The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จัดทำโดย นางสาวพิราภรณ์ ฝอยทอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by t0rxy14, 2024-02-04 08:07:44

พระมหาชนก

จัดทำโดย นางสาวพิราภรณ์ ฝอยทอง

พระมหาชนก มหาชนกชาดก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) จัดทำ โดย พิราภรณ์ ฝอยทอง


ก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) นี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษา ไทยเพื่อการค้นคว้า เพื่อศึกษาวรรคดีไทยเรื่อง พระมหาชนก ที่เป็นหนึ่งในเรื่อง ราวในทศชาติชาดก 10 ชาติ โดยมีจุดประสงค์จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ความรู้, ความ เป็นมาในเนื้อเรื่องและข้อคิดต่างๆที่ได้จากวรรณคดีเรื่องนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ จัดทำ โดย พิราภรณ์ ฝอยทอง


เรื่องคำ นำสารบัญมหาชนกชาดกแนะนำ ตัวละครพระมหาชนกข้อคิดที่ได้บรรณานุกรมผู้พิสูจน์ตัวอักษร หน้ากข3 4-7 8-1718คง ข


มหาชนกชาดก มหาชนกชาดก มีเค้าเรื่องว่า พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก โอรสของพระเจ้า อริฏฐชนก แห่งนครมิถิลา เมื่อยังอยู่ในครรภ์พระมารดานั้น พระบิดาได้ทำ สงครามกับกับพระ อนุชาของพระองค์เองจนสิ้นพระชนม์ พระมารดาจึงหนีไปอยู่นครกาลจัมปากะ ต่อมาก็ประสูติ พระมหาชนก เมื่อพระมหาชนกเติบใหญ่ขึ้น ทราบเรื่องราวของพระบิดา จึงทรงตั้งใจศึกษา ศิลปวิทยาทุกแขนงจนแตกฉาน เมื่อพระชนม์ครบ 16 พรรษา จึงขอทุนทรัพย์จากพระมารดา นำ ไปทำ การค้าทางเรือสำ เภา เพื่อหาทุนไปชิงเมืองคืนมา แต่ขณะเดินทางกลางมหาสมุทร เรือ สำ เภาอับปางลง ผู้คนทั้งหลายบ้าก็จมน้ำ ตาย บ้างก็ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ทะเล พระมหาชนกอด ทนว่ายน้ำ ในมหาสมุทรถึง 7 วัน นางมณีเมขลาผู้รักษามหาสมุทร เห็นแล้วเกิดความเลื่อมใส จึง ช่วยพาส่งขึ้นฝั่งในอุทยานของพระเจ้าโปลชนก ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว ในขณะนั้นพระธิดากำ ลัง ทรงหาคู่ครองด้วยการเสี่ยงรถ จนพระมหาชนกไขปริศนาได้ จึงได้เป็นผู้ครองราชสมบัตินั้น วัน หนึ่งเสด็จประพาสอุทยาน ทรงเห็นต้นมะม่วง 2 ต้น ต้นหนึ่งออกผลเต็มต้น อีกต้นไม่มีผล ครั้น พอเสด็จกลับมาอีกครั้งพบว่ามะม่วงต้นที่มีผลเต็มนั้นถึงดึงหักโค่นลงหมด ส่วนต้นที่ไม่มีผลยัง อยู่ดี ทำ ให้พระองค์ทรงเห็นโทษของการครองราชสมบัติ ว่าเปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่มีผลก็มีภัย หากไม่มีผลก็ไม่มีภัย การสละราชสมบัติออกผนวชก็เหมือนต้นมะม่งที่ไม่มีผลย่อมไม่มีภัย จึงทรง ออกผนวช เรื่องนี้เน้นการบำ เพ็ญบารมี ในเรื่องความเพียรพยายาม คือ "วิริยบารมี" 3


แนะนำ ตัวละคร พระมหาชนก โอรสของพระอริฏฐชนกกับพระเทวีมีความกตัญญู ต่อมารดา และ ผู้ที่มีพระคุณ มีความขันติ กับ ความอดทน รู้จักคิดเห็นหรือคิดถูกวิธี โยนิโมนม สิการ เพื่อเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ 4 พระอริฎฐชนก โอรสของพระเจ้ามหาชนกเดิมเป็นอุปราช หลัง จากพระบิดาสวรรคตก็ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมือ งมิถิลา รัฐวิเหะ หลงเชื่อคำ ยั่วยุของอำ มาตย์คน หนึ่งทำ ให้ขับไล่พระอนุชาของตนออกจากเมือง นั้นก็คือ พระโปลชนก


แนะนำ ตัวละคร พระโปลชนก โอรสของพระเจ้ามหาชนกเดิมเป็นเสนาบดี หลัง จากพระเชษฐาคือพระอริฏฐชนกขึ้นครองบัลลังก์ กลับถูกใส่ร้ายให้ออกจากเมือง พระโปลชนกเป็น ผู้มีความมุ่งมั่นในการเอาชนะการต่อสู้ มีความ กล้าหาญ และเป็นคนมีความคิดรอบรอบในการ ปกครองบ้านเมือง 5 พระมเหสี ชายาของพระอริฏฐชนก พระมารดาของพระมหา ชนกหลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์ได้หนีไปยังเมือ งกาลจัมปากะ มีความอดทนในการเลี้ยงดูลูก ไม่ ยิ่งในศักดิ์ศรี ยศและชื่อเสียง


แนะนำ ตัวละคร พราหมณ์ทิศาปราโมกข์ เป็นชาวเมืองกาลจัมปากะ ได้เกิดความเอ็นดู สงสารพระมเหสีจึงได้อุปการะเลี้ยงดูประดุจ น้องสาวพร้อมทั้งพระมหาชนกด้วย เป็นผู้มี จิตใจเมตตา กรุณา ช่วยอุปถัมภ์เลี้ยงดูพระ มเหสีและพระมหาชนก 6 นางมณีเมขลา เทพธิดาประจำ มหาสมุทร ทั้งนี้สวรรค์ชั้นจาตุมหา ราชิกาได้มอบหมายให้นางปกป้องสิ่งมีชีวิตที่ บริสุทธิ์จากเรืออัปปาง และนางเป็นผู้อุ้มพระมหา ชนกจากกลางมหาสมุทรไปยังฝั่งเมืองมิถิลาด้วย เป็นผู้จิตใจเมตตากรุณาช่วยเหลือพระมหาชนก


แนะนำ ตัวละคร เจ้าหญิงสิวลี พระธิดาของพระโปลชนก หลังจากบิดา สวรรคตได้กระทำ การผู้สืบราชสมบัตินั้นก็คือ พระมหาชนก และได้อภิเษกเป็นพระมเหสี เป็นผู้มีความเสียสละ มีความเฉลียวฉลาด 7


เมืองมิถิลาแห่งรัฐวิเทหะ พระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหาชนก ทรงมีพระ โอรสสององค์ คือ เจ้าอริฏฐชนก และ เจ้าโปลชนก เจ้าอริฏฐชนกทรงเป็นอุปราช ส่วนเจ้าโปล ชนกทรง เป็นเสนาบดี เมื่อพระราชบิดาสวรรคต เจ้าอริฏฐชนกผู้เป็นอุปราช ก็ได้ครองบ้านเมือง ต่อมา เจ้าโปลชนกทรงเป็นอุปราช ทรงเอาใจใส่ดูแลบ้านเมืองช่วยเหลือพระเชษฐาอย่างดียิ่ง มี อำ มาตย์คนหนึ่งไม่พอใจพระเจ้าโปลชนก จึงหาอุบายให้ พระราชาอริฏฐชนกระแวงพระอนุชา โดยทูลพระราชาว่า เจ้าโปลชนกคิดขบถ จะปลงพระชนม์พระราชา พระราชาทรงเชื่อคำ อำ มาตย์ จึงให้จับเจ้าโปลชนกไปขังไว้ เจ้าโปลชนกเสด็จหนี ไปจากที่คุมขังได้หลบไปอยู่ที่ ชายแดนเมืองมิถิลา เจ้าโปลชนก ทรงคิดว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นอุปราชนั้น มิได้เคยคิดร้ายต่อพระ ราชา ผู้เป็นพี่เลย แต่ก็ยังถูกระแวงจนต้องหนีมา ถ้าพระราชาทรงรู้ว่า อยู่ที่ไหนก็คงให้ทหารมา จับไปอีกจนได้ บัดนี้ผู้คนมากมาย ที่ชายแดนที่เห็นใจ และพร้อมที่จะเข้าเป็นพวกด้วย ควรที่จะ รวบรวมผู้คนไปโจมตีเมืองมิถิลาเสียก่อนจึงจะดีกว่า เมื่อคิดดังนั้นแล้ว เจ้าโปลชนกก็พาสมัค รพรรคพวกยกเป็น กองทัพไปล้อมเมืองมิถิลา บรรดาทหารแห่งเมืองมิถิลาพากัน เข้ากับเจ้าโปล ชนกอีกเป็นจำ นวนมาก เพราะเห็นว่าเจ้าโปลชนก เป็นผู้ซื่อสัตย์ และมีความสามารถ แต่กลับถูก พระราชาระแวง และจับไปขังไว้โดยไม่ยุติธรรม ณ พระมหาชนก 8


ครั้นเมื่อเจ้าโปลชนกมีผู้คนไพร่พลเข้าสมทบด้วยเป็นจำ นวน มากมายเช่นนี้ พระเจ้าอริฏฐชนกทรง เห็นว่า ไม่มีทางจะเอาชนะ ได้ จึงตรัสสั่งพระมเหสีซึ่งกำ ลังทรงครรภ์แก่ ให้ทรงหลบหนี เอาตัว รอด ส่วนพระองค์เองทรงออกทำ สงคราม และสิ้นพระชนม์ ในสนามรบ เจ้าโปลชนกจึงทรงได้ เป็นกษัตริย์ ครองเมืองมิถิลาสืบต่อมา ฝ่ายพระมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก เสด็จหนีออกจาก เมืองมา ตั้งพระทัยจะเสด็จไปอยู่เมือง กาลจัมปากะ แต่กำ ลังทรงครรภ์แก่ เดินทางไม่ไหว ด้วย เดชานุภาพ แห่งพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในพระครรภ์ พระอินทร์จึงเสด็จมาช่วย ทรงแปลงกายเป็นชาย ชราขับเกวียนมาที่ศาลาที่ พระนางพักอยู่ และถามขึ้นว่า "มีใครจะไปเมืองกาลจัมปากะบ้าง" พระนางดีพระทัยรีบตอบว่า "ลุงจ๋า ฉันจะไปจ๊ะ" พระอินทร์แปลงจึงรับพระนางขึ้นเกวียน พาเดินทางไป เมืองกาลจัมปากะ ด้วยอานุภาพเทวดา แม้ระยะทาง ไกลถึง 60 โยชน์ เกวียนนั้นก็เดินทางไปถึงเมืองในชั่ววันเดียว พระมเหสีเสด็จไปนั่ง พักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งในเมืองนั้น บังเอิญมีพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่งเดินผ่าน มาเห็น พระนาง เข้า ก็เกิดความเอ็นดูสงสาร จึงเข้าไปไต่ถาม พระนางก็ตอบว่าหนีมาจากเมืองมิถิลา และไม่มี ญาติพี่น้องอยู่ ที่เมืองนี้เลย พราหมาณ์ทิศาปาโมกข์จึงรับพระนางไปอยู่ด้วย ที่บ้านของตน อุปการะเลี้ยงดูพระนางเหมือนเป็นน้องสาว ไม่นานนัก พระนางก็ประสูติพระโอรส ทรงตั้ง พระนามว่า มหาชนกกุมาร ซึ่งเป็นพระนามของพระอัยกา ของพระกุมาร มหาชนกกุมารทรง เติบโตขึ้นในเมืองกาลจัมปากะ มีเพื่อนเล่นเด็กๆ วัยเดียวกันเป็นจำ นวนมาก วันหนึ่ง มหาชนก กุมารโกรธกับเพื่อนเล่น จึงลากเด็กคนนั้นไปด้วย กำ ลังมหาศาล เด็กก็ร้องไห้บอกกับคนอื่นๆ ว่า ลูกหญิงม่าย รังแกเอา มหาชนกกุมารได้ยินก็แปลกพระทัยจึงไปถาม พระมารดาว่า "ทำ ไมเพื่อนๆ พูด ว่า ลูกเป็นลูกแม่ม่าย พ่อของลูกไปไหน" พระมารดาตอบว่า "ก็ท่านพราหมณ์ทิศา ปาโมกข์นั่นแหล่ะเป็น พ่อของลูก" 9


เมื่อมหาชนกกุมารไป บอกเพื่อนเล่นทั้งหลาย เด็กเหล่านั้นก็หัวเราะเยาะ บอกว่า "ไม่จริง ท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ไม่ใช่พ่อของเจ้า" มหาชนกก็กลับมาทูลพระมารดา อ้อนวอนให้บอกความจริง พระมารดาขัดไม่ได้ จึงตรัสเล่าเรื่อง ทั้งหมดให้พระโอรสทรงทราบ เมื่อพระกุมารทราบว่าพระองค์ทรงมี ความเป็นมาอย่างไร ก็ทรง ตั้งพระทัยว่าจะร่ำ เรียนวิชาการเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ จะได้เสด็จไปเอาราชสมบัติเมืองมิถิ ลาคืนมา ครั้นมหาชนกกุมารร่ำ เรียนวิชาในสำ นักพราหมณ์จนเติบใหญ่ พระชนม์ได้ 16 พรรษาจึงทูล พระมารดาว่า "หม่อมฉันจะเดินทาง ไปค้าขาย เมื่อมีทรัพย์สินมากพอแล้ว จะได้คิดอ่าน เอาบ้านเมืองคืนมา" พระมารดาทรงนำ เอาทรัพย์สินมีค่ามาจากมิถิลา 3 สิ่ง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร อันมี ราคามหาศาล จึงประทานแก้วนั้นให้พระมหาชนกเพื่อนำ ไปซื้อสินค้า พระมหาชนกทรงจัด ซื้อสินค้าบรรทุกลงเรือร่วมไปกับ พ่อค้าชาวสุวรรณภูมิ 10


ในระหว่างทาง เกิดพายุใหญ่ โหมกระหน่ำ คลื่นซัดจนเรือจวนจะแตก บรรดาพ่อค้าและลูก เรือพากัน ตระหนกตกใจ บวงสรวง อ้อน วอนเทพยดาขอให้รอดชีวิต ฝ่ายมหาชนกกุมาร เมื่อ ทรงทราบว่าเรือจะจมแน่แล้ว ก็เสวยอาหารจน อิ่มหนำ ทรงนำ ผ้ามาชุบน้ำ มันจนชุ่ม แล้วนุ่งผ้า นั้นอย่างแน่นหนา ครั้นเมื่อเรือจมลง เหล่าพ่อค้ากลาสี เรือทั้งปวงก็จมน้ำ กลายเป็นอาหารของ สัตว์น้ำ ไปหมด แต่พระมหาชนกทรงมีกำ ลังจากอาหารที่เสวย มีผ้าชุบน้ำ มัน ช่วยไล่สัตว์น้ำ และ ช่วยให้ลอยตัวอยู่ในน้ำ ได้ดี จึงทรงแหวกว่าย อยู่ในทะเลได้นานถึง 7 วัน ฝ่ายนางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร เห็นพระมหาชนก ว่ายน้ำ อยู่เช่นนั้น จึงลองพระทัย พระมหาชนก "ใครหนอ ว่ายน้ำ อยู่ได้ถึง 7 วัน ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง จะทนว่ายไปทำ ไมกัน" พระมหาชนกทรงตอบว่า "ความเพียรย่อมมีประโยชน์ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะว่ายไปจนกว่าจะถึง ฝั่งเข้าสักวันหนึ่ง" นางมณีเมขลากล่าวว่า "มหาสมุทรนี้กว้างใหญ่นัก ท่านจะพยายามว่ายสักเท่าไรก็คงไม่ถึงฝั่ง ท่านคงจะ ตายเสียก่อนเป็นแน่" 11


พระมหาชนกตรัสตอบว่า "คนที่ทำ ความเพียรนั้น แม้จะต้องตายไปในขณะกำ ลังทำ ความเพียรพยายามอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใด มาตำ หนิติเตียนได้ เพราะได้ทำ หน้าที่เต็มกำ ลังแล้ว " นางมณีเมขลาถามต่อว่า "การทำ ความพยายามโดยมองไม่เห็น ทางบรรลุเป้าหมายนั้น มีแต่ความยากลำ บาก อาจถึงตาย ได้ จะต้องเพียรพยายามไปทำ ไมกัน" พระมหาชนกตรัสตอบว่า "แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เรา กำ ลังกระทำ นั้นอาจไม่สำ เร็จก็ตาม ถ้าไม่เพียรพยายามแต่กลับหมดมานะเสีย แต่ต้นมือ ย่อมได้รับ ผลร้ายของความเกียจคร้านอย่างแน่นอน ย่อมไม่มีวัน บรรลุถึงเป้าหมาย ที่ต้องการ บุคคลควรตั้งความเพียรพยายาม แม้การนั้นอาจไม่สำ เร็จก็ตาม เพราะเรามีความ พยายาม ไม่ละความตั้งใจ เราจึงยังมีชีวิตอยู่ได้ ในทะเลนี้ เมื่อคนอื่นได้ตายกันไปหมดแล้ว เรา จะพยายามสุดกำ ลัง เพื่อไปให้ถึงฝั่งให้จงได้" 12


นางมณีเมขลาได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยสรรเสริญความเพียร ของมหาชนกกุมาร และช่วยอุ้มพามหา ชนกกุมาร ไปจนถึงฝั่งเมืองมิถิลา วางพระองค์ไว้ที่ศาลาในสวนแห่งหนึ่ง ในเมืองมิถิลา พระรา ชาโปลชนกไม่มีพระโอรส ทรงมีแต่ พระธิดาผู้ฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง พระนามว่า เจ้าหญิง สิวลี ครั้นเมื่อพระองค์ประชวรหนักใกล้จะสวรรคต บรรดาเสนา ทั้งปวงจึงทูลถามขึ้นว่า เมื่อ พระองค์สิ้นพระชนม์แล้วราชสมบัติ ควรจะตกเป็นของผู้ใด ในเมื่อไม่ทรงมีพระโอรส พระเจ้า โปลชนก ตรัสสั่งเสนาว่า "ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติให้แก่ผู้มีความสามารถดังต่อไปนี้ ประการแรก เป็นผู้ที่ทำ ให้พระราชธิดาของเราพอพระทัยได้ ประการที่สอง สามารถรู้ว่าด้านไหนเป็นด้านหัวนอนของ บัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม ประการที่สาม สามารถยกธนูใหญ่ ซึ่งต้องใช้แรงคนธรรมดา ถึงพันคนจึงจะยกขึ้นได้ ประการที่สี่ สามารถชี้บอกขุมทรัพย์มหาศาลทั้ง 13 แห่งได้" 13


แล้วจึงตรัสบอกปัญหาของขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่ง แก่เหล่าอำ มาตย์ เช่น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่ภายในและ ภายนอก ขุมทรัพย์ที่ปลายไม้ ขุมทรัพย์ที่ปลายงา ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง เป็นต้น เมื่อพระราชา สิ้นพระชนม์ บรรดาเสนาบดี ทหาร พลเรือน และประชาราษฎร์ทั้งหลายต่างพยายามที่จะ เป็นผู้ สืบราชสมบัติ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำ ให้เจ้าหญิงสีวลีพอพระทัยได้ เพราะล้วนแต่พยายามเอา พระทัยเจ้าหญิงมากเกินไป จนเสียลักษณะของผู้ที่จะปกครองบ้านเมือง ไม่มีผู้ใดสามารถยก มหาธนู ใหญ่ได้ ไม่มีผู้ใดรู้ทิศหัวนอนของบัลลังก์สี่เหลี่ยม และไม่มีผู้ใดไขปริศนาขุมทรัพย์ได้ ในที่สุดบรรดาเสนาข้าราชบริพารจึงควรตั้งพิธีเสี่ยงราชรถ เพื่อหาตัวบุคคลผู้มีบุญญาธิการสมควร ครองเมือง บุษยราชรถเสี่ยงทายนั้นก็แล่นออกจากพระราชวัง ตรงไปที่สวน แล้วหยุดอยู่หน้าศาลาที่ พระมหาชนกทรงนอนอยู่ ปุโรหิตที่ตามราชรถจึงให้ประโคมดนตรีขึ้น พระมหาชนกได้ยินเสียง ประโคม จึงลืมพระเนตรขึ้น เห็นราชรถ ก็ทรงดำ ริว่า คงเป็นราชรถเสี่ยงทาย พระราชาผู้มีบุญเป็น แน่ แต่ก็มิได้แสดงอาการอย่างใดกลับบรรทมต่อไป ปุโรหิตเห็นดังนั้น ก็คิดว่า บุรุษผู้นี้เป็นผู้มีสติปัญญา ไม่ตื่นเต้นตกใจกับสิ่งใดโดยง่าย จึงเข้าไปตรวจ ดูพระบาทพระมหาชนก เห็นลักษณะถูกต้องตามคำ โบราณว่าเป็นผู้มีบุญ จึงให้ประโคมดนตรีขึ้นอีก ครั้ง แล้วเข้าไปทูลอัญเชิญ พระมหาชนกให้ทรงเป็นพระราชาเมืองมิถิลา พระมหาชนกตรัสถามว่า พระราชาไปไหนเสีย ปุโรหิตก็กราบทูลว่า พระราชาสวรรคต ไม่มีพระโอรสมี แต่พระธิดาคือเจ้า หญิงสิวลี แต่องค์เดียว พระมหาชนกจึงทรงรับเป็นกษัตริย์ครองมิถิลา ฝ่ายเจ้าหญิงสิวลีได้ทรงทราบว่า พระมหาชนกได้ราชสมบัติ ก็ประสงค์จะทดลองว่า พระมหาชนก สมควรเป็นกษัตริย์หรือไม่ จึงให้ราชบุรุษไปทูลเชิญเสด็จมาที่ปราสาทของพระองค์ พระมหาชนกก็ เฉยเสีย มิได้ไปตามคำ ทูล เจ้าหญิงให้คนไปทูล ถึง 3 ครั้ง พระมหาชนกก็ไม่สนพระทัย จนถึงเวลา หนึ่งก็ เสด็จไปที่ปราสาทของเจ้าหญิงเอง โดยไม่ทรงบอกล่วงหน้า เจ้าหญิงตกพระทัยรีบเสด็จมา ต้อนรับเชิญ ไปประทับบนบัลลังก์ 14


พระมหาชนกจึงตรัสถามอำ มาตย์ว่าพระราชาที่สิ้นพระชนม์ ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง อำ มาตย์ก็ทูลตอบ พระมหาชนกจึงตรัสสั่งว่า ข้อที่ 1 "ที่ว่าทำ ให้เจ้าหญิงพอพระทัย เจ้าหญิงได้ แสดงแล้วว่าพอพระทัยเราจึงได้เสด็จมาต้อนรับเรา" ข้อที่ 2 เรื่องปริศนาทิศหัวนอนบัลลังก์นั้น พระมหาชนกทรง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอดเข็มทองคำ ที่ กลัดผ้าโพกพระเศียรออก ส่งให้เจ้าหญิงให้วางเข็มทองคำ ไว้ เจ้าหญิงทรงรับเข็มไปวางไว้ บน บัลลังก์สี่เหลี่ยม พระมหาชนกจึงทรงชี้บอกว่าตรงที่เข็มวาง อยู่นั้นแหละคือทิศหัวนอนของบัลลังก์ โดยสังเกต จากการที่ เจ้าหญิงทรงวางเข็มทองคำ จากพระเศียรไว้ ข้อที่ 3 นั้นก็ตรัสสั่งให้นำ มหาธนูมา ทรงยกขึ้นและน้าวอย่าง ง่ายดาย ข้อที่ 4 เมื่ออำ มาตย์กราบทูลถึงปัญหาของขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่ง พระมหาชนกทรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ ตรัสบอกคำ แก้ปริศนา ขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่งได้หมด เมื่อสั่งให้คนไปขุดดู ก็พบขุมทรัพย์ ตามที่ตรัสบอกไว้ทุกแห่ง ผู้คนจึงพากันสรรเสริญปัญญาของ พระมหาชนกกันทั่วทุกแห่งหน พระ มหาชนกโปรดให้เชิญพระมารดาและพราหมณ์ ทิศาปาโมกข์จากเมืองกาลจัมปากะ ทรงอุปถัมภ์ บำ รุงให้สุขสบาย ตลอดมา จากนั้นทรงสร้างโรงทานใหญ่ 6 ทิศในเมืองมิถิลา ทรงบริจาคมหาทาน เป็นประจำ เมืองมิถิลาจึงมีแต่ความผาสุก สมบูรณ์ เพราะพระราชาทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ต่อมาพระนางสิวลีประสูติพระโอรส ทรงนามว่า ทีฆาวุกุมาร เมื่อเจริญวัยขึ้น พระบิดาโปรดให้ ดำ รง ตำ แหน่งอุปราช อยู่มาวันหนึ่ง พระราชามหาชนกเสด็จอุทยานทอดพระเนตร เห็นมะม่วงต้น หนึ่งกิ่งหัก ใบไม้ร่วง อีกต้นมีใบแน่นหนา ร่มเย็นเขียวชอุ่ม จึงตรัสถาม อำ มาตย์กราบทูลว่าต้น มะม่วง ที่มีกิ่งหักนั้น เป็นเพราะรสมีผลอร่อย ผู้คนจึงพากันสอยบ้าง เด็ดกิ่งและขว้างปาเพื่อเอาบ้าง จนมีสภาพเช่นนั้น ส่วนอีกต้น ไม่มีผล จึงไม่มีคนสนใจ ใบและกิ่งจึงสมบูรณ์เรียบร้อยดี พระราชา ได้ฟังก็ทรงคิดว่า ราชสมบัติ เปรียบเหมือน ต้นไม้มีผลอาจถูกทำ ลาย แม้ไม่ถูกทำ ลายก็ต้องคอย ระ แวดระวังรักษา เกิดความกังวล เราจะทำ ตนเป็นผู้ ไม่มีกังวลเหมือนต้นไม้ไม่มีผล เราจะออก บรรพชา สละราชสมบัติเสีย มิให้เกิดกังวล 15


พระราชาเสด็จกลับมาปราสาท ปลงพระเกศาพระมัสสุ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ครองอัฏฐบริขารครบ ถ้วน แล้วเสด็จออกจากมหาปราสาทไป ครั้นพระนางสิวลีทรงทราบ ก็รีบติดตามมา ทรงอ้อนวอนให้ พระราชาเสด็จกลับ พระองค์ก็ไม่ยินยอม พระนางสิวลีจึงทำ อุบายให้อำ มาตย์ เผาโรงเรือนเก่าๆ และ กองหญ้า กองใบไม้ เพื่อให้พระราชา เข้าพระทัยว่าไฟไหม้พระคลังจะได้เสด็จกลับ พระราชา ตรัสว่า พระองค์เป็นผู้ไม่มีสมบัติแล้ว สมบัติที่แม้จริงของพระองค์ คือความสุขสงบจากการบรรพชา นั้นยังคงอยู่กับพระองค์ ไม่มีผู้ใดทำ ลายได้ พระนางสิวลีทรงทำ อุบายสักเท่าไร พระราชาก็มิได้สน พระทัย และตรัสให้ประชาชนอภิเษก พระทีฆาวุราชกุมารขึ้นเป็นกษัตริย์ เพื่อปกครองมิถิลาต่อไป พระนางสิวลีไม่ทรงละความเพียร พยายามติดตาม พระมหาชนกต่อไปอีก วันรุ่งขึ้นมีสุนัขคาบเนื้อที่เจ้าของเผลอ วิ่งหนีมาพบผู้คนเข้าก็ตกใจทิ้งชิ้นเนื้อไว้ พระมหาชนกคิดว่า ก้อนเนื้อนี้เป็นของไม่มีเจ้าของ สมควรที่จะเป็นอาหารของเราได้ จึงเสวยก้อนเนื้อนั้น พระนางสิวลี ทรงเห็นดังนั้น ก็เสียพระทัย อย่างยิ่ง ที่พระสวามีเสวยเนื้อที่สุนัขทิ้งแล้ว แต่พระมหาชนกว่า นี่แห ล่ะเป็นอาหารพิเศษ 16


ต่อมาทั้งสองพระองค์ทรงพบเด็กหญิงสวมกำ ไลข้อมือ ข้างหนึ่งมีกำ ไลสองอัน อีกข้างมีอันเดียว พระราชาตรัสถามว่า "ทำ ไมกำ ไลข้างที่มีสองอันจึงมีเสียงดัง" เด็กหญิงตอบว่า "เพราะกำ ไลสองอันนั้น กระทบกันจึงเกิดเสียงดัง ส่วนที่มี ข้างเดียวนั้นไม่ได้กระทบกับอะไรจึง ไม่มีเสียง" พระราชาจึง ตรัสแนะให้ พระนางคิดพิจารณาถ้อยคำ ของเด็กหญิง กำ ไลนั้นเปรียบเหมือนคนที่อยู่ สองคน ย่อมกระทบกระทั่งกัน ถ้าอยู่คนเดียวก็จะสงบสุข แต่พระนางสิวลียังคงติดตาม พระราชา ไปอีก จนมาพบนายช่างทำ ลูกศร นายช่างทูลตอบ คำ ถามพระราชาว่า "การที่ต้องหลับตาข้างหนึ่งเวลาดัด ลูกศรนั้น ก็เพราะถ้าลืมตาสอง ข้างจะไม่เห็นว่าข้างไหนคด ข้างไหนตรง เหมือนคนอยู่สองคนก็จะขัดแย้งกัน ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่ขัดแย้ง กับใคร" พระราชาตรัสเตือนพระนางสิวลีอีกครั้งหนึ่งว่า พระองค์ประสงค์จะเดินทางไปตามลำ พัง เพื่อ แสวงหา ความสงบไม่ประสงค์จะมีเรื่องขัดแย้งกระทบกระทั่ง หรือความไม่สงบอันเกิดจากการอยู่ ร่วมกันกับผู้อื่น อีกต่อไป พระนางสิวลีได้ฟังพระวาจาดังนั้นก็น้อยพระทัยจึงตรัสว่า "ต่อไปนี้หม่อมฉันหมดวาสนาจะได้อยู่ร่วมกับ พระองค์อีกแล้ว" พระราชาจึงเสด็จไปสู่ป่าใหญ่แต่ลำ พังเพื่อบำ เพ็ญสมาบัติ มิได้กลับมาสู่พระนครอีก ส่วนพระนางสิวลี เสด็จกลับเข้าสู่ พระราชวัง อภิเษกพระทีฆาวุกุมารขึ้นเป็นพระราชา แล้ว พระนางโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นในที่ต่างๆ เพื่อรำ ลึกถึง พระราชามหาชนก ผู้ทรงมีพระสติปัญญา และที่ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือ ทรงมีความ เพียรพยายามเป็นเลิศ มิได้เคยเสื่อมถอย จากความเพียร ทรงตั้งพระทัยที่จะกระทำ การโดยเต็มกำ ลัง ความสามารถ เพราะทรงยึดมั่นว่า บุคคลควรตั้ง ความเพียรพยายามไม่ว่ากิจการนั้น จะยากสักเพียงใด ก็ตาม คนมีปัญญาแม้ได้รับทุกข์ ก็จะไม่สิ้น หวัง ไม่สิ้นความเพียรที่จะพาตนให้พ้นจากความทุกข์นั้นให้ ได้ในที่สุด 17


18 ข้ข้ ข้ อ ข้ อคิคิ คิ ด คิ ดที่ที่ ที่ไที่ ด้ด้ ด้ด้ 1.ความมีสติสัมปชัญญะ เนื้อความข้างต้นเป็นคติธรรมเตือนใจสาธุชนให้ตั้งมั่นในการมีสติสัมปชัญญะ ทั้งใน ยามปกติและแม้เมื่อมีภัยพาลบังเกิดขึ้น 2.ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เนื้อความข้างต้นสะท้อนถึงค่านิยมที่ผู้ประพันธ์ต้องการสื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเด็ด เดี่ยวที่จะพึ่งตนเองอย่างเข้มแข็ง 3.การมีเป้าหมายเข็มมุ่งที่ชัดเจนในชีวิต สิ่งที่ทำ ให้พระมหาชนกสามารถครองสติสัมปชัญญะได้อย่างดี อีกทั้งหยัดยืนด้วย ความสามารถแห่งตนอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวนั้น สาเหตุสำ คัญก็เนื่องเพราะการมี “เป้าหมายที่ชัดเจน” : “ฉันจักไปเมืองสุวรรณภูมิ” “ฉันจักไปแท้จริง” 4.การมีความรู้ปัญญา นอกจากการมีสติสัมปชัญญะ, การยึดถือคุณค่าแห่งการพึ่งตนเอง และการมีเป้า หมายในชีวิตที่ชัดเจนแล้ว คติธรรมที่สำ คัญอีกประการหนึ่งที่ซ่อนเร้นเป็นรหัสนัยอยู่ ในข้อความข้างต้นของพระราชนิพนธ์พระมหาชนกก็คือ “สาธุชนพึงมีปัญญาความรู้คู่ กาย” ปัญญาความรู้จะเป็นสิ่งที่ทำ ให้มนุษย์กลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถเอา ตัวรอดได้อย่างยั่งยืน


พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล (ไชยฤทธิ์). (ม.ป.ป.). ทศชาติชาดกเรื่องที่๒.ชนกชาดก/มหาชนกชาดก. สืบค้น 26 ธันวาคม 2566, จาก http://www.mahabunhome.com/mahachanok.html หลวงพ่อธัมมชโย (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย). (ม.ป.ป.). ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี. สืบค้น 27 ธันวาคม 2566, จาก https://www.dmc.tv/pages/jataka/mahajanaka09.html ค ผศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี. (2563). ถอดรหัส “พระมหาชนก” ตอนที่ 1. สืบค้น 28 ธันวาคม 2566, จาก https://www.khonatwork.com/post/ถอดรห-ส-พระมหาชนก%23:~:text=%3E%20ความมีสติสัมปชัญญะ%20เนื้อ ความข้าง,ภัยพาลมากกว่าผู้อื่น


ง นางสาวภาวิดา เฉียบแหลม นางสาวณัฐณิชา เสริมทรัพย์ นางสาวพีรดา ทองพฤกษาชาติ


Click to View FlipBook Version