สาระส าคัญ ในหน่วยการเรียนรู้นี้จะศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ซึ่งมีหน่วยงานที่ก าหนด มาตรฐานสากลขึ้น คือ InternationalStandards Organization เพื่อให้ผู้ผลิตต่าง ๆสามารถแขกผลิตในส่วน ที่สามารถน าไปใช้ร่วมกันได้ซึ่งเรียกระบบมาตรฐานนี้ว่า OSI Model(Open System Interconnection ReferenceModel) ซึ่งจะแบ่งการท างานของระบบเครือท่านออกเป็น 7 ชั้น คือ Application Layer,Presentation Layer, Session Layer,Transport Layer, Network Layer, Data Lin,Layer และ Physical Layer นอกจากนี้ ยังจะได้เรียนรู้ในส่วนของโปรโตคอลในการสื่อสารข้อมูลที่เป็นข้อตกลงในการ สื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเคริอาย สาระการเรียนรู้ 1 มาตรฐาน OSI Model 2 โปรโตตอลในการสื่อสารข้อมูล 3 โตoea TCP 4 กระบวนการ Three Way Handshake 5 Sliding Windor และความน่าเชื่อถือในการส่งข้อมูล 6 โมโตตอล UDP 7 โมโตฮอล IP จุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์ทั ่วไป 1 บอกลักษณะของมาตรฐาน OSI Model ได้ 2 อธิบายการท่างานของโปรโตคอลแบบต่าง ๆ ได้ 3 อธิบายกระบวนการ Three Way Handshake ได้ 4 อธิบายลักษณะการท างานของ Sliding Windowได้ จดุประสงคเ์ชิงพฤติกรรม/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1 พุทธิพิสัย เข้าใจลักษณะการท างานของ OSI Model และ โปรโตคอล 2 ทักษะพิสัย แสดงความรู้เกี่ยวกับวิธีการท างานของโปรโตคอลแบบต่าง ๆ 3 จิตพิสัย มีการท างานด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย เลือกใช้ภาษาที่เหมาะสมกับงาน สมรรถนะประจ าหน่วยการเรียนรู้ 1 แสดงความรู้เกี่ยวกับลักษณะการท างานของ OSI Model และโปรโตคอล
2 แสดงความรู้เกี่ยวกับวิธีการท างานของโปรโตคอลแบบต่าง ๆ 3 มีกิจนิสัยที่ดีในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะตามหลักประชาธิปไตย 3 มาตรฐาน OSI Model การที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งได้นั้น จะต้องอาศัยกลไก หลาย ๆ อย่างร่วมกัน ท างานต่างหน้าที่กัน และเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายเข้าด้วยกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการ เชื่อมต่อมีความแตกต่างระหว่างระบบและอุปกรณ์หรือเป็นผู้ผลิตคนละรายกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ท าให้การสร้าง เครือข่ายเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากขาดมาตรฐานกลางที่จ าเป็นในการเชื่อมต่อ จึงได้เกิดหน่วยงานก าหนดมาตรฐานสากลขึ้น คือ International Standards Organization (ISO) ขึ้น และท าการก าหนดโครงสร้างทั้งหมดที่จ าเป็น ต้องใช้ ในการสื่อสารข้อมูลและเป็นระบบเปิด เพื่อ ให้ผู้ผลิตต่าง ๆ สามารถแยกผลิตในส่วนที่ตัวเองถนัด แต่สามารถ น าไปใช้ร่วมกันได้ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์สมัยใหม่ จะถูกออกแบบให้มีโครงสร้าง ที่แน่นอน และเพื่อเป็น การลดความซับซ้อน ระบบ เครือข่ายส่วนมากจึงแยก การท างานออกเป็นชั้น ๆ (layer) โดยก าหนดหน้าที่ใน แต่ละชั้นไว้อย่าง ชัดเจน แบบจ าลองส าหรับอ้างอิงแบบ OSI (Open System Interconnection Reference Model) หรือที่นิยมเรียกกันทั ่วไปว่า OSI Reference Model ของ ISO เป็นแบบจ าลองที่ถูกเสนอและพัฒนา โดย องค์กร International Standard Organization (ISO) โดยจะบรรยายถึงโครงสร้างของสถาปัตยกรรม เครือข่ายในอุดมคติซึ่งระบบเครือข่ายที่เป็นไป ตามสถาปัตยกรรมนี้จะเป็นระบบเครือข่ายแบบเปิด และ อุปกรณ์ทางเครือข่ายจะสามารถติดต่อกันได้โดยไม่ค านึงถึงว่าจะเป็นอุปกรณ์ของผู้ขายรายใด แบบจ าลอง OSI จะแบ่งการท างานของระบบเครือข่ายออกเป็น 7 ชั้น
1. Application Layer เป็นเลเยอร์ที่ก าหนดอินเตอร์เฟชระหว่างแอปพลิเคชันที่ท างานบนเครื่องคอมพิวเตอร์กับ ซอฟต์แวร์ สื่อสารต่าง ๆ ที่ท างานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอย่างเช่น เว็บบราวเซอร์ถือว่าเป็น แอปพลิเคชันที่ท างาน อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อต้องการรับส่งข้อมูลเว็บเพจกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ซึ่ง จะต้องอาศัยความสามารถ ของเลเยอร์7 ในการอินเตอร์เฟชกับซอฟต์แวร์สื่อสารในเลเยอร์ระดับล่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเว็บเพจที่ต้องการ 2. Presentation Layer จุดประสงค์หลักของเลเยอร์นี้คือ ก าหนดฟอร์แมตของการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น ASCII Text, EBCDIC, ไบนารี(Binary) และ JPEG การเข้ารหัสก็รวมอยู่ในเลเยอร์นี้ด้วย ตัวอย่างเช่น โปรแกรม FTP ต้องการรับส่งโอนย้ายไฟล์กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง โปรโตคอล FTP จะอนุญาตให้ผู้ใช้ระบุฟอร์แม ของ ข้อมูลที่โอนย้ายกันได้ว่าเป็นแบบ ASCII Text หรือเป็นแบบไบนารี(Binary) 4 3. Session Layer เป็นเลเยอร์ที่ควบคุมการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทางแบบ End to End และคอยควบคุม ช่องทางการสื่อสารในกรณีที่มีหลาย ๆ กระบวนการ (Process) ต้องการรับส่งข้อมูลพร้อม ๆ กันบนเครื่อง เดียวกัน และยังให้อินเตอร์เฟซส าหรับแอปพลิเคชันเลเยอร์ด้านบนในการควบคุมขั้นตอนการท างาน V.35 ที่ ใช้ใน WAN และ ของโปรโตคอลในระดับ Transport / Network เช่น Socket ที่ใช้ในยูนิกซ์หรือ Windows Socket ที่ใช้ใน ข้อมูลที่เกิดขึ้นในสื่อน า วินโดวส์ซึ่งได้ให้Application Programming Interface (API) แก่ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับบนส าหรับ การเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการท างานของโปรโตคอล TCP / IP ใน ระดับล่าง 4. Transport Layer เป็นเลเยอร์ที่มีหน้าที่หลัก ๆ ในการแบ่งข้อมูลในเลเยอร์บนให้พอเหมาะกับการจัดส่งไปใน เลเยอร์ล่าง (Segmentation) ท าหน้าที่ประกอบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากเลเยอร์ล่าง (Assembly) และให้บริการในการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในระหว่างทางของการส่ง หน่วยของข้อมูลใน เลเยอร์นี้มักจะถูกเรียกว่า Segment ตัวอย่างของโปรโตคอลในเลเยอร์นี้ที่รู้จักกันดีคือ โปรโตคอล TCP และ UDP 5. Network Layer เป็นเลเยอร์ที่มีหน้าที่หลักในการส่งแพ็คเกจจากเครื่องต้นทางให้ไปถึงเครื่องปลายทาง ด้วย ความ พยายามที่ดีที่สุด เลเยอร์นี้จะก าหนดให้มีการตั้งลอจิคัลแอดเดรสขึ้นมาบนเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสารเพื่อใช้ระบุตัวตน ตัวอย่างของโปรโตคอลเลเยอร์นี้ได้แก่ โปรโตคอล IP
และลอจิคัลแอดเดรสที่ใช้คือ หมายเลข IP Address นั้นเอง เลเยอร์นี้จะให้บริการใน Network Layer โดยตรงเมื่อได้รับแพ็คเกจมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว พยายามหาให้ได้ว่าจะส่งแพ็คเกจออกไปทางอินเตอร์เฟช (Interface) ใด เพื่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ปลายทางได้โปรโตคอลที่ท างานในเลเยอร์นี้จะไม่ทราบว่าแพ็คเกจจริง ๆ แล้วไปถึงเครื่องปลายทางหรือ ไม่ หน้าที่ของการยืนยันว่าข้อมูลได้ไปถึงปลายทางจริง ๆ นั ่นคือหน้าที่ของ Transport Layer โดยหน่วย ๆ ของ การรับส่งข้อมูลในเลเยอร์นี้คือ แพ็คเกจ (Packet) 6. Data Link Layer บผิดชอบในการส่งข้อมูลบนเน็ตเวิร์กแต่ละประเภท เช่น Ethernet, Token Ring, FDDI หรือ บน WAN ต่าง ๆ และดูแลเรื่องการห่อหุ้มข้อมูลจากเลเยอร์บน เช่น แพ็คเกจ IP ไว้ภายใน “เฟรม” และส่ง จากต้นทางไปยังอุปกรณ์ตัวถัดไป เลเยอร์นี้จะเข้าใจได้ถึงกลไกและอัลกอริทึมรวมทั้งฟอร์แมตของเฟรม ที่จะ ใช้ในเน็ตเวิร์กประเภทต่าง ๆ เป็นอย่างดี ในเน็ตเวิร์กแบบอีเทอร์เน็ต การสื่อสารในเลเยอร์นี้จะมีการระบุหมายเลขแอดเดรสของเครื่อง / อุปกรณ์ต้นทางกับเครื่อง / อุปกรณ์ปลายทางด้วยฮาร์ดแวร์แอดเดรสที่เรียกว่า MAC Address ผู้ใช้งาน อีเทอร์เน็ตจะพบว่า เน็ตเวิร์กการ์ดที่เสียบอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องมีหมายเลข MAC Address ก ากับ อยู่ เสมอ MAC Address เป็นแอดเดรสที่ฝังมากับฮาร์ดแวร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโดยผู้ใช้ปลายทางได้MAC Address เป็นตัวเลขขนาด 6 ไบต์3 ไบต์แรกจะได้รับการจัดสรรโดยองค์กรกลาง IEEE ให้กับผู้ผลิต แต่ละราย 5 ส่วนตัวเลข 3 ไบต์หลังนั้นทางผู้ผลิตจะไปก าหนดเอง โดยหน่วยของการรับส่งข้อมูลในเลเยอร์นี้คือ เฟรม (Frame 7. Physical Layer เลเยอร์นี้จะก าหนดมาตรฐานของสัญญาณทางไฟฟ้าและมาตรฐานของคอนเน็กเตอร์เชื่อมต่อ ต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานของสายเคเบิลที่จ าเป็นต้องใช้เช่น มาตรฐานสาย CAT มาตรฐานของหัวต่อเชื่อม ๆ V.35 ที่ใช้ใน WAN และมาตรฐาน RS232 เป็นต้น รวมทั้งแรงดันทางไฟฟ้าและรูปแบบการรับส่งบิต ข้อมูลที่เกิดขึ้นในสื่อน าสัญญาณ โปรโตคอลในการสื่อสารข้อมูล
โปรโตคอลในการสื่อสารข้อมูล โปรโตคอล (Protocol)คือ ข้อตกลงใน การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ในเครือข่าย ดังนั้น คอมพิวเตอร์หรือ อุปกรณ์เครือข่ายจะติดต่อสื่อสาร กันได้ต้องใช้โปรโตคอลตัวเดียวกัน โปรโตคอลเป็น ได้ทั้งฮาร์ดแวร์และ ซอฟต์แวร์ซึ่งจะสอดคล้องกับ โมเดล OSI โปรโตคอลอาจเป็นเพียงส่วนเดียวหรือ ประกอบขึ้นมาเป็นชุดก็ได้ โปรโตคอลส าคัญที่พบได้บ่อยในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีดังต่อไปนี้ โปรโตคอล TCP โปรโตคอล TCP ในเลเยอร์ของ Transport นั้นมีหน้าที่หลัก ๆ คือ 1. จัดแบ่งข้อมูลจากระดับแอปพลิเคชั ่นเลเยอร์ให้มีขนาดพอเหมาะที่จะส่งไปบนเน็ตเวิร์ก หน่วย ของ ข้อมูลในระดับนี้เรียกว่า TCP Segment 6 2. เริ่มต้นสร้างคอนเน็กชันระหว่างต้นทางและปลายทางให้ส าเร็จก่อน ก่อนที่ทั้งต้นทางและปลาย ทาง จะมีการรับส่งข้อมูลกันจริง ๆ การรับส่งข้อมูลโดยมีการสร้างคอนเน็กชันก่อนการส่งนี้เรียกว่า การสื่อสาร แบบ Connection - Oriented และกระบวนการที่ใช้ในการสร้างคอนเน็กชัน คือ Three Way - Handshake ที่ไปเพื่อจัดล าดับการ 3. มีการใส่หมายเลข Sequence Number (SEQ) ลงไปใน TCP Segment ที่ส่งไปเพื่อจั ส่งข้อมูล เมื่อ ปลายทางได้รับ TCP Segment นั้นแล้วจะต้องมีการส่งยืนยัน (Acknowledgement: ACK) กลับมาให้เครื่อง ต้นทางทราบว่าได้รับ TCP Segment แล้ว 4. ในกรณีที่ไม่ได้รับ ACK ยืนยันกลับมาภายในเวลารอคอยที่เหมาะสมค่าหนึ่ง ซึ่งจะเข้าใจว่าTCP Segment ส่งไปไม่ถึงยังเครื่องปลายทาง ในกรณีนี้เครื่องต้นทางจะมีการส่งใหม่ (Retransmission) อีกครั้ง และเพิ่มเวลารอคอยออกไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะได้รับ ACK กลับมา กลไกนี้คือการท า Error Recovery ซึ่ง ท าให้โปรโตคอล TCP มีความน่าเชื่อถือในการรับส่งข้อมูล
5. การส่ง ACK เพื่อยืนยันว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนนั้น เครื่องปลายทางไม่จ าเป็นต้องส่ง ACK กลับ TCP Segment ทั้งหมดที่ได้รับ แต่สามารถส่ง ACK เมื่อได้รับข้อมูลหลาย ๆ TCP Segment ตามที่ ตกลงกันไว้ก่อนได้ โดยเครื่องต้นทางและเครื่องปลายทางต้องมีการตกลงกันแต่แรกว่าจะให้ผู้ที่ได้รับ TCP Segment ตอบยืนยัน (ACK) กลับมาเมื่อได้รับ TCP Segment ไปแล้วเป็นจ านวนเท่าไรขนาดของ TCP Segment ที่ผู้ส่งสามารถส่งได้ในครั้งหนึ่ง ๆ โดยไม่ต้องรอคอยให้มีการตอบรับ เรียกว่า “Window Size" หมายความว่า ผู้รับสามารถรอรับข้อมูลจนครบตามขนาดของ Window Size ก่อนแล้วจึงค่อยส่ง ACK 6. ควบคุมล าดับขั้นตอนของการส่งแพ็คเกจของโปรโตคอล IP ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย จัดสรร ขนาดบัฟเฟอร์ข้อมูลที่เหมาะสมไว้ทั้งในขณะรับและส่งข้อมูล และช่วยประกอบรวมแพ็คเกจ IP ที่ได้รับเข้ามา ให้เป็นข้อมูลผืนเดียวกันส าหรับส่งต่อขึ้นไปยังแอปพลิเคชันในระดับบน กระบวนการ Three Way Handshake เป็นกระบวนการในการสร้างคอนเน็กชัน (Connection) ระหว่างต้นทางกับปลายทาง โฮสต์ต้นทาง จะ เริ่มต้นขอสร้างคอนเน็กชันด้วยการส่งแพ็คเกจ TCP ที่มีการเซตฟิลด์SYN ไว้(ฟิลด์SYN = Synchronize) และรอให้ปลายทางส่งแพ็คเกจ TCP ที่มีฟิลด์SYN และ ACK กลับมาก่อน จากนั้นต้นทางจึง ตอบยืนยันว่า ต้องการการรับส่งข้อมูลด้วยอีกครั้ง เป็นอันจบ หลังจากผ่านกระบวนการข้างต้นนี้ไป โฮสต์ต้นทางและโฮสต์ปลายทางก็พร้อมที่จะเริ่มรับส่งข้อมูลกัน โดยระหว่างกระบวนการนี้โฮสต์ต้นทางและ โฮสต์ปลายทางจะมีการ ตกลงกันว่าจะใช้ขนาดของ Window Size ขนาดเท่าไร และหมายเลข Sequence Number (Seq) ของโฮสต์ แต่ละฝั ่งจะมีค่าเริ่มต้นเท่ากับเท่าไร ดังแสดงในภาพที่ 3.3 Seg Number ของ ต้นทางเท่ากับ 300 และ Seg Number ของปลายทางเท่ากับ 400 7
Sliding Window และความน่าเชื่อถ ื อในการรบัส่งข ้ อมลู ภาพที่ 3.4 แสดงกระบวนการ Sliding Window แบบง่าย ๆ เพื่อช่วยควบคุมโฟล์การรับส่งข้อมูล (Flow Control) สมมุติให้ขนาดของ Window (Window Size) เท่ากับ 1 นั้นหมายความว่าทุก ๆ TCP Segment ที่ถูกส่งออกไปจะต้องได้รับการตอบยืนยัน (Ack) ว่าได้รับข้อมูลแล้ว โดยเครื่องต้นทางต้องรอ คอย ให้ปลายทางส่ง Ack กลับมาก่อนว่าได้รับ TCP Segment ที่ 2 แล้วจึงค่อยส่ง TCP Segment ที่ 3 ถัดไปได้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ในกรณีที่ขนาดของ Window เท่ากับ 4 นั้นหมายความว่า เครื่องต้นทาง สามารถส่ง TCP Segment ไปได้ทีเดียว 4 ชุดตามล าดับ และถึงจะหยุดรอคอยให้ปลายทางตอบรับกลับ มาว่า ได้รับ TCP Segment ข้างต้นทั้งหมดครบ 4 ชุดแล้ว จึงจะส่ง TCP Segment ถัดไปได้ ในการตอบกลบัเพ ื่อย ื นยนัว่าได ้ รบัข ้ อมูลจากต ้ นทางนี้ เคร ื่องปลายทางจะใช ้ วิธีการ ตอบรับแบบ Forward Acknowledgement ค ื อการบอกเคร ื่องต ้ นทางว่ามนัได ้ รบั TCP Segment ล่าสดุถง ึชุดที่ 4 แล้ว พร้อมที่จะรับ TCP Segment ที่ 5
เป็นข้อมูล 8 ชุดถัดไป (ด ้ วยการส่ง Ack 5 ไม่ใช่ Ack 4) เมื่อเครื่อง ปลายทางได้รับ Ack เช่นนี้ จะทราบทนัทีว่าเคร ื่องปลายทางได ้ รบัครบถ ้ วนถ ึ ง TCP Segment ที่ 4 แล้ว มันจะ ส่ง TCP Segment ชุดที่ 5 ออกไปให้ Segment ชุดที่ 5 ต่อไป (ด้วยการ Ack5) เครื่องต้นทางจะส่งไปให้อีก 4 ชุด (คือ TCP Segment ที่ 5, 6, 7 และ 8 ตามล าดับ) แต่บังเอิญด้วยเหตุผลบางประการท าให้TCP Segment ที่ 7 สูญหายระหว่างทางเช่น เกิดความหนาแน่นขึ้น เรา เตอร์มีบัฟเฟอร์ไม่เพียงพอ เราเตอร์จ าเป็นต้องโยนทิ้งด้วยกฎบางประการของ QoS หรืออะไรก็แล้วแต่ส่งผลให้ปลายทาง ไม่ได้รับ TCP Segment ที่ 7 เมื่อ TCP Segment ที่ 8 เดินทางมาถึงปลายทาง มันจะตอบรับ (Ack) กลับไปว่า Ack 7 ซึ่ง หมายความว่า จะได้รับ TCP Segment ล่าสุดถึงชุดที่ 6 แล้ว และต้องการจะได้รับ TCP Segment ที่ 7 ต่อไป เมื่อ Ack ถูกส่งกลับมาให้ต้นทาง ต้น ทางจะทราบได้ทันที่ว่า TCP Segment ชุดที่ 7 สูญหายไป 7 ระหว่างทาง และจะส่ง TCP Segment ชุดที่ 7 กลับไปให้ใหม่ เมื่อปลายทางได้รับและเช็คดูว่าขณะนี้ได้รับครบแล้วตั้งแต่ TCP Segment ที่ 5 5 - 8 จึงตอบ Ack กลับไปว่าได้รับ TCP Segment ที่ 5 - 8 ครบถ้วน แล้ว และต้องการรับ TCP Segment ที่ 9 เป็น TCP Segment ถัดไปด้วยการส่ง Ack 9 กลับมาให้ 9
โปรโตคอล UDP เป็นโปรโตคอลในระดับ Transport Layer ที่มีความแตกต่างไปจากโปรโตคอล TCP เกือบทุกด้าน โปรโตคอล UDP ท าการส่งข้อมูลโดยไม่มีการสร้างคอนเน็กชั ่นก่อน (เรียกว่าแบบ Connectionless) ไม่มีการ ส่งการยืนยันว่าได้รับข้อมูลแล้ว ไม่มีการจัดเตรียมขนาดของบัฟเฟอร์ส าหรับการรับส่งข้อมูลและไม่มีการ จัดล าดับของข้อมูลที่ได้รับ หน้าที่ของการยืนยันว่าได้รับข้อมูลแล้วอาจถูกผลักภาระให้กับแอปพลิเคชัน ในเล เยอร์บนต่อไป และยังไม่สนใจในการควบคุมโฟล์ของการรับส่งข้อมูลด้วย ด้วยหลักการท างานข้างต้น นี้จึงท า ให้UDP เป็นโปรโตคอลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ (Unreliable) โปรโตคอล UDP เมื่อไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ประโยชน์ส าคัญที่ได้รับจากการท างานแบบนี้คือ ความ รวดเร็ว ความไม่สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการติดตามสถานะต่าง ๆ ตัวอย่างหนึ่งที่พบใน การ ท างานบนเน็ตเวิร์กที่ใช้UDP ได้แก่ โปรโตคอล SNMP (Simple Network Management Protocol) อุปกรณ์เน็ตเวิร์กซึ่งท าหน้าที่เป็น SNMP Agent จะส่งรายงานสถานะต่าง ๆ กลับไปให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ ท า หน้าที่ SNMP Server โดยผ่านทาง UDP เพราะมันต้องการความรวดเร็ว อีกทั้งข้อมูลสถานะมีจ านวน มาก การที่จะต้องรอคอยเซตอัพคอนเน็กชันทุกครั้งเมื่อต้องการส่งข้อมูลอาจจะเป็นเรื่องที่เสียเวลาและ ไม่จ าเป็น อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การโอนย้ายไฟล์ด้วยโปรโตคอล FTP จะเป็นแบบ Connection Oriented คือ ใช้งาน โปรโตคอล TCP ส่วนการโอนย้ายไฟล์ด้วยโปรโตคอล Trivial FTP (TFTP) จะเป็นแบบ Connectionless คือ ใช้งานโปรโตคอล UDP โปรโตคอล IP โปรโตคอล IP ที่อยู่ใน Network Layer จะมีหน้าที่ 3 อย่างต่อไปนี้คือ 1. Addressing หน้าที่นี้หมายถึงการให้บริการในการติดตั้ง “ลอจิคัลแอดเดรส (Logical Address)” ให้กับเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรโตคอล IP เนื่องจาก ลอจิคัลแอดเดรสนี้จะไม่ได้ถูกก าหนดมาตายตัวหรือฝังมากับเน็ตเวิร์กการ์ด ดังนั้น มันจึงเป็นแอดเดรสที่ผู้ออกแบบหรือบริหารระบบเครือข่ายเป็นผู้ตั้งขึ้นมาเอง และ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข ได้ข้อดีของการมีลอจิคัลแอดเดรสหรือแอดเดรสใน Network Layer คือ 1.1 ท าให้เราสามารถออกแบบระบบเน็ตเวิร์กได้ง่ายขึ้น 1.2 ท าให้ระบบเน็ตเวิร์กสามารถขยายเพิ่มเติมได้โดยง่าย 1.3 ท าให้การแก้ไขปัญหาท าได้โดยง่าย
2. Packaging เป็นการจัดเตรียมแพ็คเกจ IP ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมส่งไปยังเครื่องปลายทาง โดยการน าเอา TCP Segment หรือ UDP Segment จากในเลเยอร์บนมาบรรจุไว้ในฟิลด์Data ของแพ็กเกจ IP (หาก ขนาดของ Segment ใหญ่เกินกว่าจะส่งได้ภายในแพ็คเกจ IP แพ็คเกจเดียว จะต้องแบ่ง Segment ย่อย ออกและส่งไป ในหลาย ๆ แพ็คเกจ) จากนั้นใส่ค่าฟิลด์Destination IP Address และ Source IP Address ให้เป็น หมายเลข IP Address ปลายทางและต้นทางตามล าดับ และที่ส าคัญคือ จะใส่ค่าฟิลด์Protocol Number ลง 10 ไปด้วย ค่าตัวเลขค่าหนึ่งที่ระบุว่าเลเยอร์บนเป็น TCP หรือ UDP (หมายเลข 6 ส าหรับ TCP และหมายเลข 17 ส าหรับ UDP) แพ็คเกจ IP หนึ่ง ๆ บางครั้งเรียกว่า ดาต้าแกรม (Datagram) 3. Routing Routing คือ การหาเส้นทางในการส่งแพ็คเกจไปให้ถึงเครื่องปลายทางให้ได้หลักความส าคัญ ของการส่ง แพ็คเกจโดยโปรโตคอล IP คือ จะส่งให้ดีที่สุด (Best Effort) โดยไม่การันตีว่าข้อมูลจะถึงปลาย ทางหรือไม่ และจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโปรโตคอลในระดับสูงกว่า คือ TCP เป็นผู้รับประกันให้ เกียรติประถม สินรุ่งเรืองกุล, คอมพิวเตอร์เบื้องต้น, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธงชัย สิทธิกรณ์, ระบบคอมพิวเตอร์เบื้องต้น, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธนาวุฒิ ประกอบผล, ดร. ระบบเครือข่ายเบื้องต้น บริษัท ซัคเซสมีเดีย จํากัด ธวัชชัย ชมศิริ, ระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้นอย่างมืออาชีพ, บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ฝ่ายตำราวิชาการคอมพิวเตอร์, คู่มือเรียนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น, บริษัท ซีเอ็ด ยูเคชั่น จํากัด (มหาชน) บรรณานุกรม