The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 แสงเชิงคลื่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yannawit Yothatorn, 2022-10-19 10:08:33

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 แสงเชิงคลืน

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 แสงเชิงคลื่น

แผนการจดั การเรยี นรู้

วชิ า ฟสิ กิ ส์ ว32203
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 10 เรอ่ื ง แสงเชิงคลนื่
ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรยี นอดุ รธานพี ทิ ยาคม

นายญาณวทิ ย์ โยธาทอน
รหสั นกั ศกึ ษา 61100143121
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (เนน้ ฟสิ กิ ส)์

การฝกึ ปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา 1 รหสั วชิ า ED18501
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565



คานา

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 3 รหสั วิชา ว32203 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5 เล่ม 3 น้ี จดั ทาขึ้น
เพือ่ ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรยี นการสอนให้มีประสทิ ธิภาพ และให้นกั เรียนบรรลตุ ามมาตรฐานการ
เรียนรู้/ตัวชว้ี ดั ท่ีกาหนดไว้ในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ
2560) ผู้จัดทาจงึ ได้ศกึ ษาสาระการเรยี นรู้ เทคนิค วิธีการสอน การวดั และประเมินผล มาจัดทาแผนการจัดการ
เรียนรูใ้ นครงั้ น้ี

แผนการจัดการเรยี นร้เู ล่มนี้ ประกอบไปดว้ ย ทาไมต้องเรียนวทิ ยาศาสตร์ เรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ คณุ ภาพผูเ้ รียนเมอ่ื จบช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6 สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคส์ าคัญของผู้เรยี น ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
คาอธิบายราชวิชาเพมิ่ เติม โครงสรา้ งรายวิชา แผนการประเมนิ การเรียนรู้ การวิเคราะหต์ วั ช้ีวดั เพ่อื กาหนด
น้าหนักคะแนน โครงสร้างกาหนดการสอน แผนการจัดการเรยี นร้หู น่วยการเรียนรู้ท่ี 10 เร่อื ง แสงเชิงคล่ืน
เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นบรรลุมาตรฐานการเรียนรไู้ ดเ้ ต็มศกั ยภาพอย่างแทจ้ รงิ

จึงหวังเป็นอย่างย่ิงวา่ แผนการจดั การเรียนรูฉ้ บับน้ี จะสามารถนาไปใช้ประกอบการจัดการเรียนการ
สอนรายวชิ าฟสิ กิ ส์ นาไปสู่การพฒั นาที่ถกู ต้องและเกิดผลแก่นักเรียนเป็นอยา่ งดี

นายญาณวทิ ย์ โยธาทอน
15 ตลุ าคม 2565

สารบญั ข

เรอ่ื ง หนา้
คานา ก
สารบัญ ข
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 10 แสงเชงิ คลนื่
1
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 1 เรื่อง แนวคิดเก่ยี วกบั แสงเชงิ คลื่น 9
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่ือง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลดิ คู่ 23
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 3 เรื่อง การเลย้ี วเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว 29
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 4 เรอ่ื ง การเล้ียวเบนของแสงผา่ นเกรตตงิ

1

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอื่ ง แนวคดิ เกย่ี วกบั แสงเชงิ คลนื่

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 10 แสงเชงิ คลนื่ รหสั วชิ า ว32203 ชอื่ วชิ า ฟสิ กิ ส์ 3

จานวน 1.5 หนว่ ยกติ จานวน 1 ชว่ั โมง ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5

ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ครผู สู้ อน นายญาณวทิ ย์ โยธาทอน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

สาระฟิสิกส์ : เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน

ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสงรวมทั้งนาความรู้ไปใช้

ประโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
ทดลองและอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอด

ของแสงผ่านสลิตเด่ียว รวมทั้งคานวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- ระบไุ ด้ว่าแสงเปน็ คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้
3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
- สบื คน้ ข้อมูลเกี่ยวกับแสงทเ่ี กย่ี วข้องกับคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้า
3.3 ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
- มวี ินยั ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งมน่ั ในการทางาน

4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
4.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
4.2 ความสามารถในการคิด

5. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)

2

6. สาระสาคญั
แสงทตี่ ามองเห็นได้เปน็ ชว่ งหน่งึ ในสเปกตรัมของคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า มคี วามยาวคลน่ื อยู่ในช่วง 400-

700 นาโนเมตร มีอัตราเร็วเท่ากับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั่วไปคือ 3×108 เมตรต่อวินาที เดิมเชื่อกันว่าแสงเปน็
อนภุ าค จนกระทัง่ ธอมัส ยัง ได้ทาการทดลองใหเ้ ห็นวา่ แสงมกี ารแทรกสอดได้ จึงยอมรับกนั ว่าแสงเปน็ คลนื่

7. ภาระงาน/ชนิ้ งาน
7.1 คาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.1
7.2 ใบงานที่ 10.1 แนวคดิ เก่ียวกับแสง่ เชงิ คล่ืน

8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขนั้ ท่ี 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ
1. ครนู าเข้าสูบ่ ทที่ 10 โดยใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เร่ือง แสงเชงิ คลน่ื
2. ครูนาเขา้ สูบ่ ทเรียน โดยให้สังเกตปรากฎการณข์ องแสงเชงิ คลื่น เช่น ให้นักเรียนสังเกตสีที่ปรากฏ

บนฟองสบู่ สงั เกตสจี ากแผน่ ซีดีหรือแผน่ ดีวีดี รวบรวมผลที่ได้จากการสงั เกต ครูตงั้ คาถามว่าพฤติกรรมใดของ
แสงทาให้เกิดปรากฎการณ์ดังกลา่ ว โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายผลการสังเกต ไม่เน้นความถูกตอ้ ง

3. ครูตั้งคาถามว่าในระยะแรกนักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าแสงเป็นคลื่นหรืออนุภาค เปิดโอกาสให้
นักเรยี นแสดงความคดิ เห็นอยา่ งอิสระ

ขั้นท่ี 2 ขนั้ สารวจและค้นหา
1. นักเรียนทุกคนสืบคน้ ข้อมลู เกย่ี วกับแนวคดิ เก่ยี วกับแสงเชิงคล่นื ในหนงั สือเรยี น หน้า 107-108
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับแสงเชิงคลื่น และสรุปความรู้ลงใน
สมดุ จดบันทกึ

ขนั้ ที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ
1. ครสู มุ่ นกั เรียนออกมานาเสนอผลการศึกษาเกีย่ วกับสงเชงิ คลื่น
2. นักเรยี นและครูร่วมกนั อภิปรายและสรปุ การศึกษาคน้ ควา้ จนสรปุ ได้ ดังน้ี

- แสงที่ตามองเห็นได้เป็นช่วงหนึ่งในสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีความยาวคลื่นอยู่
ในช่วง 400-700 นาโนเมตร มีอตั ราเร็วเท่ากบั คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าทัว่ ไปคือ 3×108 เมตรตอ่ วนิ าที เดิมเช่ือกัน
วา่ แสงเปน็ อนภุ าค จนกระทง่ั ธอมัส ยงั ไดท้ าการทดลองใหเ้ ห็นว่าแสงมกี ารแทรกสอดได้ จงึ ยอมรับกันวา่ แสง
เป็นคลืน่

3. นักเรียนทาแบบฝึกหัดคาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.1 ในหนังสือเรียนหน้า 108 ส่งครูท้าย
ช่วั โมง

3

ข้ันที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้
1. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแสงเชิงคลื่นว่า “คลื่นแสงหรือเรียกสั้นๆ ว่า แสง เป็นคลื่นชนิดท่ี
แตกต่างจากคลืน่ เสียงหรือคลื่นผวิ น้าซึ่งเป็นคลืน่ กลที่ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน ส่วนคลื่นแสง
เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านที่ตา
มนุษย์สามารถตอบสนองได้หรือในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 นาโนเมตร แสงทุกย่านความถี่
เคลื่อนทดี่ ้วยอัตราเร็วเท่ากันในสุญญากาศ โดยอตั ราเร็วในสญุ ญากาศมีคา่ ประมาณ 3 x 10 8 เมตรต่อวินาที
ซึ่งตราบจนถงึ ปัจจุบนั พบว่าเปน็ อัตราเรว็ สูงสุด ไม่มคี ลน่ื หรืออนุภาคใดๆ เคล่อื นที่ในสุญญากาศด้วยอัตราเร็ว
หรือมากกว่าแสง”
2. ครูมอบหมายให้นกั เรียนทาใบงาน 10.1 เร่ือง แวคิดเกีย่ วกบั แสงเชิงคล่นื สง่ ครทู ้ายชวั่ โมง

ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมินผล
1. ครูตรวจสอบผลการทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น เพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจกอ่ นเรียนของนกั เรยี น
2. ครตู รวจสอบผลจากการทาแบบฝกึ หัดคาถามรวจสอบความเข้าใจ 10.1
3. ครตู รวจสอบผลจากการทาใบงานที่ 10.1
4. ครูประเมินผล โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานของนกั เรยี น

9. สอื่ การเรยี นรู้
9.1 ส่ือการเรยี นรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 3 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หน่วยการเรียนรู้
ที่ 10 เรอื่ ง แสงเชงิ คล่นื
2) แบบฝกึ หดั หนว่ ยการเรียรทู้ ่ี 10
2) ใบงาน 10.1 เรือ่ ง แนวคดิ เก่ียวกบั แสงเชงิ คล่นื
9.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) ห้องสมุด
3) แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ

10. การวดั ผลประเมนิ ผล 4

รายการวดั วธิ วี ดั เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ

ดา้ นความรู้ (K) - คาถามรวจสอบความ ระดบั คุณภาพ 2
เข้าใจ 10.1 ผา่ นเกณฑ์
- ระบุได้วา่ แสงเปน็ คลื่น - ตรวจคาถามรวจสอบ
- แบบประเมนิ ทักษะ ระดับคณุ ภาพ 2
แม่เหลก็ ไฟฟา้ ความเขา้ ใจ 10.1 กระบวนการทาง ผ่านเกณฑ์
วทิ ยาศาสตร์
ดา้ นกระบวนการ (P) ระดับคณุ ภาพ 2
- แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
- สบื คน้ ข้อมูลเกย่ี วกบั แสง - ตรวจใบงาน 10.1 คณุ ลักษณะ
อันพึงประสงค์
ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับคลน่ื

แมเ่ หลก็ ไฟฟา้

ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

- คุณลักษณะอันพึง - สังเกตความมีวนิ ยั

ประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ และม่งุ มนั่

ในการทางาน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดับดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

5

การประเมนิ กจิ กรรม

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

ด้านความรู้ ดา้ นทกั ษะ ดา้ น รวม ระดับ
คะแนน คณุ ภาพ
เลขที่ (K) (P) คณุ ลักษณะ
9 ดีมาก
(A) 9 ดีมาก
9 ดีมาก
333 9 ดีมาก
9 ดมี าก
13 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
23 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
33 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
43 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
53 3 3 9 ดีมาก
9 ดีมาก
63 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
73 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
83 3 3 9

93 3 3

10 3 3 3

11 3 3 3

12 3 3 3

13 3 3 3

14 3 3 3

15 3 3 3

16 3 3 3

17 3 3 3

18 3 3 3

19 3 3 3

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถงึ ระดบั ดมี าก
คะแนน 7-8 หมายถงึ ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรบุ ปรุง
คะแนน

6

7

ใบงานท่ี 10.1
เรอื่ ง แนวคดิ เกย่ี วกบั แสงเชงิ คลนื่

คาช้ีแจง : จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. เพราะเหตุใด การศกึ ษาปรากฏการณ์แทรกสอดและเลี้ยวเบนของแสง จงึ ใชส้ มบัติเชิงคล่นื ของแสงแทที่จะ
ใชส้ มบัติเชงิ เรขาคณิตของแสง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2. พจิ ารณากล่มุ คลน่ ต่อไปน้ี คลื่นกล่มุ ใดสามารถจดั เปน็ คลื่นอาพนั ธ์

1)

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2)

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

3)

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ใบงานที่ 10.1 8
เรอื่ ง แนวคดิ เกยี่ วกบั แสงเชงิ คลน่ื
เฉลย

คาชแี้ จง : จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. เพราะเหตุใด การศกึ ษาปรากฏการณ์แทรกสอดและเล้ยี วเบนของแสง จงึ ใชส้ มบัติเชงิ คลื่นของแสงแทที่จะ
ใชส้ มบัตเิ ชงิ เรขาคณิตของแสง

การใช้สมบตั ิเรขาคณติ ของแสงอยู่บนพน้ื ฐานว่า “ในตัวกลางชนดิ หนึ่งๆ แสงจะเดนิ ทางเป็นเสน้ ตรง” จึงใช้
รังสีแสดงแนวการเดินทางของแสงซึ่งสะดวกและใช้ได้ดีกับการศึกษาการสะท้อนและหักเหของแสง แต่ใน
ปรากฏการณ์การแทรกสอดและเลี้ยวเบนของแสงนั้น การใช้สมบัติความเป็นคลื่นของแสงจะอธิบายได้ดีกวา่

2. พิจารณากลุ่มคล่นตอ่ ไปน้ี คล่ืนกล่มุ ใดสามารถจัดเป็นคล่ืนอาพันธ์
1)

เป็นคลื่นอาพันธ์ เพราะมีความยาวคลื่นและแอมพลิจูดเท่ากัน มีเฟสต่างกันคงที่ ความต่างเฟส
มากกวา่ 0o แต่นอ้ ยกวา่ 180o

2)

เปน็ คลน่ื อาพนั ธ์ เพราะมคี วามยาวคล่ืนและแอมพลจิ ดู เทา่ กนั มีเฟสต่างกันคงท่ี 180o

3)
ไม่เป็นคลื่นอาพันธ์ เพราะแม้มีแอมพลิจดู เทา่ กนั แต่มคี วามยาวคล่ืน (หรือความถ)ี่ ต่างกัน ซ่ึงจะทาใหเ้ ม่อื
เดนิ ทางมาพบกันท่จี ดุ ๆ หน่งึ ความต่างเฟสที่จุดน้ันจะไมค่ งท่ี

9

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลดิ คู่

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 10 แสงเชงิ คลนื่ รหสั วชิ า ว32203 ชอื่ วชิ า ฟสิ กิ ส์ 3

จานวน 1.5 หนว่ ยกติ จานวน 3 ชว่ั โมง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5

ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ครผู สู้ อน นายญาณวทิ ย์ โยธาทอน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

สาระฟิสิกส์ : เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน

ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสงรวมทั้งนาความรู้ไปใช้

ประโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
ทดลองและอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอด

ของแสงผ่านสลิตเดี่ยว รวมท้ังคานวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- อธิบายรูปแบบการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่
3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
- คานวณหาปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเกย่ี วข้องกับการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่
3.3 ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
- มวี นิ ัย ใฝ่เรียนรู้ มุง่ ม่นั ในการทางาน

4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
4.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
4.2 ความสามารถในการคิด

5. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)

10

6. สาระสาคญั
การแทรกสอดของแสงผ่านแสงผ่านสลิตคู่ จากการแทรกสอดของแสงตามการทดลองของ ธอมัส ยัง

พิจารณาวา่ เมือ่ แสงผ่านสลิตคชู่ อ่ งของสลติ เหมอื นกับเปน็ แหล่งกาเนิดแสงอาพนั ธ์ ทาใหเ้ กดิ การแทรกสอดของ
แสงตาแหน่งบนฉากที่แทรกสอดแบบเสริม เกิดแถบสว่าง ซึ่งมีความต่างระยะทาง ∆ = หรือ
sin = เมื่อ n = 0, 1, 2, … ตาแหน่งบนฉากที่แทรกสอดแบบหักล้าง เกิดแถบมือ ซึ่งมีความต่าง
ระยะทาง ∆ = ( − 1) หรอื sin = ( − 1) เม่ือ n = 1, 2, 3, … โดยทีค่ วามกว้างของ

22

แถบสวา่ ง ความสวา่ ง และระยะระหว่างแถบสว่างจะพอๆ กัน

7. ภาระงาน/ชน้ิ งาน
7.1 คาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.2
7.2 ใบงานที่ 10.2 การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่

8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ
1. ครนู าอภปิ รายเร่อื งการแทรกสอดของคลนื่ ผวิ น้าทีไ่ ดเ้ รียนมาในบทที่ 9 เรือ่ งคล่นื
2. ครูอภิปรายเกี่ยวกับสลิตจนสรุปได้ว่า เป็นอุปกรณ์ทางแสงมีลักษณะเป็นช่องเปิดขนาดเล็กที่มี

ความกวา้ งน้อยๆ ค่าหนง่ึ หากมีชอ่ งเดีย่ วเรยี กวา่ สลิตเดย่ี ว มีสองชอ่ งเรียกสลิตคู่ ครูต้งั คาถามหากแสงผ่านส
ลิตคู่ไปตกบนฉาก ภาพทป่ี รากฎบนฉากจะมีลักษณะอย่างไร ครูเปดิ โอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่าง
อสิ ระ ไม่คาดหวงั คาตอบที่ถกู ต้อง

ขนั้ ที่ 2 ขน้ั สารวจและค้นหา
1. นักเรียนแบ่งกลุม่ ๆ ละ 4-5 คน ปฏิบัติกิจกรรม 10.1 การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ พร้อมท้งั
ตอบคาถามท้ายกิจกรรม
2. ครูชแี้ นะวธิ กี ารทาการทดลอง และให้คาแนะนาตลอดการทากจิ กรรม

ขน้ั ท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
1. ตวั แทนแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลการทดลองหน้าชนั้ เรยี น
2. นักเรยี นและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลการทาการทดลอง จนสรปุ ได้ ดงั นี้

- เมื่อแสงเลเซอร์ผ่านสลิตคู่ จะเห็นลวดลายการแทรกสอดของแสงเป็นแถบสว่าง และแถบ
มดื สลับกันบนฉาก คลา้ ยกับการเกิดปฏิบพั และบพั จากการแทรกสอดของคลนื่ ผิวนา้ ตามลาดับ แสดงว่าคล่ืน
แสงมกี ารแทรกสอดแบบเสริมและแบบหักล้าง

11

- ลวดลายการแทรกสอดทีป่ รากฏเม่ือแสงเลเซอร์ผ่านสลิตคู่นั้นแถบสว่างแต่ละแถบมขี นาด
ใกล้เคียงกัน แผ่ออกไปทั้งสองข้างจากกึ่งกลาง เมื่อเปลี่ยนสลิตที่มีระยะห่างระหว่างช่องของสลิตคู่มากข้ึน
ขนาดของแถบสวา่ งทป่ี รากฎจะมขี นาดเล็กลง และอย่ใู กลก้ นั มากขึ้น

- เมื่อให้แสงเลเซอร์สีแดงและสีเขยี ว ผ่านสลิตคูท่ ี่มรี ะยะระหว่างช่องเท่ากัน ความกว้างของ
แถบสว่างที่ปรากฏจากแสงเลเซอร์สีเขียวกว้างนอ้ ยกวา่ ที่ปรากฏจากแสงเลเซอร์สีแดง แสดงให้เห็นว่าเมื่อใช้
แสงเลเซอร์สีเขียวซง่ึ มคี วามยาวคลนื่ นอ้ ยกว่าแสงเลเซอร์สีแดงจะทา ให้ความกวา้ งของแถบสวา่ งมีค่าน้อยกว่า

3. นักเรียนทาแบบฝึกหัดคาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.2 ในหนังสือเรียนหน้า 123 ส่งครูท้าย
ชว่ั โมง

ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้
1. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ พร้อมยกตัวอย่างการคานวณ
ปริมาณทเี่ กี่ยวขอ้ ง ตามตัวอย่าง 10.1-10.4 ในหนังสอื เรียนหนา้ 114-122
2. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นทาใบงาน 10.2 เรอื่ ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตคู่

ขั้นท่ี 5 ขัน้ ประเมนิ ผล
1. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรม 10.1 เร่อื งการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่
2. ครูตรวจสอบผลจากการทาแบบฝึกหัดคาถามรวจสอบความเขา้ ใจ 10.2
3. ครูตรวจสอบผลจากการทาใบงานที่ 10.2
4. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานของนักเรียน

9. สอ่ื การเรยี นรู้
9.1 สื่อการเรยี นรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 3 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หน่วยการเรียนรู้
ท่ี 10 เร่ือง แสงเชงิ คล่นื
2) กจิ กรรม 10.1 เรอ่ื งการแทรกสอดของแสงผา่ นสลติ คู่
3) แบบฝึกหัดหน่วยการเรียรู้ท่ี 10
4) ใบงาน 10.2 เรอ่ื ง การแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่
9.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งสมุด
3) แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ

10. การวดั ผลประเมนิ ผล 12

รายการวดั วธิ วี ดั เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
ระดับคุณภาพ 2
ดา้ นความรู้ (K) - คาถามรวจสอบความ ผา่ นเกณฑ์
เข้าใจ 10.2
- อธิบายรปู แบบการ - ตรวจคาถามรวจสอบ ระดับคณุ ภาพ 2
- แบบประเมินทักษะ ผา่ นเกณฑ์
แทรกสอดของแสงผ่านส ความเขา้ ใจ 10.2 กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ระดบั คณุ ภาพ 2
ลติ คู่ ผ่านเกณฑ์
- แบบประเมิน
ด้านกระบวนการ (P) คุณลกั ษณะ
อันพึงประสงค์
- คานวณหาปรมิ าณต่างๆ - ตรวจใบงาน 10.2

ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั การแทรก - ตรวจกจิ กรรม 10.1

สอดของแสงผา่ นสลิตคู่

ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

- คณุ ลกั ษณะอนั พึง - สังเกตความมีวนิ ยั

ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุง่ มัน่

ในการทางาน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดับดมี าก
คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

13

การประเมนิ กจิ กรรม

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ ดา้ น รวม ระดับ
คะแนน คณุ ภาพ
เลขท่ี (K) (P) คณุ ลกั ษณะ
9 ดีมาก
(A) 9 ดีมาก
9 ดีมาก
333 9 ดีมาก
9 ดมี าก
13 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
23 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
33 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
43 3 3 9 ดีมาก
9 ดีมาก
53 3 3 9 ดีมาก
9 ดีมาก
63 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
73 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
83 3 3 9

93 3 3

10 3 3 3

11 3 3 3

12 3 3 3

13 3 3 3

14 3 3 3

15 3 3 3

16 3 3 3

17 3 3 3

18 3 3 3

19 3 3 3

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดับดมี าก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถงึ ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรุบปรงุ
คะแนน

14

15

กิจกร2ร2ม. 10.1

การแทรกสอดของแสงผา่ นสลติ คู่

จดุ ประสงค์

สังเกตและอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่

เวลาทใ่ี ช้

50 นาที

วสั ดุและอปุ กรณ์

1. เลเซอร์พอยเตอร์ชนดิ สีแดง* 1 อัน

2. เลเซอร์พอยเตอร์ชนิดสเี ขียว* 1 อัน

3. สลิตคู่ 1 แผ่น

4. ไม้เมตร 1 อัน

5. แทน่ ยึด 4 ชดุ

6. ฉาก 1 แผน่

7. อปุ กรณบ์ นั ทกึ ภาพ 1 เครือ่ ง

*ควรมีกาลังไม่เกิน 2200 มิลลิวัตต์ และหลีกเลี่ยงการช้ีแสงเลเซอร์ไปยงั นยั น์ตาของตนเองหรือผูอ้ น่ื

เพราะเป็นอันตรายต่อนัยน์ตา

วิธีดาเนนิ กจิ กรรม
1. ยดึ เลเซอร์พอยเตอรแ์ ละสลิตคู่กบั แท่นยดึ ดังรปู

2. จัดให้ระยะหา่ งระหว่างสลติ กบั ฉาก ห่างกนั อย่างนอ้ ย 1 เมตร
3. ฉายแสงเลเซอร์สีแดงผ่านสลิตคู่ท่ีมีระยะห่างระหว่างช่องค่าหน่งึ สังเกตและบันทึกภาพท่ีปรากฏบน
ฉาก
4. ทดลองซา้ โดยใช้สลติ ค่ทู ่ีมีระยะห่างระหวา่ งชอ่ งคา่ อนื่ ๆ
5. ทดลองซา้ ขอ้ 3. และ 4. แต่เปลย่ี นเป็นเลเซอรส์ เี ขยี ว

ตารางบนั ทึกผลการทดลอง 16

สลติ คู่ 50 ไมโครเมตร
สลติ คู่ 100 ไมโครเมตร
สลติ คู่ 250 ไมโครเมตร

สรุปผลการทากจิ กรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คาถามท้ายกจิ กรรม
1. ในกรณีที่ใช้แสงเลเซอร์สีแดงผ่านสลิตคู่ที่มีระยะห่างระหว่างช่องต่างกัน ภาพที่ปรากฏบนฉากมีลักษณะ
อย่างไร มีความแตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ภาพการแทรกสอดของแสงที่ได้จากกรณีที่ใชแ้ สงเลเซอรส์ เี ขยี วแตกตา่ งจากกรณีท่ใี ช้แสงเลเซอร์สีแดง
หรือไม่ อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

17

ใบงานท่ี 10.2

เรอื่ ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตคู่

คาชแ้ี จง : จงคานวณหาผลลพั ธจ์ ากโจทย์ตอ่ ไปนี้
1. กุ้งฉายแสงสีเดยี วความยาวคลน่ื 600 นาโนเมตร ตกกระทบตัง้ ฉากบนช่องเปิดคู่ที่มีระยะห่างระหวา่ งช่อง
เปิด 100 ไมโครเมตร จงึ เกดิ แถบสวา่ งและแถบมืดของลวดลายการแทรกสอดบนฉากรบั แสง อยากทราบว่า
ตาแหนง่ เชงิ มมุ ของแถบสวา่ งลาดบั ท่ี 5 เป็นมุมเท่าใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2. แสงความยาวคล่ืน 5 x 10-7 เมตร ตกกระทบตัง้ ฉากกบั ช่องเปิดคู่ทีม่ รี ะยะห่างระหวา่ งช่องเปดิ 1 มลิ ลิเมตร
เกิดลวดลายการแทรกสอดบนฉากรับแสงที่อยู่ห่างออกไป 2 เมตร จงหาว่าแถบสว่างลาดับที่ 3 และแถบมืด
ลาดับท่ี 3 อยหู่ ่างจากแถบสว่างกลางเป็นระยะกม่ี ิลลิเมตร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

18

3. ฉายแสงสเี ดยี วความยาวคลืน่ 500 นาโนเมตร ตกกระทบตงั้ ฉาก
กบั ชอ่ งเปดิ คู่ทีม่ ีระยะระหวา่ งชอ่ งเปิดเทา่ กับ 250 ไมโครเมตร เกดิ
ลวดลายการแทรกสอดบนฉากรบั แสงทอี่ ยูห่ ่างออกไป 50 เซนตเิ มตร
วัดความเขม้ แสงทีต่ าแหน่งตา่ งๆ บนฉากรบั แสงไดด้ งั กราฟ จงหาระยะ
x ในหน่วยมิลลิเมตร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4. ฉายแสงสีเดียวกับความยาวคลืน่ λ1 ตกกระทบตั้งฉากกบั ช่องเปดิ คู่อันหนงึ่ แล้วทาเครอื่ งหมายตาแหนง่
แถบมดื ต่างๆ บนฉากรับแสง จากนน้ เปล่ียนแสงเปน็ ความยาวคลนื่ λ2 แล้วทาเครอ่ื งหมายตาแหนง่ แถบสว่าง
ต่างๆ บฉากรับแสงอันเดยี วกนั พบวา แหนง่ แถบมืดลาดับที่ 6 ของแสง λ1 อยทู่ ี่เดียวกบั ตาแหนง่ แถบสวา่ ง
ลาดบั ที่ 3 ของแสง λ2 พอดี จงหาอัตราสว่ นของความยาวคล่ืน λ1 : λ2
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

กิจกร2ร2ม. 10.1 19

การแทรกสอดของแสงผา่ นสลติ คู่ เฉลย

จุดประสงค์

สงั เกตและอธบิ ายการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่

เวลาท่ใี ช้

50 นาที

วสั ดแุ ละอปุ กรณ์

1. เลเซอร์พอยเตอรช์ นดิ สีแดง* 1 อัน

2. เลเซอร์พอยเตอร์ชนดิ สเี ขียว* 1 อัน

3. สลิตคู่ 1 แผน่

4. ไม้เมตร 1 อัน

5. แท่นยึด 4 ชุด

6. ฉาก 1 แผ่น

7. อุปกรณ์บนั ทกึ ภาพ 1 เคร่อื ง

*ควรมีกาลังไม่เกิน 2200 มิลลิวัตต์ และหลีกเลี่ยงการช้ีแสงเลเซอร์ไปยังนยั น์ตาของตนเองหรือผู้อน่ื

เพราะเป็นอนั ตรายตอ่ นัยนต์ า

วธิ ีดาเนนิ กิจกรรม
1. ยดึ เลเซอรพ์ อยเตอรแ์ ละสลิตคู่กับแท่นยดึ ดงั รปู

2. จดั ใหร้ ะยะห่างระหว่างสลติ กบั ฉาก หา่ งกันอยา่ งนอ้ ย 1 เมตร
3. ฉายแสงเลเซอรส์ ีแดงผ่านสลิตคู่ท่ีมีระยะห่างระหว่างช่องค่าหนึ่ง สงั เกตและบนั ทกึ ภาพท่ีปรากฏบน
ฉาก
4. ทดลองซ้าโดยใช้สลิตคูท่ ่มี รี ะยะห่างระหวา่ งช่องค่าอ่ืนๆ
5. ทดลองซา้ ข้อ 3. และ 4. แตเ่ ปลย่ี นเป็นเลเซอรส์ ีเขียว

ตารางบันทึกผลการทดลอง 20

สลติ คู่ 50 ไมโครเมตร
สลติ คู่ 100 ไมโครเมตร
สลติ คู่ 250 ไมโครเมตร

สรุปผลการทากิจกรรม
1. เมื่อแสงเลเซอรผ์ ่านสลติ คู่ จะเหน็ ลวดลายการแทรกสอดของแสงเป็นแถบสวา่ ง และแถบมืดสลับกัน

บนฉาก คล้ายกับการเกิดปฏิบัพและบัพจากการแทรกสอดของคลื่นผิวน้าตามลาดับ แสดงว่าคลื่นแสงมีการ
แทรกสอดแบบเสริมและแบบหักลา้ ง

2. ลวดลายการแทรกสอดท่ีปรากฏเม่ือแสงเลเซอร์ผ่านสลิตคนู่ ั้น แถบสวา่ งแต่ละแถบมีขนาดใกล้เคียง
กัน แผ่ออกไปทั้งสองข้างจากกึง่ กลาง เมื่อเปลี่ยนสลิตที่มรี ะยะหา่ งระหว่างชอ่ งของสลิตคู่มากข้ึน ขนาดของ
แถบสว่างที่ปรากฎจะมขี นาดเลก็ ลง และอยใู่ กล้กนั มากขน้ึ

3. เมือ่ ใหแ้ สงเลเซอร์สีแดงและสีเขียว ผ่านสลติ ค่ทู มี่ ีระยะระหว่างช่องเทา่ กัน ความกว้างของแถบสว่าง
ทีป่ รากฏจากแสงเลเซอร์สเี ขยี วกว้างน้อยกว่าท่ีปรากฏจากแสงเลเซอร์สีแดง แสดงใหเ้ หน็ วา่ เมือ่ ใช้แสงเลเซอร์
สีเขียวซ่ึงมีความยาวคลนื่ นอ้ ยกวา่ แสงเลเซอรส์ ีแดงจะทาใหค้ วามกว้างของแถบสว่างมีค่านอ้ ยกวา่
คาถามทา้ ยกจิ กรรม
1. ในกรณีที่ใช้แสงเลเซอร์สีแดงผ่านสลิตคู่ที่มีระยะห่างระหว่างช่องต่างกัน ภาพที่ปรากฏบนฉากมีลักษณะ
อยา่ งไร มคี วามแตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร
เมื่อแสงเลเซอร์สีแดงผ่านสลิตคู่ลักษณะภาพบนฉากประกอบด้วยแถบสว่างและแถบมืดสลับกัน โดยมี
แถบสว่างตรงกลางสว่างกว่าแถบสว่างด้านข้าง เมื่อระยะห่างระหว่างช่องสลิตคู่มีค่ามากขึน้ ความกว้างของ
แถบสว่างและแถบมดื มคี ่าน้อยลง
2. ภาพการแทรกสอดของแสงที่ได้จากกรณีที่ใช้แสงเลเซอร์สีเขียวแตกต่างจากกรณีที่ใช้แสงเลเซอร์สีแดง
หรือไม่ อย่างไร
เมือ่ แสงเลเซอร์สีเขียวผ่านสลิตคู่ จะปรากฎแถบมดื แถบสวา่ งเชน่ เดยี วกับแสงเลเซอร์สีแดง แต่แตกต่างกันคือ
เม่อื ใชส้ ลติ คทู่ ่มี รี ะยะห่างระหวา่ งช่องเทา่ กนั แถบสว่างและแถบมดื ทีเ่ กิดจากแสงเลเซอร์สเี ขียวจะมคี วามกว้าง
ของแถบนอ้ ยกวา่ ท่เี กิดจากแสงเลเซอรส์ แี ดง

ใบงานท่ี 10.2 21

เรอ่ื ง การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่

คาชีแ้ จง : จงคานวณหาผลลพั ธจ์ ากโจทยต์ อ่ ไปน้ี

1. กุ้งฉายแสงสเี ดียวความยาวคลืน่ 600 นาโนเมตร ตกกระทบต้ังฉากบนชอ่ งเปดิ คู่ท่มี ีระยะหา่ งระหวา่ งชอ่ ง

เปดิ 100 ไมโครเมตร จึงเกดิ แถบสวา่ งและแถบมืดของลวดลายการแทรกสอดบนฉากรับแสง อยากทราบวา่

ตาแหนง่ เชงิ มมุ ของแถบสว่างลาดับที่ 5 เปน็ มมุ เท่าใด

วธิ ีทา จากสมการ d sin θ = nλ

sin θ = nλ
=
d 600 x 10-9
5x

100 x 10-6
= 0.03

θ = sin-1 0.03

ดังนนั้ ตาแหนง่ เชงิ มุมของแถบสวา่ งลาดับท่ี 5 เป็นมุมเทา่ กับ sin-1 0.03

2. แสงความยาวคลืน่ 5 x 10-7 เมตร ตกกระทบตัง้ ฉากกับชอ่ งเปดิ คทู่ ม่ี ีระยะหา่ งระหว่างช่องเปดิ 1 มลิ ลิเมตร

เกิดลวดลายการแทรกสอดบนฉากรับแสงที่อยู่ห่างออกไป 2 เมตร จงหาว่าแถบสว่างลาดับที่ 3 และแถบมืด

ลาดับท่ี 3 อยหู่ า่ งจากแถบสว่างกลางเป็นระยะก่มี ิลลเิ มตร

วิธีทา จากโจทย์กาหนดให้ d = 1 mm = 1 x 10-6 m เปน็ ระยะระหว่างช่องเปดิ คู่

D = 2 m เป็นระยะจากช่องเปดิ ค่ถู ึงฉากรับแสง

จะเหน็ วา่ อตั ราส่วน D = 1 x 2 = 2,000 ดังน้นั D >> d
d 10-6 sin θ = tan θ
ทาให้สามารถใชส้ ูตรทีไ่ ด้จากการประมาณ = x
D
หาระยะจากแถบสว่างกลางไปถงึ แถบสว่างลาดับที่ n
dDx =
จจจากสมการ x= nλ
n(λdD) =
= 3 x 10-3 m 3 x (5 x 10-7)(2)
1 x 10-3
= 3 mm

ระยะจากแถบสว่างกลางไปถงึ แถบมืดลาดบั ที่ n

จจจากสมการ dDx = (n- 21)λ
x= (n- 21) (λdD)
2.5 x 10-3 m = (3 - 12) x (5 x 10-7)(2)
= = 1 x 10-3
2.5 mm

ดงั น้นั แถบสวา่ งลาดบั ท่ี 3 และแถบมืดลาดับที่ 3 อยู่หา่ งจากแถบสว่างกลางเป็นระยะ 3 มลิ ลเิ มตร

และ 2.5 มลิ ลิเมตร ตามลาดบั

22

3. ฉายแสงสีเดยี วความยาวคล่นื 500 นาโนเมตร ตกกระทบตั้งฉาก

กับช่องเปดิ คทู่ ่ีมีระยะระหว่างชอ่ งเปิดเทา่ กบั 250 ไมโครเมตร เกดิ

ลวดลายการแทรกสอดบนฉากรบั แสงที่อยหู่ ่างออกไป 50 เซนติเมตร

วดั ความเขม้ แสงท่ตี าแหน่งตา่ งๆ บนฉากรบั แสงได้ดงั กราฟ จงหาระยะ

x ในหน่วยมิลลเิ มตร

วิธที า จากกราฟ ระยะ x เปน็ ระยะระหวา่ งตาแหน่งท่มี ีความเขม้ แสงสงู สดุ ถัดกนั

ฉะนั้น ระยะ x เป็นระยะระหว่างแนวกลางของแถบสวา่ งท่อี ยถู่ ัดกนั

ให้ d เปน็ ระยะระหว่างชอ่ งเปิดคู่ และ D เปน็ ระยะจากช่องเปดิ คู่ถงึ ฉากรบั แสง

หาระยะหา่ งระหวา่ งแถบสวา่ งที่อยูถ่ ดั กัน

จากสมการ ∆x = (∆1n)((λ(d5D0)02x5010x-91)0(-60.5))
1 x 10-3 m = 1 mm
=
=

ดงั นั้น ระยะ x เทา่ กับ 1 มิลลเิ มตร

4. ฉายแสงสีเดียวกับความยาวคล่นื λ1 ตกกระทบต้ังฉากกบั ช่องเปดิ คู่อันหนงึ่ แล้วทาเครื่องหมายตาแหน่ง

แถบมดื ตา่ งๆ บนฉากรบั แสง จากนน้ เปลยี่ นแสงเป็นความยาวคลื่น λ2 แลว้ ทาเคร่อื งหมายตาแหนง่ แถบสวา่ ง

ตา่ งๆ บฉากรบั แสงอันเดียวกนั พบวา แหนง่ แถบมืดลาดับท่ี 6 ของแสง λ1 อยทู่ ี่เดียวกบั ตาแหน่งแถบสวา่ ง

ลาดับท่ี 3 ของแสง λ2 พอดี จงหาอัตราส่วนของความยาวคล่ืน λ1 : λ2
วธิ ีทา จากสมการตาแหน่งเชิงมุมของแถบมืด คอื d sin θ = (n- 12)λ1

และสมการตาแหน่งเชงิ มุมของแถบสวา่ ง คือ d sin θ = m λ2

ถา้ แถบมดื ของแสง λ1 อยูท่ ี่ตาแหนง่ เดียวกบั แถบสวา่ งของแสง λ2

ดังน้นั ผลคณู ของ d sin θ เทา่ กัน จะไดค้ วามสมั พันธ์

(n- 12)λ1 = m λ2

λ1 = m
(n - 21)
λ2

λ1 = 6 = 3 = 6
(6 - 21) 11
λ2 11

6 2
11
ดงั นั้น อตั ราส่วนของความยาวคลน่ื λ1 : λ2 คอื

23

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง การเลยี้ วเบนของแสงผา่ นสลติ เดย่ี ว

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 10 แสงเชงิ คลนื่ รหสั วชิ า ว32203 ชอื่ วชิ า ฟสิ กิ ส์ 3

จานวน 1.5 หนว่ ยกติ จานวน 3 ชว่ั โมง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5

ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ครผู สู้ อน นายญาณวทิ ย์ โยธาทอน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

สาระฟิสิกส์ : เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน

ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสงรวมทั้งนาความรู้ไปใช้

ประโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
ทดลองและอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอด

ของแสงผ่านสลิตเด่ียว รวมทั้งคานวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- อธบิ ายรูปแบบการเลย้ี วเบนของแสงผ่านสลติ เด่ียวทมี่ ีความกว้างขนาดตา่ ง ๆ
3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
- คานวณหาปริมาณตา่ ง ๆ ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการเลีย้ วเบนของแสงผ่านสลิตเด่ยี ว
3.3 ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
- มีวนิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ ม่งุ ม่ันในการทางาน

4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
4.1 ความสามารถในการสื่อสาร
4.2 ความสามารถในการคดิ

5. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)

24

6. สาระสาคญั
เม่อื แสงผา่ นสลิตเด่ียว จะเกดิ แถบสว่างแนวกลางกว้างและสว่างมากกวา่ แถบสว่างด้านข้างท้ังสองข้าง

และความสว่างของแถบสวา่ งถัดออกไปจะลดลง ซึ่งสามารถใช้หลกั การของฮอยเกนส์อธิบายการหาแถบมดื ท่ี
เกิดขึ้นได้ความสัมพันธ ์์ a sin θn = nλ เมื่อ n = 1, 2, 3, ... ถ้าความกว้างของช่องสลิตเข้าใกล้ขนาดของ
ความยาวคลื่นแสง (a≅λ) ขนาดของความกวา้ งของแถบสว่างกลางจะเพิ่มข้ึน จานวนแถบมืดทั้งสองด้านจะ
ลดลง เมื่อความกว้างของช่องสลิตเท่ากับความยาวคลื่นแสงจะไม่ปรากฏแถบมืด แต่ปรากฏเฉพาะแถบสว่าง
กลางเพยี งแถบเดยี ว

7. ภาระงาน/ชน้ิ งาน
7.1 คาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.3
7.2 ใบงานท่ี 10.3 การเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเด่ียว

8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ
1. ครูนานักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับ การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของคลื่นผิวน้าที่ผ่านช่องเดี่ยว

ตามท่ีไดเ้ รียนมาในบทท่ี 9 เรือ่ งคลนื่
2. ครใู ช้คาถามว่า หากฉายแสงผา่ นสลติ เด่ยี วลวดลายการแทรกสอดท่ีเกดิ ขึ้นบนฉากจะมีลักษณะเป็น

อยา่ งไร ใหน้ ักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ ไดอ้ ย่างอิสระโดยไมค่ าดหวงั คาตอบที่ถูกต้อง

ขัน้ ท่ี 2 ข้ันสารวจและค้นหา
1. นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 4-5 คน ปฏิบัติกิจกรรม 10.2 การเลี้ยวเบนของแสง พร้อมทัง้ ตอบคาถาม
ท้ายกจิ กรรม
2. ครชู ีแ้ นะวิธีการทาการทดลอง และใหค้ าแนะนาตลอดการทากิจกรรม

ขน้ั ที่ 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ
1. ตวั แทนแตล่ ะกลมุ่ ออกมานาเสนอผลการทดลองหนา้ ชนั้ เรียน
2. นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลการทาการทดลอง จนสรปุ ได้ ดังนี้

- เมื่อแสงเลเซอร์ผ่านสลิตเดี่ยว ปรากฏแถบสว่างกลางกว้างมากกว่าความกว้างของสลิต
แสดงวา่ แสงมีการเล้ียวเบน

- ลวดลายการแทรกสอดทีป่ รากฏเมื่อแสงเลเซอร์ผา่ นสลิตเดีย่ วนนั้ แถบสวา่ งกลางจะมีความ
กว้างมากกว่าแถบสวา่ งอื่น เมื่อเปลี่ยนสลิตโดยให้ความกว้างของสลติ มขี นาดมากขึ้น แถบสว่างที่ปรากฏจะมี
ความกวา้ งลดลง

25

3. นักเรียนทาแบบฝึกหัดคาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.3 ในหนังสือเรียนหน้า 137 ส่งครูท้าย
ชั่วโมง

ขัน้ ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้
1. ครูถามคาถามชวนคิดในหน้า 134 ให้นักเรียนอภิปรายรว่ มกัน โดยครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนแสดง
ความคดิ เห็นอยา่ งอสิ ระ แล้วครูนา อภิปรายจนไดแ้ นวคาตอบดงั น้ี

- เพราะเหตุใดการเลี้ยวเบนของแสงจึงพบเห็นได้ยาก แต่การเลี้ยวเบนของคลืน่ น้าจึงพบได้
ทวั่ ไป

แนวคาตอบ คลื่นที่มีความยาวคลื่นมากเกิดการเลี้ยวเบนได้มากกว่าคลื่นที่มีความยาวคลื่น
น้อยคลืน่ นา้ มคี วามยาวคลื่นมากกว่าความยาวคลื่นของแสงมาก จงึ พบการเล้ียวเบนของคล่ืนน้าในธรรมชาติ
งา่ ยกว่าคลนื่ แสง

2. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว พร้อมยกตัวอย่างการคานวณ
ปริมาณทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ตามตัวอย่าง 10.5-10.6 ในหนังสือเรียนหนา้ 134-136

3. ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี นทาใบงาน 10.3 เรอื่ ง การเลย้ี วเบนของแสงผา่ นสลติ เดี่ยว

ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมินผล
1. ครตู รวจสอบผลการทากจิ กรรม 10.2 การเลีย้ วเบนของแสง
2. ครูตรวจสอบผลจากการทาแบบฝึกหัดคาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.3
3. ครตู รวจสอบผลจากการทาใบงานที่ 10.3
4. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานของนกั เรยี น

9. สอื่ การเรยี นรู้
9.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 3 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หน่วยการเรียนรู้
ท่ี 10 เรอ่ื ง แสงเชงิ คลืน่
2) กจิ กรรม 10.2 การเลย้ี วเบนของแสง
3) แบบฝกึ หัดหน่วยการเรียรทู้ ี่ 10
4) ใบงาน 10.3 เร่อื ง การเล้ยี วเบนของแสงผา่ นสลิตเด่ียว
9.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) ห้องสมุด
3) แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ

10. การวดั ผลประเมนิ ผล 26

รายการวดั วธิ วี ดั เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
ระดับคุณภาพ 2
ดา้ นความรู้ (K) - คาถามรวจสอบความ ผา่ นเกณฑ์
เข้าใจ 10.3
- อธิบายรูปแบบการ - ตรวจคาถามรวจสอบ ระดับคณุ ภาพ 2
- แบบประเมินทักษะ ผา่ นเกณฑ์
เล้ียวเบนของแสงผา่ นสลิต ความเขา้ ใจ 10.3 กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ระดบั คณุ ภาพ 2
เด่ยี วทีม่ คี วามกวา้ งขนาด ผ่านเกณฑ์
- แบบประเมิน
ต่าง ๆ คุณลกั ษณะ
อันพึงประสงค์
ดา้ นกระบวนการ (P)

- คานวณหาปริมาณตา่ งๆ - ตรวจใบงาน 10.3

ที่เกี่ยวข้องกบั การ - ตรวจกจิ กรรม 10.2

เลีย้ วเบนของแสงผ่านสลติ

เดย่ี ว

ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

- คุณลกั ษณะอนั พงึ - สงั เกตความมวี นิ ัย

ประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ มน่ั

ในการทางาน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

27

การประเมนิ กจิ กรรม

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ ดา้ น รวม ระดับ
คะแนน คณุ ภาพ
เลขท่ี (K) (P) คณุ ลกั ษณะ
9 ดีมาก
(A) 9 ดีมาก
9 ดีมาก
333 9 ดีมาก
9 ดมี าก
13 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
23 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
33 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
43 3 3 9 ดีมาก
9 ดีมาก
53 3 3 9 ดีมาก
9 ดีมาก
63 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
73 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
83 3 3 9

93 3 3

10 3 3 3

11 3 3 3

12 3 3 3

13 3 3 3

14 3 3 3

15 3 3 3

16 3 3 3

17 3 3 3

18 3 3 3

19 3 3 3

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดับดมี าก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถงึ ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรุบปรงุ
คะแนน

28

29

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 4 เรอื่ ง การเลย้ี วเบนของแสงผา่ นเกรตตงิ

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 10 แสงเชงิ คลน่ื รหสั วชิ า ว32203 ชอ่ื วชิ า ฟสิ กิ ส์ 3

จานวน 1.5 หนว่ ยกติ จานวน 5 ช่ัวโมง ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5

ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ครผู สู้ อน นายญาณวทิ ย์ โยธาทอน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

สาระฟิสิกส์ : เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน

ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสงรวมทั้งนาความรู้ไปใช้

ประโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
ทดลองและอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอด

ของแสงผ่านสลิตเดี่ยว รวมทั้งคานวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- อธบิ ายรูปแบบการเล้ียวเบนของแสงผ่านเกรตติง
3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
- คานวณหาความยาวคล่นื แสงและปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวขอ้ งโดยใช้เกรตตงิ
3.3 ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
- มีวินยั ใฝเ่ รียนรู้ ม่งุ ม่นั ในการทางาน

4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
4.1 ความสามารถในการสอื่ สาร
4.2 ความสามารถในการคิด

5. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)

30

6. สาระสาคญั
เกรตติงเป็นอุปกรณ์ทางแสงที่มชี ่องเล็ก ๆ จานวนหลาย ๆ ช่อง และระยะหา่ งแต่ละช่องเทา่ กนั เมื่อ

แสงผา่ นเกรตติงจะเกดิ การเล้ียวเบนและแทรกสอด ทาให้เกดิ แถบสวา่ งเบนไปจากแนวกลาง ซึ่งหาไดจ้ ากความ
สมั พันธ์ dsin θ = nλ เมือ่ n = 0, 1, 2, 3, ... หากแสงขาวผ่านเกรตตงิ ตาแหนง่ แถบสว่างของแสงแต่ละสี จะ
ตา่ งกัน เนือ่ งจากความยาวคลน่ื ของแสงแต่ละสีมคี ่าตา่ งกนั

7. ภาระงาน/ชน้ิ งาน
7.1 คาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.4
7.2 ใบงานที่ 10.4 การเล้ยี วเบนของแสงผา่ นเกรตติง

8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขนั้ ท่ี 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ
1. ครูนานักเรียนอภิปรายการเกิดแถบมืดแถบสว่างจากสลิตคู่ และสลิตเดี่ยว จากนั้นตั้งคาถามว่า

ถ้าสลิตมีจานวนช่องมากกว่า 2 ช่อง ลวดลายการแทรกสอดเป็นอยา่ งไร ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความ
คดิ เหน็ อย่างอสิ ระ ไมค่ าดหวงั คาตอบทถ่ี ูกต้อง

2. นักเรียนร่วมกันอภปิ รายตอ่ เกี่ยวกบั เกรตติงและการหาระยะหา่ งระหว่างช่องและที่มาของสมการ
(10.9) ตามรายละเอียดในหนังสอื เรยี นหน้า 139 จากนนั้ ให้นักเรยี นมองแสงหลอดไฟผา่ นเกรตตงิ แลว้ บอกสิ่ง
ที่สังเกตได้และอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าแสงขาวเมื่อผ่านเกรตติงจะเกิดแถบสว่างของแสงสีต่าง ๆ ณ
ตาแหนง่ ต่างกันและสามารถนามาหาความยาวคล่ืนของแสงแตล่ ะสีได้

ขั้นที่ 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา
1. ครใู หน้ กั เรยี นทากิจกรรม 10.3 การทดลองหาความยาวคล่นื ของแสงในหนังสือเรยี น
2. นกั เรียนแบง่ กลมุ่ ๆ ละ 4-5 คน ปฏิบัติกิจกรรม 10.3 การทดลองหาความยาวคลื่นของแสง พร้อม
ท้งั ตอบคาถามท้ายกิจกรรม
2. ครูช้ีแนะวิธกี ารทาการทดลอง และให้คาแนะนาตลอดการทากิจกรรม

ข้นั ท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรุป
1. ตวั แทนแตล่ ะกลมุ่ ออกมานาเสนอผลการทดลองหน้าชน้ั เรยี น
2. นกั เรยี นและครรู ่วมกนั อภริ ายผลการทากจิ กรรม จนได้ขอ้ สรุปดังน้ี

- เมื่อมองแสงขาวผ่านเกรตติงจะเห็นเป็นแสงสีต่าง ๆ โดยแสงสีแดงจะเบนออกจากแนว
กลางมากที่สุด และแสงสมี ่วงเบนจากแนวกลางน้อยที่สุด แสงสีต่าง ๆ มีความยาวคล่นื เรียงจากส้ันท่ีสุดไปถึง
ความยาวคล่นื ยาวท่ีสุดดังนส้ี ีม่วง สีน้า เงิน สเี ขียว สเี หลอื ง สแี สด และสีแดง

31

3. นักเรียนทาแบบฝึกหัดคาถามตรวจสอบความเข้าใจ 10.4 ในหนังสือเรียนหน้า 147 ส่งครูท้าย
ชวั่ โมง

ขั้นท่ี 4 ขั้นขยายความรู้
1. ครูให้ความรูเ้ พิ่มเติมเกี่ยวกับการการเลี้ยวเบนของแสงผ่านเกรตติง พร้อมยกตวั อย่างการคานวณ
ปรมิ าณทเ่ี กยี่ วข้อง ตามตัวอย่าง 10.7 ในหนังสอื เรยี นหน้า 143-144
2. ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนทาใบงาน 10.4 เรอื่ ง การเล้ียวเบนของแสงผา่ นเกรตตงิ
3. นกั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี นหนว่ ยท่ี 10 แสงเชงิ คลื่น

ขั้นที่ 5 ขน้ั ประเมินผล
1. ครูตรวจสอบผลการทาแบบทดสอบหลังเรยี น เพอ่ื ตรวจสอบความรู้หลงั เรียนของนกั เรยี น
2. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรม 10.3 การทดลองหาความยาวคลน่ื ของแสง
3. ครตู รวจสอบผลจากการทาแบบฝกึ หัดคาถามรวจสอบความเขา้ ใจ 10.4 และการทาใบงานที่ 10.4
4. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤตกิ รรมการทางานของนักเรียน

9. สอ่ื การเรยี นรู้
9.1 ส่อื การเรียนรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 3 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หน่วยการเรยี นรู้
ที่ 10 เรอ่ื ง แสงเชิงคลื่น
2) กจิ กรรม 10.3 การทดลองหาความยาวคล่นื ของแสง
3) แบบฝกึ หดั หนว่ ยการเรียรู้ที่ 10
4) ใบงาน 10.4 เรือ่ ง การเล้ียวเบนของแสงผา่ นเกรตติง
9.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) ห้องสมดุ
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ

32

10. การวดั ผลประเมนิ ผล

รายการวดั วธิ วี ดั เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
ระดับคุณภาพ 2
ดา้ นความรู้ (K) - คาถามตรวจสอบความ ผา่ นเกณฑ์
เขา้ ใจ 10.4
- อธบิ ายรูปแบบการ - ตรวจคาถามตรวจสอบ ระดบั คุณภาพ 2
- แบบประเมินทักษะ ผา่ นเกณฑ์
เลี้ยวเบนของแสงผ่าน ความเขา้ ใจ 10.4 กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ระดับคณุ ภาพ 2
เกรตตงิ ผา่ นเกณฑ์
- แบบประเมิน
ด้านกระบวนการ (P) คณุ ลักษณะ
อันพึงประสงค์
- คานวณหาความยาว - ตรวจใบงาน 10.4

คลนื่ แสงและปรมิ าณ - ตรวจกจิ กรรม 10.3

ตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งโดยใช้

เกรตติง

ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

- คณุ ลกั ษณะอันพึง - สงั เกตความมวี ินยั

ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมน่ั

ในการทางาน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

33

การประเมนิ กจิ กรรม

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ ดา้ น รวม ระดับ
คะแนน คณุ ภาพ
เลขท่ี (K) (P) คณุ ลกั ษณะ
9 ดีมาก
(A) 9 ดีมาก
9 ดีมาก
333 9 ดีมาก
9 ดมี าก
13 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
23 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
33 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
43 3 3 9 ดีมาก
9 ดีมาก
53 3 3 9 ดีมาก
9 ดีมาก
63 3 3 9 ดีมาก
9 ดมี าก
73 3 3 9 ดมี าก
9 ดมี าก
83 3 3 9

93 3 3

10 3 3 3

11 3 3 3

12 3 3 3

13 3 3 3

14 3 3 3

15 3 3 3

16 3 3 3

17 3 3 3

18 3 3 3

19 3 3 3

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดับดมี าก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถงึ ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรุบปรงุ
คะแนน

34

35

กิจกร2ร2ม. 10.3

การทดลองหาความยาวคลน่ื ของแสง

จุดประสงค์

1. หาความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์พอยเตอร์สีแดงโดยใชเ้ กรตตงิ

2. หาความยาวคล่ืนของแสงสีต่างๆ โดยใชเ้ กรตติง

เวลาทีใ่ ช้

50 นาที

วสั ดุและอุปกรณ์

1. กล่องแสง 1 กล่อง

2. หม้อแปลงโวลต์ตา่ 1 เครอ่ื ง

3. เกรตติง 1 แผ่น

4. ไมเ้ มตร 1 อัน

5. เลเซอร์พอยเตอร์ 1 อัน

6. กระดาษเทาขาว 1 แผน่

7. แท่นยึด 2 ชดุ

วธิ ีดาเนินกิจกรรม

ตอนท่ี 1 การหาความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์

1. ใช้แผ่นกระดาษขาวเทาดา้ นสีขาวที่กวา้ งประมาณ 1 เมตร วางตั้งในแนวดิ่งเป็นฉากรับแสงยึดแผ่น

เกรตติงในแนวด่ิงบนโตะ๊ และใหอ้ ยหู่ ่างจากฉาก (L) ประมาณ 50 เซนตเิ มตร

2. ฉายแสงจากเลเซอร์พอยเตอร์ผ่านเกรตตงิ จะปรากฏลวดลายการแทรกสอด ณ ตาแหน่งต่างๆ บน

ฉาก

3. วดั ระยะหา่ งระหว่างแถบสว่างที่ 1 กับแถบสวา่ งกลาง โดยวัดระยะหา่ งทงั้ สองขา้ งของแถบสว่างที่ 1

(เพือ่ หาระยะห่างเฉลีย่ ) บันทึกผล

4. ค านวณหาความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์ โดยใช้ความสัมพันธ์ d sin θ =nλ (n=1) โดย
x
sin θ = √L2+x2 และบันทกึ ผล

36

ตารางบันทกึ ผลการทดลอง ความยาวคลน่ื (nm)
ระยะหา่ งของแถบสวา่ งที่ 1 จากแถบสวา่ งกลาง

ทางดา้ นซา้ ย (cm) ทางดา้ นขวา (cm) ระยะเฉลยี่ (cm)

สรปุ ผลการทากจิ กรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คาถามทา้ ยกจิ กรรม
เลเซอร์ท่ใี ช้ในการทดลองมีความยาวคลน่ื เท่าใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

37

ตอนที่ 2 การหาความยาวคลนื่ แสงของแสงสตี า่ งๆ

1. ต่อกลอ่ งแสงเข้ากับหมอ้ แปลงโวลต์ตา่ โดยใช้ความต่างศกั ย์ 10-12 โวลต์

2. วางไม้เมตรดา้ นหลงั กล่องแสงในแนวต้งั ฉากกับความยาวของกลอ่ งแสง โดยให้ขดี 50.0 เซนตเิ มตร

อยู่ตรงกบั ไส้หลอดพอดี

3. มองไส้หลอดไฟผ่านเกรตตงิ โดยใหเ้ กรตติงอย่หู ่างจากไวห้ ลอด (L) ประมาณ 1.0 เมตร

4. อ่านและบนั ทึกตาแหนง่ บนไม้เมตรของแสงแต่ละสที ่ีปรากฏท้งั สองข้าง หาระยะหา่ งจากแนวกลาง

ของแสงสตี า่ งๆ ในแถบสว่างอนั ดับที่ 1 และนามาหาคา่ เฉลี่ย เป็นระยะหา่ ง x ของแตล่ ะสี บันทึกผล x
√L2+x2
5. คานวณหาความยาวคล่นื ของแสงสตี า่ งๆ โดยใชค้ วามสมั พันธ์ d sin θ = λ โดย sin θ =

และบันทึกผล

ตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง ระยะทางขวามอื ระยะ x เฉลยี่ ความยาวคลนื่
ระยะทางซา้ ยมอื ตาแหนง่ X (cm) (λ) (cm)
((xซ้าย + xขวา)/2)
แถบสี ตาแหนง่ X (cm)
(cm)
ม่วง
นา้ เงิน
เขียว
เหลอื ง
แสด
แดง

สรปุ ผลการทากิจกรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

38

คาถามทา้ ยกจิ กรรม
1. แสงสใี ดมกี ารเบนจากเส้นแนวกลางมากที่สุด และน้อยท่ีสดุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ความยาวคลืน่ ของแสงแตล่ ะสมี ีคา่ เท่าใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

*************************

39

ใบงานท่ี 10.4

เรอื่ ง การเลยี้ วเบนของแสงผา่ นเกรตตงิ

คาชแี้ จง : จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. ครูฉายแสงขาวตกกระทบตั้งฉากเกรตติงอันหนึ่ง แล้วเกิดเส้นสว่างของแสงสีรุ้งบนฉากรับแสงที่อยู่ห่าง
ออกไปไกลมาก

1) เติมสขี องสเปกตรมั ลาดับท่ี 0 และ 1 ทตี่ าแหน่งตา่ งๆ บนฉากรบั แสง พร้อมกบั อธบิ ายหลกั การ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2) ถา้ ต้องการใหแ้ ถบรุ้งลาดบั อ่นื ๆ ทสี่ งู กวา่ 1 ปรากฏบนฉากรับแสงเตม็ ชดุ ต้องทาอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

40

2. ห้องเรียนห้องหนึ่ง คุณครูสมมติให้กระดานไวต์บอร์ดที่มคี วามกว้าง 4 เมตร เป็นฉากรับแสงมีเกรตติงที่มี
2,500 ช่องต่อเซนติเมตร วางห่างจากกระดานไวต์บอร์ด 3 เมตร และกาหนดตารางแสดงช่วงความยาวคล่นื
ของแสงสีตา่ งๆ ดังนี้

ถ้าคุณครูต้องการให้เกิดจุดสว่างบนกระดานไวต์บอร์ด 9 จุด โดยแถบสว่างลาดับสูงสุดอยู่ที่ขอบของ
กระดาน คณุ ครคู วรเลอื กใชแ้ สงเลเซอรส์ ีใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

41

กจิ กร2ร2ม. 10.3

การทดลองหาความยาวคลนื่ ของแสง เฉลย

จดุ ประสงค์

1. หาความยาวคลืน่ ของแสงเลเซอรพ์ อยเตอรส์ แี ดงโดยใชเ้ กรตติง

2. หาความยาวคลนื่ ของแสงสตี า่ งๆ โดยใชเ้ กรตตงิ

เวลาท่ใี ช้

50 นาที

วสั ดุและอุปกรณ์

1. กล่องแสง 1 กล่อง

2. หม้อแปลงโวลต์ต่า 1 เครอ่ื ง

3. เกรตติง 1 แผ่น

4. ไมเ้ มตร 1 อัน

5. เลเซอร์พอยเตอร์ 1 อนั

6. กระดาษเทาขาว 1 แผ่น

7. แทน่ ยึด 2 ชุด

วิธีดาเนนิ กจิ กรรม

ตอนท่ี 1 การหาความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์

1. ใช้แผ่นกระดาษขาวเทาด้านสีขาวท่ีกว้างประมาณ 1 เมตร วางตั้งในแนวดิ่งเป็นฉากรับแสงยึดแผน่

เกรตติงในแนวด่งิ บนโต๊ะและให้อยูห่ ่างจากฉาก (L) ประมาณ 50 เซนติเมตร

2. ฉายแสงจากเลเซอร์พอยเตอร์ผ่านเกรตตงิ จะปรากฏลวดลายการแทรกสอด ณ ตาแหน่งต่างๆ บน

ฉาก

3. วดั ระยะห่างระหว่างแถบสว่างที่ 1 กับแถบสวา่ งกลาง โดยวดั ระยะห่างทั้งสองข้างของแถบสว่างท่ี 1

(เพื่อหาระยะห่างเฉลี่ย) บันทึกผล

4. ค านวณหาความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์ โดยใช้ความสัมพันธ์ d sin θ =nλ (n=1) โดย
x
sin θ = √L2+x2 และบันทึกผล

42

ตารางบันทึกผลการทดลอง ความยาวคลน่ื (nm)
ระยะหา่ งของแถบสวา่ งที่ 1 จากแถบสวา่ งกลาง 656

ทางดา้ นซา้ ย (cm) ทางดา้ นขวา (cm) ระยะเฉลยี่ (cm)
18.6 18.5 18.55

สรุปผลการทากจิ กรรม
แสงจากเลเซอรเ์ ปน็ แสงทมี่ ีความถีเ่ ด่ยี ว เมื่อให้แสงเลเซอร์ผ่านเกรตตงิ แสงเลเซอร์จะเกดิ การเลย้ี วเบนและไป
แทรกสอดแบบเสริมกันทตี่ าแหน่งต่าง ๆ บนฉาก เพียงสเี ดียว

คาถามทา้ ยกจิ กรรม

เลเซอร์ท่ีใชใ้ นการทดลองมีความยาวคลื่นเทา่ ใด x
√L2+x2
สามารถหาความยาวคล่ืนไดจ้ ากสมการ = nλ

แผน่ เกรตติงท่ใี ช้ทดลองเป็นชนดิ 5300 ช่อง/เซนตเิ มตร

d = 1 cm
= 531000-2ชm่อง
5300 ชอ่ ง
(531000-2mชอ่ ง ()5(31(00√0-2ชm51อ่08ง2.+)5(158√x.551158002.2-)52+(5m11c80m.5-25)2))
ดงั นน้ั = (1) λ
=
λ
λ=
18.55 x 10-4
= 53 x 53.33

656.28 x 10-9

= 656 nm

ตอบ แสงเลเซอร์ท่ีใช้ในการทดลองมคี วามยาวคล่ืนประมาณ 656 นาโนเมตร

43

ตอนท่ี 2 การหาความยาวคลนื่ แสงของแสงสตี า่ งๆ

1. ตอ่ กลอ่ งแสงเขา้ กับหมอ้ แปลงโวลต์ตา่ โดยใช้ความต่างศกั ย์ 10-12 โวลต์

2. วางไมเ้ มตรด้านหลังกล่องแสงในแนวตง้ั ฉากกบั ความยาวของกลอ่ งแสง โดยให้ขีด 50.0 เซนตเิ มตร

อยตู่ รงกบั ไส้หลอดพอดี

3. มองไสห้ ลอดไฟผา่ นเกรตตงิ โดยให้เกรตติงอย่หู ่างจากไว้หลอด (L) ประมาณ 1.0 เมตร

4. อ่านและบันทกึ ตาแหนง่ บนไม้เมตรของแสงแต่ละสีทป่ี รากฏท้ังสองขา้ ง หาระยะหา่ งจากแนวกลาง

ของแสงสตี ่างๆ ในแถบสวา่ งอันดบั ท่ี 1 และนามาหาค่าเฉลี่ย เป็นระยะหา่ ง x ของแตล่ ะสี บนั ทึกผล x
√L2+x2
5. คานวณหาความยาวคลืน่ ของแสงสตี า่ งๆ โดยใช้ความสัมพนั ธ์ d sin θ = λ โดย sin θ =

และบันทกึ ผล

ตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง ระยะทางขวามอื ระยะ x เฉลยี่ ความยาวคลนื่
ระยะทางซา้ ยมอื (λ) (cm)
ตาแหนง่ X (cm) ((xซา้ ย + xขวา)/2)
แถบสี ตาแหนง่ X (cm) 428
73.5 23.5 (cm) 483
มว่ ง 27.0 23.0 76.5 26.5 23.3 522
น้าเงนิ 24.0 26.0 79.0 29.0 26.5 567
เขยี ว 21.5 28.5 81.5 31.5 28.8 591
เหลือง 18.5 31.5 83.0 33.0 31.5 655
แสด 17.0 33.0 87.0 37.0 33.0
แดง 13.0 37.0 37.0

สรุปผลการทากจิ กรรม
เมื่อมองแสงขาวผ่านเกรตติงจะเห็นเปน็ แสงสตี ่าง ๆ โดยแสงสแี ดงจะเบนออกจากแนวกลางมากท่ีสุด

และแสงสีม่วงเบนจากแนวกลางนอ้ ยทส่ี ดุ แสงสีต่าง ๆ มีความยาวคล่นื เรยี งจากส้นั ทส่ี ุดไปถงึ ความยาวคลน่ื
ยาวที่สุดดังนี้ สมี ว่ ง สีนา้ เงิน สีเขยี ว สีเหลอื ง สีแสด และสแี ดง

44

คาถามทา้ ยกจิ กรรม
1. แสงสีใดมีการเบนจากเสน้ แนวกลางมากทส่ี ดุ และน้อยท่ีสดุ

แสงสแี ดงเบนจากแนวกลางมากท่ีสุด แสงสีม่วงเบนจากแนวกลางน้อยท่สี ุด

2. ความยาวคลื่นของแสงแต่ละสมี ีค่าเท่าใด
แสงสมี ว่ ง ความยาวคลื่น 428 nm
แสงสีน้าเงนิ ความยาวคล่นื 483 nm
แสงสีเขียว ความยาวคลนื่ 522 nm
แสงสีเหลือง ความยาวคลื่น 567 nm
แสงสีแสด ความยาวคลื่น 591 nm
แสงสีแดง ความยาวคลน่ื 655 nm

*************************

45

ใบงานท่ี 10.4

เรอ่ื ง การเลย้ี วเบนของแสงผา่ นเกรตตงิ

คาชแี้ จง : จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. ครูฉายแสงขาวตกกระทบตั้งฉากเกรตติงอันหนึ่ง แล้วเกิดเส้นสว่างของแสงสีรุ้งบนฉากรับแสงที่อยู่ห่าง
ออกไปไกลมาก

1) เติมสขี องสเปกตรมั ลาดับที่ 0 และ 1 ท่ตี าแหน่งตา่ งๆ บนฉากรบั แสง พร้อมกบั อธิบายหลกั การ

ตรงแนวกลางฉากรับแสงจะปรากฏเส้นสีขาวเป็นผลจากการซอ้ นทับของเส้นสว่างลาดับที่ 0 ของแสงทุก
ความยาวคลื่นในแสงขาว เนื่องจากฉากรับแสงอยู่ไกลมากจึงใช้สมการ xn = nλD/d หาระยะของเส้นสว่าง
ลาดับท่ี n จากกลางฉากรับแสงได้ สนใจสเปกตรัมลาดับท่ี 1 แทน n = 1 จะได้ x1 = λD/d สาหรับระยะห่าง
D ระหว่างเกรตงิ กบั ฉากรับแสงค่าหนงึ่ คา่ x1 แปรผันตรงกับความยาวคล่นื แสง λ ดังนน้ั เส้นสว่างสีม่วงจะมี
ระยะ x1 สั้นที่สุด จึงปรากฏอยู่ใกลก้ บั เส้นสว่างสขี าวตรงกลางมากที่สุด เพราะสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นทีส่ ุด
เส้นสว่างสีแดงมีระยะ x1 มากที่สุด จึงปรากฏอยู่ด้านนอกห่างจากเส้นสว่างสีขาวตรงกลางมากที่สุด เพราะ
แสงสีแดงมีความยาวคล่นื ยาวที่สุด การกระจายเส้นสว่างของแสงแต่ละสีจะมีสมมาตรซ้าย-ขวารอบเส้นสีขาว
ตรงกลาง

2) ถา้ ต้องการใหแ้ ถบร้งุ ลาดับอื่นๆ ที่สงู กว่า 1 ปรากฏบนฉากรบั แสงเตม็ ชุด ต้องทาอยา่ งไร
จากสมการ xn = nλD/d หาก n > 1 จะทาใหค้ ่า xn > x1 ถ้าฉากรับแสงมีความกวา้ งจากัด ตอ้ งลดระยะห่าง
D ระหว่างเกรตติงกับฉากรับแสงเพื่อให้ xn ของแสงสีแดงซึ่งอยูด้าอกสุดปรากฏบฉากรบั แสงได้ หรือหากไม่
สามารถปรบั ระยะ D ได้ ต้องเพ่ิมความกว้างของฉากรบั แสง

46

2. ห้องเรียนห้องหนึ่ง คุณครูสมมติให้กระดานไวต์บอร์ดที่มคี วามกว้าง 4 เมตร เป็นฉากรับแสงมีเกรตติงที่มี
2,500 ช่องต่อเซนติเมตร วางห่างจากกระดานไวต์บอร์ด 3 เมตร และกาหนดตารางแสดงช่วงความยาวคล่ืน
ของแสงสีต่างๆ ดังน้ี

ถ้าคุณครูต้องการให้เกิดจุดสว่างบนกระดานไวต์บอร์ด 9 จุด โดยแถบสว่างลาดับสูงสุดอยู่ที่ขอบของ
กระดาน คุณครคู วรเลอื กใช้แสงเลเซอรส์ ีใด
ตอ้ งการให้เกดิ จุดสว่างบนฉากรับแสง 9 จดุ ดงั น้นั จุดสว่างลาดับสงู สุดบฉากรับแสง คอื = 4 ดังภาพ

จากสมการ d sin θ = nλ

แทนคา่ d = 1 = 1 = 4 x 10-4 cm = 4 x 10-6 m
จะได้ N 2,500
2
n = 4 และ sin θmax = √13

λ = d sin θ= (4 x 10-6)(√213)
n 4
= 0.555 x 10-6 m

= 555 x 10-9 nm

ดงั นนั้ จากตารางแสดงช่วงความยาวคลน่ื คณุ ครคู วรเลือกใชแ้ สงเลเซอรส์ ีเขยี ว

47

แบบทดสอบเกบ็ คะแนน

คาชีแ้ จง : ให้นักเรยี นเลือกคาตอบที่ถูกต้องทส่ี ดุ เพยี งขอ้ เดียว

1. เพราะเหตุใดทอ้ งฟ้าในเวลาเย็นมกั เปน็ สแี ดงกวา่ ในเวลา 5. สมบัติเชิงเรขาคณิตของแสงเป็นการศึกษาสมบัติใดของ

เชา้ แสง

1. ตอนเย็นมีฝุน่ ละอองน้อยกวา่ ในตอนเช้าจงึ ทาใหม้ กี าร 1. การสะทอ้ นและการเลี้ยวเบน

กระเจิงของแสงสีแดงมากกว่าตอนเชา้ 2. การสะท้อนและการหักเห

2. แสงสีมว่ งและแสงสนี ้าเงนิ กระเจงิ ไดด้ ีกว่า แตป่ ระสาท 3. การหกั เหและการเลย้ี วเบน

ตาของมนุษยต์ อบสนองต่อแสงสนี ี้ไมไ่ ด้ 4. การแทรกสอดและการหกั เห

3. แสงอาทิตย์ทามุมชันกับพื้นโลก ทาให้มีอนุภาคทม่ี า 5. การแทรกสอดและการเลี้ยวเบน

ขวางทางเดินของแสงมาก 6. การศกึ ษาแสงเชงิ กายภาพเป็นการศึกษาสมบตั ใิ ดของแสง

4. ตอนเย็นมีฝนุ่ ละอองมากกว่าในตอนเช้าจงึ ทาให้มี 1. การกระเจิงและการหักเห

การกระเจงิ ของแสงสีแดงมากกวา่ ตอนเชา้ 2. การหกั เหและการเลีย้ วเบน

5. แสงอาทติ ย์ทามมุ ลาดกบั พื้นโลก ทาให้มีอนภุ าคท่ีมา 3. การสะทอ้ นและการเลี้ยวเบน

ขวางทางเดินของแสงมาก 4. การแทรกสอดและการหักเห

2. เม่ือแสงขาวผา่ นช่องเปดิ หรอื เกรตตงิ จะเกดิ การเลยี้ วเบน 5. การแทรกสอดและการเล้ยี วเบน

แสงสใี ดในชว่ งทม่ี องเหน็ เลีย้ วเบนไดภ้ าพปรากฏบนฉาก 7. สอ่ งแสงสขี าวท่ีผ่านเกรตตงิ มีจานวนชอ่ งเทา่ กับ 100

หา่ งจากจดุ กึ่งกลางของแถบสว่างมากท่ีสดุ ชอ่ งตอ่ ความยาว 1 เซนติเมตร ถ้าต้องการใหแ้ สงสีเขยี ว

1. ม่วง 2. แดง ซึ่งมีความยาวคลืน่ 500 นาโนเมตร เลย้ี วเบนหา่ งจาก

3. เขียว 4. เหลอื ง แกนกลาง 0.5 เซนติเมตร จะตอ้ งวางฉากรบั ให้ห่างจาก

5. นา้ เงิน เกรตตงิ อย่างนอ้ ยเป็นระยะทางเท่าใด

3. ช่องเปิดคู่ที่มีระยะหา่ งระหวา่ งชอ่ งเปิด 0.5 มลิ ลเิ มตร 1. 1 เมตร 2. 2 เมตร

อยหู่ ่างจากฉากเป็นระยะ 1 เมตร ถ้าระยะระหวา่ งแถบ 3. 3 เมตร 4. 4 เมตร

มดื ทอ่ี ยู่ 5. 5 เมตร

ติดกันเปน็ 1 มลิ ลเิ มตร จงหาความยาวคลืน่ แสง 8. ถ้าต้องการให้รว้ิ มดื ท่ี 2 ของช่องเปดิ เด่ยี วตรงกับ

1. 300 นาโนเมตร 2. 500 นาโนเมตร ตาแหนง่ มดื ท่ี 3 ของการแทรกสอดของแสงผา่ นชอ่ ง

3. 700 นาโนเมตร 4. 1,000 นาโนเมตร เปดิ คู่ ระยะหา่ งของชอ่ งเปิดคู่ตอ้ งเปน็ กีเ่ ทา่ ของ

5. 1,500 นาโนเมตร ความกว้างของช่องเปดิ เดีย่ ว

4. แสงความยาวคล่ืน 500 นาโนเมตร ตกตัง้ ฉากผ่านช่อง 1. 1/2 2. 2/3

เปิด 3. 3/2 4. 4/5

เดี่ยวท่ีมีความกวา้ ง a ปรากฏแถบมืดแถบแรกตกที่มมุ 5. 5/4

30องศากับแนวกลาง จงหาความกวา้ งของช่อง a 10. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ปัจจัยการกระเจงิ ของแสงในบรรยากาศ

1. 300 นาโนเมตร 2. 500 นาโนเมตร 1. ปริมาณสารแขวนลอยในอากาศ

3. 700 นาโนเมตร 4. 1,000 นาโนเมตร 2. อณุ หภูมิในช้นั บรรยากาศแต่ละชน้ั

5. 1,500 นาโนเมตร 3. มุมท่ีแสงอาทติ ยส์ ่องผ่านบรรยากาศ

9. แสงสเี ดยี วท่มี ีความยาวคลนื่ 600 นาโนเมตร เคล่อื นท่ี 4. ความยาวคล่นื แสงในบรรยากาศโลก

ผ่านชอ่ งเปิดคู่ทมี่ รี ะยะหา่ งระหว่างช่องเปดิ 0.2 มลิ ลิเมตร 5. ขนาดของอนภุ าคที่มาขวางทางเดินของแสง

ถ้าช่องเปิดคู่อยูห่ ่างจากฉาก 1 เมตร จงหาระยะหา่ ระหว่าง


Click to View FlipBook Version