The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มารู้จักกับโขนไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Natthamon Jitmanee, 2023-01-28 09:29:44

โขน (KHON)

มารู้จักกับโขนไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

โข น ศิลปะ ก า รแสดง ชั้น สูงที่ เ ก่ าก่ แ ก่ ขก่ อ งไท ย เป็น ศูนย์ ร ว ม ข อ ง ศาสตร์แล ะ ศิลป์ห ล า ย แ ขน ง ทั้ งประ ติ ม า ก ร รม จิ ต จิ ร ก ร รม น าฏ ก ร รม ดุ ริ ย า ง ค ก ร รม ว ร ร ณ ก ร รม แล ะหั ต ถ ก ร รม


คำ นำ หนังสือนาฏศิลป์ไทยเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ศ 33101 ศิลปะ5 จัดทำ ขึ้น เพื่อผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับโขนไทย โขนนั้นเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย เป็นจุดศูนย์รวม ของศิลปะหลายแขนง และโขนยังเป็นการแสดงที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด ในปัจจุบันการแสดงโขนนั้นหาดูได้ยากมาก หนังสือนาฏศิลป์ไทยเล่มนี้ทางผู้จัดทำ จึงได้รวบรวมเกี่ยวกับโขนในรัชกาลที่ 6 ประเภทของโขน ลักษณะของตัวละครต่าง ๆ ให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับโขนได้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ทางผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือนาฏศิลป์ไทยเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย และหากมีการผิดพลาด ประการใด ทางผู้จัดทำ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ก คณะผู้จัดทำ ม.6/10 นางสาวณัฏฐมน จิตมณี เลขที่15 นางสาวชัญญา ขุนแผ้ว เลขที่21 นางสาวชาห์ร่า วาจิตรกูล เลขที่24 นางสาวอนัญญา ทั่วถวิล เลขที่32


ส า ร บั ญ ข เ รื่ อ ง ห น้ า คำ นำ ก ส า ร บั ญ ข ม า รู้ จั ก กั บ " โ ข น " 1 โ ข นใ น รั ช ก า ล ที่ 6 2 ป ร ะ เ ภ ท โ ข น 3 ก า ร แ ต่ ง ก า ย โ ข น 7 บ ร ร ณ า นุ ก ร ม 1 1


บ ท นำ โ ข น เ ป็ น น า ฏ ศิ ล ป์ ชั้ น สู ง อ ย่ า ง ห นึ่ ง ข อ ง ไ ท ย มี ค ว า ม เ ป็ น ม า ที่ ย า ว น า น ห ล า ย ศ ต ว ร ร ษ อ า จ พั ฒ น า ม า จ า ก ก า ร เ ล่ น ห นั ง ใ ห ญ่ ซึ่ ง รุ่ ง เ รื อ ง ม า ก ใ น ส มั ย พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช แ ห่ ง ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ห รื อ อ า จ พั ฒ น า ม า จ า ก ก า ร เ ล่ น ชั ก น า ค ดึ ก ดำ บ ร รพ์ เ มื่ อ ค น ดู น้ อ ย ล ง จึ ง พั ฒ น า ม า เ ป็ น โ ข น เ พื่ อ ใ ห้ ค น ช ม ส นใ จ มี ค ว า ม ส ง่ า ง า ม อ ลั ง ก า ร แ ล ะ อ่ อ น ช้ อ ย ก า ร แ ส ด ง ที่ ใ ช้ ท่ า รำ ต า ม แ บ บ ล ะ ค รใ น แ ต ก ต่ า ง เ พี ย ง ท่ า รำ ที่ มี ก า ร เ พิ่ ม ตั ว แ ส ด ง ทำ น อ ง เ พ ล ง ที่ ใ ช้ใ น ก า ร ดำ เ นิ น เ รื่ อ ง ไ ม่ เ ห มื อ น กั บ ล ะ ค ร จ า ก ห ลั ก ฐ า น ท า ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ เ ชื่ อ ว่ า มี ม า ตั้ ง แ ต่ ส มั ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า อ้ า ง อิ ง จ า ก " จ ด ห ม า ย เ ห ตุ ข อ ง ล า ลู แ บ ร์ " ร์ เ อ ก อั ค ร ร า ช ทู ต ฝ รั่ ง เ ศ ล ใ น ส มั ย ข อ ง ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช ที่ ก ล่ า ว ถึ ง ก า ร แ ส ด ง โ ข น ว่ า เ ป็ น ก า ร เ ต้ น ป ร ะ ก อ บ เ สี ย ง ซ อ แ ล ะ เ ค รื่ อ ง ด น ต รี ต่ า ง ๆ โ ด ย ผู้ แ ส ด ง ถื อ อ า วุ ธ แ ล ะ ส ว ม ห น้ า ก า ก ก า ร แ ส ด ง โ ข น แ ต่ เ ดิ ม เ ล่ น กั น ก ล า ง แ ป ล ง จึ ง เ รี ย ก กั น ว่ า โ ข น ก ล า ง แ ป ล ง แ ส ด ง บ น พื้ น ดิ น ห รื อ ส น า ม ห ญ้ า ไ ม่ ต้ อ ง ป ลู ก โ ร ง ใ ห้ เ ล่ น นิ ย ม ก า ร แ ส ด ง ต อ น ย ก ทั พ ห รื อ เ รี ย ก ใ น ภ า ษ า โ ข น ว่ า ต อ น ย ก ร บ โ ด ย เ ล่ น เ รื่ อ ง ร า ม เ กี ย ร ติ์ เ ป็ น ส ง ค ร า ม ร ะ ห ว่ า ง พ ร ะ ร า ม กั บ ท ศ กั ณ ฑ์ ห รื อ ร ะ ห ว่ า ง ธ ร ร ม ะ กั บ อ ธ ร ร ม ก า ร ย ก ก อ ง ทั พ ข อ ง ทั้ ง ส อ ง ฝ่ า ย ทำ ไ ด้ น่ า ส นใ จ โ ด ย ถ อ ด แ บ บ ม า จ า ก ก า ร ส ง ค ร า ม จ ริ ง ๆ คื อ เ มื่ อ พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ สั่ ง ใ ห้ จั ด ทั พ แ ม่ ทั พ น า ย ก อ ง ไ ป สั่ ง ใ ห้ ไ พ ร่ พ ล จั ด ก า ร เ ต รี ย ม รี้ พ ล เ มื่ อ จั ด ก อ ง ทั พ เ ส ร็ จ แ ล้ ว แ ม่ ทั พ น า ย ก อ ง จ ะ ไ ป ต ร ว จ ค ว า ม เ รี ย บ ร้ อ ย ก่ อ น พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ อี ก ค รั้ ง ก่ อ น พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ จ ะ ม า ต ร ว จ ไ พ ร่ พ ล ด้ ว ย ต น เ อ ง ทำ เ ห มื อ น กั น ทั้ ง ฝ่ า ย พ ร ะ ร า ม แ ล ะ ฝ่ า ย ท ศ กั ณ ฑ์ ก า ร แ ส ด ง อ อ ก ข อ ง ตั ว โ ข น ไ ด้ ซ่ อ น วั ฒ น ธ ร ร ม แ ล ะ วิ ถี ชี วิ ต ข อ ง ค นไ ท ย ไ ว้ อ ย่ า ง ม า ก ม า ย โ ข น คื อ ม า รู้ จั ก กั บ " โ ข น " 1


โขนในรัชกาลที่ 6 นักประวัติศาสตร์ และนักวิชาการส่วนใหญ่เห็น พ้องว่ายุคสมัยนี้ถือเป็นยุครุ่งเรือง หรือกล่าวได้ว่า เป็น “ยุคทอง” ของศิลปะการแสดงหลายประเภท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเป็นนักปกครองที่ทรงรับดูแลกิจการศิลปะการ แสดงด้วยพระองค์เอง นั่นทำ ให้ศิลปะ อาทิ โขน ละคร และดนตรีปี่พาทย์เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ย้อนไปเมื่อครั้งดำ รงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช ทรงจัดให้มหาดเล็กในพระองค์ หัดเล่นโขน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “โขนสมัครเล่น” ต่อมา โขนคณะนี้เรียกอีกชื่อว่า “โขนบรรดาศักศัดิ์” เพื่อ ความสนุกสนาน พระองค์จึงทรงโปรดฯ ให้ครูโขน ละครจากคณะของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชรฯ)เป็นผู้ฝึกหัด พระองค์ ทรงมีพระราชดำ ริว่า โขนสมัครเล่นสมควรจะแสดง ได้ดีกว่าโขนอาชีพ เนื่องจากมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี กว่า โดยเทียบเคียงกับประเทศอังกฤษว่ายกย่อง ศิลปินให้เป็นขุนนาง การที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนการแสดงโขน นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงให้คงอยู่ แล้ว พระองค์ยังได้ทรงใช้ศิลปะการแสดงดังกล่าวใน การสอดแทรกพระราโชบายหรือพระราชดำ ริ โดย เฉพาะโขน ซึ่งใช้วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก มุ่งเน้นความสำ คัญด้านคุณธรรมและยกย่องพระมหา กษัตริย์ที่เปรียบประดุจสมมติเทพ การแสดงโขนในสมัยนี้ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงรุ่งเรือง และเฟื่องฟูอย่างมาก ทั้งกระบวนท่ารำ ที่เป็น แบบแผน มีองค์ประกอบความงามของการแสดง ศิลปะหลายแขนงครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นชื่อตัวละคร บทขับร้องแบบละครใน บทพากย์เจรจาแบบโขน เครื่องแต่งกายแบบพระราชประดิษฐ์ เนื้อเรื่องที่ ปรับปรุงให้ทันสมัย โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ซึ่งทรง ศึกษาอย่างลึกซึ้ง และพระราชนิพนธ์บทพากย์เจรจา บทโขน และบทละครเรื่องรามเกียรติ์อีกหลายชุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ก่อตั้งคณะโขนสมัครเล่น ตามแบบธรรมเนียมโบราณ 2


ประเภทโขน เป็นการเล่นโขนกลางแจ้ง ไม่มีการสร้างโรงแสดง ใช้ธรรมชาติเป็นฉากในการแสดง ผู้แสดงรวมทั้งตัวพระ ต้องสวมหัวโขน นิยมแสดงตอนยกทัพรบ วิวัฒนาการ มาจากการเล่นชักนาคดึกดำ บรรพ์เรื่องกวนน้ำ อมฤต ที่ใช้เล่นในพิธีอินทราภิเษก ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยนำ การจัดกระบวนทัพและการเต้น ประกอบหน้าพาทย์มาใช้ แต่เปลี่ยนมาเล่นเรื่องรามเกียรติ์ มีการเต้นประกอบหน้าพาทย์และอาจมีบทพาทย์และ เจรจาบ้าง แต่ไม่มีบทร้อง โขน กลาง แปลง พ.ศ. 2339 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1 มีการเล่นโขนในงานฉลองอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชน กาธิราช โดยโขนวังหน้าเป็นทัพทศกัณฐ์ฝ่ายลงกา และโขนวังหลังเป็นทัพ พระรามฝ่ายพลับพลา แลัวยกทัพมาเล่นรบกันในท้องสนามหน้าพลับพลา ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารความว่า "ในการมหรสพสมโภชพระบรม อัฐิครั้งนั้น มีโขนชักรอกโรงใหญ่ ทั้งโขนวังหลังและวังหน้า แล้วประสมโรง เล่นกันกลางแปลง เล่นเมื่อศึกทศกัณฐ์ยกทัพกับสิบขุนสิบรถ โขนวังหลัง เป็นทัพพระราม ยกไปแต่ทางพระบรมมหาราชวัง โขนวังหน้าเป็นทัพทศ กัณฐ์ ยกออกจากพระราชวังบวรฯ มาเล่นรบกันในท้องสนามหน้า พลับพลา ถึงมีปืนบาเหรี่ยมรางเกวียนลากออกมายิงกันดังสนั่นไป" ซึ่งการแสดงโขนในครั้งนั้น เกิดการรบกันจริงระหว่างผู้แสดงทั้ง สองฝ่าย จนเกิดการบาดหมางระหว่างวังหน้าและวังหลัง จนกระทั่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และสมเด็จเจ้าฟ้ากรม พระศรีสุดารักษ์ สมเด็จพระพี่นางทั้งสองพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ต้องเสด็จมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ให้แก่วังหน้าและวังหลัง ทั้งสองฝ่ายจึงยอมเลิกบาดหมางซึ่งกันและกัน ทำ ให้เป็นข้อสันนิษฐานว่า เหตุใดการแสดงโขนกลางแปลงจึงนิยมแสดง ตอนยกทัพรบและการรบบนพื้น มีเครื่องดนตรีวงปี่พาทย์ไม่ต่ำ กว่าสอง วงในการบรรเลง 3


ประเภทโขน เรียกอีกอย่างว่าโขนโรงนอก วิวัฒนาการมาจาก โขนกลางแปลง มีการปลูก โรงให้เล่นเป็นแบบ เวทียกพื้น มีหลังคากันแดด กันฝน ตรงด้านหลังของเวที ระหว่าง ที่พัก ผู้แสดงกับเวทีแสดงจะมีฉากกั้น ฉากกั้นนี้ทำ เป็น ภาพนูน รูปภูเขาสองข้าง มีช่องให้ผู้แสดงในบทของ ตัวพระหรือตัวยักษ์ ที่มีตำ แหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ สามารถเดินวนได้รอบราวซึ่งสมมุติให้เป็นเตียง ในส่วนผู้ แสดงที่รับบทเป็นเสนายักษ์ เขนยักษ์ เสนาลิงหรือเขนลิง คงนั่งพื้นแสดงตามปกติ มีการพากย์และเจรจา ไม่มีบทขับร้อง โขน นั่ง ราว วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์เช่น กราว ใน กราวนอก ฯลฯ ในการแสดงใช้ปี่พาทย์สำ หรับ บรรเลงเพลงถึงสองวง เนื่องจากต้องบรรเลงเป็น จำ นวนมาก โดยตำ แหน่งของปี่พาทย์ตัวแรกจะตั้ง อยู่บริเวณหัวโรง ตำ แหน่งของปี่พาทย์ตัวที่สองจะ ตั้งอยู่บริเวณท้ายโรง และกลายเป็นที่มาของการ เรียกว่า "วงหัวและวงท้ายหรือวงซ้ายและวงขวา" โขนนั่งราว หรือ โขนโรงนอก เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โขนนอนโรง เพราะ ตามประเพณีการแสดงโขนนั่งราวนี้ ในตอนบ่าย ก่อนจะถึง วันแสดง 1 วัน ปี่พาทย์ทั้ง 2 วง จะโหมโรงและในระหว่างที่โหมโรงนั้น เมื่อบรรเลงมาถึงเพลงกราว ในผู้แสดงโขนที่เป็นตัวรากษส (บริวารของพิราพ) จะออกมากระทุ้งเส้า (พลองยาว ๆ) ตามจังหวะกลอง ที่ตามโรง พอจบเพลงโหมโรง ก็จะปล่อยตัวแสดง ซึ่งเป็นการแสดงโขน ตอนพิราพเที่ยวป่า จนถึงพระราม นางสีดา และพระลักษณ์ หลงเข้าไป ในสวนพวาทองของพิราพ แล้วก็เลิกแสดง ผู้แสดงโขนทุกคนต้องนอนเฝ้า โรงโขนคืนหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้โขนนั่งราวต้องมีหลังคากันแดดกันฝน วันรุ่งขึ้นจึงแสดงโขน ตามชุดที่ได้กำ หนด ไว้ต่อไป การที่ผู้แสดงโขนต้อง นอนเฝ้าโรงโขนตลอดคืน จึงเป็นเหตุให้ มีผู้เรียกการแสดงโขนนั่งราว ว่า โขนนอนโรง 4


ประเภทโขน เป็นโขนที่นำ ศิลปะการแสดงของละครใน เข้ามา ผสมผสานระหว่างโขนกับละครใน ในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รวมทั้งมีราชกวีภายใน ราชสำ นัก ช่วยปรับปรุงขัดเกลาและประพันธ์บทพากย์ บทเจรจาให้มีความคล้องจอง ไพเราะสละสลวยมากยิ่งขึ้น โดยนำ ท่ารำ ท่าเต้น และบทพากย์เจรจาตามแบบโขนมา ผสมกับการขับร้อง เป็นการปรับปรุงวิวัฒนาการของโขน โขน โรง ใน ผู้แสดงเป็นตัวพระ ตัวนางและเทวดา เริ่มที่จะไม่ ต้องสวมหัวโขนในการแสดง มีการพากย์และเจรจาตาม แบบฉบับของการแสดงโขน นำ เพลงขับร้องประกอบ กิริยาอาการของตัวละคร และเปลี่ยนมาแสดงภายในโรง แบบละครในจึงเรียกว่า โขนโรงใน มีปี่พาทย์บรรเลง 2 วง ปัจจุบันโขนที่กรมศิลปากรนำ ออกแสดงนั้น ใช้ศิลปะการ แสดงแบบโขนโรงในซึ่งเป็นการแสดงระหว่างโขนกลาง แปลงและโขนหน้าจอ เป็นโขนที่แสดงหน้าจอหนังใหญ่ ซึ่งใช้สำ หรับแสดง หนังใหญ่หรือหนังตะลุง โดยผู้แสดงโขนออกมาแสดง สลับกับการเชิดตัวหนัง ที่ฉลุแกะสลักเป็นตัวละครในเรื่อง รามเกียรติ์อย่างสวยงามวิจิตรบรรจง เรียกว่า "หนังติดตัวโขน" โขน หน้า จอ ซึ่งในการเล่นหนังใหญ่ จะมีการเชิดหนังใหญ่อยู่ หน้าจอผ้าขาวแบบจอหนังใหญ่ ยาว 7 วา 2 ศอก ริมขอบ จอใช้ผ้าสีแดงและสีน้ำ เงินเย็บติดกัน ใช้เสาจำ นวน 4 ต้น สำ หรับขึงจอ ปลายเสาแต่ละด้านประดับด้วยหางนกยูง หรือธงแดง มีศิลปะสำ คัญในการแสดงคือการพากย์และ เจรจา ใช้เครื่องดนตรีปี่พาทย์ประกอบการแสดง ผู้เชิด ตัวหนังจะต้องเต้นตามจังหวะดนตรีและลีลาท่าทาง ของตัวหนัง 5


ประเภทโขน เป็นการแสดงโขนที่ถือกำ เนิดขึ้นครั้งแรก ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดให้มีการจัดฉากในการแสดงแบบ ละครดึกดำ บรรพ์ประกอบตามท้องเรื่อง แบ่งเป็นฉาก เป็นองก์ เข้ากับเหตุการณ์และสถานที่ จึงเรียกว่าโขนฉาก โขน ฉาก ปัจจุบันการแสดงโขนของกรมศิลปากร นอกจากจะ แสดงโขนโรงในแล้ว ยังจัดแสดงโขนฉากควบคู่กันอีกด้วย เช่น ชุดปราบกากนาสูร ชุดนางลอย ชุดพระรามเดินดง ชุดพรหมาสตร์ ชุดศึกวิรุญจำ บัง ชุดมัยราพณ์สะกดทัพ ชุดทำ ลายพิธีหุงน้ำ ทิพย์ ชุดหนุมานอาสา ชุดนาคบาศ ชุดพระรามครองเมือง ชุดสีดาลุยไฟและปราบ บรรลัยกัลป์ นอกจากประเภทของโขนต่าง ๆ ทั้ง 4 ประเภทแล้ว ยังมีการแสดงโขนนอกตำ ราที่ทางกรมศิลปากรไม่จัดให้ รวมอยู่ในประเภทของโขน ได้แก่ 1. โขนสด 2.โขนหน้าไฟ 3.โขนนอนโรง 4.โขนชักรอก โขน นอก ตำ รา โขนสด โขนหน้าไฟ โขนนอนโรง โขนชักรอก 6


การแต่งกายโขน ตัวพระ ดอกไม้ไหว ชฎา ดอกไม้ทัด (ขวา) อุบะ (ขวา) จอนหู อินทรธนู ทับทรวง กรองคอ เสื้อ หรือ ฉลององค์ สังวาล เข็มขัด กำ ไรแผง ปะวะหล่ำ แหวนรอบ ปั้นเหน่ง ผ้านุ่ง สนับเพลา กำ ไลเท้า ห้อยหน้า ห้อยข้าง ตาบทิศ สุวรรณกระถอบ การคัดเลือกจะคัดเลือกผู้ที่ลักษณะใบหน้ารูปไข่ สวยงาม คมคาย เด่นสะดุดตา ท่าทางสะโอดสะองและผึ่งผายลำ คอระหง ไหล่ลาดตรง ช่วงอกใหญ่ ขนาดลำ ตัวเรียว เอวเล็กกิ่วคอดตามลักษณะชายงามในวรรณคดีไทยสวมพระมหามงกุฎหรือมงกุฎยอดชัย ห้อยดอกไม้เพชรด้านขวา สำ หรับการแสดงจะแบ่งเป็นพระใหญ่หรือพระน้อย ซึ่งพระใหญ่หมายถึงพระเอก มีบุคลิกลักษณะเหนือกว่าพระน้อย 7


การแต่งกายโขน เข็มขัด มงกุฎ ดอกไม้ทัด (ซ้าย) อุบะ (ซ้าย) กรองคอ จี้นาง ปั้นเหน่ง ผ้านุ่ง จอนหู หรือ กรรเจียกจอน ผ้าห่มนาง กำ ไลแผง แหวนรอบ ปะวะหล่ำ เสื้อในนาง ชายพกขวา กำ ไลเท้า แหวนรอบ ตัวละครที่เป็นตัวนางมีจำ นวนมากไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ หรือเป็นยักษ์ ตัวนางจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ตัวนางที่เป็นนางกษัตริย์และนางตลาด ซึ่งนางกษัตริย์จะคัดเลือก จากผู้ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายตัวพระ สวมมงกุฎ ห้อยดอกไม้เพชรด้านซ้าย กิริยามารยาทเรียบร้อย สุภาพ นุ่มนวลอ่อนหวาน ยามแสดงอาการโศกเศร้าหรือยิ้มแย้มดีใจ ก็จะกรีดกรายนิ้วมือ แต่เพียงพองาม ส่วนนางตลาดจะคัดเลือกจากผู้ที่มีท่าทางกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไว มีจริต สามารถแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ 8 ตัวนาง


การแต่งกายโขน การคัดเลือกจะคัดเลือกผู้ที่มีลักษณะคล้ายกับตัวพระ รูปร่างสูงใหญ่ วงเหลี่ยมของผู้แสดงเป็นตัว ยักษ์มีทรงตัวต้องดูแข็งแรง กิริยาท่าทางการเยื้องย่างแลดูสง่างาม โดยเฉพาะผู้แสดงเป็นทศกัณฐ์ ซึ่งเป็นตัวละครสำ คัญในเรื่องรามเกียรติ์ จะฝึกหัดเป็นพิเศษ เนื่องจากในการแสดงจะต้องย่อเหลี่ยม รับการขึ้นลอยของตัวพระและตัวลิง ทศกัณฐ์เป็นตัวละครที่มีท่วงท่าลีลามากมายเช่น ยามโกรธ เกรี้ยวจะกระทืบเท้า ยามสบายใจหรือดีใจ ก็จะนั่งกระดิกแขนกระดิกขา ยามแสดงความรักด้วยลีลาท่าทางกรุ้มกริ้มหรือเขินอาย ก็จะแสดงกิริยาในแบบฉบับของยักษ์ 9 ตัวยักษ์ หัวโขนทศกัณฐ์ ดอกไม้ทัด(ขวา) อุบะ(ขวา) กรองคอ อินทรธนู ทับทรวง พวงประคำ คอ รัดอก(เกราะ) เสื้อหรือฉลององค์ กำ ไลแผง ปะวะหล่ำ แหวนรอบ ธำ มรงค์ รัดสะเอว สังวาล เข็มขัด ตาบทิศ ปั้นเหน่ง ห้อยข้าง ผ้านุ่ง สนับเพลา ห้อยหน้า กำ ไลเท้า แหวนรอบ


การแต่งกายโขน หัวโขนหนุนาม กรองคอ เสื้อ (สมมติเป็นขนตามตัวลิง) สังวาล เข็มขัด ปั้นเหน่ง ตรีเพชร ผ้านุ่ง พาหุรัด ทับทรวง รัดสะเอว ข้อมือ (ผ้า) ตาบทิศ สนับเพลา ข้อเท้า (ผ้า) ห้อยหน้า หางลิง (ด้านหลัง) ห้อยข้าง การคัดเลือกจะคัดเลือกผู้ที่มีลักษณะท่าทางไม่สูงมาก กิริยาท่าทางคล่องแคล่วว่องไว ไม่อยู่นิ่งกับที่ มีการดัดร่างกายให้อ่อน ตีลังกาลุกลี้ลุกลน ในอดีตจะมีการฝึกเฉพาะเด็กผู้ชาย ปัจจุบันได้มีการคัด เลือกเด็กผู้หญิง เข้ารับการฝึกเป็นตัวลิงแล้ว เรียกว่า "โขนผู้หญิง" ผู้แสดงจะต้องฝึกความแข็งแกร่ง และความอดทนของร่างกาย โดยเริ่มหัดเทคนิคกระบวนท่าพื้นฐานธรรมดา และเริ่มพัฒนาในการฝึก เทคนิคกระบวนท่าเฉพาะ ผู้แสดงเป็นตัวลิง เช่นหนุมาน องคต ชมพูพาน จะมีการแต่งเติมเทคนิค ลีลาเฉพาะตัวของลิงเพิ่มเติมเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการแสดงออกถึงลักษณะท่าทางเฉพาะของลิง 10 ตัวลิง


บรรณานุกรม 11 เดือนเพ็ญ ดุษฎีไพรวัลย์. (2563). รายงานโขน. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/qRUXK ณิชาดา ทวีศิลป์. (2562). ชุดเด็กรักรัษ์ไทย โขนไทย. สืบค้นเมื่อ 19 มกราคม 2566 วารสาร สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มศว. (2556). โขน : ศิลศิปะประจำ ชาติไทยและสื่อวัฒนธรรม ในบริบริทสังคมร่วร่มสมัย. สืบค้นเมื่อ 19 มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/CDByw AJANTHUS. (2557). ประเภทโขน. สืบค้นเมื่อ 19 มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/hJF5s Digitalschool. (2564). การแสดงโขน. สืบค้นเมื่อ 21 มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/s9EaM HiClassSociety. (2556). นาฎศิลศิป์ชั้นสูง “โขน” รามเกียรติ์. สืบค้นเมื่อ 20มกราคม 2566, จาก https://shorturl.asia/nH3vY THAIWAVE. (2564). ‘โขน’ นาฏศิลศิป์ชั้นสูงของไทย. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม2566, จาก https://shorturl.asia/9j7x6


" มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ และมรดกภูมิปัญญาของไทย เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้สึกรักและภาคภูมิใจ เป็นแรงบันดาลใจให้อนุรักษ์และสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้สืบไป " โขนไทย


Click to View FlipBook Version