The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by supawadee, 2022-06-14 09:57:18

รายงานวิจัย

รายงานวิจัย





วิจัยในช้ันเรียนเรอื่ ง รายงานการวิจยั ในช้ันเรยี นเรื่องผลการใช้เกมฝกึ พดู ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) เพือ่
ทักษะการพดู ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรียนพุทไธสง
ผูว้ จิ ยั นางสาวสภุ าวดี สิทธิรัมย์ ตำแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาต่างประเทศ โรงเรียนพุทไธสง สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาบุรรี ัมย์
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564

ความเป็นมาและความสำคัญ

ปัจจบุ ันภาษาอังกฤษ นบั ไดว้ า่ เป็นภาษาสากลทม่ี ีความสำคัญมากภาษาหนึง่ สำหรบั โลกทุกวนั น้ี
ภาษาอังกฤษสามารถเชื่อมประเทศต่างๆ เข้าหากัน ถึงแมว้ า่ ภาษาอังกฤษอาจจะไม่ได้เปน็ ภาษาท่ีใช้พูดเปน็ ภาษา
หลกั ในทุก ๆ ประเทศกต็ ามในมุมของเศรษฐกิจ การเมอื งการปกครองระหวา่ งประเทศ การศึกษา และรวมไปถึง
ชวี ิตประจำวัน ภาษาองั กฤษกเ็ ปน็ ภาษาท่มี กี ารใช้อย่างแพรห่ ลายอันดบั ต้น ๆ ของโลก ในด้านการศึกษา ปัจจุบนั
ประชาชนใหค้ วามสนใจการเรยี นภาษาอังกฤษมากข้นึ การมคี วามรหู้ รือทกั ษะภาษาอังกฤษจึงเป็นข้อได้เปรียบใน
การดำรงชวี ติ และการทำงาน ในการหาความรแู้ ละเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำใหไ้ ดเ้ ปรยี บในความกา้ วหนา้ ในหน้าทกี่ าร
งาน และทส่ี ำคญั ทำใหม้ ีปฏิสมั พนั ธ์ สามารถสอ่ื สารกับชาวตา่ งชาติได้ เพราะฉะน้ันจึงมคี วามจำเป็นอยา่ งย่ิงท่ี
จะต้องเรยี นรู้ หรอื มที ักษะภาษาองั กฤษ เพอ่ื การใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)

ในการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษนัน้ ทกั ษะการพดู นับว่าเป็นทกั ษะทีส่ ำคัญทส่ี ดุ และจำเป็นอยา่ งยิง่
เนื่องจากเปน็ ทกั ษะเบอื้ งต้นท่ใี ชใ้ นการสอ่ื สาร (สุมิตรา อังวฒั นกุล, 2537: 167)ทักษะการพดู จึงเป็นทักษะท่ี
นกั เรียนตอ้ งได้รับการพฒั นามากที่สดุ ซ่ึงเออร์ (Ur, 1998) ได้ให้ความคดิ เกีย่ วกบั เหตุผลทต่ี ้องพฒั นาทกั ษะการ
พดู ของผู้เรียนวา่ ทักษะการพูดเป็นทักษะท่สี ำคัญทสี่ ุดในบรรดาทักษะท้ังหมด เพราะทักษะการพูดเปน็ ทกั ษะท่ี
แสดงเหน็ วา่ ผูพ้ ูดมคี วามรู้ทางภาษาและช่วยให้ผู้เรียนเรียนรทู้ ักษะอนื่ ไดง้ า่ ยขึ้น สำหรบั ประเทศไทยวชิ า
ภาษาองั กฤษได้กำหนดใหจ้ ดั การเรยี นการสอนในลกั ษณะภาษาต่างประเทศ นกั เรยี นแทบไม่มีโอกาสได้พดู หรอื ใช้
ภาษาองั กฤษในชีวิตประจำวนั นอกจากเวลาเรียนภาษาองั กฤษในหอ้ งเรยี นเทา่ นั้น

เออร์ (Ur, 1998) กล่าวว่าสาเหตทุ ีท่ ้าให้ผเู้ รยี นภาษาที่สองไม่ประสบความสำเร็จในการพูดภาษาที่สอง
นัน้ มีหลายประการเชน่ มกี ารกังวลว่าจะพูดผิดกลัวเสียหนา้ ไม่ร้วู ่าจะพูดอย่างไรหรอื อะไร และมกั จะใช้ภาษาแม่
(Mother Language) แทนทจี่ ะใช้ภาษาเปา้ หมาย (Target Language)ในขณะฝกึ พดู ในช้ันเรยี น นอกจากนี้
นักเรียนยงั ขาดความรู้เรอ่ื งคำศพั ท์ ทำใหน้ ักเรยี นเรยี นอย่างไม่เข้าใจ พูดไมไ่ ด้ เกิดความเบอ่ื หนา่ ย และไมส่ นใจ
เรยี น และนักการศึกษาบางทา่ นไดแ้ กป้ ัญหาด้วยวิธตี ่างๆ ทง้ั ดา้ นแนวคดิ การจัดการเรยี นรู้ และสอ่ื ตา่ ง ๆ ธุวพร
ตันตระกลู (2555) ได้ทำวจิ ัยพัฒนาทักษะการพดู โดยใช้การฝึกการสนทนาภาษาอังกฤษ พบวา่ กล่มุ ตวั อยา่ งมี



ทักษะการพดู ดขี น้ึ นอกจากน้ี พบว่ามกี ารใชเ้ กมพัฒนาทักษะการพูดภาษาองั กฤษ ผลปรากฏว่ากลมุ่ ตวั อยา่ งมี
ความสามารถสูงขนึ้ (ชุตมิ า, 2555) นักเรียนมคี วามสนใจในการเรยี นมากขึ้น

ผวู้ จิ ัยไดศ้ ึกษางานวจิ ัยของนกั การศกึ ษาแต่ละท่าน พบว่าปัญหาดังกล่าวขา้ งต้นมีความสอดคล้องกับ
ปัญหาทผ่ี วู้ ิจยั ได้พบในชัน้ เรยี นทีผ่ วู้ ิจัยไดด้ ำเนินการจัดการเรยี นรู้ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งนักเรยี นไม่
สามารถใช้ภาษาองั กฤษตอบคำถาม สนทนา หรอื ส่อื สารไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพเท่าท่ีควร ผูว้ ิจัยจงึ ไดศ้ กึ ษา
งานวิจัยที่พฒั นาทักษะการพดู ภาษาอังกฤษ ซึ่งพบวา่ มีครจู ำนวนมากใช้เกมเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน ซ่งึ มี
ประโยชน์หลาย ๆ ด้าน เช่นผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่เี พิม่ ข้ึน นกั เรียนมีความกล้าแสดงออก ตอ้ งการมสี ่วนร่วมกบั
ชนั้ เรยี นมากขึ้น และห้องเรียนมบี รรยากาศท่เี หมาะสมกบั การเรียนมากข้ึน โดย พวงเพชร จันทะเหลา (2556)
และ ศิริมา โพธิจักร (2553) ไดน้ ำเกมการเลา่ เร่ืองจากภาพมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนทักษะการพดู
ภาษาองั กฤษ ซ่ึงมีผลใหเ้ หน็ ชัดเจนวา่ การใชเ้ กมน้ันช่วยการพฒั นาทักษะการพูด และยงั ช่วยให้ผู้เรียนอยากมสี ว่ น
รว่ มในกจิ กรรมนนั้ ๆ และนอกจากน้ี Bayuningsih (2016) ใช้เกมบนั ไดงู ในการจัดการเรยี นการสอนได้ผลเปน็ ที่
นา่ พอใจ ในขณะทก่ี ารใชเ้ กมกส็ ามารถชว่ ยพัฒนาทกั ษะการพูดได้ ถา้ นำเกมทัง้ โดยใช้เกมจำนวนทั้งหมด 5 เกม
ดงั นี้ เกม Guess Who? เกมทอยลูกเต๋าเริม่ บทสนทนา (Conversation Starter Dice) เกม Two truths and a
lie เกม What is wrong with this picture? เกม Name 5 things คาดวา่ จะช่วยให้นักเรยี นมีทกั ษะการพูดไดด้ ี
ยงิ่ ข้นึ

ดงั นน้ั ผ้วู ิจัยจงึ สนใจดำเนินการวิจยั เรื่องการใช้เกมฝกึ พดู ภาษาอังกฤษ (Speaking Skills) เพือ่ ทกั ษะการ
พูดของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นพทุ ไธสง
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั

1. เพ่อื ศึกษาทักษะการพูดภาษาองั กฤษหลังจากการใช้เกมเพ่ือการเรยี นรู้
2. เพือ่ เปรยี บเทียบทักษะการพดู ภาษาองั กฤษ ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้โดยใชเ้ กมเพือ่ การเรียนร้เู ปน็
รายบุคคล และท้งั ชนั้
3. เพอ่ื ศึกษาความสนใจของนักเรยี นที่มตี อ่ การจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้เกมเพ่ือการเรียนรู้
ขอบเขตการวิจยั
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
1.1 ประชากรในการวิจัยครง้ั นี้ ไดแ้ ก่ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นพทุ ไธสง ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2564 จำนวน 540 คน
1.2 กล่มุ ตวั อยา่ งที่ใช้ในการวิจยั ครั้งน้ี ได้แก่ นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรียนพุทไธสง ภาคเรียนท่ี
2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 1 หอ้ ง จำนวน 27 คน
2. เนื้อหาการวิจัย ประกอบดว้ ย



ต 1.2 ม.2/4 พูดและเขยี นเพือ่ ขอและให้ข้อมูล อธิบายเปรยี บเทยี บ และแสดงความคดิ เหน็ เกยี่ วกับ เรื่อง
ที่ฟัง หรืออ่านอยา่ งเหมาะสม

ต 1.2 ม.2/5 พูดและเขียนบรรยายความรู้สกึ และความคดิ เหน็ ของตนเองเกีย่ วกับเรอ่ื งตา่ งๆ กิจกรรม
ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์ พรอ้ มท้งั ใหเ้ หตุผลประกอบอยา่ งเหมาะสม

เครือ่ งมือทใี่ ช้ในการศกึ ษาวิจัย
เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเพื่อการวิจยั ในครง้ั นี้ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
1. แผนการจัดการเรยี นรู้ เพ่อื พัฒนาทักษะการพดู ภาษาองั กฤษ โดยใช้เกมทางภาษาของนักเรยี นชน้ั

มัธยมศึกษาปที ่ี 2 จำนวน 5 แผน ใช้เวลาแผนละ 1 ชว่ั โมง รวม 5 ช่วั โมง
2. แบบประเมินทักษะการพดู
3. แบบสอบถามความพึงพอใจ
การสรา้ งเคร่ืองมือ
1. ศึกษาแนวคดิ ทฤษฏี ผลงานวจิ ยั และเอกสารทีเ่ กี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ เพ่ือพฒั นาทักษะ

การพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมทางภาษาของนักเรียน เพ่ือกำหนดขอบเขตของเนอื้ หารวมทั้งรูปแบบของแบบ
ประเมินทกั ษะการพดู

2. นำเคร่อื งมอื ไปตรวจสอบ ขอบเขตของเนอื้ หาว่าครอบคลุมและเหมาะสมหรอื ไม่ ภาษาถูกตอ้ งชัดเจน
หรือไม่มาตราวดั ท่ีใชเ้ หมาะสมหรือไม่ โดยผู้เช่ียวชาญ หาค่า IOC

3. นำแบบประเมนิ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ขข้อบกพรอ่ งท้งั ในเรอ่ื งภาษา และเนอ้ื หา เพอ่ื ใหไ้ ดแ้ บบประเมนิ ท่ี
มีความครอบคลมุ และมคี วามถกู ต้องสมบูรณม์ ากยิ่งขึ้น
วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

1. วิเคราะห์หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุงพุทธศกั ราช 2561)
และหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นพุทไธสง ฉบบั ปรบั ปรงุ พุทธศักราช 2563 ในเรือ่ งของมาตรฐานการเรยี นรู้ และ
ตัวช้วี ดั ของเน้อื หารายวิชาภาษาองั กฤษพน้ื ฐาน ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2

2. ออกแบบหน่วยการเรียนร้ทู ีเ่ น้นการจัดการเรียนรแู้ บบ Active Learning โดยใช้เกมฝึกพูด
ภาษาอังกฤษ (Speaking Skills) โดยใช้เกมจำนวนท้ังหมด 5 เกม ดงั น้ี

- เกม Guess Who?
- เกมทอยลูกเต๋าเริ่มบทสนทนา (Conversation Starter Dice)
- เกม Two truths and a lie
- เกม What is wrong with this picture?
- เกม Name 5 things



3. เปิดชุมชนการเรยี นรูท้ างวิชาชพี ( PLC ) โดยครใู นกลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาตา่ งประเทศ และเข้าไป
สังเกตการจัดการเรยี นรู้ ชว่ ยกนั ตรวจสอบความถูกต้องในเนอื้ หา การจดั กจิ กรรม และสังเกตพฤติกรรม และ
แบบฝกึ หดั พร้อมท้ังเสนอแนะ และสะท้อนผลการจดั กิจกรรมเพื่อนำมาปรบั ปรุง แกไ้ ขให้ผเู้ รียนมีทักษะการฟัง
และการพูดภาษาองั กฤษมากขึ้น ในการเรียนวชิ าภาษาอังกฤษพืน้ ฐาน สำหรับนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2

4. ครูผสู้ อนนำกิจกรรมมาปรับปรงุ แกไ้ ขตามคำแนะนำของคณะครใู นกลมุ่ สาระการเรียนรู้
ภาษาตา่ งประเทศโรงเรียนพุทไธสง

5. ครูผ้สู อนสร้างแบบทดสอบ และแบบบนั ทึกการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
6. ครูจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ โดยใช้เกมฝึกพดู ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) ในหอ้ งเรยี นให้กบั นักเรียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โดยปรบั บริบทใหเ้ หมาะสมกับห้องเรยี น ให้นักเรยี นได้ลงมือปฏิบัตจิ ริง โดยผ่านกจิ กรรม
ต่างๆ เพือ่ ใหน้ ักเรียนมีทกั ษะการฟังและพดู ภาษาอังกฤษในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพน้ื ฐานมากขึ้น
7. บนั ทกึ ผลการเรยี นรูข้ องนักเรียน ที่เกิดขึ้นจากการกจิ กรรมการเรียนรู้ และสะท้อนผลการเรียนรใู้ ห้
นักเรยี นทราบเปน็ ระยะ หากมีนักเรียนท่ไี ม่ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินในเรือ่ งใด ใหใ้ ช้กิจกรรมเพอ่ื นช่วยเพือ่ น เพือ่
แก้ไขปญั หาการเรียนรู้ และทำการทดสอบใหม่ จนนักเรียนมีผลการเรยี นรูผ้ า่ นเกณฑ์ทก่ี ำหนด หลังจากนน้ัน
นักเรียนทำแบบประเมนิ ความพงึ พอใจทีม่ ตี อ่ การใช้เกมฝึกพูดภาษาอังกฤษ ในการการพัฒนาทกั ษะการฟังและพูด
ภาษาอังกฤษ
การวิเคราะห์ขอ้ มูลและการจัดกระทำขอ้ มูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการรวบรวมขอ้ มลู ดำเนนิ การจดั กระทำขอ้ มลู และวิเคราะหข์ อ้ มูลตามขนั้ ตอนดังนี้
1. วิเคราะห์เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น ของนักเรยี นกอ่ นและหลังการจดั การ
เรียนรดู้ ว้ ยโดยใช้เกมฝกึ พูดภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โดยใช้สถติ ิ t-
test (Dependent Samples)
2. สงั เกตพฤติกรรมการพูดของนกั เรยี นโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมด้านการพูดภาษาองั กฤษ เป็นระยะ
ระหว่างสอน
3. วิเคราะหค์ วามคดิ เห็นในประเมนิ การวดั ความพงึ พอใจในการจัดการเรียนการสอน ใชเ้ กมฝกึ พดู
ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้สถิติ ค่าเฉลย่ี และ สว่ นเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ผลการศกึ ษาวจิ ัย
1. ผลวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ของนักเรียนกอ่ นและหลังการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้เกม
ฝึกพดู ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2



ตาราง 1 เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนกั เรยี นกอ่ นและหลังการจดั การเรียนรดู้ ว้ ยโดยใช้เกมฝกึ พดู
ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) สำหรับนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้สถติ ิt-test (Dependent
Samples)

ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน จำนวนคน คา่ เฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบน t
(30 คะแนน) (N) มาตรฐาน
ก่อนเรยี น 45 10.51 41.86
หลงั เรียน 45 20.69 3.65 58.14
3.56

จากตาราง 1 แสดงให้เหน็ ว่า คา่ เฉลย่ี ของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นรดู้ ้วยโดยใช้เกมฝกึ พูดภาษาอังกฤษ

(Speaking Skills) สำหรบั นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 กอ่ นเรียนที่ไดจ้ ากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

ทางการรู้เท่ากับ 10.51 มีส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 3.65 และค่าเฉล่ียของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลงั เรยี น

ท่ไี ด้จากการทำแบบทดสอบหลังเรยี นเท่ากบั 20.69 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.56 ผลการศึกษาพบว่า ผล

การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรขู้ องผ้เู รียนทเี่ รยี นโดยโดยเกมฝกึ พูดภาษาอังกฤษ (Speaking Skills)

สำหรบั นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 เพ่มิ ข้นึ

2. ผลวิเคราะห์ความคดิ เหน็ ในประเมินการวัดความพึงพอใจในการจดั การเรียนการสอน ใช้เกมฝกึ พดู

ภาษาอังกฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใชส้ ถิติ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบยี่ งเบน

มาตรฐาน ได้สำรวจโดยใช้แบบสำรวจที่มีหวั ขอ้ ในการประเมินจำนวน 6 ดา้ น ได้แก่ ด้านท่ัวไป ด้านหลักสูตร ดา้ น

สาระการเรียนรู้ ด้านกระบวนการเรียนรู้ ดา้ นสมรรถนะ ด้านการวัดและประเมินผล มีจำนวนทัง้ หมด 27 ขอ้ โดย

สำรวจจากนกั เรียนทงั้ หมดทใ่ี ชสั อ่ื /นวตั กรรมในการจดั การเรยี นรู้ ทัง้ หมด จำนวน 58 คน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ความพงึ พอใจ ดังนี้

ระดบั ความพึงพอใจ มากท่ีสุด 5 คะแนน

ระดับ ความพงึ พอใจ มาก 4 คะแนน

ระดับ ความพงึ พอใจ ปานกลาง 3 คะแนน

ระดับ ความพึงพอใจ นอ้ ย 2 คะแนน

ระดับ ความพงึ พอใจ น้อยทสี่ ุด 1 คะแนน

การสรปุ ผลการประเมนิ เมอื่ ได้ค่าเฉลย่ี ของคะแนนแตล่ ะข้อแล้ว นำมาเทยี บกับเกณฑ์การ

ประเมนิ ผล ซึ่งมกี ารแปลผลตามระดบั คา่ เฉลย่ี จากอันตรภาคช้นั ดังน้ี

คะแนนเฉลี่ย 4.50 ขึ้นไป นักเรยี นมีความพึงพอใจในระดบั มากท่สี ดุ

คะแนนเฉลี่ยระหวา่ ง 3.50 – 4.49 นักเรยี นมคี วามพงึ พอใจในระดบั มาก

คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 2.50 – 3.49 นกั เรยี นมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง



คะแนนเฉลี่ยระหวา่ ง 1.50 – 2.49 นกั เรียนมีความพึงพอใจในระดบั น้อย

คะแนนเฉลยี่ ตำ่ กวา่ 1.50 นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจในระดบั น้อยทส่ี ุด

สญั ลกั ษณท์ ่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูลสญั ลักษณ์ท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู

กำหนดความหมายของสญั ลักษณท์ ่ีใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูลดังน้ี

แทน คา่ เฉลีย่ ของคะแนน

S.D. แทน คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน

ตาราง 2 แบบสรปุ ความพึงพอใจตอ่ ความพงึ พอใจในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้เกมฝึกพดู

ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) สำหรับนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2

ส่วนเบี่ยงเบน

ข้อ รายการพจิ ารณา คา่ เฉลี่ย มาตรฐาน ความหมาย

ด้านทั่วไป

1 มีคำช้แี จงครอบคลุมเข้าใจง่าย 4.67 0.58 มากท่สี ดุ

2 เหมาะสมกับวัยของนกั เรียน 4.59 0.63 มากทสี่ ดุ

3 มีความนา่ สนใจ 4.57 0.57 มากที่สดุ

4 มีความทันสมยั แปลกใหม่แตกตา่ งไปจากการเรียนปกติ 4.35 0.7 มาก

5 ราคาไม่แพง ตน้ ทนุ การผลิตต่ำ คุ้มค่าต่อการใช้งาน 4.54 0.66 มากทส่ี ดุ

6 สะดวก ง่ายตอ่ การใชง้ าน 4.56 0.66 มากทส่ี ุด

7 มีความคงทน สามารถนำกลบั มาใช้ไดอ้ กี 4.67 0.58 มากที่สดุ

ด้านหลกั สตู ร

1 ความเหมาะสมและความสอดคล้องกับหลักสูตร 4.74 0.44 มากที่สดุ

2 สอดคลอ้ งกับตวั ชวี้ ดั /ผลการเรียนรู้ 4.74 0.44 มากทสี่ ดุ

3 สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 4.69 0.47 มากทส่ี ดุ

4 สอดคล้องกบั สาระการเรียนรู้ 4.78 0.42 มากทสี่ ดุ

5 สอดคลอ้ งกบั พฤติกรรมการเรยี นรู้ 4.7 0.46 มากทส่ี ุด

ด้านสาระการเรยี นรู้

1 ความเหมาะสมและความสอดคลอ้ งกบั เนอื้ หา 4.7 0.46 มากทสี่ ดุ



2 มีความยากง่ายพอเหมาะ 4.65 0.55 มากทส่ี ดุ
3 นา่ สนใจและมปี ระโยชน์ 4.7 0.46 มากทส่ี ดุ
กระบวนการเรียนรู้
1 นักเรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง 4.5 0.54 มากท่สี ดุ
2 สอดคล้องกบั กจิ กรรม การเรยี นการสอน 4.8 มากที่สดุ
3 เรา้ ความสนใจ ให้เกิดการใฝ่รู้ ในเร่ืองราวทต่ี อ้ งศึกษา 4.61 0.41 มากที่สดุ

ขอ้ รายการพจิ ารณา ค่าเฉลยี่ 0.56 ความหมาย
ช่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนร้ไู ดง้ ่าย และสามารถจดจำได้ สว่ นเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
4 นาน
5 ทำใหเ้ กิดการคน้ พบความร้ดู ว้ ยตนเอง 4.67 0.55 มากที่สดุ
6 สง่ เสรมิ ความคิดสร้างสรรค์ 4.46 0.66 มาก
7 สง่ เสรมิ ปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสงั คมระหว่างผสู้ อนกับผ้เู รียน 4.67 0.48 มากทีส่ ดุ
8 เปน็ สือ่ ทมี่ กี ารประยกุ ตใ์ ช้ได้อยา่ งเหมาะสม 4.76 0.43 มากที่สดุ
สมรรถนะ 4.61 0.56 มากที่สดุ
1 ความสามารถในการสือ่ สาร
2 ความสามารถในการคดิ 4.7 0.6 มากที่สดุ
การวัดและประเมินผล 4.8 0.41 มากทส่ี ดุ
1 วดั ได้ตรงกบั ตวั ชีว้ ดั /ผลการเรียนรู้
2 สามารถพฒั นาการเรยี นรู้ของผู้เรียนได้ 4.76 0.43 มากทส่ี ดุ
3 สามารถประเมินผลการเรียนรขู้ องผ้เู รยี นได้ 4.63 0.49 มากทส่ี ดุ
4 ทำใหเ้ กิดการสรุปรวบยอดได้ 4.63 0.49 มากที่สุด
เฉลีย่ 4.7 0.46 มากทส่ี ุด
4.63 0.43 มากทสี่ ดุ



จากตาราง 2 พบว่า
ดา้ นท่วั ไป ขอ้ 1,2,3,5,6,7 นกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจตอ่ การใช้สอ่ื /นวตั กรรมการใช้ เกมฝึกพูดภาษาอังกฤษ
(Speaking Skills) สำหรบั นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 ในระดับมากที่สุด ข้อที่ 4 มคี วามพงึ พอใจในระดบั มาก

ด้านหลกั สูตร ข้อ 1-5 นักเรียนมคี วามพึงพอใจต่อการใช้ส่อื /นวัตกรรม ในระดบั มากที่สุด
ด้านสาระการเรยี นรู้ ขอ้ 1-3 นกั เรียนมีความพงึ พอใจต่อการใชส้ ่ือ/นวัตกรรม ในระดบั มากท่สี ดุ
ด้านกระบวนการเรยี นรู้ ขอ้ 1,2,3,4,6,7,8 นกั เรียนมีความพงึ พอใจตอ่ การใช้สื่อ/นวัตกรรม เกมฝกึ พดู
ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 ในระดับมากที่สุด ข้อท่ี 5 พึงพอใจใน
ระดับมาก
ดา้ นสมรรถนะ ข้อ 1-2 นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจตอ่ การใชส้ อ่ื /นวตั กรรม ในระดบั มากท่ีสดุ
ดา้ นการวัดและประเมินผล นักเรียนมคี วามพงึ พอใจตอ่ การใช้สอื่ /นวตั กรรม เกมฝกึ พดู ภาษาองั กฤษ
(Speaking Skills) สำหรับนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ในระดบั มากทส่ี ุด ตามลำดับ และความพึงพอใจโดยรวม
ต่อการใช้สอ่ื /นวัตกรรม เกมฝึกพดู ภาษาอังกฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 อยูใ่ น
ระดบั มากท่ีสุด
สรุปผลการศึกษาวจิ ยั
จากการศกึ ษาและวเิ คราะห์คะแนนท่ไี ด้จากผลการทดสอบกอ่ นเรยี น เก่ยี วกบั การพูดภาษาอังกฤษ
โดยเกมฝึกพูดภาษาอังกฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ( ตาราง 1 ) นน้ั แสดงใหเ้ ห็น
วา่ หลงั จากนกั เรียนได้เรยี นรู้เกมฝึกพูดภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) สำหรบั นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ทำ
ใหน้ กั เรียนมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นที่เพมิ่ ขน้ึ นักเรยี นมีความกลา้ แสดงออก ต้องการมสี ว่ นรว่ มกบั ชั้นเรยี นมากขึ้น
และหอ้ งเรยี นมบี รรยากาศทีเ่ หมาะสมกับการเรียนมากขึ้น และสามารถทำแบบทดสอบหลงั เรยี นได้คะแนนเพิ่มขึน้
จากเดมิ ดังจะเห็นไดจ้ ากการเปรียบเทยี บผลการทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน ของนักเรียน ทเ่ี พม่ิ ขนึ้
ผลความพึงพอใจของสำหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ทม่ี ีตอ่ โดยเกมฝึกพูดภาษาองั กฤษ (Speaking
Skills) สำหรับนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยภาพรวมแล้วนักเรยี นมีความพึงพอใจอยู่ในระดบั มากที่สดุ โดยมี
คา่ เฉลี่ยเท่ากับ 4.63
การอภิปรายผลการวจิ ยั
การวจิ ัยในครั้งน้ีมีจุดประสงคเ์ พอ่ื เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรียนก่อนและหลงั การ
จัดการเรยี นรู้ โดยโดยเกมฝกึ พดู ภาษาอังกฤษ (Speaking Skills) สำหรับนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี น
พทุ ไธสง และความพงึ พอใจของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ทม่ี ีต่อการใช้สือ่ การสอน โดยเกมฝึกพดู ภาษาองั กฤษ
(Speaking Skills) สำหรับนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นพุทไธสง วิเคราะหข์ ้อมูลและสามารถอภปิ ราย
ผลไดด้ ังนี้
1. ผลการศึกษาพบวา่ นักเรียนชั้นนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นพทุ ไธสง ทใ่ี ชโ้ ดยเกมฝึกพดู

๑๐

ภาษาองั กฤษ (Speaking Skills) มีผลการรู้สูงกวา่ ก่อนเรยี น แสดงว่าการเรยี นรู้โดยโดยเกมฝึกพูดภาษาอังกฤษ
(Speaking Skills) ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นท่สี ูงข้นึ นอกจากน้ยี ังพบวา่
ผูเ้ รียนมีความความสนกุ สนาน มเี จตคตทิ ่ีดี มคี วามกระตือรือรน้ ในการเรียน มคี วามเข้าใจในเน้อื หาได้
งา่ ยและเร็วขน้ึ นำไปส่ผู ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นท่ีดี

2. ผลความพึงพอใจของสำหรับนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2 ทมี่ ีตอ่ ใช้ส่ือการสอน Image AR เพือ่
พฒั นาการเรยี นรเู้ ร่ือง Past Continuous Tense สำหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมแล้วนกั เรยี น
มีความพงึ พอใจอยู่ในระดบั มากท่สี ดุ โดยมคี ่าเฉล่ียเท่ากบั 4.63 จากการสอบถามนักเรยี นในขอ้ เสนอแนะเพม่ิ เติม
ของนกั เรียนพบว่า นักเรยี นส่วนใหญม่ ีความคิดเห็นว่า มีเนอ้ื หาในสื่อที่นา่ สนใจ อธิบายเนอื้ หาจาก VDO ชัดเจน
ชว่ ยเสริมสรา้ งความรู้ไดเ้ ปน็ อย่างดีและเป็นแหล่งขอ้ มลู ทห่ี ลากหลาย เขา้ ใจงา่ ย เปน็ สอื่ ท่ีมีความแปลกใหม่
นา่ สนใจ ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างเกดิ แรงกระตุน้ ในการเรียนรู้ สังเกตไดจ้ ากบรรยากาศการเรียนรทู้ ่ีมีความ
กระตอื รือร้นและสนุกสนาน
ขอ้ เสนอแนะ เพอ่ื การวจิ ยั ครัง้ ตอ่ ไป

1. สสามารถนำไปปรบั ใชก้ บั การจดั การเรยี นรู้โดยใช้รปู แบบกิจกรรมอยา่ งอ่ืนได้
2. ควรมีการปรับไปใช้ระดบั ชน้ั ตา่ ง ๆ และเน้ือหาสาระการเรียนรู้อนื่ ๆ

๑๑

ภาคผนวก

๑๒

ตาราง 1 เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ของนกั เรียนกอ่ นและหลังการจดั การเรียนรู้ สำหรับนกั เรียนชนั้
มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โดยใชส้ ถิติt-test (Dependent Samples)

ลาดบั ท่ี ช่ือ - สกลุ คะแนนก่อนเรี ยน Z -Score T - Score คะแนนหลงั เรียน Z -Score T - Score

1 ด.ช.จิระพงษ ์  คาดไธสง 30 -0.736 42.639 30 1.344 63.442
2 ด.ช.ณฐั ธนน  โลไธสง -1.216 37.838 0.544 55.441
3 ด.ช.ถิรวฒั น์  โคสาสด 11 -1.536 34.638 24 0.064 50.640
4 ด.ช.ทนิ กร  อาไธสง 8 -1.376 36.238 19 0.064 50.640
5 ด.ช.ธนภทั ร  ปลอดโคกสูง 6 -0.576 44.239 16 0.544 55.441
6 ด.ช.ธีรสิทธ์ิ  ตุนพร 7 -0.736 42.639 16 1.504 65.042
7 ด.ช.นัฐภทั ร์  กตญั วิญญู 12 -0.896 41.039 19 0.544 55.441
8 ด.ช.พงศเ์ ทพ  มาลาฝอย 11 -1.056 39.439 25 -0.096 49.040
9 ด.ช.รัชตะ  ควินรัมย์ 10 0.384 53.841 19 1.504 65.042
10 ด.ช.รัษฎากร  เรียงไธสง 9 -0.736 42.639 15 0.704 57.041
11 ด.ช.สรรคน์ ิธิ  ชิดไธสง 18 -1.536 34.638 25 -0.096 49.040
12 ด.ญ.เกวลี  เจริญศรี 11 -1.216 37.838 20 1.184 61.842
13 ด.ญ.จิณน์นิภา  ชุ่มเสนา 6 -1.056 39.439 15 0.224 52.240
14 ด.ญ.จิดาภา  โลเ้ จริญรัตน์ 8 -0.576 44.239 23 0.544 55.441
15 ด.ญ.จินตพร  เวียงใต้ 9 0.544 55.441 17 0.864 58.641
16 ด.ญ.จุฬารัตน์  บวั เงิน 12 -0.736 42.639 19 1.664 66.642
17 ด.ญ.ชนญั ธิดา  ตน้ วงษ์ 19 -0.896 41.039 21 1.984 69.843
18 ด.ญ.ชนาพร  เอ้ียนไธสง 11 -1.056 39.439 26 0.064 50.640
19 ด.ญ.ชวนฝัน  เคล่ือนไธสง 10 -1.216 37.838 28 0.544 55.441
20 ด.ญ.ชวลั ลกั ษณ์  ตามสีรัมย์ 9 -1.376 36.238 16 0.864 58.641
21 ด.ญ.ชาลิสา  ชิณเกตุ 8 -0.256 47.440 19 1.344 63.442
22 ด.ญ.ณฏั ฐณิชา  วิทยานุศาสน์ 7 -0.576 44.239 21 0.384 53.841
23 ด.ญ.ดาราวดี  อานไธสง 14 -0.736 42.639 24 1.024 60.241
24 ด.ญ.ทศั นนนั ท ์  ใจกลา้ 12 -1.216 37.838 18 1.344 63.442
25 ด.ญ.ธณญั ญา  เทยี นไธสง 11 -1.216 37.838 22 0.864 58.641
26 ด.ญ.นิลยา  แวงดงบงั 8 -1.536 34.638 24 0.384 53.841
27 ด.ญ.เบญญาภา  บญุ ต้งั 8 -1.856 31.437 21 0.384 53.841
28 ด.ญ.ผกาวลั ย ์  แดงเรืองรัมย์ 6 -0.576 44.239 18 0.544 55.441
29 ด.ญ.พิชชากร  เพื่อมกระโทก 4 -0.096 49.040 18 1.824 68.243
30 ด.ญ.พิชามญชุ ์  รินทอง 12 -0.416 45.839 19 0.864 58.641
31 ด.ญ.ภคพร  พาดไธสง 15 -0.576 44.239 27 1.344 63.442
32 ด.ญ.ภาวิณี  ทองทะวิง 13 -0.256 47.440 21 1.184 61.842
33 ด.ญ.มาริสา  ชุ่มเสนา 12 0.064 50.640 24 1.344 63.442
34 ด.ญ.ระภพี ร  ตรีสอนรัมย์ 14 -0.736 42.639 23 1.184 61.842
35 ด.ญ.รัตติกาล  เตรียมไธสง 16 -1.216 37.838 24 0.064 50.640
36 ด.ญ.วรัทยา  กลุ ไธสง 11 -1.376 36.238 23 0.544 55.441
37 ด.ญ.ว่านฟ้า  ภตู าเพิก 8 -1.536 34.638 16 -0.416 45.839
38 ด.ญ.ศิริพร  ขนั นาค 7 -0.416 45.839 19 1.344 63.442
39 ด.ญ.ศิรินทรา  โพธิขา 6 -0.096 49.040 13 0.864 58.641
40 ด.ญ.ศุภสุตา  วงศส์ ะอาดกุล 13 -0.256 47.440 24 0.864 58.641
41 ด.ญ.สุชาวรี  กิจสนั ทดั 15 0.544 55.441 21 0.544 55.441
42 ด.ญ.สุทธิมนต ์  นวลผ่อง 14 -1.216 37.838 21 1.504 65.042
43 ด.ญ.สุนันษา  สูญไธสง 19 -1.856 31.437 19 0.384 53.841
44 ด.ญ.อมรกานต ์  ตบไธสง 8 -0.736 42.639 25 0.864 58.641
45 ด.ญ.อมรรัตน์  ศรีชมภู 4 -0.896 41.039 18 1.504 65.042
11 21
10 25

๑๓

บรรยากาศการเรยี นที่ใช้สือ่ การสอน
- เกม Two truths and a lie

- เกม What is wrong with this picture?

๑๔


Click to View FlipBook Version