ระบบส่งกำลังยานยนต์
ระบบส่งกำลงั รถยนต์ และระบบขับเคล่ือน
รถยนตใ์ นแตล่ ะคนั กม็ ีเทคโนโลยใี นการออกแบบและการผลิตที่ไมเ่ หมือนกัน ข้นึ อย่กู บั คุณลกั ษณะในการ
ใช้งาน การทำงาน หรือการสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตคิดค้นและทดลองขึ้นมาได้ ในวันนี้เราขอนำเสนอ
รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกับระบบส่งกำลังรถยนต์ และระบบขับเคลื่อน เพื่อให้เป็นความรู้ และจำแนกรถใน
เวลาทคี่ ณุ สนใจหรือต้องการจะดูรถยนตร์ ่นุ ใดร่นุ หน่ึง แก่ทา่ นผู้อา่ นกนั นะครบั
โครงสร้างสว่ นประกอบของระบบส่งกำลงั รถยนต์
หน้าที่ของระบบส่งกำลัง (Powertrain System) คือ ถ่ายทอดการหมุนของเครื่องยนต์ ไปยังล้อ เพื่อให้
เคลื่อนที่ได้ ระหว่างทางการส่งกำลังหมุนไปนี้ ก็จะผ่านส่วนประกอบ หรืออุปกรณ์ หลายส่วนคือ ชุดคลัตช์
(Clutch), ชุดเกียร์ (Transmission), เพลาขับ (Drive shaft), ชุดเฟืองท้าย (Differential), เพลา (Axle), ล้อ
(Wheel) สำหรบั รถยนตท์ ่ีขับเคล่อื นล้อหน้า จะมีเพลาขบั ต่อออกจาก ชดุ เฟืองท้ายไปหมุนล้อโดยตรง การพัฒนา
ระบบส่งกำลังของรถยนต์ แต่ละบริษัทผู้ผลิต ก็อาจแตกต่างกันไปบา้ ง แต่โดยหลักแล้ว มีจุดประสงค์เดยี วกันคอื
สง่ กำลังหมุนจากเครือ่ งยนต์ไปทล่ี ้อ
การทำงานของระบบส่งกำลงั เรมิ่ ต้นที่ตัวเครื่องยนต์หมนุ ในสว่ นของเพลาข้อเหวย่ี งกจ็ ะมีแกนต่อออกมา
ยึดกับล้อช่วยแรง (Flywheel) เมื่อเครื่องยนต์หมุน ล้อช่วยแรงก็หมุนไปด้วย ชุดคลัตช์ (Clutch) ที่ติดตั้งอยู่ใน
ระบบ จะมาช่วยรับแรงหมุนนี้ส่งผ่านไปตามเพลาคลัตช์ (Clutch Shaft) เข้าไปสู่ห้องเกียร์ (Transmission)
ภายในห้องเกียร์ กจ็ ะมีฟนั เฟืองโลหะหลายขนาดแตกต่างกนั ไปตามความเร็วที่ต้องการใช้
ประเภทของการขับเคล่อื นรถยนต์
1. รถยนตเ์ ครอื่ งอย่หู นา้ ขบั หนา้
รถยนตข์ บั เคลื่อนล้อหนา้ และวางเคร่อื งยนตด์ า้ นหน้ารถ (FF = Front Engine Front Wheel Drive) จะ
มีเพลาซ้าย - ขวา ต่อออกจากชุดเฟอื งท้าย ไปหมุนล้อ (แบบนี้ไม่ต้องมีเพลากลาง) เป็นระบบขบั เคลื่อนทีน่ ิยมใช้
มากที่สุดในรถยุคปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานของรถในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีระบบส่งกำลังที่ดีกวา่
เพราะเครอ่ื งยนต์อยูเ่ หนอื ล้อ ทำใหเ้ กดิ แรงขบั โดยตรง ผิดกบั การขบั เคล่ือนล้อหลัง อีกทงั้ ยังมปี ระสิทธิภาพในการ
ประหยัดนำ้ มัน กับการเกาะถนนทไี่ ว้วางใจได้ ไมต่ อ้ งมีอโุ มงค์เกยี ร์ทำใหค้ อนโซลกลางเลก็ แคบ วางขาไดส้ บาย แต่
ข้อเสียก็มีเช่นกัน เพราะเครื่องอยู่ดา้ นหน้า เกียร์อยู่หน้า น้ำหนักทิ้งด้านหน้าเป็นหลัก ทำให้เวลาเร่ง เลี้ยว หรือ
เบรก ทำได้ทลี ะครัง้ ทำพร้อมๆกันหลายอยา่ งไมไ่ ด้
2. รถยนต์เครอื่ งอยู่หน้าขับหลัง
รถยนต์เครื่องอยู่หน้าขับหลัง (FR = Front Engine Rear Wheel Drive) รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลงั และ
วางเครื่องยนต์ด้านหน้ารถจะมีเพลากลาง ต่อออกจากห้องเกียร์ ไปสู่ชุดเฟืองท้ายที่ติดตั้งไว้ด้านหลังรถ แล้วต่อ
เพลาขับ ซ้าย-ขวา ออกจากชุดเฟืองท้าย ปัจจุบันจะหายากแล้ว ส่วนใหญ่ใช้กันในรถสปอร์ต รถกระบะ หรือรถ
ระดับหรูหราคันใหญ่ๆ อกี ทงั้ ยังนยิ มในรถรถยโุ รปซะเปน็ ส่วนใหญ่ การกระจายนำ้ หนักรถทำได้ดี สามารถควบคุม
รถได้ดียามใชค้ วามเรว็ สูงเหมาะกับสภาพถนนของยโุ รป สำหรับเลย์เอาทใ์ นการวางของเครอื่ งยนต์ เกียร์ และเพลา
ขับของรถยนต์แบบ FR อาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบบวางขวาง หรือ Traversely-Mount เสมอไป (เครื่องยนต์
เกียร์ และเพลาขับจะวางเรียงเป็นแนวขวางตามด้านกว้างของตัวรถ) แต่อาจจะเป็นแบบวางต ามยาว หรือ
Longitudinally-Mount (เครื่องยนต์ เกียร์ และเพลากลาง วางเรียงต่อกันในแนวยาว จากด้านหน้าไปหลัง)
เหมอื นกับรถยนต์ขับเคล่อื นล้อหลังกไ็ ด้ ซ่งึ ในอดตี รถยนต์ขับเคลอื่ นล้อหน้าแตใ่ ชเ้ ครือ่ งยนต์แบบวางตามยาวกม็ ี
3. รถยนตเ์ ครอ่ื งอยหู่ ลังขบั หลัง
รถยนต์เครือ่ งอยหู่ ลังขับหลงั (RR = Rear Engine Rear Wheel Drive) สำหรับรถยนตข์ ับเคลื่อนล้อหลัง
และวางเครื่องยนต์ชว่ งหลังรถ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเพลากลาง น้ำหนักเครื่อง เกียร์ อยู่ด้านหลังหมด เวลาออกตัวดี
เพราะไดแ้ รงยึดเกาะกบั นำ้ หนักรถกดท่ีลอ้ หลัง แตป่ ัจจุบนั นยิ มใชก้ ันนอ้ ยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นรถขนาดเล็กยุคเก่า
30-40 ปีขึ้นไปหรอื รถซูเปอร์คาร์ อาทิ ซูบารุ 360, ซูบารุ R-2, โฟล์ค เต่า หรือซุเปอร์คาร์อยา่ ง ปอร์เช่ 911 เป็น
ตน้
4. รถยนต์เครือ่ งอยูก่ ลางขับหลัง
รถเครื่องกลางขับหลัง (MR = Midship Engine Rear Wheel Drive) จุดเด่น คือการจัดให้น้ำหนักส่วน
ใหญอ่ ยูร่ ะหว่างลอ้ หน้าและลอ้ หลงั เพอื่ ให้จดุ ศูนย์ถว่ งอย่ตู รงกลางรถ ขอ้ เสยี คอื มเี นอ้ื ที่ใช้ประโยชนน์ ้อยและเสียง
รบกวนจากเครื่องยนต์มีมาก นิยมใช้กันในรถสปอร์ต สำหรับเครื่องยนต์วางกลาง ยังมีแบ่งออกเป็นอีก 2
เหมือนกับ FR ด้วยเช่นกัน คือ แบบวางขวางเครื่องยนต์เกียร์ และเพลาขับวางเรียงตามแนวกว้างของตวั รถ เช่น
Toyota MR-S, Honda NSX ซ่งึ ส่วนใหญจ่ ะใช้เคร่อื งยนต์ 4 สูบเรียง หรือไม่กบ็ ลอ็ กวี แต่ไมค่ ่อยมีแบบ 6 สบู เรยี ง
เท่าไหร่ ในส่วนแบบที่วางตามยาว ส่วนใหญ่จะเป็นซูเปอรค์ าร์ ซึ่งระบบนี้ก็มีทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลัง และแบบ
ขับเคลอ่ื น 4 ล้อให้เลือกใช้ ข้นึ อยกู่ ับผ้ผู ลิตแต่ละราย และถ้าเปน็ เคร่อื งยนตว์ างกลางแบบขับเคลื่อนลอ้ หลงั บางที
กเ็ รียกว่า RMR หรอื Rear Mid-engine Rear-wheel drive
5. รถยนต์ขับเคลอ่ื น 4 ล้อ
รถยนตข์ บั เคลื่อน 4 ลอ้ (4 WD = Four Wheel Drive) มแี รงฉุดในการขบั เคล่อื นจะมปี ระสทิ ธภิ าพสงู ขึ้น
ไมล่ น่ื ไถลโดยเฉพาะการใชง้ านบนถนนท่ีไมเ่ รียบ ขรขุ ระ เป็นหลมุ เป็นบ่อ ทางปีนปา่ ย หล่มโคลนทางโคง้ และถนน
ล่ืน จะได้ประโยชนจ์ ากการขับเคลอ่ื น 4 ล้อดีท่ีสดุ และระบบในรถขบั เคล่อื น 4 ล้อนน้ั ยงั ถูกแบง่ ออกเป็น 2 ระบบ
คอื
5.1 ระบบขับเคลือ่ น 4 ลอ้ แบบ PART TIME (ระบบขับเคล่ือน 4 ลอ้ ตามการเลือกใช้งาน)
ในระบบนถี้ อื กนั วา่ เป็นระบบขบั เคลื่อน 4 ล้อ สำหรบั รถท่ใี ช้วง่ิ ในทางทรุ กนั ดาร ทร่ี ถกระบะ และรถออฟ
โรดใชก้ นั ปกตริ ถเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะขบั เคลื่อนแบบลอ้ หน้า (FF) หรือล้อหลัง (FR) โดยจะมเี กยี รส์ ำหรับเปลี่ยน
อยูด่ า้ นข้างเกยี รห์ ลกั หรอื ในบางรุ่นอาจจะใช้เป็นสวติ ซ์บดิ หรอื ใชป้ มุ่ กดเอา เพือ่ เปลยี่ นมาใช้ในระบบขบั เคลอ่ื น 4
ลอ้ ได้โดยทันที ระบบนีย้ งั ถกู แบง่ ออกเป็นอีก 2 รูปแบบ คือ ระบบขบั เคล่ือน 4 ลอ้ Part Time Hi (สัญลกั ษณ์ 4H)
และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part Time Lo (สัญลักษณ์ 4L) ซึ่งทัง้ 2 รูปแบบทำงานหมือนกัน คือ เมื่อผู้ใช้เปลี่ยน
ระบบขับเคล่ือนมาอยูใ่ นตำแหน่ง 4H หรอื 4L เฟืองตวั กลางของห้องเกียร์ขบั เคลอื่ นเข้าลอ็ คติดกับห้องเกียร์ปกติ
ซงึ่ จะทำให้กำลังของเคร่ืองยนตถ์ ูกแบ่งครึ่งให้ส่งกำลงั ไปอยทู่ ลี่ อ้ คู่หน้า 50% และลอ้ คูห่ ลัง 50%
ในปัจจุบันระบบเกียร์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้พัฒนาไปมาก สามารถเปลี่ยนเกียร์จาก 2WD มาเป็นระบบ
4WD ในขณะขับรถได้เลย โดยใช้ระบบควบคุมด้วยอิเลกทรอนิคส์เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะใช้มือโยกบริเวณคันเกียร์
หรือหมุนปุ่ม กดปุ่ม แต่ต้องเปลี่ยนในขณะความเร็วต่ำ (ไม่เกิน 80-100 กม./ชม.) และไม่ต้องถอยหลังเพื่อปลด
ล็อคด้วย และในรถบางรุ่นก็พิเศษไปกว่านั้น ด้วยระบบเทคโนโลยีตัดต่อกำลังอัตโนมัติ ( Automatic
Disconnecting Differential) ให้การขับเคลื่อนที่ตอ่ เนื่อง ไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถเพื่อเปลี่ยนระบบเกยี ร์ ระบบ
จะทำการวิเคราะห์สภาพถนน และปรับเปลี่ยนให้เองอัตโนมัติ เหมือนที่ในรถ MPV และ SUV หลากหลายยี่ห้อ
นยิ มใช้กนั
5.2 ระบบขับเคล่อื น 4 ล้อ แบบ FULL TIME (ระบบขบั เคล่อื น 4 ลอ้ ตลอดเวลา)
เปน็ ระบบทถี่ กู ออกแบบมาเพ่ือการใช้งานบนท้องถนนปกติ มจี ดุ ประสงค์เพ่ือเพมิ่ ประสิทธิภาพในการยึด
เกาะถนนโดยเฉพาะ รถเก๋ง หรือรถหลายๆ แบบที่ผลิตขายในญี่ปุ่นและยุโรป ประเทศแถบที่มีหิมะตกและพื้นท่ี
ทุรกนั ดารมาก มักจะมีรุน่ ทข่ี บั เคลือ่ น 4 ลอ้ ประเภทนจี้ ำหนา่ ยดว้ ย (หรือทเี่ รยี กกนั อกี ในชื่อหนง่ึ วา่ ระบบ AWD -
All Wheels Drive) เมือ่ ใช้ความเรว็ สงู บนทางโคง้ หรือทางทเ่ี ปยี กลน่ื หรือวิง่ บนหิมะ
การทำงานของระบบนี้จะแตกต่างจากระบบ Part Time โดยสิ้นเชิง ในระบบ Full Time นี้ กำลังของ
เครื่องยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าและลอ้ คูห่ ลัง ไม่คงที่เหมือนระบบ Part Time หากแต่อัตราส่วนของกำลังทีถ่ ูก
ส่งไปที่ล้อคู่หน้าและลอ้ คู่หลังจะขึ้นอยู่กบั อัตราส่วนของแรงเสยี ดทานระหว่างลอ้ คู่หนา้ กับล้อคูห่ ลงั เมื่อล้อค่ใู ดมี
แรงเสียดทานมากกวา่ กำลังของเคร่ืองยนต์จะถกู ถา่ ยไปหาลอ้ คู่ท่ีมีแรงเสียดทานน้อยกวา่ ตวั อย่างเช่น ในกรณที่
รถว่ิงในทางปกติ กำลังของเคร่อื งยนตจ์ ะถูกสง่ ไปยงั ล้อคหู่ นา้ 50% และลอ้ ค่หู ลงั 50% เน่ืองจากในการวง่ิ ทางตรง
นั้น ล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง มีอัตราแรงเสียดทานที่เท่ากัน ต่อจากนั้นเมื่อคุณหักเลี้ยวล้อคู่หน้าจะมีแรงเสียดทาน
มากกวา่ ล้อคู่หลงั ทนั ที อัตราการสง่ กำลงั ของเคร่ืองยนตก์ ็จะส่งไปทล่ี ้อคหู่ น้านอ้ ยลง และไปเพ่มิ ท่ีล้อหลัง เมื่อคุณ
หกั เลยี้ ว ล้อคู่หน้าอาจจะมีกำลงั เหลือ 40% หรือ 30% หรือนอ้ ยกวา่ ล้อหลงั กจ็ ะมกี ำลงั เพ่มิ เปน็ 60% หรือ 70%
หรือมากกว่า
สำหรับรถยนตท์ ีน่ ิยมใช้ระบบการขบั เคลื่อนประเภทน้ี อาทิ โตโยตา้ , นิสสนั , ฮอนด้า, ซูบารุ, ซซู ูกิ, BMW,
ออด้ี, วอลโว่, เชฟโรเลต และยี่ห้ออื่นๆ ในรถยนต์แต่ละค่าย การเรียกชื่อก็ต่างกัน อย่างซูบารุใช้ชื่อ AWD ใน
BMW ก็ใช้ชื่อ xDrive ในออดี้ใช้ชื่อ Quattro และระบบการทำงานอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง อย่างเช่น การ
กระจายแรงขับไปยงั แต่ละล้อ หรอื การจำกัดความเรว็ ในชว่ งของการขับเคล่อื นแบบ 4WD แตก่ ็ถอื วา่ เป็นการขับข่ี
ในรูปแบบของ 4WD Full Time ที่เหมือนๆ กัน ซึ่งระบบนี้พัฒนาขึน้ มาเพือ่ ชว่ ยประหยดั น้ำมนั และเลือกใช้การ
ขบั ขีใ่ ห้เหมาะสมกับการใชง้ านยังไงล่ะครบั
ระบบเกยี ร์
หลังจากที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนแบบต่างๆของรถยนต์กันไปแล้ว ในส่วนนี้จะ
เก่ียวกับระบบเกยี ร์ของรถยนต์ครับ ระบบสง่ กำลงั หรอื ที่เรียกกันง่ายๆ วา่ เกียร์ ในรถยนตน์ ั้น กม็ ีด้วยกันสองแบบ
หลกั ๆ คอื เกียร์แบบธรรมดา (Manual Transmission) และ เกยี ร์อตั โนมัติ (Automatic Transmission)
1. เกยี รธ์ รรมดา (Manual Transmission)
สำหรับระบบเกียร์ธรรมดาในปัจจุบัน ในเมืองไทยรถส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมใช้เกียร์ธ รรมดากันแล้ว
เนื่องจากแนวโน้มความนิยมในปัจจุบันที่เน้นไปที่การขับขี่ในเมืองมากขึ้น ไม่ค่อยเหมาะกับการขับขี่รถเกียร์
ธรรมดาเทา่ ไหรน่ ัก รถทม่ี รี ุ่นเกียรธ์ รรมดาขาย ก็มกั จะเปน็ รถรุ่นถกู สดุ หรือรถกระบะ ไม่ก็รถสปอร์ตสมรรถนะสูง
ระบบเกียร์ก็มีใช้ทั้ง 5 และ 6 จงั หวะ ตามการออกแบบและการใช้งานทเ่ี หมาะสมกับรถรุน่ นัน้ ๆ แตเ่ กียร์ธรรมดาก็
มีการพฒั นาการมาอย่างต่อเนื่องเช่นกนั เพอ่ื ตอบสนองความต้องการของคนใชร้ ถที่ชอบขับรถท่ีแรงและเร็ว แต่ก็
ยังต้องการความสะดวกสบายในการใชง้ าน แม้วา่ เกียรธ์ รรมดา ตอบสนองผู้ใช้ในเรื่องของพละกำลังได้ดีกว่าเกียร์
ออโต้ แต่ข้อดอ้ ยของเกยี ร์ธรรมดาคือ การเสยี เวลาในการเปล่ียนเกยี ร์จากเกยี ร์หนง่ึ ไปยงั อีกเกยี รห์ นึง่ ต้องใช้เวลา
ในการผ่อนคันเรง่ เหยียบคลตั ช์ โยกคนั เกยี ร์ ปล่อยคลัตช์ และกดคนั เรง่ ที่หลายคนหากไม่คุ้นเคยกับเกยี รธ์ รรมดา
แล้ว จะขบั ไดล้ ำบาก และเครอ่ื งดับบอ่ ยเวลาเขา้ เกียรห์ นึง่ หรอื เวลาเหยียบคลตั ช์ไม่สดุ
การขับรถเกยี ร์ธรรมดา ทกุ ครงั้ กอ่ นออกจากรถ ผูข้ ับรถควรจะขยับเกยี ร์ซ้าย-ขวาไปมาให้อยู่ในตำแหน่ง
เกียร์ว่างเสมอพร้อมดึงเบรกมือค้างไว้ เพื่อป้องกันการหลงลืมเมื่อมีการสตาร์ทรถครั้งใหม่ เพราะเมื่อสตาร์ท
เครื่องยนต์ โดยเกียร์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง รถจะพุ่งไปข้างหน้า หรือถอยหลังอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิด
อนั ตรายได้ สำหรบั การปลดเกยี รว์ า่ ง นอกจากจะปฏิบตั ิก่อนออกจากรถทุกคร้ังแล้ว อาจปฏิบตั ใิ นขณะรถตดิ นานๆ
ไดด้ ว้ ย โดยดึงเบรกมือแทนการเหยียบเบรก และคลตั ซค์ า้ งไว้ ช่วยพักเทา้ คลายอาการเมอ่ื ยลา้ ไดด้ ้วย และเหยียบ
คลัตช์ทุกครั้งท่ีสตาร์ทเคร่ืองยนต์ เพอื่ ป้องกนั การส่งกำลงั จากเครอ่ื งยนต์ มาส่รู ะบบ ขบั เคลอ่ื น เพราะหากลมื ปลด
เกียรม์ าท่ีตำแหน่งเกยี รว์ ่าง การเหยียบคลตั ช์จะทำให้รถไม่พงุ่ ไปขา้ งหน้าด้วยเช่นกนั
มือใหม่หัดขับ มักพยายามหลีกเล่ียงเส้นทางทีต่ ้องขึ้นสะพาน แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องติดค้างอยู่
บนสะพาน ผู้ขบั มือใหม่มกั กังวลว่าจะทำอยา่ งไรดีเพ่อื ไมใ่ หร้ ถไหลไปชนคันหลัง วธิ ีง่ายๆ กค็ อื ปลดเกียร์วา่ ง พร้อม
กับดึงเบรกมือ และเมื่อจะเคลื่อนตัวให้ผูข้ ับเหยียบคลัตช์และเขา้ เกยี ร์ 1 พร้อม ที่จะออก แล้วเหยียบคันเรง่ ช้าๆ
พร้อมกับปลดเบรกมอื รถอาจจะไหลบ้างเล็กน้อยตามพืน้ ที่ลาดเอียง มือใหม่หัดขับไม่ต้องตกใจ ให้ออกตัวรถไป
ตามปกติ
เลือกใช้เกียรใ์ ห้เหมาะสมกับความเร็วของรถ และเปลี่ยนเกยี ร์ที่ความเรว็ รอบของเครือ่ งยนต์ไม่ต่ำ หรือสูงเกนิ ไป
(2,000-3,000 รอบ/นาที) จะทำใหก้ ารขบั ขีน่ ุ่มนวลยงิ่ ข้นึ และประหยัดนำ้ มันอีกดว้ ยการชะลอรถ/หยุดรถ เม่ือขับ
มาด้วยความเร็ว ให้ค่อย ๆ แตะเบรก อย่าพึ่งเหยียบคลัตซ์ เพื่อให้กำลังของเครื่องยนต์เป็นตัวช่วยชะลอรถ
(Engine Brake) จากนั้น เมื่อรถใกล้จะหยุด ให้เหยียบคลัทซ์ และเมื่อรถหยุดสนิทให้ปลดเกียร์ว่าง พร้อมทั้งดึง
เบรกมอื เพือ่ ป้องกนั รถไหลหมน่ั ฝึกเปล่ียนเกียร์ให้เกดิ ความชำนาญ โดยใชป้ ระสาทสมั ผสั แทนการเหลอื บมอง เพื่อ
ป้องกัน การเกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรจะละเลย คือ ไม่ควรวางเท้าไว้ที่แปน้ เหยียบคลัตซต์ ลอดเวลา แม้จะ
ไม่ได้เหยียบคลัตซ์ก็ตาม เพื่อยืดอายุการใช้งานของลูกปืนคลัตซ์ นอกจากนี้ยังไม่ควรเลี้ยงคลัตซ์เมื่อรถติดอยู่บน
เนินหรอื สะพาน เพราะจะทำใหค้ ลัตซล์ ่นื คลัตซ์ไหม้ และอายุการใชง้ านของผ้าคลตั ซส์ ้ันลงดว้ ย
2. เกยี รอ์ ตั โนมตั ิ (Automatic Transmission)
เกียร์อัตโนมัติในยคุ แรกๆ ที่ใช้ระบบกลไกล้วนๆ ไม่มีระบบคอมพิวเตอรเ์ ขา้ มาช่วยควบคุมในการทำงาน
ของเกียรแ์ บบในปจั จุบัน ตั้งแต่ยุคเกียร์ 2 จังหวะ 3 จังหวะ และ 4 จังหวะในชว่ งแรกนั้นหลายๆ คนมักจะแหยง
เนอ่ื งจากระบบเกียรอ์ อโตร้ ุน่ แรกๆ นั้น เม่ือใช้งานไปซกั ระยะหนึง่ จะมปี ัญหามาก และเสียค่าบำรงุ รักษามาก มา
จนถึงยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีล้ำหน้า พัฒนาไปมาก ระบบอิเลกทรอนิคส์เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ปัจจุบันเกียร์
อัตโนมัตินั้นมีมากถึง 8 สปีด การเปลี่ยนเกียร์ก็มีความแม่นยำมากขึ้น เพราะระบบคอมพิวเตอร์จะวิเคราะห์
คำนวณ และสามารถรับรู้ได้ถึงสภาพการขับขี่ของคนขับ ย่านความเร็ว และรอบเครื่อง ทำให้การขับขี่รถเกียร์
อตั โนมตั ใิ นรถบางรนุ่ ความรสู้ ึก "แทบ" ไม่ตา่ งจากเกียรธ์ รรมดาเลยทีเดยี ว เพียงแต่ไม่มี "คลัตช"์ เท่านั้นเอง
ตำแหน่งการทำงานของเกยี ร์ ในการใชง้ านรถยนตเ์ กียรอ์ อโตท้ ่วั ไป มีลักษณะการใช้งานพื้นฐานทีเ่ หมอื นกันคือ
ตำแหนง่ P, R, N, D, 3, 2, 1 หรอื L
ตำแหนง่ P หมายถึง Parking สำหรับจอดรถแลว้ ไม่ตอ้ งการใหร้ ถขยับ ทำหนา้ ทค่ี ล้ายเบรกมือ
ตำแหนง่ R หมายถึง Reverse ตำแหน่งถอยหลงั
ตำแหน่ง N หมายถึง Neutral ตำแหนง่ เป็นเกยี รว์ ่าง และสามารถสตาร์ทเคร่ืองยนต์ได้
ตำแหน่ง D หมายถึง Drive ใช้สำหรับขับเคล่ือนบนพน้ื ท่ีราบ และพ้นื ท่ซี ึ่งมีความลาดชนั ไม่มาก ต้ังแตเ่ กียร์ 1-4
ตำแหนง่ 3 หรอื S เคร่อื งยนต์จะใช้เกียร์ 1 ถงึ เกยี ร์ 3 สำหรบั กรณีขนึ้ -ลงเนินสงู หรือทางคดเคย้ี ว
ตำแหนง่ 2 หรือ L เครื่องยนตจ์ ะใชเ้ กยี ร์ 1 ถึงเกียร์ 2 หรอื ใช้เกยี ร์ 1 อย่างเดียว สำหรับกรณีขนึ้ -ลงเนิน หรอื ทาง
ลาดชัน
การเปลี่ยนเกียร์ไปมาระหว่างตำแหน่ง D และตำแหน่งตัวเลข สามารถเปลี่ยนได้ในขณะที่รถเคลื่อนท่ี
เนื่องจากเป็นเกียร์เดินหน้าเช่นเดียวกัน แต่ต้องถอนเท้าออกจากคันเร่งก่อน เปลี่ยนเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งใหม่
เพอ่ื ความปลอดภยั และไม่ควรเปลี่ยนคันเกียร์จากตำแหนง่ D ลงมาที่ L ทนั ที เพราะจะทำให้เกดิ ความเสียหายต่อ
เครื่องยนต์ และแรงกระชากของเครื่องยนต์อาจส่งผลให้รถเสียการทรงตัวจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ส่วนการเปลี่ยน
เกียร์ในตำแหน่งอื่นต้องทำขณะที่รถยนต์จอดสนิทอยู่กับที่เท่านั้น โดยขณะที่รถจอดอยู่กับที่และเกียร์อยู่ใน
ตำแหน่ง N เมื่อต้องการเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์เดินหน้า ต้องเหยียบเบรกไว้ตลอดขณะเปลี่ยนเกียร์ เพื่อ
ป้องกันไม่ให้รถเดินหน้าทนั ที ซึ่งจะส่งผลใหผ้ ู้ขับขีเ่ กิดอาการตกใจจนเผลอเหยียบคันเร่ง เป็นเหตุให้รถพุ่งออกไป
อย่างรวดเร็วจนเกิดอุบัติเหตุได้ เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้วจึงยกเท้าออกจากแปน้ เบรก รถยนต์จะเดินหน้าไปเองอย่าง
ช้าๆ จากน้ันจงึ ค่อยๆ ออกแรงกดคนั เรง่ ท่ลี ะนดิ จนได้ระดับความเร็วที่ต้องการ
การเปลี่ยนเกยี รถ์ อยหลังจากตำแหน่ง N เป็นตำแหน่ง R ตอ้ งทำเช่นเดียวกบั การเปล่ียนเกียรเ์ ดนิ หน้า คือ
เหยียบเบรกไว้ตลอดเวลาขณะเปลี่ยนเกียร์ เมื่อยกเท้าออกจากแป้นเบรก รถยนต์จะถอยหลังไปเองอย่างช้าๆ
เพียงแต่เพิ่มขั้นตอนในการกดปุ่มปลดล็อก บริเวณด้านข้างหัวเกียร์ ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้คันเกียร์
เปล่ยี นไปอยู่ทต่ี ำแหน่ง R โดยไมต่ ั้งใจ
สำหรบั การเข้าเกียร์ในตำแหน่ง P ทีจ่ ะตอ้ งกดปุ่มปลดล็อกเช่นเดยี วกนั แตจ่ ะตอ้ งใชต้ อ่ เมือ่ ต้องการจอดรถอยู่กับท่ี
นานๆ และไม่จอดกีดขวางรถผู้อื่นเท่านั้น เพราะรถจะล็อกล้อไว้จนไม่สามารถขยับได้ ไม่ควรที่จะใส่เกียร์ใน
ตำแหน่ง P ขณะที่จอดติดสัญญาณไฟแดง เพราะหากเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์ที่จอดต่อท้ายมาชน จะทำให้ล็อก
เกยี รพ์ ังจนสร้างความเสียหายแก่เคร่ืองยนต์ นอกจากนั้นยังเกิดความพล้ังเผลอของตัวผ้ขู บั ข่ีเอง เมอ่ื ไดร้ ับสัญญาณ
ไฟเขยี วแลว้ รบี ร้อนเขา้ เกียรโ์ ดยไม่ระวงั ทำให้คนั เกยี ร์ค้างอยู่แค่ตำแหน่ง R แทนท่ีจะเป็นตำแหนง่ D จนเป็นเหตุ
ใหร้ ถถอยหลังไปชนกบั รถยนตท์ จ่ี อดต่อทา้ ย
ระบบ Overdrive
Overdrive คอื อตั ราสว่ นทดเฟอื งเกียร์ท่เี พลาส่งกำลงั ขับมอี ตั ราเรว็ รอบสงู กวา่ เพลาทเ่ี ข้าห้องเกียร์ ทำใหป้ ระหยัด
นำ้ มันและลดการสึกหรอ รถยนต์ท่มี ี Overdrive เกยี ร์สุดท้ายจะเปน็ Overdrive มไี ด้ทงั้ รถเกียร์ธรรมดาและเกียร์
ออโต้
สำหรับรถเกียร์ออโต้ ถา้ ขบั ปกติแนะนำให้ Overdrive On รถจะวิ่ง 4 เกียร์ เกยี ร์ 4 จะเป็น Overdrive (รถเกียร์
ออโตท้ ่ีมี 4 เกยี ร์) ถา้ เราไมต่ อ้ งการใช้ Overdrive กท็ ำได้โดยกดทีป่ ุม่ คันเกยี ร์ ทีห่ น้าปัดเรอื นไมลจ์ ะมีตัวหนังสือสี
แดงบอกว่า Overdrive Off ซึ่งรถจะไม่วิ่งที่เกียร์ 4 จะวิ่งแค่ 3 เกียร์เท่านั้น ถ้าวิ่งอยู่ที่เกียร์ 4 พอกดปุ่มปิด
Overdrive เกียร์จะเปลี่ยนเป็นเกยี ร์ 3 ลกั ษณะแบบน้กี ็เหมอื นการเชนเกยี ร์ของเกียร์ธรรมดา ซ่งึ จะทำให้อตั ราเร่ง
ดีขึ้น เอาไวใ้ ช้ในการแซง พอแซงพน้ แลว้ ก็อยา่ ลืมเปดิ ใช้ Overdrive ดว้ ย จะไดป้ ระหยดั นำ้ มนั
ระบบเกียร์แบบ CVT และระบบเกียร์แบบ Paddle Shift
รถรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันหลากหลายยี่ห้อ ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบที่เรียกวา่ CVT (Continous Variable
Transmission) นั้น ได้รับความนิยมทั้งจากรถญี่ปุ่นและรถยุโรป หากเปรียบเทียบระบบ CVT กับระบบเกียร์
อตั โนมตั ทิ วั่ ไป เกยี ร์ CVT นน้ั น่าจะไมค่ วรถูกเรยี กว่าชุดเกียร์ เพราะการทำงานแปรผันตามพละกำลังท่ีส่งมาจาก
เครอ่ื งยนตโ์ ดยตรง จะประกอบดว้ ยชุดกรวย 2 ช้ินทีเ่ ป็นหลักในการสง่ กำลงั จากเครอื่ งยนต์ไปยังลอ้ โดยท่ีตัวหนึ่ง
จะถกู ต่อเขา้ กบั เครอ่ื งยนต์ เรยี กว่า พูเลย์ขบั สว่ นอีกตวั เปน็ พเู ลยท์ จ่ี ะใหอ้ ตั ราทดเรียกวา่ พเู ลยก์ ำลงั ซ่ึงทัง้ สองจะ
ทำงานสอดคลอ้ งกันผา่ นสายพานทค่ี ลอ้ งผา่ นทั้งคู่ เหมอื น "สายพาน" ท่ีหมุนไปตามความเร็วที่สงู ขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเราขับรถไปในถนนกำลังจากเครื่องยนต์จะถกู ส่งผ่านพูเลย์ขับ โดยในยามที่เราใช้อัตราทดต่ำ พูเล่ย์
กำลังจะมีระยะชันสูงทำให้มีอัตราทดที่สูง และการทำงานจะแปรผันเรื่อย จนเมื่อถึงเกียร์สูงสุดการทำงานก็จะ
สลับกันระหวา่ งพูเลย์ขบั ที่ชันตัวสูงขึน้ และ พูเลย่ ก์ ำลังทีต่ ่ำลงระบบจะทำงานเชน่ นี้ไปเรือ่ ย และน้ันหมายความว่า
ระบบเกยี ร์ CVT น้ันไมไ่ ด้ขบั ผา่ นชดุ เฟอื ง ซ่งึ การท่ีมนั ขบั ผา่ นด้วยระบบสายพานนี้ ทำให้มันคอ่ นข้างเปราะ และมี
การกล่าววา่ การใช้เกียร์ CVT ในสภาวะสุดขวั้ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ขบั ๆจอดๆ จะทำใหเ้ กียร์พงั ไวกว่าปกติ แม้ว่า
จะระบบสง่ กำลงั ประเภทนี้จะคอ่ นข้างมีปัญหาได้เมือ่ ใชไ้ ปนานๆ แต่ CVT ก็มีขอ้ ดที ี่ให้อัตราเรง่ ที่สเถียรมากยิ่งขึ้น
และใหอ้ ตั ราประหยดั นำ้ มันมากย่งิ ขน้ึ เชน่ กัน
ในสว่ นของระบบเกียร์ Paddle Shift นั้น แตเ่ ดิมเปน็ เทคโนโลยีท่ใี ชก้ นั อย่ใู นสนามแข่งรถ ใช้ในรถแขง่ F1
ภายหลงั จงึ ได้นำเทคโนโลยเี หลา่ นมี้ าปรับปรุงและพัฒนาให้ใชก้ ับในรถบ้านได้ ใหค้ วามรสู้ กึ สนกุ ในการขับข่ีมากข้ึน
ระบบเกียร์ Paddle Shift เป็นระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบสปอร์ต ที่คล้ายกับรถเกียร์ธรรมดา ผู้ขับข่ี
สามารถควบคุมการสง่ กำลังได้ตามถนัด(เพียงปลายนิ้ว) สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างสะดวกที่บริเวณ
พวงมาลัยที่มีแป้นการบงั คบั มีขนาดใหญ่ พอดีกับตำแหนง่ นิว้ ทำให้การขับขี่ตอบสนองทุกความต้องการได้เหนอื
ระดบั