ระบบต่ต่ ต่ า ต่ างๆ ในร่ร่า ร่ า ร่ งกาย
คำ นำ
สารบับัญ บั ญ บั เรื่รื่ รื่ อ รื่รื่ อ รื่ ง หน้า น้ ระบบหายใจ 4 ระบบขับถ่าย 12 ระบบย่อยอาหาร 20 ระบบไหลเวียนเลือด 27
ระบบหายใจ มีอวัยวะสำ คัญ
ระบบหายใจ มีอวัยวะสำ คัญ จมูก (Nose) จมูกส่วนนอกเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากตรงกึ่งกลางของใบหน้า รูปร่างของจมูกมี ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด ฐานของรูปสามเหลี่ยมวางปะ ติดกับหน้าผากระ หว่างตาสองข้าง สันจมูกหรือดั้งจมูก มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน ยื่นตั้งแต่ฐานออกมา ข้างนอกและลงข้างล่างมาสุดที่ปลายจมูก อีกด้านหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมห้อยติดกับริม ฝีปากบนรู จมูกเปิดออกสู่ภายนกทางด้านนี้ รูจมูกทำ หน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศที่ หายใจเข้าไปยังช่องจมูกและกรองฝุ่นละอองด้วย
2. หลอดคอ (Pharynx) เมื่ออากาศผ่านรูจมูกแล้วก็ผ่านเข้าสู่หลอดคอ ซึ่งเป็นหลอดตั้งตรงยาวประมาณยาวประมาณ 5 " หลอดคอติดต่อทั้งช่องปากและช่องจมูก จึงแบ่งเป็นหลอดคอส่วนจมูก กับ หลอดคอส่วนปาก โดยมีเพดานอ่อนเป็นตัวแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน โครงของหลอดคอประกอบด้วยกระดูกอ่อน 9 ชิ้นด้วยกัน ชิ้นที่ใหญ่ทีสุด คือกระดูกธัยรอยด์ ที่เราเรียกว่า " ลูกกระเดือก " ในผู้ชายเห็นได้ชัด กว่าผู้หญิงท 3. หลอดเสียง (Larynx) เป็นหลอดยาวประมาณ 4.5 cm ในผู้ชาย และ 3.5 cm ในผู้หญิง หลอดเสียงเจริญเติยโต ขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุ ในวัยเริ่มเป็นหนุ่มสาว หลอดเสียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน ผู้ชาย เนื่องจากสายเสียง (Vocal cord) ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสียงนี้ยาวและหนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เกินไป จึงทำ ให้เสียงแตกพร่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากฮอร์โมนของเพศชาย
4. หลอดลม (Trachea) เป็นส่วนที่ต่ออกมาจากหลอดเสียง ยาวลงไปในทรวงอก ลักษณะรูปร่างของหลอดลมเป็นหลอดกลมๆ ประกอบด้วย กระดูกอ่อนรูปวงแหวน หรือรูปตัว U ซึ่งมีอยู่ 20 ชิ้น วางอยู่ทางด้านหลังของหลอดลม ช่องว่าง ระหว่างกระดูกอ่อนรูปตัว U ที่ วางเรียงต่อกันมีเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อเรียบมายึดติดกัน การที่หลอดลมมีกระดูกอ่อนจึงทำ ให้เปิดอยู่ตลอดเวลา ไม่มีโอกาสที่ จะแฟบเข้าหากันได้โดยแรงดันจากภายนอก จึงรับประกันได้ว่าอากาศเข้าได้ตลอดเวลา หลอดลม ส่วนที่ตรงกับกระดูกสันหลัง ช่วงอกแตกแขนงออกเป็นหลอดลมแขนงใหญ่ (Bronchi) ข้างซ้ายและขวา เมื่อเข้าสู่ปอดก็แตกแขนงเป็นหลอดลมเล็กใน ปอดหรือที่เรียกว่า หลอดลมฝอย (Bronchiole) และไปสุดที่ถุงลม (Aveolus) ซึ่งเป็นการที่อากาศอยู่ ใกล้กับเลือดในปอด มากที่สุด จึงเป็นบริเวณแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน กับคาร์บอนไดออกไซด์ 5. ปอด (Lung) ปอดมีอยู่สองข้าง วางอยู่ในทรวงอก มีรูปร่างคล้ายกรวย มีปลายหรือยอดชี้ขึ้นไปข้างบนและไปสวมพอดีกับช่องเปิดแคบๆ ของทรวงอก ซึ่งช่องเปิดแคบๆนี้ประกอบขึ้นด้วยซี่โครงบนของกระดูกสันอกและกระดูกสันหลัง ฐานของปอดแต่ละข้างจะใหญ่ และวางแนบสนิทกับกระบังลม ระหว่างปอด 2 ข้าง จะพบว่ามีหัวใจอยู่ ปอดข้างขวาจะโตกว่าปอดข้างซ้ายเล็กน้อย และมีอยู่ 3 ก้อน ส่วนข้างซ้ายมี 2 ก้อน หน้าที่ของปอดคือ การนำ ก๊าซ CO2 ออกจากเลือด และนำ ออกซิเจนเข้าสู่เลือด ปอดจึงมีรูปร่างใหญ่ มีลักษณะยืดหยุ่น คล้ายฟองน้ำ
6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura) เป็นเยื่อที่บางและละเอียดอ่อน เปียกชื้น และเป็นมันลื่น หุ้มผิวภายนอกของปอด เยื่อหุ้มนี้ ไม่เพียงคลุมปอดเท่านั้น ยังไปบุผิวหนังด้านในของทรวงอกอีก หรือกล่าวได้อีก อย่างหนึ่งว่า เยื่อหุ้มปอดซึ่งมี 2 ชั้น ระหว่าง 2 ชั้นนี้มี ของเหลวอยู่นิดหน่อย เพื่อลดแรง เสียดสี ระหว่างเยื่อหุ้มมีโพรงว่าง เรียกว่าช่องระหว่างเยื่อหุ้มปอด
กระบวนการหายใจ การหายใจเข้าและหายใจออกการหายใจเข้าและหายใจออก การหายใจเข้าและหายใจออกเกิดจากการทำ งานของกล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามยึดกระดูก ซี่โครง การหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมหดตัวและกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงดึงกระดูก ซี่โครงให้ยกตัวขึ้น ปริมาตรของช่องอกที่เพิ่มขึ้น ทำ ให้ความดัน ในช่องอกลดลง ส่งผลให้อากาศ จากภายนอกเคลื่อนที่เข้าสู่ปอด การหายใจออก กล้ามเนื้อกะบังลมคลายตัวจะยกตัวสูงขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับ กระดูกซี่โครงลดต่ำ ลง ทำ ให้ปริมาตรในช่องอกลดลง ความดัน เพิ่มขึ้น มากกว่าความดันของ อากาศภายนอก อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอด
หายใจอย่างสม่ำ เสมอ: ควรหายใจอย่างลึกๆ และแบบเต็มที่เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำ งานของระบบหายใจ ออกกำ ลังกายเพื่อเสริมสร้างระบบหายใจ: การออกกำ ลังกายที่สม่ำ เสมอช่วย เสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบหายใจ ซึ่งอาจรวมถึงการเล่นกีฬาหรือการ ออกแรงตามความเหมาะสม ลดการสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่ส่งผลต่อระบบหายใจอย่างร้ายแรง ควรลดหรือเลิก สูบบุหรี่เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจ 1. 2. 3. การดูแลรักษาระบบหายใจ
4. รักษาสภาวะแวดล้อมที่ดีสำ หรับการหายใจ: หากมีสภาวะแวดล้อมที่มีมลพิษ ควันพิษหรือสารอันตราย ต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงหรือใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการทำ ลายระบบหายใจ 5. รักษาภูมิคุ้มกันร่างกาย: ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจ ดัง นั้นควรรักษาสุขภาพร่างกายโดยการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่เพียงพอและพักผ่อนอย่างเพียงพอ การดูแลรักษาระบบหายใจ
ระบบขับถ่าย
ความหมาย การปัสสาวะเป็นระบบกำ จัดของเสียจากร่างกาย และช่วย ควบคุมปริมาณของน้ำ ในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอยด้วย ไต ตับ และลำ ไส้ เป็นต้น
อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย 1.ไต (kidney) อวัยวะที่รูปร่างคล้ายถั่วมี2ข้างทำ หน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและทำ ให้เกิดเป็นปัสสาวะ 2.ท่อไต (Ureter) ท่อที่ต่อออกมาจากไตมี 2 ข้าง ท่อที่ลำ เลียงปัสสาวะจากไตลงมาที่กระเพาะปัสสาวะ 3.กระเพาะปัสสาวะ (Badder) ลักษณะคล้ายบอลลูนเป็นที่พักของปัสสาวะจนกว่าจะถึงเวลาที่ปวดปัสสาวะและขับถ่ายปัสสาวะ 4.ท่อปัสสาวะ (Urethra) ทำ หน้าที่นำ ปัสสาวะออกจากร่างกายท่อไตจะมีหูรูดที่ทำ ให้เราสามารกั้นปัสสาวะไว้ได้ โดยต่อมาสมองจะสั่งการลงมาที่กระเพาะปัสสาวะให้เกิดการบีบตัว แรงบีบจะทำ ให้เกิดแรงดันออกมาทางท่อปัสสาวะ หูรูดกระเพาะจะคลายตัวเพื่อให้ปัสสาวะไหลออกมา แต่ในกรณีที่กระเพาะปัสสาวะไม่เต็มจะไม่มีการ บีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ จึงทำ ให้เราไม่มีอาการปวดปัสสาวะนั่นเอง นี่คือกลไกการทำ งานของระบบขับถ่ายปัสสาวะที่เป็นปกติ
การดูแลรักษาระบบขับถ่าย ดื่มน้ำ เพียงพอ: การดื่มน้ำ เป็นสิ่งสำ คัญในการดูแลระบบปัสสาวะ ควรดื่มน้ำ เพียงพอ ตามความต้องการของร่างกายเพื่อรักษาการทำ งานของไตและการขับถ่ายของปัสสาวะ รักษาความสะอาดส่วนต่อประสาทที่เกี่ยวข้อง: การรักษาความสะอาดของส่วนต่อ ประสาทที่เกี่ยวข้อง เช่น การทำ ความสะอาดสิ่งของที่ใช้ส่วนตัว สามารถลดการติดเชื้อ และอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบปัสสาวะได้ ออกกำ ลังกายสม่ำ เสมอ: การออกกำ ลังกายสม่ำ เสมอช่วยเสริมสร้างระบบปัสสาวะและ ระบบการทำ งานของไต อย่างเช่นการเพิ่มการไหลของเลือดสู่ไตและการกรองสาร สะสมที่ไม่เจ็บปวด 1. 2. 3.
การดูแลรักษาระบบขับถ่าย 4. หลีกเลี่ยงสารที่อาจระคายเคืองระบบปัสสาวะ: การหลีกเลี่ยงการบริโภคสารเคมีที่อาจทำ ให้ระบบ ปัสสาวะระคายเคือง เช่น การลดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีการเคลือบเยื่อกระดูก 5. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ: หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะระคายเคือง ปัสสาวะบ่อยเกิน ไป หรือปัสสาวะเป็นเลือด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมา
ไต มีหน้าที่ขับสิ่งที่ร่างกายไม่ได้ใช้ออกจากร่างกาย อยู่ด้านหลังของช่องท้อง ลำ ไส้ใหญ่ มีหน้าที่ขับกากอาหารที่เหลือจากการย่อยของระบบย่อยอาหารออกมาเป็นอุจจาระ โครงสร้างของระบบขับถ่าย ! ไตเป็นอวัยวะที่กรองของเสียเพื่อกำ จัดของเสียออกจากร่างกาย ไตของคนมี 1 คู่ อยู่ในช่องท้องสองข้าง ของกระดูกสันหลังระดับเอว มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไตทำ หน้าที่ลำ เลียงน้ำ ปัสสาวะจากไตไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ ก่อนจะขับถ่ายออกมานอกร่างกายทางท่อปัสสาวะเป็นน้ำ ปัสสาวะนั่นเอง การดูแลรักษาระบบขับถ่าย เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย คือ อาหาร ที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ และควรดื่มน้ำ ให้มาก การบวนการทํางาน
การกำ จัดของเสียออกทางผิวหนัง ในรูปของเหงื่อ เหงื่อประกอบไปด้วยน้ำ เป็นส่วนใหญ่ เหงื่อจะถูกขับออกจากร่างกายทางผิวหนัง โดยผ่านต่อม เหงื่อซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง ต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด คือ 1. ต่อมเหงื่อขนาดเล็ก มีอยู่ทั่วผิวหนังในร่างกาย ยกเว้นท่าริมฝีปากและอวัยวะสืบพันธุ์ ต่อมเหงื่อขนาดเล็กมีการขับเหงื่อออกมา ตลอดเวลา เหงื่อที่ออกจากต่อมขนาดเล็กนี้ประกอบด้วยน้ำ ร้อยละ 99 สารอื่นๆ ร้อยละ 1 ได้แก่ เกลือโซเดียม และยูเรีย 2. ต่อมเหงื่อขนาดใหญ่ จะอยู่ที่บริเวณ รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ ช่องหูส่วนนอก อวัยวะเพศบางส่วน ต่อมนี้มีท่อขับถ่ายใหญ่กว่า ชนิดแรกต่อมนี้จะตอบสนองทางจิตใจ สารที่ขับถ่ายมักมีกลิ่น ซึ่งก็คือกลิ่นตัวเหงื่อ จะถูกลำ เลียงไปตามท่อที่เปิดอยู่ ที่เรียกว่า รูเหงื่อ การกำ จัดของเสียออกทางลำ ไส้ใหญ่ กากอาหารที่เหลือกจากการย่อย จะถูกลำ เลียงผ่านมาที่ลำ ไส้ใหญ่ โดยลำ ไส้ใหญ่จะทำ หน้าที่สะสมกากอาหารและจะดูดซึม สารอาหาร ที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายได้แก่ น้ำ แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคส ออกจากกากอาหาร ทำ ให้กากอาหารเหนียวและข้นจนเป็นก้อนแข็ง จากนั้นลำ ไส้ จะบีบตัวเพื่อให้กากอาหารเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ลำ ไส้ตรง และขับถ่ายสู่ภายนอกร่างกายทางทวารหนัก ที่เรียกว่า อุจจาระ การกำ จัดของเสียทางปอด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซและน้ำ ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญอาหารภายในเซลล์จะถูกส่งเข้าสู่เลือด จากนั้นหัวใจจะสูบเลือดที่มี ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปไว้ที่ปอด
ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ การขับถ่ายเป็นระบบกำ จัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำ ในร่างกายให้สมบูรณ์ ประกอบด้วย ไต ตับและลำ ไส้ เป็นต้น การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำ วันเป็นสิ่งจำ เป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัย ของมนุษย์ เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำ ให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก ได้ การปัสสาวะ ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่ง ที่ร่างกายเราขับเอาน้ำ เสียในร่างกายออกมา หากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ จะทำ ให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำ ให้กระเพาะปัสสาวะ อักเสบและไตอักเสบได้
ระบบย่อยอาหาร
ความหมาย ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) เป็นระบบที่มีหน้าที่ย่อย อาหารให้ละเอียด แล้วดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยง ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การย่อยอาหาร (Digestion) หมายถึง กระบวนการสลายอนุภาค อาหารให้มีขนาดเล็กสุด จนสามารถดูดซึมเข้าไปในเซลล์ได้ เมื่อมนุษย์รับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกาย
เป็นอวัยวะส่วนแรงของระบบย่อยอาหาร ภายในประกอบด้วย ลิ้น ฟัน และ ต่อมน้ำ ลาย เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป ริมฝีปากและลิ้นจะทำ หน้าที่ส่ง อาหารให้ฟันบดเคี้ยว และลิ้นยังทำ หน้าที่รับรสชาติอาหาร และคลุกเคล้า อาหารกับน้ำ ลายเพื่อให้อาหารอ่อนนุ่ม กลืนสะดวก นอกจากนี้ในน้ำ ลายยัง มีน้ำ ย่อยช่วยย่อยอาหารจำ พวกแป้งให้เป็นน้ำ ตาลด้วย 1.ปาก อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร
เป็นท่อกลวงขนาดสั้น มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนปลายของ หลอดอาหารเป็นกล้าเนื้อหูรูด ซึ่งสามารถบีบตัวให้หลอดอาหารปิด เพื่อป้องกันไม่ ให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อยกลับสู่หลอดอาหารอีก หลอดอาหารไม่มี หน้าที่ในการย่อยอาหาร แต่ทำ หน้าที่เป็นทางลำ เลียงอาหารไปสู่กระเพาะอาหาร เท่านั้น 2.หลอดอาหาร
เป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำ ดีและส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำ ดี เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน 3.ตับและตับอ่อน 4.กระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะที่อยู่ต่อจากหลอดอาหาร ตั้งบริเวณใต้ทรวงอกของคนเรา ส่วนบนของ กระเพาะอาหารจะเชื่อมต่อกับหลอดอาหาร และส่วนปลายเชื่อมต่อกับลำ ไส้เล็ก มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อหูรูด เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่อยู่ในลำ ไส้เล็กย้อยกลับ สู่กระเพาะอาหารได้อีกกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ กระเพาะอาหารทำ หน้าที่ผลิตน้ำ ย่อยออกมา เพื่อย่อยอาหารพวกโปรตีนเท่านั้น
5.ลำ ไส้ใหญ่ เป็นทางเดินอาหารที่สำ คัญที่สุดและมีความยาวที่สุด ลำ ไส้เล็กจะทำ หน้าที่ย่อยอาหาร ทุกประเภท และการย่อยแล้วจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำ ไส้เล็กเข้าสู่หลอดเลือด 5.ลำ ไส้เล็ก เป็นส่วนที่ต่อจากลำ ไส้เล็ก มีลักษณะเป็นท่อกลวงขนาดใหญ่ ส่วนปลายเป็น กล้ามเนื้อหูรูด เรียกว่า ทวารหนัก ลำ ไส้ใหญ่ไม่ได้ทำ หน้าที่ในการย่อยอาหาร แต่จะ ทำ หน้าที่ดูดซึมน้ำ และเกลือแร่บางส่วนที่เหลืออยู่ในกากอาหาร ทำ ให้กากอาหารเป็น ก้อนอุจจาระ นอกจากนี้ลำ ไส้ใหญ่ยังขับเมือกออกมาหล่อลื่น ทำ ให้อุจจาระเคลื่อนตัว ได้
การดูแลรัก รั ษาระบบย่อยอาหาร 1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 2.รับประทานอาหารช้าๆ 3.ดื่มน้ำ ให้เพียงพอ 4.หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำ ตาลและน้ำ ตาลเทียมมากเกินไป 5.จัดการกับความเครียด 6.ออกกำ ลังกายอย่างสม่ำ เสมอ
ระบบไหลเวียนเลือด
ความหมาย ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory system) เป็นเครือข่ายของ หัวใจและหลอดเลือดขนาดต่าง ๆ มีหน้าที่ในการเคลื่อนย้าย เลือด สารอาหาร ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์และฮอร์โมน เข้า และออกจากเซลล์ หากไม่มีระบบนี้ ร่างกายจะไม่สามารถต่อสู้กับ โรคหรือไม่สามารถรักษาสภาพร่างกาย (Homeostasis) เพื่อ ดำ เนินชีวิตอยู่ได้
2.หลอดเลือด (Blood vessels) หลอดเลือดในร่างกายคนแบ่งออกได้ 3 ประเภท -หลอดเลือดแดง (Artery) เป็นหลอดเลือดที่นำ เลือดออกจากหัวใจ ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย (ยกเว้น Pulmonary artery ซึ่งจะนำ เลือดดำ จากหัวใจไปฟอกที่ปอด) เป็นเลือดที่มีปริมาณออกซิเจน สูง ลักษณะของหลอดเลือดแดงจะเป็นชั้นกล้ามเนื้อที่หนา มีความยืดหยุ่นมาก ไม่มีลิ้นกั้น ทนต่อแรงดัน เลือดที่ถูกฉีดออกจากหัวใจ อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนเลือด 1.เลือด (Blood) เลือดประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำ เลือด (Plasma) กับส่วนที่ไม่เป็น ของเหลว คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) เซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cells) และ เกล็ดเลือด (Platelet)
-หลอดเลือดดำ (Vein) เป็นหลอดเลือด ที่นำ เลือดที่มีของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ เพื่อส่งไปฟอกที่ปที่ อด (ยกเว้น Pulmonary vein ซึ่งจะนำ เลือดแดงที่ผ่านการ ฟอกจากปอดแล้วนำ กลับเข้าสู่หัวใจ) ลักษณะของหลอดเลือดดำ มีผนังบาง มีความยืดหยุ่นน้อย มีลิ้นกั้น แรงดันภายในหลอดเลือดต่ำ หลอดเลือดดำ เรียงตามขนาดจากใหญ่ไปเล็กได้เป็น หลอดเลือดดำ ขนาด ใหญ่ เวนาคาวา (Vena cava) หลอดเลือดดำ ขนาดกลาง เวน (Vein) หลอดเลือดดำ ขนาดเล็ก เวนูล (Venule) และหลอดเลือดดำ ฝอย คาพิลลารี (Capillary) -หลอดเลือดฝอย (Capillaries) เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นหลอด เลือดที่เชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดง (Artery) และหลอดเลือดดำ (Vein) โดยจะแทรกอยู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ประกอบด้วยเซลล์เ ล์ พียงชั้นเดียว โดยเป็น แหล่งที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซ และสารต่างๆระหว่างเลือดกับเซลล์ของร่างกาย
หัวใจมี 4 ห้อง แบ่งออกเป็น 2 ห้องบนและ 2 ห้องล่าง หัวใจทางด้านขวา เริ่มจากหัวใจห้องบนขวา (Right atrium) รับเลือดมาจากร่างกายส่วนบนและล่าง มีลิ้นหัวใจ ไตรคัสปิด (Tricuspid valve) คั่น กับหัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) ซึ่งจะอยู่ทางด้านหน้าสุดของหัวใจ ติดกับกะบังลม ทำ หน้าที่ส่ง เลือดไปยังปอด ผ่านลิ้นหัวใจ พัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) และหลอดเลือดแดง พัลโมนารี (pulmonary arteries) สำ หรับหัวใจทางด้านซ้าย เริ่มจากหัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) รับเลือดจากปอดผ่านทางหลอดเลือดดำ พัลโมนารี (pulmonary veins) มีลิ้นหัวใจ ไมตรัล (Mitral valve) คั่นกับหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle) ซึ่งเป็นห้องหัวใจที่มีขนาดใหญ่และมีผนังหนาที่สุด ทำ หน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านทางลิ้นหัวใจ เอออร์ติกเซมิลูนาร์ (Aortic semilunar valve) และหลอดเลือดแดงใหญ่ เอออร์ตา (Aorta) หัวใจ (Heart, Cardio) มีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยอยู่บริเวณส่วนกลางของ ช่องอก ขนาบข้างด้วยปอด และมีหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดอาหารวางอยู่ด้านหลัง ในผู้ใหญ่ที่มี สุขภาพสมบูรณ์ หัวใจจะมีน้ำ หนักประมาณ 250 – 350 กรัม และมีขนาดประมาณสามในสี่ของกำ ปั้น หัวใจมีระบบหลอดเลือดหัวใจ (coronary system) ซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง
1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณ ไขมันหรือคอเลสเตอร์รอลสูง 2. ออกกำ ลังกายอย่างสม่ำ เสมอและให้เหมาะสมกับวัย ซึ่งจะทำ ให้การทำ งานของหัวใจ ดีขึ้น และแข็งแรง 3. พักผ่อนให้เพียงพอกับวัยสภาพร่างกาย 4. ทำ จิตใจให้ร่างเริงแจ่มใสอยู่เสมอ 5. หมั่นตรวจสอบสุขภาพตนเอง โดยไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทุกปี การดูเเลรัก รั ษา
เลือดดำ หรือเลือดที่มีออกซิเจนต่ำ จากส่วนบนของร่างกาย จะไหลเข้าสู่หัวใจทางห้องบนขวา (Right atrium) หลังจากนั้นจะมีการบีบตัวส่งเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Tricuspid valve) ลงสู่หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) และบีบตัวส่งเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Pulmonary valve) เข้าสู่หลอดเลือดแดงปอด (Pulmonary arteries) เพื่อ ส่งเลือดไปยังปอด ที่ปอด เลือดดำ จะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอด (Alveoli) แล้วส่งผ่าน คาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอด พร้อมรับออกซิเจนเข้ามาแทน เป็นผลให้เลือดดำ กลายเป็นเลือดแดง หรือ เลือดที่มีออกซิเจนสูง หลังจากนั้นจะไหลออกจากปอด ผ่านหลอดเลือดดำ ปอด (Pulmonary veins) กลับเข้าสู่ หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่หน้าสุด ไหลต่อผ่านลิ้นหัวใจ (Mitral valve) ลง มายังหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle) เพื่อบีบเลือดผ่านลิ้นหัวใจ (Aortic valve) และหลอดเลือดแดง ขนาดใหญ่ เอออร์ต้า (Aorta) ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย กระบวนการทำ งาน
รายชื่ชื่ ชื่ อ ชื่ชื่ อ ชื่สมาชิชิก ชิ ก ชิ นาย ภัทรพล เกษรา เลขที่3 นาย อิทธิกร สายอ๋อง เลขที่5 นายคุณานันต์ แก้วสด เลขที่6 นายปัญญฤทธิ์ บุญอินทร์ เลขที่ 15 นายสืบศิลป์ ทองฤกษ์ เลขที่16 นายธีรภัทร์ ทองลูกแก้ว เลขที่20 นางสาว เปรมยุดา นิ่มทอง เลขที่27 นางสาวธีรดา คีรีโชติ เลขที่36