โปรแกรม มัลติมีเดีย เรียนรู้การใช้งานเบื้องต้น โปรแกรม มัลติมีเดีย ศิวัช กาญจนชุม ค.บ., ศษ.ม. (บริหารการศึกษา) กาญจนา เกษไชยศรี ค.บ. (คอมพิวเตอร์ศึกษา), วท.ม. (เทคโนโลยีสารสนเทศ) ปพัชญานันทน์ เพ็งแจ่ม บธ.บ. (คอมพิวเตอร์ธุรกิจ) หนังสือเล่มนี้เรีย รี บเรีย รี งตาม จุดประสงค์รายวิช วิ า สมรรถนะรายวิช วิ าและ คำ อธิบายรายวิช วิ า หลักสูตรประกาศนียบัตรวิช วิ าชีพ พุทรศักราช 2562 ของสำ นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เหมาะแก่การเรียนรู้เพื่อนำ ไปประกอบอาชีพ
1. ความหมายของสื่อมัลติมีเดีย 2. องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย 3. ประโยชน์ของการใช้สื่อมัลติมีเดีย 4. รูปแบบของสื่อมัลติมีเดีย 5. คุณสมบัติของสื่อมัลติมีเดีย ประจำ ปี 2566 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความหมายของสื่อมัลติมีเดียได้ 2. อธิบายองค์ประกอบและรูปแบบของสื่อมัลติมีเดียได้ 3. อธิบายประโยชน์ของการใช้สื่อมัลติมีเดียได้ 4. อธิบายคุณสมบัติของสื่อมัลติมีเดียได้ 5. มีเจตคติและกิจนิสัยที่ดีในการปฏิบัติงานคอมพิวเตอร์ ด้วยความละเอียดรอบคอบและถูกต้อง
ความหมายของสื่อมัลติมีเดีย สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) คือ การใช้ คอมพิวเตอร์ ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ใน การสื่อความหมายโดย การผสมผสานสื่อ หลายชนิด เช่น ข้อความ (Text) กราฟิก (Graphic) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Audio) และ วิดีโอ (Video) ฯลฯ และ ถ้าผู้ใช้สามารถควบคุมสื่อให้ นำ เสนอออกมา ตามต้องการได้จะเรียกว่า สื่อมัลติมีเดีย ปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) การ ปฏิสัมพันธ์ ของผู้ใช้สามารถจะกระทำ ได้โดย ผ่านทางแป้นพิมพ์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เป็นต้น การใช้สื่อมัลติมีเดียในลักษณะปฏิสัมพันธ์ เพื่อช่วยให้ ผู้ใช้สามารถเรียนรู้หรือทำ กิจกรรม รวมถึงดูสื่อต่าง ๆ ด้วย ตนเองได้ สื่อต่าง ๆ ที่นำ มารวมไว้ในสื่อมัลติมีเดีย เช่น ภาพ เสียง วีดิทัศน์ จะช่วยให้เกิดความหลาก หลาย ในการใช้คอมพิวเตอร์อันเป็น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ในแนวทางใหม่ที่ ทำ ให้การใช้คอมพิวเตอร์น่าสนใจ และ เร้า ความสนใจ เพิ่มความสนุกสนานในการเรียน รู้มากยิ่งขึ้น
องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย ประกอบด้วย 2.1 ข้อความ (Text) ข้อความหรือตัวอักษร ถือว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำ คัญของมัลติมีเดีย ที่นำ เสนอ ผ่านจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากจะมีรูปแบบและสีของตัวอักษรให้เลือก มากมายตามความต้องการแล้ว ยังสามารถกำ หนดคุณลักษณะของปฏิสัมพันธ์การโต้ตอบ (Interactive) ในระหว่างการนำ เสนอได้อีกด้วย 2.2 ภาพนิ่ง (Image) ภาพนิ่งเป็นภาพที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพลายเส้น และ โลโก ฯลฯ ภาพนิ่งมีบทบาทต่อระบบงานสื่อมัลติมีเดียมากกว่าข้อความหรือตัวอักษร เนื่องจาก ภาพจะให้ผลใน เชิงการเรียนรู้หรือรับรู้ด้วยการมองเห็นได้ดีกว่า นอกจากนี้ ภาพนิ่งยังสามารถ ถ่ายทอดความหมายได้ลึกซึ้งมากกว่าข้อความ หรือตัวอักษร ภาพ มักจะแสดงอยู่บนสื่อชนิดต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือวารสารวิชาการ ฯลฯ ภาหนึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 2.2.1 ภาพกราฟิกแบบบิตแมป (Bitmap) คือ การสร้างภาพโดยใช้จุดสีเล็ก ๆ จำ นวนมาก ซึ่ง เรียกว่า พิกเซล (Pixel) ภายในแต่ละพิกเซลจะมีองค์ประกอบที่ใช้ในการแสดงสี รูปทรง รูปแบบไฟล์ ทั้งนี้ องค์ประกอบของ พิกเซลเหล่านี้เรียกว่า บิด (BX) ข้อดี คือ ภาพที่ได้มีความละเอียดสวยงาม ทำ ให้เทคนิคการสร้างภาพแบบบิตแมป นิยมนำ มาใช้กับงานภาพที่ต้องการความละเอียดมาก เช่น ภาพถ่าย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือ เมื่อภาพ มีความละเอียดมาก ขนาดของภาพจะใหญ่ตามไปด้วยซึ่งจะทำ ให้ความละเอียดของภาพลดลง ดัง นั้น การกำ หนดพิกเซลควรกำ หนดให้เหมาะสมกับงานที่สร้าง ดังนี้ 1) การใช้งานทั่วไป กำ หนดจำ นวนพิกเซลประมาณ 100-150 PPI (Pixel Per Inch) หรือ จํานว นพิกเซล ต่อ 1 ตารางนิ้ว 2) งานที่ต้องการความละเอียดน้อยและแฟ้มภาพ ขนาดเล็ก เช่น ภาพสำ หรับใช้กับเว็บไซต์ กำ หนดจำ นวนพิกเซลประมาณ 72 PPI 3) งานพิมพ์ เช่น นิตยสาร โปสเตอร์ขนาดใหญ่ กำ หนดจำ นวนพิกเซลประมาณ 300-350 PPH ข้อดีของภาพกราฟิกแบบบิตแมปนี้ คือ สามารถแก้ไข ปรับแต่งสี ตกแต่งภาพได้ง่ายและสวยงาม โปรแกรมที่นิยมใช้คือ Adobe Photoshop, Fractal Design Painter, Paint Shop Pro, LView เป็นต้น
2.2.2 ภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ (Vector) คือ การสร้างภาพโดยอาศัยการวาดเส้น และรูปทรงของภาพ โดยการคำ นวณจากจุดและสมการทางคณิตศาสตร์ ภาพจะมีความ เป็นอิสระแก่กัน แยกชิ้นส่วนของภาพทั้งหมดออก เป็นเส้นตรง (Straight Line) เส้นโค้ง (Curves) รูปทรง (Shape) เมื่อมีการขยาย ความละเอียดของภาพจะไม่ลดลง ข้อดีของ ภาพเวกเตอร์ คือ จะมีความละเอียดในการแสดงสูงมาก ไม่ว่าจะย่อหรือขยาย ภาพจะยัง คงความละเอียดเสมอ แต่การแสดงผลจะช้ากว่าภาพแบบบิตแมป ทั้งนี้ ภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ (Vector) นิยมใช้ในงานสถาปัตยกรรมตกแต่งภายในและ การออกแบบ ต่าง ๆ เช่น การออกแบบรถยนต์ การสร้างโลโก การออกแบบอาคาร การ สร้างภาพการ์ตูน ฯลฯ โปรแกรมที่นิยมใช้ คือ โปรแกรม Adobe Illustrator, Macromedia Freehand, Light Wave, Text3D, CorelDRAW, Maya, Macromedia Flash, 3Ds Max และ AutoCAD เป็นต้น
2.3 ภาพเคลื่อนไหว (Animation) หมายถึง ภาพกราฟิกที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงขั้นตอนหรือปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เช่น การเคลื่อนที่ของคนเดินหรือวิ่ง การเคลื่อนที่ของอะตอมในโมเลกุล ฯลฯ เพื่อ สร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดแรงจูงใจจากผู้ชม ในการผลิตสื่อมัลติมีเดียประเภทภาพเคลื่อนไหวจะ ต้องใช้โปรแกรม ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ซึ่งอาจมีปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับขนาดของไฟล์ที่ต้องใช้ พื้นที่การจัดเก็บมากกว่าภาพนิ่ง หลายเท่า รวมทั้งความเร็วในการประมวลผลอีกด้วย 2.4 เสียง (Audio) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ สำ คัญของมัลติมีเดีย จะถูกจัดเก็บอยู่ในรูปของ สัญญาณดิจิทัล ซึ่งสามารถเล่นซ้ำ กลับไปกลับมา ได้ โดยใช้โปรแกรมที่ ออกแบบมาโดยเฉพาะ สำ หรับทำ งานด้านเสียงซึ่งจะทำ ให้ เกิดความ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สร้างความน่าสนใจ น่า ติดตาม เสียงจึงเป็นองค์ประกอบที่จำ เป็นสำ หรับ มัลติมีเดีย โดยสามารถนำ เข้าเสียงผ่านทาง ไมโครโฟน แผ่นซีดี เทปเสียงและวิทยุ 1) คลื่นเสียงแบบออดิโอ (Audio) มีฟอร์แมตเป็น WAV, AUI การบันทึกจะบันทึกตามลูกคลื่นเสียง โดยมีการแปลงสัญญาณเสียงที่เป็นแอนะ ล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิทัล ไฟล์ประเภทนี้จะใช้เนื้อที่ในการจัดเก็บมาก ทำ ให้ไฟล์ ขนาดใหญ่ ซึ่งได้จากการเล่นเครื่องดนตรี มี 2) MIDI (Musical Instrument Digital Interface) เป็นรูปแบบของเสียงที่ใช้แทน เครื่องดนตรีชนิดต่างๆ สามารถเก็บข้อมูลและให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์สร้างเสียงตามตัวโน้ต เสมือนการเล่นเครื่องดนตรีนั้น ๆ เสียงที่มี คุณภาพดีมักจะเป็นไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ ใช้เนื้อที่ใน การจัดเก็บมาก ดังนั้น จึงต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กลง โดยมาตรฐานการบีบอัดข้อมูล ที่นิยมใช้กัน คือ MPEG และ MP3 ซึ่งก็คือเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลเสียงของมาตรฐาน MPEG1 เป็นไฟล์ที่นิยมใช้กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และซีดีเพลง MP3 ที่นิยมฟังกันใน ปัจจุบัน อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลเสียง ได้แก่ ไมโครโฟน ลำ โพง และการ์ดเสียง (Sound Card)
2.5 วิดีโอ (Video) เนื่องจากวิดีโอในระบบดิจิทัลสามารถนำ เสนอข้อความหรือรูปภาพ (ภาพนิ่งหรือ ภาพเคลื่อนไหว) ประกอบกับเสียงได้สมบูรณ์มากกว่าองค์ประกอบชนิดอื่น ๆ ปัญหาหลักของการใช้วิดีโอในระบบมัลติมีเดีย คือ การสิ้นเปลืองทรัพยากรของพื้นที่บน หน่วยความจำ เป็นจำ นวนมาก เนื่องจากการนำ เสนอวิดีโอด้วยเวลาที่ เกิดขึ้นจริง (Real Time) จะต้องประกอบด้วยจำ นวนภาพ ประมาณ 16 ภาพต่อวินาที หรือ 24 ภาพต่อ วินาที หรือ30 ภาพต่อวินาที(Frame/Second) ถ้าหากการประมวลผลภาพดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการบีบอัดขนาดของสัญญาณมาก่อน การนำ เสนอ ภาพเพียง 1 นาทีอาจต้องใช้หน่วยความจำ มากกว่า 100 MB ซึ่งจะทำ ให้ไฟล์มี ขนาดใหญ่เกินขนาดและมีประสิทธิภาพ ในการทำ งานที่ด้อยลง แต่เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยี ที่สามารถบีบอัดขนาดของภาพอย่างต่อเนื่องจนทำ ให้ภาพวิดีโอ สามารถทำ งานได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นสื่อที่มีบทบาทสำ คัญต่อระบบมัลติมีเดีย (Multimedia System) การใช้งานภาพวิดีโอจะต้องมีโปรแกรมต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น โปรแกรมที่ใช้ใน การตัดต่อไฟล์วิดีโอ เช่น โปรแกรม Windows Movie Maker, Adobe Premiere Pro, Camtasia ฯลฯ โปรแกรมแปลงไฟล์ เช่น โปรแกรม Format Factory โปรแกรมที่ใช้เขียน ข้อมูลเพื่อสร้างแผ่นวีซีดี เช่น โปรแกรม Nero Burning Rom และโปรแกรมที่ใช้บีบอัดข้อมูล เช่น โปรแกรม WinZip ฯลฯ รูปแบบของไฟล์วิดีโอที่ใช้ในการบันทึกภาพและเสียง ที่ สามารถทำ งานกับคอมพิวเตอร์ได้ มีหลายรูปแบบ ดังนี้ 1) AVI (Audio/Video Interleave) เป็นฟอร์แมต ที่ พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์ เรียกว่า Video for Windows มีนามสกุลของไฟล์เป็น AVI เป็นไฟล์ที่มีขนาด ใหญ่ และมี ความคมชัดสูง ไฟล์ประเภทนี้มักจะเป็น ฟอร์แมตของการบันทึก ภาพวิดีโอจากกล้องวิดีโอดิจิทัล ปัจจุบันมีโปรแกรมแสดงผลไฟล์ AVI ที่ติดตั้งมาพร้อม กับชุด Microsoft Windows คือ Windows Media Player
2) MPEG (Moving Pictures Experts Group)เป็นรูปแบบของการบีบอัดไฟล์เพื่อให้ มีขนาดเล็กลง ใช้เทคนิคการบีบอัดข้อมูล (Video Compression) โดยการเข้ารหัส ข้อมูล ภาพเคลื่อนไหวและเสียง โดยบีบข้อมูลแบบ Inter Frame คือ การนำ ความแตกต่างของ ข้อมูลในแต่ละภาพมา บีบอัดและเก็บ โดยคุณภาพของภาพและเสียงยังดีอยู่ แบ่งออกตาม คุณสมบัติได้ดังนี้ MPEG1 เป็นรูปแบบไฟล์ที่เข้ารหัสด้วยการบีบอัดไฟล์ให้มีขนาดเล็ก เพื่อสร้างไฟล์วิดีโอใน รูปแบบวีซีดี ซึ่งจะมีขนาดสูงสุดอยู่ที่ 352x288 และมีการบีบอัดที่สูง มีค่าบิตเรตอยู่ที่ 1.5 Mb/s 2 ช่อง สัญญาณเสียง MPEG2 เป็นรูปแบบการเข้ารหัสไฟล์ที่สร้างมาเพื่อภาพยนตร์โดยเฉพาะ โดยจะสร้างเป็น ซูเปอร์วีซีดีหรือ ดีวีดี ซึ่งจะมีขนาดสูงสุดอยู่ที่ 1920x1080 ซึ่งอัตราการบีบอัดจะน้อยกว่า รูปแบบ MPEG1 ไฟล์ที่ได้จึงมีขนาดใหญ่กว่า และมีคุณภาพที่ดีกว่า ซึ่งรูปแบบ MPEG2 สามารถที่จะบีบอัดข้อมูลตามที่ต้องการเองได้ MPEG4 เป็นรูปแบบการเข้ารหัสไฟล์ที่ดีกว่า MPEG และ MPEG2 เป็นไฟล์วิดีโอบีบอัดที่มี คุณภาพสูง ซึ่งมีขนาดสูงสุดอยู่ที่ 720x576 รองรับสื่อวิดีโอดิจิทัลในปัจจุบัน เช่น โทรศัพท์ มือถือ, PSP, PDA และ iPod 3) QuickTime เป็นฟอร์แมตที่พัฒนาโดยบริษัท Apple นิยมใช้นำ เสนอข้อมูลไฟล์ผ่าน อินเทอร์เน็ต มีนามสกุลเป็น .MOV
3. ประโยชน์ข น์ องการใช้สื่ช้ อ สื่ มัล มั ติมีติเ มี ดีย ดี ปัจปัจุบั จุ นบัยังยัดีมี ดี เ มี ดีย ดี ได้เ ด้ ข้า ข้ มามีบ มี ทบาทในชีวิ ชี ตวิ ประจำ วันวัมากขึ้น ขึ้ โดยมีปมี ระโยชน์ดัน์งดันี้ 3.1 มีก มี ารประยุก ยุ ต์ใต์ ช้มั ช้ ล มั ติมีติเ มี ดีย ดี ในการสร้า ร้ งสื่อ สื่ การเรีย รี นการสอน การบรรยาย ส่ง ส่ ผลให้เ ห้ กิดกิระบบห้อ ห้ งสมุด มุ แบบดิจิดิทัจิลทั (Digital Library) การเรีย รี นการสอนทางไกล (Distance Learning) การสร้า ร้ งห้อ ห้ งเรีย รี นเสมือ มื นจริงริ (Virtual Classroom) และการ เรีย รี นการสอนแบบกระจาย ซึ่ง ซึ่ ส่ง ส่ ผลให้เ ห้ กิดกิการเรีย รี นรู้อรู้ ย่า ย่ งกว้า ว้ งขวาง 3.2 ในส่ว ส่ นของภาคธุร ธุ กิจกิ โดยเฉพาะรูป รู แบบธุร ธุ กิจกิที่เ ที่ รีย รี กว่า ว่ พาณิชณิย์ อิเอิล็ก ล็ ทรอนิกนิส์ (E-Cornrnerce) หรือ รื ธุร ธุ กิจกิออนไลน์ (Online Business) ช่ว ช่ ยให้ก ห้ าร นำ เสนอสินสิค้า ค้ มีค มี วามน่า น่ สนใจมากกว่า ว่ เดิมดิ 3.3 ธุร ธุ กิจกิการพิมพิพ์ นับ นั เป็น ป็ อีก อี หนึ่ง นึ่ ธุร ธุ กิจกิที่สัที่ ม สั พัน พั ธ์กั ธ์ บ กั เทคโนโลยีมั ยี ล มั ติมีติเ มี ดีย ดี มีก มี าร พัฒพันาในรูป รู แบบของ E-Book หรือ รื E-Magazine ทำ ให้มี ห้ ค มี วามน่า น่ สนใจมากยิ่งยิ่ขึ้น ขึ้ 3.4 ธุร ธุ กิจกิการให้บริกริารข้อ ข้ มูล มู ข่าวสาร เมื่อ มื่ มีก มี ารนำ เทคโนโลยีมั ยี ลมัติมีติเ มี ดีย ดี มาช่ว ช่ ย จะทำ ให้ข้ ห้ อ ข้ มูล มู ข่าวสารที่เ ที่ ผยแพร่ ออกไปมีค มี วามน่า น่ สนใจมากกว่า ว่ เดิมดิ 3.5 ธุร ธุ กิจกิการตลาดและการโฆษณา มีก มี ารใช้มั ช้ ลมัติมีติเ มี ดีย ดี เข้า ข้ มาช่ว ช่ ยในการสร้า ร้ งสื่อ สื่ โฆษณา ซึ่ง ซึ่ จะช่ว ช่ ยดึง ดึ ดูด ดู ให้ผู้ ห้ คผู้ น เข้า ข้ มาชมด้ว ด้ ยเทคโนโลยีที่ ยี มี ที่ ค มี วามแปลกใหม่แ ม่ ละน่า น่ สนใจ 3.4 การแพทย์แ ย์ ละสาธารณสุข สุ ปัจปัจุบั จุ นบัการสร้า ร้ งสื่อ สื่ การเรีย รี นรู้ด้รู้ า ด้ นการแพท ช่ว ช่ ยให้ปห้ ระชาชนทั่วทั่ ไปสนใจ ศึก ศึ ษาเพื่อ พื่ สร้า ร้ งความเข้า ข้ ใจที่ถู ที่ ก ถู ต้อ ต้ งเกี่ย กี่ วกับกัการดูแ ดู ลรักรัษา สุข สุ ภาพตนเอง 3.7 นัน นั ทนาการ นับ นั เป็น ป็ บทบาทที่สำที่ สำคัญ คั มาก ทั้งทั้ ในรูป รู แบบของเกมการเรีย รี นรู้หรู้ รือ รื สื่อ สื่ ประกอบเพลง 3.8 มีก มี ารประยุก ยุ ต์ใต์ช้ Virtual Reality เพื่อ พื่ ให้เ ห้ กิดกิ ประโยชน์ใน์นด้า ด้ นต่า ต่ ง ๆ มากยิ่งยิ่ขึ้น ขึ้
4.รูปแบบของสื่อมัลติมีเดีย สื่อมัลติมีเดียมีรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ 4.1 สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา (Education Multimedia) เป็นโปรแกรม มัลติมีเดียที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็น สื่อการเรียนการสอน เริ่มได้รับความนิยมและนำ มาใช้ในการฝึกอบรมเฉพาะงานก่อนที่จะนำ มาใช้ในชั้นเรียนอย่างจริงจัง เช่น โปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพการทำ งาน โปรแกรมพัฒนาภาษา โปรแกรมทบทวน สำ หรับเด็ก มี 3 รูปแบบ แบ่งประเภท ตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้ 4.1.1 ฝึกอบรมตนเอง (tuart Training) เป็นโปรแกรมการศึกษาที่สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้และพัฒนา ตนเองในด้านทักษะต่าง ๆ มีการนำ เสนอหลาย รูปแบบ เช่น การฝึกหัดโดยใช้สถานการณ์จากการเรียน เป็นรายบุคคล เป็นสื่อที่ มีทั้งการสอนความรู้ การฝึกปฏิบัติ และการประเมินผลภายในโปรแกรมเดียว ผู้ ใช้สามารถ การตอยไปต้องมี รอน 4.1.2 ช่วยสอน (Assisted Instruction) เป็นโปรแกรมการศึกษาที่สร้างขึ้น เพื่อช่วยให้ข้อมูลหรือประกอบ เนื้อหาต่าง ๆ หรือใช้เป็นสื่อในการศึกษาเพิ่มเติม และอำ นวยความสะดวกแก่ผู้เรียน ในโปรแกรมอาจจะสร้างเป็น รูปแบบไฮเปอร์ เท็กซ์ให้สามารถโยงเข้าสู่รายละเอียดที่นำ เสนอไว้ ช่วยให้การค้นคว้าง่ายขึ้น 4.1.3 บันเทิงศีกษา (Eduitment) โปรแกรมการศึกษา ประยุกต์ความเข้ากับ ความรู้ มีรูปแบบ ในการนำ เสนอแบบเกมหรือการเสนอความรู้ในลักษณะ สถานการณ์ 10 การน่าเลน เป็นเรื่องชั้น 4.2 สื่อมัลติมีเดียเพื่อการฝึกอบรม (Training Mutimedia) เป็นโปรแกรม มัลติฟิเดน การฝึกช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของบุคคลด้านทักษะการงาน เค การ ทำ งานในหน่วยงาน 4.3 สื่อมัลติมีเดียเพื่อความบันเทิง (Entertainment Multimedia) เป็น โปรแกรมมัลติมีเดียที่ผลิตขึ้นเพื่อ ความบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ การ์ตูน เพลง
4.4 สื่อมัลติมีเดียเพื่องานด้านข่าวสาร (Information Access Multimedia) เป็น โปรแกรมมัลติมีเดียที่ รวบรวมข้อมูลใช้เฉพาะงาน จะเก็บไว้ในรูปแบบแผ่นบันทึกข้อมูล (CD/DVD) หรือมัลติมีเดีย เพื่อช่วยในการรับ-ส่ง ข่าวสารการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่ม เป้าหมายที่ การ 4.5 สื่อมัลติมีเดียเพื่องานขายและการตลาด (Sales and Marketing Multimedia) เป็นมัลติมีเดียเพื่อ การนำ เสนอและส่งข่าวสารในรูปแบบวิธีการที่น่าสนใจ ซึ่งจะประกอบ ด้วยหลายอย่างในการประกอบการนำ าเสน เช่น ด้านการตลาด รวบรวมข้อมูลการซื้อ ขาย แหล่งซื้อขายสินค้าต่าง ๆ นำ เสนอข่าวสารด้านการซื้อขายทุกด้าน ผู้ที่สนใจสามารถ สั่งซื้อสินค้าหรอค่อธิบายเพิ่มเติมในนั้น ๆ ได้ทันที 4.6 สื่อมัลติมีเดียเพื่อการค้นคว้า (Book Adaptation Multimedia) เป็นโปรแกรม มัลติมีเดียที่รวบรวม ความรู้ต่าง ๆ เช่น แผนที่ แผนผัง ภูมิประเทศของประเทศต่าง ๆ ทำ ให้การค้นคว้าเป็นไปอย่างสนุกสนาน มีรูปแบบ เป็นฐานข้อมูลมัลติมีเดีย โดยผ่านโครง สร้างไฮเปอร์เท็กซ์ เช่น สารานุกรมต่าง ๆ 4.7 สื่อมัลติมีเดียเพื่อช่วยงานวางแผน (Multimedia as a Planning Aid) เป็นกระ บวนการสร้างและ การนำ เสนองานแต่ละชนิดให้มีความเหมือนจริงแบบ 3 มิติ เช่น การ ออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมและภูมิศาสตร์ หรือ นำ ไปใช้ในด้านการแพทย์ การทหาร การเดินทาง โดยสร้างสถานการณ์จำ ลองเพื่อให้ผู้ใช้โลมผัสเหมือนอยู่ใน สถานการณ์จริง ซึ่งบางครั้งไม่สามารถจะไปอยู่ในสถานการณ์จริงได้ 4.8 สื่อมัลติมีเดียเพื่อเป็นสถานีข่าวสาร (Information Terminals) จะพบในงาน บริการข้อมูลข่าวสาร ในงานธุรกิจจะติดตั้งอยู่ส่วนหน้าของหน่วยงาน เพื่อบริการลูกค้า โดยลูกค้าสามารถเข้าสู่ระบบบริการของหน่วยงานนั้น ด้วยตนเอง สามารถใช้บริการต่าง ๆ ที่นำ เสนอไว้โดยผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ สะดวกทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ มี ลักษณะเป็นป้ายหรือจออิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ติดตามกำ แพง เสนอภาพ เสียง ข้อความต่าง ๆ ที่น่าสนใจ
5. คุณสมบัติ มัลติมีเดีย สื่อมัลติมีเดียมีคุณสมบัติดังนี้ 5.1 Multiple Media หรือสื่อผสม หมายถึง การนำ สื่อชนิดต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร ภาพ เสียง และวิดีโอ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อนำ เสนอข้อมูลในรูปแบบมังค์มีเดีย ซึ่ง สามารถใช้สื่อหลากหลายรูปแบบแทนข้อมูลได้ โดยจะต้องอาศัยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่มีประสิทธิภาพสำ หรับสร้างและแสดงผลมัลติมีเดีย 5.2 Non-reality หรือสื่อที่มีความอิสระ เป็นการนำ เสนอมัลติมีเดียที่ผู้ใช้สามารถ ควบคุมการนำ เสนอได้ ด้วยการ Jumping หรือ Navigating จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ที่มีการเชื่อมโยงอย่างอิสระซึ่งไม่ใช่ลำ ดับเป็นเส้นตรง โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลใน ตำ แหน่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและสามารถเรียกรูปแบบการแสดงผลด้วยการป้อน คำ สั่ง จากนั้นระบบจะทำ หน้าที่สืบค้นและเข้าถึงข้อมูลให้อย่างรวดเร็ว 5.3 Interactivity หรือการโต้ตอบ คือ การสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับมัลติมีเดีย เพื่อ ควบคุมการนำ เสนอมีเดีย ด้วยการป้อนคำ สั่งผ่านทางหน้าจอ เช่น การป้อนชื่อเพลงเพื่อ ค้นหาเพลงที่ต้องการเปิด นอกจากนี้ ยังสามารถ ควบคุมการเล่นผ่านองค์ประกอบต่าง ๆที่อยู่บนหน้าจอได้ เช่น ปุ่มเมนู หรือไฮเปอร์ลิงก์ ฯลฯ ดังนั้น ผู้พัฒนา มัลติมีเดียจึงควร สร้างการควบคุมการเล่น ระบบการรับข้อมูล การค้นหาข้อมูล และการแสดงผลไว้รองรับ ด้วย 5.4 Digital Ringeresentation หรือการแทนข้อมูลด้วยรูปแบบทัด คือ ความสามารถ ในการนำ ข้อมูลไปใช้งาน และจัดเก็บบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถจัด เก็บข้อมูลไว้บนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาชนิดต่าง ๆ เช่น ดิสก์ ซีดี และดีวีดี ฯลฯ ข้อมูลแบบดิจิทัลสามารถนำ มาแก้ไข ปรับปรุง และบีบอัดเพื่อลดขนาดไฟล์ได้อีกด้วย 5.5 integrity หรือความสมบูรณ์ หมายถึง ความสามารถในการนำ เสนอสื่อต่าง ๆ ในรูป แบบมัลติฟิเคยได้ อย่างครบถ้วน และสามารถควบคุมการนำ เสนอได้อย่างอิสระ
สรุปสาระสำ คัญ สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ ในการสื่อ ความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ (Text) กราฟิก (Graphic) ภาพเคลื่อนไหว ( Animation) เสียง (Audio) และวิดีโอ (Video) ฯลฯ องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย ประกอบด้วย ข้อความ (Text) ภาพนิ่ง (Image) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Audio) วิดีโอ (Video) สื่อมัลติมีเดียมีรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา สื่อมัลติมีเดียเพื่อ การฝึกอบรม สื่อมัลติมีเดียเพื่อความบันเทิง สื่อมัลติมีเดียเพื่องานด้านข่าวสาร สื่อมัลติมีเดียเพื่องานขายและ การตลาด สื่อมัลติมีเดียเพื่อการค้นคว้า สื่อ มัลติมีเดียเพื่อช่วยงานวางแผน สื่อมัลติมีเดียเพื่อเป็น