วิทยานิพนธน์ ี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยมหาจัุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๔ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น THE POLITICAL PARTICIPATION OF CIVIL SOCIETY IN LOCAL GOVERNANCE IN SAM SUNG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสริมศักดิ์)
วิทยานิพนธน์ ี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยมหาจัุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๔ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทยาลิ ัย) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสริมศักดิ์)
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Political Science Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2021 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) The Political Participation of Civil Society in Local Governance in Sam Sung District, Khon Kaen Province Phra Pichet Dhammadharo (Sermsak)
ก ชื่อวิทยานพนธิ ์ : การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัย : พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสรมศิกดั ิ์) ปริญญา : รัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : ผศ. ดร.ชาญชยัฮวดศรี, พธ.บ. (สังคมศึกษา), M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science) : ดร.สุธิพงษ์สวัสดิ์ทา, ป.ธ. ๖, พธ.บ. (รฐศาสตรั ์การเมืองการปกครอง), ศศ.ม. (การพฒนาทรั ัพยากรมนุษย์), Ph.D. (Social Development) วันสําเร็จการศึกษา : ๒๔ มิถนายนุ๒๕๖๕ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาค ประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๒) เปรียบเทียบระดับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๓) ศึกษาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการนําหลักอปริหานิยธรรม ๗ ไปบูรณา การใช้ทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จํานวน ๔๐๐ คน และผู้ให้ข้อมูล สําคัญ จํานวน ๑๐ คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ทํา การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสังคมศาสตร์และวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า ๑) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๒ เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่าด้านการบริหาร มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๓.๙๔ รองลงมา ได้แก่ด้านการติดตาม ข่าวสาร ด้านการตรวจสอบ และด้านการจัดทํานโยบาย ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๓ ๓.๙๒ และ ๓.๘๙ ตามลําดับ ๒)ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น พบว่า ประชาชนที่มีอายุระดับการศึกษา กลุ่ม ประชาสังคม และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ส่วนประชาชนที่มีเพศต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่แตกต่างกัน ๓) ข้อเสนอแนะ พบว่า ผู้นําท้องถิ่นควรส่งเสริมให้ประชาชนประชุมแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นซึ่งกันและกัน และควรส่งเสริมให้ประชาชนในองค์กรและชุมชนเคารพสิทธิของกันและกันโดย ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
ข Thesis Title : The Political Participation of Civil Society in Local Governance in Sam Sung District, Khon Kaen Province Researcher : Phra Pichet Dhammadharo (Sermsak) Degree : Master of Political Science Thesis Supervisory Committee : Asst. Prof. Chanchai Huadsri, B.A. (Social Study), M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science) : Dr. Sutipong Sawatta, Pali VI, B.A. (Political Science), M.A. (Development Sociology), Ph.D. (Social Development) Date of Graduation : May 24, 2022 Abstract The objectives of this research were: 1) to study the level of political participation of civil society in local governance in Sam Sung District, Khon Kaen Province; 2) to compare the level of political participation of civil society in local governance in Sam Sung District; 3) to study the recommendation for promoting participation and application of the Seven Aparihāniyadhamma principle to the political integration of civil society in local governance in Sam Sung District, Khon Kaen Province. The samples of this study were 400 people in Sam Sung District and ten key informants. The tools used for collecting data were questionnaires and interview forms. Data analysis was performed using social science software packages and contextual content analysis. The research results were as follows: 1) The overall level of political participation of civil society in local governance in Sam Sung District, Khon Kaen Province, was at a high level (mean = 3.92). The highest mean was seen in the aspect of 'administration (mean = 3.94), followed by 'following news,' 'investigation' and 'making a policy' (3.93, 3.92, 3.89 respectively). 2) The comparison of civil society's level of political participation in local governance in Sam Sung revealed that people with different ages, education levels, civil society groups, and average monthly incomes had their political participation differently with a statistical significance level of 0.05. In contrast, the people of different sexes had no difference in political participation.
ค 3) The recommendation for promoting participation and application of the Seven Aparihāniyadhamma principle to the political integration of civil society in local governance in Sam Sung District, Khon Kaen Province, was that local leaders encourage people to meet and exchange ideas with each other. They should encourage people in the organization and community to respect each other's rights without violating the rights and freedoms of others.
ง กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เล่มนี้สําเร็จลุล่วงได้ด้วยดีเพราะความเมตตาอนุเคราะห์จากคณะกรรมการที่ ปรึกษาวิทยานิพนธ์คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ชาญชัย ฮวดศรี อาจารย์ดร.สุธิพงษ์สวัสดิ์ทา และ อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุรพล พรมกุล ที่ทุกท่านได้ กรุณาสละเวลาให้คําปรึกษาแนะนําและคอยให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงแก้ไขงานวิทยานิพนธ์ มาโดยตลอด จึงขอเจริญพรขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอเจริญพรขอบคุณ รองศาสตราจารย์ดร.สุรพล สุยะพรหม ประธานกรรมการควบคุม สอบป้องกันวิทยานิพนธ์รองศาสตราจารย์ดร.ภาสกร ดอกจันทร์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้กรุณาให้ คําแนะนําในการปรับปรุงแก้ไขเป็นอย่างดีและผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือในการวิจัย คือ พระมหาสําราญ กมฺมสุทโธ,ผศ.ดร. พระครูสุตธรรมภาณี, ผศ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.วิทยา ทองดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุรพล พรมกุล ดร.สมควร นามสีฐาน ทุกท่านที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ ตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือในการวิจัยจนสําเร็จด้วยดี ขอขอบพระคุณ เจ้าคณะอําเภอซําสูง,เจ้าอาวาสวัดโนนสูง, นายกเทศมนตรีตําบลซําสูง, นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านโนน, ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านแห้ว, ประธานกลุ่มผู้ผลิตผ้าฝ้าย, ผู้ใหญ่บ้าน, กรรมการกลุ่มพัฒนาสตรีตําบลบ้านโนน, กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี, ประธานกลุ่มจิต อาสา ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามให้สัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลแก่ผู้วิจัยเป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณพระครูอรรถสารเมธีเจ้าอาวาสวัดวุฒาราม คุณพ่อคุณแม่และคุณป้า ครอบครัวรวมไปถึงญาติพี่น้องผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยเหลือและให้การสนับสนุนในทุกเรื่อง เพื่อน ๆ หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิตทุกรูป/คน, คณาจารย์เจ้าหน้าที่แม่บ้าน ประจํามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่นทุกท่านที่ได้ให้ความรู้ทางการศึกษา คอยอํานวย ความสะดวกในการดําเนินการต่าง ๆ และคอยสนับสนุนให้กําลังใจมาโดยตลอดจนการทําวิทยานิพนธ์ สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คุณความดีใด ๆ อันพึงบังเกิดมีจากวิทยานิพนธ์นี้ผู้วิจัยขอมอบแด่ทุกท่านที่มีส่วน เกี่ยวข้อง เพื่อตอบแทนพระคุณที่ทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์วิทยานิพนธ์เล่มนี้กับ ผู้วิจัยจนประสบความสําเร็จอย่างดียิ่ง พระพิเชษฐ ธมฺมธโร (เสรมศิกดั ิ์) ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕
จ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ จ สารบัญตาราง ช สารบัญแผนภาพ ฎ คําอธบายสิ ัญลักษณ์และคําย่อ ฏ บทที่ ๑ บทนํา ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสาคํ ัญของปัญหา ๑ ๑.๒ คําถามการวิจัย ๔ ๑.๓ วัตถุประสงค์การวิจัย ๔ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๕ ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๕ ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๖ ๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๗ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยทเกี่ี่ยวข้อง ๘ ๒.๑ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ๘ ๒.๒ แนวคิดเกยวกี่ับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๒๑ ๒.๓ แนวคิดทฤษฏีและบทบาทเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาสังคม ๒๘ ๒.๔ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ๓๗ ๒.๕ หลักพทธธรรมทุี่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น ๔๓ ๒.๖ ข้อมลบรูบทเริ ื่องที่วิจัย ๔๙ ๒.๗ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๕๐ ๒.๘ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๕๙ บทที่ ๓ วิธีดาเนํนการวิ ิจัย ๖๑ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๖๑ ๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผใหู้ ้ข้อมูลสําคัญ ๖๑ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๖๔ ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๖๗
ฉ ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ๖๗ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ๖๙ ๔.๑ การวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๗๐ ๔.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมใน การปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๘๒ ๔.๓ การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคม ในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๑๐๗ บทที่ ๕ สรปผลุอภิปรายและข้อเสนอแนะ ๑๒๑ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๑๒๑ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๑๒๕ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๑๓๓ บรรณานุกรม ๑๓๔ ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญและหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือวิจัย ๑๔๑ ภาคผนวก ข หนังสือขออนุญาตสัมภาษณเพ์ ื่อให้ข้อมูลในการวิจัย ๑๔๘ ภาคผนวก ค แบบสอบถามและแบบสมภาษณั ์เพื่องานวิจัย ๑๕๙ ภาคผนวก ง ผลการหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ๑๗๐ ภาคผนวก จ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามแบบสอบถาม (Try out) ๑๗๕ ภาคผนวก ฉ ภาพประกอบการสัมภาษณ์๑๗๙ ประวัติผู้วิจยั๑๘๔
ช สารบัญตาราง ตารางที่หน้า ตารางที่๒.๑ สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ๑๘ ตารางที่๒.๒ สรุปแนวความคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๒๗ ตารางที่๒.๓ สรุปแนวความคิดเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาสังคม ๓๕ ตารางที่๒.๔ สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ๔๑ ตารางที่๒.๕ ตารางสรุปแนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมทเกี่ี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น ๔๘ ตารางที่๒.๖ ตารางสรุปเกี่ยวกับข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๕๐ ตารางที่๒.๗ ตารางสรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๕๖ ตารางที่๓.๑ การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ๖๓ ตารางที่๔.๑ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามเพศ ๗๐ ตารางที่๔.๒ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามอายุ๗๐ ตารางที่๔.๓ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามระดับการศึกษา ๗๑ ตารางที่๔.๔ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามกลุ่มประชาสังคม ๗๑ ตารางที่๔.๕ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๗๒ ตารางที่๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นโดยรวม ๗๒ ตารางที่๔.๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการบริหาร ๗๓ ตารางที่๔.๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการจัดทํานโยบาย ๗๔ ตารางที่๔.๙ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการติดตามข่าวสาร ๗๕ ตารางที่๔.๑๐ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการตรวจสอบ ๗๖
ซ ตารางที่๔.๑๑ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ โดยรวม ๗๗ ตารางที่๔.๑๒ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๗๘ ตารางที่๔.๑๓ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการพร้อมเพรียงกันประชุม ๗๘ ตารางที่๔.๑๔ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการไม่บัญญัติหรือไมล่ ้มล้างข้อบัญญัติไว้๗๙ ตารางที่๔.๑๕ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา ๘๐ ตารางที่๔.๑๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการให้เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรี๘๐ ตารางที่๔.๑๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการเคารพศาสนสถานและรักษา วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๘๑ ตารางที่๔.๑๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จงหวั ัดขอนแก่น ด้านการอารกขาัคุ้มครอง ปกป้องอันชอบธรรม ๘๒ ตารางที่๔.๑๙ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่นในเขต อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามเพศ ๘๓ ตารางที่๔.๒๐ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามอายุ๘๔ ตารางที่๔.๒๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ผลต่าง นัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จาแนกตามอายํุ๘๕ ตารางที่๔.๒๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการ บริหารผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จาแนกตามอายํุ๘๖
ฌ ตารางที่๔.๒๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมการปกครองท้องถิ่น ด้านการ จัดทํานโยบาย ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๗ ตารางที่๔.๒๔ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการ ติดตาม ข่าวสาร ผลต่างนัยสาคํ ัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๘ ตารางที่๔.๒๕ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการ ตรวจสอบ ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๙ ตารางที่๔.๒๖ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครอง ท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามระดับ การศึกษา ๙๐ ตารางที่๔.๒๗ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ผลต่าง นัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๙๑ ตารางที่๔.๒๘ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการ บริหาร ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๙๒ ตารางที่๔.๒๙ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการ จัดทํานโยบายผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๙๓ ตารางที่๔.๓๐ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการ ติดตาม ข่าวสารผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๙๔ ตารางที่๔.๓๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ผลการเปรียบเทียบการมี ส่วน ร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการ ตรวจสอบ ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๙๕ ตารางที่๔.๓๒ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครอง ท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามกลุ่มภาค ประชาสังคม ๙๖ ตารางที่๔.๓๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามกลุ่มภาคประชาสังคม ๙๗ ตารางที่๔.๓๔ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการบริหาร ผลต่าง นัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จาแนกตามกลํุ่มภาคประชาสังคม ๙๘
ญ ตารางที่๔.๓๕ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการจัดทํานโยบาย ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามกลุ่มภาคประชาสังคม ๙๙ ตารางที่๔.๓๖ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการติดตามข่าวสาร ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามกลุ่มภาคประชาสังคม ๑๐๐ ตารางที่๔.๓๗ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการตรวจสอบ ผลต่าง นัยสําคัญ น้อยที่สุด (LSD.) จาแนกตามกลํุ่มภาคประชาสังคม ๑๐๑ ตารางที่๔.๓๘ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครอง ท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน ๑๐๒ ตารางที่๔.๓๙ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๓ ตารางที่๔.๔๐ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการบริหาร ผลต่าง นัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จาแนกตามรายได ํ ้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๔ ตารางที่๔.๔๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการจัดทํานโยบาย ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๕ ตารางที่๔.๔๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการติดตามข่าวสาร ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๖ ตารางที่๔.๔๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่การมีส่วนร่วมทางการ เมือง ของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่น ด้านการตรวจสอบ ผลต่าง นัยสําคัญ น้อยที่สุด (LSD.) จาแนกตามรายได ํ ้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๗
ฎ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่หน้า แผนภาพที่๒.๑ กรอบแนวคดในการว ิ ิจัย ๖๐ แผนภาพที่๔.๑ สรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๑๑๘
ฏ คําอธิบายสัญลักษณ์และคําย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ครั้งนี้ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย การอ้างอิงระบุเล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ให้ใช้อักษรย่อตัวพื้นปกติเช่น ที. สี.(ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ภาษาไทย เล่มที่๙ ข้อ ๒๗o หน้า ๙๘ ฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙ ก. คําย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระสุตตันตปฎกิ คําย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา องฺ.สตฺตก. = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต (ภาษาไทย)
บทที่๑ บทนํา ๑.๑ ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา การมีส่วนร่วมทางการเมือง ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการขับเคลื่อนระบอบ ประชาธิปไตย ให้ไปสู่แก่นแท้ของระบอบการเมืองการปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้เปิดโอกาส ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยได้มากขึ้นตามที่รัฐบาลได้ กระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองตามระบอบ ประชาธิปไตยได้ถูกบรรจุไว้ในมาตรา ๒๔๓ ถึง ๒๕๔ ในหมวด ๑๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งนับว่าเป็นการกระจายอํานาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นที่เอื้อต่อการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดีอีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนรับผิดชอบและการ เรียนรู้การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อร่วมกันคิดร่วมกันทําพัฒนาท้องถิ่นของตนเองการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศไทยกับการพัฒนาชุมชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันโดยมีการเมืองเป็นฝ่ายบริหารจัดการประเทศตั้งแต่ชุมชนท้องถิ่นถึงระดับชาติ การเมืองเป็นเรื่องอํานาจจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมเป็นตัวกําหนดกิจกรรมของสังคมนั้น ๆ ในทุกแง่ ทุกมุมโดยอํานาจจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมนั้น ๆ จะต้องเป็นธรรมและยั่งยืน การเมืองไทยใน ระบอบประชาธิปไตยได้เลือกรูปแบบการควบอํานาจ (Fusion of Power) โดยทั่วไปเรียกว่าระบบ รัฐสภา (Parliamentary System) เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาจาก ประเทศอังกฤษโดยที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและเป็นสัตว์การเมือง “ไม่ว่าคุณจะเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือไม่แต่การเมืองจะเกี่ยวข้องกับชีวิตคุณแน่นอน” นั้นก็คือการเมืองจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิต และการดํารงชีวิตทุกด้านทุกมิติเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การเมืองจึงมี ความสําคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็นรากฐานสําคัญต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวม๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิของพลเมืองไทย อยู่หลายประการรวมทั้งกําหนดหน้าที่ของรัฐบาลในอันที่จะปกป้องสิทธิดังกล่าวไว้ส่งผลให้มาตรฐาน ของการจัดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยภาครัฐเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต้อง ถูกยกระดับให้สูงขึ้นตามไปด้วย หมวดที่๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีชื่อว่า “สิทธิและเสรีภาพของชน ๑ สถาบันพระปกเกล้า, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐, พิมพ์ครั้งที่๑, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๐), หน้า ๗๐-๗๕.
๒ ชาวไทย” โดยส่วนที่๑๐ ของหมวดดังกล่าวประกอบด้วยบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิในข่าวสารและการ ร้องเรียนของประชาชน ผลลัพธ์ของบทบัญญัติเหล่านี้ก็ทําให้รัฐบาลจักต้องทําการปรึกษาหารือกับ ประชาชนอย่างทั่วถึงและในระดับสูงสุด โดยเฉพาะในกรณีโครงการของภาครัฐนั้น “อาจมีผลกระทบ ต่อส่วนได้ส่วนเสียสําคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ” (มาตรา ๕๗) ขณะที่ส่วนที่๑๑ ของบทเดียวกันนั้นว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม และ ส่วนที่๑๒ ว่าด้วยสิทธิอันหลากหลายของชุมชน โดยทั่วไปแล้วไม่มีหน่วยงานกลางใดในภาครัฐที่ รับผิดชอบดูแลเรื่องการจดทะเบียนขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งที่มีสัญชาติไทยและที่เป็นต่างชาติแต่ การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการทําผ่านหน่วยงานของรัฐหลาย ๆ หน่วยองค์กรภาคประชาสังคมใน ระดับท้องถิ่นส่วนมากเลือกที่จะไม่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ (รัฐธรรมนูญของไทยมิได้กําหนดให้ องค์กรภาคประชาสังคมต้องมีการจดทะเบียน) อย่างไรก็ตาม มีองค์กรภาคประชาสังคมไทยหลาย ประเภทที่มีลักษณะเฉพาะทางกฎหมาย เช่น องค์กรภาคประชาสังคมที่เรียกว่าสมาคมจะต้องมีการ จดทะเบียนในระดับจังหวัดหรือกับส่วนกลาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่สมาคมประกอบ โดยการปฏิบัติ หน้าที่ของสมาคมต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิก ส่วนองค์กรที่เรียกว่ามูลนิธินั้นจะต้องมี กองทุนขั้นต่ํา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องไม่มีบทบาทหรือการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะต้องขึ้น ทะเบียนกับกระทรวงวัฒนธรรม มีความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน และผ่าน การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ตํารวจและหน่วยงานที่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่กระบวนการที่ว่าก็อาจใช้ เวลานานถึง ๖ เดือนจึงจะแล้วเสร็จ แม้จะน้อยมากที่การตรวจสอบดังกล่าวจะลงเอยด้วยการปฏิเสธ การจัดตั้งของมูลนิธิใด ๆ ส่วนองค์กรต่างชาตินั้นอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของกระทรวงการ ต่างประเทศโดยตรง แต่ไม่จําเป็นต้องจดทะเบียนในประเทศไทยหากพวกเขาได้มีการจัดตั้งอย่าง ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศอื่น ๆ มาแล้ว (โดยมาก องค์กรเหล่านี้จะทํางานร่วมกับพันธมิตร ท้องถิ่นอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดีโครงการที่องค์กรเหล่านี้จะจัดทําขึ้นในประเทศต้องได้รับการอนุมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าโครงการที่ว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นหรือพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูง ๒ การมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงมีอิทธิพลต่อการกําหนดนโยบายของรัฐ หรือผู้นํารัฐบาล รวมทั้งกดดันให้รัฐบาลกระทําตามความประสงค์ของประชาชน และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็น เครื่องชี้วัดพัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ประเทศ ที่พัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ในระดับที่ดีแล้ว ก็มักจะกําหนดให้ ประชาชนทุกระดับมีสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเป็น รูปธรรม โดยเฉพาะการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น เป็นพื้นฐานสําคัญในการที่จะทําให้ประชาชนเกิดการ เรียนรู้ทางการเมืองโดยการมีส่วนร่วม เนื่องจากการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นเป็นการเมืองที่มีความ ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประชาชนในท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมในการปกครอง ท้องถิ่นของตนเองน้อยมาก การมีส่วนร่วมที่เป็นรูปธรรม คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนไปใช้สิทธิ ๒ สํานักงานผู้แทนประจําประเทศไทย, นโยบายและกลไกทางกฎหมายของต่างประเทศ, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: file:///C:/Users/Admin/Downloads/Documents/csb-tha-th.pdf [๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๔].
๓ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น อย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น๓ ในบทบัญญัติมาตรา ๒๕๒ ได้กล่าวถึงที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภา ท้องถิ่น ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจะให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ต้องคํานึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นรวมทั้งการกําหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งหลักเกณฑ์วิธีการ ซึ่งกฎหมายกําหนดให้คํานึงถึงเจตนารมณ์ในการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้นจึงได้มีการจัดทําและพิจารณา เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นตามลําดับ การปกครองท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งทําให้เกิดการพัฒนาทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ความเข้มแข็งของการปกครองจะเกิดขึ้นได้จะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือภาคประสังคมต่อการเลือกตั้งจึงเป็นส่วนสําคัญใน การส่งเสริมระบบการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยและก่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยได้อย่าง ยั่งยืน โดยเฉพาะการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นอันเป็นพื้นฐานสําคัญในการที่จะทําให้ประชาชนเกิดการ เรียนรู้ทางการเมือง โดยการมีส่วนร่วมการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นการเมืองที่มีความใกล้ชิด กับประชาชนในท้องถิ่นมากที่สุด ในอดีตที่ผ่านมาประชาชนในท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมในการปกครอง ท้องถิ่นของตนเองน้อยมาก การมีส่วนร่วมที่เป็นรูปธรรม คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น แต่เมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้นมีสมาชิกสภาท้องถิ่นมีคณะผู้บริหารหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นแล้ว ประชาชนหรือภาคประชาสังคมจะไม่มีส่วนร่วมอย่างอื่นเลย เช่น การจัดทําแผนนโยบาย การติดตามข่าวสาร การตรวจสอบการทํางานก็จะมีน้อยมาก ในกรณีที่ประชาชนสนใจจะมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติก็พบว่า ไม่มีช่องทางที่เปิดให้ประชาชนทําอะไรได้มากนัก ซึ่งทําให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นขาดพลังขาดความร่วมมือ และขาดความสนใจจากประชาชนส่งผลให้การปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นการปกครองของคนในท้องถิ่นเองประสบความล้มเหลว๔ ดังนั้นผู้วิจัยมุ่งประสงค์การวิจัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น เพื่อหาแนวทางให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารเพียงพอ เกี่ยวกับช่องทางและกฎหมายที่จะเอื้อต่อการมีส่วนร่วมในการกํากับดูแลและตรวจสอบการ บริหารงานของการปกครองส่วนท้องถิ่นทําให้ตัวแทนภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไปเข้าใจ อย่างเพียงพอเกี่ยวกับความสําคัญและวิธีการเข้าไปมีส่วนร่วมในทางปฏิบัตินอกจากการที่ได้ไปใช้ สิทธิเลือกตั้งระดับท้องถิ่นแล้วประชาชนมักจะมีส่วนร่วมในขอบเขตที่จํากัด เนื่องจากประชาชนใน ท้องถิ่นโดยเฉพาะชุมชนชนบทต่างมีภารกิจที่ต้องทํามาหากินเลี้ยงครอบครัวจึงเห็นว่าการไปร่วมใน ๓ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน, (กรุงเทพมหานคร: สํานักการพิมพ์สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ๒๕๕๔), หน้า ๑๑๒-๑๑๖. ๔ กองราชการส่วนตําบล, ข้อมูลสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล ประจําปี๒๕๕๐, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, ๒๕๕๐), หน้า ๑๖.
๔ การกํากับดูแลและตรวจสอบการทํางานของคณะผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการเสียเวลาหรือไม่มีความรู้ ความเข้าใจเพียงพอในหลักกฎหมาย ทั้งนี้หากการเมืองในทุกระดับไม่มีความเข้มแข็งโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งการเมืองระดับท้องถิ่นไม่พัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งที่ไม่ บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการซื้อสิทธิขายเสียง จะส่งผลต่อการเมืองระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นที่ไร้ เสถียรภาพ หากมีการรณรงค์การเลือกตั้ง ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองในช่องทางการ สื่อสารต่าง ๆ ก็จะสามารถเป็นแนวทางหรือรูปแบบในการบริหารจัดการกิจกรรมหรือช่องทางในการ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในอนาคตได้โดยผลการวิจัยในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ท้องถิ่นในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะ ศึกษาว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นทั่วไปของภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมอย่างไร การมีส่วน ร่วมทางการเมืองท้องถิ่นควรจะเป็นอย่างไร ผลการวิจัยในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนที่ อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อําเภอซําสูง ที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของภาคประชาสังคม และเป็นข้อมูลแก่ทางการเมืององค์กรปกครองท้องถิ่นได้เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม ทางการเมืองเพิ่มมากขึ้นต่อไป ๑.๒ คําถามการวิจัย ๑.๒.๑ ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นเป็นอย่างไร ๑.๒.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นเป็นอย่างไร ๑.๒.๓ ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมใน การปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นเป็นอย่างไร ๑.๓ วัตถุประสงค์การวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครอง ท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๑.๓.๒ เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๑.๓.๓ เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการนําหลักอปริหานิย ธรรม ๗ ไปบูรณาการใช้ทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น
๕ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองส่วน ท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยได้กําหนดขอบเขตของการศึกษาวิจัยไว้ดังนี้ ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านประชากรและผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๑) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น จํานวน ๒๓,๔๗๘ คน๕ ๒) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์๒ รูป นายกเทศมนตรี๑ คน นายก องค์การบริหารส่วนตําบล ๑ คน ผู้อํานวยการกองการศึกษา ๑ คน ผู้ใหญ่บ้าน ๑ คน ประธานกลุ่ม/ รองประธานกลุ่มประชาสังคม ๔ คน ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซํา สูง จังหวัดขอนแก่น จํานวน ๕ ด้าน คือ ๑) ด้านการบริหาร ๒) ด้านการจัดทํานโยบาย ๓) ด้าน การติดตามข่าวสาร ๔) ด้านการตรวจสอบ ๕) ด้านการมีส่วนร่วมตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๑.๔.๓ ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา กลุ่มภาคประชาสังคม รายได้เฉลี่ยต่อ เดือน ตัวแปรตาม การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ประกอบด้วย ๑) ด้านการบริหาร ๒) ด้านการจัดทํานโยบาย ๓) ด้าน การติดตามข่าวสาร ๔) ด้านการตรวจสอบ ๕) ด้านการมีส่วนร่วมตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านพื้นที่ได้แก่เขตพื้นที่รับผิดชอบของอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ๑.๔.๕ ขอบเขตด้านระยะเวลา กําหนดการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์สังเคราะห์ ผลระหว่างเดือน กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๔ ถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ รวมเวลา ๖ เดือน ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๑.๕.๑ ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอ ซําสูง จังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน ๑.๕.๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่นในเขตอําเภอ ซําสูง จังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน ๕ อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น, สถิติประชากรจากทะเบียนบ้าน เขตพื้นที่อําเภอซําสูง จังหวัด ขอนแก่น, มกราคม ๒๕๖๔.
๖ ๑.๕.๓ ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่น ในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน ๑.๕.๔ ประชาชนที่มีกลุ่มประชาสังคมต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองท้องถิ่น ในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน ๑.๕.๕ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง ท้องถิ่นในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย การมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง การที่ประชาชนภาคประชาสังคมได้เข้าไปมีส่วน ร่วมในการดําเนินกิจกรรมของการเมืองในเขตอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ในด้านการบริหาร ด้านการจัดทํานโยบาย ด้านการติดตามข่าวสาร ด้านการตรวจสอบ และด้านการมีส่วนร่วมตามหลัก อปริหานิยธรรม ๗ การปกครองท้องถ่ิน หมายถึง การปกครองที่ส่วนกลางกระจายอํานาจให้ท้องถิ่นมีส่วน ร่วมในการปกครองตนเอง ในที่นี่คือการปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ภาคประชาสังคม หมายถึง ประชาชนเป็นกลุ่มและผู้กระทําการทางสังคมอาจมี วัฒนธรรม วิถีชีวิต วิธีคิดอันหลากหลายมาร่วมกันในกิจกรรมที่มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร ข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน รวมถึงมีจุดมุ่งหมายในผลประโยชน์สาธารณะบางประการ ให้กับสังคม เช่น กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวนาปีกลุ่มคณะกรรมการพัฒนาสตรีกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าโอ ทอป กลุ่มจิตอาสา การบริหาร หมายถึง การที่ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารการปกครอง ส่วนท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น ด้านการจัดทํานโยบาย หมายถึง องค์กรภาคประชาสังคมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการ ดําเนินกิจกรรมการกําหนดนโยบาย การตัดสินใจแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการปกครอง ท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น การติดตามข่าวสาร หมายถึง องค์กรภาคประชาสังคมในเขตอําเภอซําสูง จังหวัด ขอนแก่น ได้รับรู้ติดตามข้อมูลจากการปกครองท้องถิ่นในช่องทางต่าง ๆ การตรวจสอบ หมายถึง องค์กรภาคประชาสังคมในอําเภอซําสูง ได้มีส่วนร่วมในการ ติดตามตรวจสอบการทํางานและรวมไปถึงการตรวจสอบการดําเนินงานทั้งในด้านต่าง ๆ เช่น ด้าน การพัฒนา ด้านนโยบาย หลักอปริหานิยธรรม ๗ หมายถึง หลักธรรมที่นําไปสู่ความเจริญและพัฒนาของการมีส่วน ร่วมทางการเมืองภาคประชาสังคม
๗ ๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑.๗.๑ ทําให้ทราบระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นใน อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น เป็นอย่างไร ๑.๗.๒ ทําให้ทราบผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น เป็นอย่างไร ๑.๗.๓ ทําให้ทราบข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการ ปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่นต่อไป
บทที่๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษาถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ภาคประชาสังคมในการปกครองท้องถิ่นในอําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น” จึงได้มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๒.๑ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๒.๓ แนวคิดทฤษฏีและบทบาทเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาสังคม ๒.๔ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ๒.๕ หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น ๒.๖ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๗ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๘ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ๒.๑.๑ ความหมายของการมีส่วนร่วม คําว่า “การมีส่วนร่วม” หรือในภาษาอังกฤษใช้คําว่า “Participation” มีนักวิชาการ หลายท่านได้ให้ความหมายการมีส่วนร่วมไว้มีทั้งความหมายที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกันไปตาม ความเข้าใจ และประสบการณ์ของแต่ละบุคคลไว้ดังนี้ การมีส่วนร่วม หมายถึง การเกี่ยวข้องกันทางด้านจิตใจ และอารมณ์ของบุคคลหนึ่งใน สถานการณ์กลุ่มผลของการเกี่ยวข้องกันดังกล่าว เป็นเหตุเร้าใจมีการให้เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของ กลุ่มนั้น กับทั้งให้เกิดความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มดังกล่าวด้วย๑ ๑ นิรันดร์จงวุฒิเวศย์, กลวิธีแนวทาง วิธีการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในงานพัฒนา ชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์การศึกษานโยบายสาธารณุสุข มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๒๗), หน้า ๘๓.
๙ การมีส่วนร่วมจะต้องครอบคลุมในประเด็นดังต่อไปนี้ ๒ ๑. การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นครอบคลุมถึง การสร้างโอกาสที่เอื้อหรือเปิดโอกาสให้ สมาชิกทุกคนและสังคมร่วมกิจกรรมนําไปสู่การพัฒนาและทําให้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเท่า เทียมกัน ๒. การมีส่วนร่วมของประชาชน สะท้อนการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยความสมัครใจเป็น ประชาธิปไตยในการตัดสินใจเพื่อกําหนดนโยบายการวางแผนและการดําเนินโครงการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และการแบ่งสรรผลประโยชน์ที่เกิดจากการพิจารณา ในมิติดังกล่าว การมีส่วนร่วม ของประชาชนจึงเป็นการเชื่อมระหว่างส่วนที่ประชาชนลงทุน (แรงงานและทรัพยากร) เพื่อการพัฒนา กับประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน ๓. ลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจแตกต่างกันตามสภาพโครงสร้างการบริหาร นโยบายและลักษณะเศรษฐกิจของประชาชนการมีส่วนร่วมของประชาชนมิได้เป็นเพียงเทคนิควิธีการ แต่เป็นปัจจัยที่สําคัญในการประกันให้เกิดการพัฒนาที่มุ่งประโยชน์ที่ได้จากการลงทุน การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง เป็นการให้อํานาจในการตัดสินใจที่เน้นในเรื่อง อํานาจ และการควบคุมโดยมีกิจกรรมร่วมกันของประชาชนที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง๓ การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง เป็นการให้โอกาสตามความสามารถในการที่จะมี ส่วนร่วมในการกําหนดชะตะกรรมของตนเองของมนุษย์โดยอาศัยหลักความเสมอภาคเป็นหลักสําคัญ ของการพัฒนา นั้นเป็นการช่วยเหลือกัน ร่วมมือกัน การแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของ สังคมเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองพร้อมกับเพิ่ม ประสิทธิภาพและเป็นการเปิดโอกาสในการที่จะฝึกหัดประชาชน องค์กรประชาชน หาทางแก้ไข ปัญหาของตนเองหรือเป็นการร่วมกันสร้างความเจริญให้แก่ชุมชนของตนเอง๔ การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่ประชาชนหรือชุมชนพัฒนาขีดความสามารถของตนในการ จัดการควบคุมการใช้และการกระจายทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ต่อการดํารงชีพ ทางเศรษฐกิจ และสังคมตามความจําเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะสมาชิก๕ ของสมาคม ในการมีส่วนร่วมประชาชน ได้พัฒนาการรับรู้และภูมิปัญญาซึ่งแสดงออกในรูปการตัดสินใจในการกําหนดชีวิตของตนอย่างเป็นตัว ของตัวเอง ๒ ปรัชญา เวสารัชช์, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมเพื่อพัฒนาชนบท”, รายงานการวิจัย, (สถาบันไทยคดีศึกษา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘), หน้า ๑๙. ๓ อภิชัย พันธเสน, วิถีพัฒนาชนบทจากชุมชนอนาธิปัตย์สู่สังคมยุคธรรม, (กรุงเทพมหานคร: สมาคม สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, ๒๕๓๕). หน้า ๑๕. ๔ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, สิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๒๐๘. ๕ ธรกนก ศิริรัตนะ, “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการธนาคารขยะในชุมชน บ้านท่าภาณุรังสี เทศบาลตําบลเกาะสีชัง อําเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์การเมืองและการปกครอง, (คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์: มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๕).
๑๐ การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม พิจารณา และตัดสินใจการร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ อันมีผลกระทบถึงตัวประชาชนเอง๖ การมีส่วนร่วมของประชาชน คือ การที่ประชาชน หรือชุมชน พัฒนาขีดความสามารถของ ตนเองในการจัดการ การควบคุมการใช้และการกระจายทรัพยากรรวมทั้งปัจจัยการผลิตที่มีอยู่เพื่อ ประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม ความจําเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะสมาชิกของ สังคม๗ การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากโครงการพัฒนาการที่ประชาชนมีส่วนร่วมช่วยเหลือในการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาที่ประชาชน มีส่วนร่วมของประชาชนไว้๗ ระดับดังนี้ ๘ ๑. ถูกบังคับ = ไม่มีส่วนร่วม ๒. ถูกล่อ = มีส่วนร่วมน้อย ๓. ถูกชักชวน = มีส่วนร่วมน้อย ๔. ถูกสัมภาษณ์ความต้องการ = มีส่วนร่วมปานกลาง ๕. มีโอกาสเสนอโครงการ = มีส่วนร่วมปานกลาง ๖. มีโอกาสเสนอโครงการ = มีส่วนร่วมในระดับสูง ๗. มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง = มีส่วนร่วมในอุดมคติ การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การกระจายโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง และการบริหารเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ร่วมทั้งการ จัดสรรทรัพยากรของชุมชนและของชาติซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการให้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น ให้คําแนะนําปรึกษา ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติรวมตลอดจนการ ควบคุมโดยตรงจากประชาชน๙ ๒.๑.๒ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวการปกครองท้องถิ่นนั้น เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีการมีส่วน ร่วมก็สามารถจะสรุปได้ดังนี้ ๖ ยุวัฒน์วุฒิเมธี, หลักการพัฒนาชุมชนและการพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร: ไทยอนุเคราะห์ ไทย, ๒๕๒๖), หน้า ๒๕. ๗ ทวีทอง หงส์วิวัฒน์, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: ศักดิ์โสภณการ พิมพ์, ๒๕๒๗), หน้า ๘๑. ๘ ไพโรจน์สุขสัมฤทธิ์, “การมีส่วนร่วมของประชาชน”, วารสารพัฒนาชุมชน, ปีที่๒๕ ฉบับที่๗ (๒๕๓๑): ๒๕. ๙ คะนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม และคณะ, แนวทางการเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ : ปัญหา อุปสรรค และทางออก, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมดา เพลส, ๒๕๔๕).
๑๑ ๑) ทฤษฎีการเกลี้ยกล่อมมวลชน (Mass Persuasion) เป็นวิธีการหนึ่งที่แก้ไขปัญหา การขัดแย้งในการปฏิบัติงานโดยผู้เกลี้ยกล่อมโดยเฉพาะความรู้ขั้นพื้นฐานเพื่อให้ดําเนินงานบรรลุ เป้าหมายที่ตั้งไว้ดังนี้การเกลี้ยกล่อมจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่นําไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนและถ้า การเกลี้ยกล่อมนั้นเป็นเรื่องที่ตรงกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ย่อมส่งผลถึงการมีส่วนร่วมได้ใน ที่สุด ๒) ทฤษฎีการระดมสร้างขวัญของคนในชาติ (National Morale) การมีส่วนร่วมใน การปฏิบัติการกิจกรรมใด ๆ จําเป็นต้องให้ประชาชนในชุมชนและผู้ปฏิบัติการมีขวัญที่ดีการสร้าง ขวัญที่ดีต้องพยายามสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ร่วมงาน เช่น การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วมไม่เอารัดเอา เปรียบให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงาน ๓) ทฤษฎีการสร้างความรู้สึกชาตินิยม (Nationalizing) เป็นปัจจัยที่มีความสําคัญ นําไปสู่การมีส่วนร่วมเป็นความรู้สึกที่จะอุทิศหรือเน้นค่านิยมเรื่องผลประโยชน์ของชาติมีความพอใจ ในชาติตนพอใจในเกียรติภูมิจงรักภักดีผูกพันต่อท้องถิ่น ๔) ทฤษฎีการสร้างผู้นํา (Leadership) การสร้างผู้นําจะช่วยจูงให้ประชาชนทํางาน ด้วยความเต็มใจ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายร่วมกัน เพราะผู้นําเป็นปัจจัยสําคัญในการ รวบรวมกลุ่มจูงใจคนไปยังเป้าประสงค์ผลของการสร้างผู้นําทําให้เกิดการระดมความร่วมมือ ปฏิบัติงานอย่างมีคุณภาพ มีความคิดริเริ่มในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยดีนั่นเอง๑๐ จากทฤษฎีดังกล่าวข้างต้น อาจกล่าวสรุปได้ว่าการมีส่วนร่วมนั้นจะต้องมีหลักในการมีส่วน ร่วมที่สําคัญ คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ, การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ, การมีส่วนร่วมใน ผลประโยชน์, การมีส่วนร่วมในการประเมินผล เพื่อที่จะเสริมสร้างระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและทําให้เกิดการพัฒนาขององค์การ ๒.๑.๓ องค์ประกอบของการมีส่วนร่วม ๑. การเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจและอารมณ์เป็นการเกี่ยวข้องทั้งตัวตน ไม่ใช่เฉพาะ เพียงแต่เกี่ยวข้องกําลังกาย หรือทักษะ กล่าวคือ ผู้มีส่วนร่วมจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางจิต ไม่เพียงแต่ เฉพาะด้านการงาน ๒. การกระทําการให้เมื่อผู้มีส่วนร่วมได้บังเกิดความเกี่ยวข้องด้านจิตใจ และอารมณ์ แล้วเท่ากับเปิดโอกาสให้เขา ได้แสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การกระทําเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของ กลุ่ม โดยเหตุนี้การมีส่วนร่วมมากกว่าการยินยอมที่จะกระทําตามคําสั่ง ซึ่งกระทําโดยปราศจากการ ยินยอมพร้อมใจและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การมีส่วนร่วมจึงเป็นความสัมพันธ์ทางอารมณ์และจิตใจ ที่มีการติดต่อสื่อสารทั่วไปและกลับระหว่างบุคคลนั้นและกลุ่ม ๓. การร่วมรับผิดชอบ เมื่อการเกิดการเกี่ยวข้องด้านจิตใจ อารมณ์และได้ทําการ ให้แก่สถานการณ์กลุ่มนั้นแล้ว ผู้ที่มีส่วนร่วมจะเกิดความรู้สึกร่วมกับผิดชอบกับกลุ่มนั้นด้วย เพราะ ๑๐ อํานาจ อนันตชัย, การระดมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๐), หน้า ๑๒๗-๑๓๐.
๑๒ การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการทางสังคมที่บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่ม และต้องการเห็นผลสําเร็จ ของการทํางานด้วย จึงเกิดความรับผิดชอบร่วมกับกลุ่ม โดยสรุปอาจกล่าวว่า การมีส่วนร่วม = ความร่วมมือร่วมใจ + การประสานงาน + ความรับผิดชอบ (Participation = Cooperation + Coordination + Responsibility) ซึ่งแต่ล ะ องค์ประกอบมีความหมายดังนี้คือ ความร่วมมือร่วมใจ หมายถึง ความต้องการของบุคคลที่จะทํางานร่วมกันเพื่อ วัตถุประสงค์ของกลุ่ม การประสานงาน หมายถึง ห้วงเวลาและลําดับเหตุการณ์ที่มีประสิทธิภาพในกิจกรรมหรือ งาน ความรับผิดชอบ หมายถึง ความรู้สึกผูกพันในงานและในการทําให้เชื่อไว้วางใจ การมีส่วน ร่วมจึงเป็นหัวใจของการเสริมสร้างพลังการทํางานร่วมกันเป็นกลุ่ม (Teamwork)๑๑ ๒.๑.๔ ระดับของการมีส่วนร่วม การแบ่งระดับขั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอาจแบ่งได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และความละเอียดของการแบ่งเป็นสําคัญ โดยมีข้อพึงสังเกตคือ ถ้าระดับการมีส่วนร่วมต่ํา จํานวน ประชาชนที่เข้ามีส่วนร่วมจะมาก และยิ่งระดับการมีส่วนร่วมสูงขึ้นเพียงใด จํานวนประชาชนที่เข้ามี ส่วนร่วมก็จะลดลงตามลําดับ ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนเรียงตามลําดับจากต่ําสุดไปหาสูงสุด ได้แก่ ๑. ระดับการให้ข้อมูล เป็นระดับต่ําสุด และเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดของการ ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้วางแผนโครงการกับประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน โดย วิธีการต่าง ๆ เช่น การแถลงข่าว การแจกข่าวสาร และการแสดงนิทรรศการ เป็นต้น แต่ไม่เปิดโอกาส ให้แสดงความคิดเห็นหรือเข้ามาเกี่ยวข้องใด ๆ ๒. ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าระดับแรก กล่าวคือ ผู้วางแผนโครงการจะเชิญชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมิน ข้อดีข้อเสียของโครงการอย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น การจัดทําแบบสอบถามก่อนริเริ่มโครงการต่าง ๆ หรือการบรรยายและเปิดโอกาสให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนั้น ๆ เป็นต้น ๓. ระดับการปรึกษาหารือ เป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างผู้วางแผน โครงการและประชาชน เพื่อประเมินความก้าวหน้าหรือระบุประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ เช่น การจัด ประชุม การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น เป็นต้น ๔. ระดับการวางแผนร่วมกัน เป็นระดับการมีส่วนร่วมที่ผู้วางแผนโครงการกับ ประชาชนมีความรับผิดชอบร่วมกันในการวางแผนเตรียมโครงการ และผลที่จะเกิดขึ้นจากการ ดําเนินการโครงการ เหมาะที่จะใช้สําหรับการพิจารณาประเด็นที่มีความยุ่งยากซับซ้อนและมีข้อ ๑๑ นิรันดร์จงวุฒิเวทย์, กลวิธีแนวทาง วิธีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานพัฒนา ชุมชน, หน้า ๑๘๓.
๑๓ โต้แย้งมาก เช่น การใช้กลุ่มที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้ อนุญาโตตุลาการเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง และการเจรจาเพื่อหาทางประนีประนอมกัน เป็นต้น ๕. ระดับการร่วมปฏิบัติเป็นระดับที่ผู้รับผิดชอบโครงการกับประชาชนร่วมกัน ดําเนินโครงการ เป็นขั้นการนําโครงการไปปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ๖. ระดับการควบคุมโดยประชาชน เป็นระดับสูงสุดของการมีส่วนร่วมโดยประชาชน เพื่อแก้ปัญหา ข้อขัดแย้งที่มีอยู่ทั้งหมด เช่น การลงประชามติแต่การลงประชามติจะสะท้อนถึงความ ต้องการของประชาชนได้ดีเพียงใด ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของประเด็นที่จะลงประชามติและการ กระจายข่าวสารเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของประเด็นดังกล่าวให้ประชาชนเข้าใจอย่างสมบูรณ์และทั่วถึง เพียงใด โดยในประเทศที่มีการพัฒนาทางการเมืองแล้ว ผลของการลงประชามติจะมีผลบังคับให้ รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม แต่สําหรับประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติให้ผลของการ ประชามติมีทั้งแบบที่มีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก และแบบที่เป็นเพียงการให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีผลบังคับให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด๑๒ ๒.๑.๕ ลักษณะของการมีส่วนร่วม ลักษณะของการมีส่วนร่วมว่าเกิดขึ้นได้๔ ลักษณะ คือ ลักษณะแรก ประชาชนต้องเป็นผู้มีบทบาทในการกําหนดว่าสิ่งใดคือความจําเป็นขั้น พื้นฐานของตนเองหรือชุมชน ลักษณะที่สอง ประชาชนต้องทราบว่าทรัพยากรใดในชุมชน มีประโยชน์และสามารถ ระดมมาใช้ในการพัฒนาได้ ลักษณะที่สาม ต้องทราบและเข้าใจวิถีชีวิตของคนในชุมชน เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์แห่งการ พัฒนาให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน หรือต่างได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้า ลักษณะที่สี่ผลของการมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับทุก ฝ่ายตลอดจนพัฒนากระบวนการพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ลักษณะของการมีส่วนร่วมในระดับที่แตกต่างกันนั้น เป็นอิทธิพลของปัจจัยพื้นฐานหลาย ประการ๑๓ ๑๒ บวรศักดิ์อุวรรณโณ และถวิลวดีบุรีกุล, ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy), (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๘). หน้า ๒๙ – ๓๐. ๑๓ ไพรัตน์เดชะรินทร์, ชนบทไทย : การผันแปรในอนาคตภายหลังการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: พีเอ ลีฟ วิ่ง จํากัด, ๒๕๓๔), หน้า ๑๒.
๑๔ ๒.๑.๖ ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบด้วย ๑) ปัจจัยด้านเจ้าหน้าที่พัฒนาที่เข้าไปทํางานในชุมชน ต้องสร้างเงื่อนไขของบทบาท ของตนให้พร้อมที่จะเข้ามาทํางานและให้ชุมชนมีส่วนร่วม ต้องมีทัศนคติที่เหมาะสม เช่น ยอมรับ ศักดิ์ศรีของชุมชนกับตนเองเท่าเทียมกัน เชื่อ เคารพและเข้าใจความคิดของชุมชน ๒) ปัจจัยที่บุคคลที่ทํางานด้านการพัฒนาภายในชุมชน ได้แก่ผู้นําชุมชน องค์กร ชุมชนซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดการมีส่วนในการร่วมของชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่นของตนนําไปสู่การ พึ่งตนเองต่อไป ๓) ปัจจัยเกี่ยวกับการบริหารเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบราชการ หรือระเบียบของ องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีลักษณะของการสั่งการซึ่งเขาเห็นว่าเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ในระเบียบของการสั่ง การ การพัฒนาจึงไม่เป็นไปตามหลักการและเจ้าหน้าที่ยังขาดการวางแผนร่วมกับชุมชนทําให้การมี ส่วนร่วมชองชุมชนไม่ดี ๑๔ ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ ๑) ความศรัทธาที่มีต่อความเชื่อถือบุคคลสําคัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทําให้ประชาชนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการลงแขก การบําเพ็ญประโยชน์การสร้างโบสถ์วิหาร ๒) ความเกรงใจต่อบุคคลที่เคารพนับถือหรือมีเกียรติยศ ตําแหน่ง ทําให้ประชาชน เกิดความเกรงใจที่จะมีส่วนร่วมด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีความศรัทธาหรือความเต็มใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะ กระทํา เช่น ผู้ให้ออกปากขอผู้น้อยก็ช่วยแรง ๓) อํานาจบังคับที่เกิดจากบุคคลที่มีอํานาจเหนือกว่า ทําให้ประชาชนถูกบีบบังคับให้ มีส่วนร่วมในการกระทําต่าง ๆ เช่น บีบบังคับให้ทํางานเยี่ยงทาส๑๕ ๒.๑.๗ ประโยชน์ของการมีส่วนร่วม ประโยชน์ของการมีส่วนร่วมไว้ในเชิงการบริหารแบบมีส่วนร่วม ซึ่งสามารถนํามาใช้ ประโยชน์สําหรับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น โดยสรุปการมีส่วนร่วมจะทําให้ ๑) เกิดการยอมรับการเปลี่ยนแปลงมีมากกว่า การศึกษาต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่าเมื่อ บุคคลมีส่วนร่วมในการตัดถูกมองว่าเป็นสิ่งที่บังคับพวกเขาโดยบุคคลบางคนแล้ว พวกเขาโน้มเอียงที่ จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงถูกต่อต้านจากพนักงานอยู่บ่อย ๆ ครั้ง การมี ส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นแนวทางที่สําคัญอย่างหนึ่งในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและทําให้ พนักงานมีจิตใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง ๑๔ สมศักดิ์ศรีสันติสุข, กระทรวงมหาดไทย : ลักษณะเด่นและข้อจํากัดของหน่วยงานระดับ กระทรวงในการบริหารการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, ๒๕๓๒). หน้า ๑๒. ๑๕ นิรันดร์จงวุฒิเวศย์, การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาในสภาพสังคมและวัฒนธรรมไทย, หน้า ๑๘๐.
๑๕ ๒) ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและประชาชนมีความราบรื่นมากขึ้น การมีส่วน ร่วมทําให้ความไม่พอใจของกลุ่มถูกเปิดเผยออกมา ความไม่พอใจเหล่านี้สามารถยุติลงได้โดยการ อภิปรายอย่างตรงไปตรงมา ความไม่พอใจที่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือซ่อนเร้นอยู่อาจจะทําให้เกิดการนัด หยุดงาน การทํางานช้า ๆ ความสูญเสียและการขาดงาน การมีส่วนร่วมทําให้อัตราการร้องทุกข์มี น้อยลง เนื่องจากว่าโดยปกติแล้วการร้องทุกข์เป็นกระบวนการที่ทําให้เกิดค่าใช้จ่ายกับองค์กรส่วนการ มีส่วนร่วมช่วยประหยุดเงินให้กับฝ่ายบริหารได้ ๓) ความผูกพันของพนักงานกับองค์กรเพิ่มขึ้น เมื่อพนักงานมีส่วนร่วมในกระบวนที่ สําคัญ เช่น การตัดสินใจ พวกเขาจะรู้สึกผูกพันกับองค์การมากขึ้น พวกขึ้นจะรู้สึกว่าพวกเขาและ คําแนะนําของพวกเขาถูกให้คุณค่าโดยองค์การ ดังนั้น พวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการ ความ เชื่อถือตนเอง และความหวังของชีวิต ๔) ความไว้วางใจฝ่ายบริหารมีมากขึ้น พนักงานมีส่วนร่วมจะรู้สึกไว้วางใจฝ่าย บริหารมากขึ้น การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สําคัญขององค์การ พวกเขาจะรู้แรงจูงใจและความ ต้องการของฝ่ายบริหาร การรู้สึกเหล่านี้ทําให้เขาไว้วางใจในความตั้งใจของฝ่ายบริหาร ความรู้สึก ไว้วางใจเป็นองค์ประกอบที่จําเป็นอย่างหนึ่งของการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ๕) การบริหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีความง่ายมากขึ้น ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาผูกพัน ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และไว้วางใจฝ่ายบริหารมากขึ้น การบริหารพวกเขาจีความง่ายขึ้น จํานวน ของผู้บริหารจะมีน้อยลง เนื่องจากการควบคุมอย่างใกล้ชิดจะลดลง เนื่องจากว่าการควบคุมอย่าง ใกล้ชิดจะลดลงผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อพวกเขามีความรู้สึก รับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานของพวกเขามากขึ้น ดังนั้นพวกเขาเต็มใจยอมรับอํานาจหน้าที่ของ ผู้บังคับบัญชาพวกเขามากขึ้น ๖) การตัดสินใจทางการบริหารมีคุณภาพที่ดีขึ้น การบริหารแบบมีส่วนร่วมสามารถ เพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจทางด้านการบริหารให้ดีขึ้นได้การรวมความรู้และความสามารถของ บุคคลหลายคนเข้าด้วยกันในการที่จะแก้ปัญหาจะนําไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่าการตัดสินใจของ ผู้บริหารที่ขังตัวเองอยู่ในสํานักงานเพียงคนเดียว ๗) การติดต่อสื่อสารจากเบื้องล่างสู่เบื้องบนดีขึ้น การมีส่วนร่วมบังคับให้มีการ ติดต่อสื่อสารจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน องค์การหลายแหล่งพบว่าการขาดการติดต่อสื่อสารจากเบื้องล่าง สู่เบื้องบนเป็นปัญหาที่สําคัญอย่างหนึ่งขององค์การ การติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่ในองค์การจึงเป็นการ สื่อสารเบื้องบนสู่เบื้องล่าง การมีส่วนร่วมช่วยให้องค์การมีสิ่งย้อนกลับจากพนักงานได้เป็นอย่างดี ๑๖ ประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของประชาชนมีดังนี้ ๑. คุณภาพของการตัดสินใจดีขึ้น เนื่องจากกระบวนการปรึกษาหารือกับสาธารณชน จะช่วยสร้างความกระจ่างให้กับวัตถุประสงค์และความต้องการของโครงการหรือนโยบาย และ ๑๖ สมยศ นาวีกร, การบริหารแบบส่วนร่วม, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์บรรณกิจ, ๒๕๒๕), หน้า ๒๕-๒๖.
๑๖ บ่อยครั้งที่การมีส่วนร่วมของประชาชนนํามาสู่การพิจารณาทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าจะเป็นคําตอบที่มี ประสิทธิผลที่สุดได้ ๒. ใช้ต้นทุนน้อยและลดความล่าช้าลง แม้ว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการตัดสินใจฝ่ายเดียว แต่การตัดสินใจฝ่ายเดียวที่ไม่คํานึงถึง ความต้องการแท้จริงของประชาชนนั้น อาจนํามาซึ่งการโต้แย้งคัดค้านหรือการฟ้องร้องกัน อันทําให้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว เกิดความล่าช้า และความล้มเหลวของโครงการได้ในที่สุด ๓. การสร้างฉันทามติการมีส่วนร่วมของประชาชนจะสร้างข้อตกลงและข้อผูกพัน อย่างมั่นคงในระยะยาวระหว่างกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ลด ข้อโต้แย้งทางการเมืองและช่วยให้เกิดความชอบธรรมต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ๔. การนําไปปฏิบัติง่ายขึ้น การเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทําให้ประชาชนมี ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของการตัดสินใจนั้น และทันทีที่การตัดสินใจได้เกิดขึ้น พวกเขาก็อยากเห็น มันเกิดผลในทางปฏิบัติและยังอาจเข้ามาช่วยกันอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย ๕. การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่เลวร้ายที่สุด เพราะการเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ เข้ามาแสดงความต้องการและข้อห่วงกังวลตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จะช่วยลดโอกาสของการโต้แย้งและ การแบ่งฝ่าย ที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงได้ ๖. การคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม เนื่องจากกระบวนการตัดสินใจที่ โปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จะสร้างความน่าเชื่อถือต่อสาธารณชนและเกิด ความชอบธรรมโดยเฉพาะเมื่อต้องมีการตัดสินใจในเรื่องที่มีการโต้แย้งกัน ๗. การคาดการณ์ความห่วงกังวลและทัศนคติของสาธารณชน เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ เกี่ยวข้องได้มาทํางานร่วมกับสาธารณชนในกระบวนการมีส่วนร่วม พวกเขาจะได้รับรู้ถึงความห่วง กังวล และมุมมองของสาธารณชนต่อการทํางานขององค์กร ซึ่งจะทําให้เจ้าหน้าที่สามารถคาดการณ์ ปฏิกิริยาตอบสนองของสาธารณชนต่อกระบวนการและการตัดสินใจขององค์กรได้ ๘. การพัฒนาภาคประชาสังคม ประโยชน์อย่างหนึ่งของการมีส่วนร่วมของ ประชาชนคือ ทําให้ประชาชนมีความรู้ทั้งในส่วนของเนื้อหาโครงการและกระบวนการตัดสินใจของรัฐ รวมทั้งเป็นการฝึกอบรมผู้นํา และทําให้ประชาชนได้เรียนรู้ทักษะการทํางานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต๑๗ ๒.๑.๘ ปัญหาและอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมในสังคมย่อมมีปัญหาและอุปสรรคทุกด้านของการบริหารงานและการมี ส่วนร่วมของประชาชนดังนั้นนักวิชาการจึงได้แสดงทัศนะของปัญหาและการมีอุปสรรคดังนี้ เจ้าหน้าที่และระบบราชการเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้๒ ด้าน ๑๗ วันชัย วัฒนศัพท์และคณะ, คู่มือการมีส่วนร่วมของประชาชนการตัดสินใจที่ดีกว่าโดยให้ชุมชนมี ส่วนร่วม, (ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท, ๒๕๕๑), หน้า ๒๑–๒๕.
๑๗ ๑) ปัญหาเกี่ยวกับชาวชนบทเองถึงความเป็นปัจเจกบุคคล นอกจากนั้นยังอยู่ภายใต้ระบบ อุปถัมภ์หรือพึ่งพาบุคคลภายนอกจนเกินไป ดูถูกฐานะของตนเอง เลือกผู้นําที่สามารถอุปถัมภ์ตนเอง ได้ ๒) ปัญหาเกี่ยวกับตัวของเจ้าหน้าที่และระบบราชการ ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชน มีลักษณะ (๑) นโยบายในระบบราชการมักจะมาจากเบื้องบน (Top-Down Policy) (๒) การจัดสรรงบประมาณทํามาจากส่วนกลาง คํานึงถึงกิจกรรมที่ส่วนกลางกําหนด (๓) ระบบราชการที่เจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ ขาดการประสานงาน และรับปฏิบัติ เฉพาะนโยบายหลักของหน่วยงาน (๔) มีความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ผู้น้อย มักเชื่อว่าตัวเองมีฐานะสูงกว่าชาวชนบท (๕) เจ้าหน้าที่ราชการชอบทํางานสํานักงาน (๖) ระบบราชการใช้ระบบให้คุณให้โทษทําตัวให้พอใจแก่ผู้บังคับบัญชามิได้ ปฏิบัติงานเพื่อชนบทอย่างแท้จริง ๑๘ ปัญหาที่เป็นอุปสรรคของการมีส่วนร่วมมีดังนี้ ๑. เจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชนขาดการรับรู้เกี่ยวกับแนวคิด และความสําคัญของการ มีส่วนร่วมของประชาชน ๒. โครงสร้างกฎหมายและกระบวนการนโยบายยังไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ ๓. การขาดแคลนผู้มีทักษะในการใช้เครื่องมือสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ๔. ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมการเมืองและความพร้อมของประชาชน ๕. ปัญหาด้านความพร้อมของภาครัฐ ๖. การไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ที่จะบอกให้ทราบว่าประชาชนมีส่วนร่วมแล้วหรือยัง หรือ หน่วยงานของรัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด ทําให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ สามารถทํางานให้ดีขึ้นได้เพราะไม่มีมาตรฐานในการทํางานที่ชัดเจน๑๙ บทสรุป การเพิ่มขึ้นของการให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจของรัฐบาล กลายเป็นนิยามของประชาธิปไตย ทําให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นความจําเป็นที่จะต้อง ดําเนินการตามกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่จะต้องกระทําก่อนการตัดสินใจของรัฐบาล รวมทั้ง ยังถือเป็น เงื่อนไขที่จะต้องจัดให้มีก่อนการพิจารณาให้ทุนในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ ธนาคารโลกและธนาคารอื่นในภูมิภาค นอกจากภาครัฐแล้ว บริษัทเอกชนจํานวนมากได้ดําเนิน ๑๘ เจิมศักดิ์ปิ่นทอง, การบริหารพัฒนาชนบท การระดมประชาชนเพื่อการพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตวร์, ๒๕๒๖), หน้า ๕๖. ๑๙ ถวิลวดีบุรีกุล, พลวัตรการมีส่วนร่วมของประชาชน : จากอดีตจนถึงรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐, พิมพ์ครั้งที่๑, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอ.พี.กราฟิค ดีไซน์และการพิมพ์ จํากัด, ๒๕๕๒), หน้า ๙๙-๑๐๓.
๑๘ โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเกี่ยวกับการหาที่ตั้ง โครงการ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม หรือการเยียวยาแก้ไขแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้โครงการที่จะ จัดทําขึ้นได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากประชาชนอย่างแท้จริง จากการทบทวนแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม สามารถเขียนสรุปได้ดังรายละเอียด ปรากฏในตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๑ สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด นิรันดร์จงวุฒิเวศย์ การเกี่ยวข้องกันทางด้านจิตใจ และอารมณของ์ บุคคลหนึ่งในสถานการณ์กลมผลของการุ่ เกี่ยวข้องกันดังกล่าว เป็นเหตุเร้าใจมีการให้เพื่อ บรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่มนั้น กับทั้งให้เกิด ความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มดังกล่าวด้วย ปรัชญา เวสารัชช์ การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นครอบคลุมถึง การ เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนและสังคมร่วมกจกรรมิ นําไปสู่การพัฒนาและทําให้ได้รับประโยชน์จาก การพัฒนาเท่าเทียมกัน อภิชัย พันธเสน การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง เป็นการให้ อํานาจในการตัดสินใจที่เน้นในเรื่องอํานาจ และ การควบคุมโดยมีกิจกรรมร่วมกันของประชาชนที่ ไม่เคยมีส่วนเกยวขี่้อง ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง เป็นการให้ โอกาสตามความสามารถในการที่จะมีส่วนร่วมใน การกําหนดชะตะกรรมของตนเองของมนุษย์โดย อาศัยหลักความเสมอภาคเป็นหลักสําคญของการั พัฒนา นั้นเป็นการช่วยเหลือกัน ร่วมมือกัน การ แบ่งปัน และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม ธรกนก ศิริรัตนะ การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่ประชาชนหรือ ชุมชนพัฒนาขีดความสามารถของตนในการ จัดการควบคุมการใช้และการกระจายทรัพยากรที่ มีอยู่เพื่อประโยชน์ต่อการดํารงชีพ ทางเศรษฐกิจ และสังคมตามความจําเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีใน ฐานะสมาชิกของสมาคม ยุวัฒน์วุฒิเมธีการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม พิจารณา
๑๙ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด และตัดสินใจการร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบใน เรื่องต่าง ๆ อันมีผลกระทบถึงตัวประชาชนเอง ทวีทอง หงส์วิวัฒน์การมีส่วนร่วมของประชาชน คือ การที่ประชาชน หรือชุมชน พัฒนาขีดความสามารถของตนเองใน การจัดการ การควบคุมการใช้และการกระจาย ทรัพยากรรวมทั้งปัจจัยการผลิตที่มีอยู่เพื่อ ประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตทางเศรษฐกิจและ สังคม ความจําเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะ สมาชิกของสังคม ไพโรจน์สุขสมฤทธั ิ์การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การที่ ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก โครงการพัฒนาการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ช่วยเหลือในการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาที่ ประชาชนมีส่วนร่วม คะนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม และคณะ การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การกระจายโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง และการบริหาร เกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้ง การ จัดสรรทรัพยากรของชุมชนและของชาติซึ่งจะ ส่งผลกระทบตอว่ ิถีชีวิตและความเป็นอยู่ อํานาจ อนันตชัย ทฤษฎีการมีส่วนร่วมก็สามารถจะสรุปได้ดังนี้ ๑) ทฤษฎีการเกลี้ยกล่อมมวลชน (Mass Persuasion) ๒) ทฤษฎีการระดมสร้างขวัญของคนในชาติ (National Morale) ๓) ทฤษฎีการสร้างความรู้สึกชาตินิยม (Nationalizing) ๔) ทฤษฎีการสร้างผู้นํา (Leadership) นิรันดร์จงวุฒิเวทย์องค์ประกอบของการมีส่วนร่วม ได้แก่ความ ร่วมมือร่วมใจ หมายถึง ความต้องการของบุคคลที่ จะทํางานร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ของกลุ่มการ ประสานงาน หมายถึง ห้วงเวลาและลําดับ เหตุการณ์ที่มประส ี ิทธิภาพในกิจกรรมหรืองาน ความรับผิดชอบ หมายถึง ความรู้สึกผูกพันในงาน และในการทําให้เชื่อไว้วางใจ
๒๐ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด บวรศักดิ์อุวรรณโณ และถวิลวดีบุรีกุล ระดับของการมีส่วนร่วม ได้แก่๑. ระดับการให้ ข้อมูล ๒. ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจาก ประชาชน ๓. ระดับการปรึกษาหารือ ๔. ระดับ การวางแผน ๕. ระดับการร่วมปฏิบัติ๖. ระดับการ ควบคุมโดยประชาชน ไพรัตน์เดชะรินทร์ลักษณะของการมีส่วนร่วมในระดับที่แตกต่างกัน นั้น เป็นอิทธิพลของปัจจัยพื้นฐานหลายประการ ซึ่งจะกล่าวในหัวข้อถัดไป ส่วนขั้นตอนการมีส่วน ร่วมนั้น สมศักดิ์ศรีสันติสุข ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน ประกอบด้วย ๑) ปัจจัยด้านเจ้าหน้าที่พัฒนาที่เข้า ไปทํางานในชุมชน ๒) ปัจจัยที่บุคคลทที่ํางานด้าน การพัฒนาภายในชุมชน ๓) ปัจจัยเกี่ยวกับการ บริหารเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบราชการ หรือ ระเบียบขององค์กรพัฒนาเอกชนที่มีลักษณะของ การสั่งการ นิรันดร์จงวุฒิเวศย์ ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ ๑) ความศรทธาทั ี่มีต่อความเชื่อถือบุคคลสําคัญ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์๒) ความเกรงใจต่อบุคคลที่ เคารพนับถือหรือมีเกียรติยศ ตําแหน่งหน้าที่ ๓) อํานาจบังคับที่เกิดจากบุคคลที่มีอํานาจเหนือกว่า สมยศ นาวีกร ประโยชน์ของการมีส่วนร่วมไว้ในเชิงการบริหาร แบบมีส่วนร่วม ได้แก่๑) เกิดการยอมรับการ เปลี่ยนแปลง ๒) ความสัมพนธั ์ระหว่างฝ่ายบริหาร และประชาชนมีความราบรื่นมากขึ้น ๓) ความ ผูกพันของพนักงานกับองค์กรเพิ่มขึ้น ๔) ความ ไว้วางใจฝ่ายบริหารมีมากขึ้น ๕) การบริหารผู้อยู่ ใต้บังคับบัญชามีความง่ายมากขึ้น ๖) การ ตัดสินใจทางการบริหารมีคุณภาพที่ดีขึ้น ๗) การ ติดต่อสื่อสารจากเบื้องล่างสู่เบื้องบนดีขึ้น เจมส์แอล. เครย์ตัน ประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของประชาชนมีดังนี้ ๑. คุณภาพของการตัดสินใจดีขึ้น ๒. ใช้ต้นทุน น้อย ๓. การสร้างฉันทามติ๔. การนําไปปฏิบัติ ง่ายขึ้น ๕. การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่เลวร้าย ที่สุด ๖. การคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือและ
๒๑ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ความชอบธรรม ๗. การคาดการณ์ความห่วงกังวล และทัศนคติของสาธารณชน ๘. การพัฒนาภาค ประชาสังคม เจิมศักดิ์ปิ่นทอง ปัญหาเกี่ยวกับตัวของเจ้าหน้าที่และระบบราชการ ๑) นโยบายในระบบราชการมักจะมาจากเบื้องบน ๒) การจัดสรรงบประมาณทํามาจากส่วนกลาง ๓) ระบบราชการที่เจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ ขาดการ ประสานงาน ๔) มความสี ัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ผู้น้อย ๕) เจ้าหน้าที่ราชการชอบทํางานสํานักงาน ๖) ระบบราชการใช้ระบบให้คุณให้โทษทําตัวใหพอใจ ้ แก่ผู้บังคับบัญชามิได้ปฏิบัติงานเพื่อชนบทอย่าง แท้จริง ถวิลวดีบุรีกุล ปัญหาที่เป็นอุปสรรคของการมีส่วนร่วมมีดงนั ี้ ๑. เจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชนขาดการรับรู้ เกี่ยวกับแนวคิด ๒. โครงสร้างกฎหมายและ กระบวนการนโยบายยังไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม ๓. การขาดแคลนผู้มีทกษะในการใช ั ้เครื่องมือ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ๔. ปัญหาเรื่อง วัฒนธรรมการเมืองและความพร้อมของประชาชน ๕. ปัญหาด้านความพร้อมของภาครัฐ ๖. การไม่มี ตัวชี้วัดที่ชัดเจน ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๒.๒.๑ ความหมายของการมีส่วนร่วมทางการเมือง Milbrath และ Goel ได้นิยามการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้าง ๆ ว่า หมายถึง “การกระทําต่าง ๆ ของพลเมืองที่ต้องการจะมีอิทธิพลหรือสนับสนุนต่อรัฐบาลและระบบการเมือง”๒๐ Verba, Nie และ Kim ได้ให้นิยามการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่า หมายถึง “กิจกรรม ต่าง ๆ ซึ่งมีความถูกต้องตามตัวบทกฎหมายของประชาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์อาจจะมากหรือน้อยก็ ตามแต่ต่อการมีอิทธิพลในการเลือกสรรเจ้าหน้าที่รัฐบาลและตลอดจนการกระทําหรือการดําเนินการ ต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น”๒๑ ๒๐ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, รายงานการวิจัยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน, ๒๕๓๙), หน้า ๑๒. ๒๑ อ้างแล้ว.
๒๒ นิติธร กล่ําคุ้ม และเชี่ยวชาญ อาศุวัฒนกุล ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมทางการ เมืองหมายถึง กิจกรรมหรือพฤติกรรมทางการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ของรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ที่มีความชอบธรรมในการตัดสินใจแบ่งคุณค่าที่มีอยู่จํากัดในสังคม ไม่ว่าการ กระทําหรือพฤติกรรมนั้นจะสําเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม๒๒ สิทธิพันธ์พุทธหุน ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยแยกออกเป็น ๓ ลักษณะใหญ่ดังนี้ (๑) การมีส่วนร่วมโดยการออกเสียงเลือกตั้ง (๒) การใช้การกดดันและการเชิญชวนอย่างไม่เป็นทางการซึ่ง ได้แก่การแสดงความ คิดเห็นโดยตรงทางจดหมาย โทรศัพท์ตลอดจนการเดินขบวนและการจลาจล (๓) การกระทําอย่างเป็นทางการอันได้แก่ การใช้สิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นต้นว่า การแสดงประชามติและการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง ๒๓ สุจิต บุญบงการ ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่า หมายถึง กิจกรรมที่ บุคคลมีจุดประสงค์เพื่อมีอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล โดยแยกลักษณะที่น่าสนใจไว้๔ ประการ (๑) การมีส่วนร่วมทางการเมืองมีความหมายในเรื่องกิจกรรมไม่ใช่ทัศนคติไม่ใช่เป็นเรื่อง ของความคิด ความรู้สึก หรือความเชื่อทางการเมือง แต่ยอมรับว่าทัศนคติทางการเมืองมีผลต่อ รูปแบบหรือการแสดงออกของการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ไม่ใช่เป็นกิจกรรม (๒) การมีส่วนร่วมทางการเมืองใช้กับบุคคลธรรมดา ส่วนนักการเมืองหรือผู้นําทาง การเมืองนั้นเราถือว่าเป็นบทบาททางการเมือง (๓) การมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นเรื่องของการแสดงออกเพื่อมีผลต่อการตัดสินใจของ รัฐบาลหรือผู้นําประเทศ เช่น ถ้านักศึกษาชุมนุมประท้วงในมหาวิทยาลัยเพื่อไล่อธิการบดีออกจาก ตําแหน่งจะไม่ใช่เรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองจนกว่านักศึกษาจะใช้การประท้วงนี้กดดันรัฐบาล หรือผู้นําทางการเมืองให้ช่วยบังคับให้อธิการบดีลาออก ดั้งนั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงควรเป็น เรื่องของความพยายามที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลสนับสนุนรัฐบาลปกป้องหรือเปลี่ยนแปลง ตัวผู้นําและสถาบันทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นได้ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย สันติหรือรุนแรงความประสงค์ที่จะผลักดันรัฐบาลนี้ไม่จําเป็นต้องเป็นสิ่งที่สร้างหรือริเริ่มขึ้นจากตัวผู้มี ส่วนร่วมเอง แต่อาจจะมาจากผู้อื่นรวมทั้งผู้นําทางการเมืองได้ด้วย (๔) การมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของผู้นําหรือ รัฐบาล แต่อย่างใดแม้ว่าผู้มีส่วนร่วมมีวัตถุประสงค์กดดันรัฐบาลการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะมีผล ๒๒ นิติธร กล่ําคุ้มและเชี่ยวชาญ อาศุวัฒนกุล, “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของ นักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา”, Jounal of Southern Technology, (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๑): ๑๒๗. ๒๓ สิทธิพันธ์พุทธหุน, การพัฒนาการเมือง, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๓๖), หน้า ๒๙-๓๕.
๒๓ มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับอํานาจทางการเมืองของผู้มีส่วนร่วมซึ่งมักมีอํานาจทางการเมืองไม่มากนัก และไม่สามารถผลักดันการตัดสินใจของรัฐบาลได้ตลอดเวลาและทุก ๆ เรื่อง๒๔ ๒.๒.๒ รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมือง รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองถือว่าเป็นภาพสะท้อนของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ภาคประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตามแนวคิดของ บาร์เบอร์ เจ เดวิด ได้แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วม ทางการเมืองไว้๒ ประการดังนี้ ๑) การมีส่วนร่วมโดยตรง เป็นลักษณะที่ประชาชนเป็นผู้ดําเนินการปกครองตนเอง โดยตรง เช่น การบริหารงาน การกําหนดนโยบาย และการตัดสินใจในการดําเนินงานด้วยตนเอง ๒) การมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม เป็นลักษณะที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมแต่มิได้เป็น ผู้ดําเนินการปกครองด้วยตนเองโดยตรง แต่เป็นการเลือกตัวแทนเข้าไปทําหน้าที่ด้วยวิธีการเลือกตั้ง โดยประชาชนอย่างเสรีซึ่งกลไกนี้ต้องการให้ประชาชนเข้ามาควบคุมการบริหารงานฝ่ายปกครองให้ เป็นไปตามความต้องการ๒๕ รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๑) การเลือกตั้ง (Voting) เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สามารถแยกกิจกรรมที่ เกี่ยวกับการรณรงค์หาเสียงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นเพียงการแสดงออกของประชาชนถึงความจงรักภักดีต่อระบอบการเมืองมากกว่าเป็นการกระทํา ตามความต้องการของตน เป็นการไปทําตามความสํานึกในหน้าที่พลเมืองดีมากกว่า ที่จะเชื่อว่าการ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นจะมีผลทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป ๒) การเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองและผู้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง (Party and Campaign Workers) หมายถึง การเข้ามีส่วนร่วมในพรรคการเมืองทั้งในช่วงระหว่างการเลือกตั้งและ การรณรงค์หาเสียง การบริจาคเงินช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้ง การชักชวนประชาชนไปลงทะเบียน เพื่อสิทธิในการลงคะแนนการเข้าร่วมและสนับสนุนพรรคการเมืองการพยายามชักชวนให้ประชาชน ลงคะแนนเสียงแก่พรรคหรือผู้สมัครที่ตนขอการลงสมัครรับเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี้เป็น แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับรัฐ ๓) การเป็นผู้มีบทบาทในชุมชน (Community Activities) เป็นการก่อตั้งกลุ่มเพื่อ แก้ไขปัญหาสังคมหรือร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวกับกิจกรรม สาธารณะหรือติดต่อกับทางราชการในเรื่องปัญหาสังคม ผู้มีบทบาทในชุมชนจึงนับว่าเป็นผู้ที่มีความ กระตือรือร้นสูงตลอดจนมีระดับความผูกพันทางจิตใจกับชุมชน ๒๔ สุจิต บุญบงการ, การมีส่วนร่วมทางการเมืองกับการพัฒนาทางการเมือง, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์วิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๓๖-๓๘. ๒๕ Barber J. David, Citizen Politics, (Chicago: Markham, 1972), p. 3.
๒๔ ๔) การติดต่อกับทางราชการ (Contracting Officials) เป็นกิจกรรมที่เน้นเฉพาะ ของบุคคล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อบุคคลนั้นเองเท่านั้น เช่น การติดต่อกับทางราชการในเรื่องการเสีย ภาษีโรงเรียน การทําถนน การติดต่อขอรับสวัสดิการ เป็นต้น ๕) การเป็นผู้ประท้วง (Protestors) ขอบเขตของกิจกรรมในการมีส่วนร่วมทางการ เมืองรูปแบบนี้คือการเข้าร่วมเดินขบวนตามถนน หรือก่อให้เกิดจลาจล (ถ้าจําเป็น) เพื่อบังคับให้รัฐ แก้ไขบางสิ่งบางอย่างซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองให้ถูกต้อง การประท้วงที่เปิดเผยต่อสาธารณะชน ๖) การเป็นผู้สื่อข่าวสารทางการเมือง (Communicators) ได้แก่การติดต่อข่าวสาร ทางการเมืองอยู่เสมอ การส่งข่าวสารแสดงการสนับสนุนให้แก่ผู้นําทางการเมืองเมื่อเขากระทําในสิ่งที่ ถูกต้องหรือส่งคําคัดค้านเมื่อเขากระทําในสิ่งที่เลวร้าย การร่วมถกปัญหาทางการเมืองการให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการเมืองแก่เพื่อนในชุมชน การให้ความสนใจแก่ทางราชการและการเขียนจดหมาย หรือบทความถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้เข้าร่วมลักษณะนี้มักจะเป็นคนที่มีการศึกษาสูง มีข้อมูล เกี่ยวกับการเมืองมากและมีความสนใจทางการเมืองมากด้วย การเป็นผู้สื่อสารทางการเมืองเหล่านี้จะ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากกว่าเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองหรือผู้รักชาติแต่จะไม่แสดงออกด้วยการ ประท้วง๒๖ ๒.๒.๓ ลักษณะรูปแบบของกิจกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๑) ลักษณะแบบตะวันตก ในประเทศที่มีระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนมักจะเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยความสมัครใจอยู่เสมอ ๒) ลักษณะแบบสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งประชาชนถูกบังคับให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับ การเมืองในเรื่องที่รัฐบาลเห็นว่ามีความจําเป็นต่อการบริหาร๒๗ นอกจากนี้รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่สําคัญไว้อย่าง น่าสนใจดังนี้ ๑) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์การรวมตัวกันของบุคคลเป็นกลุ่ม หรือองค์กรในสังคม จะมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเท่านั้น โดยไม่มี เป้าหมายที่จะเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศแต่อย่างใดสําหรับเป้าหมายของแต่ละกลุ่มจะ แตกต่างกันไปบางกลุ่มอาจเรียกร้องให้รัฐบาลทําตามสิ่งที่กลุ่มตนต้องการเช่น สมัชชาคนจน ก็จะ เรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทํากิน ๒) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของพรรคการเมือง เป็นการเข้ามารวมกลุ่มกันของ บุคคลที่มีความเชื่อทางการเมืองท่ีคล้ายคลึงกัน เป้าหมายหลักจะอยู่ที่การส่งสมาชิกลงสมัครรับ เลือกตั้งเพื่อไปทําหน้าที่ทั้งผ่านนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม การเข้ามารวมตัวกันรูปแบบ พรรคการเมืองยังมีเป้าหมายอื่นอีกเช่น การให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน ๒๖ Lester W. Milbrath, Aspects of Political Development, (Boston: Little, Brown, 1971), pp. 12–16. ๒๗ James R. Townsend, Political Participation in Communist China, (Berkley and Los Angeles: University of California Press, 1967), pp. 25–29.
๒๕ ๓) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การไปออกเสียงเลือกตั้งถือ เป็นรูปแบบที่มีความสําคัญของการบริหารในระบอบประชาธิปไตยแต่สิ่งที่ควรตระหนักคือประเทศที่ ให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือประเทศที่ประชาชน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างมากมายไม่ได้ หมายความว่า ประเทศนั้นจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การไปใช้สิทธิเลือกตั้งในรูปแบบของ ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ๔) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของการแสดงออก บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็นการเขียน การพูด การโฆษณา การพิมพ์ซึ่งการแสดงออกเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของการ วิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อต่าง ๆ ร้านกาแฟ บ้านเรือน สถานที่สาธารณะ ฯลฯ รัฐบาลต้องไม่ขัดขวาง หรือห้ามปรามการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความ เป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติแล้ว๒๘ ๒.๒.๔ ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ชัดเจนได้สามารถวัดความมากน้อยได้จึงมีนักวิชาการหลาย ท่าน ได้จัดเรียงลําดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากน้อยไปมาก ได้แก่ ๑) การที่บุคคลตอบสนองสิ่งเร้าทางการเมือง เช่น การติดตามข่าวสารทางการเมือง ๒) การไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ๓) การอภิปรายถกเถียงปัญหาทางการเมือง ๔) การพยายามพูดจาชักชวนผู้อื่นเพื่อไปออกเสียงเลือกตั้ง ๕) การคิดเครื่องหมาย หรือแผ่นป้ายโฆษณาหาเสียง ๖) การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้นําทางการเมือง ๗) การช่วยเหลือทางการเงินแก่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ๘) การเข้าร่วมประชุมทางการเมือง ๙) การสละเวลาเพื่อช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ๑๐) การเป็นสมาชิกผู้กระตือรือร้นของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ๑๑) การเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการกลางของพรรคการเมือง ๑๒) การช่วยหาทุนให้พรรคการเมือง ๑๓) การสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ๑๔) การได้รับเลือกเข้าดํารงตําแหน่งของรัฐบาลและพรรคการเมือง๒๙ ๒๘ วรทิพย์มีมาก และคณะ, หน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข, (กรุงเทพมหานคร: ราไทยเพรส, ๒๕๔๗), หน้า ๔๘–๔๙. ๒๙ Lester W. Milbrath, Political participation; how and why do people get involved in politics, (Chicago: Rand McNally political science series, 1965), p. 18.
๒๖ ๒.๒.๕ ฐานของการมีส่วนร่วมทางการเมือง คําว่า ฐาน หมายถึงกลุ่มหรือองค์กรที่บุคคลสังกัด โดยมีจุดมุ่งหมายตลอดจนวิธีการที่เป็น ของตนเอง ซึ่งแต่ละกลุ่มแต่ละองค์กรต่างก็มีจุดมุ่งหมายและวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งผลอันเป็นที่ ปรารถนาอาจคล้ายคลึงกัน หรือแตกต่างกัน หรืออาจขัดแย้งกับของอีกกลุ่มหนึ่งหรือองค์กรหนึ่งก็ได้ การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่านกลุ่มหรือองค์กรนี้จะสร้างอิทธิพลในลักษณะที่กว้างขวางกว่า การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของแต่ละบุคคลมาก ฐานของการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมี๔ รูปแบบ ดังนี้ ๑) ชนชั้นทางสังคม (Social Class) โดยปกติแล้วพวกที่ร่ํารวยกับพวกที่ยากจนจะมี ผลประโยชน์แตกต่างกัน และความแตกต่างนี้เองที่นําไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองผู้ที่นําเสนอ แนวความคิดขัดแย้งระหว่างชนชั้นที่เด่นที่สุดคือคาร์ล มาร์กซ์ ๒) กลุ่มชุมชน (Communal Groups) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีเชื้อชาติศาสนา ภาษาและสัญชาติที่เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน เช่นในสังคมที่มีระดับของความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันสูงรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มชุมชนจะอยู่ในรูปของสันติวิธีเป็นต้น ๓) กลุ่มเพื่อนบ้าน (Neighborhood Group) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ตั้งบ้านเรือน หรือที่อยู่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน เช่นชมรมหมู่บ้านเสรีชมรมหมู่บ้านสหกรณ์เป็นต้น ๔) กลุ่มขนาดเล็ก หมายถึง กลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันโดยมีความผูกพันต่อกันอย่าง เเน่นเเฟ้นเช่นกลุ่มอุปถัมภ์ซึ่งเป็นการจับกลุ่มกันระหว่าง บุคคลที่มีฐานะ ความมั่งคั่งและอิทธิพลไม่ เท่าเทียมกันและอยู่ในรูปของการใช้ประโยชน์ระหว่างกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย๓๐ บทสรุป การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีส่วนสําคัญที่จะมุ่งเน้นให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วม ตรวจสอบร่วมขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาในระบบการเมืองและสังคมไทย สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังได้กําหนดความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ หลากหลายมุมมองเช่น คือ กระบวนการพัฒนาที่มุ่งเน้นไปสู่การยกระดับความหลากหลายของบุคคล ทุกภาคส่วนในสังคมให้มาร่วมกันกําหนดแนวทางและวิถีทางในการพัฒนาสังคม การเข้ามามีส่วนร่วม ในการกําหนดนโยบาย การตัดสินใจในกิจการต่าง ๆ ของรัฐบาลโดยประชาชนได้กระทําการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางตรงและทางอ้อม โดยได้รับการยอมรับตามกฎหมาย การกระทํานั้น มุ่งประสงค์ที่จะมี อิทธิพลต่อการเลือกนโยบายสาธารณะ การบริหารงาน นโยบายสาธารณะและการเลือกผู้นําทางการ เมืองไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ๓๐ สิทธิพันธ์พุทธหุน, ทฤษฎีพัฒนาการเมือง, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๑), หน้า ๑๖๖–๑๖๗.
๒๗ จากการทบทวนแนวความคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองสามารถเขียนสรุปได้ดัง รายละเอียดปรากฏในตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๒ สรุปแนวความคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้าง ๆ ว่า หมายถึง “การกระทําต่าง ๆ ของพลเมืองที่ ต้องการจะมีอิทธิพลหรือสนบสนัุนต่อรัฐบาลและ ระบบการเมือง นิติธร กล่ําคมและเชุ้ ี่ยวชาญ อาศุวัฒนกลุ การมีส่วนร่วมทางการเมืองหมายถึง กิจกรรม หรือพฤติกรรมทางการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อ จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล สิทธิพันธ์พุทธหุน การมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยแยกออกเป็น ๓ ลักษณะใหญ่ดังนี้ (๑) การมีส่วนร่วมโดยการออกเสียงเลือกตั้ง (๒) การใช้การกดดันและการเชิญชวนอย่างไม่ เป็นทางการเดินขบวนและการจลาจล (๓) การกระทาอยํ ่างเป็นทางการ สุจิต บุญบงการ การมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมที่ บุคคลมีจุดประสงค์เพื่อมีอิทธิพลในกระบวนการ ตัดสินใจของรัฐบาล Barber J. David บาร์เบอร์ เจ เดวิด ได้แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วม ทางการเมืองไว้๒ ประการดังนี้ ๑) การมสี่วนรวมโดยตรง ่ เป็นลักษณะที่ ประชาชนเป็นผู้ดําเนินการปกครองตนเอง โดยตรง ๒) การมสี่วนรวมโดยทางอ ่ ้อม เป็น ลักษณะที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมแต่มิได้เป็น ผู้ดําเนินการปกครองด้วยตนเองโดยตรง Lester W. Milbrath รูปแบบการมีสวนร่ ่วมทางการเมือง ๑) การ เลือกตั้ง ๒) การเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมองและื ผู้รณรงค์หาเสยงเลี ือกตั้ง ๓) การเป็นผู้มีบทบาท ในชุมชน ๔) การติดต่อกับทางราชการ ๖) การเป็นผสู้อขื่่าวสารทางการเมือง ๕) การเป็นผู้ประท้วง James R. Townsend ลักษณะรูปแบบของกิจกรรมการมีส่วนร่วม ทางการเมือง ๑) ลักษณะแบบตะวันตก ใน
๒๘ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ประเทศที่มีระบอบการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยซึ่งประชาชนมักจะเกี่ยวข้องกับ การเมืองโดยความสมัครใจอยู่เสมอ ๒) ลักษณะ แบบสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งประชาชนถูกบังคับให้ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในเรื่องที่รัฐบาลเห็น ว่ามีความจําเป็นต่อการบริหาร วรทิพย์มีมาก และคณะ รูปแบบการมีสวนร่ ่วมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยที่สําคัญดังนี้๑) การมีส่วนร่วมใน รูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์๒) การมีส่วนร่วม ในรูปแบบของพรรคการเมือง ๓) การมีส่วนร่วม ในรูปแบบของการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔) การมี ส่วนร่วมในรูปแบบของการแสดงออก สิทธิพันธ์พุทธหุน ฐานของการมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง กลุ่มหรือองค์กรที่บุคคลสังกัด โดยมีจุดมุ่งหมาย ตลอดจนวิธีการที่เป็นของตนเอง ซึ่งแต่ละกลุ่มแต่ ละองค์กรต่างก็มีจุดมุ่งหมายและวิธีการที่จะให้ ได้มาซึ่งผลอันเป็นที่ปรารถนาอาจคล้ายคลึงกัน หรือแตกต่างกัน หรืออาจขัดแย้งกับของอีกกลุ่ม หนึ่งหรือองค์กรหนึ่งก็ได้ ๒.๓ แนวคิดทฤษฏีและบทบาทเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาสังคม แนวคิดเกี่ยวกับประชาสังคม (Civil Society) เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากความเคลื่อนไหวใน การปฏิวัติเพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนา ศักยภาพ ของประชาชนที่มีฐานะเป็นผู้อยู่ในปกครองของรัฐและผู้มีอํานาจ ให้กลายเป็น “พลเมือง” (Citizen) แนวคิดเรื่องสิทธิของประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐ โดยเน้นเรื่องสิทธิของปัจเจก ชน และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง แต่ในบริบทการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบ ประชาธิปไตยก็มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ทําให้เกิดความจําเป็นต้องมีเงื่อนไข สําหรับกระบวนการ เคลื่อนไหวของประชาสังคม Linz และ Stepan ได้เสนอว่า จะต้องมีเงื่อนไขสําหรับ “ประชาสังคม ที่เป็นอิสระและ ความคงอยู่” เพื่อที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ Bernan (1997) นั้นขัดแย้งกับคํายืนยันของ Schnitter ที่ว่า ประชาสังคมนั้นมีส่วนช่วยในการสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับระบอบประชาธิปไตย โดย Bernan แย้งว่า ในระบอบการปกครองที่เป็น
๒๙ ประชาธิปไตยอยู่แล้ว ประชาสังคมอาจเป็นพื้นฐานในการที่จะจัดตั้งระบอบการปกครองแบบรวบ อํานาจเบ็ดเสร็จ เช่น ยุคของนาซีในเยอรมนีในสมัยสาธารณรัฐไวมาร์ (Weinar Republic) ก็ได้ ๓๑ นักปรัชญาเมธีตะวันตกคนสําคัญที่พูดถึงสิทธิของพลเมืองคือ โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) (ค.ศ.๑๕๘๘-๑๖๗๙) ฮอบส์เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาต่างก็ได้รับ "สิทธิตามธรรมชาติ" (Natural Right) ที่เท่าเทียมกันทุกคนต่างมีสิทธิเท่าเทียมกันไม่ว่าหญิงหรือชาย แต่เนื่องจากหาก มนุษย์ทุกคนใช้สิทธิของตนที่อยู่ทั้งหมดอาจก่อให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ไร้ระเบียบ มนุษย์จึงได้ตกลง กันที่จะมอบอํานาจบางส่วนให้กับบุคคลกลุ่มหนึ่งให้ทําหน้าที่เป็นผู้ปกครองที่เรียกว่ารัฐ ทําหน้าที่ใน การปกครองรักษาความสงบเรียบร้อยแทนประชาชน นักปรัชญาเมธีคนสําคัญอีกท่านหนึ่งคือ จอห์น ล็อก (John Locke) (ค.ศ. ๑๖๓๒- ๑๗๐๔) เห็นว่านอกจากประชาชนจะมีสิทธิตามธรรมชาติแล้ว อํานาจในการปกครองตนเองที่แท้จริงก็ เป็นของประชาชน โดยอยู่ภายใต้กฎแห่งเหตุผล แม้ประชาชนจะยินยอมพร้อมใจมอบอํานาจให้แก่รัฐ ในการปกครองแต่รัฐก็จําต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองเป็นเจ้าของสิทธิ การปกครอง และสามารถที่จะเพิกถอนความตกลงนั้นเสียได้หากว่ารัฐไม่ปฏิบัติตามพันธะสัญญาที่ให้ ไว้กับประชาชน สัญญาระหว่างพลเมืองที่ทําไว้กับรัฐนั้นคือ "สัญญาประชาคม" (Social Contract) ๒.๓.๑ ความหมายของการเมือง การเมืองในความหมายทางรัฐสาสตร์นั้นในภาษาอังกฤษใช้คําว่า Politics มาจากคําภาษา กรีก"polis" แปลว่า "รัฐ" หรือ"ชุมชนทางการเมือง"มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้ หลากหลายต่างกันขึ้นอยู่กับทัศนะและความเข้าใจของนักวิซาการแต่ละคนไว้ดังนี้ ๓๒ ๑) การเมืองคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐนักคิดอย่างเพลโต, อริสโตเติล, โทมัส ฮอบส์ ,จอห์น ลอค, ธุสโซ, มาเคียวลีและเฮเกล กล่าวว่าการเมืองคือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและโยงใยกับเรื่อง ของรัฐ รัฐจะมีองค์ประกอบคือ มีอํานาจอธิปไตยเหนือดินแดนอาณาเขตมีผู้ปกครองและมีประชาชน ส่วนชาติหมายถึงที่รวมของกลุ่มชนที่มีพื้นฐานของความเป็นมาและมีพื้นฐานเหมือนกัน เช่น มอญ กะเหรี่ยงถือเป็นชนชาติแต่ไม่เป็นรัฐ ๒) การเมืองคือเรื่องของอํานาจ (Power) อํานาจหมายถึงความสามารถในการ กําหนด ควบคุมและบงการวิถีชีวิตของคนอื่น ซึ่งแนวคิดในเรื่องอํานาจจะมีความเก่ียวข้องไปถึงคําว่า อิทธิพล (Influent)และอํานาจหน้าที่ (Authority) ถ้าพฤติกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็จะเป็น เรื่องของการเมือง ๓๑ ศาสตราจารย์โรเบิร์ต บีอัลบริททัน และ ดร. ถวิลวดีบุรีกุล, บทบาทของประชาสังคมที่มีต่อ การเมือง ในด้านการเลือกตั้งของประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๖). ๓๒ สิทธิพันธ์พุทธหุน, แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามคําแหง, ๒๕๕๓), หน้า ๔-๗.
๓๐ ๓) การเมืองคือเรื่องของการใช้อํานาจในการจัดแจงแบ่งสรรทรัพยากรหรือสิ่งที่มี คุณค่าในสังคม ทั้งนี้ในกระบวนการสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นในสังคมใด ๆ เป็นเรื่องการเมือง เช่นการเลือก ผู้แทนก็เป็นการเลือกคนที่ไปสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนเข้าไปจัดแจงแบ่งสรร งบประมาณ ๒.๓.๒ ความหมายของ "ภาคประชาสังคม" ประชาสังคม หมายถึง เครือข่าย กลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิสถาบัน และชุมชนที่มี กิจกรรมหรือมีการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง รัฐ กับ ปัจเจกชน มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม สังคม ประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่รัฐ ประชาสังคม และปัจเจกชน ซึ่งต้องเป็นอิสระต่อกัน ประชาสังคม เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เชื่อมอยู่ระหว่างงานส่วนบุคคลในระดับครอบครัว และเพื่อนในด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งที่เป็นโลกของรัฐและสถาบัน "ทางการ" ต่าง ๆ ๓๓ ประภาส ปิ่นตบแต่ง ได้นิยามคําว่า "ภาคประชาชน" และ "ภาคประชาสังคม" รวมไปทั้ง คํา"ภาคพลเมือง" เป็นคําที่ใช้ในความหมายเดียวกัน มีคุณสมบัติที่สําคัญคือมีจุดมุ่งหมาย "สาธารณะ" มากกว่าส่วนตัว เกิดขึ้นเพื่อนํามาใช้ในการอธิบายกลุ่มก้อนของผู้คนที่ไม่ใช่ "ภาครัฐ" หรือภาคราชการ และไม่ใช่ "ภาคเอกชน"แต่ได้เข้ามามีบทบาทในสังคมการเมืองไทย การขับเคลื่อนประชาสังคมไม่ได้มุ่ง สู่การเข้าไปกุมอํานาจรัฐ แต่เป็นการระดมพลังและการแสดงออกซึ่งความหลากหลายของ ผลประโยชน์ฯลฯ ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่การขับเคลื่อนในภาคสังคมการเมือง (เช่น การลงสมัครรับ เลือกตั้ง ฯลฯ) การเคลื่อนไหวอย่างมีจิตสํานึกทางการเมืองของกลุ่มประชาชน เพื่อลดฐานะการครอบงํา รวมทั้งเพื่อโอนอํานาจบางส่วนมาให้ประชาชนใช้ดูแลชีวิตตนเองโดยตรง เป็นปฏิกิริยาตอบโต้การใช้ อํานาจรัฐ เพื่อถ่วงดุลอํานาจการครอบงําของระบบตลาดเสรีในภาคประชาชน และเป็นกระบวนการ ใช้อํานาจทางตรงของประชาชนที่มากไปกว่าการเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปสู่กระบวนการทางนโยบายทุก ขั้นตอน โดยมีจุดหมายสําคัญคือ การลดระดับการปกครองโดยรัฐ จํากัดขอบเขตอํานาจรัฐ ให้สังคม ดูแลตนเอง ถ่วงดุลอํานาจรัฐด้วยสังคมโดยไม่มุ่งยึดอํานาจรัฐ ๒.๓.๓ ความสําคัญของการเมืองภาคประชาสังคม การเมืองภาคประชาสังคมเป็นองค์กรนอกภาครัฐ เข้ามามีบทบาทในสังคมการเมืองการ ปกครองในรูปแบบของกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มผลประโยชน์ (Interest group) หรือ กลุ่มกดดัน (Pressure group) หรือการประท้วง (Mob) ภายใต้กฎหมาย ภายหลังที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้ ๓๓ ธงชัย สิงอุด ม , การเมืองภาคประชาสังคมในยุค ๔ .๐ , [ออนไลน์], แหล่งที่ม า: file:///C:/Users/Admin/Downloads/Documents/23.pdf [๒๙ กันยายน ๒๕๖๔].
๓๑ บังคับทั้งในทางการเมืองการปกครอง และกฎหมายแตกต่างไปจากแนวทางกระแสหลักเดิมซึ่ง สามารถอธิบายความสําคัญของการเมืองภาคประชาสังคม หรือการเมืองภาคประชาชน ได้ดังนี้ ๓๔ ๑) การเมืองภาคประชาชน ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดอุดมการณ์การปกครองแบบ ประชาธิปไตยการอธิบายบนแนวทางนี้พยายามที่จะชี้และอธิบายให้เห็นในเชิงยุทธวิธีว่าประชาชน สามารถที่จะใช้สิทธิเสรีภาพได้ในทางตรง หรือที่เรียกว่าประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) เช่นประชาชนใช้สิทธิในการเสนอกฎหมาย หรือการใช้สิทธิในการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารระดับสูง ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภาค ประชาชนที่เข้าไปเคลื่อนไหวในโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นทางการทั้งในระดับชาติและระดับ ท้องถิ่น ดังที่ปรากฏไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นโดยกระบวนการในการ จัดทํารัฐธรรมนูญที่ประชาชนเข้ามามีส่วนในการจัดทําในปัจจุบันก็ยังเป็นอุปสรรค ทั้งนี้เนื่องจากถึง ที่สุดแล้วกระบวนการในการตัดสินใจชั้นสุดท้ายก็ยังอยู่ที่การเมืองในระบบ ซึ่งก็คือ พรรคการเมือง และนักการเมือง ในทางยุทธศาสตร์การเข้าไปเสริมสร้างให้ประชาชนทั้งในฐานะที่เป็นปัจเจก และใน ฐานะกลุ่มต่าง ๆ เข้ามามีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมหรือที่เรียกกันว่า การเพิ่มบทบาททาง การเมืองให้กับประชาชนมากกว่าการทําหน้าที่ในการเลือกตั้ง ก็น่าจะช่วยทําให้เกิดการปฏิรูปทาง การเมืองได้ ๓๕ ๒) การเมืองภาคประชาชน ว่าการที่ประชาชนเข้าร่วมหรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบการเมืองที่เป็นทางการ หรือกล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็คือการเมืองภาคประชาชนคือ ประชาธิปไตย โดยผู้แทน (presentative democracy) การที่ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การให้การ สนับสนุนพรรคหรือผู้สมัครการไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือการสมัครรับเลือกตั้ง ๓๖ ซึ่งเป็นโครงสร้างของ ระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามแนวทางการอธิบายระบบการปกครองของประเทศ อุตสาหกรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลทางความคิดทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เป็นบทบาทของประชาชนที่พึงมีในระบบการเมือง ๓) การเมืองภาคประชาชน ว่าการที่ประชาชนเข้าร่วมหรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบการจัดการชุมชนท้องถิ่น โดยการดึงเอากลุ่มที่ไม่เป็นทางการ (กลุ่มที่อยู่นอกโครงสร้างองค์กร ทางการเมืองที่กําหนดไว้โดยกฎหมาย) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งนี้เป็นไปตามแนวคิด ส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนภายใต้แนวทางการปรับทิศทางของการกําหนดนโยบายของแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่๘ ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้งประชาคมหมู่บ้าน หรือประชาคม ตําบล ในกรณีเช่นนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งจากความพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนในการพัฒนา ท้องถิ่นที่ไม่ได้เข้าไปในช่องทางทางการเมืองดังในแนวคิดที่อธิบายมาแล้วข้างต้น จากนัยดังที่กล่าวมา ๓๔ อ้างแล้ว. ๓๕ บวรศักดิ์อุวรรณโณ, การสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์บริษัท วิญญูชน, ๒๕๔๒). ๓๖ สุจิต บุญบงการ, การมีส่วนร่วมทางการเมืองของไทยในการพัฒนาทางการเมืองของไทย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๑), หน้า ๒๖๖-๒๘๕.
๓๒ ได้สะท้อนให้เห็นความหมายของ "การเมือง" ที่ขยายออกไปจากกรอบการมองการเมืองแบบเดิม ๆ ที่ ครอบงําทางความคิดมาเป็นเวลานาน ลักษณะของพัฒนาการทางการเมืองในแนวทางนี้เป็นการเข้าไป ขยายพื้นที่สาธารณะ (พื้นที่ในทางการเมือง) ที่อยู่ในการครอบครองของระบบราชการ และระบบอุปถัมภ์มาเป็นเวลานาน๓๗ ๒.๓.๔ องค์ประกอบของประชาสังคม จากแนวคิดของผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านดังกล่าวคําว่า "ประชาสังคม" ประกอบด้วย องค์ประกอบสําคัญ ๘ ส่วนดังนี้คือ๓๘ ๑) กลุ่มบุคคล หมายถึง บุคคลตั้งแต่สองคนมารวมตัวกันเป็นกลุ่มในลักษณะของ "กลุ่มสังคม" ๒) ที่มาของบุคคล บุคคลตั้งแต่สองคนที่มารวมตัวกันไม่ใช่ทั้งภาครัฐและไม่ใช่ภาค ธุรกิจ ๓) ลักษณะของการรวมตัวกัน มีได้ทั้งการรวมตัวแบบเผชิญหน้ากัน เช่น เวทีการ ประชุม เวทีชาวบ้าน และการรวมตัวผ่านสื่อหรือช่องทางหรือวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้ชื่อเรียก ในรูปแบบต่าง ๆ ๔) การตั้งชื่อมีการตั้งชื่อกลุ่มประชาสังคมรูปแบบต่าง ๆ เช่น กลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิสถาบันชุมชน องค์กร เครือข่าย ๕) ความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลที่เป็นประชาสังคมมีได้หลายรูปแบบ ทั้งความสัมพันธ์เชิงสิทธิที่มีอยู่ร่วมกัน ความสัมพันธ์เชิงหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกัน ความสัมพันธ์เชิง ผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน ความสัมพันธ์เชิงจิตสํานึกทางสังคมร่วมกัน ความสัมพันธ์เชิงจุดมุ่งหมาย เดียวกัน ๖) ประเด็นร่วมกัน กลุ่มประชาสังคมมีความสนใจในหัวเรื่องและประเด็นเรื่อง ร่วมกัน หรือในปริมณฑล (area) เดียวกัน ๗) กิจกรรม มีกิจกรรมหรือความเคลื่อนไหวร่วมกัน ท่ีดําเนินอยู่ระหว่างโลกที่เป็น ภาครัฐกับโลกที่เป็นภาคปัจเจกชน ๘) การสื่อสาร มีการสื่อสารระหว่างบุคคลในกลุ่มตนเอง มีการสื่อสารระหว่างกลุ่ม ของตนเองกับกลุ่มอื่น ๆ มีการสื่อสารระหว่างกลุ่มกับประชาชนหรือสังคม โดยอาจมีการสื่อสาร ระหว่างกลุ่มของตนเองกับรัฐ และอาจมีการสื่อสารระหว่างกลุ่มของตนเองกับภาคธุรกิจเอกชน ๓๗ ประเวศ วสี, ดร.เอกวิทย์ณ ถลาง, รศ.ศรีศักร วัลโภดม, การเรียนรู้ที่เหมาะสมในสังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ๒๕๔๔). ๓๘ ณัฐวัฒน์สุทธิโยธิน, กระบวนการประชาสังคมในสื่ออินเทอร์เน็ตและสื่อใหม่, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: www.thaisustainablelife.com [๒๙ กันยายน ๒๕๖๔].
๓๓ ๒.๓.๕ รูปแบบของประชาสังคม เบนจามิน บาร์เบอร์อธิบายว่า ประชาสังคมมี๓ รูปแบบ ได้แก่ ๑) ประชาสังคมแบบเสรีนิยม ในความหมายแห่งนัยนี้ประชาสังคมคือ ภาคเอกชนมองว่า รัฐเป็นผู้มีอํานาจกดขี่และสร้างกฎเกณฑ์มาบังคับตามความคิดเสรีนิยมเห็นว่า ตลาดคือเสรีภาพ ผู้ที่ ยึดมั่นในแนวคิดนี้จะยืนยันให้เลือกระหว่างรัฐกับตลาด กล่าวอีกอย่างว่า ประชาสังคมแบบนี้หมายถึง ภาคตลาดเอกชน ภาคของปัจเจกชนที่มีการสมาคมโดยสมัครใจในกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมี ลักษณะการทําสัญญากันรวมทั้งครอบครัว ตัวอย่างเช่น หอการค้าไทย สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ก็เป็น ประชาสังคมด้วยเช่นกัน ๒) ประชาสังคมแบบชุมชน เป็นประชาสังคมที่มีพื้นฐานอยู่ที่ความต้องการสร้างความเป็น ปีกแผ่นและความเข้มแข็งของชุมชน การรวมตัวกันนั้นไม่ใช่โดยใจสมัครแต่เกิดจากความจําเป็น หรือ การผูกพันกันที่ทําให้แยกไม่ออก ไม่เชื่อว่าภาคเอกชนเป็นเพียงความเป็นปีกแผ่นของผู้บริโภค หรือ ผู้ผลิตเห็นว่าประชาสังคมเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่ใหญ่และปฏิเสธไมได้ที่จะผูกพันผู้คนเข้า ด้วยกันเริ่มต้นเป็นครอบครัวและสมาคมเครือญาติเช่น ชนเผ่า เป็นสโมสรพื้นบ้านชุมชน ไปจนถึง ลําดับชั้นทางสังคมที่ขยายออกไป กระบวนการประชาสังคมแบบนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเสมอไป แต่ มักมีความสัมพันธ์แบบลําดับชั้น มีข้อห้าม และกระทั่งเป็นแบบรวบอํานาจ ประชาสังคมใน ความหมายนี้ได้แก่เครือญาติศาสนา ๓) ประชาสังคมแบบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ประชาสังคมเป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างภาครัฐกับ ภาคธุรกิจเอกชน หรือเป็นภาคที่สาม ได้แก่ชุมชนแบบประชา (Civil Community) มีสมาชิกแบบ เปิดและเสมอภาค ทั้งยังเปิดโอกาสให้มีงานอาสาสมัครด้วย ประชาสังคมแบบนี้กําลังจะถูกฟื้นฟูขึ้น ใหม่ ประชาสังคมแบบประชาธิปไตยเข้มแข็งนี้จะแสดงถึงความแข็งแรงของสังคม และจะช่วยแก้ ลักษณะการเป็นลําดับชั้น และการรวบอํานาจในประชาสังคมแบบชุมชนด้วย๓๙ ๒.๓.๖ บทบาททางการเมืองของภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคม หรือสังคมของพลเมือง (Civil Society) ซึ่งมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เป็นส่วนหนึ่งในภาคประชาสังคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่๘ (๒๕๔๐- ๒๕๔๔) มีการเริ่มต้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างแผน และขานรับแนวคิด “ประชาสังคม” ซึ่ง เหมาะกับ การส่งเสริมให้มีส่วนร่วมของสมาชิกในสังคมที่มองเห็นวิกฤติการณ์และมีวัตถุประสงค์ใน การรวมตัว เพื่อแก้ไขปัญหานั้นร่วมกัน๔๐ ๓๙ อนุซ อาภาภิรม, “ศตวรรษที่๒๑ ความรู้กับความไม่รู้พื้นที่สําหรับเรา”, มติซนสุดสัปดาห์, ปีที่๒๕ ฉบับที่๑๓๑๔ (๑๖-๒๒ เมษายน ๒๕๖๔). ๔๐ ธงชัย สิงอุดม, “การเมืองภาคประชาสังคมในยุค ๔.๐”, สารนิพนธ์พุทธศาสตรบัณฑิต ๒๕๖๒, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๒), หน้า ๓๔๒.
๓๔ ๑. ประชาสังคมกับบทบาทต่อสังคมการเมืองไทย ๑) ในมิติการสร้างและจรรโลงประชาธิปไตยของสังคมไทย บทบาทของขบวน ประชาสังคม ในหลายลักษณะที่ผลักดันให้เกิดการทําให้ประชาธิปไตยแบบตัวแทน นับตั้งแต่ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ เป็นต้นมาเราจึงเห็นการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างและจรรโลง ประชาธิปไตยในหลายด้าน ดังเช่น การผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองโดย “ขบวนการเคลื่อนไหว ธงเขียว” ซึ่งนํามาสู่การขยายการเมือง ภาคประชาชนเชิงสถาบัน ๒) มิติด้านนโยบายสาธารณะ ปัจจุบันเราจึงเห็นได้ว่ามีกฎหมายนโยบายเพื่อ แก้ไขปัญหาให้แก่คนจนมากมาย (รวมทั้งนโยบายที่เรียก “ประชานิยม” ด้วยเช่นกัน ) รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ได้มีบทบัญญัติหมวดที่๕ ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งคงจะเป็นการเกินเลยที่ จะกล่าวว่า มาจากการเคลื่อนไหวผลักดันโดยขบวนการประชาสังคมที่เติบโตขึ้นมา ในระดับพื้นที่ การเมืองท้องถิ่น จะเห็นได้ว่า การเติบโตขององค์กรชุมชนที่ต้องการสร้างพื้นที่เชิงนโยบายระดับ ท้องถิ่นโดยเข้าไปเชื่อมกับทั้ง “ท้องถิ่น” และ “ท้องที่” (เช่น งานแบบสภาองค์กรชุมชน และ ขบวนการจัดการตนเอง ฯลฯ) ก็ควรพิจารณาว่า การขับเคลื่อนโดยประชาสังคมได้นําไปสร้างพื้นที่ เชิงนโยบายระดับท้องถิ่นที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ๒. การเมืองภาคประชาสังคมในยุค ๔.๐ การเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ได้พัฒนารูปแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม แบบใหม่ขึ้นมา หรือที่เรียกว่า New social Movement ในกรณีขบวนการเคลื่อนไหวในยุคที่มีการ แย่งชิงอํานาจกัน ระหว่างกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมือง ๒ กลุ่ม ที่คิดว่าเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ ในความเป็นจริง ในยุค ๔.๐ นั้น ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ โดยไม่หวังผลตอบแทนแต่ต้องการพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นต่อการกําหนดนโยบายของรัฐ สร้าง ความร่วมมือกันระหว่างรัฐกับองค์กรประชาสังคม สร้างความชอบธรรมในการทํางานขององค์กร ประชาสังคม เสริมสร้างการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างรัฐเสริมสร้างการศึกษาพลเมือง สร้างการมีส่วน ร่วม ซึ่งเป็นทุนทางสังคม เป็นการสร้างทางเลือกและโอกาส ในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ซึ่งถือว่า เป็นรูปแบบใหม่ของการเคลื่อนไหวและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนในยุค โลกาภิวัตน์หรือที่เรียกว่าการเมืองแบบหลังสมัยใหม่๗ ความสําคัญของกระบวนการเหล่านี้อยู่ที่การ เคลื่อนไหวระดับท้องถิ่นแต่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันในระดับโลก ส่วนเป้าหมายของการเคลื่อนไหวไม่ใช่ เพื่อล้มหรือยึดอํานาจรัฐ แต่เป็นสังคมที่มีการรวมตัวกันผ่านกระบวนการประกันสังคม ทําให้เกิด สังคม ที่มีจิตสํานึกผิดชอบร่วมกัน มีการร่วมมือผ่านองค์กรที่หลากหลาย มีการเชื่อมโยงกันเป็น เครือข่ายเพื่อทําการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีความคิดเพื่อสร้างเอกลักษณ์มีความผูกพัน ความเชื่อร่วมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเข้ามามีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ หรือเพื่อให้รัฐมีสํานึก รับผิดชอบต่อสาธารณะ จะทําให้เกิดพลังมวลชนเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง หรือการเข้ามามีอิทธิพลต่อ การกําหนดนโยบายของรัฐ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มและประโยชน์ส่วนรวมมักถูกเรียกรวม ๆ ว่า “การเมืองสมัยใหม่” Post Modern Politics