The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เศรษฐกิจพอเพียง-1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วีรภัทรา ทาคำห่อ, 2023-03-23 11:07:46

เศรษฐกิจพอเพียง-1

เศรษฐกิจพอเพียง-1

เศรษฐกิกิ กิ จ กิ จพอเพีพี พี ย พี ยง


หนังสือนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา นวัตกรรมนวัตกรรมและ เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้ จากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งทั้นี้ ในหนังสือนี้มีเนื้อหาประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับหลักการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการ ประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการสอนวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำ หรับเล่มนี้คงเป็นประโยชน์ ต่อผู้ใช้ไม่มากก็น้อยมีข้อแนะนำ หรือมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ผู้ จัดทำ ขอน้อมรับไว้และขออภัย ณ ที่นี้ด้วย วีรภัทรา ทาคำ ห่อ 15 มีนาคม 2566 คำ นำ ก


คำ นำ .................................................................................................. ก สารบัญ ............................................................................................... ข สารบัญภาพ ........................................................................................ ค บทที่ 1 เศรษฐกิจพอเพียง 1.1 จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ................................... 2-3 1.2 พระราชดำ ริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ................................. 4-5 1.3 เศรษฐกิจพอเพียง ............................................................ 6-7 1.4 ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ..................................... 8 1.5 พระราชดำ รัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง .......................... 9 1.6 ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง ..................................... 10 1.7 การดำ เนินชีวิตตามแนวพระราชดำ ริพอเพียง ..................... 11 บทที่ 2 ทฤษฎีใหม่ 2.1 ความสำ คัญของทฤษฎีใหม่ ............................................. 13 2.2 ทฤษฎีใหม่ขั้นขั้ต้น ........................................................... 14 2.3 ทฤษฎีใหม่ขั้นขั้ที่สอง ....................................................... 15 2.4 ทฤษฎีใหม่ขั้นขั้ที่สาม ....................................................... 16 2.5 หลักการและแนวทางสำ คัญ ............................................17-19 2.6 ตัวอย่างพืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลี้ยลี้ง ........................20-21 2.7 ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ ................................................ 22 บรรณานุกรม ..................................................................................... 23 สารบัญ หน้า ข


สารบัญภาพ หน้า ข ภาพที่ 1 เศรษฐกิจพอเพียง ............................................................... 6


บทที่ 1 เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระราชดำ รัสชี้แชี้นะแนวทางการดำ เนินชีวิตแก่ พสกนิกรชาวไทยมาโดย ตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งตั้แต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภาย หลังได้ทรงเน้นย้ำ แนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำ รงอยู่ ได้อย่างมั่นมั่คงและยั่งยั่ยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ


ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน เศรษฐกิจการเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทั้กระบวนการ ของความเปลี่ยนแปลงมีความ สลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายใน เชิง สาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งทั้หมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อม โยงซึ่งกันและกัน สำ หรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้นนั้ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และ สาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและ กระจายการศึกษาอย่างทั่วทั่ถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่ กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การ ขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอใน หลายด้าน ทั้งทั้การต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสั่สินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือ ญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่ แต่เดิมแตก สลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสั่สมปรับเปลี่ยนกัน มาถูกลืมเลือนและเริ่ม สูญหายไป 1.1 จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 2


สิ่งสำ คัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดำ รงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้น ฐานที่ทำ ให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และดำ เนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศ ดิ์ รี ภายใต้อำ นาจและความมีอิสระในการกำ หนด ชะตาชีวิตของตนเอง ความ สามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อ ความต้อง การต่างๆ รวมทั้งทั้ความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งทั้หมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคม ไทยเคยมีอยู่แต่ เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจาก ปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งทั้ปัญหาอื่นๆ ที่เกิด ขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฎการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี 3


1.2 พระราชดำ ริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง “...การพัฒนาประเทศจำ เป็นต้องทำ ตามลำ ดับขั้นขั้ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความ พอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นมั่คงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นขั้ที่สูง ขึ้นโดยลำ ดับต่อไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗) “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำ ริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งตั้อยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งตั้บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำ นึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำ รงชีวิต ที่สำ คัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำ ไปสู่ “ความสุข” ในการดำ เนินชีวิตอย่างแท้จริง 4


“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความ ปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำ งานตั้งตั้จิตอธิษฐาน ตั้งตั้ปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่าง ยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรา รักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗) พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทาง เศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่ เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรง เน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความ มั่นมั่คงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำ การ พัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นมั่คงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อน นั่นนั่คือ ทำ ให้ ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการก ระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นมั่งคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของ ประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป ทรงเตือนเรื่องพออยู่พอกิน ตั้งตั้แต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง “...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นนั้ ได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็ แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นนั่เอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งทั้ ประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นนั้ก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑) 5


“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำ ริชี้แชี้นะแนวทาง การดำ เนินชีวิตแก่พสกนิกรชาว ไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งตั้แต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำ แนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และ สามารถดำ รงอยู่ได้อย่างมั่นมั่คงและยั่งยั่ยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และ ความ เปลี่ยนแปลธันวาคม ๒๕๔๑) 1.3 เศรษฐกิจพอเพียง ภาพที่ 1 เศรษรฐกิจพอเพียง ที่มา: https://sjn.ac.th 6


เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึชี้ ถึ งแนวการดำ รงอยู่และปฏิบัติตน ของประชาชนในทุกระดับ ตั้งตั้แต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับ รัฐ ทั้งทั้ ในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำ เนินไปในทางสายกลาง โดย เฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอ เพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำ เป็นที่จะ ต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงทั้งทั้ภายในภายนอก ทั้งทั้นี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความ รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำ วิชาการต่างๆ มาใช้ในการ วางแผนและการดำ เนินการ ทุกขั้นขั้ตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริม สร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำ นึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และ ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำ เนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งทั้ด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี 7


๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มาก เกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภค ที่อยู่ในระดับพอประมาณ ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง นั้นนั้จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำ นึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำ นั้นนั้ๆ อย่าง รอบคอบ ๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการ เปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำ นึงถึงความเป็นไปได้ของ สถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำ เนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ใน ระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ ๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำ ความรู้เหล่านั้นนั้มาพิจารณาให้ เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการ ปฏิบัติ ๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนัก ใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้ สติปัญญาในการดำ เนินชีวิต 1.4 ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ 8


“...เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำ หรับซื้อน้ำ มันสำ หรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้อง ยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นนั้เราก็ต้องป้อนน้ำ มันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมัน คายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้อง ป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคาย ออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ใช้ได้สำ หรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย...” พระราชดำ รัส เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙ “...เราไม่เป็นประเทศร่ำ รวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็น ประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศ เหล่านั้นนั้ที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลัง อย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับ ตำ รามากเกินไป ทำ อย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอด ไป...” พระราชดำ รัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ “...ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผล เลิศ ก็เห็นว่าประเทศไทย เรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้า ดี มีกำ ไร อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรากำ ลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นนั้ๆ มีการกู้เท่านั้นนั้ๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วก็ ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำ นาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริง ตัวเลขดี แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชน นั้นนั้ ไม่มีทาง...” พระราชดำ รัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 1.5 พระราชดำ รัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง 9


เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเริ่มต้น ผลิต หรือบริโภคภายใต้ขอบเขต ข้อจำ กัดของรายได้ หรือทรัพยากรที่มี อยู่ไปก่อน ซึ่งก็คือ หลักในการลดการพึ่งพา เพิ่มขีดความสามารถในการ ควบคุมการผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถ ควบคุมระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่ หมายความถึง การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร หากแต่อาจฟุ่มเฟือย ได้เป็นครั้งรั้คราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มักใช้จ่ายเกิน ตัว เกินฐานะที่หามาได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำ ไปสู่เป้าหมายของการสร้างความ มั่นมั่คงในทางเศรษฐกิจได้ เช่น โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศ เกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจึงควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร เน้น ความมั่นมั่คงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นมั่คงให้เป็นระบบเศรษฐกิจใน ระดับหนึ่ง จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง หรือความไม่มั่นมั่คง ทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาค ของเศรษฐกิจ ไม่จำ เป็นจะต้องจำ กัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาค ชนบท แม้แต่ภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุน ระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มี เหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม 1.6 ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง 10


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย ดังนั้นนั้ เมื่อได้พระราชทานแนวพระราชดำ ริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะ ทรงคำ นึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัด แย้งทางความคิด ที่อาจนำ ไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้ แนวพระราชดำ ริในการดำ เนินชีวิตแบบพอเพียง ๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยใน การใช้ชีวิต ๒. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต ๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้ กันอย่างรุนแรง ๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการ ขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นขั้พอเพียงเป็นเป้า หมายสำ คัญ ๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่วชั่ประพฤติตนตามหลักศาสนา 1.7 การดำ เนินชีวิตตามแนวพระราชดำ ริพอเพียง 11


ทฤษฎีใหม่ คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจ พอเพียงที่เด่นชัดที่สุด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พระราชดำ รินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งทั้ภัย ธรรมชาติและปัจจัยภาย นอกที่มีผลกระทบต่อการทำ การเกษตร ให้ สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำ ได้โดยไม่เดือด ร้อนและยากลำ บากนัก ความเสี่ยงที่เกษตรกร มักพบเป็นประจำ ประกอบด้วย ๑. ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร ๒. ความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากต่าง ประเทศ ๓. ความเสี่ยงด้านน้ำ ฝนทิ้งทิ้ช่วง ฝนแล้ง ๔. ภัยธรรมชาติอื่นๆ และโรคระบาด ๕. ความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต - ความเสี่ยงด้านโรคและศัตรูพืช - ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน - ความเสี่ยงด้านหนี้สินและการสูญเสียที่ดิน ทฤษฎีใหม่ จึงเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและ น้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด บทที่ 2 ทฤษฎีใหม่


2.1 ความสำ คัญของทฤษฎีใหม่ ๑. มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อ ประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ๒. มีการคำ นวณโดยใช้หลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำ ที่จะกักเก็บให้พอ เพียงต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี ๓. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำ หรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีถึง ๓ ขั้นขั้ ตอน 13


ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่ง หมายถึง พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บ กักน้ำ ฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยลี้ง สัตว์และพืชน้ำ ต่างๆ พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหาร ประจำ วันสำ หรับครอบครัวให้เพียงพอตลอด ปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและ สามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืช สมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำ วัน หากเหลือบริโภคก็นำ ไป จำ หน่าย พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยลี้งสัตว์ ถนนหนทาง และ โรงเรือนอื่นๆ 2.2 ทฤษฎีใหม่ขั้น ขั้ ต้น 14


2.3 ทฤษฎีใหม่ขั้น ขั้ ที่สอง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผล แล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นขั้ที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำ เนินการในด้าน (๑) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ) - เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งตั้แต่ขั้นขั้เตรียมดิน การหา พันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก (๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำ หน่ายผลผลิต) - เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวม ข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย (๓) การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำ ปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ) - ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัย พื้นฐานในการดำ รงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำ ปลา เสื้อผ้า ที่ พอเพียง (๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้) - แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำ เป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อ ยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของ ชุมชน (๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา) - ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการ ศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชมชนเอง (๖) สังคมและศาสนา - ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึด เหนี่ยว โดยกิจกรรมทั้งทั้หมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นนั้ เป็นสำ คัญ 15


เมื่อดำ เนินการผ่านพ้นขั้นขั้ที่สองแล้ว เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ควร พัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นขั้ที่สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทษัห้างร้านเอกชน มาช่วยในการ ลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งทั้นี้ ทั้งทั้ฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือบริษัทษัเอกชนจะได้รับ ประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ - เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) - ธนาคารหรือบริษัทษัเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าว เปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง) - เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็น จำ นวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง) - ธนาคารหรือบริษัทษัเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำ เนินการ ในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น 2.4 ทฤษฎีใหม่ขั้น ขั้ ที่สาม 16


๑. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยลี้ง ตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งทั้นี้ ชุมชนต้องมีความสามัคคี ร่วมมือ ร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำ นองเดียวกับการ ลงแขก แบบ ดั้งดั้เดิมเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานด้วย ๒. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังนั้นนั้ จึงประมาณว่าครอบครัวหนึ่งทำ นาประมาณ ๕ ไร่ จะทำ ให้มีข้าวพอกิน ตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมี อิสรภาพ ๓. ต้องมีน้ำ เพื่อการเพาะปลูกสำ รองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งทิ้ ช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้นนั้จึงจำ เป็นต้องกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระน้ำ โดยมีหลักว่าต้องมีน้ำ เพียงพอที่จะเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งทั้นี้ ได้ พระราชทานพระราชดำ ริเป็นแนวทางว่า ต้องมีน้ำ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก ๑ ไร่ โดยประมาณ ฉะนั้นนั้เมื่อทำ นา ๕ ไร่ ทำ พืชไร่ หรือ ไม้ผลอีก ๕ ไร่ (รวมเป็น ๑๐ ไร่) จะต้องมีน้ำ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้นนั้หากตั้งตั้สมมติฐานว่า มีพื้นที่ ๕ ไร่ ก็จะสามารถกำ หนดสูตร คร่าวๆ ว่า แต่ละแปลง ประกอบด้วย - นาข้าว ๕ ไร่ - พืชไร่ พืชสวน ๕ ไร่ - สระน้ำ ๓ ไร่ ขุดลึก ๔ เมตร จุน้ำ ได้ประมาณ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่ง เป็นปริมาณน้ำ ที่เพียงพอที่จะสำ รองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง - ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ๒ ไร่ รวมทั้งทั้หมด ๑๕ ไร่ แต่ทั้งทั้นี้ ขนาดของสระเก็บน้ำ ขึ้นอยู่กับสภาพ ภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ดังนี้ - ถ้าเป็นพื้นที่ทำ การเกษตรอาศัยน้ำ ฝน สระน้ำ ควรมีลักษณะลึก เพื่อ ป้องกันไม่ให้น้ำ ระเหยได้มากเกินไป ซึ่งจะทำ ให้มีน้ำ ใช้ตลอดทั้งทั้ปี - ถ้าเป็นพื้นที่ทำ การเกษตรในเขตชลประทาน สระน้ำ อาจมีลักษณะลึก หรือตื้น และแคบ หรือกว้างก็ได้ โดยพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะ สามารถมีน้ำ มาเติมอยู่เรื่อยๆ 2.5 หลักการและแนวทางสำ คัญ 17


การมีสระเก็บน้ำ ก็เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำ ใช้อย่างสม่ำ เสมอทั้งทั้ปี (ทรง เรียกว่า Regulator หมายถึงการควบคุมให้ดี มีระบบน้ำ หมุนเวียนใช้เพื่อ การเกษตรได้โดยตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแล้ง และระยะฝนทิ้งทิ้ช่วง แต่มิได้หมายความว่า เกษตรกรจะสามารถปลูกข้าว นาปรังได้ เพราะหากน้ำ ในสระเก็บน้ำ ไม่พอ ในกรณีมีเขื่อนอยู่บริเวณใกล้ เคียงก็อาจจะต้องสูบน้ำ มาจากเขื่อน ซึ่งจะทำ ให้น้ำ ในเขื่อนหมดได้ แต่ เกษตรกรควรทำ นาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งทิ้ช่วงให้ เกษตรกรใช้น้ำ ที่เก็บตุนนั้นนั้ ให้เกิดประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อจะได้มีผลผลิตอื่นๆ ไว้ บริโภคและสามารถนำ ไปขายได้ตลอดทั้งทั้ปี ๔. การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงคำ นวณและคำ นึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัว เรือนละ ๑๕ ไร่ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่านี้ หรือมากกว่านี้ ก็สามารถใช้อัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ เป็นเกณฑ์ปรับใช้ได้ กล่าวคือ ร้อยละ ๓๐ ส่วนแรก ขุดสระน้ำ (สามารถเลี้ยลี้งปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯลฯ ได้ด้วย) บนสระอาจสร้างเล้าไก่และบนขอบสระน้ำ อาจปลูก ไม้ยืนต้นที่ไม่ใช้น้ำ มากโดยรอบได้ ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่สอง ทำ นา ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้ เพื่อเป็นเชื้อฟืน ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น) ร้อยละ ๑๐ สุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ (ทางเดิน คันดิน กองฟาง ลาน ตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืช สวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น) 18


อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตร หรือหลักการโดยประมาณ เท่านั้นนั้สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับ สภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำ ฝน และสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ ที่มีฝนตกชุก หรือพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ มาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาด ของบ่อ หรือสระเก็บน้ำ ให้เล็กลง เพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได้ ๕. การดำ เนินการตามทฤษฎีใหม่ มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้น อยู่กับสภาพภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น ดังนั้นนั้ เกษตรกรควรขอรับคำ แนะนำ จากเจ้าหน้าที่ด้วย และที่สำ คัญ คือ ราคาการ ลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดสระน้ำ เกษตรกรจะต้องได้รับ ความช่วยเหลือจากส่วนราชการ มูลนิธิ และเอกชน ๖. ในระหว่างการขุดสระน้ำ จะมีดินที่ถูกขุดขึ้นมาจำ นวนมาก หน้า ดินซึ่งเป็นดินดี ควรนำ ไปกองไว้ต่างหากเพื่อนำ มาใช้ประโยชน์ในการปลูก พืชต่างๆ ในภายหลัง โดยนำ มาเกลี่ยคลุมดินชั้นชั้ล่างที่เป็นดินไม่ดี หรืออาจ นำ มาถมทำ ขอบสระน้ำ หรือยกร่องสำ หรับปลูกไม้ผลก็จะได้ประโยชน์อีก ทางหนึ่ง 19


ไม้ผลและผักยืนต้น : มะม่วง มะพร้าว มะขาม ขนุน ละมุด ส้ม กล้วย น้อยหน่า มะละกอ กะท้อน แคบ้าน มะรุม สะเดา ขี้เขี้หล็ก กระถิน ฯลฯ ผักล้มลุกและดอกไม้ : มันเทศ เผือก ถั่วถั่ฝักยาว มะเขือ มะลิ ดาวเรือง บานไม่รู้โรย กุหลาบ รัก และซ่อนกลิ่น เป็นต้น เห็ด : เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดเป๋าฮื้อ เป็นต้น สมุนไพรและเครื่องเทศ : หมาก พลู พริกไท บุก บัวบก มะเกลือ ชุมเห็ด หญ้าแฝก และพืชผักบางชนิด เช่น กะเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก และตะไคร้ เป็นต้น ไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิง : ไผ่ มะพร้าว ตาล กระถินณรงค์ มะขามเทศ สะแก ทองหลาง จามจุรี กระถิน สะเดา ขี้เขี้หล็ก ประดู่ ชิงชัน และยางนา เป็นต้น พืชไร่ : ข้าวโพด ถั่วถั่เหลือง ถั่วถั่ลิสง ถั่วถั่พุ่ม ถั่วถั่มะแฮะ อ้อย มันสำ ปะหลัง ละหุ่ง นุ่น เป็นต้น พืชไร่หลายชนิดอาจเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตยังสดอยู่ และ จำ หน่ายเป็นพืชประเภทผักได้ และมีราคาดีกว่าเก็บเมื่อแก่ ได้แก่ ข้าวโพด ถัวเหลือง ถั่วถั่ลิสง ถั่วถั่พุ่ม ถั่วถั่มะแฮะ อ้อย และมันสำ ปะหลัง 2.6 ตัวอย่างพืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลี้ย ลี้ ง 20


พืชบำ รุงดินและพืชคลุมดิน : ถั่วถั่มะแฮะ ถั่วถั่ฮามาต้า โสนแอฟริกัน โสนพื้น เมือง ปอเทือง ถั่วถั่พร้า ขี้เขี้หล็ก กระถิน รวมทั้งทั้ถั่วถั่เขียวและถั่วถั่พุ่ม เป็นต้น และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วไถกลบลงไปเพื่อบำ รุงดินได้ หมายเหตุ : พืชหลายชนิดใช้ทำ ประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งชนิด และการ เลือกปลูกพืชควรเน้นพืชยืนต้นด้วย เพราะการดูแลรักษาในระยะหลังจะ ลดน้อยลง มีผลผลิตทยอยออกตลอดปี ควรเลือกพืชยืนต้นชนิดต่างๆ กัน ให้ความร่มเย็นและชุ่มชื้นกับที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม และควรเลือก ต้นไม้ให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ เช่น ไม่ควรปลูกยูคาลิปตัสบริเวณ ขอบสระ ควรเป็นไม้ผลแทน เป็นต้น สัตว์เลี้ยลี้งอื่นๆ ได้แก่ สัตว์น้ำ : ปลาไน ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาดุก เพื่อเป็นอาหารเสริม ประเภทโปรตีน และยังสามารถนำ ไปจำ หน่ายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย ในบางพื้นที่สามารถเลี้ยลี้งกบได้ สุกร หรือ ไก่ เลี้ยลี้งบนขอบสระน้ำ ทั้งทั้นี้ มูลสุกรและไก่สามารถนำ มาเป็น อาหารปลา บางแห่งอาจเลี้ยลี้งเป็ดได้ 21


๑. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่ อดอยาก และเลี้ยลี้งตนเองได้ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ๒. ในหน้าแล้งมีน้ำ น้อย ก็สามารถเอาน้ำ ที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้น้ำ น้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน ๓. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำ ดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้สามารถสร้าง รายได้ให้แก่เกษตรกรได้โดยไม่เดือดร้อนในเรื่องค่า ใช้จ่ายต่างๆ ๔. ในกรณีที่เกิดอุทกภัย เกษตรกรสามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ใน ระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนัก ซึ่งเป็นการประหยัด งบประมาณด้วย 2.7 ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ 22


เศรษฐกิจพอเพียง. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566, จาก https://www.chaipat.or.th/publication/publishdocument/sufficiency-economy/item/19-2009-10-30-07-44-57.html บรรณานุกรม 23


จัดทำ โดย นางสาววีรภัทรา ทาคำ หอ รหัสนักศึกษา 65121100230 เสนอ อาจารย์ทิพเนตร ปาสานำ


Click to View FlipBook Version