การวิเคราะห์และประเมินค่า
นวนิยาย เร่ือง ไสเ้ ดอื นตาบอดในเขาวงกต ของวีรพร นติ ปิ ระภา
การวเิ คราะห์ และประเมินค่าการใช้ฉาก
นวนิยาย เรื่องไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ของ วีรพร นิติประภา ได้ให้รายละเอียดองคป์ ระกอบของ
ฉากได้ค่อนข้างสูงและลึกซึ้ง ฉากจะเปลี่ยนไปตามบริบทในแต่ละตอน ซึ่งจะมี ๒๗ ตอน และมีฉากที่แต่ง
ต่างกันออกไป เนื้อเรื่องมีความเชื่อโยงกันทั้งหมด สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิด สภาพจิตใจ
สภาพความเป็นอยู่และการดำเนินชวี ิตของตวั ละครไดอ้ ยา่ งชดั เจน
รายละเอียดของฉากผู้เขียนไดน้ ำเสนอผ่านตวั ละครในแตล่ ะตอน ผู้เขียนสามารถสร้างบรรยากาศให้
เข้ากันกับสถานการณ์ของตัวละครทีต่ ้องเผชิญอยู่ในขณะนั้นได้อย่างกลมกลืน เข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้
อย่างลึกซึ้ง โดยส่วนใหญ่เนื้อเรื่องจะดำเนินไปด้วยอารมณ์เศร้าของตัวละครเอก คือ ชารียา ที่ต้องเผชิญกับ
ปญั หาและเหตกุ ารณ์ต่างๆมากมายตัง้ แต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ ผา่ นเร่ืองราวที่แสนโหดรา้ ย มามากมาย ผู้เขียน
สามารถนำเสนอฉากและบรรยากาศให้สอดคลอ้ งกับวถิ ีชีวิตของตัวละครใหม้ คี วามเสมือนจริง ซึ่งประกอบไป
ด้วยฉากที่เป็นธรรมชาติ ได้แก่ สวนหน้าบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ และดอกไม้นานาชนิด แสดงให้เห็นถึง
ธรรมชาติท่ีสวยงาม มีความรม่ รื่น ทำให้รสู้ กึ สงบและอ่อนโยนต่อจติ ใจ ดงั ตัวอยา่ ง เชน่
“เธอยงั คงนอนหลบั โดยมมี ือข้างขวาวางไว้บนหัวใจ ตอนปราณลุกเดนิ ออกไปในรุ่งอรณุ ทีไ่ มเ่ หมือนกบั
รุ่งอรุณไหนเลยที่เขาเคยรู้จัก ทันทีที่ผลักบานประตูเปิดออก สวนที่มองไม่เห็นในความมืดของค่ำคืนก็ปรากฎ
ขึ้นในแดดไสว เบ้ืองหน้าเขาคือดวงดอกไม้นับพนั กำลังสะพรงั่ บานบนฉากหลงั ของสีเขยี วทุกเฉดที่มีอยู่ในโลก
พู่จอมพลต้นใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกลาง ห่มดอกสีชมพูพราวราวกับพลุพร้อยฟ้าในงานเฉลิมฉลอง ถัด
ออกมาเป็นจกิ นำ้ ยืนบิดตัวร้าวรานทิ้งดอกดาวแดงลงเป็นสาย รอบๆ เป็นฝ้ายคำ ลำดวน ตะแบก อโศกสปัน
กาฬพฤกษ์ หางนกยูง บุนนาค อินทนิล ยางอินเดียท่กี ำลงั แตกใบอ่อนสีแดงเป็นมนั วาว มีกนั เกราอยู่ด้วยอกี ต้น
หนงึ่ และขา้ งในๆ กเ็ ป็นโมกซ้อนกบั ตนั ไม้ท่ีเขาไมร่ ู้จกั ช่อื อกี สองสามต้น”
(วรี พร นติ ิประภา . 2556 , 50)
จากตวั อย่างขา้ งตน้ จะสังเกตได้วา่ ผเู้ ขียนสามารถบรรยายความเคล่ือนไหวของธรรมชาติให้มีชีวิตชีวา
น่าสนใจ และทำให้เกิดรับรูถ้ ึงความรู้สึกของตัวละครที่อยูใ่ นเหตุการณ์นั้น และนอกจากนี้ยังปรากฉากที่เปน็
ธรรมชาติสรา้ งบรรยากาศให้เกิดอีกอารมณห์ นึ่ง คอื อารมณข์ องความโกรธ ดังตัวอย่าง เช่น
“ทกุ เช้าจรดเย็นเป็นเวลาหนึง่ ปี นับแตว่ ันน้นั จวบจนวนั ท่ีหล่อนตาย...แม่จะนัง่ อยู่ท่ีนั่น เหนือหลุมฝัง
ศพของผชู้ ายคนเดยี วที่หล่อนรักมาชั่วชีวติ บนเก้าอห้ี วายซ่งึ ถกู กัดกร่อนดว้ ยความโหยหาอันไมส่ ิ้นสดุ ทเี่ ขามีต่อ
ผหู้ ญิงอ่นื มผี ้าลายดอกสมี ่วงเศรา้ ๆ โพกพนั เอาไว้บนหวั ทผี่ มซ่งึ ถูกท้งิ ออกไมเ่ คยงอกกลับ หลอ่ นจะนัง่ อยู่ที่นั่น
แหละเช่นนน้ั ...ในรงั ดกั แด้ของความรา้ วราน ในอวลกลิน่ หวานหมน่ ขมขื่นของพกิ ุล ในสายลมท่ีพัดโบยไม่หยุด
หยอ่ นของแมน่ ำ้ คอยเฝา้ ดูดวงวญิ ญาณของเขาไม่ให้หลุดรอดออกไปหาผู้หญิงคนน้ัน หรอื คนไหน...หรอื มวี นั ได้
พบกับความสงบอีกเลย”
(วรี พร นิติประภา . 2556 , 26)
จากตัวอย่างข้างต้น ผู้เขียนสื่อให้เห็นอารมณ์ของความโกรธที่ตัวละครมีต่อศพของคนที่เขารักมาช่วั
ชวี ติ แต่ไปมีผู้หญิงคนอ่ืน ทำให้เกิดเปน็ อารมณ์โกรธ พร้อมกับบรรยากาศท่ีสายลมพดั และกล่ินของดอกพิกุลท่ี
ส่งกลิ่นโชย ทำให้รู้สึกโหยหวนชวนให้น่ากลัว ผู้เขียนสามารถสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกของความโกรธได้อย่าง
ชัดเจน และมกี ารใช้บรรยากาศใหส้ อดคลอ้ งกบั สถานการณ์ทำให้ผอู้ ่านมีความรู้สึกร่วมด้วยต่อเหน็ การณ์น้ันได้
อยา่ งสดุ ยอดยงิ่
และนอกจากนี้ยังปรากฏฉากในรูปแบบฉากธรรมชาติที่ตัวละครตกอยู่ในสถานการณ์และ มี
ความสมั พันธ์ทีช่ ่วยเหลอื กัน แสดงการกระทำของตวั ละครท่ีมีความสอดคล้องกบั ชวี ติ จริง ดัง ตัวอยา่ ง
“ ชารียายังเป็นกอสวะอยู่ ไม่ทันเห็นตอนเดก็ ผูช้ ายว่ายเข้าหาต่อเมื่อเขาคว้าตวั เธอเอาจากด้านหลงั
อารามตกใจจนลืมไปว่ากำลังอยู่ใต้น้ำ เธอตะโกน ไปนะ อย่ายุ่ง.... แต่เสียงของเธอก็ถูกน้ำดันกลับเข้าไป
ชารยี าสำลกั ด้ินรน ตะเกียกตะกาย และปราณก็ม่งุ แตจ่ ะเอาตัวเธอกลับขนึ้ สู่ผวิ นำ้ ไมไ่ ดส้ ังเกตเลยวา่ เธอกำลัง
ต่อต้านชารียาโมโหและตะโกนอีก ไปให้พ... และอีกครั้ง คำพูดนั่นก็ถูกน้ำพัดกลับเข้าไปข้างใน จากนั้นเธอก็
มองเหน็ ภาพแมงกะพรุนนอ้ ยสองตัวนั่น ขยมุ้ ตวั ลอยละล่องติดตามกนั ไปในเงามืดดำ หา่ งออกไป ห่างออกไป
หา่ ง ออก ไป...เป็นสิ่งสดุ ทา้ ย”
(วีรพร นิตปิ ระภา . 2556 , 62)
จากตวั อย่างขา้ งตน้ แสดงให้เหน็ ถงึ การกระทำของตวั ละครทอ่ี ย่ใู นนำ้ และเกดิ ความตกใจแลว้ เผลอพูด
ออกมาแต่คำพูดนั้นไม่สามารถออกเป็นคำพูดได้ แต่กลับเกิดการสำลักน้ำ เมื่ออ่านแล้วทำให้เกิดจินตนาการ
เห็นเปน็ ภาพท่เี ด็กผู้หญิงอยใู่ นน้ำน้นั จริงๆและเหน็ การกระทำใต้น้ำนน้ั พรอ้ มกบั ฉากและบรรยากาศที่เข้ากัน
กบั เหตกุ ารณ์ทำเกดิ ใหร้ สู้ กึ ตามไปในเน้ือหาดว้ ย และทำใหเ้ นอื้ เรือ่ งมคี วามเข้มขน้ ยิง่ ขนึ้
ส่วนฉากที่เป็นสิ่งประดิษฐ์สามารถสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของตัวละครและความเป็นระเบียบแบบ
แผนของบ้านเมืองรวมไปถึงฐานะทางการเงินและรสนิยมอีกด้วย ได้แก่ สภาพบ้านเรือน สภาพชุมชน
ยานพาหนะที่ตวั ละครใช้ หรอื สิ่งของเครอื่ งมือเคร่ืองใชต้ า่ งๆท่ีมไี วเ้ พ่อื ใช้สอย สามารถสอ่ื ให้เหน็ ถึงสภาพความ
เปน็ อยู่และวถิ ีชวี ิตของตัวละคร ดงั ตัวอยา่ ง เช่น
“ พอ่ ของปราณโดนครอบงำดว้ ยความตั้งใจแปลกประหลาด...เขาจะคอยจอ้ งแต่จะหาโอกาสย้ายท่ีอยู่
ไปเรื่อยๆ ไม่ยอมอยู่เป็นที่ที่ไหนนาน ทุกปีไม่ก็บ่อยกว่านั้น เขาจะเอาอะไรสักอย่างมาอ้างเพื่อทำเรื่องขอ
เปลี่ยนเส้นทางทำงาน บางทีก็ขอย้ายบ้านพัก จากสายเหนือไปสายใต้ จากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัด จาก
ชุมชนรถไฟหนีไปยังอีกชุมชนรถไฟที่คล้ายกัน จากบ้านสีเทาหลังหนึ่งไปยังอีกหลังที่แทบไม่มีอะไรแตกต่าง
ตอนยังเล็กปราณจะตะลอนรอนแรมกบั พ่อไปทั่วทกุ หนทุกแห่ง แต่พอย่างเขา้ วัยเรยี น เวลาตอ้ งทำงานข้ามคืน
ข้ามวันในบางครั้ง พ่อก็จำต้องพาปราณไปฝากไว้กับเพื่อนบ้าน ให้ช่วยหาข้าวปลาอาหารให้กิน พาเข้านอน
และช่วยดูแลใหไ้ ปโรงเรยี นในตอนเช้า”
(วรี พร นิตปิ ระภา . 2556 , 28-29)
จากตัวอย่าง สงั เกตไดว้ ่าผู้เขียนสามารถบรรยายใหเ้ ห็นถึงความเปน็ อยู่ของตวั ละครในการดำเดินชีวิต
การปฏิบัติตนของตัวละครต่อเหตุการณ์ สภาพชุมชน รวมไปถึงการประกอบอาชีพของคนขับรถไฟว่ามีความ
ลำบากแค่ไหน ผู้เขียนสามารถสื่อให้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริง ทำให้เห็นถึงอารมณ์ของตวั ละครที่มีความ
สอดคล้องกับสภาพชวี ิตความเปน็ อยู่ได้เปน็ อย่างดี เข้าถงึ อรรถรสในการอ่าน เหมอื นกบั เหน็ ภาพนนั้ ปรากฏอยู่
ในชวี ติ จริง
ฉากทเ่ี ป็นยคุ สมัยในเร่อื งนี้จะสงั เกตได้จากการเขยี นจดหมาย การหาซ้อื หนงั สือและแผ่นเสียงรวมไป
ถึงบทเพลงที่ตัวละครฟัง สามารถสื่อให้เห็นถึงยุคสมัยโรแมนติก และอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่คล้อย
ตามบทเพลงและเร้าอารมณ์ของผูอ้ า่ นใหอ้ ยากคน้ หาบทเพลงนัน้ ฟงั อีกด้วย ทำให้ความสวยงามของนวนิยาย
ใหม้ คี วามเขม้ ข้นและเดน่ ชดั ขึน้ กว่าเดิม
ส่วนฉากทีเ่ ป็นนามธรรมจะปรากฏในเรื่องของความเช่ือ รวมไปถงึ อารมณค์ วามรู้สึกของตัวละครและ
พฤติกรรมการกระทำของตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์และการแสดงปฏิกิริยา ของตัวละครที่ต้องเผชิญ กับ
สถานการณ์นัน้ ดงั ตัวอยา่ ง เชน่
“แม้จะผา่ นไปหลายปีแต่ชาวบา้ นที่พายเรือผ่านยงั พูดกันวา่ เห็นแม่ของชารียาน่งั อยู่ตรงใต้ต้นพิกุลนั่น
ถงึ จะไม่บอ่ ยครง้ั เหมอื นตอนหล่อนเพง่ิ ตายใหม่ๆ ทไ่ี ม่ว่าใครผา่ นกเ็ ป็นต้องเห็นกันทุกคนทกุ วนั วันละหลายหน
ตอนโพลเ้ พล้ เช้ามดื หรอื แม้แต่เทยี่ งวนั แตอ่ ยา่ งนอ้ ยผู้คนก็ไม่ได้ลืมแม่ไปกนั หมดและรวดเรว็ อยา่ งท่ชี ารียาเคย
นกึ หว่ันตอนยังเดก็ นา่ ประหลาดทีแ่ ม้แตค่ นไม่เคยรู้จักกันยังมองเหน็ หลอ่ น ขณะทีค่ นในบ้านกลบั มองไม่เห็น”
(วรี พร นิติประภา . 2556 , 28-29)
จากตัวอย่างขา้ งต้น ผู้เขียนแสดงให้เห็นถึงความเชือ่ เรื่องชีวติ หลังความตายที่มปี ฏิกิริยาตอ่
ตัวละคร ทั้งสภาพจิตใจและความรู้สึกของตัวละครที่ตอ้ งเผชญิ กับเหตุการณใ์ นขณะนั้น ผู้เขียนไดบ้ รรยายให้
เห็นถึงบรรยากาศและสภาพแวดลอ้ มซึ่งเข้ากนั ไดอ้ ย่างดีย่งิ
โดยภาพรวมแล้วฉากและบรรยากาศในนวนิยายของ วีรพร นิติประภา ผู้เขียนสามารถสร้าง
บรรยากาศของเรือ่ งได้เข้ากบั องค์ประกอบและความรู้สึกของตวั ละคร ทง้ั ความเงยี บของ ความสขุ สนุกสนาน
ตืน่ เตน้ ร้าวอารมณใ์ นสถานการณ์ต่างๆ และตวั ละครไดแ้ สดงอารมณ์ความรูห้ รือการกระทำท่ีมีความสัมพันธ์
กัน มีความสมจริงและนา่ เชื่อถือมากย่ิงข้ึน ทำให้ผู้อ่านเกดิ อารมณ์ตอบสนองและคลอ้ ยตามและติดตามเรือ่ ง
ตอ่ มา
การวเิ คราะห์การใชม้ ุมมอง
ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยผ่านมมุ มองของตัวผู้เขียนเอง โดยได้เล่าถึงเรื่องราวของความรักเปน็ หลัก ซึ่งเปน็
ความรักที่ขาดความอบอุน่ ชองมนุษย์บา้ ง ความรักที่ล้มเหลวของหญงิ ชายในตอนนัน้ บา้ ง โดยเลา่ ผ่านตัวละคร
หลกั สามตัว คอื ชารียา ชลกิ า และปราณ โดยผู้แตง่ ใช้ตัวละครทชี่ ่ือ ชารียา เล่าเรื่องเป็นหลักต้งั แตต่ ้นมาจนถึง
ตอนจบ ซึ่งสะท้อนให้เหน็ ถงึ ชีวิตความเปน็ อย่ขู องมนุษย์ผู้ทขี่ าดความรกั และความอบอ่นุ ตง้ั แต่เกดิ และชารียา
ก็พยายามทจี่ ะหาความอบอนุ่ ใหก้ บั ตนเองอยู่เสมอ โดยการหันไปนบั ญาตกิ ับสัตวแ์ ละต้นไม้ต่างๆ โดยชารียาก็
ยังมพี ส่ี าวคือ ชลกิ า ซึง่ เป็นพ่สี าวท่ีผกู พนั กนั เปรยี บเหมอื นฝาแฝด ซึ่งท้งั สองมอี ายทุ หี่ า่ งกนั ไมก่ ป่ี ี คอยอยู่เคียง
ข้าง เติบโต และเป็นเพื่อนเล่นให้กับชารียาอยู่เสมอ และปราณ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ร่อนเร่ ไม่เป็นหลัก
แหลง่ ขาดความรักความอบอุน่ เช่นเดียวกนั โดยผู้เขียนไดถ้ ่ายทอดมุมมองผา่ นตัวละครหลักทง้ั สามตัวน้ีได้เป็น
อยา่ งดี ผู้เขียนชใี้ หเ้ หน็ ถึงปญั หาในสงั คมทมี่ ักพบเจอบ่อยตั้งแตอ่ ดีตจนถงึ ปัจจบุ นั คือเร่ืองราวความรักท่ไี ม่ได้มี
เพียงแคค่ วามสวยงาม ความสขุ เท่าน้ัน ผูเ้ ขียนยงั แสดงให้เห็นว่าความรกั ก็มักทำใหม้ นุษย์รู้สึกถึงความผิดหวัง
ความเสียใจ และตอ้ งทนทุกขท์ รมานไปตราบนานเท่านานเชน่ กัน
นอกจากน้ัน ผู้เขียนไม่เพียงแตแ่ สดงให้เห็นมมุ มองเรื่องราวความรักสามเศร้าของชารียา ชลิกา และ
ปราณแล้วนน้ั ผเู้ ขียนกย็ งั เล่าให้เห็นถึงเรือ่ งราวความรกั ของชารียากับบรรดาคนรักทุกคนของขารียาในแต่ละ
ช่วงชีวิตของเธออีกด้วย โดยผู้เขียนได้นำตัวละครบางตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงใน
ประวตั ิศาสตร์ เชน่ การปรากฏตวั ของธนา ชายคนรกั คนแรกของชารียาทีไ่ ดเ้ คยเปน็ นกั ต่อสูห้ ัวเอียงซ้ายที่เพิ่ง
ออกจากป่าหลังเหตกุ ารณ์สำคญั ทางประวัติศาสตรก์ ารเมืองไทย เมอื่ 6 ตลุ าคม 2519 วรี พร บรรยายวา่ “หก
ตลุ าวิปโยคผ่านไปนานสบิ สองปีแลว้ ถึงตอนน้นั และผ้คู นกพ็ ากันลืมเหตกุ ารณ์นน่ั ไป จนไม่มใี ครแนใ่ จดว้ ยซ้ำว่า
มนั เคยเกิดขึ้นจริง...” (วีรพร นติ ิประภา. 2556, 76) โดยผูเ้ ขยี นได้นำบคุ คลท่ีเกย่ี วข้องกบั เหตุการณ์ 6 ตุลาคม
2516 เขา้ มาประกอบเก่ียวกับเนือ้ เร่อื งดว้ ย
ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังได้สร้างตัวละครขึ้นมาอีกมากมายหลายตัวโดยแต่ละตัวละครก็ล้วนมีบทบาทและ
อิทธิพลต่อตัวละครหลักในเรื่อง เช่น ลุงธนิตผู้เป็นลุงของชลิกาและชารียา โดยลุงธนิตได้กลับมาหาน้องสาว
ของตนและคอยอยเู่ คียงข้างเขาในช่วงบั้นปลายชีวิต และหลังจากนั้นเขากเ็ ป็นคนทีด่ ูแลทง้ั ชลิกาและชารียาใน
เวลาต่อมา เขาเป็นคนที่เปิดโลกของเด็กๆให้กว้างข้ึน และตัวละครอ่ืนๆ ที่ผู้แต่งไดส้ รา้ งข้ึนให้มบี ทบาทตอ่ ตัว
ละครหลัก เช่นอาภัทร และภราดร พ่อลูกผู้นำปราณสู่โลกแห่งมายา โดยผู้เขียนได้สร้างขึ้นให้มีพฤติกรรมที่
สะท้อนภาพเกี่ยวกับสังคมในหลายๆแง่มุม สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความอ่อนไหว
ทางด้านอารมณ์เป็นอย่าง ซึ่งอารมณ์ของตัวละครที่สร้างขนึ้ นน้ั จะทำให้บุคคลท่ีเก่ยี วข้องก็ได้รับผลกระทบไป
ด้วย เชน่ ในตอนทีแ่ มข่ องชารียาได้ตงั้ ท้องเธออยนู่ นั้ ก็มเี หตกุ ารณ์ที่ทำให้ชีวิตครอบครวั ของชารียาเปล่ียนไป
ตลอดกาล เนื่องจากแม่ของเขาทนแบกรบั กบั ความเสยี ใจครัง้ นี้ไม่ได้ เพราะชายผูเ้ ปน็ สามีนัน้ ไปมีหญิงอ่นื อีก
คน เขาจึงคิดโทษลูกในท้องของเขาเองว่าเป็นเพราะเขากำลังตั้งท้องอยู่ เลยดูแลสามีของตนไดไ้ มด่ ีพอ ทำให้
เขาตอ้ งไปตามสามขี องเขากลบั มาจนได้ แตห่ ารู้ไมว่ า่ สามขี องเขาได้รักหญิงอกี คนจนหมดหวั ใจไปแลว้ กลบั มา
ก็เพยี งแค่ร่างกาย กลับมาเพ่อื ไมใ่ ห้ภรรยาของเธอคดิ จะฆ่าตวั ตายไปพรอ้ มกับลูกอกี สองคน เหตกุ ารณ์นีผ้ ู้เขียน
นั้นจะแสดงให้เห็นว่า ชารียาไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อและแม่เลยแม้แต่นิด ทำไมเธอ
เหมือนมีปมด้อยมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้ชีวิตของเธอต้องอยู่กับความอ้างว้าง เดียวดาย มาโดยตลอด และ
พยายามวง่ิ ตามความรักจากคนรอบขา้ งอยเู่ สมอ
ในบางตอน ผเู้ ขียนไดแ้ สดงมุมมองให้เหน็ ผ่านตวั ละครที่นกึ ถงึ เร่อื งราวเก่าๆแล้วนำมาทบทวนถึงส่ิงท่ี
ผ่านมา ทำใหผ้ ูอ้ า่ นรู้สกึ เคลบิ เคลม้ิ ไปกลับเรอ่ื งเลา่ ในอดีตต่างๆของตัวละคร และทำให้ผ้อู ่านไดน้ ึกยอ้ นไปถงึ ใน
เรื่องของตัวผู้อ่านในบางครั้งเช่นกัน เพื่อให้เราได้คิดทบทวน กระตุ้น นึกถึงสาเหตุและหนทางแก้ไข ทำให้
ผู้อา่ นเห็นถึงการส่อื ความหมายสองประเภทคือความหมายระดับผิวและความหมายแฝง และผู้เขียนก็หวังท่ีจะ
เขียนข้นึ เพื่อให้ผู้ที่อ่านได้เกิดความรู้สกึ สะเทือนใจและสะเทอื นอารมณ์ในตอนที่ตวั ละครเลือกใช้เส้นทางชีวิต
ไปตามในแบบที่เขาอยากจะทำ ผู้อ่านอาจจะรู้สึกถึงความน่าสงสารของตัวละครที่หลงทาง หาทางออกของ
ปญั หาไม่เจอ สบั สนวนเวียนอย่กู บั ส่ิงเดิมๆให้นึกถงึ ตลอด ซ่งึ ผคู้ นรอบข้างก็ไม่สามารถทีจ่ ะพยุงกนั ไปไดในที่สุด
เม่อื ตวั ละครต้องการท่จี ะทำตามอำเภอใจของตวั เอง
ผู้เขียนได้แสดงมุมมองให้เห็นในหลายๆด้านของชีวิตมนุษย์ที่ต้องต่อสู้กับปัญหาที่ตัวเองต้องพบเจอ
ในนวนยิ ายเรอื่ งนีจ้ ะแสดงให้ถึงความอ้างว้าง ความรัก ความอบอนุ่ ความผดิ หวัง และมืดมนของแต่ละช่วงชวี ิต
ที่ได้พบเจอ ทำให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์มีอะไรที่จะต้องพบเจอเยอะแยะมากมาย และสภาพแวดล้อมรอบข้างจะ
คอยขัดเกลาและหลอ่ หลอมไปในจิตใจรวมถงึ พฤติกรรมของมนษุ ย์ผู้นั้นว่าแล้วแตจ่ ะเป็นแบบไหนก็ล้วนขึ้นอยู่
กบั ปัจจยั หลายตอ่ หลายอยา่ งมากระทบต่อตัวของเขา โดยนวนยิ ายเรือ่ งถกู ผแู้ ต่งวางโครงเรื่องมาเป็นนิยายรัก
และขึ้นชื่อว่าเป็นนิยายรกั นำ้ เน่า ที่จะต้อง พบเจอ จากลากัน กลับมาพบกันใหม่ และความรักที่เป็นรักสาม
เศร้า วนเวียนกนั ไปจนจบเรอ่ื ง ซึง่ ทำให้ผอู้ า่ นสามารถนำมาคิด วเิ คราะห์และคาดเดาไปตา่ งๆนาๆ นวนยิ ายรัก
เรอื่ งนี้ เป็นเรอื่ งท่ีไมไ่ ด้มีความสุข ไม่ไดส้ มบูรณ์แบบ และยงั สะท้อนให้เห็นถงึ ความล้มเหลวในการใช้ชีวิตของ
หนุ่มสาว และเกดิ ผลกระทบอยา่ งไร แต่ผูเ้ ขยี นต้องการที่แสดงให้เห็นถงึ มุมมองของผู้เขยี นท่ีมีต่อสังคมข้ึนเอง
ดงั คำนำของผู้เขยี นในย่อหน้าสุดทา้ ยคือ
ฉันเขียนประโยคแรกในวันทีม่ หานครดิ่งด่ำลงในมืดดำควนั ไฟและหยาดเลือดไหลนอง ทา่ มกลางเสียง
ทอดถอนหายใจโล่งอกที่กลบฝังสามัญสำนึกให้ตายลงทั้งเป็นไปอย่างช้าๆ ฉันเขียนและเฝ้าหวังตลอดทางว่า
เรื่องจะไม่จบอ้างว้าง แต่กระทั่งถึงวลีสุดท้าย มันก็ยังเป็นได้แค่เรื่องรักหวานเศร้า ของเธอ และของเขา
...ไม่มีคำวา่ เราหลงเหลอื ในเรอ่ื งเล่าของผืนแผ่นดนิ ทีค่ รงั้ หน่ึง เม่อื นานมาแล้ว...เคยนมุ่ นวลออ่ นโยนจนยากจะ
หาแผ่นดนิ ใดในโลกเสมอื นเสมอ
(วีรพร นิติประภา. 2556, 8)
การวเิ คราะห์ ลลี าการเขยี นและท่าทขี่ องผูแ้ ต่ง
นวนิยายเร่ือง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ของวีรพร นิติประภา เป็นนวนิยายที่มจี ุดเดน่
มากในการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ในเชิงประชดประชัน เสียดสีสังคม แสดงให้เห็นถึงความไร้จิตวิญญาณ
และสามัญสำนกึ ของมนุษย์ ทีถ่ ูกกล่อมเกลาดว้ ยมายาคติตา่ ง ๆ ใหเ้ ชือ่ ให้หลงไปวา่ สิ่งท่ีเขา้ ใจน้ันเป็นเรื่องท่ีดี
และถูกต้อง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ผิด เปรียบเสมือนไส้เดือนตาบอดที่หลงวกวนอยู่ในเขาวงกตอย่างไม่มี
จดุ หมาย จุดเด่นของนวนิยายเร่ืองนี้ นอกจากจะเป็นการสะท้อนเสยี ดสคี วามไรส้ ามญั สำนึกของมนษุ ยแ์ ล้ว ยงั
มีการใชภ้ าษาลลี าการเขยี นของผู้แต่งทแ่ี สดงใหเ้ ห็นความรู้สกึ และนำ้ เสียงของผู้แตง่ ได้อย่างชดั เจน
ภาษาและลลี าการเขยี นในนวนิยาย “ไส้เดอื นตาบอดในเขาวงกต” วีรพร นติ ิประภา ผู้แต่งได้
มีการใช้ภาษาที่มีความสละสลวย สวยงามตามวรรณศิลป์ จนนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้เขียน และ
เป็นจุดเด่นของนวนิยายเรื่องนี้ การคัดสรรคำ รูปแบบประโยคที่มีลักษณะคล้องจองกันระหว่างประโยค จน
ผู้อา่ นเกดิ ความรสู้ ึกลุ่มหลงเคลิบเคลมิ้ ได้อรรถรส ราวกับวา่ กำลังอา่ นกลอนหรอื กวนี พิ นธ์อยู่ ทัง้ ๆ ที่เป็นร้อย
แก้ว ตัวอยา่ งรูปแบบประโยคที่มลี กั ษณะคล้องจองกนั ระหว่างประโยค
และยิ่งรู้สึกเหมือนกับจะร้องไห้มากขึ้นจนแทบไม่อาจหักห้าม เมื่อนึกไปถึงความ
อ่อนโยนของชั่วขณะ ชั่วขณะมหัศจรรย์ เมื่อฝุ่นแป้งลอยอวล นวลคว้าง กลางอากาศ ผู้หญิงคนหนึ่งพดู
อะไรสกั อย่างกับเขา แผ่วเบา ราวกระซิบ กากเพชรเกล็ดหนง่ึ ส่องประกาย วูบวิบ บนปลายขนตา และ
แลว้ กาลเวลาก็หยุดนง่ิ ลง...
(วรี พร นติ ปิ ระภา, 2560: 33)
ราวกบั หยิบจับเสน้ ไหมบอบบางเอาไว้ไดแ้ ค่ปลายนิ้ว พลกิ พลวิ้ ปลวิ สะบัดอย่กู ลางสายลมระร่ืน แต่
ไม่คาดฝันก็กลับเรื้อนรื้นปลิดคว้างร้างหายไปตลอดกาล ท่วงทำนองงดงามค่อยๆ ทอดจบลงอ่อนหวาน...
เงียบงัน ปราณค่อยๆ กล้ำกลืนรสขมที่ผุดจางกับความรู้สึกนับล้านกลับลงในอก ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง
หันมองฝ่าอลอวลบอบช้ำของกระดังงากลับมาก็พบวา่ ผู้หญิงยิปซีหลบั ไปแลว้ ต่างหพู ลอยรูปหยดน้ำสีม่วงอ่อน
ส่องประกายแวววาวอยู่ตรงปลายหางตาของเธอ มองเหมือนคนนอนละเมอร้องไห้ น้าแมวสีเหลืองที่ลุกมา
นอนขา้ งๆ ตอนไหนสักตอนกห็ ลบั ไปแลว้ ด้วยเหมอื นกนั
(วีรพร นติ ปิ ระภา, 2560: 49)
แค่เงาแดดโรยรางผ่านหน้าต่างในห้องมืดทึมยามบ่าย หรือเปลวเทียนเดียวดายวูบว่ายในค่ำคืน ก็
เพียงพอแล้วที่จะทำให้สีแต่ละสีสะท้อนลอยขึ้นในความลึกเฉพาะตัวของมัน เช่นนั้นที่มวลสีชมพูซึ่งถูกทอ
พรางท่ามกลางกลุ่มด้ายสแี ดงจะถูกมองเหน็ เป็นเฉดร้วิ ลอยลอ่ งข้ึนเหนือสีอน่ื สสี ม้ สนมิ จะโลดพล้ิวข้ึนเหนือสี
ดำแกน่ มะเกลือราวกบั ขอบฟา้ ยามพลบ และเชิงลายกระหนกด้นิ ทองจะเรอื งรองลกุ ไหมข้ ้ึนราวกับเปลวไฟ...
(วีรพร นติ ปิ ระภา, 2560: 163)
จากตวั อย่างขา้ งต้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้เขียนด้านลลี าการใชค้ ำที่เป็นการบรรยายและ
การพรรณา ทม่ี คี วามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตวั จะเห็นว่าผเู้ ขียนได้เรยี บเรียงคำใหม้ ีความคลอ้ งจองกัน ซึ่งคำ
ที่ผเู้ ขยี นใช้น้นั บางคำเป็นคำที่แปลก ไม่คนุ้ เคย แตส่ ามารถส่ือความหมายสอื่ อารมณใ์ ห้กับผู้อ่านได้เป็นอย่าง
ดี คำที่ใช้มีความสวยงาม สละสลวย และถูกจัดวางได้อย่างลงตัว มีการใช้ความเปรียบอุปมาอุปมัย ทำให้
ผอู้ ่านเกดิ อรรถรสในการอา่ น และเกดิ จนิ ตภาพความรู้สกึ ตามตัวละคร และมองเห็นสถานการณ์นนั้ ๆ ได้อย่าง
ชัดเจน
ลกั ษณะการซ้ำคำ
นวนิยายเรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ผู้แต่งมลี ีลาการใช้คำท่ีเป็นลักษณะของการซำ้
คำ อยูใ่ นรปู แบบประโยคที่เปน็ การบรรยายและพรรณา ดังตัวอยา่ ง เชน่
ส่วนแม่ก็เป็นแค่คนแปลกหนา้ ที่คุ้นเคย ผู้เอาแต่เดินวนอ่อนล้ากลางเขาวงกตของเครื่องเรอื นและดู
เหมือนจะมีความสุขกับใครขนึ้ มาบ้างก็ในยามได้นงั่ กอดอก ลูบตน้ แขนของตัวเองไปมาเบาๆเหม่อมองรูปถ่าย
ที่ติดเรียงเต็มผนังแทบไม่เหลือที่ว่างเรากับแถบรงั สีที่แผ่ออกมาจากนาฬิกา ผู้ซึ่งไม่เคยกอดชาริยา ไม่...ใน
วันทเ่ี ธอไดอ้ อกมาจากต้ปู ลาครงั้ แรกและพ่อไปรับเธอกลบั มาอยู่บา้ น ไม.่ ..ในวนั ที่เธอลุกขนึ้ จากการคลานและ
ออกเดินเพ่นพ่านไปตามทางที่ต้องการ และไม่...กระทั่งวันที่เธอเริ่มพูดและกลายเป็น เด็กผู้หญิงจริงๆ มี
ความรสู้ ึกนึกคดิ ชวี ิต จิตใจ
(วรี พร นิติประภา, 2560: 19)
จากตัวอย่าง ผู้เขียนไดใ้ ช้ลักษณะของการซ้ำคำ เพื่อสื่อแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องต่อหน้าทีข่ อง
คนเป็นแม่ ที่ติดอยู่ในวังวนของมายาคติ จนไม่เคยที่จะสนใจให้ความอบอุ่นกับชารียา แม้แต่กอดสักครั้งก็ไม่
เคยเลยนับตั้งแตว่ นั ทช่ี ารยี าเกิด จนชารียาเตบิ โตข้ึน เพราะแม่เอาแตโ่ ทษชารียาทเี่ ป็นต้นเหตใุ ห้สามีของตนไป
มหี ญงิ อ่นื โดยผู้เขยี นได้ซำ้ คำวา่ “ไม่” เพ่อื เป็นการตอกย้ำเหตกุ ารณ์ ตอกย้ำความร้สู กึ ใหผ้ ู้อ่านได้เห็นสภาวะ
ทสี่ ะเทือนใจ สะเทอื นอารมณ์ และเกิดความรสู้ กึ สงสารและเวทนากบั สภาพครอบครวั
ผา้ ทม่ี ีลวดลายเปน็ เสน้ ตวดั รอ้ ยซึง่ เม่อื ถอดออกจากผกู พันจะอ่านได้เป็นถ้อยมนต์ ผา้ ท่ยี ้อมด้วยโคลน
ตมจากก้นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ขาดหายไปนานนับพันปี ผ้าที่ทอขึ้นผ่านการพร่ำร่ายโศลก ผ้าที่แม้แต่หยด
น้ำตาบรสิ ุทธ์ิของทารกแรกเกิดก็ยังไม่อาจซึมผ่าน ผ้าที่เหล่าปีศาจไม่กลา้ กระท่ังมองผ้าท่ีห่อหุ้มคนคนหน่ึงไว้
จากเหน็บหนาวในวนั ท่ีมาถงึ โลกอนั เปล่าดาย และผา้ ท่จี ะห่มคลุมคนคนนน้ั ไปในวนั ออกเดินทางสู่อาณาจักร
แหง่ วิญญาณ
(วีรพร นิตปิ ระภา, 2560: 163)
จากตัวอย่าง ผู้เขียนได้ใช้ลักษณะของการซ้ำคำ ที่พรรณนาให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของผ้า โดย
ผเู้ ขยี นได้ซำ้ คำว่า “ผ้า” เพือ่ เป็นการยำ้ ใหเ้ ห็นความสำคญั ของผ้า
การใชค้ วามเปรยี บ
ลกั ษณะการเขยี นใช้ความเปรียบในเรอื่ ง “ไสเ้ ดอื นตาบอดในเขาวงกต” ผูเ้ ขียนได้ใช้
ลกั ษณะการเขียนแบบใช้ความเปรียบหรอื ภาพพจนแ์ ทบเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะการเปรียบเทียบการอปุ มาอุป
มัยที่ปรากฏให้เห็นตลอดเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ความรู้สึกของตัวละคร และเห็นภาพสถานการณ์
ต่างๆ ทีผ่ ู้เขยี นตอ้ งการจะส่ือสารไดม้ ากย่ิงขนึ้ ดงั ตวั อย่าง
ท้องฟา้ เลือ่ นตำ่ ลงมาจนราวกับแค่เหยียดมอื ออกไปก็จะเอ้อื มถึงได้ ใบไมป้ ลดิ พลวิ้ ปลวิ รว่ งเปน็ จดุ ดวง
สีเหลืองลอยควา้ งเป็นทางผา่ นเมฆสีดำท่กี ำลงั หมุนวนอย่เู บือ้ งบน
(วรี พร นติ ิประภา, 2560: 63)
และยิ่งรู้สึกเหมือนกับจะร้องไหม้ ากข้ึน เมื่อนึกไปถึงผู้หญิงคนที่ทาปากสีส้มเป็นประกายวบั วาว ดู
ราวกับปลาทองกำลงั วา่ ยแหวกตอนหลอ่ นขยับปากรอ้ งเพลงด้วยเสียงบีบแบนแหลมใส
(วีรพร นติ ิประภา, 2560: 32)
รู้สึกเก้อเขินตอนเดินเข้าไปใกล้โต๊ะในมุมจอกเตกิล่าเปล่าสุมระเนระนาดอยู่กับซากมะนาวซีกเหือด
เกล็ดเกลอื รว่ งเกล่ือนเหมือนละอองดาว
(วีรพร นติ ปิ ระภา, 2560: 45)
ซึ่งไมเ่ คยกอดชารยิ า ไม่...ในวันทเ่ี ธอได้ออกมาจากตปู้ ลาครั้งแรกและพอ่ ไปรบั เธอกลับมาอย่บู า้ น ไม่
...ในวนั ท่ีเธอลุกขึน้ จากการคลานและออกเดนิ เพ่นพ่านไปตามทางที่ต้องการ และไม.่ ..กระท่ังวันท่ีเธอเริ่มพูด
และกลายเปน็ เด็กผู้หญงิ จรงิ ๆ มคี วามร้สู ึกนกึ คิด ชวี ติ จิตใจ
(วีรพร นิติประภา, 2560: 19)
จากตัวอย่าง จะเห็นว่าผู้เขียนการใช้การเขียนเชิงอุปลักษณ์ โดยการใช้คำว่า “ตู้ปลา” แทนตู้อบ
สำหรับเด็กทารกแรกเกดิ ทำให้ผู้อ่านเกดิ จติ ภาพคิดตาม ทงั้ ยงั แฝงไว้ดว้ ยการประชดประชนั คำพดู ของผู้เขียน
อีกดว้ ย
ท่วงทำนองหรอื ลีลาการเขียนของวรี พร นิตปิ ระภา ยังมจี ดุ เด่นในดา้ นการเรียบเรียงถอ้ ยคำท่บี รรยาย
และพรรณาออกมาไดอ้ ยา่ งสวยงาม และพิถีพถิ นั ท้ังการถ่ายทอดความรสู้ กึ ของตวั ละคร การสรา้ งบรรยากาศ
และสถานการณท์ ่ดี ำเนนิ ไปในขณะนน้ั
ห้องนอนเปน็ สนี ำ้ เงินเข้ม ไม่มเี ครอื่ งเรอื นหรือเข้าของอกี อนื่ อกี นอกจากที่นอนสีเดียวกับห้อง กับ
รูปลายเส้นเป็นโครงเงาทบึ ดำของต้นไม้แผ่กิง่ ก้านเต็มผนังด้านหน่ึงซง่ึ กำลังท้ิงใบลงหนึ่ง ใบทุกคร้ังที่น้ำตาของ
เธอไหลออกมาหนงึ่ หยาด ผนังทีเ่ หลอื อีกสามดา้ นว่างเปล่า มเี พยี งเอาสเี ทาบางๆของแมกไม้ตอ้ งลมระริกไหว
ไลน่ ้ำหนกั พรบิ พร่าทบทับกันเป็นชั้นๆ มา่ นหนา้ ต่างสฟี า้ ทีแ่ ขวนยาวจากเพดานลงเรยี บพน้ื กระพอื พลิว้ อ้อยอิ่ง
มีกลิ่นกระดังงาโชยมาแล้วกก็ ลิ่นสีหมอกจางของปีบ กลางประตูที่ยังเปิดค้างมีแมวสีอำพันนั่งก้มหน้า เป็น
โครงรา่ งทบึ ตดั กับฉากหลงั เรืองรองของห้องท่ีเตม็ ไปดว้ ยทุกสิง่ ทุกอย่าง ผเี สอ้ื ท่มี องไม่เห็นหยุดกระพริบเงาสี
เทาแลว้ เหลือแต่เงาแมวดำผอมโซทอดยาวเขา้ มาบนพน้ื ห้อง
(วีรพร นิตปิ ระภา, 2560: 202)
จากตัวอย่าง จะเห็นว่าผู้เขียนใช้ลักษณะการเขียนที่เป็นการบรรยายและพรรณา ในการสื่อแสดงให้
ผู้อ่านได้เกิดจินตนาการเห็นภาพสถานที่บรรยากาศ รวมไปถึงกลิ่นและเสียงที่ดำเนินอยู่ในขณะนั้นได้อย่าง
ละเอยี ด และพถิ ีพถิ นั งดงาม ลักษณะการเขยี นเช่นนี้ปรากฏเป็นระยะๆ ตลอดทง้ั เรื่องและยังปรากฏในรูปแบบ
การบรรยายความรูส้ ึกของตัวละครอีกดว้ ย
รัก...ใชแ่ ลว้ รัก นทรี ้ดู ีวา่ เขารกั เธอ รกั อยา่ งที่เขาไมเ่ คยรัก ใครหรือมีวนั จะรักใครไดอ้ กี ในชีวิตน้ี ต่อ
ให้ชีวิตหน้าด้วยก็เถิด พี่รักเธอนะชารี พี่รัก... นทีพึมพำ น้ำตาซึมเอ่อขึ้นเต็มเบ้า ความคิดที่ว่าจะต้องอยู่
ต่อไปโดยไมม่ ีเธอเจบ็ ปวดอา้ งว้างเสียจนเขาเกอื บเปล่ยี นใจกินยาพวกนัน้ แค่ไม่กเ่ี มด็ เสร็จก็นอนลง กกกอด
เธอไว้ แค่หลับไปและอยกู่ บั เธอ และไมเ่ คยเขา้ ใจเลยว่าทำไมมันถึงเป็นไปไม่ได้
(วีรพร นิติประภา, 2560: 221)
จากตัวอย่าง ผู้เขียนได้สะท้อนให้ผู้อ่านสัมผัสรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร นั่นก็คือ นที ท่ี
ในตอนนี้มีความรู้สึกมากมายในหัวสมอง ทั้งความเจ็บปวดเสียใจที่ชารียาคนที่รักตายไปต่อหน้าต่อตา ความ
โกรธ ความนอ้ ยเนอื้ ตำ่ ใจในโชคชะตา ความสนิ้ หวัง ความอา้ งว้าง ความสับสน และคดิ จะกนิ ยาตายตามชารียา
แต่ก็กลัวความตาย เพราะความสยองที่ได้เห็นศพของชารียา ซึ่งผู้เขียนได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสะเทือน
อารมณ์ผูอ้ า่ น
ลักษณะการเล่าเรือ่ ง
นวนิยายเรื่องนี้ มีลักษณะการเล่าเรื่องแบบอัตวิสัย จะมีการสอดแทรกความรู้สึกของตน
แสดงน้ำเสยี งของผู้เขยี น ประชดประชนั และสมเพชตัวละคร ดงั ตัวอย่าง
ด้วยอายุครรภ์ไม่ครบ 7 เดือนดี หมอพยายามยื้อยุดชารียาไว้ในโลกอันแห้งผากและหยาบกระด้าง
ด้วยการเกบ็ เธอไวใ้ นกล่องแกว้ โปร่งใสสเ่ี หลีย่ ม...สง่ิ ประดษิ ฐเ์ ลยี นแบบครรภ์มารดาอันนา่ ทง่ึ ซง่ึ คอยปกป้องเธอ
จากความตายและอ้อมกอดเป็นเวลาหลายเดือน ที่เธอได้แต่นอนมองดูโลกหมุนไปรอบๆ อยู่ในตู้ปลาใบใหญ่
หายใจด้วยอากาศบรรจุถังมาจากโลกอื่นๆ ดื่มกลืนจากสายยาง และรอดชีวิตจากการต้องตายเพราะ
เดียวดายมาไดอ้ ย่างหวดุ หวิด เตบิ โตมสี ุขภาพดีเหมือนเดก็ ทว่ั ไปโดยไม่มีใครรเู้ ลยว่าเธอไปติดเอาเช้ืออ้างว้าง
มา ไมอ่ าจตรวจพบดว้ ยเครื่องมือทันสมัยทางการแพทย์
(วีรพร นิติประภา, 2560: 13)
จากตัวอยา่ ง ผู้เขียนได้มีการแสดงน้ำเสยี งอยา่ งชดั เจน ทง้ั การเสียดสีประชดประชัน
ในข้อความว่า “หมอพยายามยื้อยุดชารียาไว้ในโลกอันแห้งผาและหยาบกระด้าง” ซึ่งสะท้อนอารมณ์
ความรู้สกึ ที่ผ้เู ขยี นต้องการจะสอื่ สาร ซ่ึงผอู้ า่ นรบั รูไ้ ด้ถงึ นำ้ เสียงที่ประชดประชนั และตัดพ้อชีวิตของตัวละคร
ตัวนั้นซึ่งก็คือชารียา ที่ผู้เขียนสื่อให้เห็นถึงความน่าสงสาร ความอ้างว้างในชีวติ ของตัวละครที่กำลังก่อตวั ข้นึ
ตง้ั แตเ่ ธออยู่ในครรภ์และคลอดออกมาตอนนี้
นวนิยายเร่ือง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ของวีรพร นิติประภา ถือเป็นนิยายทีท่ รงคุณค่าทาง
วรรณศิลป์อีกเรื่องหนึ่ง ที่มีความอลังการของภาษา ด้วยความสามารถของผู้เขียนที่มีความเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะตวั ในดา้ นการใชภ้ าษา การเลือกสรรคำทมี่ ีความแปลก ไมซ่ ำ้ ใคร และพถิ พี ิถนั ในการเรยี งร้อยออกมาใน
รปู แบบประโยคท่ีเปน็ การบรรยายและพรรณา ท่ีมรี ปู แบบที่คล้องจองกนั ระหว่างคำ ระหวา่ งประโยค ราวกับ
ว่าเป็นบทกลอน ทั้งๆ ที่เป็นร้อยแก้ว ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นของนวนิยายเร่ืองนี้เลยก็ว่าได้ อ่านแล้วทำให้เกิด
อรรถรส เกดิ สนุ ทรีย์ทางภาษา ผ้อู ่านสามารถจับน้ำเสียง และท่าทกี ารประชดประชนั เสยี ดสีของผเู้ ขียนได้เป็น
อยา่ งดี มีความร้สู กึ สะเทอื นใจและย้อนคิดถงึ ตนเองวา่ เราเคยเป็นดง่ั ตวั ละครหรือไม่ เราเคยทำอะไรท่ีสูญสิ้น
สามัญสำนกึ ไหม