The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

EP5 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

EP5 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม

EP5 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม

Keywords: EP5 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม

ความรูพนื้ ฐานเกี่ยวกบั คณุ ธรรมจรยิ ธรรม

แกน แทพ ุทธธรรม : มัชเฌนธรรมและมัชฌิมาปฏิปทา

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บุญชวย โชติวโํ ส, ดร.

พระครปู ลดั บุญชว ย โชติวํโส,ดร.

- อาจารยหลกั สตู รครศุ าสตรมหาบัณฑิต (ค.ม.) สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน
- เลขานกุ ารหลักสูตรครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพทุ ธบริหารการศกึ ษา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน
- กรรมการบรหิ ารงานบณั ฑิตศึกษา มจร.วทิ ยาเขตขอนแกน
- นกั ธรรมชัน้ เอก

- ปรญิ ญาพทุ ธศาสตรบณั ฑติ (พธ.บ.) พระพทุ ธศาสนา มจร.วทิ ยาเขตขอนแกน
- ประกาศนียบตั รบณั ฑติ วชิ าชีพครู (ป.บณั ฑิต) วชิ าชีพครู มจร.วทิ ยาเขตขอนแกน
- ปรญิ ญาศึกษาศาสตรม หาบณั ฑิต (ศษ.ม.) การบรหิ ารการศกึ ษา

ม.ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
- ปริญญาพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต (พธ.ม.) พระพทุ ธศาสนา มจร.วทิ ยาเขตขอนแกน
- ปริญญาปรชั ญาดษุ ฎบี ณั ฑิต (ปร.ด.) การบรหิ ารการศกึ ษา ม.ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พระครปู ลดั บุญชวย โชตวิ ํโส, ดร.

เอกสารประกอบการบรรยาย ชุดท่ี 5

เร่ือง ความรูพนื้ ฐานเกีย่ วกบั คุณธรรมจริยธรรมแกนแทพทุ ธธรรม : มัชเฌนธรรมและมัชฌิมาปฏิปทา
ภายใตว ิชา คณุ ธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชีพ (รหสั วิชา 610 206)
อาจารยผูบรรยาย (Morality and Professional Ethics)
พระครปู ลดั บญุ ชวย โชตวิ ํโส,ดร.

ภาคการศึกษา ที่ 2/2564
หลกั สูตร ครุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาพทุ ธบรหิ ารการศึกษา
สถานท่ี มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน พพรระะคครปูรลูปัดลบัดุญบชญุ ว ยชวโยชตโวิ ชโํ สต,ิวดรโํ .ส, ดร.

หวั ขอบรรยาย

- ความรูพ น้ื ฐานเกย่ี วกบั คุณธรรมจริยธรรม
- ความหมายของคณุ ธรรมจริยธรรม
- แหลงทมี่ าของคณุ ธรรม
- แกนแทพ ทุ ธธรรม : มัชเฌนธรรมและมชั ฌิมาปฏิปทา

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พพรระะคครูปรลูปัดลบดั ญุ บชญุ ว ยชว โยชตโิวชโํ สต,วิดรโํ .ส, ดร.

ความรพู้ ้ืนฐานเกี่ยวกบั คณุ ธรรมจริยธรรม

ความหมาย คุณธรรม (Morality/Virtue) และจริยธรรม (Ethics) เปนคาํ ศพั ทท ีม่ ีความหมาย ใกลเคียง
ของคุณธรรม กันท้งั ในภาษาไทยและอังกฤษ ตามที่บญั ญตั ไิ วใ นพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒

จรยิ ธรรม คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดี เปนสภาพคุณงามความดีทางความ ประพฤติและ

จติ ใจ ซงึ่ สามารถแยกออกเปน ๒ ความหมาย คอื
๑) ความประพฤติดงี าม เพ่อื ประโยชนส ขุ แกตนและสังคม ซึ่งมพี ้นื ฐานมาจากหลกั
ศลี ธรรมทางศาสนา คานิยมทางวฒั นธรรม ประเพณี หลกั กฎหมาย จรรยาบรรณวชิ าชพี
๒) การรูจกั ไตรตรอง วาอะไรควรทาํ ไมควรทํา และอาจกลา วไดว า คุณธรรม คอื
จรยิ ธรรมแตล ะขอ ท่นี าํ มาปฏบิ ตั จิ นเปนนิสยั
เชน เปนคนซอื่ สัตย เสียสละ อดทน มีความรบั ผดิ ชอบ ฯลฯ

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน พระครปู ลดั บุญชว ย โชติวํโส, ดร.

ความหมายของคณุ ธรรมจริยธรรม (ตอ)

คุณธรรม ประกอบดวยคําสองคํา คือ คําวา คุณ แปลวา ประโยชน และคําวา ธรรม ใน

ทํานองเดียวกันกับคําวา จริยธรรม ก็ประกอบดวยคําวา จริย แปลวา ความประพฤติท่ีพึง
ประสงค ท้ังคุณธรรมและจริยธรรม มคี ําวา ธรรม เปนคาํ รวม

พระเทวินทร เทวินโท (๒๕๔๔) อธิบายความหมายของคําวาธรรม วา หมายถึง
ความจรงิ ความประพฤติดี ความถกู ตอง คุณความดี ความชอบ คําสงั่ สอน

ดังนน้ั เพือ่ ความเขา ใจในความหมายของทง้ั สองคาํ น้ีจงึ ควรพิจารณาคํานิยาม
ตามแนวทศั นะของจริยศาสตรแ ละสังคมศาสตรควบคกู ันไปดวย คําวา คณุ ธรรม
(Moral) และจริยธรรม (Ethics) ในทศั นะของจรยิ ศาสตรและสงั คมศาสตรมี
ความหมายดงั ตอไปน้ี

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บญุ ชว ย โชติวโํ ส, ดร.

ความหมายของคณุ ธรรมจรยิ ธรรม (ตอ )

คุณธรรม หมายถงึ หลกั จรยิ ธรรมทสี่ รางความรสู กึ ผดิ ชอบช่วั ดี มีคุณงามความดภี ายในจติ ใจอยูใ น
ขน้ั สมบรู ณจนเตม็ เปย มไปดวยความสุขความยินดี (ประภาศรี สหี อาํ ไพ, ๒๕๔๓)

คณุ ธรรม หมายถงึ สิ่งทบ่ี คุ คลยอมรบั วาเปน สิ่งที่ดงี ามมปี ระโยชนม ากมายและมีโทษนอย
(ดวงเดือน พนั ธมุ นาวนิ , ๒๕๓๘)

ธรรมที่เปนคุณ, ความดีงาม, สภาพที่เก้ือกูล; ตามความหมายเดิมในภาษาบาลี คุณธรรม คือความดีงาม มีศีลเปนตน แต
ตามที่ใชปจจุบันในภาษาไทย คุณธรรม หมายถึงความดีงามในจิตใจ โดยมักพูดคูกับ จริยธรรม ซ่ึงในภาษาไทยปจจุบัน
หมายถงึ ความดงี ามทแี่ สดงออกเปนพฤตกิ รรม เปนความประพฤติปฏิบัตทิ ี่ปรากฏ (พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต))

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครปู ลัดบญุ ชว ย โชตวิ โํ ส, ดร.

ความหมายของคณุ ธรรมจริยธรรม (ตอ )

๑ จรยิ ธรรม หมายถึง ความประพฤตปิ ฏบิ ตั ิท่มี ธี รรมะเปน ตวั กาํ กับ จรยิ ธรรมก็คอื ธรรมที่
เปนไป ธรรมท่เี ปน ขอประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ศลี ธรรม กฎศลี ธรรม (พระเทวนิ ทร เทวินโท,
๒๕๔๔)

๒ จริยธรรม ถา จะตคี วามแคบๆ จรยิ ธรรมคงหมายถงึ ศีลธรรมประการหนึง่ และคณุ ธรรม
อีกประการหนงึ่ รวมเปนสองประการดวยกัน (สนุ ทร โคตรบรรเทา, ๒๕๔๔)

๓ จริยธรรม เปนส่ิงพึงประพฤติ จะตองประพฤติ สวนศีลธรรม น้ัน คือสิ่งที่กําลังประพฤติ
อยูห รอื ประพฤติดแี ลว (พระราชชัยกวี (พทุ ธทาส อินทปญโญ))

๔ จรยิ ธรรม คือความประพฤตติ ามคานยิ มท่ีพึงประสงค (วทิ ย วศิ ทเวทย)

๕ จริยธรรม คือ หลักความประพฤติที่อบรมกิริยาและปลูกฝงลักษณะนิสัยใหอยูในครรลองของของ
คุณธรรมหรอื ศีลธรรม (สาโรช บวั ศรี)

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลัดบญุ ชวย โชติวโํ ส, ดร.

ความหมายของ จริยธรรม คือสิง่ ท่คี นในสังคมเกิดความเชอ่ื ถอื ซึ่งมตี วั ตนมาจากปรมตั ถสัจจะ (สลุ กั ษณ ศิวรกั ษ)
คณุ ธรรม
จรยิ ธรรม ประมวลความประพฤตแิ ละความนึกคดิ ในสิ่งท่ดี ีงามและเหมาะสม (กอ สวัสดิพาณชิ ย)
จริยธรรม (ตอ) จริยธรรม หมายถึง ระบบการทําความดี ละเวนความชั่ว ซ่ึงเปนระบบที่หมายถึง
สาเหตุท่ีบุคคลจะกระทําหรือไมกระทํา และผลของการกระทําและไมกระทํา
ตลอดจนกระบวนการเกิดและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหลานี้ดวย (ดวงเดือน
พันธมุ นาวนิ , ๒๕๓๘)

สรปุ ไดว า

จากความหมายของท้ังสองคําดังกลาว พบวามีความใกลเคียงกันเปนอยางมากจึง
มักเปนคําท่ีใชคูกัน แตอยางไรก็ตามสรุปไดวาการมีคุณธรรมและจริยธรรมของ
บุคคลทั้งในการดํารงชีวิตประจําวันและในการทํางานหรือการประกอบวิชาชีพจะ
สงผลใหบคุ คลมีความสขุ ในการอยรู ว มกันในสังคม

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บญุ ชวย โชตวิ โํ ส, ดร.

ความรพู้ ้ืนฐานเกี่ยวกบั คณุ ธรรมจริยธรรม

แหลงทม่ี าของคณุ ธรรม

คณุ ธรรม เปนหลักการท่ีมนุษยในสังคมควรยึดถือปฏิบัติเพ่ือการอยูรวมกันอยางเปนสุขในสังคม ปจจัยที่
มีอิทธพิ ลตอ การเกดิ คุณธรรมขน้ึ ในสงั คมตลอดมา เนื่องจากมคี วามพยายามท่ตี อ งการสรา งหลักคุณธรรม
ท่ีเปนสากลใหบุคคลเกิดความรูสึกในเร่ืองของคุณธรรมในแนวทางท่ีสอดคลองกับพฤติกรรม แหลงกอกําเนิด
ของคณุ ธรรมอาจแบง ออกไดเ ปน ๒ ประการ คอื

๑. แหลง กาํ เนดิ ภายในตัวบุคคล

๒. แหลงกาํ เนดิ ภายนอกตวั บุคคล

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พระครปู ลัดบุญชวย โชตวิ ํโส, ดร.

๑. แหลง กําเนดิ ภายในตัวบคุ คล

อริสโตเติล (Aristotle) ไดแยกแยะแหลงท่ีเกิดของคุณธรรมวาเปนคุณธรรมอันเกิดจาก
ปญญา และคุณธรรมอันเกิดจากศีลธรรมและจริยธรรมวา คุณธรรมอันเกิดจากปญญา เปนคุณ
ธรรมในระดับปจเจกบุคคลกลาวคือ ผูท่ีมีสติปญญามักจะสามารถพัฒนาจริยธรรมไดดวยหลัก
ของการคิดไตรตรอง สวนคุณธรรมอันเกิดจากศีลธรรมและจริยธรรมนั้น เปนคุณธรรมท่ีเกิดจากการ
ปฏิบัติจริงดวยการเรียนรูจากการอยูรวมกัน เปนการแสดงพฤติกรรมท่ีถูกตองซ่ึงนําไปสูสภาวะของ
ความเปนสุข ซึ่งแบง แยกออกเปน ๒ ประการ คอื
๑) ตัวกําหนดมาจากพันธุกรรมที่สงทอดมาจากบรรพบุรุษ ผานกระกระบวนการทางพันธุกรรม การ
พัฒนาของสมองจะดําเนนิ ไปตามรหัสพันธุกรรมทีก่ าํ หนดไวต ั้งแตเกิด
๒) ตัวกําหนดมาจากสภาพจิต กําเนิดจาก ความรูสึกผิดชอบช่ัวดี ซึ่งเกิดขึ้นจากมโนธรรมท่ีอยูใน
ความรูสึกนึกคิด ดังน้ัน แหลงกําเนิดของคุณธรรมจึงเปนคุณภาพของสมองในการคิด และคุณภาพของจิตที่สามารถ
แยกแยะความถูก ผิดไดเ ปนพ้ืนฐาน

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครปู ลัดบุญชว ย โชตวิ ํโส, ดร.

3 ๒. แหลง กําเนิดภายนอกตัวบุคคล

การทบ่ี คุ คลนัน้ จะทําความดี หรอื ละเวนการกระทาํ ทีไ่ มนา
พึงปรารถนามากนอยเพียงใดนนั้ สาเหตุที่สําคัญ คือ
คนรอบขาง กฎระเบียบ สังคม วฒั นธรรมและสถานการณ
ที่บคุ คลประสบอยู นอกจากสภาพแวดลอมในการทาํ งาน
การมหี รอื การขาดแคลนสิ่งเออื้ อํานวยในการทาํ งาน
ตลอดจนบรรยากาศทางสังคมในท่ีทาํ งาน กลุมเพื่อนและ
วัฒนธรรมในองคก ร จะมีผลตอพฤตกิ รรมการทํางาน และ
สุขภาพจิต ตลอดจนความสขุ ความพอใจในการทํางาน

วรยิ า ชนิ วรรโณ (๒๕๔๖) อธบิ ายถึงอิทธิพลที่เปน ผลตอการเกิด
คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในประเทศไทยซง่ึ เรม่ิ มีข้นึ ในสมยั รัชกาลที่ ๕ ซึ่งอาจกลา วไดวาเปน
รากฐานของแหลง คุณธรรมจรยิ ธรรม เชน

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พระครปู ลัดบญุ ชว ย โชติวโํ ส, ดร.

3๒. แหลงกาํ เนดิ ภายนอกตัวบคุ คล (ตอ)

๑) อิทธิพลของคําสาบานกฎหมาย นอกจากกฎหมายท่ีระบุไวเปนจริยธรรม
หรือวินัยของผูปฏิบัติงาน การใหคําสาบานจึงเปนการกําหนดพฤติกรรมที่เปน
คุณธรรมจริยธรรมซึ่งเปนเง่ือนไขผูกมัดดวยวาจาท่ีเชื่อมโยงกับความศักด์ิของ
พิธีกรรม ซ่ึงทําใหเกิดเปนขอกําหนดแนวทางความประพฤติซ่ึงมีวัฒนธรรมเปนตัว
กาํ กับอยดู ว ยและอาจกลายมาเปนกฎเกณฑใ นทีส่ ุด

๒) อิทธิพลของศาสนา ทุกศาสนายอมมีคําส่ังสอนเปนศีลและธรรมใหบุคคลผู
นับถอื และศรัทธาใหก ารยอมรบั และเช่ือ

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครปู ลัดบุญชว ย โชตวิ โํ ส, ดร.

แหลงทม่ี าของจริยธรรม

แหลงทเ่ี ปน บอเกดิ ของจริยธรรมท่ีเปน แหลงสําคญั มีดังนี้

ปรัชญา วิชาปรัชญาคือวิชาที่วาดวยหลักแหงความรูและความจริง สาระของปรัชญาจะกลาวถึงลักษณะ
ของชีวิตท่ีพึงปรารถนาควรเปนอยางไร ธรรมชาติของมนุษย สภาพสังคมท่ีดี ความคิดเชิงปรัชญาจะแถลง
ออกมาเปนความเช่ืออยางมีเหตุผล จนคนตองยอมรับวาเปนความคิดที่ไดรับการพิจารณาไตรตรอง
รอบคอบแลวปรัชญาจะกลาวถึงเร่ืองเก่ียวกับความดี ความงาม คานิยม เพื่อจะไดยึดเปนหลักปฏิบัติ
ประจําตัวตอ ไป

ศาสนา คําสอนของศาสดาในศาสนาตางๆ ตามที่ศาสดาเหลาน้ันทานไดปฏิบัติเองและส่ังสอนใหผูอ่ืนปฏิบัติตาม จน
เกิดผลดีงามของการปฏิบัตินน้ั เปนทปี่ ระจกั ษมาแลว เชน หลักคําสอนของพระพุทธศาสนา คําสอนของศาสนาคริสต
หรือขอ ปฏิบตั ขิ องศาสนาอิสลามเปนตน

สังคม ส่ิงท่ีสังคมกําหนดนับถือรวมปฏิบัติดวยกัน อันไดแก ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งเปนขอกําหนดที่ถือปฏิบัติ
กนั ในสงั คมและยอมรบั สืบทอดกนั มา

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บญุ ชว ย โชติวโํ ส, ดร.

แหลงที่มาของจรยิ ธรรม (ตอ )

การเมืองการปกครอง ในระบอบการเมืองการปกครอง ไดกําหนดขอบังคับระเบียบ
กฎหมายของบานเมือง จรรยาบรรณตางๆ ซึ่งเปนขอบังคับหรือแนวปฏิบัติ เพ่ือการ
อยรู ว มกันอยางสันติสขุ และเพือ่ ความยุตธิ รรมโดยท่ัวกัน

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน พระครปู ลดั บญุ ชวย โชตวิ ํโส, ดร.

ระดับของคณุ ธรรมจริยธรรม

เปาหมายของคุณงามความดีท่ีบุคคลไดปฏิบัติอยางถูกตอง จะไดรับผลมากนอยข้ึนอยูกับระดับ
สตปิ ญ ญาของบคุ คลนั้นๆ ในทางพระพทุ ธศาสนาแบงระดับคุณธรรมจรยิ ธรรมไวเปน ๒ ระดับ คือ

๑. ระดับโลกียธรรม ไดแก ธรรมอันเปนวิสัยของโลก สภาวะ
เนื่องในโลก เชน ศีล ๕ เปนตน โลกียธรรมเปนธรรมขั้นตน
สําหรับผูมีสติปญญาไมแกกลา การปฏิบัติตามโลกียธรรมมุงให
บุคคลในสังคมอยูรวมกันอยางมีความสันติสุขไมเบียดเบียนซ่ึง
กันและกัน ไมทําช่ัวสรางแตคุณงามความดีและทําจิตใจให
บริสุทธ์ิผองใส เปนการนอมนําเอาพุทธโอวาทมาปฏิบัติในฐานะ
ที่ยังเปนปุถุชนอยู จริยธรรมในระดับโลกียธรรม จะถูกกําหนด
ออกมาในรูปแบบตาง ๆ นอกจากคําสอนของศาสนาแลวก็ยังมี
องคกรทางสังคม เชน ระเบียบ กติกา จารีต ประเพณี
วัฒนธรรม ฯลฯ องคกรทางการเมือง อันไดแก กฎหมาย
พระราชบัญญตั ิ พระราชกําหนด เปนตน

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บุญชว ย โชติวโํ ส, ดร.

๒.ระดับโลกตุ ตรธรรม พระครูปลดั บุญชว ย โชตวิ โํ ส, ดร.
ไดแก ธรรมอนั มิใชโลก สภาวะพน โลก ไดแก

มรรค ๔ ผล ๔ นพิ พาน ๑
ผูบรรลุจริยธรรมระดับน้ีจัดเปนอริยบุคคล คือผูพนจาก

กเิ ลส ซึ่งแบงออกเปน ๔ ระดับ
จากระดับต่ําไปสูระดับสูง ดังนี้ โสดาบันอริยบุคคล

สกทาคามีอรยิ บคุ คล อนาคามอี ริยบคุ คล อรหนั ตอรยิ บุคคล

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน

องคประกอบของคุณธรรมจริยธรรม พระครปู ลดั บญุ ชว ย โชตวิ ํโส, ดร.

กรมวชิ าการ (๒๕๓๕ : ๕) ไดจ ัดทําเอกสารการประชุมเกยี่ วกบั จรยิ ธรรมไทย
สรุปวา จรยิ ธรรมของบุคคลมีองคประกอบ ๓ ประการ คอื

ดา นความรู (moral reasoning) คือ ความเขา ใจในเหตุผล
ของความถกู ตอ งดีงาม สามารถตดั สนิ แยกความถกู ตอ งออก
จากความไมถ กู ตองไดด วยการคดิ
ดานอารมณความรสู กึ (moral attitude and belief) คือ
ความพงึ พอใจ ความศรัทธาเลื่อมใส ความนยิ มยินดี ท่จี ะรับ
จรยิ ธรรมมาเปน แนวทางในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ น
ดา นพฤติกรรม (moral conduct) คอื การกระทาํ หรอื
การแสดงออกของบุคคลในสถานการณต า งๆ
ซ่ึงเช่อื วา เกิดจากอทิ ธิพลของทง้ั สององคป ระกอบขางตน

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน

แก่นแทพ้ ุทธธรรม : มชั เฌนธรรมและมชั ฌิมาปฏิปทา

พุทธธรรม แตงโดยพระธรรมปฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต) แรกเร่ิมทานเขียนเปนบทความขนาด
ยาวลงพิมพเพื่อ เปนอนุสรณแกพระเจาวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพันธ หรือเรียกส้ันๆ วา
พระองคว รรณฯ ตอมาไดขยายบทความช้ินน้ันมาเปนหนังสือขนาดยอม แลวมาขยายเปนฉบับขยาย
ความดังท่ีปรากฏในปจจุบัน หนังสือ พุทธธรรม ของพระพรหมคุณาภรณเลมนี้ เปนหนังสือท่ี
ทรงคุณคาทางพระพุทธศาสนามากท่ีสุดเลมหน่ึง เพราะประมวลหลักพุทธธรรม หรือกฎของ
ธรรมชาตใิ นแงม ุมตางๆ โดยดงึ เอาคําอธิบายจากพระไตรปฎ ก, อรรถกถา,ฎีกา, อนฎุ กี า ฯลฯ เพือ่ ให
พุทธวจนะแจมกระจางไวครบถวน สมบูรณมาก เหมาะสําหรับผูสนใจใฝรูเนื้อหาพระพุทธศาสนา
โดยภาพรวมท้ังหมดไวประจําบาน นับเปนหนึ่งในหนังสือดี ๑๐๐ เลมท่ีคนไทยควรอาน นับเปน
หนงั สือท่ีสาํ คญั เลม หนง่ึ ในวงการพุทธศาสนา และไดรบั การยกยอ งเสมอมา จนปจ จุบัน

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บญุ ชว ย โชตวิ ํโส, ดร.

มชั เฌนธรรม

คอื การแสดงความจรงิ เปนกลาง พอดี ตามสภาวะของธรรมชาติ ไมเฉ ไมเ อียง ไมสุดโตง เลย
เถดิ ไป เชน ไมก ลายเปน อัตถกิ วาท (ลัทธิวาทุกอยา งมจี ริง) หรือ นตั ถิกวาท (ลัทธิวาไมม ีอะไรจรงิ
เลย) ไมเปนสสั สตวาท (ลัทธวิ า เทยี่ งแท) หรืออจุ เฉทวาท (ลทั ธวิ า ขาดสญู ) เปนตน พระพทุ ธเจา
ตรัสรอู ะไร? (วาตามธรรม) ปฏิจจสมปุ บาท : กฎธรรมชาตสิ ากลแหงปจ จยาการ ภายใตร ม มหาโพธ์ิ
ณ รมิ ฝง แมน ํ้าเนรัญชรา พระพทุ ธเจาเม่อื ตรสั รแู ลว ยงั คงประทับทีน่ ั่น เสวยวิมตุ ตสิ ขุ ๖ สปั ดาห
จากนัน้ เสด็จออกจากสมาธิ แลว ทรงพจิ ารณาปฏจิ จสมปุ บาท ทไี่ ดตรัสรู ตลอดเวลา ๓ ยามแหง
ราตรี โดย

ในยามท่ี ๑ ทรงพิจารณาปฏจิ จสมปุ บาทนนั้ แบบอนุโลมคอื ตามลาํ ดับกระบวนการแหง เหตุปจจัย
ในการเกิดขนึ้ ของสภาวธรรมที่เรียกวาทุกข จบแลว มพี ทุ ธอุทานใจความวา เมือ่ ธรรมทั้ง หลายแจม แจง
ชดั เจน กส็ น้ิ สงสัย เพราะรเู ขาใจธรรมพรอ มทง้ั เหตปุ จจัย นค่ี อื ปฏจิ จสมุปบาท ฝา ยกระบวนการกอเกดิ
ทุกข ทีเ่ รยี กวาสมุทยั

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลัดบญุ ชวย โชตวิ โํ ส, ดร.

ในยามท่ี ๒ ทรงพจิ ารณาปฏจิ จสมปุ บาทนนั้ แบบปฏโิ ลม คอื ยอนลาํ ดบั ตามกระบวนการ
ดับไปของสภาวะที่เรียกวาทุกขน ้ัน จบแลว มีพุทธอทุ านใจความวา เมือ่ ธรรมทง้ั หลายแจม
แจง ชัดเจน ก็ สิน้ สงสยั เพราะไดร แู จง สภาวะทสี่ นิ้ เหตุปจจัย นี่คอื ปฏิจจสมุปบาท ฝาย

กระบวนการดบั สลายทกุ ข ที่เรยี กวานิโรธ
ในยามที่ ๓ ทรงพิจารณาปฏจิ จสมุปบาทนน้ั ทัง้ อนโุ ลม-ปฏโิ ลม คอื ทง้ั กระบวนการ
เกิดขึน้ และกระบวนการดับสลายแหง เหตุปจ จัยในการกอ เกดิ ทุกขนนั้ จบแลว มีพุทธอุทาน
ใจความวา เม่อื ธรรมทั้งหลายแจมแจง ชัดเจน กข็ จดั ราศมารเสนา ดังตวงสรุ ยิ าสวางฟา
เจิดจาอาํ ไพ รวมความวา พระพุทธเจา ตรัสรูปฏิจจสมุปบาท หรอื เมื่อตรสั รูป ฏิจจสมุปบาท

จงึ เปนพระพทุ ธเจา

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พระครปู ลดั บุญชวย โชตวิ ํโส, ดร.

สรปุ วา มัชเฌนธรรมเทศนา คือ ธรรมท่พี ระพทุ ธเจา ทรงแสดงเปน กลางๆ
ตามความจรงิ ของธรรมชาติ คือตามสภาวะทีส่ ง่ิ ทัง้ หลายมันเปน ของมันเอง
ตามเหตปุ จจัย ไมติดของในทฏิ ฐิ คอื ทฤษฎหี รือแนวคดิ เอยี งสดุ ทง้ั หลาย ที่
มนุษยว าดใหเ ขา กับความหมายรูท่ผี ิดพลาด และความยดึ ความอยากของ

ตน ท่ีจะใหโ ลกและชวี ติ เปน อยางนน้ั อยางนีไ้ ปตามที่ตนปรุงแตง

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บญุ ชว ย โชตวิ โํ ส, ดร.

มชั ฌมิ าปฏปิ ทา

การดําเนินชีวิตสายกลางอยางถูกตองพอดีสอดคลองกับความเปนจริงของ
กฏธรรมชาติ ท่ีจะใหการปฏิบัติ ดําเนินการตางๆ ของมนุษย เกิดผลดีท่ีพึงมุง
หมายไดสูงสุดเต็ม สภาวะของธรรมชาติ โดยไมกลายเปนสุดโตงท่ีพลาดไป ท้ัง
ทางถึงเครียดบีบคั้นตัว และทางยอหยอนมุงแตเอามาบําเรอตัว บนฐาน
แหง มชั เฌนเทศนา วางปฏบิ ตั กิ ารท่เี ปน มัชฌมิ า

พระพุทธเจาเมื่อตรัสรูแลว หลังจากเสวยวิมุตติสุข ๑ สัปดาห ไดเสด็จออก
จากสมาธิ แลวทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ที่ไดตรัสรูนั้น ตลอดเวลา ๓ ยาม
แหงราตรี ตอมาเมื่อสิ้นระยะเสวยวิมุตติสุข ๗ สัปดาหแลว เมื่อปรารภการที่จะ
ทรงประกาศธรรมสั่งสอนประชาชนตอไป ทรงพระดําริวา ธรรมท่ีเราไดบรรลุ
แลวนี้ เปนของลึกซ้ึง เห็นไดยาก รูตามไดยาก ฐานะนี้ยอมเปนส่ิงที่เห็นไดยาก
กลาวคือ อิทัปปจจยตา ปฏิจจสมุปบาท, แมฐานะน้ีก็เห็นไดยาก กลาวคือ
นิพพาน

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครปู ลดั บุญชวย โชตวิ ํโส, ดร.

มัชฌมิ าปฏิปทา (ตอ )

ในการเทศนคร้ังแรกน้ัน ทรงเริ่มดวยการใหพระเบญจวัคคียรูจักแยกวิถี
ใหมของพระพุทธศาสนา เรียกวาทางสายกลาง คือมัชฌิมาปฏิปทา ออกจากวิถี
สุดโตง ๒ ฝายท่ีแพรหลายอยูและพระ เบญจวัคคียก็ไดคุนมากับตัวแลวในเวลา
น้ัน คอื การหมกมุนสยบอยูในกามสุข (กามสุขัลลิกานุโยค) กับการทรมานบีบกัน
ตัวเองใหยากลําบาก (อัตตกิลมถานุโยค) เม่ือทําความเขาใจเบ้ืองตนพอให
มองเห็น วถิ ีมขมิมาอยางใหมแ ลว ก็ทรงแสดงเนอื่ ตัวของพุทธธรรม คืออรยิ สจั ๔

เมื่อเรียนรเู รอ่ื งมัชเฌนธรรมเทศนามาตามลําดับ จนถึงรูจักกระบวนการดับ
ทุกขในขอวาดวยนิโรธ (นิพพาน) เปนอันไดเขาใจหลักการดับทุกข หรือหลักการ
แกปญหาแลว ตอมาเปนภาคปฏิบัติ อันกลาวถึงวิธีการท่ีจะทําใหเกิดผลสําเร็จ
ตามหลกั การหรอื กระบวนการนั้นไดอยางไร

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน พระครปู ลัดบญุ ชว ย โชติวโํ ส, ดร.

มัชฌมิ าปฏิปทา (ตอ )

มัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยสัจขอสุดทาย คือ มรรค เปนประมวลหลักความ
ประพฤติปฏิบัติ หรือระบบจริยธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เปนคําสอน
ภาคปฏิบัติที่จะชวยใหการดําเนินสูจุดหมายตามแนวทางท่ีไดพิจารณาไวแลวน้ัน
เปนผลสําเร็จข้ึนมาในชีวิตจริง พูดอีกอยางหนึ่งวา ผานจากขั้นรูความจริง
เก่ียวกับกฎธรรมชาติ มาสูข้ันประยุกตความรูน้ันจัดวางเปนระบบวิธีประพฤติ
ปฏิบัติของมนษุ ย

ทางสายกลางนั้น มิใชหมายถึงอยูก่ึงกลางระหวาง ท่ีสุดทั้ง ๒ ทาง หรือ
ก่ึงกลางของทางหลายๆทาง แตหมายถึง ความมีเปาหมายที่แนชัด แลวกระทํา
ตรงจดุ ตรงกลางเปาหมาย พอเหมาะพอดีจะใหผลสําเร็จตามเปาหมายน้ันไมเขว
ออกไปเสีย

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บุญชว ย โชติวํโส, ดร.

มชั ฌมิ าปฏิปทา (ตอ)

การเพียรพยายามไมตงึ เกนิ ไป ไมห ยอ นเกินไป บางคราวก็นิยมพูดกัน
วา เปนทางสายกลาง คําพูดน้ีเขาลักษณะทางสายกลางไดในบางแง แตไมถูกแท
ทีเดียว บางคราวถาชัดเจนวาเดินถูกทาง มั่นใจและพรอมทุกอยางแลว ทานให
ระดมความเพียรสุดกาํ ลงั กม็ ี เรอื่ งน้ีจึงไมควรสบั สนกบั ทางสายกลาง

อยางไรก็ตาม พระพุทธศาสนามิไดมองขามประโยชนหรือจุดหมายขั้น
รองลดหล่ันกันลงมา ท่ีมนุษยจะพึงถึงตามระดับความพรอมของตน โดย
จดั แบงจุดหมายไวเปน ๓ ระดับ

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลัดบุญชวย โชติวํโส, ดร.

มชั ฌมิ าปฏิปทา (ตอ )

ทิฏฐธัมมิกัตถะ : ประโยชนปจจุบัน เปนจุดหมายขั้นตน หมายถึงประโยชน
อยางที่มองเห็นๆกันอยูในชีวิตประจําวัน ไดแก ทรัพยสิน ยศ เกียรติ ไมตรี เปนตน
อันจะสําเร็จดวยธรรม ๔ ประการ คือ ความเพียร การดูแลรักษา กัลยาณมิตร และ
การเล้ยี งชีวติ ตามสมควรแกกําลังทรพั ยท หี่ าได

สมั ปรายกิ ัตถะ : ประโยชนเบือ้ งหนา ประโยชนท่ีลึกลํ้าย่ิงกวาท่ีจะมองเห็นกัน
อยางผิวเผินภายนอก เก่ียวดวยชีวิตดานใน เปนจุดหมายขั้นสูงข้ึนไป ซ่ึงเปน
หลักประกันชีวิตเม่ือละโลกน้ีไป หรือเปนเครื่องประกันการไดคุณคาที่สูงล้ําเลิศ
ย่ิงข้ึนไป ไดแก ความเจริญงอกงามแหงชีวิตจิตใจอันประกอบดวยคุณธรรม ๕
ประการคือ ศรทั ธา ศีล สตุ ะ จาคะ ปญ ญา

ปรมัตถะ : ประโยชนอยางย่ิง หรือประโยชนท่ีเปนสาระแทจริงของชีวิต ไดแก
การรูแจงสภาวะของส่ิงทั้งหลายตามความเปนจริง จึงไมตกเปนทาสของชีวิตและ
โลก มจี ติ ใจเปน อสิ ระ โปรงโลง ผองใส เบกิ บาน สะอาดบรสิ ุทธ์สิ ิน้ เชงิ คอื นิพพาน

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครูปลัดบุญชว ย โชตวิ โํ ส, ดร.

บทสรปุ

ตองฝกคนใหพัฒนาปญญา เมื่อมีปญญาเกิดข้ึนแลว พฤติกรรมก็จะเปล่ียนไป เชนการบริโภคอาหาร ก็จะ
กําหนดรูดว ยปญญาวาเรากนิ เพ่อื บาํ รุงรา งกายใหดํารงชีวิตอยูไ ด ใหม คี วามสุขภาพดี เพื่อใหเรามีชีวิตที่ผาสุก หรือ
เปนเครื่องเก้ือหนุนชีวิตท่ีดีงาม เพื่อการบําเพ็ญกิจอันประเสริฐคือการทําหนาท่ีและประโยชนตางๆ น่ันก็คือใช
ปญญาในการทําหนาท่ีรูคุณคาของอาหาร รูความประสงคในการกินการบริโภคและ “ปญญา” น้ีจะมาเปนตัวนํา
พฤติกรรมตัวใหม “ปญญา” จะมากําหนดพฤติกรรมแทน “ตัณหา” นี่ก็คือจุดเริ่มตนของการศึกษาหรือการพัฒนา
คน คือพฒั นาปญญาหรือความรู

คุณธรรมถือวาเปนส่ิงที่ทุกคนควรมี เพราะคุณธรรมเปนคุณสมบัติหรือคุณลักษณะท่ีทําใหมนุษยแตกตางจาก
สัตวทั่วไป คุณธรรมตามแนวคิดของนักปราชญทั้งหลาจําแนกออกเปน ๓ สวน คือ สวนความรูความเขาใจ สวน
อารมณความรูสึกและสวนที่เปนพฤติกรรมตางๆ ที่แสดงอกมา เชน การปฏิบัติตามศาสนา การควบคุมตนเอง
ความกลาหาญ ความยตุ ิธรรม ฯลฯ ผมู คี ณุ ธรรมจึงเปนผูที่ถึงพรอมดวยความรูความเขาใจ อารมณ ความรูสึกและ
พฤตกิ รรมที่แสดงออกอยางถูกตองดงี าม

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน พระครปู ลัดบญุ ชว ย โชตวิ ํโส, ดร.

บทสรปุ (ต่อ)

องคประกอบของจริยธรรมทั้ง ๓ สวน คือ ปญญา จิตใจ และพฤติกรรม คนสวนใหญจะเขาใจกันวา
จิตใจเปนสวนสําคัญท่ีสุด เปนตัวที่ควบคุมพฤติกรรมของคนดังคํากลาวที่วา “ใจเปนนาย กายเปนบาว” คํา
กลาวน้ีไมผิด เพราะมีหลักฐานใหพบเห็นเสมอวา ความอุตสาหะ ความกลาหาญ ความรัก ความชัง ฯลฯ ลวน
เปนความรูสึกทางจิตใจท่ีมีผลใหคนแสดงพฤติกรรมออกมาในรูปแบบท่ีแตกตางกัน หากแตถาพิจารณาใหลึก
ลงไปแลว จิตใจของคนเรายอมออนไหวผันแปรไดงาย หากไมมีปญญาเปนตัวกํากับ อาจมีสิ่งจูงใจใหจิตใจ
ออนไหวไปตามโลกธรรม คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข เม่ือจิตใจผันผวนปรวนแปรพฤติกรรมของคนก็จะ
เปลี่ยนแปลง เพราะเกิดตัณหาเปนตัวนําจิตใจ แตถาหากบุคคลผูนั้นเปนผูมีปญญา รูแจงในความเปนจริงของ
โลกและชีวติ ปญญากจ็ ะเปน ตัวช้นี ําไมใหจิตใจออ นไหวไปตามสง่ิ ที่มา

จึงสรุปไดวา ในองคประกอบของจริยธรรมท้ัง ๓ สวนนี้ “ปญญา” เปนองคประกอบท่ีสําคัญท่ีสุด ที่จะ

ชี้นําใหจิตใจและพฤติกรรมของคนดําเนินไปอยางถูกตองตามครรลองครองธรรม ดังพุทธพจนท่ีวา“สพฺเพ
ธมมฺ า ปฺ ุตตฺ า” แปลวา “ธรรมท้ังหลายมีปญ ญาเปนเยย่ี มยอด”

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน พระครูปลดั บุญชวย โชตวิ โํ ส, ดร.

จบการบรรยาย

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน พระครปู ลดั บญุ ชว ย โชตวิ ํโส, ดร.


Click to View FlipBook Version
Previous Book
[pdf] full download New England's Roadside Ecology: Explore 30 of the Region's Unique Natural Areas
Next Book
แผนการจัดการเรียนรู้บทที่4