มกับณีภปาัญษาญกวาี: สุนทรภู่
บทความจาก วัชราภรณ์ อาจหาญ
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่01
มณีปัญญากับภาษากวี: สุนทรภู่
สุนทรภู่เป็นกวีเอกของไทยที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศ
ให้เป็นกวีเด่นของโลก ผลงานองท่านมีเป็นจำนวนมากทั้งนิราศ นิทาน บทละคร บทเสภา บทเห่กล่อมและ
สุภาษิต ล้วนได้รับยกย่องว่ามีคุณค่าสูง ในบทความนี้ขอกล่าวถึง “มณีปัญญา” หรือ คุณค่าด้านความรู้ที่
ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมกลุ่มใหญ่ของสุนทรภู่ อันได้แก่ วรรณกรรมประเภทนิราศ
บทกลอนจำพวกนิราศของสุนทรภู่ที่เล่าเรื่องการเดินทางไปในที่ต่างๆมีอยู่หลายเรื่องที่ได้พรรณนาและ
แสดงทัศนคติเกี่ยวกับศิลปกรรมไทยสมัยตันรัตนโกสินทร์ไว้อย่างถี่ถ้วนพอสมควร (จุลทัศน์ พยาฆรานนท์,
2529 : 254) ศิลปกรรมไทยที่จะกล่าวถึงในที่นี้ อาจแบ่งเป็นหัวข้อต่อไปนี้
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่02 การพรรณนาสถาปัตยกรรมไทย
การพรรณนาสถาปัตยกรรมไทยในงานของสุนทรภู่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับศาสนสถานอันได้แก่ วัดวา
อาราม เจดีย์ โบสถ์วิหาร ทั้งนี้หากศึกษาประวัติชีวิตของสุนทรภู่ จะเห็นว่าท่านมีชีวิตผูกพันกับศาสนาและวัดมา
ตลอด ตั้งแต่เรียนหนังสือที่วัด บวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดต่างๆ อีกทั้งยังเดินทางไปนมัสการพุทธศาสนสถาน
สำคัญหลายแห่ง
การเดินทางไปยังศาสนสถานสำคัญเหล่านี้ กวีย่อมตื่นตาและตื่นใจในความงดงาม และยิ่งใหญ่ของสิ่ง
ก่อสร้างเหล่านั้น จนเกิดแรงบันดาลใจในการนำภาพเหล่านั้นมาพรรณนาเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อหาของบทนิราศ
ดังตัวอย่างปรากฏในนิราศภูเขาทอง ท่านได้พรรณนาภูมิสถานของวัดภูเขาทอง ไว้ว่า
03 ๏ ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถ เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันได คงคาลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน
มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น
ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม
ประทักษิณจินตนาพยายาม ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์ ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่
มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวาย ด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน
เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์ แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก
ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
(นิราศพระบาท, ในชีวิตและงานของสุนทรภู่, 2543 : 115)
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่04 พระเจดีย์ภูเขาทองนี้อยู่ในวัดภูเขาทอง เป็นวัดร้างอยู่ในทุ่งนาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา มีคนนับถือพระเจดีย์องค์นี้มากด้วยเชื่อว่ามีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ (สมาคมภาษาและ
หนังสือ, 2529 : 148) ภายหลังที่กรุงศรีอยุธยาแตกทำลายลงด้วยกำลังข้าศึกเมื่อปี พ.ศ. 2310 แล้ว มีสภาพ
ทรุดโทรมเพียงใดในเวลานั้นไม่อาจทราบได้ แต่พอสันนิษฐานว่าที่องค์ฐานคงมีรอยร้าวดังที่สุนทรภู่บรรยายไว้
ในความตอนนี้ว่า “ทั้งองค์ฐานรานร้าวถึงเก้าแสก”
มีการกล่าวถึง”ฐานบัทม์” หรือ “ฐานปัทม์” ซึ่งเป็นชื่อเรียกหรือศัพท์ทางสถาปัตยกรรมไทย หมายถึง
ฐานบัวหน้ากระดานบัวคว่ำบัวหงาย และกล่าวถึง “ย่อเหลี่ยม” เป็นชื่อเรียกหรือศัพท์ทางสถาปัตยกรรมไทยที่มี
การย่อมุม หมายถึง การย่อมุมอาคารหรือเจดีย์และเสา
จะเห็นได้ว่าสุนทรภู่สามารถหยิบยกชื่อนามและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรไทยขึ้นมาพรรณนาเจดีย์
ภูเขาทองได้อย่างเข้าใจและมีความถูกต้อง
05 การพรรณนาประติมากรรม
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าศิลปกรรมที่สุนทรภู่กล่าวถึงส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับวัดวาอาราม หรือศาสนสถานใน
นิราศพระบาทของสุนทรภู่ นอกจากการพรรณนาภาพภูมิสถานของพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรีแล้ว ยังได้กล่าว
ถึงประติมากรรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ตกแต่งสถานที่นั้นๆด้วย ดังตัวอย่าง
ทวาราที่ตรงหน้าบันไดนาค มีรูปรากษสสองอสูรขยัน
แสยะโอษฐปากอ้าสองตามัน ยืนยิงฟันแยกเขี้ยวอยู่อย่างเป็น
บันไดนาคนาคในบันไดนั้น ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเล่น
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่ ขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเป็น ตาเขม้นมองมุ่งสะดุ้งกาย
-----------------------------------------
ทิศประจิมริมฐานมณฑปนั้น มีดาบสรูปปั้นยิงฟันขาว
นุ่งหนังพยัคฆาชฎายาว ครังเคราคราวหนวดแซมสองแก้มคาง
ขั้นบันไดจะขึ้นไปมณฑปนั้น สิงโตตันสองตัวขนาบข้าง
ดูผาดเผ่นเหมือนจะเต้นไปตามทาง พี่ชมพลางขึ้นบนบันไดพลัน
(นิราศพระบาท, ในชีวิตและงานของสุนทรภู่, 2543 : 98 - 99)
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่06
ประติมากรรมที่สุนทรภู่กล่าวถึงในตอนนี้ ได้แก่ รูปยักษ์ปั้น 2 ตน ยืนถือกระบองสองข้างประตู
กำแพงด้านเหนือเข้าลานพระพุทธบาท นาคราวบันไดทางบันไดด้านเหนือ เป็นนาค7เศียรหล่อโลหะ
ส่วนทางบันไดด้านตะวันตกเป็นนาค 5 เศียรหล่อโลหะ รูปปั้นพระสัจพันธดาบส อยู่ในช่องกุฏิด้านเหนือ
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงสิงโตหิน 2 ตัวที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นพระมณฑป ปัจจุบันยังคงอยู่ ประติมากรรม
เหล่านี้ล้วนมีอยู่จริงตามที่สุนทรภู่ได้พรรณนาไว้ (ชีวิตและงานของสุนทรภู่,2543 : 98)
แสดงให้เห็นถึงความสนใจและความช่างสังเกตอย่างแม่นยำของกวีที่มีต่อประติมากรรมของ
ไทย จึงสามารถใช้ภาษาเพื่อสื่อภาพประติมากรรมได้อย่างถูกต้องและชัดเจนละเอียดลออเช่นนี้
07
การพรรณนางานประณีตศิลป์ของไทย
ในนิราศพระบาท สุนทรภู่ได้พรรณนาถึงงานประดับมุก ในที่นี้คือ ลายประดับมึก
บนบานประตูช่างศิลป์อันประณีตของไทย อันได้แก่ มณฑปพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี ดังนี้
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่ บานทวารลานแลล้วนลายมุก น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน
เป็นนาคครุฑยุดเหนี่ยวในเครือวัลย์ รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม
สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยว เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม
ชมพูพานกอดก้านกระหนกร สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง
รูปนารายณ์ทรงขี่ครุฑาเหิน พรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงส์
รูปอมรกรกำพระธำมรงค์ เสด็จทรงคชสารในบานบัง
(นิราศพระบาท, ในชีวิตและงานของสุนทรภู่, 2543 : 99 – 100)
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่08 ภาพลวดลายหรือจิตรกรรมไทยบนบานประตูประดับมุกที่สุนทรภู่กล่าวถึงในนิราศพระบาทนี้ ได้แก่
ลายกระหนก ลายเครือวงหรือลายก้านขด ลายรูปสิงโตอัดหรือลายสิงโตด้านหน้าตรง ลายครุฑยุดนาค ลาย
รูปเทวดา ลวดลายรูปเทพเจ้าองค์สำคัญต่างๆ เช่น รูปพระนารายณ์ทรงครุฑ รูปพระพรหมทรงหงส์ รูป
พระอินทร์ทรงช้าง นอกจากนี้นังบรรยายถึงลวดลายยักษ์หรือท้าวเวสสุวัณถือกระบอง และลิงในเรื่อง
รามเกียรติ์ คือ ชมพูพานและสุครีพ
เห็นได้ว่าความงามวิจิตรบนบานประตูมุกที่กล่าวไว้ในความตอนนี้ย่อมแสดงถึงความเข้าใจใน
จิตรกรรมไทยของสุนทรภู่อันได้แก่ ลายไทย ที่นำมาใช้เป็นลวดลายประดับมุกบนบานประตูได้อย่างดี
สามารถสื่อภาพจิตรกรรมในงานประณีตศิลป์ชิ้นนี้เป็นภาษาที่มีความไพเราะเห็นความอ่อนช้อยงดงามของ
ศิลปกรรมชั้นสูงของไทยอย่างผู้มีความรู้ในเชิงช่างด้านจิตรกรรมและประณีตศิลป์ นอกจากนี้ยังชร้ให้เห็นว่า
ท่านมีความรู้ในเรื่องเทพเจ้าองค์ต่างๆของพราหมณ์ และวรรณคดีเรื่องสำคัญของไทยคือรามเกียรติ์ อีกด้วย
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่09 การพรรณนาดุริยางคศิลป์ไทย
ในเรื่องพระอภัยมณี สุนทรภู่ได้แต่งให้ตัวละครเอกคือพระอภัยมณี อธิบายให้สามพราหมณ์ฟังว่า
“อันดนตรีมีคุณค่าทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์” ความตอนนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าสุนทรภู่ยกย่อง
วิชาดนตรีเป็นอย่างยิ่งในนิราศพระบาท มีความตอนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าสุนทรภู่มีความรู้เพลงดนตรีที่ใช่
ประกอบการแสดง ดังนี้
สดับเสียงสัปปุรุษที่หยุดพัก
เขาร้องสักวาอึงทั้งครึ่งท่อน
บ้างชมป่าช้าปี่ทีละคร
ถึงสบกลอนที่จะรู้ก็สู้เมิน
(นิราศพระบาท, ในชีวิตและงานของสุนทรภู่, 2543 : 93)
ความตอนนี้สุนทรภู่กล่าวถึงเพลงไทยที่ใช้ประกอบการแสดงโขนละคร อันได้แก่ เพลงชมป่าหรือชม
ดง หมายถึง ชื่อเพลงอัตราสองชั้น ใช้ประกอบการแสดงละครในบทชมความงามตามธรรมชาติ เพลงช้าปี่
หมายถึง ชื่อเพลงร้องของโขนละครทปกติใช้ในบทขึ้นต้นของการแสดง
ในโคลงนิราศสุพรรณมีการพรรณนาถึงการร้องรำทำเพลงและดนตรีปี่พาทย์ไว้หลายแห่งที่แสดงว่าสุนทรภู่มี
10 ความรู้อย่างลึกซึ้งในศาสตร์ด่านดุริยางคศิลป์
ฟังตีปี่พาทย์ฆ้อง กลองตะโพน
เพลงไทยใส่กลองโยน ยุ่งแท้
เด็กโดดโลดเล่นโขน แขนคอก ออกเอย
ร้องรับขับอ้อแอ้ อุบเหล้าเมามาย
(โคลงนิราศสุพรรณ, ในชีวิตและงานของสุนทรภู่, 2543 : 210)
ปี่พาทย์หรือพิณพาทย์ หมายถึง วงดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีและเครื่องเป่า ในที่นี้
น่าจะหมายถึงวงปี่พาทย์เครื่องห้า เพราะในโคลงบทนี้กล่าวว่าเป็นวงปี่พาทย์หรือระบุชื่อของเครื่องดนตรีไทยคือฆ้อง ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่
กลอง และตะโพนไว้ชัดเจน
หากพิจารณาความต่อเนื่องในบทเดียวกันที่ว่า “เด็กโดดโลนเล่นโขน แขนคอก ออกเอย” มีการกล่าวถึง
นาฏศิลป์ไทยแขนงหนึ่งก็คือ โขน จึงเป็นไปได้ว่าคำว่า “แขนคอก” ในกระบวนท่า ทางนาฏศิลป์ประเภทโขน น่าจะ
หมายถึงท่า “ลงวง” ของตัวละครยักษ์หรือลิง
“กลองโยน” ในที่นี้ จึงอาจหมายถึงเพลง “กราว” ที่มีลักษณะ “ใส่กลองโยน” หรือ “ไม้โยน” ซึ่งเป็นเพลงที่
ใช้ไม้กลองที่มีลูกโยนหรือการโยนจังหวะ
ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่11
บทประพันธ์ต่าง ๆ ที่กล่าวถึงการพรรณนาดุริยางคศิลป์ของสุนทรภู่ ย่อมแสดงถึง
ความเชี่ยวชาญความจัดเจนที่ได้จากการสั่งสมความรู้ในศาสตร์แขนงนี้ของท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เครื่องดนตรี เสียงดนตรี ความรู้เรื่องเพลง การนาฏศิลป์ ตลอดจนการประสมวงดนตรีไทยได้
อย่างดี
สุนทรภู่หวีเอกของไทย ที่สามารถสั่งสมความรู้โดยตรงคือการศึกษา และความรู้โดยอ้อมที่ได้
จากความช่างจดช่างจำช่างสังเกตรวมถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้
ทำให้กวีมีมุมมอง ความคิดอ่าน ทัศนะต่าง ๆ ตลอดจนการมองโลกมองชีวิตอย่างจัดเจนและ
ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น
12
ผู้จัดทำ ม ณี ม ภ า ษ า กั บ ภ า ษ า ก วี : สุ น ท ร ภู่
นางสาววรฉัตร ชื่นชูจิต รหัสนักศึกษา6212418023
นางสาวสมประสงค์ ปัญญาคำ รหัสนักศึกษา6212418026
นางสาวสุรีรัตน์ จงสวัสดิ์ รหัสนักศึกษา6212418030
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย กลุ่ม1