The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Parn Buntita, 2020-09-29 00:25:21

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะทางสงั คมและ
วฒั นธรรมของภาคตะวนั

ออกเฉยี งเหนือ

สาขาวชิ าสงั คมศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื

ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื หรืออีสานนัน เปนดินแดนเก่าแก่ทีมหี ลัก
ฐานแสดงวา่ ได้เปนแหลง่ ตังถินฐานของมนุษยย์ ุคสํารดิ มาเปน
เวลานาน บา้ นอยา่ งนอ้ ยสีพันปแล้ว เปนวัฒนธรรมข้าวในระดบั

สังคมหมูบ่ า้ นทีรู้จกั พัฒนาเทคโนโลยีเกา่ แกท่ ีสุดแห่งหนึงของโลก
คือสามารถหลอมโลหะสํารดิ มาทาํ เปนเครอื งมอื เครืองใชแ้ ละ
เครืองประดับวัฒนธรรม ดังกลา่ วนีพบในบรเิ วณแอง่ สกลนคร

คือทบี ้านเชยี ง อดุ รธานี ทบี ้าน นาดี และโนนนกทา ขอนแก่น ต่อ
มาชมุ ชนลักษณะเดียวกันนีมีกระจดั กระจายอยใู่ นบรเิ วณล่มุ นาํ
สงครามในแอ่งสกลนคร ทุ่งกลุ าร้องไห้และทงุ่ สัมฤทธิในแอ่ง
โคราช คงเปนด้วยการเพิมประชากรในสมยั หลงั และมีการกระจา
ยตวั ไปสู่พืนทีบรเิ วณใหม่อันมลี กั ษณะวฒั นธรรมทีซับซ้อนยิงขึน
คอื เปนชมุ ชนทมี ีคนู ําลอ้ มรอบ มีการถลงุ เหลก็ และมกี ารทําเกลือ
ซึงพบมากในแอ่งโคราช พัฒนาการของชุมชนดงั กล่าวนถี อื ว่า
เปนการปรบั ตัวของชุมชนมนษุ ยใ์ หเ้ ข้ากับสภาพแวดลอ้ มทาง
ธรรมชาติ ซึงในกรณีของอีสานนันการขาดแคลนนําในฤดูแลง้ เปน

เงอื นไขสําคัญ

อนึง โดยสภาพภมู ศิ าสตร์ อีสานเปนพืนที
กวา้ งใหญ่ไพศาลทีอยู่ ตอนใน

ของอษุ าคเนย์ โดยประวตั ิศาสตร์อันยาวนาน
ไมม่ ีการตดิ ต่อกบั โลกภายนอกมากเหมอื น

ภมู ภิ าคอืน เว้นแต่กับกล่มุ ชนชาตพิ ันธุต์ ่าง ๆ
ทีมปี ระวตั ิรว่ มบรรพชนกันมาโดยเฉพาะคน
ลาว ข่า ขมุ และเวียด สายสัมพันธ์ทางเชอื
ชาตแิ ละวฒั นธรรมระหวา่ งคนทอี ย่ใู นอสี าน
กบั คนทีอยูในประเทศลาวมมี านานกว่าหนงึ
พันป ในความเปนจรงิ คนทงั สองฝง โดย
เฉพาะบรเิ วณอีสานเหนอื กบั ฝงประเทศลาว
นนั มีสายเลือดเดียวกนั ภาษา ศาสนา และ

ธรรมเนียมประเพณกี ็เปนอยา่ งเดยี วกัน
สําหรับอีสานใตบ้ ริเวณจังหวดั บรุ รี ัมย์
สุรินทร์ ศรสี ะเกษ ก็เปนแหล่งทีอยู่ของคน
ชาตพิ ันธ์เุ ขมร ส่วย กยู ทบี ่งบอกอิทธิพล
ของอารยธรรม เขมรอันมีศูนยก์ ลางอยทู่ ี
เมืองพระนคร (นครวัด) ในประเทศกัมพูชา
ในขณะทีบรเิ วณแอ่งโคราชก็เปนแหลง่ ตงั
ถนิ ฐานของคนไทสายหนงึ ทเี ก่าแก่ และ
ตลอดสมัยกรงุ ศรีอยุธยานนั เมอื งนครราชสี
มากด็ ํารงฐานะเปนเมืองหลกั ของไทย โดย
เปนหนา้ ดา่ นตดิ ต่อสัมพันธก์ บั ทางลาวและ

เขมร

โดยสภาพแวดลอ้ ม อีสานเปนภมู ภิ าคทอี ทิ ธิพลจาก
ภายนอกทังด้านวัฒนธรรม การเมอื ง และ

เศรษฐกิจเขา้ มาช้ากวา่ ภาคกลาง ใต้ และเหนอื โดย
เฉพาะในระยะหนึงร้อยปเศษมานแี ละเมอื อิทธิพล
นัน เข้ามาผ่านรฐั ไทยกไ็ ดถ้ ูกปรับเปลยี นให้อ่อนแรง
ลงแล้ว ดูเผิน ๆ ด้วยสายตาคนสมยั ใหม่อาจนบั เปน
ความล้าหลงั เปนความด้อยพัฒนา แต่พิจารณาให้
ลกึ จะพบว่า “อสี านมีเวลาและมีโอกาสเปนตัวของ
ตวั เอง” ในอนั ทจี ะ “เลือกรับ” และ “ปรบั ตวั ” เปน

เอกเทศกว่าภมู ิภาคอนื

โดยพืนฐานทสี ังสมบ่มเพาะมาเปนเวลาชา้ นาน คนอสี านได้ใช้
ความอตุ สาหะในการปรบั ตัวกับธรรมชาตทิ ีไม่อดุ มสมบรู ณ์
เหมอื นภมู ิภาค อืน ๆ โดยทีความกนั ดารนําและดินไมอ่ มุ้ นําเปน
ปญหาหลกั คนอสี านจึงมีพัฒนาการทางวฒั นธรรมของตนเอง
โดยประสานสัมพันธแ์ ละแลกเปลียนกบั กลมุ่ ชนทางลาว เขมร
รวมไปถึงเวยี ดนามแบบค่อยเปนคอ่ ยไปตลอดมา คนอีสานโดย
รวมยังยดึ มันอย่ใู นวิถีชีวติ แบบสังคมประเพณซี งึ มพี ืนเพพึงพา
ตนเอง เคารพความศักดิสิทธแิ ละความลีลับแหง่ ธรรมชาตติ าม
คติความเชอื เรือง “ผ”ี ในความหมายทีวิเคราะหข์ ้างตน้
และต่อมาพุทธศาสนาเถรวาทกไ็ ดเ้ ขา้ มาเปนทพี ึงทางใจและเปน
แกนของ วัฒนธรรม โดยผสมผสานกบั ความเชือเรืองผบี นพืน
ฐานวฒั นธรรมข้าว การผสมผสานดังกลา่ วปรากฏผลเปน
ครรลองชีวติ ทเี รยี กวา่ “ฮีตสิบสอง คองสิบสี” อันเปนทยี อมรบั

เปนจารตี แม่บทของคนอีสาน

ในทางการเมอื งการปกครอง หัวเมอื งอสี านรับอิทธิพลทังของ
สยาม รวมทังลาวหลวงและเวยี งจนั ทน์ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา
และกรุงรตั นโกสินทร์ แต่เปนความสัมพันธ์ระดับบน คอื ระหว่าง

ชนชนั ปกครอง ในลกั ษณะเจ้านายจากกรุงศรอี ยุธยาและ
กรุงเทพฯจะมาตงั ฐานปกครองและควบคุมอยู่ ณ มณฑลลาว
กาวและมณฑลอดุ ร ในขณะทตี ระกลู ชนชนั ปกครองทีเปนคน
อีสานเองทงั เมืองใหญ่เมืองเลก็ จะได้รับการแต่งตงั ขึนปกครอง

แบบ “อาชญาสี” ในนามของ “เจ้าเมอื ง อปุ ฮาด ราชวงศ์
ราชบตุ ร” (ซึงได้เลกิ ใช้เมือมีการปฏริ ูปการปกครองสมยั รชั กาลที

5) แต่วถิ ีชีวติ โดยทัวไประดับพืนบา้ นพืนเมืองก็ไมไ่ ด้มีอะไร
เปลยี นแปลง ยังคงดําเนินไปในครรลองสังคมประเพณภี ายใต้
ฮีตสิบสองคองสิบสี สืบมาหลายชัวคนจนถงึ ทกุ วันนี เปนไปได้
ไหมว่าในอดตี โดยเฉพาะสมยั เมือลัทธลิ ่าเมืองขนึ เข้ามาครอบงาํ
ประเทศยา่ นเอเชีย อทิ ธพิ ล ภายนอกทีมตี อ่ อีสานไม่รนุ แรงเท่า
ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ เพราะอีสานไม่มีโภคทรัพยท์ ีจะ
แปรเปนสินค้าส่งออกตรงความตอ้ งการทางอุตสาหกรรมและ
พาณิชยกรรมของโลกตะวันตก เหมอื นปาไมข้ องภาคเหนอื ขา้ ว
ของภาคกลาง และสินแร่ของภาคใต้ อสี านจึงไมถ่ ูกรบกวน ทํา

ให้ทุกอยา่ งยงั คงดาํ เนินไปตามครรลองของสังคมประเพณี
เรอื ยมาตราบจนหลงั สงครามโลกครังทสี องในทศวรรษ 2500

อย่างไร กต็ าม ความสัมพันธข์ องอสี านในทางเศรษฐกจิ กับ
ศูนย์กลางรฐั ไทยในอดตี ทผี า่ นมาก็คือการคา้ กระบอื และของปา
แต่ทีสําคัญกไ็ ด้แกก่ ารว่าจ้าง แรงงานมาทาํ งานจา้ งต่างๆ เช่น

ทางรถไฟและถนนทงั ทีกรุงเทพฯและ ภูมภิ าคอนื ๆ

ครนั ถงึ ยคุ เผด็จการของจอมพล สฤษดิ ธนะรชั ต์ ประเทศไทย เริมมี
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมเปนการเฉพาะ รัฐบาลกลางผลกั ดนั
คนอสี านทุกจังหวัดปลูกพืชเศรษฐกจิ ไดแ้ ก่ มันสําปะหลงั ข้าวโพด ปอ
เพือเปนสินค้าส่งออก ระบบเศรษฐกจิ ดังเดิมของอีสานแปรเปลียนจาก
“เฮ็ดกินเฮดอยู่” มาเปน “ปลูกเพือขาย” พืชเศรษฐกิจเหล่านตี ้องการ
พืนทีเพาะปลกู มาก จึงมกี ารขยายพืนทีเพาะปลูกเขา้ ไปยังเขตปาสงวน
จนทุกวนั นี เพือเพิมผลผลิตต่อไร่กม็ ีการใช้ปุยและยาฆา่ แมลงอย่าง
แพร่หลาย ยังผลใหร้ ะบบนเิ วศเสือมทรามลงทังดิน และนาํ ครนั เมอื
ผลติ ได้มากก็ขายไดร้ าคาตําสุดแต่ตลาดโลกและพ่อค้าคนกลางจากใน
เมืองจะเปนผู้กาํ หนดราคาเศรษฐกิจใหม่ดังกล่าวนีทาํ ใหค้ นอสี านถูกเอา
เปรียบยากจนลง และมหี นสี ิน เพราะต้องใชจ้ ่ายในการผลติ มากขนึ
ประกอบกับความแหง้ แลง้ ทีมีอยเู่ ดมิ กเ็ ปนเหตใุ หก้ ารเพาะปลูกไม่ได้ผล
แนน่ อน คนอสี านจงึ ตอ้ งเผชญิ ความทกุ ขย์ ากในระดบั ทรี ุนแรงกวา่
ความขาดแคลนตามธรรมชาตใิ นอดตี การอพยพเคลอื นย้ายไปหาทที ํา
กินใหมด่ ังทีเคยทํามากถ็ ูกจํากดั จึงมกี ารลงมาหางานทําในกรุงเทพฯ
ตามจงั หวดั อืนๆ ทวั ประเทศ รวมถึงไปรบั จา้ งแรงงานในตา่ งประเทศ
กันอย่างขนานใหญ่ พลงั ของชมุ ชนชนบทอสี านกอ็ ่อนแอลง เพราะผอู้ ยู่
ในวัยทาํ งานจํานวนมากตอ้ งจากบา้ นจากไรน่ าไปหารายได้ ณ ทไี กล

เพือจุนเจอื ครอบครัว แตถ่ ึงอย่างไรคนอสี านกย็ งั มคี วามผูกพัน
แน่นแฟนกบั บา้ นเกดิ ของตน การเดินทางไปแสวงโชคเคยมมี าแลว้ ใน
อดีต แต่ขยายตัวมากขึนหลายเท่าในยุคมีแผนพัฒนาเศรษฐกจิ แต่
ด้วยอุปนิสัยพืนฐานทีเปนคนทรหดอดทนตอ่ ความยากลําบาก กนิ งา่ ย
อยู่ง่าย สู้งานสู้ชวี ติ และมัธยสั ถ์ จึงทาํ ใหค้ นอีสานยงั รกั ษาความเปน

ตัวของตัวเองไวไ้ ดอ้ ยา่ งแนน่ แฟน โดยอาศัยเครอื ญาติและความ
ผูกพันเหนียวแนน่ กับมาตุภูมิ

คนอีสานเปนคนมศี ักยภาพในการเรียนร้แู ละการทาํ งานทกุ อย่าง
ตังแตเ่ ปนกรรมกรขนึ ไปถงึ เปนชา่ งฝมือตา่ ง ๆ จนถงึ งานศิลปะและ
วชิ าชีพระดบั สูง ตลอดจนระดับบรหิ าร คนอีสานโดยอาศัยจาํ นวนที
มากรวมทังคณุ ภาพและศักยภาพทพี ร้อมจะเรียนรแู้ ละพัฒนาได้ จงึ

กลายเปนกาํ ลงั คนของประเทศทีมีความสําคญั ตอ่ เศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมตลอดมา ด้วยภูมปิ ญญาและความ
สามารถดังกลา่ วนีเอง คนอสี านทไี ม่ยอมแพ้ชีวติ จาํ นวนไมน่ อ้ ยจงึ มี
ปฏิกิรยิ าตอบโต้ปญหาเศรษฐกิจอนั เปนผลพวงของแผนพัฒนา โดย
การคิดหา “ทางเลือกใหม่ ทเี หมาะสม” กับพืนฐานของตนเอง ด้วย
การประยุกต์วฒั นธรรมประเพณีมารับใชค้ วามต้องการแก้ปญหาใหม่
ให้มีนํา มีอาหาร มีกนิ มีใช้ มีความร่มเยน็ เปนสุข ดังจะเหน็ ได้จากผล
งานความสําเรจ็ ของปราชญ์ชาวบ้านหลายท่าน เช่น หลวงพ่อนาน
สุทธสีโล บ้านทา่ สวา่ ง จังหวดั สุรินทร์ ผูใ้ หญผ่ าย สร้อยสระกลาง
แห่งบา้ นสระคณู อาํ เภอ ลําปลายมาศ บุรีรัมย์ มหาอยู่ สุนทรชัย ที
สุรนิ ทร์ พ่อคาํ เดอื ง ภาษี บา้ นโนนเขวา อําเภอสตกึ บุรีรมั ย์ และอกี

หลายๆ ทา่ น

ดว้ ยพืนฐานด้านจติ ใจและอปุ นสิ ัยดังกล่าว จงึ เปนเรอื ง
น่าศึกษา เปนอย่างยงิ วา่ เหตุใดลัทธิการเมืองสองค่ายที
สู้รบกนั หนกั หนว่ งถึงขัน จับอาวธุ ขึนต่อสู้ในชว่ ง พ.ศ.

2508 - 2523 จึงไม่สามารถเปลยี นคนอีสานได้ คน
อีสานยังมันคงอยู่กบั จารีตและพุทธธรรมทีตนเขา้ ถึง ที
นา่ ศึกษาหาคาํ ตอบอย่างยิงเชน่ กนั ก็คอื เหตุใดการนับถือ

พุทธศาสนาของคนอสี านจงึ เปนการม่งุ ปฏิบัตธิ รรม
มากกวา่ การแสวงหาอทิ ธปิ าฏิหารยิ ์ ไสยศาสตร์ และ
พุทธพาณชิ ย์เหมอื นคนในภมู ิภาคอนื ๆ ทัวไปยิงนา่ พิศวง
ขนึ ไปอีกเมือเปนทปี ระจกั ษ์ชดั ว่า “พระดี” พระผบู้ รรลุ
ธรรมระดับอริยบุคคลจนเปนทีเคารพสักการะของคนทัง
ประเทศ และขยายขอบขา่ ยออกไปยังนานาประเทศนนั
เปนพระสายอีสานจาํ นวนมากกว่า ภาคอนื ๆ พืนฐานของ
จิตใจและภมู ิปญญาสังสมของคนอีสานทีมีพัฒนาการมา
นานนา่ จะมีส่วนสําคัญในการสรา้ งความสามารถและ

ศักยภาพใหแ้ กค่ นอีสานได้มากปานนี

ลักษณะภูมิศาสตร์และ
สงิ แวดล้อมธรรมชาตขิ องภาค

ตะวันออกเฉยี งเหนอื

อาณาบรเิ วณภาคอีสานหรอื ตะวันออกเฉียงเหนอื มขี นาดพืนที กว้าง
ใหญก่ วา่ ทกุ ภมู ิภาค และมีประชากรมากทสี ุด คือประมาณหนึง ใน
สามของประชากรทงั ประเทศ หรอื ประมาณยสี ิบลา้ นคน ทัง ๆ ที ดนิ
แดนส่วนนีไมอ่ ดุ มสมบูรณห์ รือสะดวกสบายในการตังถนิ ฐาน บ้าน
เมืองเทา่ เทียมภาคอืนๆ ลักษณะเฉพาะทีเปนพืนฐานทวั ไปของภาค
อสี านคอื เปนทรี าบสูงในใจกลางค่อนตะวนั ออกของประเทศ และตงั
อย่ตู รงใจกลางของย่านเอเชียอาคเนยส์ ่วนทเี ปนผืนแผน่ ดินใหญ่
อีสานห่างไกลจากชายทะเล แตท่ ว่ามีส่วนไดร้ บั อิทธพิ ลจากลมมรสุม
ตะวนั ตกเฉียงใต้ หอบเอาฝนมาตกลงทัวบริเวณในปรมิ าณทีไม่น้อย
ไปกวา่ ภาคกลาง แต่เปนเพราะผืนแผ่นดนิ เปนดนิ ปนทรายไม่อมุ้ นาํ นาํ
จึงไหลลงสู่แม่นาํ โขงและสาขา ทาํ ใหพ้ ืนทีไม่ชมุ่ ฉําเมอื หมดฤดูฝน และ
แหง้ แลง้ ยาวนานกว่าภาคอืน อกี ทงั ในฤดูนาํ หลากในตอนปลายฤดูฝน
นาํ ในแมน่ ําโขงจะเออ่ ท่วมฝงแมน่ าํ ทําให้เกิดความเสียหายแกไ่ ร่นา
และบ้านเมอื งบอ่ ย ๆ ในบรเิ วณจังหวัดริมฝงโขง ไดแ้ ก่ หนองคาย

นครพนม และ มกุ ดาหาร

แมน่ ําโขงและสาขาในแผ่นดนิ ทีเปนประเทศไทยคือ
แม่นาํ ชี และแมน่ าํ มูล จัดวา่ เปนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลียง
พืนทีภาคอีสานให้มนี ําตลอดป แต่การทจี ะอาศัยแมน่ าํ
ทงั สามเปนทางสัญจรเหมอื นดงั ทีเปนอยใู่ นภาคกลางนัน
กระทาํ ได้เพียงบางพืนทเี นืองจากลกั ษณะภูมปิ ระเทศ

บางตอนลาดชันหรอื มีเกาะแก่งไมส่ ะดวกสําหรับการ
เดนิ เรือในหนา้ แลง้ ทัวบริเวณจะแล้งนานหนงึ ในสาม
ของเวลานนั จะหนาวเย็น และอีกหนงึ ในสามจะร้อนจดั
ใตผ้ นื แผ่นดินหลายแห่งทีห่างไกลแหล่งนําจะเปนหิน
เกลือ ทใี ดมีการโค่นปาลงมากในหนา้ แล้งเมอื นําฝนที
ตกลงมาระเหยเกลือก็จะขึนมาสู่หน้าดิน ทําใหด้ นิ เค็ม

และพืชพรรณตา่ ง ๆ ขึนไดย้ าก

แมส้ ภาพในหลาย ๆ พืนทีของอีสานจะเปนดังกล่าวมานี
แต่อกี หลายส่วนของดนิ แดนอีสานก็ยังเปนพืนภมู ทิ ีดีพอที

จะเอืออํานวยให้ มนษุ ยต์ งั หลกั ปกฐานและสรา้ ง
อารยธรรมไดแ้ ต่ครังโบราณกาล ดงั กรณีบา้ นเชยี งใน
จงั หวัดอดุ รธานี เปนตน้ ความอุดมสมบูรณใ์ นบางส่วนของ
อสี านนันอธิบายได้โดยสภาพภูมศิ าสตร์ กล่าวคอื ทาง
ตะวันตกของภาคมีเทอื กเขาเพชรบรู ณ์ ทางตอนใตม้ ีทิวเขา
ดงพญาเย็นทอดเปน ทวิ ยาวตอ่ ดว้ ยทวิ เขาสันกําแพง ถัด

ออกไปเปนเทือกเขาพนมดงรักทางตะวันออกจรด
พรมแดนกมั พูชา กันพืนทีส่วนล่างเปนภาคกลาง ส่วนบน
เปนอีสานใต้ ไดแ้ ก่ จงั หวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรนิ ทร์
ศรีสะเกษ และอบุ ลราชธานี อีกทังตอนบนบรเิ วณจังหวัด
ชัยภูมิและจังหวดั เลยก็เปนทิวเขาทงี ามตระการตา ไดแ้ ก่
ภูหลวง ภูเรือ และ กระดงิ นอกจากนนั ทางดา้ นตะวันออก

ของแอ่งสกลนครก็ยงั มีทวิ เขาภูพาน

ซึงค่อยๆ ลาดลงสู่พืนทีราบสูงทงั ดา้ นตะวันตกและตะวันออก จรดแมน่ าํ
โขง ภูมปิ ระเทศทีเปนทวิ เขาดงั กลา่ วนีนอกจากเปนตน้ นาํ ลาย และแม่นาํ
สําคญั เช่น แมน่ ําสงครามทีไหลลงลงสู่ทรี าบสูงเบืองลา่ งแล้ว ยงั เปนปาดง

พงพีทีมีระบบนิเวศดงึ ดดู ให้ฝนตกและธรรมชาติ ได้สังสมความอุดม
สมบูรณใ์ นระบบนเิ วศไว้ได้ระดบั หนึง ปาเขาและสายนําจากพืนภูมิเชน่ นเี กอื

หนนุ ใหม้ แี หลง่ อาหารอนั ประกอบด้วยพืชและ สัตว์ซงึ เปนอาหารตาม
ธรรมชาตทิ ีมนษุ ยไ์ ด้พึงพาตลอดมา นอกจากนนั ในพืนทรี าบนอกทิวเขากย็ งั
มีลกั ษณะเปนบึงใหญห่ ลายแห่งรอบ ๆ บึงเหล่านที ําเกษตรกรรมไดส้ ะดวก
พืนทีเช่นนมี ีแหลง่ ใหญอ่ นั เออื อาํ นวยใหม้ นุษย์ตงั ถินฐานอย่สู องบริเวณคือ
แอ่งโคราชและแอง่ สกลนคร ส่วนพืนทีอนื นนั ค่อนขา้ งแหง้ แล้งและกันดาร
กวา่ ในเชิงเปรียบเทยี บ เพราะเหตทุ ีมคี วามชมุ่ ชนื ในหน้าฝนสลับกบั แลง้ จัด
ในหนา้ แล้งในเชงิ นเิ วศวทิ ยา ก็ปรากฏว่ามพี ืชพรรณหลายชนดิ ทสี ามารถ
ปรบั ตวั ขนึ ได้ในพืนทีเชน่ นนั สัตวบ์ ก สัตวน์ ํา และสัตว์สะเทินนาํ สะเทินบก
หลายชนิดกส็ ามารถปรับตวั อยูไ่ ด้กับธรรมชาตทิ ีแตกต่างกันมากระหว่างฤดู
ฝน ฤดแู ล้ง ฤดูรอ้ น ข้าวบางสายพันธุ์ปลา และสัตวน์ ําสัตว์บกหลายชนิด
สามารถขยายพันธแ์ุ ละแพรก่ ระจายอยใู่ นพืนทีเช่นนไี ด้ ทาํ ใหม้ นษุ ย์สามารถ
ยงั ชีพได้ และปรบั ระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตแิ วดล้อม

ไดอ้ ยา่ งน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าทีไดก้ ลา่ วแลว้ ในภาคอืน

ในการดาํ รงชีพของคนอสี าน สภาพ
ภมู ิศาสตรท์ แี ตกต่างกนั ระหว่างความชุ่มชนื
กับความแห้งแล้ง จัดวา่ เปนความแตกต่าง

ทีได้กลายเปนปจจัยสําคัญทมี อี ิทธิพลตอ่
การตังหลกั แหล่งทํามาหากินของคนในพืนที
นี โดยอาศัยการตอ่ สู้และปรบั ตัวใหอ้ ยู่ได้

กับสภาพทีแตกตา่ งดงั กลา่ ว นันคือคน
อีสานมีภูมิปญญาและมีความสามารถใน
การเลือกทาํ เลทเี หมาะสม ไมข่ าดแคลนนํา
เปนทตี งั หลักแหล่งทําไรท่ ํานา ชยั ภมู ทิ ไี ด้
เลือกเฟนดแี ล้วนีเรียกกนั วา่ เปนที “ดนิ ดาํ
นําช่มุ ” ซึงมกั จะไดแ้ กบ่ ริเวณทเี ปนลุ่มหรอื
“กุด” มีบงึ หรือหนองนาํ ขนาดใหญ่ เช่น
หนองหานทีอุดรธานี บงึ พลาญชยั ทรี อ้ ยเอ็ด
หนองสามหมนื ทีชัยภูมิ หรอื ลาํ ตะคองที
นครราชสีมา เปนต้น รวมไปถงึ พืนทสี อง
ฝงแม่นําโขง ซี มล และสาขา เชน่ แมน่ ํา
สงครามและอนื ๆ ปจจบุ ันพืนทเี พาะปลกู มี
เพิมขึน เพราะมกี ารกกั เกบ็ นําในอา่ งเกบ็ นาํ
ใหญน่ อ้ ยทมี อี ยู่ทวั ไปทุกจงั หวดั แตเ่ พราะมี
ประชากรเพิมมากขนึ และกระจายกนั ไปอยู่
ในพืนทีทีเคยแหง้ แล้งมาก ความต้องการ

แหลง่ นําขนาดเลก็ จึงยงั มอี ยู่มาก

ในอดตี ประชาชนนิยมร่วมมือกนั ขุดลอกหนองบงึ และขดุ คนู ํา บรเิ วณทีตงั
ชุมชนเพือให้มนี ําใชต้ ลอดป โดยเฉพาะในแอ่งโคราช ไดพ้ บรอ่ งรอยของ
ชมุ ชนโบราณทีมคี ูนําล้อมรอบเปนอันมาก อนงึ ดว้ ยอิทธพิ ลวัฒนธรรมของ
กมั พูชา ไดม้ กี ารสร้างอ่างเก็บนําขนึ ตามชุมชนทีเปนศูนยก์ ลางของท้องถนิ
หลายแหง่ อ่างเก็บนําดงั กลา่ วนเี รียกวา่ “บาราย” ในการตงั หลักแหล่ง
ถินฐานใกลแ้ หลง่ นาํ ชาวอีสานนยิ มตงั บา้ นเรือน รวมตวั กนั เปนกระจุกมา
แต่ไหนแตไ่ รจะหาดไู ด้ทัวไปโดยเฉพาะ ณ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร
นอกจากนันความจํากัดของธรรมชาติทําใหค้ นอสี านรู้จักใชน้ าํ อย่างคุ้ม
ประโยชนท์ งั ในการเพาะปลกู และการบรโิ ภ ประจําวนั โดยมุ่งใชน้ ําแต่น้อย
ฉะนันมาตรฐานความสะอาดของบ้านเมืองและเครืองอปุ โภคบริโภคจงึ
ย่อมแตกต่างไปจากทอ้ งทีทีมนี าํ อดุ มสมบรู ณ์อย่างภาคกลางเปนธรรมดา
อีกทงั อาหารการกิน สิงของเครอื งใช้และบา้ นเรือน กไ็ ด้มพี ัฒนาการที
เหมาะกับดินฟาอากาศทแี ตกตา่ งจากภาค เหนอื และภาคกลาง ด้านการ
ถนอมอาหาร การดักจบั สัตวบ์ กสัตว์นํา เพือนํามาเปนอาหาร รวมทงั ความรู้
เรอื งพืชพรรณทีนาํ มาใช้เปนอาหาร และยา ก็ได้รบั การทดสอบและสังสม
ไวม้ ากเชน่ กัน ทังนยี ังมิตอ้ งพูดถึงระบบความเชือ พิธกี รรม ประเพณี และ
ศิลปกรรมของอีสาน ลักษณะเฉพาะอันไดร้ ับการหล่อหลอมจากบริบทของ

สิงแวดล้อมอนั แตกตา่ งจากภาคอืน ๆ

อยา่ งไรก็ตาม ด้วยจํานวนประชากรทีเพิมขึนอย่างมากในชว่ งถงึ สี
ทศวรรษมานี บริเวณ “ดินดํานาํ ชุม่ ” จงึ มีไมเ่ พียงพอแตค่ นอสี าน
ภูมิปญญาหลายประการในการตอบโต้หรอื หาทางออกในการเผชญิ เปน
ดังกล่าว เบอื งแรกก็ต้องขนนาํ จากแหลง่ นาํ ไปยังบ้านทหี า่ งไกลมาก ยาม
แลง้ กถ็ งึ ขนาด “ตํานาํ กนิ ” (แยกดินปนทรายทอี ุม้ นําออกจากกันจนได้
นาํ ) ในบางพืนที เช่น สุรนิ ทร์ ในหลายพืนทที มี กี ารขยายทีทาํ กิน เขา้ ไปใน
ปาทุง่ ปาทามอันเปนแหลง่ สัตว์นําและทีเขา้ ไปหกั ร้างถางพงในเขตปา
สงวนกม็ ีมาก ทา้ ยทีสุดกต็ ้องอพยพเคลือนย้ายไปหางานทํา ในเมืองใหญ่
และท้องถนิ อืนทังในและนอกประเทศ แตส่ ายใยความผกู พันกบั เครือ
ญาติและ “บ้านเกิด” ยังเหนียวแนน่ แตก่ อ่ นจะยา้ ยทที าํ มาหากนิ ขนาด
นนั คนอีสานก็เขา้ ใจคณุ คา่ ของปาจะนิยมรกั ษาปาชุมชนไวโ้ ดยหลักความ
เชอื เรอื ง “ดอนปูตา” เมอื ยามกนั ดารขดั สน การแบ่งปนกนั กินตามคาํ
กลา่ วพืนบ้าน “พริกบ้านเหนอื เกลอื บ้านใต้” ก็เปนอีกวิธีหนึงทีทําให้อยู่
รอดมาได้ สระนาํ สาธารณะทีทกุ ครัวเรือนในชุมชนร่วมกันดูแลรกั ษาไว้
เปนสมบตั กิ ลางเพือแบ่งปนนําตลอดจนพืชผกั สวนครวั ทรี ว่ มกนั ปลูกไว้
ใกล้นาํ กเ็ ปนสิงทีพบเห็นได้ทวั ไป เหนือสิงอนื ใดธรรมชาตแิ วดลอ้ มของ
อีสานไดส้ ร้างนสิ ัยทรหดอดทนและกล้าเผชญิ ความ ยากลําบากให้แก่คน
อสี าน รวมทงั ได้สร้างองค์ความรู้และสรา้ งคณธรรมหลายอยา่ งไว้เปน

ภูมปิ ญญาทีจะได้นํามาพิจารณาในรายละเอยี ดต่อไป

วัฒนธรรมไทย

วฒั นธรรมไทย คือ วิถชี ีวติ ความเปนอยขู่ องคนไทยทีอยู่ร่วมกนั ไดด้ ว้ ย
การสือความหมาย ใชช้ วี ติ ประกอบกจิ กรรมและสร้างสรรค์สิงตา่ งๆ
ดว้ ยลกั ษณะไทยๆ เปนผลรวมของการสังสมประสบการณ์ ความรู้

ความสามารถ ภมู ิธรรม และภมู ปิ ญญาของบรรพบรุ ุษไทย ซงึ ถ่ายทอด
สืบตอ่ กนั มา ชว่ ยใหช้ าวไทย ในแต่ละสังคมนนั อยูร่ อดมคี วามเจรญิ สืบ
มาและมคี วามเปนอยู่ วัฒนธรรมไทยมคี วามหลากหลายและมลี ักษณะ

โดดเด่นทีแตกต่างกนั ตามแตล่ ะภาค ภาคกลางเปนดินแดนแหง่
อารยธรรมทีสืบเนืองมาตงั แตส่ มยั ทวารวดีเปนอารยธรรมเก่าแก่ มี
ประชากรหลายเชอื ชาตเิ ผ่าพันธ์ุ ก่อใหเ้ กิดงานศิลปผสมผสานทงี ดงาม
ตามวัดวาอารามต่างๆ เปนมรดกของประเทศสืบทอดมาถึงลูกหลานใน
ปจจบุ ัน และบางแหง่ ทรงคณุ คา่ จนได้รับการยกยอ่ งให้เปนมรดกของ

โลกทตี ้องรักษาไวช้ ืนชมรว่ มกนั ตราบนานเทา่ นาน เช่น จังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยาเปนมรดกโลก พืนทสี ่วนใหญ่ของภาคกลางเปน

ทีราบลุ่ม กวา้ งใหญ่ มแี มน่ ําสําคญั หลายสายไหลผ่านคอื แม่นํา
เจา้ พระยา มีความอดุ มสมบูรณ์เปนอ่ขู า้ วอนู ําของประเทศ

ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชพี เกษตรกรรม อนั เปนเอกลกั ษณ์ทีโดด
เดน่ นอกจากนีวฒั นธรรมตามภาค ตา่ งๆ นนั มลี กั ษณะเฉพาะตน ซึงขนึ
อยกู่ บั ลกั ษณะ ภูมิประเทศ ลกั ษณะของภมู ิอากาศ ทีส่งผลถึงวถิ ชี ีวิต

วัฒนธรรมประเพณี ต่อภาคนันๆ

ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ หรอื ภาคอีสาน ประกอบด้วย 20
จงั หวัด เปนภาคทีมีเนือทมี ากทีสุด ในประเทศไทย และมี
ประชากรมากทีสุดอีกด้วย นอกจากนยี ังเปนดินแดนเก่าแก่
โบราณมภี ูมภิ าคทหี ลากหลาย ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี
แตกต่างกนั ไปในแตล่ ะทอ้ งถนิ และจังหวดั ศิลปวัฒนธรรม
เหลา่ นี เปนเครือง บอกถงึ ความเชือ ค่านิยม ศาสนาและรูป
แบบการดาํ เนินชีวิตตลอดจนอาชีพของคนในท้องถินนันได้
เปนอยา่ งดี สาเหตุทีภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื มีความหลาก
หลายทางศิลปวฒั นธรรมประเพณสี ่วนหนึง อาจจะเปนผล
มาจากการเปนศูนยร์ วมประชากรหลากหลายเชือชาติและมี
การตดิ ต่อสังสรรค์กบั ประชาชน ในประเทศใกลเ้ คียงจนก่อ
ใหเ้ กิดการแลกเปลียนทางวัฒนธรรมขนึ การไปมาหากัน

ระหว่างประชาชนชาว ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื กับ
ประชาชนของประเทศทีใกลเ้ คยี งกัน ทําใหเ้ กดิ การถ่ายทอด
และแลกเปลยี นศิลปวัฒนธรรมประเพณีระหว่างกัน โดยมี

ศิลปวฒั นธรรมประเพณแี ละรปู แบบการดาํ เนนิ ชีวิตที
คลา้ ยคลงึ กัน ทังวฒั นธรรมทางดา้ นการดํารงชีวิตและ
วัฒนธรรมทีเกียวขอ้ งกบั ศาสนาทีสามารถสังเกตรปู แบบ
วฒั นธรรมทดี งี ามของชาวภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ผา่ น

ทางประเพณตี ่างๆ ทชี าวภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

อาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนอื

ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื หรอื ทคี นไทยเรยี กตดิ ปากกันว่าภาคอสี านนัน ถอื
เปนภาคทมี ีอารยธรรม และวฒั นธรรมโบราณตงั แต่อดตี จนถึงปจจบุ ัน ทเี ดน่

ชัดทสี ุดคือดา้ นอาหาร ดว้ ยภูมปิ ระเทศของภาคอสี านนันมีความแห้งแลง้
ประชาชนส่วนใหญ่จึงต้องเรียนรแู้ ละปรับตวั ใหส้ ามารถทจี ะดํารงชวี ิตอยูไ่ ด้
ดงั จะเห็นได้วา่ วัตถุดบิ ในการทาํ อาหารอสี านส่วนใหญ่จะมาจากการแสวงหา
ตามธรรมชาติ ดังเชน่ ปลา กบ หนู แมลงและผกั พืนบ้านต่างๆ อกี ทงั ยงั มี
การเรียนร้ทู จี ะถนอมอาหารไวเ้ พือทีจะได้เกบ็ ไว้กินนาน ๆ โดยคนอสี านส่วน
ใหญจ่ ะกินขา้ วเหนยี วเปนอาหารหลกั อาหารอสี านส่วนใหญแ่ ล้วจะมีรสชาติ
เผด็ เค็ม เปรียวแตไ่ มถ่ ึงกับเปรียวมาก โดยส่วนใหญแ่ ลว้ รสเค็มจะได้จาก
ปลาร้า รสเผด็ จากพรกิ สดและพรกิ แห้ง รสเปรียวไดม้ าจากผกั พืนบา้ น เชน่
มะกอก ส้มมะขาม เปนต้น อาหารอีสานจะไม่นยิ มใส่เครืองเทศแตจ่ ะใช้กลิน
ทีได้จากพืชผกั ในการแต่งกลิน เช่น ผกั ชลี าว ใบมะกรูด ตระไคร้ ไมน่ ยิ มใช้
นาํ มนั หรอื กะทีในการปรุงอาหาร อาหารทเี ปนทนี ยิ มเชน่ ลาบ ส้มตําทีจะมีรส
เผ็ด เค็ม มนี ําขลุกขลิกใหส้ ามารถใช้ขา้ วเหนยี วในการจิมได้ และอกี วตั ถุดบิ ที
สําคัญคือ ปลา ร้า ถือเปนเครอื งปรุงอาหารของภาคอีสาน ซึงในทกุ ๆ ครัว
เรือนของภาคอสี านส่วนใหญ่จะมีการหมักปลารา้ ไว้ โดยการนาํ ปลาทเี หลือ
จากการทานมาทําเปนปลารา้ เพือใช้ปรงุ รสแทนนําปลาและยงั นําไปปรุงรสใน
อาหาร อสี านแทบทกุ ชนดิ อาหารอีสานมกั เปนอาหารทคี นไทยและชาวตา่ ง

ชาตติ ดิ ปากและนิยมเปนอย่างมาก เชน่ ส้มตาํ ลาบ ซุปหนอ่ ไม้ ต้มแซบ
เปนต้น ในความหลากหลายของอาหารอีสานนนั ซึงมี เมนูทีได้รบั ความนิยม

อย่างมากคอื ส้มตาํ ลาบ ไส้กรอกอีสาน

ภาคอีสานหรอื ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื เปนภมู ิภาค
ทมี ีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมและ

ประเพณีทีแตกตา่ งกนั ไปในแต่ละทอ้ งถินอนั เนือง
มาจากการปะทะสังสรรคร์ ะหวา่ งประชากรหลาก
หลายเชอื ชาติ ผคู้ นในภาคอีสานมีวิถีความเปนอยู่ที

เรียบง่าย แมส้ ภาพแวดล้อมความเปนอย่จู ะ
แรน้ แคน้ แตย่ ังคงมนี าํ ใจ ขยัน อดทน และยงั คงสืบ
ทอดวฒั นรรมประเพณเี ก่าแกต่ ามบรรพบรุ ุษอยา่ ง
เคร่งครัด ทังในเรืองของภาษาถนิ ทีใช้ในการสือสาร
ความเชือเรอื งผีบรรพบรุ ุษ ผนี า ผไี ร่ โดยจะต้องมี
พิธีเซ่นไหวอ้ ยเู่ ปนประจําเพราะเชือว่าผีมอี ทิ ธฤิ ทธิ
สามารถให้คณุ ให้โทษได้ ประเพณแี ละการละเลน่

พืนบ้านของภาคอีสานกโ็ ดดเด่นเปนเอกลกั ษณ์
เฉพาะ เชน่ ประเพณีแห่ผตี าโขนประเพณบี ุญบังไฟ
ไหลเรอื ไฟ การแสดงหมอลํา ดดี พิณ เปาแคน ล้วน

แสดงออกถงึ ความสนุกสนานและมีชีวติ ชีวาเพือ
ทดแทนกับสภาพภมู ปิ ระเทศทีแหง้ แล้ง อกี สิงหนงึ ที

มชี อื เสียงเปนอยา่ งมากของภาคอีสานก็คอื อาหาร
โดยเฉพาะ "ส้มตํา" ซึงเปนทีนยิ มของผู้คนทุกภาค

ในประเทศไทย โดยเครืองปรุงหลักทีขาดไมไ่ ด้
สําหรับอาหารอีสานคอื "ปลาร้า" หรอื ทชี าวอีสาน

เรยี กว่า "ปลาแดก"


Click to View FlipBook Version