The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สื่อการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาดา ตอยยิบ, 2022-09-10 23:14:53

โครงงานวิทยาศาสตร์

สื่อการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ม.ปลาย

Keywords: ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์,หน่วยของพื้นฐานของเซลล์

รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ พว 31001
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

สอนโดย...... ครวู ราภรณ์ ยาชะรัด
ตาแหน่ง ครูผชู้ ่วย

กศน. อาเภอสายบุรี

โครงงานวิทยาศาสตร์
และทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์

1. โครงงานวิทยาศาสตร์

1.1 ความหมายของโครงงานวทิ ยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตรห์ มายถงึ การศกึ ษาเรอื่ งราวด้านวทิ ยาศาสตร์
ในหัวข้อใดหัวขอ้ หนึ่งที่นกั เรยี นสนใจ โดยมกี ารวางแผนทจี่ ะศกึ ษา
ภายในขอบเขตของระดบั ความรู้ระยะเวลา และอุปกรณท์ ีม่ ีอยู่ ต้องใช้
วิธีการทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ แนวทางในการแกป้ ัญหา เพื่อใหไ้ ด้ผลงานที่
มีความสมบูรณ์ในตัวเอง

1.2 ลักษณะของโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์

กิจกรรมทเี่ ป็นโครงงานวิทยาศาสตร์
ควรมอี งค์ประกอบดงั ตอ่ ไปนี้

1) เป็นกิจกรรมที่เกย่ี วกบั วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

2) นกั เรยี นเปน็ ผรู้ ิเริ่มและเลือกเร่อื งที่จะศึกษาค้นคว้าดว้ ย
ตนเอง

3) เป็นกจิ กรรมท่มี กี ารใชว้ ิทยาศาสตรช์ ว่ ยในการศึกษา
คน้ คว้า

4) นกั เรียนเป็นผู้วางแผนการศึกษาตลอดจนการดาเนินการ

โครงงานวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นกระบวนการทีน่ าเอาวิธกี าร
ทางวิทยาศาสตร์มาใชใ้ นการศึกษา ซง่ึ
วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์หลัก ๆ มอี ยู่ 5 ข้นั ตอนคือ

1. ตัง้ ปัญหาหรือตงั้ ขอ้ สังเกต
2. ตง้ั สมมติฐานหลังจากศึกษาขอ้ มูลเกีย่ วกบั ปญั หาท่ตี ้งั ไว้
3. วางแผนเพื่อศกึ ษาหรอื ทดลองเพือ่ ทาการพิสจู น์สมมติฐาน
4. ทาการรวบรวมขอ้ มลู จากผลการศกึ ษาหรือผลการทดลอง
5. สรปุ ผลการศึกษา หรือสรปุ ผลการทดลอง

จดุ มุ่งหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์มี 5 ประการดังนี้

1) เพื่อให้นักเรยี นใชค้ วามรู้ใช้ประสบการณเ์ ลือกทาโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์ตามความสนใจ
2) เพื่อให้นกั เรยี นศกึ ษาหาความร้ดู ว้ ยตนเอง
3) เพื่อใหน้ ักเรียนได้แสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์
4) เพ่ือใหน้ กั เรียนมเี จตคติทด่ี ีและเห็นคุณคา่ ตอ่ กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
5) เพื่อให้นักเรยี นได้แนวทางในการประยกุ ตใ์ ชว้ ธิ กี ารทาง
วทิ ยาศาสตร์

1.4 ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์

1.4.1 โครงงานประเภทสารวจ 1) การเกบ็ รวบรวมข้อมูลภาคสนาม เป็นการเกบ็
ขอ้ มูลเพ่อื การนาเสนอได้ทันทีโดยไม่ตอ้ งมีการ
วิเคราะหใ์ นหอ้ งปฏิบัติการ

3) การจาลองแบบธรรมชาติข้นึ 2) การเก็บรวบรวมวัสดจุ ากภาคสนามแลว้ นามา
ในหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารเพอ่ื ศกึ ษา วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เนอื่ งจากไมส่ ามารถ
รวบรวมข้อ มูลเรือ่ งท่ีสนใจ นาเสนอไดท้ นั ที ต้องมีการวิเคราะหจ์ ากเครื่องมือหรอื
เปน็ เรอื่ งทีส่ ามารถจาลองธรรมชาติ สารเคมกี อ่ น
เพ่อื ศกึ ษาเป็น กรณเี ฉพาะได้

1.4.2 โครงงานประเภททดลอง

การ การต้งั การ
กาหนด สมมติฐาน ออกแบบ
ปัญหา การทดลอง

ดาเนนิ รวบรวม สรปุ และ
การทดลอง ข้อมูล อภิปรายผล

โครงงานประเภทนี้ต้องทาการทดลองเพื่อศึกษาความเป็นไปได้
เบื้องต้นเสียก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้ประกอบในการตัดสินใจไม่ให้
เกิดความคลาดเคล่ือนหรือให้เกิดความน่าเชื่อถือ คือการกาหนดตัวแปร
สาหรับการทดลอง ซ่ึงตวั แปรแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คอื

1) ตัวแปรตน้

2) ตวั แปรตาม

3) ตวั แปรควบคุม

1) ตัวแปรตน้ คอื สิง่ หรือปจั จยั ที่เป็นสาเหตทุ ่ีทาใหเ้ กิดผลต่าง ๆ ทเ่ี รา
ต้องการศึกษาทดลองดูว่าเป็นเหตุทกี่ ่อใหเ้ กิดผลเช่นน้นั จรงิ หรือไม่

2) ตัวแปรตาม คือสิ่งทเ่ี ป็นผลเน่ืองมาจากตวั แปรตน้ เมอื่ ตัวแปรตน้ ทเ่ี ปน็
สาเหตเุ ปล่ยี นไป ตัวแปรตามหรอื ผลกจ็ ะเปลยี่ นไปด้วย

3) ตัวแปรควบคุม คือส่ิงหรือปจั จัยนอกเหนือจากตัวแปรตน้ ทจ่ี ะสง่ ผลต่อ
การทดลอง ซ่ึงจะตอ้ งควบคมุ ใหเ้ หมือนกัน เพอ่ื มใิ หส้ ง่ ผลตอ่ ตัวแปล
ตาม

ตัวอย่าง

ในการศึกษาผลความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรดต์ อ่ การเจริญเติบ โต
ของลกู น้าผู้ทดลองใชโ้ ซเดยี มคลอไรดล์ ะลายในนา้ ใหม้ คี วามเข้มขน้
ต่างกัน แลว้ นาลูกนา้ ไปเล้ียง

ตัวแปรต้นคือโซเดยี มคลอไรด์ แต่มรี ะดบั ความเข้มข้นต่างกนั
ตวั แปรตามคือการเจรญิ เติบโตของลกู นา้
ตวั แปรควบคุมคอื ปรมิ าณนา้ ปริมาณสารลายโซเดยี มคลอไรด์
ชนิดของลกู นา้ จานวนลูกน้า ภาชนะท่ใี ช้เลยี้ ง เป็นต้น

1.4.3 โครงงานประเภทสิ่งประดษิ ฐ์

เป็นโครงงานท่ีมีการประยุกต์ทฤษฎีหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์
เพอ่ื ประดิษฐ์เคร่อื งมอื เครื่องใช้ หรืออปุ กรณ์เพอื่ ประโยชน์ใชส้ อย ต่าง
ๆ ซ่ึงอาจเป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงของเดิม
ทมี่ ีอยแู่ ล้ว

โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์น้ี อาจมีลกั ษณะเป็นแบบจาลองก็ได้
แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงการทางานของแบบจาลองน้ันจริง ๆ เป็น
ประโยชน์ต่อการนาไปใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้แท้จริง จึงนับเป็น
โครงงานในข้ันพฒั นา

1.4.4 โครงงานประเภททฤษฎี

เป็นโครงงานท่ีผู้ทาโครงงานจะต้องศึกษารวบรวมข้อมูล ความรู้
หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ แล้วเสนอเป็นหลักการ
แนวความคิดใหม่ กฎ หรือทฤษฎีใหม่ หรือเป็นการขยายแนวความคิด
คาอธิบายเดิมที่เคยมีอยู่ให้ผู้อื่นได้เกิดความรู้และความเข้าใจมากขึ้น
การนาเสนออาจอยใู่ นรูปของคาอธิบาย สูตร หรือสมการ

ทักษะทางวทิ ยาศาสตร์

ทักษะทางวทิ ยาศาสตรม์ ีทงั้ หมด 13 ทกั ษะ โดยแบง่ ออกเปน็ 2
ระดับ คอื ทกั ษะพนื้ ฐาน 8 ทกั ษะ และทักษะผสมผสานมี 5 ทักษะ

2.1 ทกั ษะการสังเกต
ทักษะการสังเกตหมายถึงการใชป้ ระสาทสมั ผสั ทัง้ 5 เพื่อขอ้ มลู ท่ี
เท็จจริงควรใสค่ วามคดิ เหน็ ของผสู้ งั เกตลงไปดว้ ย มี 4 ลกั ษณะ คือ
1.การสงั เกตเชิงคุณลกั ษณะ
2.การสงั เกตเชิงปรมิ าณ
3.การสงั เกตเชงิ เปรียบเทียบ
4.การสงั เกตเชิงการเปลี่ยนแปลง

2.2 ทักษะการวัด

เปน็ กระบวนการท่ผี ู้วัดทาการเปรียบเทียบปริมาณที่ตอ้ งการวดั กบั
ปรมิ าณท่ีถูกกาหนดใหเ้ ป็นมาตรฐานสากล โดยอาศยั เครอ่ื งวัดแบบใด
แบบหนง่ึ และสามารถบอกหนว่ ยไดถ้ ูกต้อง

2.3 ทกั ษะการจาแนกประเภท

หมายถงึ การจัดสงิ่ ตา่ งๆ ออกเป็นกลุ่มๆ ตงั้ แต่ 2 กลุม่ ขนึ้ ไป หรือการ
จัดเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ในแตล่ ะเหตกุ ารณ์ โดยมีเกณฑ์เป็นตัวกาหนดในการจัด
กล่มุ หรอื สถานการณน์ ั้นๆ ลกั ษณะของเกณฑอ์ าจเป็นลักษณะท่สี ังเกตไดว้ ่ามี
ความเหมอื นในลกั ษณะภายนอก หรือทดสอบแล้ววา่ มีองคป์ ระกอบ
เหมือนกนั เช่นการจาแนกสง่ิ ของทมี่ ีรปู ร่างเหมือนกนั อย่เู ปน็ กลมุ่ ๆ

2.4 ทกั ษะการหาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมติ ขิ องวตั ถกุ ับเวลา และมิติ
กบั มติ ขิ องวัตถุ

2.5 ทกั ษะการคานวณ
หมายถึง การนับจานวนของวัตถุ และนาตวั เลขท่แี สดงจานวนทีน่ บั ได้มา

คดิ คานวณ โดยการบวก ลบ คณู หาร หาค่าเฉล่ยี หรอื อื่นๆ

2.6 ทักษะการจัดกระทาและสือ่ ความหมายขอ้ มูล
หมายถึง การนาข้อมูลท่ีได้จากการสังเกต การวัด การทดลองและจาก

แหล่งอื่นๆ มาจดั กระทาเสียใหม่เพ่ือให้ผู้อ่ืนได้มคี วามเข้าใจในข้อมูลท่ีนาเสนอ
ไดต้ รงกนั และงา่ ยตอ่ การทาความเขา้ ใจ

2.7 ทักษะการลงความคิดเหน็ จากขอ้ มลู
หมายถึง การอธิบายที่ได้จากข้อมูลที่นาเสนอ และเพิ่มความคิดเห็นจาก

ขอ้ มูลอย่างมเี หตมุ ผี ล โดยอาศัยความรแู้ ละประสบการณ์เดมิ มาช่วย

2.8 ทักษะการพยากรณ์
หมายถึง การสรุปคาตอบล่วงหน้าก่อนจะทดลองโดยอาศัยปรากฏ

การทเี่ กิดซา้ ๆ หลักการหรือกฎหรือทฤษฏีท่ีมีอยู่แลว้ ในเร่อื งนั้นๆ มาสรปุ

2.9 ทกั ษะการตั้งสมมติฐาน
หมายถึง การคาดหมายคาตอบลว่ งหนา้ ก่อนที่จะทาการทดลองโดยอาศยั

ขอ้ มลู ความรู้หรอื ประสบการณเ์ ดมิ เกยี่ วกับเร่ืองทีศ่ ึกษามาตดั สนิ ใจในการ
ตงั้ สมมติฐาน ซึ่งสมมติฐานมกั กลา่ วในลกั ษณะท่ีบอกความสัมพันธ์ระหวา่ งตวั
แปรต้นหรอื ตัวแปรอสิ ระกบั ตัวแปรตาม

2.9 ทกั ษะการตงั้ สมมติฐาน

หมายถึง การคาดหมายคาตอบล่วงหน้าก่อนท่ีจะทาการทดลอง
โดยอาศัยข้อมูล ความรู้หรือประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับเรื่องท่ีศึกษามา
ตัดสินใจในการตั้งสมมติฐาน ซึ่งสมมติฐานมักกล่าวในลักษณะที่บอก
ความสัมพันธ์ระหวา่ งตวั แปรตน้ หรอื ตัวแปรอสิ ระกบั ตวั แปรตาม

2.10 ทักษะการนิยามเชิงปฏบิ ตั กิ าร
หมายถงึ การให้ความหมายขอบเขต หรือใหค้ าจากัดความของ

คาตา่ งๆ ท่ีใชใ้ นการทดลองเพื่อใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจตรงกันถงึ สง่ิ ที่
จะทาการทดลองซง่ึ สามารถทาการทดสอบได้

2.11 ทกั ษะการกาหนดตวั แปร
การกาหนดตวั แปร หมายถงึ การช้บี ง่ ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม
และตัวแปรควบคุมในการทดลอง หรือสมมตฐิ านหนึง่ ๆ
ตัวแปรต้น หมายถึง ปจั จัยหรอื สิ่งท่เี ปน็ สาเหตทุ ีท่ าใหเ้ กดิ ผลต่างๆ
ตวั แปรตาม หมายถงึ สิ่งที่เกดิ ขน้ึ หรือผลทเี่ กิดจากการกระทาของ
ตัวแปรตน้
ตัวแปรควบคุม หมายถึง สิ่งทน่ี อกเหนอื จากตวั แปรตน้ ซึง่ อาจมี
อทิ ธิพลตอ่ ตัวแปรตามจึงตอ้ งทาการควบคุมให้เท่าๆ กนั

2.12 ทกั ษะการทดลอง

ประกอบดว้ ยกิจกรรม 3 ขน้ั ตอน

1. การออกแบบการทดลอง หมายถงึ การวางแผนการทดลองกอ่ น
ลงมอื จริง

2. การปฏิบัตกิ ารทดลอง หมายถึง การลงมือปฏบิ ตั กิ ารทดลอง
จริงๆ

3. บันทกึ ผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทกึ ข้อมลู ทไี่ ด้จากการ
ทดลอง

2.13 ทักษะการตคี วามหมายถงึ ข้อมลู และสรุป

หมายถงึ การแปลความหมายหรือการบรรยายลกั ษณะ
และสมบัติของขอ้ มูลทีม่ อี ยใู่ นการตีความหมายของขอ้ มูลนน้ั
อาจต้องใชท้ ักษะอ่นื ๆ

ขอ้ ใดไมใ่ ช่ขั้นตอนกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
ก. การตัง้ สมมตุ ิฐาน
ข. การคานวณ
ค. การสงั เกต
ง. การกาหนดปัญหา

1. หน่วยพน้ื ฐานของส่งิ มีชวี ติ

การค้นพบหน่วยพื้นฐานของสง่ิ มีชวี ิต

สง่ิ มีชีวติ ประกอบดว้ ยหน่วยเลก็ ๆ หนว่ ยที่เล็กทส่ี ดุ ของส่ิงมีชีวติ ถูกคน้ พบ
โดยนกั วทิ ยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ชอื่ โรเบิร์ต ฮคุ (Robert Hooke)

โรเบิรต์ ฮคุ ประดิษฐก์ ล้องจุลทรรศนม์ ีลกั ษณะดังภาพ
สอ่ งดูไม้คอรก์ ท่ฝี านเป็นแผ่นบาง ๆ พบว่ามลี กั ษณะเป็นห้องเล็ก ๆ

ลกั ษณะโครงสร้าง
และ

หนา้ ท่ขี องเซลลพ์ ชื และเซลลส์ ตั ว์

3. ล3ัก.ษลณักษะโณคะรโงคสรรงา้ สงรแา้ลงะและ
หนหา้ ทนี่ข้าอทงีข่ เซองลเลซพ์ ลืชลพ์แลืชะแเลซะลเลซ์สลัตลว์ส์ ัตว์

พชื หรอื สตั วต์ ่างก็ประกอบด้วยเซลลเ์ ล็ก ๆ สว่ นประกอบบางส่วน
คล้ายคลึงกนั คอื มเี ยอ่ื หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซมึ และนิวเคลียสเหมอื นกัน แต่
กม็ ีสว่ นประกอบบางสว่ นท่ีแตกต่างกนั โดยเซลล์พชื มีผนังเซลลแ์ ละ
คลอโรฟิลล์ เซลลส์ ัตวไ์ มม่ ีผนงั เซลลแ์ ละคลอโรฟิลล์ แตเ่ ซลลส์ ัตว์มี
เซนทรโิ อล ที่เซลล์พืชไมม่ ี

ไลโซโซม

กอลจคิ อมเพลกซ์ ไรโบโซม

เซลล์พชื เยื่อหุ้มเซลล์

เยอื่ หมุ้ เซลล์ ผนงั เซลล์
คลอโรพลาสต์
ไรโบโซม

แวควิ โอล

เซนทริโอล

ไซโทพลาซึม

ไมโทคอนเดรีย นิวเคลียส

ไมโทคอนเดรยี

ไซโทพลาซึม เซลลส์ ตั ว์

นวิ เคลียส

สว่ นประกอบและหนา้ ที่สาคญั ของส่วนประกอบของ
เซลล์

1) ผนังเซลล์ (cell wall) เป็นเยื่อหมุ้ ผิวด้านนอกสดุ ของเซลล์พืช ประกอบดว้ ย

สารพวกเซลลูโลสเป็นหลกั ทาหนา้ ทใี่ หค้ วามแข็งแรงและห่อหมุ้
ป้องกนั อนั ตรายให้แก่เซลล์พชื

เปน็ เยือ่ บาง ๆ ประกอบดว้ ยโปรตีนและลพิ ิด 2) เยอ่ื หมุ้ เซลล์ (cell membrane)

ทาหน้าทห่ี อ่ หมุ้ เซลล์และควบคมุ ปริมาณและชนิดของสารที่ผ่านเขา้ ออก

จากเซลล์ มีสมบัตเิ ป็นเย่อื เลอื กผา่ น (semipermeable membrane)

3) โพรโทพลาซมึ (protoplasm) เปน็ สว่ นประกอบทั้งหมดภายในเยอื่ หมุ้ เซลล์

มีลักษณะเปน็ ของเหลวเรียก ไซโทพลาซมึ ส่วนประกอบอ่นื ๆ
เรยี กว่า ออรแ์ กเนลล์ (organelles)

28

(1) ไมโทคอนเดรยี (2) คลอโรพลาสต์
(mitochondria) (chloroplast)

ทาหน้าทเี่ กย่ี วกบั การสลายสารอาหาร พบเฉพาะในเซลลพ์ ืช มสี ารพวก
เพือ่ ใหพ้ ลงั งานแกเ่ ซลล์ คลอโรฟลิ ล์ (chlorophyll) คลอโรพลาสต์
เป็นแหลง่ ทเ่ี กดิ การสงั เคราะหด์ ้วยแสง
(6) แวคิวโอล 4) ไซโทพลาซมึ
(vacuole) (cytoplasm) (3) ไรโบโซม
(ribosome)
ทาหนา้ ทเ่ี กบ็ นา้ และสารต่าง ๆ
เปน็ แหลง่ ที่มีการสงั เคราะห์โปรตีน
(5) เซนทรโิ อล
(centriole) (4) กอลจคิ อมเพลกซ์
(golgi complex)
มหี นา้ ทเี่ กย่ี วกบั การแบง่ เซลล์
ทาหน้าทสี่ ร้างคาร์โบไฮเดรต
ทร่ี วมกับโปรตีน

29

5) นิวเคลยี ส (nucleus) โครมาทนิ นวิ คลีโอลสั
เยื่อห้มุ นวิ เคลยี ส

เป็นโครงสรา้ งที่อย่ตู รงกลางของเซลล์ เซลล์มชี ีวิต
โดยทว่ั ไปมีนิวเคลียส ทาหน้าทคี่ วบคมุ การทางานของเซลล์
ร่วมกบั ไซโทพลาซมึ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
ควบคุมการสังเคราะหส์ าร ประกอบของเซลล์ นวิ เคลียส
ประกอบด้วย

เยื่อหมุ้ นิวเคลยี สเปน็ เยื่อบางๆ มรี เู ลก็ ๆ กระจายอยู่
ท่ัวไป เพื่อให้สารต่าง ๆ ผ่านเขา้ ออกระหวา่ งของเหลว
ภายในนวิ เคลยี ส (นิวคลโี อพลาซมึ ) กับของเหลวภายนอก
นวิ เคลยี สในเซลล์ (ไซโทพลาซึม) โดยวธิ ีการแพร่

เซลลพ์ ชื และเซลล์สัตว์ เซลล์พชื

ประกอบด้วยผนังเซลลซ์ ่งึ สว่ นใหญ่
เป็นสารพวกเซลลูโลส มไี ซโทพลาซมึ นวิ เคลยี ส

ไมโทคอนเดรีย คลอโรพลาสต์
คลอโรฟลิ ล์ แวคิวโอล

เซลล์สัตว์

ไมม่ ีผนงั เซลล์ มีเยอื่ หุ้มเซลล์หอ่ ห้มุ
โพรโทพลาซมึ มีส่วนประกอบและ
โครงสร้างต่าง ๆ เชน่ ไซโทพลาซมึ นวิ เคลยี ส
ไมโทคอนเดรีย แตไ่ มม่ ีคลอโรพลาสต์

ครนู ฤมล วัฒนวิกกจิ 31

สว่ นประกอบของเซลลพ์ ชื แวควิ โอล

เยื่อห้มุ นวิ เคลยี ส
นวิ เคลยี ส
ไรโบโซม
กอลจิคอมเพลกซ์
ไซโทพลาซึม
ไมโทคอนเดรยี
คลอโรพลาสต์
เยือ่ ห้มุ เซลล์
ผนังเซลล์

32

สว่ นประกอบของเซลลส์ ตั ว์

เยอื่ หุ้มนิวเคลยี ส
นวิ เคลียส
ไรโบโซม
กอลจิคอมเพลกซ์
ไมโทคอนเดรีย
ไซโทพลาซึม
เยื่อห้มุ เซลล์

สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดทั้งพืชและสัตว์ ประกอบด้วยหน่วยท่ีเล็กที่สุด คือ
เซลล์ แต่รายละเอียดของเซลล์แตกต่างกัน เซลล์พืชมีผนังเซลล์ เพ่ือให้ความ
แข็งแรง แต่เซลล์สัตว์ไม่มีผนังเซลล์ เซลล์พืชมีคลอโรพลาสต์ เพื่อใช้ในการ
สังเคราะห์ด้วยแสง แต่เซลล์สัตว์ไม่มีคลอโรพลาสต์ เซลล์ส่วนใหญ่ของพืชมี
ลักษณะคงรูปและมรี ูปร่างเป็นเหล่ียม เซลล์ส่วนใหญ่ของสตั ว์
มลี ักษณะไมค่ งรปู และมรี ูปรา่ งค่อนขา้ งกลมรี

ออร์แกเนลลท์ ่ีสาคัญทีส่ ุดของเซลลค์ อื ขอ้ ใด ส่วนใดของเซลลท์ ท่ี าหนา้ ท่ี
ก. ผนงั เซลล์ ควบคมุ การผา่ นเขา้ ออกของสาร
ข. เยื่อหุ้มเซลล์ ก. เย่ือหมุ้ เซลล์
ค. ไมโทคอนเดรยี ข. ไมโทคอนเดรยี
ง. นวิ เคลียส ค. ไซโตพลาสซึม

ง. นวิ เคลยี ส

แบบจำลองอะตอม

แบบจาลองอะตอมของดอลตนั
แบบจาลองอะตอมของทอมสัน
แบบจาลองอะตอมของรทั เทอรฟ์ อรด์
แบบจาลองอะตอมของโบร์
แบบจาลองอะตอมแบบกล่มุ หมอก

แบบจำลองอะตอมของดอลตัน

ดอลตัน เสนอ ภำพ: ลกั ษณะแบบจำลองอะตอมของดอลตนั
มโนภาพของแบบจาลอง
ทีม่ าภาพ : https://goo.gl/yYa3Xi
อะตอมว่า “อะตอมมี

ลักษณะกลมตันมีขนำด
เล็กมำก และไม่สำมำรถ
แบ่งแยกได้อกี ”

แบบจำลองอะตอมของทอมสนั

ทอมสัน เสนอมโนภาพ ภำพ: ลักษณะแบบ
ของแบบจาลองอะตอมว่า จำลองอะตอมของสอมสัน

“อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลม ที่มาภาพ : เอกสารแนวทางการจัดการ เคมี ม.4

ซ่ึงประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุ
ไฟฟ้าบวก (โปรตอน) และอนุภาค
ที่มีประจุไฟฟ้าลบ (อิเล็กตรอน)
กระจายอยู่ท่ัวไปอะตอมในสภาพ
ที่เป็นกลางทางไฟฟ้าจะมีประจุ
บวกเทา่ กับประจุลบ”

แบบจำลองอะตอมของรัทเทอรฟ์ อร์ด

รัทเทอร์ฟอร์ด เสนอมโนภาพ ภำพ: ลกั ษณะแบบ
ของแบบจาลองอะตอมว่า จำลองอะตอมของรทั เทอร์ฟอรด์

“อะตอมประกอบด้วยโปรตอนท่ีมี ท่ีมาภาพ : เอกสารแนวทางการจัดการ เคมี ม.4

ประจุเป็นบวก มีมวลมาก รวมกัน
อยู่ตรงกลาง เรียกว่า นิวเคลียส
และนิวเคลียสมขี นาดเล็กมาก ส่วน
อิเล็กตรอนท่ีมีประจุลบมีมวลน้อย
จะเคลื่อนที่อยู่รอบๆนิวเคลียสเป็น
บรเิ วณกวา้ ง”














Click to View FlipBook Version