ดจ้ ากธรรมชาติและช่วยรกั ษาสภุ าพ ราคาไมแ่ พง เหมาะทจ่ี ะนำไปเปน็ ของขวญั ของทรี่ ะลกึ
จดุ ประสงค์
1.ได้ศกึ ษาคน้ คว้าเพอ่ื จะไดม้ าประยกุ ตใ์ ชใ้ นการตกแต่งบ้านเรอื น
2.สามารถเป็นแหลง่ เรยี นรู้แกผ่ ้ทู ่สี นใจจะศึกษาการทำเทยี นหอม
3.เป็นงานประดิษฐท์ ง่ี า่ ย วสั ดทุ ี่ใช้สามารถหาไดต้ ามทอ้ งตลาดทวั่ ไป
4.สามารถทำเปน็ รายไดเ้ สรมิ ได้
บทความเกดิ จากการรวมขอ้ มูล จากแหล่งความรตู้ า่ งๆ รวมถงึ อนิ เตอรเ์ นต แลว้ น้ามาเรยี บเรยี ง
( 2 5 5 3 ) ร อ บ รู้ เ ร่ื อ ง ผั ก แ ล ะ ผ ล ไ ม้ [อ อ น ไ ล น์ ]. เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก
https://sites.google.com/site/rxbrureuxngphak/ (วนั ทค่ี น้ ขอ้ มูล : 14 ตลุ าคม 2563).
บทที่ 3
วิธดี ำเนินการทดลอง
การศกึ ษาวิจัยเรื่อง ประโยชน์ของนำ้ ผกั และผลไม้เพอ่ื การบำรงุ สายตา ผจู้ ัดทำโครงการดำเนินการ
ตามลำดับดงั นี้
3.1 วัสดุ /อุปกรณ์ และเครอ่ื งมอื พเิ ศษ
3.2 ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
3.3 ขั้นตอนการดำเนนิ งาน
3.4 การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
3.5 สถิติท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
3.1 วัสด/ุ อปุ กรณ์
3.1.1 วัสดุ/วัตถดุ บิ
1. ผกั และผลไมต้ า่ งๆ เชน่ แครอท มะเขอื เทศ สม้ องุน่
แครอท 2-3 หวั มะเขือเทศ 3-4 ลกู สม้
2.น้ำเปลา่ 1 ขวด
3.น้ำเชอื่ ม ¼ ถว้ ยตวง
4.เกลอื 1-2 ชอ้ นชา
3.1.2 อปุ กรณท์ ี่ใช้ในการทดลอง
1. เครอ่ื งป่นั อตั โนมัติ
2.มีดปอกผลไม้
3.เคร่อื งกรองกากใยผักผลไม้
4.กระบวยใส่นำ้ นำ้
5.ขวดพลาสตกิ
3.2 ประชากร และกลมุ่ ตัวอย่าง
3.2.1 ประชากรการวจิ ัย
นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1- 3 โรงเรียนอนบุ าลบา้ นบางพระ ปกี ารศกึ ษา 2559
จำนวนนักเรยี นทั้งหมด 1000 คน
3.2.2 กลมุ่ ตัวอยา่ งการวจิ ัย
นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1- 3 โรงเรยี นอนบุ าลบ้านบางพระ ปกี ารศึกษา 2559
จำนวนนกั เรียนทัง้ หมด 100 คน
3.3 ขน้ั ตอนและวธิ ที ำ/รปู ภาพ
1.นำผกั ผลไมม้ าลา้ งน้ำสะอาดและปอกเปลือก (สำหรบั ผลไมท้ ่ีมเี มล็ดเช่น องุน่ ) และห่นั ผักผลไม้
เปน็ ชน้ิ เลก็ ๆ
2.นำ้ ตาล 1 ถุง ใส่ภาชนะทเ่ี ตรยี มไว้แลว้ เทนำ้ รอ้ นจดั ใสล่ งไปใหเ้ ตม็ ภาชนะแล้วใชช้ ้อนคนน้ำตาล
จนกว่าจะละลายหมด เปน็ การทำนำ้ เช่ือม
3.นำนำ้ ผลไม้ใสเ่ ครื่องปั่นตามดว้ ยส่วนผสมอืน่ ๆที่ได้ตวงไว้แลว้ ปนั่ จนละเอียด
4.เมอ่ื ปนั่ ละเอียดแล้วนำน้ำผลไม้มาเทใสท่ กี่ รองเพ่ือกรองเอากากใยออก
5.หลงั จากกรองแล้วจงึ นำมาเทบรรจุใสข่ วดพลาสตกิ ทีเ่ ตรียมไวแ้ ล้วปิดฝา
6.สามารถทานเลยหรอื นำไปแช่เยน็ กอ่ นเพอื่ ท่จี ะใหน้ ้ำผลไมม้ รี สชาตแิ ละทานง่ายขน้ึ
3.4 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
วเิ คราะหห์ าค่าประสทิ ธิภาพของ [น้ำผักและผลไมเ้ พอ่ื การบำรงุ สายตา] โดยการหาคา่ สถติ ิ
พืน้ ฐาน ไดแ้ ก่ คา่ ร้อยละ ค่าเฉลย่ี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยมเี กณฑด์ งั นี้
การแปลความหมาย การแปลความหมาย
ค่าระดบั คะแนน วิกฤต
ระดับคะแนนเฉลย่ี น้อยกว่า 1.5 ควรปรบั ปรงุ
ระดบั คะแนนเฉลย่ี ตง้ั แต่ 1.5 แต่น้อยกว่า 2.5 ปานกลาง
ระดับคะแนนเฉลยี่ ตงั้ แต่ 2.5 แตน่ ้อยกวา่ 3.5
ระดบั คะแนนเฉล่ยี ต้ังแต่ 3.5 แต่นอ้ ยกวา่ 4.5 ดี
ระดับคะแนนเฉลย่ี ตั้งแต่ 4.5 หรอื มากกว่า ดเี ย่ียม
3.5 สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู
1. ผลรวมของคะแนน
2. ค่าร้อยละ
3. คา่ เฉลย่ี
4. ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
บทท่ี 4
ผลการทดลอง
การวิเคราะห์ข้อมลู ผศู้ กึ ษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมลู และเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามลำดบั ดงั น้ี
1. สญั ลกั ษณ์ท่ใี ชใ้ นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู
2. ลำดบั ข้นั ในการนำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
3. ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
4.1 สัญลักษณท์ ีใ่ ชใ้ นการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ผศู้ กึ ษาคน้ คว้าไดก้ ำหนดความหมายของสัญลกั ษณ์สำคัญทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู ดังน้ี
N แทน จำนวนกลมุ่ ตวั อย่าง
แทน ค่าเฉลี่ย
S.D. แทน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
แทน ผลรวมของคะแนน
% แทน รอ้ ยละ
4.2 ลำดบั ข้นั ในการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ในการศึกษาคน้ ควา้ ครั้งนี้ ผศู้ กึ ษาค้นควา้ ได้นำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ตามลำดับ ดงั น้ี
ตอนท่ี 1 ผลการหาค่าอตั ราสว่ นของกลุม่ ตวั อยา่ ง
ตอนที่ 2 ผลการหาค่าความพึงพอการดำเนินโครงการ
4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผ้ศู กึ ษาคน้ ควา้ ได้นำเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ตามลำดบั ดงั นี้
ตอนท่ี 1 ผลการหาคา่ อัตราสว่ นของกลุ่มกลมุ่ ตวั อย่าง
ลำดบั เพศ จำนวน ร้อยละของ
1 ชาย คะแนนเฉลย่ี
2 หญิง
80 51.61
รวม 75 48.39
155 100
ตารางที่ 4.1 คา่ รอ้ ยละอตั ราสว่ นค่าร้อยละของกล่มุ ตัวอยา่ ง
จากตารางท่ี 4.1 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมด 40 คน เปน็ เพศชาย 00 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 00
เป็นเพศหญงิ 00 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 00
ตอนท่ี 2 ผลการหาคา่ ความพึงพอการดำเนนิ โครงการ
รายละเอียด ระดบั ความพึงพอใจ S.D. แปลผล ลำดบั
5 4 321
1. กระบวนการ ขัน้ ตอนการใหบ้ ริการ 565 168 0 0 0 733 4.73 0.45 ดีเยี่ยม 5
515 172 24 0 0 711 4.59 0.59 ดีเยย่ี ม 10
1.1 การประชาสัมพนั ธ์โครงการ ฯ 530 168 15 4 0 717 4.63 0.62 ดีเยย่ี ม 8
1.2 ความเหมาะสมของสถานที่ 575 136 15 0 0 726 4.68 0.52 ดีเยย่ี ม 7
1.3 ความเหมาะสมของระยะเวลา
1.4 การจัดลำดบั ขนั้ ตอนของกจิ กรรม 500 200 15 0 0 715 4.61 0.55 ดีเยยี่ ม 9
2. การอำนวยความสะดวก
2.1 เอกสาร 530 164 18 2 0 714 4.61 0.59 ดีเย่ยี ม 9
645 96 6 0 0 747 4.82 0.42 ดีเยี่ยม 2
2.2 โสตทัศนปู กรณ์ 615 112 12 0 0 739 4.77 0.48 ดเี ยี่ยม 4
2.3 เจา้ หนา้ ทสี่ นบั สนุน
2.4 อาหาร,เคร่อื งดม่ื และสถานท่ี 620 112 9 0 0 741 4.78 0.46 ดเี ยย่ี ม 3
3. คณุ ภาพการให้บรกิ าร
3.1 ทา่ นไดร้ บั ความรู้ แนวคดิ ทกั ษะ
และประสบการณ์ใหม่ ๆ จากโครงการ 590 136 3 0 0 729 4.70 0.44 ดีเยย่ี ม 6
3.2 ท่านสามารถนำสงิ่ ทไี่ ดร้ บั จาก
โครงการ/กจิ กรรมน้ไี ปใช้ในการเรียน/การ 640 104 3 0 0 747 4.82 0.40 ดีเยี่ยม 2
ปฏบิ ัติงาน
3.3 สง่ิ ทที่ ่านได้รบั จากโครงการ/กจิ กรรม
ครงั้ น้ตี รงตามความคาดหวังของท่านหรอื ไม่ 505 188 18 0 0 711 4.59 0.56 ดีเยี่ยม 9
3.4 โครงการ/กจิ กรรมนเี้ ออื้ อำนวยต่อการ
เรียนรู้
และพฒั นาความสามารถของทา่ น
3.5 ประโยชนท์ ่ที ่านได้รบั จากโครงการ/ 650 96 3 0 0 749 4.83 0.39 ดีเย่ียม 1
กจิ กรรม -
4. ความพึงพอใจของทา่ นต่อภาพรวมของ
โครงการ
รวม 7480 1852 141 6 0 9479 4.70 6.47 ดเี ยยี่ ม
จากตารางท่ี 2 พบว่า ระดบั ความพึงพอใจของผ้ตู อบแบบประเมนิ ทมี่ ตี ่อโครงการ ประโยชน์ของน้ำผักและ
ผลไมเ้ พือ่ การบำรุงสายตาอันดบั ท่ี 1 ประโยชนท์ ที่ ่านไดร้ ับจากโครงการ/กจิ กรรม โดยมคี วามพงึ พอใจ
เฉล่ีย 4.83 อันดบั ที่ 2 เจา้ หนา้ ที่สนบั สนุนและส่งิ ทที่ ่านได้รบั จากโครงการ/กจิ กรรม โดยมีความพงึ พอใจ
เฉลี่ย 4.82 อันดับที่ 3 ทา่ นได้รบั ความรู้ แนวคดิ ทักษะ โดยมคี วามพงึ พอใจเฉลยี่ 4.78
บทท่ี 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การจัดทำโครงการน้ำผกั และผลไมเ้ พือ่ การบำรงุ สายตา ครงั้ นี้ ซ่งึ มขี ้ันตอนสรุป ไดด้ งั นี้
1. ความมุ่งหมายของการศกึ ษาคน้ คว้า
2. สรุปผล
3. อภิปรายผล
4. ข้อเสนอแนะ
5.1 ความมุ่งหมายของการศกึ ษาค้นควา้
การจัดทำโครงการครงั้ น้ีมจี ุดมงุ่ หมายดงั นี้
1. เพือ่ ทำการศกึ ษาคน้ ควา้ เรอ่ื งการบำรุงสายตาโดยการด่มื นำ้ ผักและผลไม้
2. เพอ่ื ใหค้ วามรกู้ บั ผู้คนในชมุ ชนเกย่ี วกบั การบำรุงสายตาโดยการดืม่ น้ำผกั และผลไม้
3. เพื่อใหผ้ ้คู นในชมุ ชนไดร้ ับรถู้ งึ วธิ กี ารทำและสามารถนำไปทำกินเองได้ท่บี ้าน
5.2 สรุปผล
จากผลการจดั ทำโครงการสรปุ ไดด้ ังนี้
1.1 การประชาสมั พนั ธโ์ ครงการ ประชาสัมพนั ธ์โดยอาจารยแ์ ละบคุ ลากรของโรงเรียนอนุบาลบา้ น
บางพระ
1.2 ความเหมาะสมของสถานที่ สถานท่ีที่เราไปจัดทำโครงการเป็นโรงเรยี น โรงเรียนเปน็ สถานท่แี ห่ง
การเรียนรู้ถอื วา่ เหมาะสมในการทเ่ี ราไปจดั ทำโครงการและให้ความรู้แกเ่ ดก็ ๆ
1.3 ความเหมาะสมของระยะเวลา กจิ กรรมเรม่ิ ต้ังแต่ 9.00 น. – 12.00 น. เปน็ เวลา 3 ชม. อยใู่ นเกณฑ์
ทด่ี ีใน3ชม.นเี้ ด็กๆได้ทงั้ ร่วมกิจกรรม ทดลองผลิตภณั ฑ์ และไดร้ บั ความรู้ตา่ งๆกลบั ไป ถือไดว้ า่ ใชเ้ วลาน้อยแต่
ไดร้ บั ความรแู้ ละได้ทำกิจกรรมตา่ งๆอยา่ งเต็มท่ี
1.4 การจดั ลำดับขน้ั ตอนของกิจกรรม เร่มิ จากการจัดซุม้ และไดม้ ีการประชาสัมพธั ์ถึงโครงการต่างๆ
ใหเ้ ดก็ ๆไดท้ ราบว่ามกี ิจกรรมจากโครงการอะไรบา้ ง และไดใ้ ห้เด็กๆเข้ารว่ มกิจกรรม
2.1 เอกสาร จะมีเป็นแผน่ พบั แนะนำโครงการใหเ้ ดก็ ๆดู ละให้เดก็ ๆเซ็นเขา้ รว่ มกจิ กรรม
2.2 โสตทัศนปู กรณ์ มีการใช้พาวเวอร์พอยทแ์ ละแผน่ พบั เปน้ สอ่ื การใหค้ วามรู้
2.3 เจา้ หนา้ ทสี่ นับสนนุ มอี าจารยแ์ ละบุคลากรของโรงเรยี นอนุบาลบ้านบางพระคอยใหก้ าร
สนบั สนุน
2.4 อาหาร,เครอื่ งดมื่ และสถานท่ี อาหารและเครื่องดม่ื ทีน่ กั ศกึ ษาจัดเตรยี มไปในการลงพื้นที่ทำ
โครงการไดร้ บั การตอบรบั อย่างดี
3.1 ทา่ นได้รบั ความรู้ แนวคดิ ทักษา และประสบการณ์ใหมๆ่ จากโครงการ เรยี กวา่ ได้รบั ความรูแ้ ละ
ทักษาะในการนำส่งิ ทมี่ ีอยรู่ อบกายไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนใ์ นดา้ นต่างๆมากมายทเี ดยี ว
3.2 ทา่ นสามารถนำสิง่ ทไี่ ด้รบั จากโครงการ/กจิ กรรมน้ไี ปใช้ในการเรียน/การปฎิบัตงิ าน
สามารถนำสิ่งที่ไดร้ บั จากโครงการไปประกอบเป็นอาชพี เสรมิ ได้
3.3 ส่ิงทีท่ ่านไดร้ บั จากโครงการ/กจิ กรรมครงั้ น้ตี รงตามความคาดหวงั ของท่านหรอื ไม่
เรียกได้วา่ เกินความคาดหวงั เพราะนอกจากจะไดใ้ หค้ วามรแู้ ก่ผอู้ ืน่ แลว้ ยงั สามารถนำไปใชไ้ ดใ้ นชีวติ จริงและ
เกิดประโยชนอ์ กี ด้วย
3.4 โครงการ/กจิ กรรมนเี้ อื้ออำนวยต่อการเรยี นรู้ เออ้ื อำนวยในการเรียนร้หู ลายๆด้าน ทั้งการ
ประยุกต์ใช้ การได้ใชค้ วามรใู้ นหอ้ งเรยี นมากอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ในการทำโครงการ
3.5 ประโยชนท์ ท่ี า่ นได้รบั จากโครงการ/กจิ กรรม ได้รบั ความรเู้ พม่ิ ไดน้ ำสิ่งทเ่ี รยี นมาใช้ให้เกดิ ประโยชน์
5.3 อภปิ รายผล
ผลการการจดั ทำโครงการ มปี ระเด็นทจ่ี ะนำมาอธิปรายผลไดด้ ังน้ี
1.เน่อื งจากในยคุ ปจั จบุ ันเครอื่ งใช้อิเลค็ ทรอนคิ เขา้ มามผี ลกบั คนในยุคนมี้ ากซงึ่ การใช้ชีวติ ประจำวนั ทำ
ใหเ้ ราคลกุ คลกี ับสิง่ เหล่านี้อย่างเลยี่ งไมไ่ ดโ้ ดยเฉพาะคอมพิวเตอรก์ บั สมาทโฟนโดยที่เราไมร่ ้ตู วั เลยวา่ แสงท่ี
ออกมาจากจอเหล่าน้ีกำลังทำรา้ ยสายตาของเราอยโู่ ดยเดก็ สมยั นี้มากกว่า80% สายตาสน้ั ต้ังแตอ่ ายุยังนอ้ ย
เพราะประสาทตาและการมองเห็นไม่ได้เสอ่ื มไปตามอายุ แตเ่ พราะแสงจากการใชเ้ คร่อื งมอื อเิ ลก็ ทรอนิคเหล่านี้
ทำให้เด็กสมัยนม้ี ีสายตาส้ันอย่างรวดเรว็ จึงได้มีการเลง็ เห็นถงึ ปญั หาและจัดทำโครงการนข้ี น้ึ มา
2.หลงั จากคิดโครงการนข้ี ้ึนมาเราก็ไดด้ ำเนนิ การตามลำดับขนั้ ตอน ดังนี้
-การวิเคราะห์ ปญั หา
-กำหนดวิธีการแก้ปัญหา
-เลือกวิธีการแกป้ ัญหา
-ลงมือปฏิบตั ิ
-ปรับปรุงแกไ้ ข
-ตดิ ตามผลการทดลอง
ทำใหเ้ ราทราบวา่ วธิ ีการบำบดั สายตาด้วยนำ้ ผกั และผลไมเ้ ปน็ ทางเลือกหนงึ่ ทีช่ ว่ ยบำรุงสายตาไดจ้ รงิ ไม่มากก็
น้อยทงั้ น้กี ารบำรงุ สายตาที่ดนี อกจากจะทานนำ้ ผักและผลไมเ้ พ่อื ไปบำรงุ แลว้ นน้ั ผใู้ ช้อิเลก็ ทรอนคิ กส็ มควรมี
การพักผ่อนสายตาทีเ่ พยี งพอหากหลีกเลยี่ งการใช้งานเครอ่ื งมืออเิ ล็กทรอนิคได้ในบางเวลากค็ วรหลกี เลี่ยง
3.ผลสมั ฤทธิจากการทำโครงการทำให้การจดั ทำโครงการในครงั้ นบ้ี ุคคลทเ่ี ขา้ รว่ มโครงการไดท้ ้ังทั้งความ
สนุกประโยชนร์ วมไปถึงความรู้นำกลบั ไปใชท้ ำกนิ เองในชวี ิตประจำวนั ไดด้ ว้ ยถอื วา่ โครงการนสี้ ำเร็จลุล่วงตาม
เปา้ หมายทีค่ าดไว้
5.4 ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
1.1 แบบฝึกทกั ษะทีใ่ ชก้ ารทำกจิ กรรมควรตอบสนองความตอ้ งการผเู้ รียนตามความแตกตา่ ง
ได้เป็นอยา่ งดี ฉะน้ันผู้ออกแบบกจิ กรรมจงึ ควรคำนงึ ถงึ รปู ของแบบฝกึ ทักษะ และการเพ่มิ เง่อื นไข แรง
จูงใหม้ ากขึ้น เพ่อื ให้ผเู้ รียนเกิดความกระตอื รอื รน้ เพิ่มขึ้น
1.2 การพฒั นาแบบฝกึ ทักษะ และกจิ กรรมเรียนรใู้ นบทเรยี น น้นั ตอ้ งได้รบั ความร่วมมอื จาก
ผู้เชีย่ วชาญด้านตา่ ง ๆ อาทิ เชน่ ดา้ นเนื้อหา ดา้ นรปู แบบบทเรียน เป็นต้น จงึ จะทำใหก้ จิ กรรม และ
แบบฝกึ ทกั ษะทส่ี รา้ งมีคุณภาพและประสทิ ธภิ าพ
1.3 การออกแบบแบบฝกึ ทกั ษะ และกจิ กรรมการเรยี นรใู้ นบทเรียน ควรมกี ารเรง่ เรา้ ให้
ผเู้ รียนเกิดความสนใจทจ่ี ะเรยี นเพิ่มมากขน้ึ การออกแบบใหผ้ เู้ รียนอยากที่จะศึกษาตอ่ ไป และคาดวา่
ผู้เรยี นแลว้ ผเู้ รยี นสามารถจากแบบฝึกทกั ษะ และกจิ กรรมการเรยี นรไู้ ดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ตอ้ ง
คำนงึ ถึงการจัดการเรยี นการสอน ที่จะตอ้ งเป็นระบบท่ีเปน็ มาตรฐานสามารถตรวจสอบการเขา้ เรยี น
ของผูเ้ รียนไดอ้ ยา่ งคลอบคลมุ
2. ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาคน้ ควา้ ครงั้ ตอ่ ไป
2.1 ควรมกี ารผลิต และพัฒนาเปน็ สือ่ ภาพเคลอ่ื นไหวการใชง้ านโปรแกรม หรอื เทคนิคการ
แกป้ ญั หาการจัดตกแตง่ เอกสาร เพอื่ ให้นักเรียนสามารถบันทึกเกบ็ ไวด้ ูย้อนหลังได้
2.2 ควรมกี ารเปรยี บเทียบผลการเรียนรทู้ างการเรยี นระหว่างการใช้จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
การใช้งาน Filter และ Layer Style เพือ่ ตกแตง่ ภาพ กบั การเรยี นการสอนรูปแบบอน่ื ๆ
2.3 ควรศกึ ษาเชิงสำรวจหาขอ้ มลู จากหลาย ๆ ฝ่าย เช่น ผู้สอนทา่ นอ่นื ผู้เรยี น หรอื ผู้ท่ี
เกยี่ วขอ้ งอน่ื ๆ เพอื่ จะไดส้ ร้างและพฒั นาจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ให้ตรงกบั ความตอ้ งการของผเู้ รยี น