The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือ ภูน้อย..หุบเขาไดโนเสาร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jantamalin Jantarapreechayut, 2020-11-12 03:06:51

คู่มือ ภูน้อย..หุบเขาไดโนเสาร์

คู่มือ ภูน้อย..หุบเขาไดโนเสาร์

คำ�นำ�

จังหวัดกาฬสินธุ์ ประเทศไทย เป็นจงั หวัดท่ีมีความส�ำคญั ด้านความเจรญิ ทางอารย
ธรรมกวา่ ๑,๖๐๐ ปี และเปน็ พ้ืนท่ีทีม่ ีศักยภาพในดา้ นแหลง่ ซากดึกด�ำบรรพ์หลาย
แห่ง อาทเิ ช่น แหล่งซากดึกด�ำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มขา้ ว พพิ ิธภัณฑส์ ริ ินธร อ�ำเภอ
สหัสขันธ์ แหล่งรอยตีนไดโนเสารว์ นอุทยานแหง่ ชาติภูแฝก อ�ำเภอนาคู แหลง่
ซากดกึ ดำ� บรรพ์ปลาโบราณภูน้ำ� จ้ัน อ�ำเภอกุฉนิ ารายณ์ แหล่งไมก้ ลายเปน็ หนิ ภปู อ
อ�ำเภอคำ� มว่ ง และแหลง่ ขุดค้นซากดกึ ดำ� บรรพภ์ ูนอ้ ย อ�ำเภอค�ำมว่ ง ท่ีพบ
ซากดกึ ดำ� บรรพเ์ ปน็ จำ� นวนมากและมคี วามหลากหลายของสงิ่ มชี ีวิตแหลง่ หนงึ่ ของ
ประเทศไทย ถอื เป็นพืน้ ท่ีทมี่ ีคณุ ค่าทางวชิ าการ และเป็นแหล่งทอ่ งเที่ยวทม่ี ีต้นทุน
ทางธรรมชาติทีส่ มควรอนรุ กั ษไ์ ว้ เพื่อใหส้ ามารถใช้ประโยชน์จากแหลง่ ตา่ งๆเหลา่ นี้
ไดอ้ ยา่ งเตม็ ศักยภาพ โดยความรว่ มมือจากหนว่ ยงานท่ีเกย่ี วข้อง ได้แก่ กรม
ทรพั ยากรธรณี กรมป่าไม้ ส่วนราชการ สถานศกึ ษา ในจังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ และหน่วย
งานสว่ นท้องถ่นิ รว่ มสรา้ งกจิ กรรม และหาแนวทางในการเพิม่ มลู คา่ ของทรัพยากร
การทอ่ งเที่ยวทีม่ อี ย่ใู นพน้ื ท่ี โดยการทอ่ งเท่ยี วเช่อื มโยงรว่ มกบั แหล่งทอ่ งเที่ยวท่ี
สำ� คัญในพน้ื ที่
คมู่ ือเรอื่ งเล่า...... จดั ท�ำข้นึ โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่อื เปน็ สอื่ ความรทู้ างวชิ าการเบือ้ งตน้
แกผ่ สู้ นใจข้อมูลของแหล่งซากดึกด�ำบรรพภ์ นู อ้ ย โดยจดั ท�ำในรูปแบบเอกสารท่ี
สามารถเขา้ ใจงา่ ย และเน้ือหาที่กระชับ ซึง่ ผ้สู นใจจะสามารถนำ� ไปใช้ในการเผยแพร่
ประชาสมั พนั ธ์ และพฒั นาต่อยอดองคค์ วามรตู้ อ่ ไปได้
กรมทรัพยากรธรณี หวังเปน็ อย่างยิ่งวา่ คูม่ ือเล่มนี้จะเปน็ ส่อื ความรูเ้ บอ้ื งตน้ เกยี่ วกบั
ทรัพยากรธรณีท่ีมีคณุ ค่าของประเทศ และเป็นจุดเร่ิมตน้ ของการใหค้ วามสำ� คญั ใน
การร่วมดูแล อนรุ ักษแ์ ละพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศตอ่ ไป

สารบัญ

หนา้ 5 หน้า 9

01 02

ธรณีประวตั ิ ภนู อ้ ย
Palaeo Environment ประตสู ่โู ลกดกึ ดำ�บรรพ์

หน้า 19 หนา้ 25

03 04

การทำ�งานของ คำ�มว่ ง
นักบรรพชีวนิ วทิ ยา ร่ำ�รวยวฒั นธรรมอีสาน

01

ธรณปี ระวัติ

Palaeo Environment

5 ภนู อ้ ยดนิ แดนจแู รสซิก

ธรณีวทิ ยาเบอ้ื งตน้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมลี กั ษณะภูมปิ ระเทศเป็นทีร่ าบสงู หรอื เรยี กวา่
ทร่ี าบสูงโคราช ซึ่งทัง้ หมดเปน็ หนิ ตะกอนในกลมุ่ หินโคราช ทม่ี ีต้นก�ำเนิดบนแผ่นดินยุคไดโนเสาร์
ครองโลก เปน็ ช้นั ตะกอนท่มี คี วามหนา 4,000 เมตร ตะกอนส่วนใหญเ่ กดิ จากการสะสมตวั ใน
สภาพแวดลอ้ มทเ่ี กิดบนแผ่นดนิ เหนือระดบั น้ำ� ทะเล เช่น แมน่ ำ�้ ล�ำธาร ทะเลสาบ และปากแม่น้ำ�
ในบรเิ วณท่มี ีภูมิอากาศค่อนข้างแหง้ แล้ง จากงานวิจยั ซากดกึ ดำ� บรรพท์ ี่พบ เช่น หอยน�้ำจืด พืช
ฟนั สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน และกระดกู พบว่าอยู่ในชว่ งอายรุ ะหว่างยคุ จแู รสซกิ ถงึ ยุคครเี ทเชยี ส

หมวดหินโคกกรวด กลุ่มหนิ โคราช

110 ล้านปี ยคุ ครเี ทเชียสตอนตน้

หมวดหนิ ภูพาน

120 ล้านปี ยุคครเี ทเชียสตอนต้น

หมวดหนิ เสาขัว

130 ล้านปี ยคุ ครีเทเชียสตอนตน้

หมวดหนิ พระวหิ าร

140 ล้านปี ยุคครเี ทเชียสตอนต้น

หมวดหินภกู ระดงึ

150 ล้านปี ยคุ จแู รสซิก

กลุม่ หนิ โคราชแบง่ เป็นล�ำดับหนิ และอายุชนั้ หินได้ 5 หมวดหิน ประกอบดว้ ย หมวดหนิ ภกู ระดงึ
มอี ายุประมาณ 150 ล้านปี ในยุคจูแรสซกิ ตอนปลาย หมวดพระวหิ าร มีอายุประมาณ 140 ล้านปี
ในยุคครเี ทเชียสตอนต้น หมวดหินเสาขวั อายปุ ระมาณ 130 ลา้ นปี ในยุคครีเทเชยี สตอนต้น
หมวดหนิ ภูพาน อายุประมาณ 120 ลา้ นปี ในยุคครีเทเชยี สตอนตน้ และหมวดหินโคกกรวด อายุ
ประมาณ 110 ล้านปี ในยุคครเี ทเชยี สตอนตน้
ภนู อ้ ยเปน็ ภเู ขาหนิ ตะกอนในหมวดหินภูกระดงึ ซึง่ เปน็ หมวดหนิ ท่ีพบซากดึกดำ� บรรพห์ ลายชนดิ
ลกั ษณะของชน้ั เปน็ ชั้นหนิ ทรายสีม่วงแกมแดง หนิ ทรายแป้งสลับหินโคลนสเี ทาแกมเขยี ว สาร
เชื่อมประสานเปน็ พวกแคลเซยี มคาร์บอเนต พบมวลหินพอก (Calcrete) ชัน้ หินเกิดจากการตก
ตะกอนบริเวณสองฝ่ังของทีร่ าบลุม่ นำ�้ ท่วมถงึ ชั้นหนิ ทั้งหมดเอียงเทประมาณ 10 องศาไปทางทศิ
ตะวันออกเฉียงใต้ ชัน้ หินทม่ี กี ารพบซากดึกดำ� บรรพ์ประกอบด้วยหนิ ทรายสีม่วงแกมแดง และ
หนิ ทรายแปง้ สลับหินโคลนสีเทาแกมเขียว

01 ธรณปี ระวตั ิ Palaeo Environment 6

ส่ิงมชี ีวิตในกล่มุ หินโคราช

ทมี่ า :

ไดโนเสารท์ ่เี คยอาศยั ในยคุ จแู รสซิก และยุคครีเทเชียส ถูกคน้ พบในชนั้ หินของกลมุ่ หนิ โคราชเปน็
จ�ำนวนมาก โดยพบทงั้ ชิ้นสว่ นกระดกู และรอยตนี
หมวดหนิ ภูกระดึง ถกู จัดในอยูใ่ นชว่ งอายปุ ลายยุคจแู รสซิก พบท้ังไดโนเสารซ์ อโรพอด (กินพชื คอ
ยาวหางยาว) ไดโนเสารเ์ ทอรโ์ รพอด (กินเน้อื ) ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ไดโนเสารอ์ อรน์ โิ ธพอด ได
โนเสารส์ เตโกซอร์ นอกจากนี้ ยังพบปลากระดูกแข็ง ฉลามน�ำ้ จืด เตา่ และจระเขห้ ลายชนิด
หมวดหินพระวิหาร เป็นชั้นหนิ แขง็ ซากดึกดำ� บรรพท์ พ่ี บเปน็ รอ่ งรอยการเดนิ ของไดโนเสารเ์ ทอร์
โรพอดขนาดใหญ่ เช่น รอยตีนไดโนเสารภ์ แู ฝก จังหวัดกาฬสินธ์ุ
หมวดหินเสาขวั อยใู่ นชว่ งยคุ ครเี ทเชยี สตอนตน้ มคี วามหลากหลายของซากดกึ ดำ� บรรพ์ ทั้ง
กระดกู และรอยตนี ของไดโนเสาร์และเพ่อื นรว่ มยคุ หมวดหนิ น้มี กี ารคน้ พบไดโนเสารช์ นดิ ใหมข่ อง
โลกจำ� นวน 4 ชนดิ ไดแ้ ก่ ภเู วียงโกซอรัส สริ ินธรเน่ (ซอโรพอด) สยามโมไทรนั นสั อสี านเอนซสิ
(เทอรโ์ รพอด) สยามโมซอรสั สุธีธรนี (สไปโนซอร์) กนิ นรมี ิมัส ขอนแกน่ เอนซิส (ออรน์ โิ ธพอด)
หมวดหินภพู าน พบรอยตนี ไดโนเสารแ์ ละไดโนเสารซ์ อโรพอด
หมวดหนิ โคกกรวด เปน็ หมวดหนิ ทม่ี ีอายอุ อ่ นท่สี ุดในกลุ่มหินโคราช และมีการคน้ พบซากดกึ ด�ำ
บรรพไ์ ดโนเสาร์ชนิดใหมข่ องโลกกลุ่มอกี วั โนดอนอกี 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ สยามโมดอน นิม่ งามมิ ราชสมี า
ซอรัส สุรนารีเอ และสิรนิ ธรนา่ โคราชเอนซิส

7 ภูน้อยดินแดนจแู รสซิก

อสี าน

บา้ นหลงั เก่าของไดโนเสาร์

ยอ้ นกลับไปเม่ือ 225 ลา้ นปกี อ่ น แผ่นทวปี ของโลกรวมกนั เป็นแผ่นใหญ่ ท่ีรู้จกั กันในชือ่ แพนเจีย
(Pangea) ในช่วงเวลาแรกของโลก ตอ่ มาในช่วงปลายยคุ ไทรแอสสิก ชว่ งเวลาที่ไดโนเสารร์ นุ่
แรกๆ เริ่มปรากฏตวั ขน้ึ ในโลก เป็นช่วงเวลาท่ีแผ่นดินท้งั หมดของโลกทงั้ แหง้ แลง้ และกนั ดาร
สภาพอากาศ แปรปรวนและเต็มไปดว้ ยพายทุ ะเลทราย พืน้ ทส่ี ่วนใหญ่ทีอ่ ยใู่ นใจกลางทวปี นน้ั มี
สภาพไม่ต่างจากทะเลทราย สตั วส์ ่วนใหญจ่ ึงมกั อาศยั อย่ตู ามขอบทวปี ทีม่ ีตน้ ไมแ้ ละน�ำ้ ฝน
โปรยปรายมาถึง

แผ่นเปลอื กโลกเมื่อ 225 ลา้ นปกี อ่ น แผ่นเปลือกโลกเม่ือ 150 ลา้ นปกี อ่ น

เมือ่ เวลาผ่านไปแผ่นเปลอื กโลกแผ่นยอ่ ยๆ (แผ่นอนทุ วีป) ท่ลี อยอยู่บนแมนเทิล ค่อยๆ เคล่อื นไป
เรอ่ื ยๆ ตอ่ มาในยุคจูแรสสกิ ประมาณ 150 ล้านปี แผ่นทวปี ที่ประกอบด้วยแผน่ อนทุ วีปจีนตอน
เหนอื จีนตอนใต้ อินโดจนี (Indochina) และชิบมู ะสึ (Sibumasu) ถกู แยกออกจากแพนเจยี โดย
มมี หาสมุทรก้ัน กลายเปน็ เกาะขนาดมหึมา ในชว่ งนีเ้ องไดโนเสารแ์ ละสตั ว์นานาชนิดท่ตี ิดเกาะอยู่
น้ี แพรพ่ นั ธุ์กระจายไปทั่วเกาะ โดยมลี กั ษณะเฉพาะถิ่น (Endemic species)

จากการเคลอ่ื นทีเ่ ข้ามาชนกนั ของแผ่นอนุทวปี อนิ โดไชน่า (Indochina) (ภาคอสี านในปัจจุบัน)
และแผน่ อนุทวีปซบึ มู ะสึ (Subumasu) หรอื แผ่นอนทุ วปี ฉานไทย (Shanthai) (พื้นทีท่ างด้าน
ตะวนั ตก เกอื บทง้ั หมดของประเทศไทย) ในช่วงเวลาน้ันพ้ืนทท่ี างด้านตะวนั ตกเกือบทั้งหมดของ
ไทยยังคงเปน็ สว่ นหน่งึ ของมหาสมุทรอันกวา้ งใหญ่ มีแต่เพยี งดนิ แดนซ่งึ ต่อมาถกู เรยี กวา่ ภาค
อีสานเทา่ นนั้ ทีเ่ ร่มิ ยกตัวขึ้นเหนือมหาสมุทรจนกลายเปน็ ป่า และแหล่งอาศยั อนั สมบูรณท์ ีเ่ ชื่อม
ตดิ อยกู่ บั ส่วนใต้ของประเทศจนี น้ันจงึ แสดงให้เห็นวา่ ไดโนเสาร์ทพ่ี บในภาคอีสานท่ีต้ังอยบู่ นแผน่
อนทุ วีปอินโดจนี มีความใกลช้ ิดกับไดโนเสาร์สายพนั ธุจ์ นี ในช่วงยคุ จูแรสสิก

01 ธรณปี ระวัติ Palaeo Environment 8

ภนู 0อ้ 2ย

ประตูสู่โลกดึกดำ�บรรพ์

ภูน้อยเป็นแหล่งขุดค้นซากดึกด�ำบรรพ์ที่มหัศจรรย์ย่ิงของประเทศไทย
จากจำ� นวนของฟอสซลิ ทพี่ บเปน็ จำ� นวนมากเป็นพันๆ ชน้ิ และความ
หลากหลายของสงิ่ มชี ีวติ มากกว่าสิบชนิด

9 ภูน้อยดนิ แดนจแู รสซิก

เมอื งเลก็ ๆ บา้ นดนิ จี่
เมืองเลก็ ๆ
บา้ นดนิ จเ่ี ป็นเมอื งเลก็ ๆ ทท่ี ่ามกลางวงลอ้ มของภเู ขาแห่ง กับเรือ่ งลบั ๆ
เทอื กเขาภพู าน เดมิ บา้ นดนิ จเ่ี คยเป็นทอ่ี ยู่อาศยั ของชนเผ่า
เมอื งขา่ หรอื ขอม จากหลกั ฐานทพ่ี บเป็นวตั ถโุ บราณต่างๆ ขอ้ มูลพ้นื ท่ี :
เช่น ถว้ ย ไห ชาม และพระพทุ ธรูป
ทม่ี าของชอ่ื บา้ นดนิ จ่ี มาจากการทม่ี ผี ูน้ ำ� ดนิ เหนยี วปนั้ เป็น เขตการปกครอง : อ.คำ� มว่ ง จ.กาฬสนิ ธุ์
กอ้ นอฐิ แลว้ เผาไฟ ซง่ึ ชาวบา้ นเรยี กวา่ เอาดินมาจ่ีไฟ (คำ� ขนาดพ้นื ท่ี : 69 ตารางกโิ ลเมตร
วา่ จ่ี หมายถงึ เผา) ต่อมาชาวบา้ นเลยตงั้ ชอ่ื วา่ บา้ นดินจ่ี ประมาณ 43,125 ไร่
ตามชอ่ื กอ้ นดนิ ทน่ี ำ� มาเผาไฟเป็นกอ้ นอฐิ เพอ่ื นำ� ไปสรา้ ง สภาพทวั่ ไป ทร่ี าบสูงสลบั พ้นื ทภ่ี เู ขา
ฐานลา่ งของศาลาการเปรยี ญ ท่ตี ง้ั : อยู่ห่างจากอำ� เภอคำ� มว่ ง
นอกจากดินจ่ีจะถูกน�ำมาตงั้ เป็นหมู่บา้ นและต�ำบลแลว้ 14 กโิ ลเมตร
อาชีพ : ประกอบอาชพี ทำ� นา ทำ� ไร่
คำ� วา่ กอ้ นดินจ่ี ยงั ถกู นำ� มาตงั้ เป็นนามสกลุ ของคนท่ี รบั จา้ งเป็นแรงงานก่อสรา้ งในเมอื ง
อาศยั อยู่ในหมบู่ า้ นแห่งน้ี ผูห้ ญงิ รบั จา้ งทอผา้ ไหมแพรวา

เรื่องลับๆ

แหลง่ ซากดกึ ด�ำบรรพ์ภนู อ้ ย ซ่อนตัวอยู่ในภเู ขาลกู เลก็ ๆ ของเทือกเขาภูพาน ที่ชื่อว่า ภนู ้อย ท่ีซ่ึง
ซ่อนเรอื่ งราวความลบั ของบรรพกาล อยู่ในพ้นื ทีต่ ำ� บลดินจี่ อ�ำเภอค�ำม่วง จงั หวัดกาฬสินธ์ุ ตง้ั อยู่
ในแนวเทือกเขาภูพาน แนวการวางตวั ของแนวเขาอยู่ในแนวตะวนั ตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉยี ง
ใต้ ยอดเขามคี วามสูงจากระดับน�ำ้ ทะเลปานกลาง 295 เมตร

02 ประวตั ิความเปน็ มาภูน้อย 10

ประวตั ิการค้นพบภนู ้อย เกลด็ ปลาโบราณ
ช้นิ ส่วนฟอสซลิ แรกทพ่ี บ
ฟอสซิลช้นิ เล็กๆ ทมี่ ลี กั ษณะประหลาดท่ชี าว ทมี สำ�รวจขดุ ค้นบรเิ วณภูน้อย
บา้ นดินจเี่ กบ็ ได้ ถูกเขา้ ใจวา่ เปน็ เกล็ดพญานาค
แตเ่ ม่ือไดร้ ับการตรวจสอบจากนกั ธรณวี ิทยา จึง
พบว่าเปน็ ฟอสซลิ เกล็ดปลาโบราณ

นายทองหลอ่ นาค�ำจันทร์ เป็นชาวบ้านคนแรกที่
พบช้ินส่วนประหลาดระหว่างที่เข้าไปเก็บของป่า
บนภเู ขา ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2551 นายเลศิ บุศย์
กองทอง นายอำ� เภอค�ำม่วง จงึ ไดส้ ง่ ชิ้นสว่ นวตั ถุ
ลกั ษณะคลา้ ยซากดกึ ด�ำบรรพท์ ่พี บบริเวณภูน้อย
ตำ� บลดนิ จ่ี มาใหท้ างพพิ ธิ ภัณฑ์สิรินธรตรวจสอบ
จากการตรวจสอบพบว่าเป็นซากดึกด�ำบรรพ์
ปลาเลปิโดเทส ทมี สำ� รวจจากพพิ ธิ ภัณฑ์สิรินธร
กรมทรพั ยากรธรณี จงึ ไดเ้ ข้าไปสำ� รวจบรเิ วณภู
นอ้ ย ตำ� บลดนิ จี่ อ�ำเภอค�ำมว่ ง และจากการ
ส�ำรวจบริเวณภูน้อยพบซากดึกด�ำบรรพ์ปลาเลปิ
โดเทส ฟนั ไดโนเสาร์ และกระดกู ไดโนเสาร์
กระจายอยทู่ ่วั บรเิ วณทางทิศใต้ของภนู ้อย

หลงั จากการสำ� รวจพนื้ ทีบ่ รเิ วณภนู อ้ ย จงึ เร่มิ มีการขดุ ค้นอย่างเป็นระบบโดยทางทมี สำ� รวจจาก
พพิ ิธภัณฑ์สริ ินธร กรมทรัพยากรธรณี ร่วมกบั ทมี ส�ำรวจจากศูนยว์ จิ ยั และศกึ ษาบรรพชวี ินวิทยา
มหาวิทยาลยั มหา สารคาม ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2555 มกี ารจดั ตง้ั คณะท�ำงานด้านการสำ� รวจและ
ศึกษาวจิ ยั โดยความรว่ มมอื ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และกรมทรพั ยากรธรณี และคณะ
ท�ำงานด้านการอนุรักษ์และพฒั นา เปน็ ความรว่ มมอื ของมหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม กรม
ทรัพยากรธรณี องค์การบรหิ ารส่วนตำ� บลดินจ่ี อ�ำเภอคำ� มว่ ง และสำ� นักจัดการทรัพยากรปา่ ไมท้ ่ี
7 (ขอนแก่น) เพ่ือรว่ มกนั สำ� รวจขดุ ค้นและพัฒนาแหล่งขุดค้น ซากดึกดำ� บรรพภ์ นู ้อยอย่างมรี ะบบ
แบบแผน

11 ภูนอ้ ยดินแดนจูแรสซกิ

10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 15 กนั ยายน พ.ศ. 2559 ประกาศกรม
ประกาศกรมทรัพยากรธรณี เรือ่ ง ทรพั ยากรธรณี เรื่อง ขยายเวลาการใชบ้ ังคับ
ก�ำหนดให้พื้นที่บริเวณภูน้อย ประกาศกรมทรัพยากร ธรณี เร่อื ง ก�ำหนดให้
อ�ำเภอคำ� มว่ ง จงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ พนื้ ท่บี รเิ วณภูนอ้ ย อ�ำเภอคำ� มว่ ง จงั หวัด
เป็นเขตส�ำรวจและศึกษาวิจัย กาฬสนิ ธุ์ เปน็ เขตส�ำรวจและศึกษาวจิ ยั เกี่ยว
เกี่ยวกับแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์ กับแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์หรือซากดึกด�ำ
หรือซากดึกด�ำบรรพ์ ไดร้ ับการ บรรพ์ ครง้ั ท่ี 2 โดยขยายเวลาออกไปอีกหนงึ่
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปี ตงั้ แต่วนั ที่ 12 กันยายน 2559 เป็นตน้ ไป
เลม่ 129 ตอนพเิ ศษ 134ง เมอ่ื ประกาศนอี้ ยูใ่ นราชกิจจานเุ บกษา เล่ม 133
วันท่ี 11 กนั ยายน พ.ศ. 2555 ตอนพเิ ศษ 237ง วนั ที่ 17 ตลุ าคม 2559
4 สงิ หาคม พ.ศ. 2558 ประกาศกรม
ทรพั ยากรธรณี เรอ่ื ง ขยายเวลาการใช้บงั คบั
ประกาศกรมทรัพยากร ธรณี เร่อื ง กำ� หนดให้
พืน้ ท่บี ริเวณภนู ้อย อำ� เภอคำ� ม่วง จังหวัด
กาฬสนิ ธุ์ เป็นเขตสำ� รวจและศกึ ษาวิจัยเกย่ี ว
กับแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์หรือซากดึกด�ำ
บรรพ์ โดยขยายเวลาออกไปอกี หนงึ่ ปี ตงั้ แต่
วันที่ 12 กนั ยายน พ.ศ.2558 เป็นต้นไป
ประกาศนี้อยู่ในราชกจิ จานุเบกษา เล่ม 132
ตอนพเิ ศษ 188 ง วนั ที่ 17 สงิ หาคม พ.ศ. 2558
หลังจากมีการขยายเวลาจนถึงปัจจบุ ัน ทีม
ส�ำรวจพิพิธภัณฑส์ ิรนิ ธร สำ� นกั งานทรพั ยากร
ธรณกี รมทรัพยากรธรณี ท�ำการสำ� รวจขุดค้น
ในแหล่งขดุ ค้นภูนอ้ ยอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และมกี าร
ค้นพบซากดกึ ด�ำ บรรพส์ ตั วม์ กี ระดกู สนั หลัง
จำ� นวนมาก

02 ภนู ้อย ประตูสูโ่ ลกดึกดำ�บรรพ์ 12

แหล่งขดุ คน้ ภนู ้อย เปน็ พ้ืนท่ีเล็กๆ ขนาดเทา่ สนามบาส
เกตบอล ตง้ั แต่เริ่มการขุดคน้ อย่างเป็นระบบในปี พ.ศ.
2551 หนา้ ดินค่อยๆ ถูกเปดิ ออกทีละน้อย จนเม่อื เวลา
ภูน้อย ผ่านไปกวา่ 10 ปี หนา้ ดินถกู ขดุ ลึกลงไปเกือบ 3 เมตร มี
การค้นพบซากดึกด�ำบรรพ์ ตง้ั แตฟ่ นั ขนาดเลก็ เพียงไม่ก่ี
มลิ ลเิ มตร จนถึงกระดกู ขนาดใหญ่เกือบเทา่ คน จากการขดุ

ขุมทรพั ย์ คน้ ของทมี ส�ำรวจพพิ ธิ ภณั ฑ์สริ นิ ธร และศนู ย์วิจัยและการ
แหง่ บรรพกาล ศึกษาบรรพชีวินวทิ ยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คน้ พบ
ซากดึกด�ำบรรพจ์ ำ� นวนมากของสิง่ มีชวี ติ หลากหลายชนิด
ส่วนใหญเ่ ป็นของไดโนเสาร์ ซงึ่ เบ้อื งต้นพบว่านา่ จะมี
มากกว่า 4 ชนดิ นอกจากน้ี ยังพบซากดกึ ดำ� บรรพ์ของ
จระเข้ ฉลามนำ�้ จดื เตา่ ปลา และสตั วเ์ ลอ้ื ยคลานบนิ
อย่างเทอโรซอร์ รวมไปถงึ ซากดกึ ด�ำ บรรพ์ของตน้ ไม้ด้วย

การศึกษาชนั้ หนิ บรเิ วณภูนอ้ ย พบวา่ เป็นช้นั หนิ ของหมวด
หินภูกระดึง ซงึ่ มีอายุอยใู่ นช่วงยุคจูแรสซิกตอนปลายถึงยคุ
ครีเทเชยี สตอนตน้ และเคยมี รายงานการค้นพบไดโนเสาร์
4 กลมุ่ คือ ซอโรพอด, ออรน์ ิโธพอด, เทอร์โรพอด และสเต
โกซอร์ ซงึ่ ไดโนเสาร์สเตโกซอรน์ ถี้ กู ค้นพบบริเวณบ้านโคก
สนาม ที่อยู่หา่ งจากแหลง่ ภูนอ้ ยเพยี งไม่กี่กิโลเมตร

การค้นพบซากดกึ ดำ�บรรพ์ท่ีแหลง่ ขดุ ค้นภนู ้อย หลังจาก
การค้นพบเกลด็ ปลา และกระดูกไดโนเสารข์ นาดใหญ่
นักบรรพชีวินวิทยาเรมิ่ พบชนิ้ สว่ นซากดึกดำ�บรรพ์แปลกๆ
อาทิ กรามของไดโนเสารก์ ินพืช กรามของไดโนเสารก์ ินเนือ้
ช้นิ ส่วนกระโหลกและกล่องสมองของไดโนเสาร์ กระโหล
กของจระเขท้ ั้งหัว กระดูกต้นแขนของเทอโรซอร์ รวมถงึ
กระดูกสนั หลังสว่ นหางของไดโนเสารก์ ินพืชท่ที อดตัวเรยี ง
ยาวตอ่ กนั ซงึ่ ท้งั หมดน้คี าดว่าจะเปน็ ซากดกึ ดำ�บรรพข์ องสิง่
มีชีวิตชนดิ ใหมข่ องโลก

13 ภูน้อยดนิ แดนจูแรสซกิ

ไดโนเสารซ์ อโรพอด ไดโนเสารภ์ ูนอ้ ย
ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งภูน้อย
คาดว่านา่ จะเปน็ ไดโนเสาร์ ซากดึกดำ�บรรพม์ ากกวา่ 90% ที่พบในแหล่งภูนอ้ ยเปน็ ชิ้นสว่ น
กลุ่มมาเมนชิซอรสั (Mamen- ของไดโนเสาร์ จากลกั ษณะของซากดกึ ดำ�บรรพ์สามารถจำ�แนก
chisaurid) ซอโรพอด ทีม่ ี เบอ้ื งตน้ วา่ เป็นของไดโนเสาร์ 3 สว่ นพันธ์ุ ไดแ้ ก่ ไดโนเสาร์ซอโร
สัดส่วนคอยาวท่สี ุด โดยมี พอดกลมุ่ มาเมนชิซอรัส ไดโนเสารเ์ ทอร์โรพอดกลมุ่ ซนิ แรปเตอร์
กระดูกคอมากถึง 17-19 ช้ิน และไดโนเสาร์ออรน์ โิ ธพอดกลุ่มฮิบซิโลโฟดอน ซงึ่ ทัง้ หมดเป็น
และมีความยาวจากหัวถงึ ไดโนเสารท์ ีม่ ีความใกล้เคียงกับไดโนเสารท์ ่พี บในประเทศจีน
หางมากกวา่ 20–35เมตร
ไดโนเสาร์วงศม์ าเมนชีซอริเด ไดโนเสารเ์ ทอรโ์ รพอด ไดโนเสารอ์ อร์นิโธพอด
(Mamenchisauridae) พบ ยกั ษ์จอมดุแห่งภนู อ้ ย ไดโนเสาร์จ๋ิวแห่งภูน้อย เป็น
เฉพาะในเขตทวปี เอเชยี คาดวา่ น่าจะเป็นไดโนเสาร์ ชนิ้ สว่ นของซากดึกดำ� บรรพ์
ตั้งแตย่ ุคจูแรสสกิ จนถงึ ยุคครี ซินแรปเตอร์ เพชฌฆาตผู้ ทพ่ี บเกือบทั้งตวั ท�ำใหท้ ราบ
เทเชียสตอนตน้ ประมาณ ปราดเปรียว จัดอยูใ่ นวงศ์ซนิ ว่ามขี นาดเลก็ พอๆ กับไกช่ น
175-135 ล้านปกี อ่ น แรพเตอรร์ เิ ด (Sinraptori- ในยุคปจั จุบนั คาดว่าจะเปน็
dae) ไดโนเสาร์นกั ลา่ ขนาด ไดโนเสาร์กลมุ่ ฮิบซิโลโฟดอน
ใหญ่ มลี ำ� ตวั ยาวเกือบ 10
เมตร มีฟันแหลมคมส�ำหรับ ทเิ ด ไดโนเสารก์ นิ พืช
ตดั เฉือนเนือ้ และสังหาร ขนาดเลก็ เดนิ ทง้ั สองขา

เหยื่อผู้โชครา้ ย

02 ภนู อ้ ย ประตูส่โู ลกดกึ ดำ�บรรพ์ 14

ซากดึกดำ� บรรพ์ชนดิ ใหม่ของโลก

ซากดึกดำ� บรรพจ์ �ำนวนมากทค่ี น้ พบ ณ แหล่งภูน้อย มบี างช้นิ สว่ นถกู น�ำไปศึกษา วิจัย
จนทำ� ใหส้ ามารถระบวุ า่ เป็นซากดกึ ดำ� บรรพข์ องสง่ิ มชี วี ติ ชนดิ ใหมข่ องโลก จำ� นวน 3 สายพนั ธุ์

ปลา อิสานอิกธิส เลศิ บุศย์ศี (Isanichthys lertboosi)
ปลากระดกู แขง็ น้ำ� จืด มคี วามยาวตั้งแต่ 30-90 เซนตเิ มตร การ
ศกึ ษาลกั ษณะฟนั ทีเ่ รยี งกันคลา้ ยแท่งดินสอทแี่ หลมคม และขา
กรรไกรทีแ่ ขง็ แรงทรงพลงั ลกั ษณะลำ� ตวั ที่เพรยี วยาว บ่งบอกได้
วา่ ปลาชนิดนเี้ ปน็ ปลานักล่าแห่งสายน�ำ้ ในยุคจแู รสสิก
ที่มาของชือ่ อสี านอกิ ธสิ เลศิ บศุ ยศ์ ี
อีสานอกิ ธสิ หมายถึง ปลากระดกู แข็งทพ่ี บในภาคอีสาน
(Isan = ภาคอีสาน และ Ichthys = ปลากระดูกแข็ง)
เลิศบุศย์ศี ตัง้ ข้นึ เพ่อื เป็นเกียรตใิ หแ้ ก่ นายอ�ำเภอเลศิ บุศย์
กองทอง ผู้เปน็ ก�ำลังส�ำคญั ในการ ผลกั ดนั ใหแ้ หลง่ ขดุ คน้ ภนู อ้ ย
ด�ำเนินการมาได้ด้วยดี

ซากดกึ ดำ�บรรพป์ ลาอสี านอิกธสิ เลศิ บุศยศ์ ี

15 ภนู ้อยดนิ แดนจูแรสซิก

เตา่ ภูน้อยเชลสิ ธรี ะคปุ ตต์ ิ (Phunoichelys thirakhupti)
เต่าน�้ำจดื ขนาดกลาง มคี วามยาวกระดองประมาณ 25 เซนตเิ มตร
การค้นพบเต่าชนิดนี้ช่วยยืนยันช่วงอายุของแหล่งขุดค้นภูน้อยให้
ชดั เจนย่งิ ขึน้ โดยเต่าชนดิ นีม้ อี ายเุ ก่าแกท่ ่ีสดุ ในหมวดหนิ ภูกระดึง
ของประเทศไทย (ช่วงยคุ จแู รสสิกตอนปลาย

ทมี่ าของชอ่ื ภนู ้อยเชลสี ธรี คปุ ติ
ภูนอ้ ยเชลีส แปลวา่ เตา่ แห่งภนู ้อย บ่งบอกถงึ แหล่งทค่ี ้นพบ คือ
แหลง่ ขดุ คน้ ภนู อ้ ย
ธีรคุปติ ตง้ั ขนึ้ เพือ่ ใหเ้ ปน็ เกียรติแก่ รองศาสตราจารย์
ดร.กำ� ธร ธรี คปุ ต์ ผู้เช่ยี วชาญด้านเตา่ อนั ดบั หนึ่งของ
ประเทศไทย

ฉลามนำ้ �จดื อะโครดัส กาฬสนิ ธุเ์ อนซสิ กระดองด้านนอกของเตา่ ภนู อ้ ยเชลีส ธีระคตุ ิ
(Acrodus kalasinensis) ฟันของฉลามอะโครดัส กาฬสินธเ์ุ อนเซสิ
ฉลามนำ้� จดื ชนิดใหม่ทคี่ ้นพบบรเิ วณแหล่งขดุ คน้ ภู
น้อย พบเฉพาะชนิ้ ส่วนฟนั โดยฟันทพี่ บน้มี ีขนาด
เล็ก ความยาวประมาณ 7-13 มิลลิเมตร หนา
ประมาณ 2 มิลลิเมตร และสูงประมาณ 2.5
มลิ ลเิ มตร ตัวฟันแบน ไม่ปรากฏปมุ่ หรือ ยอด
แหลม ลักษณะฟันแสดงให้ถงึ ชนดิ ของอาหาร ท่ี
เปน็ สัตว์เปลือกแขง็ จำ� พวกกุ้ง หอย

ท่ีมาของช่ือ อะโครดสั กาฬสนิ ธุเ์ อนซิส ตัง้ ช่ือตาม
จงั หวัดท่ีพบฟอสซลิ ฉลามน�้ำจืด ชนดิ นเ้ี ปน็ ครงั้ แรก
กค็ ือจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ

02 ภนู ้อย ประตูส่โู ลกดกึ ดำ�บรรพ์ 16

ภนู ้อยเม่อื ครัง้ บรรพกาล

ซากดกึ ดำ�บรรพท์ พ่ี บจำ�นวนมากไมเ่ พียงบอกใหเ้ รารูไ้ ด้วา่ เม่ือครงั้ บรรพกาลนน้ั มสี งิ่ มี
ชีวติ ชนดิ ใดบา้ งทอ่ี าศัยอยรู่ ่วมกนั แต่หลักฐานจากซากดกึ ดำ�บรรพย์ ังสามารถบอกให้
เรารูไ้ ดอ้ กี วา่ สภาพแวดลอ้ มบรรพกาลบรเิ วณภูน้อยแหง่ น้ี เคยมสี ภาพเชน่ ใด

นักธรณวี ิทยาจะอา่ นบนั ทกึ แห่งการเวลาจากลกั ษณะของชั้นหนิ ในขณะทน่ี กั บรรพชวี ินวิทยามอง
หารอ่ งรอยทเี่ กดิ ขน้ึ กบั ซากดึกดำ�บรรพ์ ทง้ั ลักษณะการวางตัวของซากดกึ ดำ�บรรพ์ในทศิ ทางตา่ งๆ
รวมไปถงึ รอ่ งรอยเล็กๆ ที่ปรากฎอยบู่ นซากดึกดำ�บรรพ์

บรเิ วณแหลง่ ภนู ้อย นักธรณวี ิทยาพบวา่ สขี อง
แนวช้ันตะกอนมีสีเข้มและอ่อนสลับกันอย่าง
เปน็ ระเบยี บ แสดงถงึ ชว่ งของฤดูกาลทมี่ ีหนา้
แล้งและหนา้ ฝนสลับกันสม่ำ� เสมอ สว่ นนัก
บ ร ร พ ชี วิ น วิ ท ย า พ บ ว ่ า ก า ร เ รี ย ง ตั ว ข อ ง
ซากดึกด�ำบรรพค์ อ่ นขา้ งกระจดั กระจาย แสดง
ถึงลักษณะทางน้�ำท่ีเช่ียวกรากในฤดูน�้ำหลาก
แต่อีกบางหลักฐานก็แสดงให้เห็นถึงความแห้ง
แลง้ อยา่ งถึงขีดสุด
ตัวอย่างซากดึกด�ำบรรพ์จ�ำนวนหน่ึงปรากฏ
ร่องรอยหลมุ เล็กๆ ต้ืนๆ บนผวิ กระดกู เปน็
ลักษณะของรอยการกัดแทะของแมลงกลุ่ม
ดว้ งหนังสัตว์ อนมุ านได้ว่าสัตวพ์ วกน้ตี ายบน
บกในฤดแู ล้ง จงึ ถูกยอ่ ยสลายในสภาพท่แี หง้
โดยหนอนของดว้ งหนังสัตว์ ทีก่ ัดกนิ ซากและ
เจาะรูลงไปถึงผิวกระดูกเพ่ือสร้างโพรงดักแด้
จากนัน้ เมอ่ื ถงึ ฤดูฝน ซากนีจ้ งึ ถกู นำ�้ หลากพดั
พ า แ ล ้ ว จึ ง ถู ก ต ะ ก อ น ก ล บ ฝ ั ง ก ล า ย เ ป ็ น
ซากดึกด�ำบรรพใ์ นทส่ี ดุ

17 ภูนอ้ ยดนิ แดนจแู รสซกิ

จากการเปรียบเทยี บฟอสซิลของสตั ว์ทีพ่ บในแหล่งขุดค้นภูน้อย และท่ีพบในประเทศจนี ช่วงยุคจู
แรสสิกตอนปลาย (150 ล้านปีกอ่ น) พบวา่ มีหลายชนิดทคี่ ล้ายคลึงกัน เช่น ไดโนเสารก์ ินพืช กลุ่ม
มาเมนชิซอริด (Mamechisaurid) ไดโนเสารก์ ินเน้อื กลมุ่ ซนิ แรปเตอริด (Sinraptorid) จระเข้
กลมุ่ เผ่ยเผ่ยซคู สั (Peipehsuchus) และเต่าน�้ำจดื ภนู อ้ ยเชลิส ธรี ะคปุ ต์ติ (Phunoichelys thira-
khupti) ซึง่ มีววิ ัฒนาการใกลเ้ คียงกันมาก และไม่พบในบริเวณอืน่ ของโลก ทำ� ใหส้ ามารถจ�ำกดั ช่วง
อายุของแหล่งภูน้อยให้แคบลง อยู่ท่ปี ระมาณ 150 ล้านปี ในช่วงยคุ จแู รสซิกตอนปลาย
อีกทัง้ การพบไดโนเสารว์ งศม์ าเมนชิซอริดซงึ่ เดมิ พบเฉพาะในแถบเอเชยี กลาง อย่างประเทศจีน
และมองโกเลยี ยังช่วยสนับสนุนสมมตฐิ านการแยกกนั ทางด้านภูมศิ าสตรข์ องเอเชียกลาง ตะวนั
ออก และตะวนั ออกเฉยี งใต้ในช่วงยุคจแู รสซกิ ตอนปลาย
การศึกษาสณั ฐานทางธรณีวทิ ยาท่เี ป็นการพิจารณาลักษณะของชน้ั หนิ ประกอบกับการศกึ ษา
ซากดกึ ดำ� บรรพ์ ท้งั การศึกษาความหลากหลายของชนดิ ส่ิงมีชวี ิตและลักษณะทเ่ี กดิ ข้นึ กับซากดกึ
ดำ� บรรพ์ ทำ� ให้นักบรรพชวี ินวิทยาสามารถปะติดปะตอ่ ข้อมูล และช่วยให้เราจนิ ตนาการภาพ
ระบบนเิ วศวิทยาบรรพกาลในบรเิ วณภนู ้อยได้

02 ภนู ้อย ประตสู โู่ ลกดึกดำ�บรรพ์ 18

03

การทำ�งานของ
นกั บรรพชีวินวทิ ยา

19 ภนู ้อยดนิ แดนจแู รสซกิ

เมื่อนกั บรรพชีวนิ วทิ ยาพบแหล่งท่มี ซี ากดึกดำ�บรรพจ์ ำ�นวนมาก
มีศกั ยภาพเปน็ แหลง่ ขุดค้น นักบรรพชวี นิ วทิ ยาจะเริม่ ทำ�การขดุ ค้นอยา่ งเป็นระบบ

การขุดคน้ อยา่ งเป็นระบบ คอื อะไร ดำ�เนินการอย่าง และมปี ระโยชนอ์ ย่างไร

เปา้ หมายของการขุดคน้ ซากดึกด�ำบรรพ์ กเ็ พื่อนำ� ซากดกึ ด�ำบรรพ์ท่ีพบไปศกึ ษา จนเกิดองคค์ วาม
รตู้ า่ งๆ ทเี่ ป็นการถ่ายทอดเร่ืองราวทเ่ี กิดขึ้นในยคุ ดึกด�ำบรรพ์ ซง่ึ ซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีจะนำ� ไปศกึ ษา
ไดน้ นั้ จะตอ้ งสามารถอ้างองิ ตำ� แหน่งท่พี บได้ ดังนั้น การขดุ ค้นอย่างเป็นระบบ ก็คอื การจดบนั ทึก
ขอ้ มูลการคน้ พบซากดกึ ดำ� บรรพ์ เพือ่ ใหส้ ามารถอา้ งอิงซากดึกด�ำบรรพท์ ่ีพบได้

การท�ำงานของนักบรรพชวี นิ วิทยาแบ่งออกเปน็ สองสว่ น คอื สว่ นภาคสนาม เป็นการขุดคน้ ซาก
ดกึ ดำ� บรรพ์ในแหล่งขุดค้น และสว่ นหอ้ งปฏบิ ัติการ เพอื่ ท�ำการอนุรักษ์ตัวอย่าง การศกึ ษาวจิ ยั
งานภาคสนาม เรมิ่ ตงั้ แต่การเปดิ หน้าดนิ เพ่ือหาชนั้ กระดูก (Bone Bed) หรือ ชนั้ ทม่ี ีการสะสมตัว
ของซากดึกดำ� บรรพ์ เมอื่ พบช้ันแล้วจะใชอ้ ุปกรณข์ นาดพอประมาณในการเปดิ หนา้ ดินเพ่อื ค้นหา
ซากดกึ ดำ� บรรพ์ การขุดซากดึกด�ำบรรพ์ในภาคสนามจะเปดิ ใหเ้ หน็ ขอบเขตของชน้ิ ส่วน แล้วจงึ
คอ่ ยๆ ล้อมดินรอบซากดกึ ด�ำบรรพ์ แล้วเข้าเฝอื กเพื่อน�ำซากดึกดำ� บรรพ์กลบั มายังห้องปฏิบัตกิ าร
งานในหอ้ งปฏบิ ัติการ เร่ิมจากการทำ� ความสะอาดโดยการนำ� เศษหนิ เศษดนิ ออกจากซากดึกด�ำ
บรรพ์ เพ่อื ให้เหน็ ลักษณะของซากดึกด�ำบรรพ์ทีช่ ดั เจน และสามารถนำ� ไปศกึ ษาวิจยั ตอ่ ไป

เหตุใด?? ซากดึกด�ำบรรพ์ส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ช้ันหินมาเป็น
จงึ ตอ้ งนำ� ระยะเวลาหลายล้านปี เมอ่ื ถกู ขดุ ขนึ้ มาบนผิวหนา้ ดนิ
ซากดึกดำ�บรรพ์ ท่ีมสี ภาพแวดลอ้ มต่างจากใตด้ นิ อยา่ งสิ้นเชงิ สภาพ
ออกจากแหล่ง แวดลอ้ มที่เปล่ียนแปลงไป อาจสง่ ผลให้เกิดความเสยี
ขุดค้น หายแกซ่ ากดึกดำ� บรรพ์ ดังน้ัน การนำ� ตวั อยา่ งซากดกึ
ด�ำบรรพ์กลับห้องปฏิบัติการจะช่วยรักษาสภาพของ
ฟอสซิลเอาไว้ได้ดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้ในหลุมขุดค้น
เพื่อป้องกนั ความเสียหายการสภาพแวดล้อม และ
การกระท�ำของมนษุ ย์

03 การทำ�งานของนกั บรรพชีวินวิทยา 20

หลังจากท่ีนักบรรพชีวินวิทยาการค้น ภาคสนาม
พ บ ตั ว อ ย ่ า ง ซ า ก ดึ ก ด� ำ บ ร ร พ ์
จำ� นวนหน่งึ และมกี ารวาง แผน
จะด�ำเนินการขุดค้นอย่าง
เปน็ ระบบ
นั ก บ ร ร พ ชี วิ น วิ ท ย า จ ะ
กำ� หนดขอบเขตพืน้ ที่ และ
ก�ำหนดจุดอ้างองิ ในพนื้ ทข่ี ดุ ค้น
1. การก�ำหนดจดุ อ้างองิ มักใช้วธิี ี
การตีตาราง แบ่งพน้ื ทขี่ ุดค้นออกเป็น
ตารางสี่เหลี่ยมจตั ุรัส เพอ่ื ให้ง่ายต่อการบันทึกตำ� แหน่งของ
ซากดึกดำ� บรรพ์ทพี่ บ
2. การขุดเปดิ หนา้ ดนิ เพื่อค้นหาซากดกึ ดำ� บรรพ์ สามารถทำ� ได้
หลายวธิ ี และอปุ กรณ์ทใี่ ช้ข้ึนอยูก่ ับลกั ษณะของช้ันดิน ขนาดของ
ซากดึกด�ำบรรพ์ท่พี บ
3. การพบซากดกึ ดำ� บรรพ์ เมือ่ พบซากดึกด�ำบรรพแ์ ล้ว นกั
บรรพชวี ินจะยงั ไมย่ กซากดกึ ดำ� บรรพ์ออกจากทท่ี พี่ บ แต่จะ
ค ่ อ ย เ ป ิ ด ห น ้ า ดิ น อ อ ก เ พื่ อ ใ ห ้ เ ห็ น ข อ บ เ ข ต ข อ ง
ซากดกึ ด�ำบรรพท์ ้งั หมด จากนนั้ จึงกำ� หนดหมายเลขของ
ซากดึกดำ� บรรพ์ และจดบันทกึ หมายเลข ต�ำแหนง่ ทพี่ บ
ลักษณะของซากดกึ ดำ� บรรพ์ และลกั ษณะการวางตวั ของซากดกึ
ดำ� บรรพ์

4. การขุดล้อมตวั อยา่ งซากดกึ ด�ำบรรพ์ เพือ่ นำ� 5. การขนย้ายตวั อยา่ งซากดึกด�ำบรรพ์
ตวั อย่างกลับไปท�ำความสะอาดและศึกษาวจิ ัยที่ กลับห้องปฏบิ ตั ิการ เนอ่ื งจากการท�ำความ
หอ้ งปฏบิ ัตกิ าร ตอ้ งขดุ ล้อมดนิ บริเวณโดยรอบ สะอาดและการศกึ ษาวิจัยไม่สามารถท�ำได้
ซากดึกด�ำบรรพ์ จากน้ันทำ� การห่อห้มุ กอ้ นซาก อย่างสะดวกในแหล่งขดุ ค้น จึงตอ้ งมีการ
ดกึ ดำ� บรรพ์ด้วยปูนปาสเตอร์ คลา้ ยกบั การเข้า เคลือ่ นยา้ ยซากดกึ ด�ำบรรพ์ออกจากแหลง่ ขดุ
เฝอื กเวลาแขนหรอื ขาหกั การเขา้ เฝอื กก้อน คน้
ซากดกึ ดำ� บรรพก์ ็เพ่ือสรา้ งความแขง็ แรง ป้องกนั
การแตกหักเสยี หายของซากดึกดำ� บรรพ์

21 ภูน้อยดนิ แดนจแู รสซกิ

ซากดกึ ด�ำบรรพท์ ี่ไดจ้ ากแหล่งขดุ ค้น บางช้นิ กย็ ังไมส่ ามารถท�ำการศกึ ษาวจิ ยั ได้ เนื่องจากยังถกู
ปกคลมุ ไปด้วยกอ้ นดิน
1. การทำ� ความสะอาดซากดึกด�ำบรรพ์ สามารถทำ� ได้หลายวิธี ทง้ั การใชอ้ ปุ กรณส์ กดั หนิ ออก
หรือการใชส้ ารเคมยี ่อยสลายหนิ ออก แตใ่ นแหล่งขดุ คน้ ภูนอ้ ยเราใชว้ ิธกี ารสกดั หนิ ดว้ ยอปุ กรณท์ ี่
เรียกว่าปากกาลม โดยใชก้ ารทำ� งานของแรงลมและการกระแทกของหัวปากกาลมบนเศษหิน
2. การบันทึกข้อมลู ซากดึกด�ำบรรพท์ ี่ทำ� ความสะอาดเรียบรอ้ ยแลว้ ดำ� เนนิ การทง้ั แบบการจด
บนั ทึกหมายเลข/รายละเอียดซากดกึ ด�ำบรรพ์ และการบันทึกด้วยการวาดภาพ หรอื ถา่ ยภาพ
3. การเก็บรกั ษาตวั อย่างในหอ้ งคลงั ตวั อย่าง มีความสำ� คญั อย่างยงิ่ เนือ่ งจากตัวอยา่ งบางชน้ิ ถกู
เก็บรักษาในห้องคลังตัวอยา่ งนานหลายสปิ ปีกว่าจะมีนกั บรรพชีวินวทิ ยาน�ำมาศึกษาวิจัย การจัด
สภาพแวดล้อมในห้องคลงั ตวั อยา่ งให้เหมาะสม จงึ เป็นเรอ่ื งทสี่ �ำคัญ
2.4 การศกึ ษาวจิ ยั ซากดกึ ดำ� บรรพ์ ท�ำโดยการศกึ ษาลักษณะของซากดึกดำ� บรรพ์ อาทิ การ
เปรียบเทียบรปู รา่ งของกระดกู ว่ามคี วามคลา้ ยคลึงกบั สิง่ มชี ีวติ กลุ่มใด และมีความแตกตา่ งกับสิง่
มีชวี ิตท่เี คยพบมาอยา่ งไร ท�ำให้ทราบกลมุ่ /สายพันธุ์ของสิ่งมชี ีวิต นอกจากน้ี ยังสามารถศกึ ษา

ห้องปฏบิ ัติการ

ลกั ษณะทางกายภาพภายนอกที่เกิดข้นึ กับซากดกึ ดำ� บรรพ์ได้ เชน่ ลกั ษณะรทู ี่เกดิ ขน้ึ บนผวิ กระดูก
ท่พี บในแหล่งภนู อ้ ย ท�ำให้ทราบถงึ สภาพแวดล้อมบรรพกาลของภนู อ้ ยได้ เป็นตน้
5. การจดั แสดงตวั อยา่ งซากดึกด�ำบรรพ์ เปน็ จุดหมายปลายทางอีกด้านหนงึ่ ของการศึกษาวจิ ยั
ซากดกึ ดำ� บรรพ์ เมื่อไดอ้ งค์ความรู้แล้วจะตอ้ งมกี ารถา่ ยทอดองคค์ วามร้ทู ไี่ ดใ้ หก้ ับประชาชนได้รู้
และเรยี นรู้เรอ่ื งราวในยคุ บรรพกาล

03 การทำ�งานของนักบรรพชวี นิ วิทยา 22

การจดบนั ทึกขอ้ มูลจะมี 2 ลักษณะ กค็ ือ การจดบนั ทึกเป็นตวั อกั ษร ในแบบบนั ทกึ ขอ้ มลู ภาค
สนาม (Field data sheet) และการจดบนั ทึกด้วยการวาดภาพซากดึกดำ� บรรพ์บนแผนทีก่ ระดูก
โดยบันทึกลักษณะ ขนาด และการวางตวั ของซากดกึ ด�ำบรรพ์

23 ภูนอ้ ยดินแดนจูแรสซิก

แผนท่ีกระดกู (Bone Map)
จากแหลง่ ขุดคน้ ภนู ้อย มกี ารบนั ทกึ
ขอ้ มูล ต้ังแตเ่ ริม่ ตน้ การขดุ คน้ อยา่ ง
เป็นระบบในปี พ.ศ.2551
แบบบนั ทึกขอ้ มลู ภาคสนาม (Field
Data Sheet) ใช้จดบันทกึ ข้อมูลของ
ท่ีเกี่ยวข้องกับซากดึกดำ�บรรพ์แต่ละ
ช้ินทีพ่ บ

03 การทำ�งานของนกั บรรพชวี ินวทิ ยา 24

04

คำ�ม่วง

ร่ำ�รวยวฒั นธรรมอสี าน

25 ภูน้อยดินแดนจแู รสซกิ

ดินแดนแห่งขุนเขาภูพาน ถนิ่ ฐานวฒั นธรรมผู้ไทย คำ�มว่ ง
ผ้าไหมแพรวา ชาวประชาประสานใจ

อำ�เภอคำ�ม่วง อยู่ตอนบนสดุ ของจงั หวัดกาฬสินธ์ุ เปน็ ดนิ แดนใน
อ้อมกอดของขุนเขา อุดมสมบูรณ์ไปดว้ ยทรพั ยากรทางธรรมชาติ
และ ยงั คงรักษาความงดงามของวัฒนธรรมชาวผไู้ ทย ทัง้ วิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ วถิ วี ฒั นธรรมประเพณี และผลติ ภัณฑ์ผ้าไหมแพร
วาทีเ่ ล่อื งชอ่ื ด้านความงดงาม รวมท้ังยงั มคี วามอุดมสมบรู ณข์ อง
ซากดึกดำ�บรรพท์ ี่ซอ่ นตวั อย่ใู ต้ผนื ดิน

อำ�เภอคำ�มว่ ง เดมิ ขน้ึ อยกู่ บั การปกครองของอำ�เภอ ต.นาทนั
สหสั ขนั ธ์ จังหวดั กาฬสินธุ์ ตอ่ มาไดป้ ระกาศจดั ตัง้ กงิ่
อำ�เภอคำ�ม่วงในปี พ.ศ.2515 และได้มีพระราชกฤษฏี ต.ดินจี่
กาจัดตง้ั กงิ่ อำ�เภอคำ�ม่วงเปน็ อำ�เภอคำ�ม่วง ในปี พ.ศ. ต.ทุง่ คลอง
2519
ชื่อ “คำ� มว่ ง” มที ีม่ าจากการเรียกชอื่ ของตน้ ไม้ขนาด ต.นาบอน
ใหญ่ ทข่ี ึน้ อยู่กลางลำ� ธาร ชาวบ้านจงึ ได้ตงั้ ช่อื ลำ� ธาร ต.โพน
น้นั วา่ “ล�ำหว้ ยคำ� มว่ ง” และ ทางราชการไดน้ �ำมาตงั้
ชื่ออำ� เภอจนถงึ ปัจจุบนั ต.เนินยาง
อำ�เภอคำ�มว่ งแบ่งเขตการปกครองออกเปน็ 6 ตำ�บล
ไดแ้ ก่ ตำ�บลนาทนั ตำ�บลดินจ่ี ตำ�บลนาบอน ตำ�บล
โพน ตำ�บลท่งุ คลอง และตำ�บลเนนิ ยาง

พน้ื ท่ีดา้ นเหนือมเี ขตติดต่อกบั อำ�เภอกุดบาก จังหวดั
สกลนคร
ด้านตะวนั ออกตดิ ต่อ กับอำ�เภอภูพาน จังหวัด ต.ทงุ่ คลอง ทต่ี ั้งของท่ีทำ�การอำ�เภอคำ�มว่ ง
สกลนคร และอำ�เภอสมเด็จ จงั หวัดกาฬสินธ์ุ ต.โพน ศูนย์รวมผา้ ไหมแพรวา
ดา้ นตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั อำ�เภอสามชยั ต.ดนิ จี่ แหลง่ ซากดึกดำ�บรรพ์ภูน้อย
ด้านใตต้ ดิ ต่อกับอำ�เภอสหสั ขันธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ต.นาบอน แหล่งไมก้ ลายเป็นหนิ ภูปอ

04 คำ�ม่วง ร่ำ�รวยวัฒนธรรมอสี าน 26

พระบรมธาตเุ จดยี ฐ์ ตี สีลมหาเถรานุสรณ์
พระบรมธาตุเจดีย์ฐิตสีลมหาเถรานุสรณ์ตั้งอยู่ภายในวัดป่า
รังสปี าลวิ ัน บา้ นโพน ตำ�บลโพน เป็นเจดที สี่ งา่ งามตามคติ
พทุ ธศาสนา แฝงดว้ ยสัญลกั ษณ์ ของการเปน็ ตวั ตนของชุมชน
บา้ นโพน โดยใช้แพรวาเป็นสอื่ ภายในมีพระ บรมสารีรกิ ธาตุ
และพระธาตขุ องเกจิอาจารยท์ ่ลี ่วงลับไปแลว้ อาทิ เจ้าประ
คุณสมเดจ็ พระญาณสังวร สมเดจ็ พระสังฆราชสกลมหาสังฆ
ปริณายก (เจริญ สวุ ฑฒฺ โน) พระบุรพาจารยก์ รรมฐานสายพระ
อาจารย์เสาร์ กนฺตสโี ล พระอาจารย์ มัน่ ภรู ทิ ตฺโต และหลวงปู่
พระอรยิ เวที (เขียน ฐติ สีโล ป.ธ.9) เปน็ ตน้
ย่านการคา้ ผ้าไหมแพรวา พทุ ราหวาน สืบสานวัฒนธรรมผไู้ ทย
ชุมชนบ้านโพนมีวิถีชวี ติ แบบด้ังเดิม ซ่ึงเปน็ เสนห่ ท์ ่ดี ึงดูดให้
นักทอ่ งเทย่ี ว ทร่ี กั การท่องเท่ยี วเชงิ วัฒนธรรม และสัมผสั
บรรยากาศธรรมชาตทิ ีม่ อี ากาศบริสทุ ธิ์
จดุ เด่นของบา้ นโพน คือการเย่ียมชมและอดุ หนนุ ผลติ ภัณฑ์ ผา้
ไหมแพรวา ผ้าไหมพนื้ เมอื งท่มี ีลวดลายวจิ ติ รพสิ ดารกว่าผ้าไหม
ท่อี น่ื จนขึน้ ชอื่ ว่าราชินแี หง่ ไหม
นอกจากผลติ ภณั ฑ์ ผ้าพ้ืนเมอื ง แล้วยงั มพี ุทราหวาน ซึ่งเปน็
สนิ ค้าขึน้ ชอื่ ที่ผมู้ าเยอื นสามารถ หาซอ้ื ได้จากร้านคา้ ชุมชน
หลายรา้ น ทต่ี ง้ั อยู่บนถนนในอำ�เภอคำ�มว่ ง
โฮมสเตย์ การท่องเทยี่ วเชงิ เกษตรสขุ ภาพ (บา้ นนาบอน)
บา้ นนา2บ5อภนนู ้อหยมด่บู ินา้ แนดสนจุขูแภราสพซดิกี วิถเี กษตรอนิ ทรยี ์แบบพอเพียง
เปดิ บ้าน อันแสนอบอุ่นตอ้ นรบั นกั ท่องเท่ียว ภายใต้มาตรฐาน
ของการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุข
ที่มกี ารจัดกจิ กรรมเพือ่ การเรียนรู้ ตามวิถีชีวติ ท่ีเรียบงา่ ย ฐาน
เรียนรูเ้ ศรษฐกจิ พอเพยี ง ปฏบิ ตั ิธรรม รบั ประทาน อาหาร
ปลอดสารพิษ นอกจากน้ี ยังมีบรเิ การนวด อบ สปา ดที อ็ กซ์
ลา้ งสาร พิษ และทอ่ งเทยี่ วเชิงนเิ วศนแ์ หลง่ ฟอสซลิ ไม้กลายเปน็
หนิ เช่ือมกับเส้นทาง การท่องเที่ยวผ้าไหมแพรวา ที่สามารถ
เป็นตน้ แบบและขยายผลไปยังชมุ ชนอ่นื

27 ภูนอ้ ยดินแดนจูแรสซกิ

กลุ่มทอผา้ ไหมบา้ นดนิ จี่ กลมุ่ ผา้ ย้อมครามบ้านโพนแพง
การทอผ้าไหมเป็นวัฒนธรรมท่ี ภูมิปัญญาท้องถ่ินในการผลิตผ้า
สืบทอดกันมาของชาวคำ�ม่วง ย้อมครามที่มีประโยชน์หลาก
เกอื บทกุ ครอบครวั ชุมชนดนิ หลายและสวยงาม มีแหลง่ ผลติ
จ่ีเป็นอีกสถานท่ีหน่ึงที่เป็นทั้ง ทบ่ี า้ นโพนแพง ตำ�บลดินจ่ี โดย
แหล่งผลิตและแหล่งเรียนรู้ มกี ารผลติ ต้ังแตก่ ระบวนการทอ
เร่ืองการทอผา้ ซง่ึ ผู้มาเยอื นจะ เสน้ ด้าย ปลูกคราม หมักคราม
ได้เห็นทั้งกระบวนการทอผ้า ย้อมคราม จนถกั ทอออกมาเป็น
พรอ้ มการต้อนรบั อยา่ งอบอนุ่ ผนื และแปรรูปเป็นเคร่ืองนุ่งห่ม
ตุ๊กตาปั้น ดินเผา บ้านใหม่ชัยมงคล
จากความรกั ในการทำ�เคร่อื งปนั้ ดินเผา ทีเ่ ดิม 04 คำ�ม่วง รำ่ �รวยวัฒนธรรมอีสาน 26
สง่ั ซอื้ ดินจากแหล่งอน่ื สูก่ ารวจิ ยั ทน่ี ำ�ดินใน
พื้นท่ีมาจัดตุ๊กตาปั้นดินเผาที่ได้คุณภาพที่ดี 04 คำ�ม่วง รำ่ �รวยวฒั นธรรมอสี าน 28
กว่า กลายเป็นตุ๊กตาดนิ เผาหนา้ ตานา่ รัก สวม
ใส่เส้ือทม่ี เี อกลกั ษณข์ อง กาฬสนิ ธ์ุ และมีรูป
แบบหลากหลายที่บ่งบอกความเป็นกาฬสินธ์ุ
ผ่าน ตุ๊กตาปน้ั ท่ีสามารถเข้าไปเรยี นรู้ท้ัง
กระบวนการทำ� และซือ้ เป็นของ ฝากทีถ่ กู ใจ
ทกุ คนได้


Click to View FlipBook Version