The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น THE POLITICAL PARTICIPATION OF CIVIL SOCIETY IN LOCAL GOVERNANCE IN SAM SUNG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสริมศักดิ์)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น THE POLITICAL PARTICIPATION OF CIVIL SOCIETY IN LOCAL GOVERNANCE IN SAM SUNG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสริมศักดิ์)

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น THE POLITICAL PARTICIPATION OF CIVIL SOCIETY IN LOCAL GOVERNANCE IN SAM SUNG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสริมศักดิ์)

Keywords: การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น THE POLITICAL PARTICIPATION OF CIVIL SOCIETY IN LOCAL GOVERNANCE IN SAM SUNG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสริมศักดิ์)

๓๕ บทสรุป แนวคิดเกี่ยวกับประชาสังคม เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากความเคลื่อนไหวในการปฏิวัติเพื่อ ต่อต้านระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาศักยภาพ ของ ประชาชนที่มีฐานะเป็นผู้อยู่ในปกครองของรัฐและผู้มีอํานาจ ให้กลายเป็น “พลเมือง” แนวคิดเรื่อง สิทธิของประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐ โดยเน้นเรื่องสิทธิของปัจเจกชน และสิทธิในการมี ส่วนร่วมในการปกครองตนเอง แต่ในบริบทการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยก็มี ปัญหาเพิ่มมากขึ้น ทําให้เกิดความจําเป็นต้องมีเงื่อนไข สําหรับกระบวนการเคลื่อนไหวของประชา สังคม จากการทบทวนแนวความคิดการเมืองภาคประชาสังคมสามารถเขียนสรุปได้ดัง รายละเอียดปรากฏในตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๓ สรุปแนวความคิดเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาสังคม นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ศาสตราจารย์โรเบิร์ต บีอัลบริททัน และ ดร. ถวิลวดีบุรีกุล ประชาสังคมเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากความ เคลื่อนไหวในการปฏิวัติเพื่อต่อต้านระบอบการ ปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นแนวคิด หลักในการพฒนาศั ักยภาพ ของประชาชนที่มี ฐานะเป็นผู้อยู่ในปกครองของรัฐและผมู้ีอํานาจ ให้กลายเป็น “พลเมือง” แนวคิดเรื่องสิทธิของ ประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐ โดยเน้น เรื่องสิทธิของปัจเจกชน และสิทธิในการมสี่วนร่วม ในการปกครองตนเอง สิทธิพันธ์พุทธหุน ความหมายของการเมือง ๑) การเมืองคือเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับรัฐ ๒) การเมืองคือเรื่องของอํานาจ ๓) การเมืองคอเรื ื่องของการใช้อํานาจในการ จัดแจงแบ่งสรรทรัพยากรหรอสื ิ่งที่มีคุณค่าในสังคม รศ.ดร.ณัฐฐ์วฒนั ์สุทธิโยธิน ประชาสังคม หมายถึง เครือข่าย กลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิสถาบัน และชุมชนที่มีกิจกรรม หรือมีการเคลอนไหวอย ืู่่ระหว่าง รัฐ กับ ปจเจกชนั มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม สังคมประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่รัฐ ประชาสังคม และปัจเจกชน ซึ่ง ต้องเป็นอิสระต่อกันประชาสังคม เป็นส่วนหนึ่ง ของสังคมที่เชื่อมอยู่ระหว่างงานส่วนบุคคลใน ระดับครอบครัวและเพื่อนในด้านหนึ่ง และอีกด้าน หนึ่งที่เป็นโลกของรัฐและสถาบัน "ทางการ" ต่าง ๆ


๓๖ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ธงชัย สิงอุดม การเมืองภาคประชาสังคมเป็นองค์กรนอกภาครัฐ เข้ามามีบทบาทในสังคมการเมืองการปกครองใน รูปแบบของกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มผลประโยชน์ (Interest group) หรือ กลุ่มกดดัน (Pressure group) หรือการประท้วง (Mob) ภายใต้กฎหมาย ภายหลังที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับทั้ง ในทางการเมืองการปกครอง และกฎหมาย แตกต่างไปจากแนวทางกระแสหลักเดิม ณัฐวัฒน์สทธุิโยธิน "ประชาสังคม" ประกอบด้วยองค์ประกอบสําคัญ ๘ ส่วนดังนี้คอื๑) กลุ่มบุคคล หมายถึง บคคลุ ตั้งแต่สองคนมารวมตัวกันเป็นกลุ่มในลักษณะของ "กลุ่มสังคม" ๒) ที่มาของบุคคล บุคคลตั้งแต่สอง คนที่มารวมตัวกันไม่ใช่ทั้งภาครัฐและไม่ใชภาค่ ธุรกิจ ๓) ลักษณะของการรวมตัวกัน มีได้ทงการั้ รวมตัวแบบเผชิญหน้ากัน ๔) การตั้งชื่อมีการตั้ง ชื่อกลุ่มประชาสังคมรูปแบบต่าง ๆ เช่น กลมุ่ ชมรม สมาคม มูลนิธิสถาบันชุมชน องค์กร เครือข่าย ๕) ความสัมพันธ์ความสัมพันธ์เชิง จุดมุ่งหมายเดียวกัน ๖) ประเด็นร่วมกัน กลุ่ม ประชาสังคมมีความสนใจในหัวเรื่องเดียวกัน ๗) กิจกรรม มีกิจกรรมหรือความเคลื่อนไหวรวมก่ ัน ที่ดําเนินอยู่ระหว่างโลกที่เป็นภาครัฐกับโลกที่เป็น ภาคปัจเจกชน ๘) การสื่อสาร มีการสื่อสาร ระหว่างบุคคลในกลุ่มตนเอง มีการสื่อสารระหว่าง กลุ่มของตนเองกับกลุ่มอื่น ๆ อนุซ อาภาภิรม เบนจามิน บาร์เบอร์อธิบายว่า ประชาสังคมมี๓ รูปแบบ ได้แก่๑) ประชาสังคมแบบเสรีนิยม ๒) ประชาสังคมแบบชุมชน ๓) ประชาสังคมแบบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ผศ.ดร.ธงชัย สิงอุดม ภาคประชาสังคม มีการเรมติ่้นให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการร่างแผน และขานรับแนวคิด “ประชา สังคม” ซึ่งเหมาะกับ การส่งเสริมใหม้ีส่วนรวมของ่ สมาชิกในสังคม และมีวัตถุประสงค์ในการรวมตัว เพื่อแก้ไขปัญหานั้นร่วมกัน


๓๗ ๒.๔ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ๒.๔.๑ ความหมายของการปกครองท้องถิ่น ความหมายของการปกครองท้องถิ่นนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายหรือคํานิยามไว้มากมายซึ่ง ส่วนใหญ่แล้วคํานิยามเหล่านั้นต่างมีหลักการที่สําคัญคล้ายคลึงกันจะต่างกันบ้างก็คือสํานวนและ รายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังนี้ การปกครองท้องถิ่น คือ การปกครองที่รัฐบาลมอบอํานาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใด ท้องถิ่นหนึ่งจัดการปกครองและดําเนินกิจการบางอย่างโดยดําเนินกันเองเพื่อบําบัดความต้องการของ ตน การบริหารงานของท้องถิ่นมีการจัดเป็นองค์กร มีเจ้าหน้าที่ซึ่งประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาทั้งหมดหรือ บางส่วน ทั้งมีความเป็นอิสระในการบริหารงานแต่รัฐบาลต้องควบคุมด้วยวิธีต่าง ๆ ตามความ เหมาะสมจะปราศจากการควบคุมของรัฐหาได้ไม่เพราะการปกครองท้องถิ่นเป็นสิ่งที่รัฐทําให้เกิดขึ้น๔๑ การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การปกครองที่รัฐบาลกลางได้มอบอํานาจให้หรือกระจาย อํานาจไปให้หน่วยการปกครองที่เกิดจากหลักการกระจายอํานาจในการปกครองร่วมรับผิดชอบ ทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนในการบริหารงานภายในขอบเขตอํานาจหน้าที่และอาณาเขตของตนที่ กําหนดไว้ตามกฎหมาย๔๒ การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การปกครองในรูปลักษณะการกระจายอํานาจบางอย่าง ซึ่ง รัฐได้มอบหมายให้ท้องถิ่นทํากันเองเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีโอกาสปกครองและการบริหาร ท้องถิ่นด้วยตนเอง เพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนในท้องถิ่นนั้นให้งานดําเนินไปอย่าง ประหยัด มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลตรงกับความประสงค์ของประชาชน โดยเหตุที่ว่าประชาชน ในแต่ละท้องถิ่นย่อมจะทราบความต้องการของท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ดีกว่าบุคคลอื่น และย่อมมีความ ผูกพันต่อท้องถิ่นนั้นโดยมีงบประมาณของตนเองและมีอิสระในการบริหารงานพอสมควร๔๓ การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งมีอํานาจอิสระในการ ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรอํานาจอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ไม่มากจนมีผลกระทบกระเทือนต่ออํานาจ อธิปไตยของรัฐเพราะชุมชนท้องถิ่นมิใช่ชุมชนที่มีอธิปไตย องค์กรปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมาย และมีองค์กรที่จําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นเอง๔๔ ๔๑ อุทัย หิรัญโต, การปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์,๒๕๒๓).หน้า ๓. ๔๒ ชูศักดิ์เที่ยงตรง, การบริหารการปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๑๘), หน้า ๒๐. ๔๓ วิญญูอังคณารักษ์, แนวความคิดในการกระจายอํานาจการปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพมหานคร: ศักดิ์โสภาการพิมพ์, ๒๕๑๙). ๔๔ ประหยัด หงส์ทองคํา, การปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๐).


๓๘ ๒.๔.๒ องค์ประกอบการปกครองท้องถิ่น ระบบการปกครองท้องถิ่นจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ๘ ประการ ๑. สถานะตามกฎหมาย (Legal Status) หมายความว่า หากประเทศใดกําหนดเรื่องการ ปกครองท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ การปกครองท้องถิ่นในประเทศนั้นจะมีความเข้มเเข็ง กว่าการปกครองท้องถิ่นที่จัดตั้งโดยกฎหมายอื่นเพราะข้อความที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการ แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นมีนโยบายที่จะกระจายอํานาจอย่างแท้จริง ๒. พื้นที่และระดับ (Area and Level) ปัจจัยที่มีความสําคัญต่อการกําหนดพื้นที่และ ระดับของหน่วยการปกครองท้องถิ่นมีหลายประการ ด้วยกัน เช่น ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ เชื้อชาติและความสํานึกในการปกครองของตนเองของประชาชนจึงได้มีกฎเกณฑ์ที่จะกําหนดพื้นที่ และระดับของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่นออกเป็น ๒ ระดับด้วยกัน คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่น ขนาดเล็กและขนาดใหญ่สําหรับขนาดของพื้นที่จากการศึกษาขององค์การสหประชาชาติโดยองค์การ อาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม (UNESCO) องค์การอนามัยโลก (WHO) และสํานักกิจการสังคม (Bureau of Social Affair) ได้ให้ความเห็นว่า หน่วยการปกครองท้องถิ่นที่สามารถให้บริการและบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ควรมีประชากร ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น ประสิทธิภาพในการบริหารรายได้ และบุคลากรเป็นต้น ๓. การกระจายอํานาจหน้าที่การที่จะกําหนดให้ท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับนโยบายทางการเมืองและการปกครองของรัฐบาลเป็นสําคัญ ๔. องค์การนิติบุคคลจัดตั้งโดยผลแห่งกฎหมายแยกจากรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติมี ขอบเขตการปกครองที่แน่นอน มีอํานาจในการกําหนดนโยบาย ออกกฎข้อบังคับควบคุมให้มีการ ปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ ๕. การเลือกตั้งสมาชิกองค์การหรือคณะผู้บริหารจะต้องได้รับเลือกตั้งจากประชาชนใน ท้องถิ่นนั้น ๆ ทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อแสดงถึงการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองของ ประชาชนโดยเลือกผู้บริหารท้องถิ่นของตนเอง ๖. อิสระในการปกครองท้องถิ่น สามารถใช้ดุลพินิจของตนเองในการปฏิบัติกิจการใน ขอบเขตของกฎหมายโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลและไม่อยู่ในสายการบังคับบัญชาของหน่วยงาน ราชการ ๗. งบประมาณของตนเอง มีอํานาจในการจัดเก็บรายได้การจัดเก็บภาษีตามขอบเขตที่ กฎหมายให้อํานาจในการจัดเก็บเพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอที่จะทะนุบํารุงท้องถิ่นให้ เจริญก้าวหน้าต่อไป ๘. การควบคุมดูแลของรัฐ เมื่อได้รับการจัดตั้งขึ้นแล้วยังคงอยู่ในการกํากับดูแลจากรัฐ เพื่อประโยชน์และความมั่นคงของรัฐและประชาชนโดยส่วนรวม โดยการมีอิสระในการดําเนินงานของ


๓๙ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเพราะมิฉะนั้นแล้วท้องถิ่นจะกลายเป็นรัฐอธิปไตยไป รัฐต้องสงวน อํานาจในการควบคุมดูแลอยู่ ๔๕ ๒.๔.๓ ความสําคัญของการปกครองท้องถิ่น ความสําคัญของการปกครองท้องถิ่นไว้ดังนี้ ๑. ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าในการบริหารประเทศ จะต้อง อาศัยเงินงบประมาณเป็นหลัก หากเงินงบประมาณจํากัด ภารกิจที่จะต้องบริการ ให้กับชุมชนต่าง ๆ อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นหากจัดให้มีการปกครองท้องถิ่น หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ ก็สามารถมี รายได้มีเงินงบประมาณของตนเองเพียงพอ ที่จะดําเนินการสร้างสรรค์ความเจริญให้กับท้องถิ่นได้จึง เป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาลได้เป็นอย่างมาก การแบ่งเบานี้เป็นการแบ่งเบาทั้งในด้านการเงิน ตัว บุคคล ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการดําเนินการ ๒. เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริงเนื่องจาก ประเทศมีขนาดกว้างใหญ่ความต้องการของประชาชนในแต่ละท้องที่ย่อมมีความแตกต่างกัน การ รอรับการบริการจากรัฐบาลแต่อย่างเดียวอาจไม่ตรงตามความต้องการที่แท้จริงและล่าช้า หน่วยการ ปกครองท้องถิ่นที่มีประชาชนในท้องถิ่นเป็นผู้บริหารเท่านั้น จึงจะสามารถตอบสนองความต้องการ นั้นได้ ๓. เพื่อความประหยัด โดยที่ท้องถิ่นแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน สภาพความ เป็นอยู่ของ ประชาชนก็ต่างไปด้วย การจัดตั้งหน่วยปกครองท้องถิ่นขึ้นจึงมีความจําเป็น โดยให้อํานาจ หน่วยการปกครองท้องถิ่นจัดเก็บภาษีอากร ซึ่งเป็นวิธีการหารายได้ให้กับท้องถิ่นเพื่อนําไปใช้ในการ บริหารกิจการของท้องถิ่น ทําให้ประหยัดเงินงบประมาณของรัฐบาลที่จะต้องจ่ายให้กับท้องถิ่นทั่ว ประเทศเป็นอันมากและแม้จะมีการจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาลไปให้บ้างแต่ก็มีเงื่อนไขที่ กําหนดไว้อย่าง รอบคอบ ๔. เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นเป็นสถาบันที่ให้การศึกษาการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยแก่ประชาชน จากการที่การปกครองท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ ปกครองตนเอง ไม่ว่าจะโดยการสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นเลือกเข้าไปทําหน้าที่ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติของหน่วยการปกครองท้องถิ่นก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่ที่แตกต่างกัน นี้มีส่วนในการส่งเสริมการเรียนรู้ถึงกระบวนการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับชาติได้เป็น อย่างดี ๔๖ ๔๕ อนันต์อนันตกูล, การปกครองท้องถิ่นไทย, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิฆเณศ พริ้น ติ้ง เซ็นเตอร์จํากัด, ๒๕๒๑). ๔๖ สํานักประชาสําพันธ์สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, การปกครองส่วนท้องถิ่นและอํานาจ หน้าที่ของกํานันและผู้ใหญ่บ้าน, (กรุงเทพมหานคร: สํานักการพิมพ์สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ๒๕๕๕), หน้า ๑๔-๑๕.


๔๐ ๒.๔.๔ ลักษณะของการปกครองท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นมีกําหนดขอบเขตพื้นที่ไว้แน่ชัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีโครงสร้าง สถาบันรองรับมีอํานาจและหน้าที่กําหนดไว้ทั้งโดยกว้างหรือโดยบทบัญญัติเฉพาะรวมทั้งมีความเป็น เอกเทศหรือความเป็นอิสระทางการเงินและอื่น ๆ ในระดับหนึ่งลักษณะสําคัญของการปกครอง ท้องถิ่น มีดังนี้ ๑) เป็นนิติบุคคลเพื่อให้สามารถดําเนินการด้านต่าง ๆ ได้อย่างเป็นอิสระพอสมควร การปกครองท้องถิ่นต้องมีองค์การที่สามารถรับผิดชอบกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่าง เป็นอิสระตามกฎหมายคือต้องมีองค์การเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นโดยกฎหมายแยกออกจากส่วนกลาง สามารถก่อพันธะทางหนี้สินเช่น ทําสัญญาเป็นหนี้หรือทํานิติกรรมรูปอื่นได้ภาวะนิติบุคคลนี้หมายถึง การได้รับการรับรองโดยกฎหมายของประเทศกล่าวคือหน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องได้รับการจัดตั้ง โดยมีกฎหมายของประเทศรองรับยกตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานครเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้น ๒) ประชาชนมีส่วนมีเสียงในการปกครองตนเองการดําเนินกิจกรรมของการปกครอง ท้องถิ่นนี้เป็นกระบวนการที่มิใช่กระทําโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยสิ้นเชิงแต่เป็นกระบวนการเมืองซึ่ง ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยทางตรงหรือทางอ้อมกล่าวคือประชาชนเข้าร่วมเลือกตัวแทนทําหน้าที่ บริหารกิจกรรมของท้องถิ่นหรือเข้าร่วมกําหนดนโยบายหรือควบคุมตรวจสอบหรือติดตามข่าวสารการ ดําเนินการของตัวแทนของตนในการดําเนินกิจกรรมของท้องถิ่นนี้ประชาชนอาจดําเนินการเองทั้งหมด (โดยผ่านตัวแทน) หรือโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไรก็ดีหากเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามี ส่วนร่วมบทบาทของประชาชนก็ลดน้อยลงและการปกครองท้องถิ่นก็ขาดความเป็นอิสระมากขึ้นใน การเข้ามามีส่วนร่วมนั้นประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกําหนดนโยบายหรือกําหนดการตัดสินใจและ ดําเนินการของหน่วยการปกครองท้องถิ่นโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ๓) มีอํานาจอิสระบางประการในการบริหารกิจกรรมภายในวงกรอบกิจกรรมและใน ขอบเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบนั้นหน่วยการปกครองท้องถิ่นจะต้องได้รับมอบอํานาจดําเนินการอย่างเป็น อิสระได้พอสมควรโดยไม่จําเป็นต้องรับฟังคําสั่งจากรัฐบาลกลางหรือหน่วยราชการจากส่วนกลางแต่ อย่างใดอํานาจอิสระนี้หมายถึงอํานาจในการกําหนดนโยบายในการตัดสินใจดําเนินการภายใน ขอบเขตข้อบังคับของกฎหมายและในการบริหารงานบุคคลหมายความว่าหน่วยการปกครองท้องถิ่น มิได้ทําหน้าที่แต่เพียงให้ข้อเสนอแนะอย่างเดียวเพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าไม่มีการกระจายอํานาจ จากส่วนกลางให้ท้องถิ่นแต่หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องสามารถกําหนดนโยบายและตัดสินใจ ดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของตนเองได้นอกจากนี้ยังต้องมีพนักงานซึ่งตนเองสามารถจัดการ บริหารโดยไม่ต้องฟังคําสั่งจากรัฐบาลกลางทุกเรื่องพนักงานของหน่วยการปกครองท้องถิ่นจึงมิใช่ ข้าราชการที่สังกัดการบริหารราชการส่วนกลาง ๔) มีอํานาจในการจัดหาและใช้จ่ายอย่างเป็นอิสระเมื่อเป็นอิสระในการดําเนินการ แล้วหน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีอิสระในการจัดหาทรัพยากรที่จําเป็นในการดําเนินงานคือมีแหล่ง รายได้ของตนเองเช่นได้รับสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีบางประเภทได้รวมทั้ง หารายได้อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกําหนดนอกจากจัดหารายได้เองแล้วยังต้องมีงบประมาณของตนเอง


๔๑ สามารถกําหนดรายจ่ายและตัดสินใจใช้จ่ายเงินภายในขอบเขตทรัพยากรที่มีอยู่ได้คือมีสิทธิที่จะใช้จ่าย รายได้ที่ตนมีอย่างเสรีภายในขอบเขตอํานาจของตน๔๗ ๒.๔.๕ ทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ทฤษฎีระบบ เดวิด อีสตัน เป็นนักรัฐศาสตร์ท่านแรก ที่นําความคิดเชิงระบบมาเป็นกรอบในการ วิเคราะห์การเมือง โดยมีฐานคติสําคัญว่าการเมืองดํารงอยู่อย่างเป็นระบบเสมือนหนึ่งชีวิตการเมือง (Political Life) อิสตันอธิบายให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับสภาพแวดล้อมว่า สิ่งใด ที่เกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อม จะส่งผลกระทบเข้าสู่ระบบการเมืองในรูปของปัจจัยนําเข้า (Inputs) ระบบการเมืองจะต้องทําหน้าที่ในการตัดสินใจ และนําการตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติผลผลิตของระบบ การเมืองคือปัจจัยนําออก (Outputs) จะกลับเข้าสู่ระบบในรูปของปัจจัยสิ่งแวดล้อม หรือบางกรณี อาจจะส่งกลับโดยตรงเข้าสู่ระบบการเมืองโดยไม่ผ่านปัจจัยสิ่งแวดล้อม ปัจจัยสิ่งแวดล้อมจะถูกนําเข้า สู่ระบบการเมืองในรูปของความต้องการ (Demands) และการสนับสนุน (Supports)๔๘ บทสรุป จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นผู้วิจัยได้มีการนําแนวคิดมาจาก กรมการปกครองสํานักบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้ในการกําหนดตัวแปรตามในทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ ๑. ด้านการบริหาร ๒. ด้านการจัดทํานโยบาย ๓. ด้านการติดตามข่าวสาร และ ๔. ด้านการตรวจสอบ จากการทบทวนแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นสามารถเขียนสรุปได้ดัง รายละเอียดปรากฏในตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๔ สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด อุทัย หิรัญโต การปกครองท้องถิ่น คือ การปกครองที่รัฐบาล มอบอํานาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง จัดการปกครองและดําเนินกิจการบางอย่างโดย ดําเนินกันเอง การบริหารงานของท้องถิ่นมีการ จัดเป็นองค์การ มีเจ้าหน้าที่ซงประชาชนเล ึ่ือกตั้ง ๔๗ กรมการปกครองสํานักบริหารราชการส่วนท้องถิ่น, คู่มือการฝึกอบรมด้านการคลังท้องถิ่นตาม โครงการพัฒนาการเงินการคลังท้องถิ่นภายใต้มาตรการเพื่อการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจปี ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร: กระทรวงมหาดไทย, ๒๕๔๓). ๔๘ สมบัติธํารงธัญวงศ์, การเมือง: แนวความคิดและการพัฒนา, พิมพ์ครั้งที่๒๑, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์เสมาธรรม, ๒๕๕๖), หน้า ๒๑๖.


๔๒ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ขึ้นมาทั้งหมดหรือบางส่วน ชูศักดิ์เที่ยงตรง การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การปกครองที่ รัฐบาลกลางได้มอบอํานาจให้หรือกระจายอํานาจ ไปให้หน่วยการปกครองที่เกิดจากหลักการ กระจายอํานาจ ในการปกครองร่วมรับผิดชอบ ทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนในการบริหารงาน ภายในขอบเขตอํานาจหน้าที่และอาณาเขตของ ตนที่กําหนดไว้ตามกฎหมาย วิญญูอังคณารกษั ์ การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การปกครอง ใน รูปลักษณะการกระจายอํานาจบางอย่าง ซึ่งรัฐได้ มอบหมายให้ทองถ้ ิ่นทํากันเองเพื่อให้ประชาชนใน ท้องถิ่นมีโอกาสปกครองและการบริหารท้องถิ่น ด้วยตนเอง เพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของ ประชาชนในท้องถิ่นนั้นให้มประส ี ิทธิภาพและมี ประสิทธิผลตรงกับความ ประสงค์ของประชาชน ประหยัด หงส์ทองคํา การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การปกครองส่วน หนึ่งของประเทศซึ่งมีอํานาจอิสระในการปฏิบัติ หน้าที่ตามสมควรอํานาจอิสระในการ ปฏิบัติ หน้าที่ไม่มากจนมีผลกระทบกระเทือนต่ออํานาจ อธิปไตยของรัฐเพราะชุมชนท้องถิ่นมิใช่ชุมชน ที่มี อธิปไตย อนันต์อนันตกูล ระบบการปกครองท้องถนจะติ่้องประกอบดวย้ องค์ประกอบ ๘ ประการ ๑. สถานะตามกฎหมาย ๒. พนทื้และระดี่ับ ๓. การกระจายอํานาจหน้าที่ ๔. องค์การนิติบุคคลจัดตั้งโดยผลแห่งกฎหมายแยก จากรฐบาลกลางหรั ือรฐบาลแหั ่งชาติ๕. การ เลือกตั้งสมาชิกองค์การหรือคณะผู้บรหาริ๖.อิสระ ในการปกครองท้องถิ่น ๗. งบประมาณ ๘. การ ควบคมดุ ูแลของรัฐ วงศ์ฉายบุตร ความสําคญของการปกครองท ัองถ้ ิ่นไว้ดังนี้ ๑. ช่วยแบ่งเบาภาระของรฐบาลั ๒. เพื่อสนองตอบ ต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอยาง่ แทจร้ ิง ๓. เพื่อความประหยัดโดยที่ท้องถิ่นแต่ละ แห่งมความแตกตี ่างกัน ๔. เพอให ื่หน้ ่วยการ ปกครองท้องถนเป ิ่ ็นสถาบันทใหี่้การศึกษาการ


๔๓ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ปกครอง ระบอบประชาธิปไตย แก่ประชาชน กรมการปกครองสํานักบริหารราชการส่วน ท้องถิ่น ลักษณะของการปกครองท้องถิ่นการปกครอง ท้องถิ่นมีกําหนดขอบเขตพื้นที่ไว้แน่ชัดมีฐานะเป็น นิติบุคคลมีโครงสร้างสถาบันรองรับมีอํานาจและ หน้าที่กําหนดไว้ทั้งโดยกว้างหรือโดยบทบัญญัติ เฉพาะรวมทั้งมีความเป็นเอกเทศหรือความเป็น อิสระทางการเงินและอื่น ๆ ในระดับหนึ่ง สมบัติธํารงธัญวงศ์ สิ่งใดที่เกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อม จะส่งผล กระทบเข้าสู่ระบบการเมืองในรูปของปัจจัยนําเข้า (Inputs) ระบบการเมืองจะต้องทําหน้าที่ในการ ตัดสินใจ และนําการตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติ ผลผลิตของระบบการเมืองคือปัจจัยนําออก (Outputs) จะกลับเข้าสู่ระบบในรูปของปัจจัย สิ่งแวดล้อม หรือบางกรณีอาจจะส่งกลับโดยตรง เข้าสู่ระบบการเมืองโดยไม่ผ่านปัจจัยสิ่งแวดล้อม ปัจจัยสิ่งแวดล้อมจะถูกนําเข้าสู่ระบบการเมืองใน รูปของความต้องการ (Demands) และการ สนับสนุน (Supports) ๒.๕ หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น ผู้วิจัยได้เลือกนําหลักอปริหานิยธรรม ๗ มาเป็นหลักธรรมสําหรับประยุกต์ใช้กับการ ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหลักอปริหานิธรรม ๗ หมายถึง “ธรรมอันเป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อม” หรือ หมายความว่า “ไม่เป็นเหตุแห่งความหายนะ”ดังมีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักอริหานิยธรรม ดังต่อไปนี้ ๒.๕.๑ ความเป็นมาของหลักอปริหานิยธรรม วัสสการพราหมณ์มหาอํามาตย์แคว้นมคธ ทูลถามเรื่อง พระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรมี พระประสงค์จะเสด็จไปปรามแคว้นวัชชีพระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกพระอานนท์มาตรัสถามเรื่อง อปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ข้อ คือ ๑. เจ้าวัชชีหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๒. เจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทํากิจที่พึงกระทํา ๓. เจ้าวัชชีไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้๔. เจ้าวัชชีเคารพนับถือผู้ใหญ่ในแคว้นวัชชี๕. เจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารี๖. เจ้าวัชชีสักการเคารพนับถือบูชาเจดีย์ในแคว้นวัชชี๗. เจ้าวัชชีจัดการรักษาคุ้มครอง ป้องกันพระอรหันต์ทั้งหลายด้วยความชอบธรรม ตราบใดที่พวกวัชชีรักษาราชอปริยหานิยธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้เจ้าวัชชีพึงได้แต่เจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย มหาปรินิพพพานสูตร คัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวรรค ได้กล่าวถึงหลักอปริหานิยธรรม ๗ ประการ ๕ หมวด ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายในสมัยใกล้จะดับขันธปรินิพพาน


๔๔ นอกจากนี้แล้ว หลักอปริหานิยธรรมยังปรากฏอยู่ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ข้อความที่เป็น ข้อธรรมเหมือนกันทั้ง ๕ หมวดตรงกับข้อความที่มาในมหาปรินิพพานสูตร มีข้อแตกต่างกันตรงที่ ข้อความปรารภการแสดงอปริหานิยธรรม ในมหาปรินิพพานสูตรเป็นข้อความต่อเน่ืองจากการที่พระ พุทธองค์ประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงส่งวัสสการพราหมณ์มหาอํามาตย์มาเข้า เฝ้ากราบทูลเรื่องที่พระองค์จะยกทัพไปย่ํายีพวกวัชชีแล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงราชอปริหานิยธรรม แก่พระอานนท์เมื่อวัสสการพราหมณ์มหาอํามาตย์ทูลลากลับไป พระพุทธองค์มีรับสั่งกับพระอานนท์ เพื่อแจ้งให้ภิกษุทั้งหมดที่พักอยู่ในกรุงราชคฤห์มาประชุมที่อุปัฏฐานศาลา แล้วท่านพระอานนท์ได้ นิมนต์ภิกษุทั้งหมดมาประชุมกัน จากนั้นได้เข้ากราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์ได้เสด็จไป ยังอุปัฏฐานศาลาแสดงอปริหานิยธรรม แก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นข้อความที่เป็นเหตุการณ์ติดต่อกัน ส่วน ในคัมภีร์อังคุตตรนิกายสัตตกนิบาต พระสังคีติกาจารย์ท่านกล่าวแบบกว้าง ๆ ว่าพระพุทธเจ้าประทับ อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏได้แสดงอปริหานิยธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการ ๕ หมวด พระสังคีติกาจารย์ได้แยกเป็น ๕ สูตร ตั้งชื่อสูตรว่า ๑” ปฐมสัตตกสูตร ๒. ทุติยสัตตกสูตร ๓. ตติยสัต ตกสูตร ๔. โพชฌังคสูตร ๕. สัญญาสูตร ต่อจากวัสสการสูตรคือข้อความตอนที่วัสสการพราหมณ์มหา อํามาตย์เข้าเฝ้า ซึ่งท่านจัดเป็นสูตรหนึ่งเรียงลําดับไว้ก่อน ระบุสถานที่แสดงเฉพาะปฐมสัตตกสูตร ส่วนสูตรที่๒ - ๕ ไม่ระบุคล้ายกับเป็นต่างเหตุการณ์ต่างวาระกัน ๒.๕.๒ ความหมายของหลักอปริหานิยธรรม ความหมายเกี่ยวกับอปริหานิยธรรม เป็นธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อ ความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อวา่ อปริหานิยธรรม๔๙ อปริหานิยธรรม หมายถึง เป็นธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญ ฝ่ายเดียว สําหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง๕๐ อปริหานิยธรรม หมายถึง เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว๕๑ ๒.๕.๓ องค์ประกอบของหลักอปริหานิยธรรม อปริหานิยธรรม ๗ เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความ เจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียวดังนี้ ๕๒ ๔๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานุกรมพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่๒, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๓๑. ๕๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่๒๗, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๒๘๙. ๕๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์จันทร์เพ็ญ, ๒๕๕๐), หน้า ๒๖. ๕๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๖–๒๗.


๔๕ ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์พบปะปรึกษาหารือกิจการงาน (ที่พึงรับผิดชอบตาม ระดับของตน) โดยสม่ําเสมอ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทํากิจ ทั้งหลายที่พึงทําร่วมกัน ๓. ไม่ถืออําเภอใจใคร่ต่อความสะดวก บัญญัติวางข้อกําหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ ตกลงบัญญัติกันไว้แล้ว และไม่เหยียบย่ําล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ใน บทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ ๔. ท่านผู้ใดเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือ ท่านเหล่านั้น มองเห็นความสําคัญแห่งถ้อยคําของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง ๕. ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรีมิให้มีการข่มเหงรังแก ๖. เคารพสักการบูชาเจดีย์ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจําชาติอันเป็นเครื่องเตือน ความทรงจํา เร้าให้ทําดีและเป็นที่รวมใจของหมู่ชน ไม่ละเลย พิธีเคารพบูชาอันพึงทําต่ออนุสรณ์ สถานเหล่านั้นตามประเพณี ๗. จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่บรรพชิตผู้ทรงศีลทรงธรรม บริสุทธิ์ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านโด ผาสุก ๒.๕.๔ การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗ เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ ปกครองท้องถิ่น หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมที่มีคุณค่าและประโยชน์มากมาย ซึ่งมีทั้ง หลักธรรมที่ใช้สําหรับประพฤติปฏิบัติของแต่ละบุคคล และหลักธรรมที่ใช้สําหรับการอยู่ร่วมกันของ กลุ่มคนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเป็นธรรมสํา หรับ การปกครองที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของหมู่คณะ องค์กร หน่วยงาน ต่าง ๆ รวมถึงการปกครองระดับประเทศ๕๓ ผู้วิจัยจึงได้ทําการศึกษาค้นคว้าหลักอปริหานิยธรรมที่มี ในพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยแบ่งเนื้อหาสาระออกเป็นดังนี้ ประการที่๑ การประชุมเป็นนิตย์หมายถึง ธรรมข้อแรกในหลัก “อปริหานิยธรรม ๗”ที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้ไว้และดูเหมือนคนทํางานในยุคสมัยนี้ก็นิยมการประชุมกันเป็น นิตย์เพราะถามใครก็ติดประชุมกันทั้งนั้น จนบางวันมีแต่ประชุมและประชุม ซึ่งว่าไปก็ดูท่าจะดีเพราะ ได้มีการพูดคุยกันบ่อย ๆ งานก็น่าจะก้าวหน้าไปด้วยดี ประการที่๒ การพร้อมเพียงกันประชุม หมายถึง การประชุม – เลิกประชุม และกระทํา กิจที่ควรทําโดยพร้อมเพียงกัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่รวมกัน ๕๓ บุศรา โพธิสุข, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน : ศึกษาเฉพาะกรณีตําบล ช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”, รายงานการวิจัย, (วิทยาเขตเชียงใหม่: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๘), หน้า ๔๙.


๔๖ ไม่กินแหนงแคลงใจกัน จะทํางานอะไรก็สําเร็จได้เช่น ในครอบครัวมีอะไรปรึกษาหารือกันก็ต้องอยู่ พร้อมกันเพื่อทุกคนจะได้ยอมรับในสิ่งที่จะทําลงไปด้วยความเต็มใจ ซึ่งการพร้อมเพียงกันประชุมเลิก ประชุมโดยพร้อมเพียงกันซึ่งเป็น ๑ ในหลักการ ของหลักการ การประชุมที่ดี ๕๔ ประการที่๓ การไม่บัญญัติหรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตามอําเภอใจ หมายถึง การไม่ บัญญัติหรือไม่ล้มเลิก ระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขององค์กร หรือกฎระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ ตามความ ต้องการของบุคลใดบุคคลหนึ่ง หรือตามความต้องการของกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง หรือตามอิทธิพลใด อิทธิพลหนึ่ง โดยไม่คํานึงถึงความถูกต้อง และชอบธรรมการไม่บัญญัติสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไม่เลิกล้มกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นเป็น กฎหมายแม่บทของการปกครองและบริหารประเทศ บ้านเมืองจะสงบสุขได้ทุกคนจะต้อง ไม่บัญญัติและไม่ล้มเลิก ระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขององค์กร หรือกฎระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ ตาม ความพอใจของตนหรือของกลุ่มโดยไม่คํานึงถึงความถูกต้อง ประการที่๔ การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา หมายถึง การส่งเสริม สนับสนุนและปฏิบัติตาม ผู้บังคับบัญชา ให้บรรลุไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายขององค์กร ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจที่ ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ด้วยความซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร ให้ความเคารพเชื่อฟัง ให้เกียรติและ ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่พึงปฏิบัติงานอย่างเต็มกําลัง ความสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว ขยันหมั่นเพียร ถูกต้องสมเหตุสมผลตระหนักถึงหน้าที่และความ รับผิดชอบในการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของหน่วยงาน๕๕ ประการที่๕ เคารพสิทธิสตรีหมายถึง การเปิดโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วม ทางการเมือง หรือการเข้าไปมีบทบาทในตําแหน่งสําคัญของภาคราชการและเอกชน ผู้หญิงควร ได้ตําแหน่งโดยมี สัดส่วนที่เทียบกับผู้ชาย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๓ บุคคล ย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่า เทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่า เทียมกัน ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประการที่๖ ส่งเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หมายถึง วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นนั้นมีความสําคัญและเป็นประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตมาช่วยปลูกฝัง จิตสํานึกให้คนรักท้องถิ่นรักแผ่นดินของตนเอง วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของ ชาวไทยนั้นมีมาก หลายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน กล่าวโดยสรุปเนื้อหาสาระ การแสดงของทุกภาคจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นจริง ของคนในสังคม ในท้องถิ่นของ ตนเองแทรกมุขตลกบ้างเพื่อสร้างอารมณ์สร้างความสุข สนุกสนานให้กับผู้ฟังผู้ชม วัฒนธรรมประเพณี ๕๔ ปรมะ สตะเวทิน, หลักนิเทศศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่๘, (กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์, ๒๕๓๘), หน้า ๑๐-๑๑. ๕๕ ทศพร ศิริสัมพันธ์, คู่มือเทคนิควิธีการส่งเสริมประสิทธิภาพในหน่วยราชการ, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ปฏิบัติการโครงการส่งเสริมประสิทธิภาพในส่วนราชการ สํานักงาน ก.พ.พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพล เรือน, ๒๕๓๕), หน้า ๖.


๔๗ อันดีงามของชาวไทยนั้นเป็นมรดกอันมีค่า สมควรช่วยกันส่งเสริมรักษาต่อร่วมใจกันส่งเสริมและรักษา อนุรักษ์คุณค่าของความเป็นไทยให้มั่นคงยืนยงตลอดไป ประการที่๗ การอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม หมายถึง การคุ้มครองการ ปกป้อง และการดํารงรักษา พระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไปโดย การทํานุบํารุง พระพุทธศาสนา ด้วยการถวายปัจจัยสี่ด้วยการสนับสนุนการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ด้วยการปลูกฝังจิตสํานึก การมีส่วนร่วมกิจกรรมในทางพระพุทธศาสนา การสนับสนุนการนําหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อ เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิต พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ให้ความหมายและแสดง องค์ประกอบของหลักอปริหานิยธรรม ๗ ของกษัตริย์วัชชีหรือ วัชชีอปริหานิยธรรม ๗ (ธรรมอันไม่ เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สําหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง) ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทํากิจที่พึงทํา ข้อนี้ แปลอีกอย่างหนึ่งว่า : พร้อมเพรียงกันลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง พร้อมเพรียงกันทํากิจทั้งหลาย ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ (ตาม หลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม ๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชีเคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคําของท่าน ว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง ๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ ๖. เคารพสักการะบูชาเจดีย์ (ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุตลอดถึงอนุสาวรีย์ต่าง ๆ) ของ วัชชี (ประจําชาติ) ทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทําแก่เจดีย์ เหล่านั้นเสื่อมทรามไป ๗. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย (ในที่นี้ กินความกว้าง หมายถึงบรรพชิตผู้ดํารงธรรมเป็นหลักใจของประชาชนทั่วไป) ตั้งใจว่า ขอพระอรหันต์ ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก๕๖ บทสรุป ในการปกครององค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่จะต้องมี ระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายเป็นหลัก แต่การบังคับใช้กฎหมายจะได้ผลอย่างจริงจัง ก็จะต้องนํา กติกาทางสังคมรูปแบบอื่น ซึ่งเกิดขึ้นและดํารงอยู่ก่อนที่กฎหมายจะออกมาบังคับใช้มาพิจารณาร่วม ด้วย และกติกาทางสังคมที่ว่านี้ได้แก่ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีรวมไปถึงคําสอนของศาสนาซึ่งคน ส่วนใหญ่นับถือ จึงจะทําให้สังคมได้รับความเป็นธรรม และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ดังนั้น จึง สามารถนํากติกาทางสังคมที่ว่านี้มาประยุกต์ใช้ในการปกครองประเทศได้ ๕๖ องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒o/๑๘.


๔๘ จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่นสามารถ เขียนสรุปได้ดังรายละเอียดปรากฏในตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๕ ตารางสรุปแนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณว โรรส หลักอปริหานิยธรรม เป็นธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ความเสื่อม เปนไปเพ ็ ื่อความเจริญฝ่ายเดียว พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) อปริหานิยธรรม หมายถึง เปนธรรมอ็ ันไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สําหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อปริหานิยธรรม หมายถึง เปนหล็ ักการร่วม รับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อปริหานิยธรรม ๗ เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบที่ จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความ เจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียวดังนี้๑. หมั่นประชุมกัน เนืองนิตย์๒. พร้อมเพรียงกันประชุม ๓. ไม่ถือ อําเภอใจใคร่ต่อความสะดวก ๔. ท่านผใดเปู้ ็น ผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับ ถือ ๕. ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี๖. เคารพ สักการบูชาเจดีย์ปูชนียสถาน ๗. จัดใหความ้ อารักขา บํารุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่ บรรพชิตผู้ทรงศีลทรงธรรม บุศรา โพธิสุข หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมที่ มีคุณค่าและประโยชน์มากมาย ซึ่งมีทั้งหลกัธรรม ที่ใช้สําหรับประพฤติปฏิบัติของแต่ละบุคคล และ หลักธรรมทใชี่้สําหรับการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคน ให้สามารถอยรู่ ่วมกันได้อย่างปกติสุข ปรมะ สตะเวทิน การพร้อมเพียงกันประชุม หมายถึง การประชุม เลิกประชุม และกระทํากิจที่ควรทําโดยพร้อม เพียงกัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันของหมู่คนที่อยู่รวมกันไม่กินแหนงแคลง ใจกัน จะทํางานอะไรก็สําเร็จได้ ทศพร ศิรสิัมพนธั ์การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา หมายถึง การส่งเสริม สนับสนุนและปฏิบัติตามผู้บังคับบัญชา ใหบรรลุ้ ไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายขององค์กร


๔๙ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจที่ผบู้ ังคับบัญชา มอบหมายด้วยความซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพยรี ให้ความเคารพเชื่อฟัง ให้เกียรติและปฏิบัติตาม คําสั่งของผู้บังคับบัญชาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ หน้าที่ จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่นผู้วิจัยได้ นําหลักอปริหานิยธรรม ๗ ซึ่งหมายถึง ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่าย เดียว มาใช้เป็นตัวแปรตามในด้านการมีส่วนร่วมตามหลักอปริหานิยธรรม ๒.๖ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๖.๑ ประวัติอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ท้องที่อําเภอซําสูงเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอําเภอกระนวน ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การ ปกครองออกมาจัดตั้งเป็น กิ่งอําเภอซําสูง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ต่อมาจึงได้มีพระราชกฤษฎีกา ยกฐานะ ขึ้นเป็น อําเภอซําสูง ในวันที่๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐๕๗ คําว่า "ซําสูง" มีความหมายตามฐานทางภาษาอีสาน หรือภาษาลาว คําว่า "ซํา" แปลว่า บริเวณที่ต่ําที่มีน้ําไหลมารวมเป็นแอ่งขัง หรือเป็นที่ชุ่มชื่นมีน้ําใต้ดินมาก เช่น ที่ต่ําของเนินป่า ร่อง ภูเขา เช่นชื่อซําต่าง ๆ ของภูกระดึง เป็นต้น โดยชื่อหมู่บ้านในเขตอําเภอซําสูงที่มี "ซํา" เช่น บ้านซํา โอง ฉะนั้น ซําสูง จึงหมายถึง ชื่อหนึ่งของชุมชนบ้านกระนวน บ้านโคกสูง ตําบลกระนวน อําเภอซําสูง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ชุ่มชื้นมีน้ําใต้ดินไหลมาจากที่สูงของป่าดงซํา ซึ่งเป็นป่าดิบแล้งที่อุดมสมบูรณ์ผืนป่า ดงซําผืนนี้มีพื้นที่ครอบคลุมและเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่รอยต่อของอําเภอน้ําพอง อําเภอกระนวน และ อําเภอซําสูง โดยอําเภอซําสูงมีพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ปางสะดุ้งมาร ก่อสร้างสมัยทวาราวดีนามว่า "หลวงปู่พระเจ้าใหญ่" ประดิษฐานที่วัดโพธิ์ชัย เป็นที่เคารพสักการะของ ประชาชนในเขตเทศบาลและ ประชาชนทั่วไป ๒.๖.๒ ด้านประชากร จํานวนประชากรและความหนาแน่นประชากร อําเภอซําสูง จากข้อมูลของสํานักทะเบียน ราษฎร์ของอําเภอซําสูง ณ เดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๖๔ พบว่า อําเภอซําสูงมีประชากรรวม ๒๓,๔๗๘ คน เทศบาลตําบลซําสูง มีจํานวนประชากรทั้งสิ้น ๕,๒๘๕ คน ตําบลคูคํา มีจํานวนประชากรทั้งสิ้น ๕๗ “ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งเขตท้องที่อําเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ตั้งเป็นกิ่ง อําเภอซําสูง”, ราชกิจจานุเบกษา ๑๑๑, (๔๒ ง) (๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๗): ๑๓.


๕๐ ๔,๖๗๑ คน ตําบลคําแมด มีจํานวนประชากรทั้งสิ้น ๓,๒๘๗ คน ตําบลบ้านโนน มีจํานวนประชากร ทั้งสิ้น ๕,๘๖๐ คน ตําบลห้วยเตย มีจํานวนประชากรทั้งสิ้น ๔,๓๗๕ คน๕๘ ตารางที่๒.๖ ตารางสรุปเกี่ยวกับข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งเขตท้องที่ อําเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ตั้งเป็นกิ่ง อําเภอซําสูง ท้องที่อําเภอซําสูงเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอําเภอ กระนวน ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การปกครอง ออกมาจัดตั้งเป็น กิ่งอําเภอซําสูง ตามประกาศ กระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ต่อมาจึงได้มีพระราชกฤษฎีกา ยก ฐานะขึ้นเป็น อําเภอซําสูง ในวันที่๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ สถิติประชากรจากทะเบียนบ้าน ตรวจสอบข้อมูล แยกรายพื้นที่ระดับแขวง/ตําบล เขตพื้นที่อําเภอ ซําสูง จังหวัดขอนแก่น ตรวจสอบข้อมูลเดือน มกราคม ๒๕๖๔ จากข้อมูลของสํานักทะเบียนราษฎร์ของอําเภอ ซําสูง ณ เดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๖๔ พบว่า อําเภอซําสูง มีประชากรรวม ๒๓,๔๗๘ คน ๑) เทศบาลตําบลซําสูง มจีํานวนประชากรทั้งสิ้น ๕,๒๘๕ คน ๒) ตําบลคูคํา มจีํานวนประชากร ทั้งสิ้น ๔,๖๗๑ คน ๓) ตําบลคําแมดมีจํานวน ประชากรทั้งสิ้น ๓,๒๘๗ คน ๔) ตําบลบ้านโนนมี จํานวนประชากรทั้งสิ้น ๕,๘๖๐ คน ๕) ตําบล ห้วยเตยมีจํานวนประชากรทั้งสิ้น ๔,๓๗๕ คน ๒.๗ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๗.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน สมเชาว์ภูพลผัน๕๙ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน เขตเทศบาลตําบลโนนสูงอําเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์” ผลการศึกษาพบว่า ๑) ระดับการมีส่วน ร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลโนนสูง อําเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ๕๘ อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น, สถิติประชากรจากทะเบียนบ้าน ตรวจสอบข้อมูลแยกรายพื้นที่ ระดับแขวง/ตําบล เขตพื้นที่อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น, มกราคม ๒๕๖๔. ๕๙ สมเชาว์ภูพลผัน, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลโนนสูงอําเภอ ยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์”, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, ๒๕๕๙), หน้า บทคัดย่อ.


๕๑ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (xത = ๒.๖๗ S.D. = ๐.๗๙ ) เมื่อจําแนกเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ใน ระดับมาก คือ ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒) ผลการศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตเทศบาลตําบลโนนสูง อําเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์จําแนกตามเขตเลือกตั้ง พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ในส่วน เพศ และการศึกษา พบว่า มีส่วน ร่วมทางการเมืองของประชาชน ไม่แตกต่างกัน ณรงค์พึ่งพานิชและคณะ๖๐ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมา ระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสูง ๒. ปัจจัยความเสมอภาคทางสังคมและ ทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูดสุด รองลงมา คือ ปัจจัยการให้รางวัล ๓. เพศที่แตกต่างกัน มีผลต่อการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาชนในจังหวัดตาก ไม่แตกต่างกัน ส่วน อายุระดับการศึกษา รายได้และอาชีพ ที่แตกต่างกัน มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาชนในจังหวัด ตาก แตกต่างกัน ๔. ทุกพฤติกรรมทางการเมือง มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติณ ระดับความเชื่อมั่น ๐.๐๑ พระนุชิต นาคเสโน (โพวิชัย) ๖๑ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการ บริหารจัดการมูลฝอยของเทศบาล ตําบลทุ่งหลวง อําเภอสุวรรณภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด” ผลการวิจัย พบว่า ๑. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานกําจัดมูลฝอยของเทศบาลตําบลทุ่ง หลวง อําเภอสุวรรณภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจําแนกเป็นรายด้านพบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานกําจัดมูลฝอยของเทศบาลตําบลทุ่งหลวง อําเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินโครงการ ส่วนด้านการมี ส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ด้านการมีส่วนร่วมในการดําเนินงาน และด้านการมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจ อยู่ในระดับมาก ๒. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานกําจัด มูลฝอยของเทศบาลตําบลทุ่งหลวง อําเภอสุวรรณภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีอายุระดับการศึกษา และรายได้ต่างกัน มีส่วนร่วมในการบริหารงานกําจัดมูล ฝอยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชน ที่มีเพศ และอาชีพต่างกัน มีส่วนร่วมในการบริหารงานกําจัดมูลฝอยไม่แตกต่าง จึงปฏิเสธสมมติฐาน การวิจัย ๖๐ ร้อยตํารวจตรีณรงค์พึ่งพานิช, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ในจังหวัดตาก”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยชินวัตร, ๒๕๖๑), หน้า บทคัดย่อ. ๖๑ พระนุชิต นาคเสโน (โพวิชัย), “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการมูลฝอยของ เทศบาล ตําบลทุ่งหลวง อําเภอสุวรรณภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด”, สารนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), หน้า บทคัดย่อ.


๕๒ พระมหาถนอม ฐานวโร (พิมพ์สุวรรณ์) ๖๒ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนเทศบาลตําบลบ่อพลับ อําเภอเมือง จังหวัด นครปฐม ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วน เทศบาลตําบลบ่อพลับ อําเภอเมืองจังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (xത = ๓.๒๒) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วน เทศบาลตําบลบ่อพลับ อําเภอเมืองจังหวัดนครปฐม อยู่ในระดับปานกลางทุกด้านโดยเรียงลําดับจาก มากไปหาน้อย ๓ ลําดับแรกดังนี้ด้านการร่วมคิดตัดสินใจ (xത = ๓.๒๙) ด้านการร่วมรับผลประโยชน์ (xത = ๓.๒๕) ด้านการร่วมดําเนินการ (xത = ๓.๒๔) ฐิติอลีนา ใจเพียร๖๓ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาล ตําบลเหมืองง่า อําเภอเมืองลําพูน จังหวัดลําพูน : ภายใต้กระบวนการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น” ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาล ตําบลเหมืองง่า โดยรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านจะพบว่ามีค่าเฉลี่ยโดยเรียงลําดับ จากมากไปหาน้อยดังนี้ด้านการมีส่วนร่วมในขั้นรับฟังความคิดเห็นด้านการมีส่วนร่วมในขั้นให้ข้อมูล ข่าวสาร ด้านการมีส่วนร่วมในขั้นเสริมอํานาจ ตามลําดับ กระบวนการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นของ เทศบาลตําบลเหมืองง่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านจะพบว่ามีค่าเฉลี่ย โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ด้านขั้นตอนการติดตามและประเมินผลแผนด้านขั้นตอนการนํา แผนไปปฏิบัติด้านขั้นตอนการจัดทําแผนตามลําดับ มานพ เข็มเมือง๖๔ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่น ของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์” ผลการวิจัยพบว่า ๑. การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้สิทธิการเลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง อยู่ในระดับ ปานกลาง ส่วนด้านการติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง อยู่ในระดับน้อยโดยเรียงลําดับจากค่าเฉลี่ยสูง ไปหาต่ําดังนี้คือ ด้านการใช้สิทธิการเลือกตั้งด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง และด้านการ ตรวจสอบติดตามการเลือกตั้ง ตามลําดับ ๒. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ ที่มีจํานวนมากที่สุด ๖๒ พระมหาถนอม ฐานวโร (พิมพ์สุวรรณ์), “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานของ องค์การบริหารส่วนเทศบาลตําบลบ่อพลับ อําเภอเมือง จังหวัดนครปฐม”, วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสห วิทยาการ, ปีที่๓ ฉบับที่๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๑): ๑๗๔. ๖๓ ฐิติอลีนา ใจเพียร, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลเหมืองง่า อําเภอเมืองลําพูน จังหวัดลําพูน : ภายใต้กระบวนการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเนชั่น, ๒๕๕๘), หน้า บทคัดย่อ. ๖๔ มานพ เข็มเมือง, “การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาล ตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์”, วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, ปีที่๕ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๕๖): ๑๐๘.


๕๓ คือควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากกว่านี้รองลงมาคือควรให้มีการประชาสัมพันธ์ การเลือกตั้งให้มากกว่านี้และควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและติดตามการดําเนินการ ตามลําดับ ภูสิทธ์ขันติกุล๖๕ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร” ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วม ทางการเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับต่ํา ส่วนรายด้านพบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพียง ๒ ระดับเท่านั้นได้แก่ระดับปานกลาง และต่ํา ซึ่งรายด้านที่อยู่ระดับปานกลาง ได้แก่ด้านการใช้สิทธิ เลือกตั้งด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง และการสนทนาเรื่องการเมือง ส่วนรายด้านที่อยู่ระดับ ต่ําได้แก่ด้านการดําเนินงานเตรียมการเลือกตั้ง ด้านการตรวจสอบการเลือกตั้ง และด้านการมีส่วน ร่วมในกิจกรรมการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ มีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิตกรุงเทพมหานครฯ ได้แก่ ปัจจัยบุคคล ได้แก่เพศ อายุ และสถานภาพ ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้แก่อาชีพ การเป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม บทบาท หน้าที่ในครอบครัว และบทบาทหน้าที่ในชุมชน ปัจจัยสภาพแวดล้อมทางการเมือง ได้แก่การรับรู้ ข่าวสารทางการเมือง และการพัฒนาทางการเมือง ปัจจัยทางจิตวิทยาทางการเมือง ได้แก่ความสนใจ ทางการเมือง พฤติกรรมทางการเมือง และการกล่อมเกลาทางการเมือง ส่วนปัจจัยที่สามารถพยากรณ์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมี๔ ตัว เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ความสนใจทาง การเมือง การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ค่านิยมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และสภาพแวดล้อม ส่วนรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานครฯ พบว่า ประชาชนมี ส่วนร่วมทางการเมืองเป็นลักษณะลําดับขั้นฐานเจดีย์ซึ่งเปรียบได้ว่าการเป็นฐานเจดีย์นั้นทําให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ก่อนส่วนอื่น ๆ มากที่สุด และเข้าถึงง่ายที่สุด โดยเปรียบให้เห็นว่ากิจกรรม ทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดและเข้าถึงง่ายที่สุด นั่นจะเป็นฐานของการสร้าง ประชาธิปไตย ซึ่งกิจกรรมที่ประชาชนเข้าถึงมากที่สุด ได้แก่รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดย ไปเลือกตั้งผู้แทนท้องถิ่น หรือ ส.ส. หรือ ส.ว. นั่งเอง ทั้งนี้ผลการวิจัยยังพบประเด็นที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะเลือกไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ เลย หากกิจกรรมทางการเมืองนั้น ไม่ได้มีการบังคับโดยกฎหมาย อัคร์วินต์วรรณะศิลปิน๖๖ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตดอนเมืองกรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วน ร่วมทางการเมือง พบว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองในภาพรวม มีส่วนร่วมอยู่ในระดับมากโดยด้านที่มี ส่วนร่วมมากที่สุด คือ ด้านการไปใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนประเด็นที่มีส่วนร่วมอยู่ ๖๕ ภูสิทธ์ขันติกุล, “รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร”, รายงานการวิจัย, (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ๒๕๕๓). ๖๖ อัคร์วินต์วรรณะศิลปิน, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร”, งานนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน, (วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ: มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๘), หน้า บทคัดย่อ.


๕๔ ที่สุดคือ ด้านการลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่ในระดับน้อย ๒. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการ เมืองพบว่า ประชาชนในเขตดอนเมืองกรุงเทพมหานคร ที่มีเพศอายุระดับการศึกษา รายได้สถานภาพ สมรส และอาชีพ ต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ดําเกิง ลักษณะโยธิน๖๗ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน เขตเทศบาลนครลําปาง” ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ด้านการแสดงความ คิดเห็นทางการเมืองอยู่ใน ระดับมาก รองลงมาได้แก่ด้านการไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้ง ระดับชาติและระดับท้องถิ่น ด้านการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง และด้านการรวมกลุ่มดําเนินกิจกรรม ทางการเมือง อยู่ในระดับปานกลางทั้ง ๓ ด้าน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ด้านการเข้าร่วม ชุมนุม ประท้วงทางการเมือง อยู่ในระดับน้อยที่สุด ตามลําดับ การทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพ และรายได้มีความสัมพันธ์กับทางแก้ไข การมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครลําปาง จังหวัดลําปาง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ประยงค์พรมมา๖๘ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น” ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงาน ตามหลักอปริหานิยธรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (xത = ๔.๕๖) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าพนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลําดับ คือ ด้านการเคารพเชื่อฟัง ผู้บังคับบัญชา, ด้านการให้เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรี, ด้านการส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม, ด้านการอารักขาคุ้มครองปกป้องอันชอบ, ด้านการพร้อมเพรียงกันประชุม, ด้าน การประชุมกันเนื่องนิตย์, และด้านการไม่บัญญัติหรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตามอําเภอใจ ตามลําดับ ๒.๗.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองส่วนท้องถิ่น บุศรา โพธิสุข๖๙ ได้ทําการวิจัยเรื่อง“การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน : ศึกษาเฉพาะกรณีตําบลช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่” ผลการวิจัยพบว่าการเปรียบเทียบ การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่าอายุและ การศึกษาประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นแตกต่างกันส่วนเพศและสถานภาพประชาชนมี ส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นไม่แตกต่างกันเมื่อจําแนกตามปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจพบว่าอาชีพ รายได้ต่อเดือนและตําแหน่งหน้าที่ในชุมชนประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นแตกต่างกัน ๖๗ ดําเกิง ลักษณะโยธิน, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครลําปาง”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๒), หน้า บทคัดย่อ. ๖๘ ประยงค์พรมมา, “การบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ขอนแก่น”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า บทคัดย่อ. ๖๙ บุศรา โพธิสุข, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน : ศึกษาเฉพาะกรณีตําบล ช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”, รายงานการวิจัย, หน้า บทคัดย่อ.


๕๕ ปัญหาพบว่าประชาชนยังมีการปลูกฝังในระบบอุปถัมภ์อยู่มีการแบ่งกลุ่มไม่ค่อยมีส่วนร่วมทางการ เมืองส่วนใหญ่จะมีส่วนร่วมเฉพาะช่วงเลือกตั้งและการประชาสัมพันธ์เลือกตั้งยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ แนวทางแก้ไขปัญหาควรปลูกฝังให้ประชาชนมีแนวคิดที่เป็นประชาธิปไตยให้ตระหนักในการใช้สิทธิ เลือกตั้งเพื่อสังคมและประโยชน์ของส่วนร่วมควรมีการรณรงค์ให้ความเข้าใจต่อการมีส่วนร่วมทางการ เมืองมากยิ่งขึ้นและควรประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งให้ครอบคลุมพื้นที่ ดวงกมล กมลสินธุ์ ๗๐ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน การกําหนดนโยบายการบริหารจัดการท้องถิ่นของเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา” ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกําหนดนโยบายการบริหาร จัดการท้องถิ่นของเทศบาลเมือง ฉะเชิงเทรา ด้านการมีส่วนร่วมในประโยชน์ที่ได้รับ อยู่ในระดับปานกลาง รองลงไป ได้แก่ด้านการมี ส่วนร่วมในการดําเนินการ อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อยู่ในระดับน้อย และด้านการมีส่วนร่วมน้อยที่สุด ได้แก่ด้านการตรวจสอบและติดตาม อยู่ในระดับน้อย ปัจจัยที่มีผล ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการกําหนดนโยบายการบริหารจัดการท้องถิ่นของ เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้แก่ระดับการศึกษา ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนในการกําหนดนโยบายการบริหารจัดการท้องถิ่นของเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้แก่เพศ อายุอาชีพ รายได้ต่อเดือน สถานภาพ และระยะเวลาที่อาศัยในพื้นที่ ๒.๗.๓ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองภาคประชาสังคม ไพรัตน์ฉิมหาด๗๑ ได้ทําวิจัยเรื่อง “การเมืองภาคพลเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในสังคมไทย” ผลการศึกษาพบว่า การเมืองภาคพลเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็น สถานการณ์ที่ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบาย มีการ กระจายอํานาจให้ประชาชนสามารถกําหนดวิถีชีวิตของตนเองโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ภายใต้ กรอบของกฎหมาย โดยเนื้อหาจะกล่าวถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐที่อาจเกิดผลกระทบ ต่อประชาชน ประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม และประชาชนสามารถดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทาง การเมืองได้ด้วยตนเอง ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้มีเจตนารมณ์ สําคัญในการเปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองเป็นการเมืองของพลเมืองโดยส่งเสริม สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน อีกทั้งประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองพลเมืองที่ควบคู่ไปกับการดําเนินกิจกรรมทาง การเมือง อีกทั้งการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองให้มีประสิทธิผล ต้องมีการสนับสนุนการติดตามและ ตรวจสอบกระบวนการปฏิรูปการเมือง การเกิดองค์กรประชาชน การรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ ประชาธิปไตยของประชาชนการสร้างสํานึกพลเมือง เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย การให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ทั้งนี้ต้องมีการ ๗๐ ดวงกมล กมลสินธุ์, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการกําหนดนโยบายการบริหาร จัดการท้องถิ่นของเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา”, การค้นคว้าอิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐ ประศาสนศาสตร์, (คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์: มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๘), หน้า บทคัดย่อ. ๗๑ ไพรัตน์ฉิมหาด, “การเมืองภาคพลเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในสังคมไทย, วารสารมหา จุฬานาครทรรศน์”, ปีที่๗ ฉบับที่๕ (พฤษภาคม - สิงหาคม ๒๕๖๓): ๔๖-๔๗.


๕๖ สนับสนุนที่เป็นรูปธรรมเช่น กฎหมายที่ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนหรือการเมืองภาคพลเมือง เพื่อให้ประชาชนสามารถทํากิจกรรมการเมืองภาคพลเมืองได้ อย่างเต็มที่เข้มแข็ง ต่อเนื่อง อิสระ มีต้นทุนต่ํา และไม่เป็นภาระแก่ตนเองมากเกินจําเป็น ซึ่งสรุปได้ ว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกําหนดนโยบายของรัฐบาล และเป็นกระบวนการชี้วัดพัฒนาการ ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ ดังนั้นประเทศที่พัฒนาการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอยู่ในระดับที่ดีแล้วมักจะกําหนดให้ประชาชนทุกระดับมีสิทธิในการมีส่วนร่วม ทางการเมืองตามกฎหมาย และมีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่น สามารถเขียนสรุปได้ดังรายละเอียดปรากฏในตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๗ ตารางสรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด สมเชาว์ภูพลผัน ผลการศึกษาพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลโนนสูง อําเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์โดยรวมอยู่ใน ระดับปาน เมื่อจําแนกเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ใน ระดับมาก คือ ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ประยงค์พรมมา พนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตาม หลักอปริหานิยธรรมขององค์การบริหารสวน่ จังหวัดขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (xത = ๔.๕๖) เมอพื่ิจารณารายด้านพบว่าพนักงาน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอปริ หานิยธรรม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดย เฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลําดับ คือ ด้านการ เคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา, ด้านการให้เกียรติ และคุ้มครองสิทธิสตรี, ด้านการส่งเสริมและรักษา วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม, ด้านการอารักขา คุ้มครองปกป้องอันชอบ, ด้านการพร้อมเพรียงกัน ประชุม, ด้านการประชุมกันเนืองนิตย์, และด้าน การไม่บัญญัติหรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตาม อําเภอใจ ตามลําดับ ดําเกิง ลักษณะโยธิน การทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อายุระดับ การศึกษา สถานภาพ อาชีพ และรายได้มี ความสัมพันธ์กับทางแก้ไข การมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครลําปาง


๕๗ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด จังหวัดลําปาง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ อัคร์วินต์วรรณะศิลปิน ผลการวิจัยพบว่า ๑. ผลการวเคราะหิ ์ระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมือง พบว่าการมีส่วนร่วม ทางการเมืองในภาพรวม มีสวนร่ ่วมอยู่ในระดับ มากโดยด้านที่มีส่วนร่วมมากที่สุด คือ ด้านการไป ใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ในระดับมากที่สุด ๒. ผลการ เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองพบว่า ประชาชนในเขตดอนเมืองกรุงเทพมหานคร ที่มี เพศอายุระดับการศึกษา รายได้สถานภาพสมรส และอาชีพ ต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่าง กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิตทิี่ระดับ ๐.๐๕ มานพ เข็มเมือง การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่น ของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้สิทธิการเลอกตื ั้ง อยู่ในระดับ มาก ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง อยู่ใน ระดับปานกลาง ส่วนด้านการติดตามตรวจสอบ การเลือกตั้ง อยู่ในระดับน้อยโดยเรียงลําดับจาก ค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ําดังนี้คือ ด้านการใช้สิทธิการ เลือกตั้งด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง และ ด้านการตรวจสอบติดตามการเลือกตั้ง ตามลําดับ ภูสิทธ์ขันติกุล ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วมทางการเมืองในภาพ รวมอยู่ในระดับต่ํา ส่วนรายด้านพบว่า ประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองเพียง ๒ ระดับเท่านนั้ ได้แก่ระดับปานกลาง และต่ํา ซึ่งรายด้านที่อยู่ ระดับปานกลาง ได้แก่ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง และการ สนทนาเรื่องการเมือง ส่วนรายด้านที่อยู่ระดับต่ํา ได้แก่ด้านการดําเนินงานเตรียมการเลือกตั้ง ด้าน การตรวจสอบการเลือกตั้ง และด้านการมีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่ม ทางการเมืองต่าง ๆ


๕๘ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ฐิติอลีนา ใจเพยรีผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการจัดทําแผนพฒนาทั ้องถิ่นของ เทศบาลตําบลเหมืองง่า โดยรวมอยู่ในระดับน้อย กระบวนการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาล ตําบลเหมืองง่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พระนุชิต นาคเสโน (โพวิชัย) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ บริหารงานกําจัดมูลฝอยของเทศบาลตําบลทุ่ง หลวง อําเภอสุวรรณภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจําแนกเป็นรายด้าน พบว่าประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานกําจัด มูลฝอยของเทศบาลตําบลทุ่งหลวง อําเภอสุวรรณ ภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินโครงการ ส่วน ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ด้าน การมีส่วนร่วมในการดําเนินงาน และด้านการมี ส่วนร่วมในการตัดสินใจ อยู่ในระดับมาก พระมหาถนอม ฐานวโร (พมพิ ์สุวรรณ์) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงาน ขององค์การบริหารส่วนเทศบาลตําบลบ่อพลับ อําเภอเมืองจังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง (xത = ๓.๒๒) เมื่อพิจารณาเป็น รายด้านพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ บริหารงานขององค์การบริหารส่วนเทศบาลตําบล บ่อพลับ อําเภอเมืองจังหวัดนครปฐม อยู่ในระดับ ปานกลางทุกด้านโดยเรียงลําดับจากมากไปหา น้อย ๓ ลําดับแรกดังนี้ด้านการร่วมคิดตัดสินใจ (xത = ๓.๒๙) ด้านการร่วมรับผลประโยชน์ (xത = ๓.๒๕) ด้านการร่วมดําเนินการ (xത = ๓.๒๔) ณรงค์พึ่งพานิช,ภิภพ วชังเงิน และ อติพร เกิด เรือง ผลการวิจัยพบว่าระดับการมีส่วนร่วมทางการ เมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนใน จังหวัดตาก ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยความเสมอภาคทางสังคมและทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูดสดุรองลงมา คือ ปัจจัยการใหรางว้ ัล เพศที่แตกต่างกัน มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการ เมืองในระบอบประชาชนในจังหวัดตาก ไม่ แตกต่างกัน


๕๙ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด บุศรา โพธิสุข ผลการวิจัยพบว่าการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม ทางการเมืองจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า อายุและการศึกษาประชาชนมีส่วนร่วมทางการ เมืองท้องถิ่นแตกต่างกันส่วนเพศและสถานภาพ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นไม่ แตกต่างกันเมื่อจําแนกตามปัจจัยทางสังคมและ เศรษฐกิจพบวาอาช่ ีพรายได้ต่อเดือนและตําแหน่ง หน้าที่ในชุมชนประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ท้องถิ่นแตกต่างกัน ไพรัตน์ฉิมหาด ผลการศึกษาพบว่า การเมืองภาคพลเมืองกับการ มีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นสถานการณ์ที่ ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเข้ามามีสวน่ ร่วมในกระบวนการทางนโยบาย มีการกระจาย อํานาจให้ประชาชนสามารถกําหนดวิถีชีวิตของ ตนเองโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ภายใต้กรอบ ของกฎหมาย ดวงกมล กมลสินธุ์ผลการวิจยพบวั ่าประชาชนมสี่วนร่วมทางการเมือง ในการกําหนดนโยบายการบรหารจิ ัดการท้องถิ่น ของเทศบาลเมองฉะเชื ิงเทราด้านการมสี่วนร่วมใน ประโยชน์ที่ได้รับ อย่ในระดูับปานกลาง รองลงไป ได้แก่ด้านการมสี่วนร่วมในการดําเนินการอย่ในู ระดับปานกลางด้านการมสี่วนร่วมในการตัดสินใจ อยู่ในระดับน้อย และด้านการมีส่วน ร่วมน้อยที่สุด ได้แก่ด้านการตรวจสอบและติดตาม อย่ในระดูับ น้อย ๒.๘ กรอบแนวคิดในการวิจัย งานวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น” ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นําแนวคิด เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นของกรมการปกครองสํานักบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยตัว แปรต้น (Independent Variables) และตัวแปรตาม (Dependent Variables) ดังนี้ ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถามได้แก่เพศ อายุการศึกษา กลุ่มประชาสังคม และรายได้ของประชาชนในเขตอําเภอซํา สูง จังหวัดขอนแก่น และการมีส่วนร่วมทางเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอปริหานิยธรรม ๗


๖๐ ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ประกอบด้วย ๕ ด้าน ดังนี้๑. ด้านการบริหาร ๒. ด้านการจัดทํานโยบาย ๓. ด้านการติดตามข่าวสาร ๔. ด้านการตรวจสอบ ๕. ด้านการมีส่วนร่วม ตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ดังแผนภาพที่๒.๑ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม (Independent Variables) (Dependent Variables) แผนภาพที่๒.๑ กรอบแนวคดในการว ิ ิจัย ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม ได้แก่ - เพศ - อายุ - ระดับการศึกษา - กลุ่มประชาสังคม - รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคม ในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๑. ด้านการบริหาร ๒. ด้านการจัดทํานโยบาย ๓. ด้านการติดตามข่าวสาร ๔. ด้านการตรวจสอบ ๕. ด้านการมสี่วนร่วมตามหลักอปริหานิยธรรม ๗


บทที่๓ วิธีดําเนินการวิจัย งานวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้วิธี การศึกษาด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) ซึ่งผู้วิจัยได้กําหนดวิธีการดําเนินการวิจัยตามลําดับ ๕ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ รูปแบบการวิจัย งานวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น”เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ซึ่งใช้การ วิจัยทั้งการวิจัย ในเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยในเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In depth interview) ๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๑. ประชากร (Population) ได้แก่ ประชาชนอายุตั้งแต่๑๘ ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในเขต อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นจํานวน ๑๙,๐๕๓ คน๑ ๑ อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น, สถิติประชากรจากทะเบียนบ้าน ตรวจสอบข้อมูลแยกรายพื้นที่ ระดับแขวง/ตําบล เขตพื้นที่อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น, มกราคม ๒๕๖๔.


๖๒ ๒. กลุ่มตัวอย่าง ๒.๑ การคํานวณขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมสําหรับใช้ในการวิจัย โดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ทําการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยเลือกจากผู้นํา บุคลากร และประชาชนที่ มีอายุตั้งแต่๑๘ ปีขึ้นไปที่อาศัยในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะทําการสุ่มตัวอย่างแบบ สัดส่วนดังต่อไปนี้ ๒ จากสูตร n = N ๑+Ne๒ เมื่อ n = ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ N = ขนาดของประชากร e = ความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างที่ยอมรับได้ แทนค่าจากสูตร n = = 19,053 1 + 19,053 (0.05)(0.05) = 19,053 19,054 x 0.0025 = 19,053 47.64 = 399.94 = 400 คน ๒ สุรพล พรมกุล, ระเบียบวิจัยทางรัฐศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่๑, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๕๔), หน้า ๗๙.


๖๓ ตารางที่๓.๑ การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ชั้น ภูมิ ประชากรในหมู่บ้าน จํานวน ประชากร ชาย จํานวน ประชากร หญิง จํานวน ประชากร รวม ทั้งหมด สูตร ขนาด กลุ่ม ตัวอย่าง (n) ๑ ตําบลคําแมด ๑,๓๔๘ ๑,๓๖๗ ๒,๗๑๕ ๔๐๐ × ๒,๗๑๕ ๑๙,๐๕๓ ๕๗ ๒ ตําบลบ้านโนน ๒,๓๕๕ ๒,๓๙๗ ๔,๗๕๒ ๔๐๐×๔,๗๕๒ ๑๙,๐๕๓ ๙๙ ๓ ตําบลคูคํา ๑,๘๖๓ ๑,๙๒๔ ๓,๗๘๗ ๔๐๐×๓,๗๘๗ ๑๙,๐๕๓ ๗๙ ๔ ตําบลห้วยเตย ๑,๗๑๑ ๑,๘๓๖ ๓,๕๔๗ ๔๐๐ ×๓,๕๔๗ ๑๙,๐๕๓ ๗๕ ๕ ตําบลกระนวน ๒,๐๕๔ ๒,๑๙๘ ๔,๒๕๒ ๔๐๐ ×๔,๒๕๒ ๑๙,๐๕๓ ๙๐ รวม ๙,๓๓๑ ๙,๗๒๒ ๑,๙๐๕๓ กลุ่มตัวอย่าง ๔๐๐ ๒.๒ วิธีการสุ่มตัวอย่าง เลือกสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เป็นการ เลือกตัวอย่างโดยผู้วิจัยพยายามเก็บตัวอย่างเท่าที่จะทําได้ตามที่มีอยู่หรือได้รับความร่วมมือตัวอย่างที่ ได้จึงเป็นกรณีที่บังเอิญหรือยินดีให้ความร่วมมือหรืออยู่ในสถานที่หรือตกอยู่ในสภาวะดังกล่าวตาม จํานวนที่ต้องการ ๓.๒.๒ ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) และได้กําหนดผู้ให้ข้อมูลสําคัญโดยใช้ วิธีเลือกแบบเจาะจง (Specific sampling) จํานวน ๑๐ คน ประกอบด้วย ดังนี้ ๑. พระครูโอภาสกิจจานุกิจ เจ้าคณะอําเภอซําสูง ๒. พระอธิการวุฒิชัย ขนฺติธโร เจ้าอาวาสวัดโนนสูง ๓. นายวรรธนะชัย โพธิ์ศรีนายกเทศมนตรีตําบลซําสูง ๔. นายประเสริฐ กางจันทา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านโนน ๕. นายปรีชา สินวรณ์ ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านแห้ว ๖. นางชลดา ศรีโสภา ประธานกลุ่มผู้ผลิตผ้าฝ้าย ๗. นายสุดใจ สํานักแห้ว ผู้ใหญ่บ้าน ๘. นางสมศรี เศษภักดี กรรมการกลุ่มพัฒนาสตรีตําบลบ้านโนน ๙. นายชาติชาย เศษภักดีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ๑๐. นายทองชิต วงษ์ษา ประธานกลุ่มจิตอาสา


๖๔ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย งานวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น”งานวิจัยฉบับนี้ใช้เครื่องมือในการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) คือแบบสอบถาม (Questionnaire) และแบบสัมภาษณ์ (Interview) ๓.๓.๑ แบบสอบถาม (Questionnaire) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ตามกรอบของ “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซํา สูง จังหวัดขอนแก่น” โดยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนดังนี้ ส่วนที่๑ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่เพศ อายุระดับการศึกษา กลุ่มประชาสังคม และรายได้ โดยมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) จํานวน ๕ ข้อ ส่วนที่๒ เป็นแบบสอบถามการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น โดยได้กําหนดให้ผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ทํา เครื่องหมาย () ลงในช่องปริมาณความคิดเห็นที่ผู้ตอบเห็นว่าตรงกับตนเองเพียงระดับเดียวลักษณะ ของข้อคําถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ๕ ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ประกอบด้วย ๕ ด้านดังนี้ ๑. ด้านการบริหาร จํานวน ๕ ข้อ ๒. ด้านการจัดทํานโยบาย จํานวน ๕ ข้อ ๓. ด้านการติดตามข่าวสาร จํานวน ๕ ข้อ ๔. ด้านการตรวจสอบ จํานวน ๕ ข้อ ๕. ด้านการมีส่วนร่วมตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ จํานวน ๒๘ ข้อ โดยคําถามในส่วนที่๒ มีลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Likert Scale) แบ่งเป็น ๕ ระดับดังนี้ ๕ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ มากที่สุด ๔ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ มาก ๓ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ ปานกลาง ๒ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อย ๑ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อยที่สุด การแปลผล เกณฑ์ที่ใช้ในการแปรผลข้อคําถามที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ ช่วงค่าเฉลี่ย การแปรผล


๖๕ และแปรผลของค่าเฉลี่ย โดยใช้เกณฑ์ ๓ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ๔.๕๐ - ๕.๐๐ แปลผลว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ๓.๕๐ – ๔.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับมมาก ค่าเฉลี่ย ๒.๕๐ - ๓.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย ๑.๕๐ - ๒.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย ๑.๐๐ - ๑.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับน้อยที่สุด ๓.๓.๒ การสร้างแบบสอบถาม (Questionnaire) ผู้วิจัยดําเนินการสร้างแบบสอบถามดังนี้ ๑. ศึกษาหลักการและทฤษฎีศึกษาเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ จากเอกสารและผลงาน การวิจัยที่เคยมีผู้ดําเนินการวิจัยเอาไว้ ๒. กําหนดกรอบแนวคิด ในการสร้างเครื่องมือการวิจัย ๓. กําหนดวัตถุประสงค์ในการสร้างเครื่องมือการวิจัยโดยขอคําปรึกษาจากอาจารย์ที่ ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ๔. สร้างเครื่องมือวิจัยโดยกําหนดให้ประเด็นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ๕. นําเสนอร่างเครื่องมือการวิจัยต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข ๖. นําเสนอเครื่องมือการวิจัยไปทดลองใช้กับประชากรที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม ตัวอย่างประชากรที่จะดําเนินการวิจัยเพื่อหาความเที่ยงตรงของเครื่องมือ ๗. ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือวิจัย ๘. จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์และนําไปใช้จริงเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลกับ กลุ่มตัวอย่าง ๙. รวบรวมแบบสอบถาม แล้วนํามาวิเคราะห์ ๓.๓.๓ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ผู้วิจัยได้นําเสนอแบบสอบถามเพื่อหาคุณภาพแบบสอบถามโดยความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) ดังนี้ ๑. ขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบ เครื่องมือที่สร้างไว้ ๒. หาค่าเที่ยงตรง (Validity) โดยกําหนดแบบสอบถามที่สร้างเสร็จเสนอต่อประธาน และกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อขอความเห็นชอบและนําเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ แล้วนํามา ปรับปรุงแกไขให ้ ้เหมาะสม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ ๕ ท่าน ประกอบด้วย ๓ ชูศรีวงศ์รัตนะ, เทคนิคการใช้สถิติเพื่อการวิจัย, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร: เทพเนรมิตร, ๒๕๔๑), หน้า ๗๕.


๖๖ (๑) พระมหาสําราญ กมฺมสุทโธ, ผศ.ดร. อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตร์ บัณฑิต (๒) พระครูสุตธรรมภาณี, ผศ. อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต (๓) ผศ.ดร.วิทยา ทองดีอาจารย์ประจําหลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา (๔) ผศ.ดร.สุรพล พรมกุล อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (๕) ดร.สมควร นามสีฐาน อาจารย์ประจําหลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา แล้วนํามาหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคําถามและวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence) ซึ่งคํานวณจากสูตร ดังนี้ เมื่อ IOC แทน IOC = ∑R ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Index of Item-Objective Congruence) N เมื่อ IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้อง ∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จํานวนผู้เชี่ยวชาญ กําหนดคะแนนของผู้เชียวชาญเป็น +๑ หรือ ๐ หรือ -๑ ดังนี้ +๑ คือ ถ้าข้อคําถามวัดได้ตรงจุดประสงค์ ๐ คือ ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อความนั้นตรงจุดประสงค์หรือไม่ -๑ คือ ถ้าข้อคําถามวัดได้ไม่ตรงจุดประสงค์ ๓. หาความเชื่อมั่นของเคร่ืองมือ (Reliability) ผู้วิจัยนําแบบสอบถามที่ปรับปรุง แก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ แต่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจํานวน ๓๐ คนแล้วนํามาหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้วิธีการ วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coeficient) ตามวิธีการของครอนบาด (Cronbach)๔ ได้ค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ แสดงให้เห็นว่าแบบสอบถามมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูงสามารถนําไปแจกกับ กลุ่มตัวอย่างได้จริง ๔. นําแบบสอบถามที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อขอความเห็นชอบและจัดพิมพ์แบบสอบถามเป็นฉบับสมบูรณ์ในการนําไปใช้แจกกลุ่มตัวอย่างใน การวิจัยต่อไป ๔ บุญชม ศรีสะอาด, การวิจัยเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น, ๒๕๔๕), หน้า ๑๐๒.


๖๗ ๓.๓.๔ แบบสัมภาษณ์ (Interview) ผู้วิจัยได้ดําเนินการสร้างแบบสัมภาษณ์ดังนี้ ๑. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกําหนดกรอบความคิดในการสัมภาษณ์ ๒. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กําหนดไว้ ๓. ขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์ ๔. สร้างแบบสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือใน การเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพื่อนํามาวิเคราะห์ ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้นําเครื่องมือ คือแบบสอบถามไปเก็บรวบรวมข้อมูลโดย วางแผนและปฏิบัติการดังนี้ ๑. ขอหนังสือจากบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขต ขอนแก่นเพื่อขออนุญาตเข้าทําการเก็บข้อมูลกับประชากรกลุ่มตัวอย่างในเขตอําเภอซําสูง จังหวัด ขอนแก่น ๒. นําแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปเก็บข้อมูลโดยนําแบบสอบถาม ไปแจกให้กับกลุ่มตัวอย่าง ๓. เมื่อได้แบบสอบถามกลับคืนมาแล้วนํามาตรวจสอบความสมบูรณ์จัดระเบียบ ข้อมูลนําข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประเมินผลในโปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติต่อไป ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคม ในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น” ผู้วิจัยมีขั้นตอนการวิเคราะห์จาก แบบสอบถาม (Questionnaire) และแบบสัมภาษณ์ (Interview) ดังนี้ ๓.๕.๑ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) สําหรับอธิบายลักษณะสําคัญทั่วไปของกลุ่ม ตัวอย่างและพรรณนาปัจจัยส่วนบุคคลสถิติที่ใช้คือค่าความถี่ (Frequency), ค่าร้อยละ (Percentage), และอธิบายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น คือค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เกณฑ์การพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ เกณฑ์ที่ใช้แปรผลข้อคําถามที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ ค่าเฉลี่ย การแปลความหมาย


๖๘ แปลความหมายของค่าเฉลี่ย โดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ๔.๕๐ – ๕.๐๐ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ๓.๕๐ – ๔.๔๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นมาก ค่าเฉลี่ย ๒.๕๐ – ๓.๔๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นปานกลาง ค่าเฉลี่ย ๑.๕๐ – ๒.๕๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นน้อย ค่าเฉลี่ย ๑.๐๐ – ๑.๔๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้สถิติที-เทส (t-test) และ เอฟ-เทส (F-test) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ๓.๕.๒ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ (Interview) ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์โดยวิธีการดังนี้ ๑. นําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาถอดเสียงและบันทึกเป็นข้อความ ๒. นําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และการจดบันทึกมาจําแนกเป็นประเด็นและ เรียบเรียงเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๓. วิเคราะห์คําให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสําคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัยโดยใช้ เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท ๔. สังเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยและนําเสนอต่อไป


บทที่๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครอง ท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น” มีวัตถุประสงค์๑) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๒) เพื่อ เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอ ซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๓) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการนําหลักอปริ หานิยธรรม ๗ ไปบูรณาการใช้ทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอ ซําสูง จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์โดย แจกแบบสอบถามให้กับประชากรกลุ่มตัวอย่างจํานวน ๔๐๐ ฉบับและได้รับแบบสอบถามที่มีความ ถูกต้องและสมบูรณ์กลับจํานวน ๔๐๐ ฉบับ คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ ของแบบสอบถามทั้งหมด แล้วจึง นํามาทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสําเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ในส่วนแบบสัมภาษณ์ได้นําไป สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสําคัญที่กําหนดไว้จํานวน ๑๐ ฉบับ แล้วนํามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิง เนื้อหาต่อไป ๔.๑ การวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครอง ท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๔.๑.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยปัจจัยส่วนบุคคล ๔.๑.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมใน การปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๔.๑.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมใน การปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๔.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๔.๓ การวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๔.๓.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชา สังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๔.๓.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชา สังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗


๗๐ ๔.๑ การวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๔.๑.๑ ผลการวิเคราะห์ความถี่และร้อยละปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชนใน เขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ผลการวิเคราะห์สถานภาพส่วนบุคคลของประชาชน จากการแจกแบบสอบถามความ คิดเห็นของประชาชน จํานวน ๔๐๐ คน จําแนกตาม เพศ อายุระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อ เดือน รายละเอียดดังแสดงใน ตารางที่๔.๑ ตารางที่๔.๑ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามเพศ (n = ๔๐๐) เพศ จํานวน ร้อยละ ชาย ๑๘๖ ๔๖.๕๐ หญิง ๒๑๔ ๕๓.๕๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐ จากตารางที่๔.๑ พบว่า ประชาชนในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จํานวน ๒๑๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๓.๕๐ รองลงมา คือ เพศชาย จํานวน ๑๘๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๖.๕๐ ตามลําดับ ตารางที่๔.๒ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามอายุ (n = ๔๐๐) อายุจํานวน ร้อยละ ๑๘ - ๒๙ ปี๕๕ ๑๓.๘๐ ๓๐ - ๓๙ ปี๘๐ ๒๐.๐๐ ๔๐ - ๔๙ ปี๑๐๘ ๒๗.๐๐ ๕๐ - ๕๙ ปี ๙๒ ๒๓.๐๐ ๖๐ ปีขึ้นไป ๖๕ ๑๖.๒๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐ จากตารางที่๔.๒ พบว่า ประชาชนในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ส่วนใหญ่มีอายุ ระหว่าง ๔๐ - ๔๙ ปีจํานวน ๑๐๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๐๐ รองลงมาระหว่างอายุ๕๐ - ๕๙ ปี จํานวน ๙๒ คนคิดเป็นร้อยละ ๒๓.๐๐ ระหว่างอายุ๓๐ - ๓๙ จํานวน ๘๐ คนคิดเป็นร้อยละ ๒๐.๐๐ ระหว่างอายุ๖๐ ปีขึ้นไป จํานวน ๖๕ คนคิดเป็นร้อยละ ๑๖.๒๐ และระหว่างอายุ๑๘ - ๒๙ ปี จํานวน ๕๕ คนคิดเป็นร้อยละ ๑๓.๘๐ ตามลําดับ


๗๑ ตารางที่๔.๓ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามระดับ การศึกษา (n = ๔๐๐) ระดับการศึกษา จํานวน ร้อยละ ประถมศึกษา ๘๐ ๒๐.๐๐ มัธยมศึกษาตอนต้น ๙๓ ๒๓.๒๐ มัธยมศึกษาตอนปลาย, ปวช. ๖๗ ๑๖.๘๐ อนุปริญญา, ปวส. ๗๙ ๑๙.๘๐ ปริญญาตรี๕๔ ๑๓.๔๐ สูงกว่าปริญญาตรี ๒๗ ๖.๘๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๓ พบว่า ประชาชนในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ส่วนใหญ่มีระดับ การศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น จํานวน ๙๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๒๐ รองลงมา คือ ระดับ ประถมศึกษา จํานวน ๘๐ คนคิดเป็นร้อยละ ๒๐.๐๐ ระดับอนุปริญญา, ปวส. จํานวน ๗๙ คน คิด เป็นร้อยละ ๑๙.๘๐ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปวช. จํานวน ๖๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๘๐ ระดับ ปริญญาตรีจํานวน ๕๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๔๐ และระดับสูงกว่าปริญญาตรีจํานวน ๒๗ คน คิด เป็นร้อยละ ๖.๘๐ ตามลําดับ ตารางที่๔.๔ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามกลุ่ม ประชาสังคม (n = ๔๐๐) กลุ่มประชาสงคมัจํานวน ร้อยละ กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวนาปี๙๓ ๒๓.๒๐ กลุ่มคณะกรรมการพัฒนาสตรี๘๑ ๒๐.๓๐ กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าโอทอป ๑๐๗ ๒๖.๘๐ กลุ่มจิตอาสา ๕๓ ๑๓.๒๐ อื่น ๆ ๖๖ ๑๖.๕๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๔ พบว่า ประชาชนในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ส่วนใหญ่เป็น สมาชิกกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าโอทอป จํานวน ๑๐๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๖.๘๐ รองลงมา คือ กลุ่ม เกษตรกรปลูกข้าวนาปีจํานวน ๙๓ คนคิดเป็นร้อยละ ๒๓.๒๐ กลุ่มคณะกรรมการพัฒนาสตรีจํานวน ๘๑ คนคิดเป็นร้อยละ ๒๐.๓๐ อื่น ๆ จํานวน ๖๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๕๐ และกลุ่มจิตอาสา จํานวน ๕๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๒๐ ตามลําดับ


๗๒ ตารางที่๔.๕ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตาม รายได้เฉลี่ยต่อเดือน (n = ๔๐๐) รายได้ต่อเดือน จํานวน ร้อยละ ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ๖๖ ๑๖.๕๐ ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท ๙๒ ๒๓.๐๐ ๑๐,๐๐๑ - ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๐๙ ๒๗.๒๐ ๑๕,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท ๗๙ ๑๙.๘๐ ๒๐,๐๐๑ บาทขึ้นไป ๕๔ ๑๓.๕๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๕ พบว่า ประชาชนในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ส่วนใหญ่มี รายได้๑๐,๐๐๑ - ๑๕,๐๐๐ บาท จํานวน ๑๐๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๒๐ รองลงมา คือ รายได้ ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท จํานวน ๙๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๐๐ รายได้๑๕,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท จํานวน ๗๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๘๐ รายได้ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท จํานวน ๖๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๕๐ และรายได้๒๐,๐๐๑ บาทขึ้นไปจํานวน ๕๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๕๐ ตามลําดับ ๔.๑.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น โดยรวม และรายด้าน ได้แก่ (๑) ด้านการบริหาร (๒) ด้านการจัดทํานโยบาย (๓) ด้านการติดตามข่าวสาร (๔) ด้านการตรวจสอบ รายละเอียดดังแสดงในตารางที่๔.๖ - ๔.๑๐ ตารางที่๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นโดยรวม (n = ๔๐๐) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถนในอ ิ่าเภอซํ ําสูง จังหวัดขอนแก่น ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑. ด้านการบริหาร ๓.๙๔ ๐.๙๘ มาก ๒.ด้านการจัดทํานโยบาย ๓.๘๙ ๐.๙๖ มาก ๓. ด้านการติดตามข่าวสาร ๓.๙๓ ๐.๙๖ มาก ๔. ด้านการตรวจสอบ ๓.๙๒ ๐.๙๕ มาก ภาพรวม ๓.๙๒ ๐.๙๖ มาก


๗๓ จากตารางที่๔.๖ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ทั้ง ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านการบริหาร ๒) ด้านการ จัดทํานโยบาย ๓) ด้านการติดตามข่าวสาร ๔) ด้านการตรวจสอบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๓.๙๒) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้านโดยเรียงค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ําสุด พบว่า ด้านการบริหาร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๓.๙๔) รองลงมา คือ ด้านการติดตามข่าวสาร (xത = ๓.๙๓) ด้านการตรวจสอบ (xത = ๓.๙๒) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการจัดทํานโยบาย (xത = ๓.๘๙) ตามลําดับ ตารางที่๔.๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการบริหาร (n = ๔๐๐) ด้านการบริหาร ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการ ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านมีส่วนร่วมในการจัดซื้อจดจั ้างวัสดุอุปกรณ์ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านมีส่วนร่วมในการเสนอวิธีการทํางานแก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ๕ ท่านมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการบริหารขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๘ มาก จากตารางที่๔.๗ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นด้านการบริหาร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (xത = ๓.๙๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับ แรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านมีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านมีส่วนร่วมในการเสนอวิธีการทํางานแก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (xത = ๓.๙๔) และ ข้อ ๑ ท่านมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการ


๗๔ ปกครองส่วนท้องถิ่น (xത = ๓.๙๐) ข้อ ๕ ท่านมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการบริหารขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (xത = ๓.๙๐) ตามลําดับ ตารางที่๔.๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการจัดทํานโยบาย (n = ๔๐๐) ด้านการจัดทํานโยบาย ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านมีส่วนร่วมในการจัดทําแผนนโยบายขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๒ ท่านมีส่วนร่วมในการทําประชาคมนโยบายการพัฒนาของ ท้องถิ่น ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๓ ท่านมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดทํานโยบายของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ๔ ท่านเข้าไปศึกษาข้อมูลในการจัดทํานโยบายขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๕ ท่านมีส่วนร่วมในการเสนอแนะวิธีที่จะทําให้นโยบายบรรลุ เป้าหมาย ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ภาพรวม ๓.๘๙ ๐.๙๖ มาก จากตารางที่๔.๘ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นด้านการจัดทํานโยบาย โดยภาพรวม อยู่ในระดับ มาก (xത = ๓.๘๙) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับ แรก พบว่า ข้อ ๒ ท่านมีส่วนร่วมในการทําประชาคมนโยบายการพัฒนาของท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๓ ท่านมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดทํานโยบายขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (xത = ๓.๙๔) และ ข้อ ๕ ท่านมีส่วนร่วมในการเสนอแนะวิธีที่จะทําให้นโยบาย บรรลุเป้าหมาย (xത = ๓.๙๐) ตามลําดับ


๗๕ ตารางที่๔.๙ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการติดตามข่าวสาร (n = ๔๐๐) ด้านการติดตามข่าวสาร ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านมีความสนใจข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองการปกครองส่วน ท้องถิ่น ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๒ ท่านมีส่วนร่วมในการติดตามและเสนอข่าวสารขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๓ ท่านมีส่วนร่วมในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติงานของ องค์กรปกครองท้องถิ่น ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๔ ท่านนําข้อมูลขาวสารท่ ี่ได้รับจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปบอกต่อให้คนอื่นทราบ ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๕ ข้อมูลข่าวสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประโยชน์ต่อ ตัวท่านและท้องถิ่น ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๓ ๐.๙๕ มาก จากตารางที่๔.๙ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นด้านการติดตามข่าวสาร โดยภาพรวม อยู่ในระดับ มาก (xത = ๓.๙๓) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับ แรก พบว่า ข้อ ๔ ท่านนําข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปบอกต่อให้คนอื่น ทราบ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๕ ข้อมูลข่าวสารขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมีประโยชน์ต่อตัวท่านและท้องถิ่น (xത = ๓.๙๔) และ ข้อ ๒ ท่านมีส่วนร่วมในการติดตามและ เสนอข่าวสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (xത = ๓.๙๐) ตามลําดับ


๗๖ ตารางที่๔.๑๐ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการตรวจสอบ (n = ๔๐๐) ด้านการตรวจสอบ ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านมีส่วนร่วมตรวจสอบการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กร ปกครองท้องถิ่น ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในการทํางาน ของนักการเมืองท้องถิ่น ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายงบประมาณประจําปี๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๕ ท่านมีส่วนร่วมตรวจสอบผลการทําโครงการต่าง ๆ ของ นักการเมืองท้องถิ่น ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ภาพรวม ๓.๙๒ ๐.๙๕ มาก จากตารางที่๔.๑๐ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นด้านการตรวจสอบ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (xത = ๓.๙๒) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับ แรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในการทํางานของนักการเมืองท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๑ ท่านมีส่วนร่วมตรวจสอบการปฏิบัติงานของ บุคลากรองค์กรปกครองท้องถิ่น (xത = ๓.๙๐) ข้อ ๔ ท่านมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายงบประมาณประจําปี (xത = ๓.๙๐) และ ข้อ ๒ ท่านได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ (xത = ๓.๘๖) ข้อ ท่าน มีส่วนร่วมตรวจสอบผลการทําโครงการต่าง ๆ ของนักการเมืองท้องถิ่น (xത = ๓.๘๖) ตามลําดับ


๗๗ ๔.๑.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ โดยรวมและรายด้าน ได้แก่๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๒) พร้อมเพรียงกันประชุม ๓) ด้านการไม่ บัญญัติหรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัติไว้๔) ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา ๕) ด้านการให้ เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรี๖) ด้านการเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๗) จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง รายละเอียดดังแสดงในตารางที่๔.๑๑ - ๔.๑๘ ตารางที่๔.๑๑ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับการมีส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัด ขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ โดยรวม (n = ๔๐๐) ระดับการมสี่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสงคมใน ั การปกครองทองถ้ ิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวดขอนแกั ่น ตามหลักอปรหานิ ิยธรรม ๗ ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๓.๙๑ ๐.๙๓ มาก ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก ๓. การไม่บัญญัติหรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัตไวิ ้๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก ๔. การเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรอผืู้บังคับบัญชา ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก ๕. การให้เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรี๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก ๖. การเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดี งาม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก ๗. จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง ๔.๐๔ ๐.๘๐ มาก ภาพรวม ๓.๙๘ ๐.๘๘ มาก จากตารางที่๔.๑๑ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ทั้ง ๗ ด้าน คือ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๒) พร้อมเพรียงกันประชุม ๓) ด้านการไม่บัญญัติหรือไม่ล้มล้าง ข้อบัญญัติไว้๔) ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา ๕) ด้านการให้เกียรติและคุ้มครอง สิทธิสตรี๖) ด้านการเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๗) จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับ (xത = ๓.๙๘) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ด้านการไม่บัญญัติหรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัติไว้ (xത = ๔.๐๕) ด้านด้านการให้เกียรติและคุ้มครอง สิทธิสตรี (xത = ๔.๐๕) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านจัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง (xത =


๗๘ ๔.๐๔) ด้านพร้อมเพรียงกันประชุม (xത = ๓.๙๔) ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา (xത = ๓.๙๔) และด้านการเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม (xത = ๓.๙๔) ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๒ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ (n = ๔๐๐) ด้านหมั่นประชุมกันเนืองนตยิ ์ ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ เมื่อจะมีการประชุมในระดับท้องถิ่นท่านสนใจที่จะเข้าร่วม ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๒ ท่านประชุมร่วมกับผู้นําท้องถิ่นทุกครั้งที่มีการประชุม ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ๓ ท่านส่งเสริมสนับสนุนให้มีการประชุม ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๔ เมื่อประชมเสรุจท็ ่านได้นํามาคุยต่อใหคนในครอบ ้ครัวได้รบรัู้๓.๙๙ ๐.๘๒ มาก ภาพรวม ๓.๙๑ ๐.๙๓ มาก จากตารางที่๔.๑๒ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านหมั่นประชุมกัน เนืองนิตย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๓.๙๑) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๑ เมื่อจะมีการประชุมในระดับท้องถิ่นท่านสนใจที่จะเข้าร่วม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๔ เมื่อประชุมเสร็จท่านได้นํามาคุยต่อให้คนในครอบ ครัวได้รับรู้ (xത = ๓.๙๙) และ ข้อ ๒ ท่านประชุมร่วมกับผู้นําท้องถิ่นทุกครั้งที่มีการประชุม (xത = ๓.๙๔) ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๓ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการพร้อมเพรียงกันประชุม (n = ๔๐๐) ด้านการพร้อมเพรียงกนประช ัุม ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านได้เข้าร่วมประชุมตรงเวลาที่กําหนด ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านได้เลิกประชุมตามเวลาที่กําหนด ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ต้นจนจบการประชุม ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านพร้อมทํากิจกรรมร่วมกบผัู้อื่นในที่ประชุม ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก


๗๙ จากตารางที่๔.๑๓ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการพร้อมเพรียง กันประชุม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๓.๙๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ต้นจนจบการประชุม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านพร้อมทํากิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในที่ประชุม (xത = ๓.๙๔) และ ข้อ ๑ ท่านได้เข้าร่วม ประชุมตรงเวลาท่กีําหนด (xത = ๓.๙๐) ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๔ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการไม่บัญญัติหรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัติไว้ (n = ๔๐๐) ด้านการไม่บญญั ัติหรือไม่ลมล้ ้างข้อบัญญัติไว้ ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านพอใจในกฎหมายที่ให้สทธิ ิ์แก่ประชาชน ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๒ ท่านอยากเสนอข้อบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติม ๓.๙๙ ๐.๘๒ มาก ๓ ท่านตรวจสอบข้อบัญญัติทมี่อยีู่ให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน ๔.๒๘ ๐.๕๗ มาก ๔ ท่านยินดีปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ๔.๒๗ ๐.๗๙ มาก ภาพรวม ๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก จากตารางที่๔.๑๔ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการไม่บัญญัติ หรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัติไว้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๔.๐๕) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านตรวจสอบข้อบัญญัติที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๒๘) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านยินดีปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๒๗) และ ข้อ ๒ ท่านอยากเสนอข้อบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติม (xത = ๓.๙๙) ตามลําดับ


๘๐ ตารางที่๔.๑๕ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา (n = ๔๐๐) ด้านการเคารพเชื่อฟงผัู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา ܠത S.D. ระดับความ คิดเห็น ๑ ท่านเชื่อฟงและปฏ ั ิบัติตามผู้นําผู้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสม ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านเชื่อฟงและทั ําตามผู้นําผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านได้ทําตามกฎระเบียบคําสั่งผู้บังคับบัญชาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านเห็นว่าผู้นําหรอผืู้บังคับบญชามั ีความรู้ความสามารถน่าเคารพ ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก จากตารางที่๔.๑๕ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการเคารพเชื่อฟัง ผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๓.๙๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านได้ทําตามกฎระเบียบคําสั่งผู้บังคับบัญชา เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านเห็นว่าผู้นําหรือผู้บังคับบัญชามีความรู้ความ สามารถน่าเคารพ (xത = ๓.๙๔) และ ข้อ ๑ ท่านเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้นําผู้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสม (xത = ๓.๙๐) ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการให้เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรี (n = ๔๐๐) ด้านการให้เกยรตี ิและคุ้มครองสิทธสตริ ี ܠത S.D. ระดับความ คิดเหน็ ๑ ท่านให้เกียรตสตริ ีที่มีส่วนร่วมในการทํางานทางการเมือง ท้องถิ่น ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๒ ท่านสนับสนุนให้สตรีได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ๓.๙๙ ๐.๘๒ มาก ๓ ท่านเห็นด้วยกับการที่สตรีได้มีบทบาทเป็นผู้นําชุมชน ๔.๒๘ ๐.๕๗ มาก ๔ ท่านเห็นด้วยที่สตรีได้รับความคุ้มครองโดยชอบธรรมตาม กฎหมาย ๔.๒๗ ๐.๗๙ มาก ภาพรวม ๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก


๘๑ จากตารางที่๔.๑๖ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการให้เกียรติและ คุ้มครองสิทธิสตรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๔.๐๕) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านเห็นด้วยกับการที่สตรีได้มีบทบาทเป็นผู้นําชุมชน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๒๘) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านเห็นด้วยที่สตรีได้รับความคุ้มครองโดยชอบธรรมตามกฎหมาย มีค่าเฉล่ีย สูงสุด (xത = ๔.๒๗) และ ข้อ ๒ ท่านสนับสนุนให้สตรีได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง (xത = ๓.๙๙) ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม (n = ๔๐๐) ด้านการเคารพศาสนสถาน และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นควรรักษาไว้๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านเคารพศาสนสถานและรกษาวั ัฒนธรรมประเพณีของ ท้องถิ่น ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านส่งเสริมใหประชาชนร ้ ักวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านพอใจในวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก จากตารางที่๔.๑๗ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการเคารพศาสน สถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๓.๙๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านส่งเสริมให้ประชาชนรักวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๐๗) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านพอใจในวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง (xത = ๓.๙๔) และ ข้อ ๑ วัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่นควรรักษาไว้ (xത = ๓.๙๐) ตามลําดับ


๘๒ ตารางที่๔.๑๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม (n = ๔๐๐) ด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม ࢞ഥ S.D. ระดับความ คิดเหน็ ๑ ท่านดูแลสถานที่และช่วยเหลอพระภื ิกษุสงฆ์ในชุมชนท้องถิ่น ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๒ ท่านให้การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทางพระพุทธ ศาสนา ๓.๙๙ ๐.๘๒ มาก ๓ ท่านได้นําหลักธรรมคําสอนของพระภิกษุสงฆ์ไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ในชุมชนท้องถิ่น ๔.๓๑ ๐.๕๕ มาก ๔ ท่านส่งเสริมคมครองดุู้แลพระภิกษุสงฆ์อํานวยความสะดวกด้วย ปัจจัย ๔ ๔.๒๑ ๐.๙๓ มาก ภาพรวม ๔.๐๔ ๐.๘๐ มาก จากตารางที่๔.๑๘ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xത = ๔.๐๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย สามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๓ ท่านได้นําหลักธรรมคําสอนของพระภิกษุสงฆ์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชุมชนท้องถิ่น มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด (xത = ๔.๓๑) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านส่งเสริมคุ้มครองดูแลพระภิกษุสงฆ์อํานวยความ สะดวกด้วยปัจจัย ๔ (xത = ๔.๒๑) และ ข้อ ๒ ท่านให้การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทางพระพุทธ ศาสนา (xത = ๓.๙๙) ตามลําดับ ๔.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น สมมติฐานที่๑ ประชาชนที่มีเพศต่างกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่น ในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน การวิเคราะห์ใช้สถิติ t-test คือ กลุ่มตัวอย่าง ๒ กลุ่ม มีความเป็นอิสระต่อกันใช้ระดับ ความเชื่อมั่น ๙๕% ดังนั้น จะเป็นไปตามสมมติฐานก็ต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕ และนําเสนอใน รูปตารางประกอบการบรรยาย


๘๓ ตารางที่๔.๑๙ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอ ซําสูง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามเพศ (n = ๔๐๐) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาค ประชาสงคมั ชาย (คน) หญิง (คน) ܠത S.D. ܠത S.D. t Sig. ๑. ด้านการบริหาร ๑๙.๘๑ ๓.๕๑ ๑๙.๕๖ ๔.๒๓ .๖๕ .๓๙ ๒.ด้านการจัดทํานโยบาย ๑๙.๕๓ ๓.๓๖ ๑๙.๓๔ ๓.๗๘ .๕๒ .๘๐ ๓. ด้านการติดตามข่าวสาร ๑๙.๗๕ ๓.๔๖ ๑๙.๕๔ ๔.๑๗ .๕๔ .๓๘ ๔. ด้านการตรวจสอบ ๑๙.๗๕ ๓.๗๖ ๑๙.๔๖ ๔.๓๘ .๗๒ .๕๐ รวม ๑๙.๗๑ ๓.๕๒ ๑๙.๔๘ ๔.๑๔ ๐.๖๑ ๐.๕๒ *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๑๙ การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ในภาพรวม จําแนกตามเพศ พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกันการมีส่วนร่วมทางการ เมืองการปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีการมีส่วนร่วมทางการเมือง การปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการบริหาร ด้านการจัดทํานโยบาย ด้าน การติดตามข่าวสาร และด้านการตรวจสอบ ไม่แตกต่างกันซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ สมมติฐานที่๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่น ในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน การเปรียบเทียบใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความแปรปรวน แบบทางเดียวเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเชื่อมั่น ๙๕% จะยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ก็ต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕


๘๔ ตารางที่๔.๒๐ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครอง ท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามอายุ การมีส่วนร่วมทางการ เมืองของภาคประชา สังคม แหล่งความ แปรปรวน SS df MS F Sig. ด้านการบริหาร ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๗๓๐.๙๒ ๕๓๖๐.๘๓ ๖๐๙๑.๗๕ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๑๘๒.๗๓ ๑๓.๕๗ ๑๓.๔๖ ๐.๐๐* ด้านการจัดทํานโยบาย ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๕๗๑.๗๘ ๔๕๖๔.๑๒ ๕๑๓๕.๙๐ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๑๔๒.๙๕ ๑๑.๕๖ ๑๒.๓๗ ๐.๐๐* ด้านการติดตามข่าวสาร ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๘๓๕.๔๑ ๕๐๘๗.๓๐ ๕๙๒๒.๗๑ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๒๐๘.๘๕ ๑๒.๘๘ ๑๖.๒๒ ๐.๐๐* ด้านการตรวจสอบ ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๗๐๘.๑๙ ๕๙๙๔.๒๐ ๖๗๐๒.๓๙ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๑๗๗.๐๕ ๑๕.๑๘ ๑๑.๖๗ ๐.๐๐* รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๗๑๑.๕๘ ๕๒๕๑.๖๑ ๕๙๖๓.๑๙ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๑๗๗.๙๐ ๑๓.๓๐ ๑๓.๔๓ ๐.๐๐* *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๐ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคม ในการปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ในภาพรวม จําแนกตามอายุพบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัด ขอนแก่น แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองการ ปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ในด้านการบริหาร ด้านการจัดทํานโยบาย ด้าน การติดตามข่าวสาร และด้านการตรวจสอบ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่ง เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ดังนั้น จึงทําการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่คุณลักษณะของนักการเมือง ท้องถิ่นที่พึงประสงค์ในภาพรวม และ ๔ ด้านด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference : LSD) รายละเอียดดังแสดงในตารางท่ี๔.๒๑-๔.๒๕


Click to View FlipBook Version