The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสืออ่านเพิ่มเติมเล่าเรื่อง เมืองกันตัง ปรับ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสืออ่านเพิ่มเติมเล่าเรื่อง เมืองกันตัง ปรับ

หนังสืออ่านเพิ่มเติมเล่าเรื่อง เมืองกันตัง ปรับ

หนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชาภาษาไทย ชั ้ นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เล่าเรื่อง นิตยา ทองดียิ่ง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั ้ นพื ้ นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ ď.�


หนังสืออ่านเพิ่มเติม วิชาภาษาไทย เล่าเรื่อง เมืองกันตัง ชั ้ นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั ้ นพื ้ นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑


หนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชาภาษาไทย เล่าเรื่อง เมืองกันตัง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้ นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผู้เรียบเรียง/ออกแบบ : นิตยา ทองดียิ่ง


คํานํา ห นั ง สื อ อ่ า น เ พิ่ ม เ ติ ม วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย เ ล่ า เ รื่ อ ง เมืองกันตัง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔ เป็ นหนังสือที่จัดทําขึ้นสําหรับนักเรียน ใช้ฝึกทักษะการอ่าน การเขียน และทักษะการแต่งบทร้อยกรอง รวมทั้งเป็ น หนังสือสําหรับให้ครูผู้สอนใช้ในการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนการสอน รายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้ นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เ นื้ อ ห า ใ น ห นั ง สื อ เ ล่ ม นี้ มี ทั้ ง ห ม ด ๓ เ รื่ อ ง ไ ด้แ ก่ เรื่องที่ ๑ ตํานานสานใจ เรื่องที่ ๒ ไพเราะโคลงกานท์ และเรื่องที่ ๓ เล่าขาน วัฒนธรรม โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นอําเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งให้ผู้เรียน ได้ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งตํานาน นิทานพื้ นบ้าน ประวัติสถานที่ที่สําคัญ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ของคนอําเภอกันตัง ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนอนุรักษ์ความเป็นท้องถิ่นและมีจิตสํานึกรัก บ้านเกิดของตน ขอขอบคุณครอบครัว “ทองดียิ่ง” ที่คอยให้คําปรึกษา ให้คําแนะนําและให้การสนับสนุนช่วยเหลือตลอดการทําหนังสืออ่านเพิ่มเติม เล่มนี้ ให้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้จัดทําหวังเป็ นอย่างยิ่งว่า หนังสืออ่าน เพิ่มเติมเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์แก่การจัดการเรียนการสอนต่อไป นิตยา ทองดียิ่ง


แนวทางการใช้หนังสือ หนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชาภาษาไทย เล่าเรื่อง เมืองกันตัง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔ จัดทําขึ้ นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้ นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยมุ่งพัฒนาทักษะของผู้เรียนในทักษะด้านการอ่าน ทักษะด้านการเขียน และทักษะการแต่งบทร้อยกรองให้มีความชํานาญมาก ยิ่งขึ้ น ในแต่ละบทเรียนผู้เรียนจะทราบถึงข้อมูลท้องถิ่นที่ผู้เรียบเรียง นําสอดแทรกในบทต่าง ๆ จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่เนื้ อหาทางด้านหลักวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบถึงองค์ประกอบ และหลักการทั่วไปในเรื่องต่าง ๆ โดยสามารถนําองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง ผู้สอนสามารถประเมินความเข้าใจ และความสามารถของผู้เรียนในประเด็นต่าง ๆ ได้ด้วยกิจกรรมท้ายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ และเรื่องที่ ๓ ห นั ง สื อ อ่ า น เ พิ่ ม เ ติ ม วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย เ ล่ า เ รื่ อ ง เมืองกันตัง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔ เป็ นเพียงส่วนหนึ่งในการนําไปใช้เป็ นสื่อ ประกอบการจัดการเรียนการสอน โดยผู้สอนสามารถเพิ่มเติ ม หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการ เสริมสร้างการเรียนการสอนในมิติที่หลากหลาย รวมไปถึงหนังสือเล่มนี้ ได้ บูรณาการเนื้ อหาเข้ากับท้องถิ่นอําเภอกันตัง จังหวัดตรัง อันจะทําให้นักเรียน ได้ตระหนัก เห็นคุณค่า และอนุรักษ์ความเป็ นท้องถิ่นผ่านการเรียนการสอน อีกทั้งสามารถนําความรู้และทักษะต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา การอ่าน การเขียน อันเป็ นพื้ นฐานสําคัญในการเรียนบทเรียนต่อไป ในรายวิชาอื่น ๆ ได้ในอนาคต


คําแนะนําสําหรับครู การวางแผนสําหรับครูในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ๑. ศึกษาหลักสูตรและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร เพื่อให้เข้าใจ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้ วัด ๒. ศึกษาพื้ นฐานความรู้ความสามารถในด้านการอ่านจับใจความ การแต่งบทร้อยกรองประเภทโคลงสี่สุภาพ การเขียนเรียงความ และความรู้ พื้ นฐานอื่น ๆ ที่นักเรียนมีก่อนเริ่มบทเรียน เพื่อจะได้เตรียมความพร้อม ในการสอนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ๓. ครูควรสอนเรียงลําดับตามบทในหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากได้มีการ จัดลําดับเนื้ อหาที่สอดคล้องกัน โดยลําดับจากง่ายไปยากทั้งในส่วนของ บทอ่าน เกร็ดความรู้ในท้องถิ่น ความรู้ทั่วไป และกิจกรรมท้ายบท


โครงสร้างหนังสือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้ นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔ เวลา ๘ ชั ่วโมง ชื่อเรื่อง มาตรฐาน/ตัวชี้วัด เวลา เรื่องที่ ๑ ตํานานสานใจ สาระที่ ๑ การอ่าน ท ๑.๑ ม.๔/๒ ตีความ แปลความ และขยาย ความ เรื่องที่อ่าน ท ๑.๑ ม.๔/๙ มีมารยาทในการอ่าน ๒ เรื่องที่ ๒ ไพเราะโคลงกานท์ สาระที่ ๑ การอ่าน ท ๑.๑ ม.๔/๖ ตอบคําถามจากการอ่านประเภท ต่าง ๆ ภายในเวลาที่กําหนด สาระที่ ๒ การเขียน ท ๒.๑ ม.๔/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองใน รูปแบบต่าง ๆ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ท ๔.๑ ม.๔/๔ แต่งบทร้อยกรอง ๓ เรื่องที่ ๓ เล่าขานวัฒนธรรม สาระที่ ๒ การเขียน ท ๒.๑ ม.๔/๒ เขียนเรียงความ ท ๒.๑ ม.๔/๘ มีมารยาทในการเขียน ๓


เรื่อง หน้า ตํานานสานใจ ๑ ตํานานน่ารู้ คู่เมืองเก่า ๒ การจับใจความสําคัญ ๖ อ่านเพิ่มเสริมความรู้ ๑๕ ไพเราะโคลงกานท์ ๑๙ สถานที่...น่าเล้ง ๒๐ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวโคลงสี่สุภาพ ๒๗ อ่านเพิ่มเสริมความรู้ ๓๓ เล่าขานวัฒนธรรม ๓๘ วัฒนธรรมน่ารู้ อยู่คู่เมืองตรัง ๓๙ การเขียนเรียงความ ๔๓ บรรณานุกรม ๕๒ สารบัญ


แผนที่อําเภอกันตัง (ที่มา : https://images.app.goo.gl/RJgi1x71Pie49XCy9)


เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกําเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม นํ ้ าตกสวยตระการตา คําขวัญประจําจังหวัดตรัง


เรื่องที่ ๑ ตํานานสานใจ มาตรฐานและตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๔/๒ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่าน ท ๑.๑ ม.๔/๙ มีมารยาทในการอ่าน จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. นักเรียนสามารถจับใจความสําคัญจากเรื่องที่อ่านได้ ๒. รู้รักษ์มรดกวัฒนธรรมในท้องถิ่น


ตํานานน่ารู้ คู่เมืองเก่า คําสาปถึง ลูกรัก เมื่อนานแสนนานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่ง คือ ตาพุดยายทอง และลูกชาย นับถือศาสนาพุทธ พวกเขาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านพระม่วง อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง อยู่มาวันหนึ่งมีพ่อค้าเรือสําเภาชาวมาเลย์ เข้ามาค้าขายที่ท่าเรือจังหวัดตรังลูกชายของตาพุดยายทอง ก็ได้มาชม สินค้าในเรือเหมือนกับคนอื่น ๆ เมื่อพ่อค้าเห็นเด็กชายเข้า ก็เกิดความรักความเอ็นดู พ่อค้า จึงเอ่ยปากชวนเด็กชายไปอยู่ที่เมืองไทรบุรีด้วยกัน “พ่อหนุ่มน้อย ฉันรู้สึกถูกชะตากับเธอเหลือเกิน ฉันจะรับเธอ เป็นลูกบุญธรรมแล้วไปอยู่กับฉันที่เมืองไทรบุรีด้วยกันนะ” เด็กชายตอบกลับ “ท่านจะรับข้าเป็ นลูกบุญธรรมจริง ๆ หรือขอ ครับ หากข้าไปจากที่นี่ แล้วพ่อกับแม่ของข้าล่ะขอครับ” “จริงสิ ฉันรู้สึกถูกชะตะกับเธอตั้งแต่แรกเห็น เธอไม่ต้องเป็ นห่วง พ่อกับแม่ของเธอนะ ฉันจะไปคุยกับท่านทั้งสองให้เอง” เด็กชายรับคํา พ่อค้าและเดินทางไปเมืองไทรบุรี (ที่มา : http://www.iamtrang.com/?p=4190) ๒


ตลอดระยะเวลาที่เด็กชายได้จากบ้านเมืองของตนไปอยู่ที่เมือง ไทรบุรี เด็กชายช่วยพ่อค้าทํางานอย่างขยันขันแข็ง อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าพระยาเมืองไทรบุรีได้มาเห็นเด็กชายก็เกิดความรัก ความเอ็นดู จึงขอเด็กชายจากพ่อค้าไปเลี้ ยงเป็นบุตรบุญธรรม “ข้าขอหนุ่มน้อยผู้นี้ มาเป็ นบุตรบุญธรรมของข้าได้หรือไม่ท่านพ่อค้า เมื่อแรกพบ ข้าก็เกิดความรักความเอ็นดูขึ้ นมาทันทีทันใด” เจ้าพระยา เอ่ยถาม พ่อค้าจึงรับคําดังนั้น “พะยะค่ะ” พระราชาจึงรับเด็กชายมาเลี้ ยงดูเป็ นบุตรบุญธรรม โดยให้เข้านับถือ ศาสนาอิสลาม เจ้าพระยาได้เลี้ ยงดูเด็กชายเป็ นอย่างดี ทําให้เด็กชายหลง ระเริงลืมตนว่าเป็นใคร เมื่อเด็กชายโตขึ้ นมีอายุสมควรแก่การมีเหย้ามีเรือน เจ้าพระยาก็ให้แต่งงานกับลูกสาวของตน หลังจากนั้น เมื่อแต่งงานแล้ว ฝ่ ายหญิงก็คิดที่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ของสามี หล่อนคอยรบเร้าจนสามียอม พาไป “ท่านพี่ น้องอยากจะไปเยี่ยมเยียนบิดามารดาของท่านพี่ที่บ้าน พระม่วง จังหวัดตรัง ท่านพี่พาน้องไปเยี่ยมท่านทั้งสองได้ไหมคะ นะคะ ท่านพี่ น้องอยากไปเยี่ยมท่านทั้งสองจริง ๆ ท่านพี่จะได้ถือโอกาสนี้ ไปดูแล ท่านทั้งสองด้วยหลังจากที่ไม่ได้กลับไปเสียนาน” ชายหนุ่มตอบรับทันที “ได้สิ พี่จะให้ทหารตกแต่งเรือสําเภา แล้วให้ คนออกเดินทางไปล่วงหน้าเพื่อที่จะแจ้งข่าวให้บิดามารดาของพี่ทราบ” (ที่มา : https://www.okmuslim.com/?p=38906) ๓


อีกฝั่งหนึ่ง เมื่อสองตายายรู้ข่าวว่าลูกชายกับลูกสะใภ้จะมาเยือน ก็ดีใจยิ่งนัก “ตาพุด ข้าดีใจยิ่งนักที่ลูกชายของเราจะกลับมาเยี่ยมพร้อม กับลูกสะใภ้ ป่ านนี้ คงจะโตเป็นหนุ่มรูปงามสง่าราศีเหลือเกิน” ยายทอง เอ่ยพร้อมแววตาเป็นประกาย “ลูกข้าก็ต้องสง่าราศีเหมือนข้าไงยายทอง ที่เขาเรียกกันว่าลูกไม้ หล่นไม่ไกลต้น ฮ่าฮ่าฮ่า” ตาทองหัวเราะชอบใจและชวนยายทองไป เตรียมข้าวปลาอาหารมาตอนรับลูก ตายายจึงได้จัดเตรียมข้าวของมากมายไว้คอยต้อนรับ โดยเฉพาะหมูย่าง เพราะคิดว่าลูกชายยังคงอยากกินเหมือนสมัยที่เคย อยู่กับตน ครั้นถึงวันกําหนด สองสามีภรรยาก็แล่นเรือมาถึงปากนํ้ากันตัง เมื่อลูกชายเดินทางมาถึง และพบว่าพ่อและแม่ของตนอดอยากยากไร้ เห็นดังนั้นแล้วรับสภาพพ่อแม่ของตนไม่ได้ จึงรีบล่องเรือกลับไป รัฐไทรบุรี โดยไม่ดูดําดูดีพ่อและแม่ของตน (ที่มา : http://www.kantangcity.go.th/travel/detail/28/data.html) ๔


สองตายายเห็นลูกชายรังเกียจตนก็เกิดความน้อยอกน้อยใจ และเสียใจ เป็ นอันมาก จึงเอาหมูย่างไปวางที่หัวเรือ แล้วสาปแช่งว่า “ข้าขอสาปแช่ง หากเจ้าเด็กนั่นเป็นลูกชายของเราทั้งสองจริง ๆ ขอให้มีอันเป็ นไป แล้วออก จากท่าเรือไม่ได้!” เมื่อสิ้ นคําสาปแช่งของสองตายาย ก็เกิดพายุอย่างลูกใหญ่ ได้พัด เรือของลูกชายลูกสะใภ้อับปางลง อาหารที่เตรียมไว้บนหัวเรือก็จมลงทะเล ข้าวของทั้งหมด ล่องลอยกลายเป็นเกาะต่าง ๆ ในน่านนํ้าแห่งนี้ เช่น หมูย่างกลายเป็ นเกาะ สุกร ส่วนเรือสําเภากลายเป็ นตํานานที่ได้รับขนานนามว่า หมู่เกาะเภตรา หรือที่มีความหมายถึงหมู่เกาะเรือสําเภา นอกจากนั้นมีเกาะไข่ เกาะกล้วย เกาะเขาหินตา เกาะเขาหินยาย เกาะไก่ เป็นต้น นิตยา ทองดียิ่ง ผู้ให้ข้อมูล : บุญนํา ทองดียิ่ง อายุ ๕๙ ปี บ้านเลขที่ ๙๔ หมู่ที่ ๘ ตําบล เขาวิเศษ อําเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง (ที่มา : https://sites.google.com/site/thxngtheiywthalethiy/keaa-phetra) ๕


การจับใจความสําคัญ การอ่านจับใจความเป็ นหัวใจสําคัญในการอ่านหนังสือทุกชนิด หากผู้อ่านไม่สามารถจับใจความได้ ส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็น รายละเอียดปลีกย่อยของเนื้ อความในหนังสือที่อ่านได้ ดังนั้นผู้อ่านต้องทํา ความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน จึงจะสามารถจับประเด็นของเรื่องหรือจับใจความ สําคัญของเรื่องที่ผู้แต่งต้องการที่จะสื่อได้ ใจความสําคัญ ใจความสําคัญ หมายถึง ใจความที่สําคัญ และเด่นที่สุดในย่อ หน้า เป็ นแก่นของย่อหน้า ที่มีความครอบคลุมเนื้ อความในประโยคอื่น ๆ ในย่อหน้านั้น หรือประโยคที่สามารถเป็นหัวเรื่องของย่อหน้านั้นได้ ซึ่งในแต่ ละย่อหน้าจะมีประโยคใจความสําคัญเพียงประโยคเดียว หรือไม่เกิน ๒ ประโยค ใจความรอง หรือพลความ ใจความรอง หรือพลความ (พน-ละความ) หมายถึง ใจความ หรือประโยคที่ขยายความ ประโยคใจความสําคัญ เป็ นใจความสนับสนุน ใจความสําคัญให้ชัดเจนยิ่งขึ้ น อาจเป็ นการอธิบายให้รายละเอียด ให้คํา จํากัดความ ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบ หรือแสดงเหตุผลอย่างถี่ถ้วน เพื่อสนับสนุนความคิดนั้น ๆ การอ่านที่ต้องการแยกแยะเรื่องที่อ่านให้ได้ว่าส่วนใดเป็ น ใจความหรือข้อความที่สําคัญที่สุด และส่วนใดเป็ นข้อความประกอบการจับ ใจความจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรอย่างถูกต้องโดย ผู้อ่านต้องใช้ความสามารถทางภาษาประสบการณ์หรือภูมิหลังในด้านการ แปลความหมายของคํา ข้อความ เพื่อจับใจความได้รวดเร็วขึ้ น ๖


ใจความสําคัญเป็นข้อความที่ทําหน้าที่คลุมใจความของข้อความอื่น ๆ ในตอนนั้นๆ ได้หมดข้อความ นอกนั้นเป็นเพียงรายละเอียดหรือส่วนขยาย ใจความสําคัญเท่านั้น ใจความสําคัญของข้อความหนึ่ง ๆ หรือย่อหน้าหนึ่ง ๆ ส่วนมาก จะมีเพียงประการเดียว ใจความสําคัญส่วนมากมีลักษณะเป็นประโยค อาจจะเป็นประโยคเดียว หรือประโยคซ้อน ก็ได้แต่ในบางกรณีใจความสําคัญไม่ปรากฏเป็นประโยค เป็นเพียงใจความที่แฝงอยู่ในข้อความตอนนั้น ๆ ใจความสําคัญที่มีลักษณะเป็นประโยคส่วนมากจะปรากฏอยู่ต้นข้อความ ในการอ่านใดๆ ก็ตามจุดมุ่งหมาย เพื่อจับใจความสําคัญของข้อความที่ได้อ่าน ดังนั้นถ้ารู้จักสังเกตประโยคที่เป็นใจความสําคัญของข้อความแต่ละข้อความและ รู้จักแยกใจความหลักออก จากใจความรองได้ก็จะทําให้เราเข้าใจ ในสิ่งที่อ่าน ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ลักษณะของใจความสําคัญ ๑ ๒ ๓ ๔ ๗


จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความสําคัญ การอ่านจับใจความสําคัญแต่ละครั้ง ผู้อ่านควรมีจุดมุ่งหมายใน การอ่าน ซึ่งจุดมุ่งหมายอาจแตกต่างกันไป ดังนี้ ๑. สามารถบอกรายละเอียดของเรื่องราวที่อ่านได้อย่างชัดเจน ๒. สามารถปฏิบัติตามคําสั่งและคําแนะนําได้ ๓. เพื่อฝึกการอ่านเร็วและสามารถตอบคําถามได้อย่างถูกต้อง ๔. สามารถสรุปหรือย่อเรื่องที่อ่านได้ ๕. อ่านแล้วสามารถคาดการณ์ และหาความจริง แสดงข้อคิดเห็นได้ ๑. ประโยคใจความสําคัญอยู่ตอนต้นของย่อหน้า ๒. ประโยคใจความสําคัญอยู่ตอนกลางของย่อหน้า ๓. ประโยคใจความสําคัญอยู่ตอนท้ายของย่อหน้า ๔. ประโยคใจความสําคัญอยู่ตอนต้นและตอนท้ายของย่อหน้า ๕. ผู้อ่านสรุปขึ้ นเอง จากกานอ่านทั้งย่อหน้า (ในกรณีใจความสําคัญหรือ ความคิดสําคัญอาจอยู่รวมในความคิดย่อย ๆ โดยไม่มีความคิดที่เป็ น ประโยคหลัก) การพิจารณาตําแหน่งใจความสําคัญ ๘


อ่านคร่าว ๆ ให้เห็นภาพรวมว่าเรื่องที่อ่าน เป็ นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อ่านโดยละเอียดพร้อมทําความเข้าใจ แล้วควรอ่านให้ต่อเนื่องกัน ตัดรายละเอียดที่ไม่จําเป็ นออก จับใจความแต่ละย่อหน้า นําประเด็นสําคัญของแต่ละย่อหน้ามา พิจารณาร่วมกัน เพื่อให้เห็นแนวคิดของ เรื่องได้ชัดเจนที่สุด เรียบเรียงโดยใช้สํานวนภาษาของตนเอง วิธีการจับใจความสําคัญ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๙


ตัวอย่างการอ่านจับใจความ ตัวอย่างที่ ๑ ขนมเค้กเมืองตรัง ขนมเค้กจังหวัดตรัง ถือเป็ นอาหารพื้ นเมืองที่มีรสชาติหอมหวาน นุ่ม เนื้ อละเอียด และมีรูปแบบที่เป็ นเอกลักษณ์เฉพาะ คือ ขนมเค้กมีลักษณะ รูปทรงวงแหวนมีรูตรงกลาง สูตรการทําขนมเค้กที่ตกทอดสืบมาหลายชั่วอายุ คน ลูกหลานชาวตรังและนักท่องเที่ยวนิยมนําไปเป็ นของฝากแก่เพื่อนฝูง ญาติมิตร ผู้หลักผู้ใหญ่ จนกลายเป็ นของฝากประจําจังหวัดตรัง ใครมาเมือง ตรังเป็ นต้องซื้ อติดมือกลับไป ความจริงขนมเค้กเมืองตรัง ไม่ได้เริ่มต้นนับ หนึ่งจากขนมเค้กเมืองตรัง แต่เป็ นการพัฒนา มาจากขนมไข่ ของหมู่คนจีน ทั่ว ๆ ไปตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่คนจีนไหหลําอพยพมาตั้งรกราก คนตรังยุค แรก เรียกว่า ขนมไข่ไก่ นิยมใส่ขันหมากไปขอเมีย ไปไหว้เมีย จุดกําเนิดของ การผลิตขนมเค้ก เป็นของกินคู่กับกาแฟ ซึ่งชาวจีนไหหลําเรียกว่า "ขนมเก็ก” และพัฒนาต่อมาเป็ นลําดับ โดยสูตรในการทําขนมเค้กทั้งหมด ยังคง ส่วนประกอบหลักของขนมไข่ของคนจีนทั่ว ๆ ไป ปัจจุบันจังหวัดตรังมีการทํา ขนมเค้ก เป็ นกิจการในครัวเรือนที่มีการผลิตกันอย่างแพร่หลาย มีรสต่างๆ หลากหลาย เช่น รสกาแฟ รสใบเตย เค้กสามรส เค้กสี่รส เค้กนมสด เค้กมะพร้าว เค้กเผือก เค้กส้ม เค้กชาเขียว เค้กขนุน เค้กลิ้ นจี่ เค้กเนย เค้กพุทรา เค้กผลไม้ เค้กงาดํา เค้กอบกรอบ เป็ นต้น ขนมเค้กเมืองตรัง จึงเป็ นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ เป็ นของฝากที่เป็ นเอกลักษณ์จากเมืองตรัง ที่ใครได้รับแค่เห็นกล่องก็บอกได้ว่านี่เป็ นขนมเค้กเมืองตรัง ก็เพราะขนมชนิด นี้ บรรจุกล่องแบบไม่เหมือนใคร ๑๐


ตัวอย่างการอ่านจับใจความ ใจความสําคัญของเรื่อง ขนมเค้กจังหวัดตรัง ถือเป็ นอาหารพื้ นเมือง มีรูปแบบที่เป็ น เอกลักษณ์เฉพาะ คือ ขนมเค้กมีลักษณะรูปทรงวงแหวนมีรูตรงกลาง ซึ่งมี สูตรการทําขนมเค้กที่ตกทอดสืบมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็ นของฝาก ประจําจังหวัดตรัง ใครมาเมืองตรังจะต้องซื้ อติดมือกลับไป ชื่อเดิมคนตรัง ยุคแรก เรียกว่า ขนมไข่ไก่ ส่วนชาวจีนไหหลําเรียกว่า "ขนมเก็ก” นิยมใส่ ขันหมากไปขอเมีย ไปไหว้เมียหรือเป็ นของกินคู่กับกาแฟ ขนมเค้กจังหวัด ตรังจึงเป็นอีกหนึ่งกิจการค้าขายอย่างหนึ่งที่สําคัญและเป็นที่รู้จักของคนทั่ว ประเทศ นิตยา ทองดียิ่ง ๑๑


ตัวอย่างการอ่านจับใจความ ตัวอย่างที่ ๒ หมูย่างเมืองตรัง…ตํานานอาหารของฮ่องเต้…สู่สามัญชน ต้นกําเนิดของหมูย่างเกิดขึ้ นในประเทศจีน ประมาณหนึ่งพันปี มาแล้วใน สมัยราชวงศ์ถัง การค้นพบวิธีการย่างหมูนั้นเป็ นการบังเอิญ คือ ในขณะที่พ่อ ครัวในพระราชวังกําลังปรุงอาหาร ได้ทําหมูชิ้ นหนึ่งตกลงไปในเตาถ่าน จนเนื้ อ สุกและหนังไหม้ พ่อครัวได้ลองหยิบมาชิมจึงรู้สึกว่าหมูชิ้ นนั้นมีรสชาติหอม กรอบอร่อยกว่าเดิมมาก จึงทําให้เขาเริ่มมีความคิดว่า การนําหมูมาย่างเป็ น อาหารจะอร่อยกว่าการนําไปใช้ทําอาหารอย่างอื่น ดังนั้นพ่อครัวจึงได้ทดลอง นําหมูมาย่างแล้วนําขึ้ นถวายฮ่องเต้ ปรากฏว่าฮ่องเต้โปรดมาก เนื่องจากหมู ย่างสุกพอเหมาะ หนังจะมีสีเหลืองดุจทองคําสุกอร่าม ฮ่องเต้จึงตั้งชื่อหมูย่างนี้ ว่า "หมูทอง” ทําให้ชาวจีนใช้ชื่อนี้ เรียกมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านมานาน นับพันปี วิชาการหมูย่างก็ได้เผยแพร่โดยการสืบทอดตระกูลของพ่อครัว จนกระทั่งมาถึงมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็ นมณฑลที่ชาวเมืองมีฝีมือในการปรุง อาหาร จะเห็นได้จากอาหารจีนที่มีรสอร่อยที่สุดจะปรุงโดยพ่อครัวชาวกวางตุ้ง ทั้งสิ้ น ดังนั้นจากเดิมหมูย่างซึ่งเป็ นอาหารเฉพาะของฮ่องเต้ก็เริ่มแพร่หลายมา เป็นอาหารของสามัญชน แต่ถือว่าหมูย่างเป็นอาหารระดับฮ่องเต้ เมื่อประมาณ 1000 ปี ก่อนนี้ ชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งซึ่งอยู่ใกล้ทะเล ได้เริ่มอพยพออกจาก ประเทศโดยทางเรือ เพื่อเสาะหาแผ่นดินทางทะเลใต้คือประเทศไทย ซึ่งรํ่าลือ กันว่ามีความอุดมสมบูรณ์กว่าประเทศจีนมาก จึงได้ลงเรือกันมาผจญภัยพร้อม กันทั้งหมู่บ้านและมีบางส่วนได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย โดยขึ้ นฝั่งที่อําเภอ กันตัง หรือปากแม่นํ้าตรัง และได้มาบุกเบิกตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดตรัง ชาวจีนที่ อพยพมานี้ มีหลายอาชีพส่วนใหญ่จะมาบุกเบิกทําไร่พริกไทย จึงได้ตั้งชื่อจังหวัด ตรังว่า "เมืองพริกไทย” ๑๒


ตัวอย่างการอ่านจับใจความ ชาวจีนเหล่านี้ จึงได้มีการเลี้ ยงหมูพันธุ์เล็ก ซึ่งได้นําลงเรือมาด้วยใน ตําบลทับเที่ยง ปัจจุบันคืออําเภอเมือง จังหวัดตรัง ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ต่อมาได้มีคนกลุ่มหนึ่งนําหมูมาชําแหละขาย ซึ่งก็คือต้นตระกูลของร้านฟอง จันทร์ หลังจากนั้นร้านฟองจันทร์ได้รับชาวจีนคนหนึ่งมาจากมณฑลกวางตุ้งชื่อ นายซุ่นมีความสามารถในการย่างหมูมาก หมูที่ย่างจะมีรสชาติกลมกล่อมและ หนังที่กรอบ สมัยนั้นจังหวัดตรังมีผู้ที่ย่างหมูได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ต่อมาเมื่อ นายซุ่นมีอายุมากขึ้ นก็ได้ฝึกผู้ช่วยขึ้ นมา วิชาการย่างหมูจึงได้แพร่หลายจากรุ่น สู่รุ่นตั้งแต่นั้นมา หมูย่างนั้นเดิมเป็ นอาหารที่ใช้ในการเซ่นไหว้ของหมู่คนจีน ในงานศพ งานมงคล งานเทศกาลต่าง ๆ และประกอบพิธีกรรมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการบนบานสานกล่าวตามวิถีชีวิต ซึ่งยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาหมู่ คนจีนในเมืองตรังนิยมนําหมูย่างมากินกับกาแฟ เป็ นปกติวิสัยมานานแล้ว ความนิยมกระจายมาสู่หมู่คนตรังชั้นกลางที่เป็ นข้าราชการ นักธุรกิจ ในเขต เมืองตรังและชานเมืองเป็ นลําดับ จนกลายเป็ นวัฒนธรรมการกินกาแฟกับหมู ย่างในยามเช้า ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน หมูย่างเมืองตรังจึง กลายเป็ นเอกลักษณ์ของจังหวัดตรัง หมูย่างเมืองตรัง อาหารพื้ นเมืองจากที่ นิยมกันคับแคบในวงจํากัด ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากหอการค้า จังหวัดตรัง ด้วยการจัดงานเทศกาลหมูย่างเมืองตรังขึ้ นตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ ต่อเนื่องทุกปี จนถึงปัจจุบัน ประกอบกับการได้โหนกระแสนโยบายการ ท่องเที่ยวของรัฐบาล จึงกลายเป็ นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ กลายเป็ น ของแปลกของโปรด ของประจําบ้านประจําเมืองในที่สุด ๑๓


ตัวอย่างการอ่านจับใจความ ใจความสําคัญของเรื่อง ต้นกําเนิดของหมูย่างเกิดขึ้ นในประเทศจีน ประมาณหนึ่งพันปี มาแล้วในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งการค้นพบวิธีการย่างหมูนั้นเป็ นเรื่องบังเอิญ แต่ความบังเอิญนั้นนํามาสู่การค้นพบอาหารที่มีความแปลกใหม่ นั้นคือ หมูย่าง เมื่อฮ่องเต้ได้ลองชิมก็โปรดปรานมากจึงตั้งชื่อว่า หมูทอง มีรสชาติ อร่อย สุกพอเหมาะ หนังจะมีสีเหลืองดุจทองคํา วิธีการทําหมูย่างเริ่ม แพร่หลายมาเป็ นอาหารสามัญชน ต่อมาได้ต้นตระกูลตระกูลหนึ่งนําหมูมา ชําแหละขาย แล้วรับชาวจีนที่มีความสามารถในการย่างหมูมาก หมูที่ย่างจึง มีรสชาติกลมกล่อมและหนังกรอบอร่อย ชาวจีนคนเดิมจึงถ่ายทอดวิชาการ หมูย่างให้รุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่นั้นมาหมูย่างจึงเป็นอาหารที่คนจีนในเมืองตรังนํามา กินคู่กับกาแฟในยามเช้าจนเป็ นปกติวิสัย ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใคร เหมือน หมูย่างเมืองตรังจึงกลายเป็ นเอกลักษณ์ของจังหวัดตรัง กลายเป็ น สินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ นิตยา ทองดียิ่ง (ที่มา : https://www2.edtguide.com/index.php) ๑๔


ขนมจีบสังขยา เป็ นขนมจีบที่มี หน้าตาคล้ายกะหรี่ปั๊บ แต่ที่เรียกว่าขนม จีบ เนื่องจากขั้นตอนในการทําจําใช้มือ จับจีบโดยรอบไม่ให้ไส้ทะลักออกมาตอน เข้าเตาอบจุดเด่นของขนมจีบสังขยา คือ ตัวไส้สังขยาที่มีกลิ่นหอม หวานมัน อัดแน่นมาเต็มชิ้ น บางร้านเลือกใช้เฉพาะ ไข่เป็ ดไล่ทุ่ง ซึ่งเป็ นเป็ ดที่เลี้ยงตามท้อง นาและปล่อยให้หาอาหารเองตาม ธรรมชาติ มาทําเป็ นไส้สังขยาเท่านั้นมี กลิ่นหอมและรสชาติที่น่ากิน ติ่มซํา อาหารเช้ายอดฮิตที่ ต้องห้ามพลาดลอง ติ่มซําหากินได้ง่าย มากในช่วงเช้าที่เมืองตรัง มีหลากหลาย เมนูติ่มซําให้เลือก ทั้งซาลาเปา ขนบจีบ ฮะเก๋า เต้าฮู้ปลา กุ่ยช่าย ปอเปี๊ยะทอด ปูอัดยัดไส้ มะระยัดไส้ อ่านเพิ่มเสริมความรู้ ตรัง ยุทธจักรความอร่อย ๑๕ (ที่มา : http://oknation.nationtv.tv/blog/ilovetrang) (ที่มา : https://phichittourism.com)


หมี่หนําเหลี่ยว หรือ หลอหมี่ เป็นอาหารจีนฮกเกี้ ยนมีรสอร่อยกลมกล่อม หน้าตาคล้ายราดหน้า มีวัตถุดิบใส่ผสม รวมกันมากว่า 20 ชนิด นําโดย เส้นหมี่ เหลือง (คล้ายโกยซีหมี่) เนื้ อปู เนื้อหมู ตับ หมู ไข่ไก่ กะหลํ่าปลี เห็ดหอมเป็ นต้น เดิม ชาวตรังจะนิยมกินหมี่หนําเหลี่ยวกันเฉพาะ ในวันพิธีสําคัญและวันงานส่งศพของชาวจีน ที่เปรียบเป็นการส่งผู้ตายสู่สวรรค์ เนื่องจาก หมี่หนําเหลี่ยวนั้นต้องปรุงกันนานและ พิถีพิถันในการทํามาก โกปี๊หรือกาแฟควบคู่กับอาหาร เช้า หากจะให้เข้าถึงอารมณ์คนตรังจริง ๆ ต้องสั่งเป็ นโกปี๊ ร้อน จะเสิร์ฟมาในแก้ว โบราณ ไม่มีหู เห็นชั้นของกาแฟแยกกับ นํ้ าข้นชัดเจน ก่อนกินก็ขนให้เข้ากัน หวานมันอร่อย หรือใครไม่กินก็กาแฟ ก็สั่งเป็นชาร้อนแทนได้ ๑๖ (ที่มา : https://www.posttoday.com/life/travel) (ที่มา : https://www.wongnai.com/restaurants) อ่านเพิ่มเสริมความรู้ ตรัง ยุทธจักรความอร่อย


อิ่มจัง ตรังอยู่ครบ ตรัง ยุทธจักรความอร่อย เล่ากันว่า เมื่อไอ้เกลอไปวังเกลอ หรือเยี่ยมเยือนไอ้เกลอเขา ก็ได้ของ ฝากเป็ นมูสังติดมือกลับบ้านไปหนึ่งตัว โดยไอ้เกลอเขาบอกไอ้เกลอเลเชิง หยอกกันตามประสาเกลอว่า มูสัง เป็ นสัตว์เลี้ ยงง่าย มันกินเพียงขี้ ไก่ก็อยู่ได้ แล้ว ด้วยวิถีชีวิตคนอยู่ทะเลที่ไม่เคยรู้จักมูสัง จึงนําไปขังไว้ในคอกไก่ตามคํา ของไอ้เกลอ แต่แล้วก็ต้องสูญเสียไก่ไปทั้งเล้า เพราะถูกมูสังกิน ต่อมาเมื่อไอ้ เกลอเขามา วังเกลอบ้าง ควายเล หรือปูทะเลขนาดใหญ่ก็เป็นของแปลกใหม่ ที่ไอ้เกล้อเลฝากให้เพื่อนหอบหิ้ วหลบบ้าน พร้อมทั้งคําแนะนําเชิงหยอกจาก อีกเช่นกันว่า เจ้าควายเลตัวนี้ กินนํ้าเยี่ยวเป็ นอาหาร และถ้าถูกมันฟัน ก็ให้ แขบกัดเขาอีกข้างของมันทันที เมื่อหลบถึงเริน ไอ้เกลอเขาก็จับเจ้าควายเล ใส่โคมเอาไว้ บอกให้ภรรยาไปเยี่ยวใส่โคม เพื่อเลี้ ยงเจ้าควายเลตามคําของ ไอ้เกลอเล ครั้นเวลามุ้งมิ้ งนางก็ไปให้อาหารสัตว์เลี้ ยงตามที่สามีบอก ปูหรือ ควายเลของไอ้เกลอ เมื่อมีอะไรเข้าใกล้ตัวมันก็จะหนีบเอาโดยสัญชาตญาณ ป้องกันตัว นางจึงต้องเรียกสามีให้มาช่วย ไอ้เกลอเขาก็แขบก้มหน้าลง เพื่อ จะกัดเขาอีกข้างของมันทันที ตามคําแนะนําของไอ้เกลอ ก็เลยถูกก้ามอีกข้าง หนึ่งของเจ้าควายเลหนีบแก้มเข้าให้ ในขณะที่ก้ามอีกข้างหนึ่งก็ยังไม่ปล่อย สุดท้ายเมื่อไอ้เกลอทั้งสองมาพบกัน อีกประโยคที่สัพยอกกันว่า “มึงเสียไก่ แค่ตัวสองตัวเป็นไหรไป...กูทั้งเจ็บทั้งหมินจังเสีย” กณภัทร ทองดียิ่ง ๑๗


ศัพท์ปักษ์ใต้น่ารู้ ๑๘ คําศัพท์ ความหมาย เกลอ เพื่อนสนิท, เพื่อนรัก มูสัง อีเห็น โคม กะละมัง แขบ รีบ, เร็ว หลบ กลับ เริน บ้าน, ที่อยู่อาศัย มุ้งมิ้ง เวลาพลบคํ่า, โพล้เพล้


เรื่องที่ มาตรฐานและตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๔/๖ ตอบคําถามจากการอ่านประเภท ต่าง ๆ ภายในเวลาที่กําหนด ท ๒.๑ ม.๔/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ท ๔.๑ ม.๔/๔ แต่งบทร้อยกรอง ไพเราะโคลงกานท์ ๒ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. ผู้เรียนแต่งคําประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ และมีความไพเราะทั้งในด้านภาษา และความหมาย 2. ผู้เรียนมีทักษะในการใช้ภาษาเพื่อผลิตงานเขียนบทร้อยกรองประเภทโคลง สี่สุภาพได้ด้วยตนเอง 3. ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการแต่งคําประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ และ สามารถบอกคุณค่าของบทร้อยกรองได้


เล้งนี ้...ที่กันตัง กันตังมีที่ตั้ง รัษฎา เรือนเก่าเห็นนานมา ใคร่รู้ รวบรวมสิ่งงามตา สูงค่า เลอค่าพระยาผู้ สู่สร้างเมืองตรัง อดีตดังทั่วทั้ง พารา ริเริ่มยางพารา เร่งเร้า ปลูกลองเพื่อนํามา เกิดค่า มากนา ยังอยู่ดีมีเค้า หนึ่งต้นริมทาง กลางชุมชนที่นี้ ศรัทธา ศาลนี่เทพมารดา คู่ไว้ นามศาลเค่งจิวมา ลือเลื่อง เป็นที่รวมคนไหว้ กล่าวฟ้องบนบาน ๒๐


กาลอาทิตย์ บ่ายคล้อย เอนกาย ลงนั่งคลายสบาย บ่อร้อน มากมายเกลื่อนของขาย จับจ่าย ไหลรื่นธาราซ้อน แง่ไม้สมบูรณ์ ปูนฉึกฉึกใคร่เฝ้า เสียงรถ เทียบท่าชาลางด เล่นร้อง เดินชมทั่วสวยสด รูปร่าง ทรงเก่าสมัยต้อง แต่สร้างนานมา นิตยา ทองดียิ่ง ๒๑


สถานที่...น่าเล้ง (ที่มา : https://thai.tourismthailand.org/Attraction) (ที่มา : https://chill.atimeonline.com/post/2861) พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎา นุประดิษฐ์มหิศรภักดี ณ ที่นี่ ชาวตรังเรียกว่า “ควนรัษฎา” หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “จวนเก่าเจ้าเมือง ตรัง” เป็ นบ้านพักอดีตของเจ้าเมืองตรัง คือ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี สถานที่นี้ ที่มีลักษณะอันโดดเด่น คือเป็ นเรือนไม้ ๒ ชั้น เก่าแก่ รูปทรงปั้นหยา สีฟ้าหม่น ซ่อนตัวอยู่ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่แสนร่มรื่น อันเป็ นแบบ บ้านพักของในรูปแบบของเจ้าเมือง หรือ ข้าหลวง ตัวแทนต่างพระเนตรพระกรรณฯ ที่ ดูแลหัวเมืองปักษ์ใต้ ในสมัย รัชกาลที่ ๕ ถึงต้น รัชกาลที่ ๖ ที่ประเทศไทยยังมีการแบ่งเขตการ ปกครองส่วนภูมิภาคแบบ “มณฑเทศาภิบาล” ภายในพิพิธภัณฑ์มีเครื่องใช้ไม้สอย ชุดเฟอร์นิเจอร์ ตู้โต๊ะ ที่สั่งต่อโดยฝีมือช่าง ชาวจีน และเตียงนอนแบบยุโรปสมัย ร.๕ ซึ่งแต่ละชิ้ นล้วนลํ้าค่า มีภาพเก่าหลายภาพที่ ปรากฏภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ การแบ่ง สัดส่วนในการจัดห้องแต่ละห้อง และหุ่นขี้ ผึ้ ง รูปท่านพระยารัษฎาฯ หากมีโอกาสมาที่ กันตังแล้ว ควรแวะมาศึกษาข้อมูลที่น่าสนใจ ในอดีตของกันตัง เพราะที่นี่คือแหล่งเรียนรู้ที่ น่าศึกษาอย่างยิ่ง สมกับที่เป็ นพิพิธภัณฑ์ที่ ทรงคุณค่าของชาวตรังและเมืองตรัง ๒๒


สถานีรถไฟกันตัง ณ ที่นี่ คือสถานีรถไฟกันตัง สุดปลายทาง รถไฟสายอันดามัน สถานีรถไฟกันตังเป็ นสถานี ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของไทยที่อยู่คู่กับทางรถไฟสาย ใต้มาตั้งแต่แรกเริ่มสร้าง เปิ ดใช้งานเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๕๖ แต่ก่อนมีชื่อว่าสถานีรถไฟตรัง ก่อนที่จะมีการย้ายตัวจังหวัดไปอยู่ที่ตําบลทับ เที่ยง สถานีตรังจึงเปลี่ยนชื่อเป็ นสถานีกันตัง ซึ่งภารกิจหลักของสถานีกันตังคือการโดยสาร และมีทางแยกเข้าสู่ท่าเรือกันตัง เพื่อใช้ประโยชน์ ในการขนส่งสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ อุปกรณ์ในการก่อสร้างทางรถไฟ หรือแม้แต่ตัว รถไฟเองที่นําเข้ามาจากประเทศทางฝั่งยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ อินเดีย ด้านทิศใต้ของสถานีจะมีมีป้ายเล็ก ๆ เพื่อให้ เป็ นจุดสนใจของสถานี ‘สุดทางรถไฟฝั ่งอัน ดามัน’ ซึ่งในบรรดาจังหวัดที่ทางรถไฟสายใต้ พาดผ่านจะเป็ นจังหวัดติดชายฝั่งอ่าวไทย ทั้งนั้น ก็มีเพียงจังหวัดตรังที่เดียวในชายฝั่งอัน ดามันที่ทางรถไฟมาถึง คุณค่าของสถานีรถไฟ กันตังไม่ใช่แค่เป็ นสถานี รถไฟสุดสาย ป ล า ย ท า ง แ ต่ ยัง ท ร ง คุ ณ ค่ า ท า ง ด้า น สถาปัตยกรรม นับเป็ นสถานีรถไฟเล็กๆ ที่มี ความสวยงามเป็ นพิเศษ จึงไม่มีข้อกังขาที่กรม ศิลปากรขึ้ นทะเบียนให้สถานี กันตังเป็น โบราณสถานเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ (ที่มา : https://chill.atimeonline.com/post/2861) (ที่มา : https://chill.atimeonline.com/post/2861) ๒๓


ต้นยางพาราต้นแรก ของประเทศไทย ณ ที่นี่ คือ ยางพาราต้นแรกของ ประเทศไทย ซึ่งมีการนําต้นยางพาราเข้ามา ปลูกในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่า "สยาม" ประมาณกันว่าเป็ นหลัง พ.ศ.๒๔๒๕ ซึ่งช่วงนั้น ได้มีการขยายเมล็ดกล้ายางพารา จากพันธุ์ ๒๒ ต้น นําไปปลูกในประเทศ ต่าง ๆ ของทวีปเอเชียและมีหลักฐานเด่นชัด ว่าเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๒ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี เป็นผู้เหมือนหนึ่ง"บิดาแห่งยาง" เป็ นผู้ที่ได้นําต้นยางพารามาปลูกที่อําเภอ กันตัง จังหวัดตรัง เป็นครั้งแรก จากนั้ น พระยารัษฎานุ ประดิษฐ์ มหิศรภักดี ได้ส่งคนไปเรียนวิธีปลูกยางเพื่อ มาสอนประชาชน พร้อมกันนั้นท่านก็สั่งให้ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นําพันธุ์ยางไปแจกจ่าย และส่งเสริมให้ราษฎรปลูกทั่วไป ซึ่งในยุคนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็ นยุคตื่นยาง ต่อมาราษฎร ได้นําเข้ามาปลูกเป็ นสวนยางมากขึ้ นและได้มี การขยายพื้ นที่ปลูกยาวไปในจังหวัดภาคใต้ รวม ๑๔ จังหวัด การพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ของประเทศได้เจริญรุดหน้าเรื่อยมาจนทําให้ ประเทศไทยเป็ นประเทศที่ผลิตและส่งออก ยางได้มากที่สุดในโลก (ที่มา : http://www.kantangcity.go.th/travel/detail/32) (ที่มา : http://wisawa-travel.myreadyweb.com/) ๒๔


สวนอุทยาน บ่อนํ้าร้อนกันตัง ณ ที่นี่ คือวนอุทยานบ่อนํ้าร้อนกันตัง เป็นบริเวณที่อุดมไปด้วยบ่อนํ้าร้อนธรรมชาติ ใต้ผิวดินมาสู่การพัฒนาเป็ นแหล่งท่องเที่ยว เชิงสุขภาพในปัจจุบัน โดยได้รับการจัดตั้งให้ เป็ นวนอุทยาน เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ สภาพทั่วไป วนอุทยานฯ แห่งนี้ ตั้งอยู่ ในเขตป่ าสงวนแห่งชาติป่ าเขาหวาง ป่ าควน แคง และป่ านํ้าราบ มีเนื้ อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็ นพื้ นที่ราบเชิงเขา ผสมผสานกับสภาพป่ าเป็ นดงดิบชื้ น และ บางส่วนเป็ นป่ าพรุที่มีนํ้าท่วมขังตลอดปี อีก ทั้งมีพื้ นที่บางส่วนเป็ นพรุนํ้าร้อนมีนํ้าไหลผุด จากใต้ดินตลอดเวลา พืชพรรณและสัตว์ป่า จัดว่าค่อนข้างมีสภาพป่ าที่สมบูรณ์ปานกลาง จุดเด่นของ “บ่อนํ้าร้อนกันตัง” คือ มีส่วนผสมของกํามะถันน้อยมากไม่ถึง ๑% จึงแทบจะไม่มีกลิ่นเลย แต่มีแคลเซียมมาก ถึง ๗๕% ซึ่งเป็ นเพียงแห่งเดียวของ ประเทศไทย ทําให้เหมาะสําหรับการนําไป บําบัดผู้ที่ป่ วยเป็ นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากแคลเซียมช่วยกระตุ้นกาไหลเวียน ของโลหิตได้ดี ตลอดจนยังได้มีการนํา นํ้าแร่ไปทําเป็ นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สําหรับให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ด้วย (ที่มา : https://www.trangtravel.com) (ที่มา : https://www.chillpainai.com) ๒๕


ศาลเจ้าเก่งจิวโฮยก้วน ณ ที่นี่ ศาลเจ้าเก่งจิวโฮยก้วน องค์เจ้าแม่ทับทิมศาลเจ้าไหหลํา (เก่งจิวโฮยก้วน) ศาลเจ้าแห่งนี้เป็ น ศูนย์รวมความเลื่อมใสความศรัทธา ของคนกันตังเชื้ อสายจีน คอยหล่อ หลอมสานสร้างสามัคคีความสัมพันธ์ อันดีระหว่างกันของชาวกันตัง ช่วยใน การสร้างบ้านพัฒนาเมืองกันตังให้มี ความเจริญรุ่งเรืองนับแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน เอกลักษณ์โดดเด่นของชาวกันตัง โดยเฉพาะวัฒนธรรมของคนหลากหลาย หลายเชื้ อชาติ ศาสนา ในการอยู่ร่วมกัน ด้วยความโอบอ้อมอารี แม้ว่าจะมีความ แตกต่างกันทางด้านความเชื่อก็ตาม ความ เชื่อและความศรัทธา มีความผูกพันกับ จิตใจและความรู้สึกนึกคิด เป็ นเครื่องมือที่ ช่วยประสานพลังแรงกายแรงใจของคนใน สังคมให้ปฏิบัติดีต่อกัน ก่อเกิดความรัก ความสามัคคี มีนํ้าใจไมตรีเอื้ ออารีต่อกัน อันจะนํามาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข (ที่มา : https://oer.learn.in.th/search_detail/result/174831) (ที่มา : https://oer.learn.in.th/search_detail/result) ๒๖


โคลงสี่สุภาพ เป็ นคําประพันธ์ประเภทร้อยกรองชนิดหนึ่ง ที่นิยมแต่ง กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งปรากฏอยู่ในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น เรื่อลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย โคลงนิราศนรินทร์ โครงเรื่องพาลีสอนน้อง โคลงโลกนิติ โคลงนิราศ พระบาท ลิลิตเพชรมงกุฎ เป็นต้น โคลงสี่สุภาพ มีลักษณะบังคับที่พิเศษกว่าบทร้อยกรองอื่น ๆ คือ มีการ บังคับตําแหน่งของรูปวรรณยุกต์เอกและรูปวรรณยุกต์โท หรือที่เรียกว่า คําเอกคําโท ซึ่งโคลงสี่สุภาพมีลักษณะบังคับหรือฉันทลักษณ์ที่ควรทราบ ดังนี้ ๑. คณะ คือ กลุ่มหรือชุดของคําที่เรียงเรียงไว้ตามลักษณะของร้อยกรอง แต่ละประเภท โคลงสี่สุภาพในบทหนึ่ง จะประกอบไปด้วย ๔ บาท แต่ละบาทจะมี ๒ วรรค เรียกว่าวรรคหน้าและวรรคหลัง ๒. คําหรือพยางค์ คือ หน่วยย่อยที่สุดของการแต่งบทร้อยกรอง คําหรือ พยางค์ มีความหมายเดียวกันในบทร้อยกรอง คือ เสียงที่สามารถเปล่งออกมาในครั้ง หนึ่ง ๆ ๑ พยางค์ เท่ากับ ๑ คํา ซึ่งในโคลงสี่สุภาพวรรคหน้าจะมี ๕ คํา ส่วนวรรค หลังของบาทที่ ๑-๓ จะมีวรรคละ ๒ คํา ส่วนบาทที่ ๔ ในวรรคหลังจะมี ๔ คํา ๓. วรรค คือ ส่วนหนึ่งของบาท ในโคลงสี่สุภาพหนึ่งบทมี ๔ บาท แต่ละ บาทจะมี ๒ วรรค เรียกว่า วรรคหน้าและวรรคหลัง ๔. บาท คือ องค์ประกอบหนึ่งของบท โคลงสี่สุภาพหนึ่งบทมี ๔ บาท โดยจะเขียนบาทละ ๑ บรรทัด ๕. บท คือ ชุดของคําที่เรียงเรียงไว้ตามบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ เช่น ความรักฉันที่ได้ เจอมา เป็นรักที่งามตา แต่ต้น ปลื้ มใจอยู่ทุกครา มีรัก ดีเฮย คนที่คอยช่วยล้น ไม่ร้ายต่อเรา กณภัทร ทองดียิ่ง ความรู้ทั ่วไปเกี่ยวกับโคลงสี่สุภาพ ๒๗


๖. คําสร้อย คือ คําที่กําหนดขึ้ นให้ลงท้ายวรรค บาทหรือบท ซึ่งใน โคลงสี่สุภาพ คําสร้อยนั้นจะกําหนดให้ลงท้ายบาท ๑ กับบาท ๓ โดยคําหน้า มักจะเป็นคําที่มีความหมายที่สอดคล้องกับคําก่อนหน้า ส่วนคําหลัง มักเป็นคําที่ ทําให้ความหมายมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้ น นิยมให้ลงท้ายด้วยคํา ดังนี้ เฮย แฮ ฮา รา ฤา นา เป็ นต้น ทั้งนี้ หากผู้ประพันธฺคิดว่าบทประพันธ์ของตนนั้น มีความหมายครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ก็อาจจะไม่จําเป็ นต้องมีคําสร้อยปรากฏอยู่ ก็เป็นได้ ๗. คําเอกคําโท คือ คํากําหนดบังคับเสียง อันเป็ นลักษณะพิเศษ ของโคลง คําเอก คือ คําที่กํากับด้วยรูปวรรคยุกต์เอก เช่น แก่ ค่า ใส เฉพาะคํา เอกนี้ ในโคลงอนุญาตให้ใช้คําตายแทนได้ ซึ่งคําตาย คือ คําที่สะกดในแม่ กก กด กบ เช่น ปิ ด ฉาก เป็ นต้น ส่วนคําโท คือ คําที่กํากับด้วยรูปวรรณยุกต์โท เช่น ร้อง ไห้ ต้ม ข้าว โคลงสี่สุภาพ กําหนดบังคับให้แต่ละบทต้องใช้คําเอกคําโท นอกจากนี้ ในบางกรณีก็อาจจะมีการจงใจสร้างคําที่เรียกว่า “คํา เอกโทษ” คือ การนําคําที่ปกติใช้วรรณยุกต์โทกํากับ มาใช้วรรณยุกต์เอกกํากับ แทน เพื่อใช้แทนที่คําเอก ในตําแหน่งบังคับของโคลง เช่น คําว่า มั่น ดัดแปลง มาจากคําว่า หมั้น หรือคําว่า เคี่ยว ดัดแปลงมาจากคําว่า เขี้ ยว เป็นต้น และ “คําโทโทษ” คือ การนําคําที่ปกติใช้วรรณยุกต์เอกกํากับมาใช้วรรณยุกต์โท กํากับแทน เพื่อให้ใช้แทนคําโทในตําแหน่งบังคับ เช่น เหล้น ดัดแปลงมาจาก คําว่า เล่น หรือคําว่า ผู้ ดัดแปลงมาจากคําว่า พู่ เป็นต้น ความรู้ทั ่วไปเกี่ยวกับโคลงสี่สุภาพ ๒๘


๘. สัมผัส คือ ข้อกําหนดทางฉันทลักษณ์ โคลงสี่สุภาพมีการ กําหนดสัมผัสนอก ซึ่งเป็นสัมผัสสระเท่านั้น มีรายละเอียด ดังนี้ ๘.๑ สัมผัสระหว่างวรรค คือ สัมผัสที่เกิดขึ้ นจากวรรค หนึ่งไปยังอีกวรรคหนึ่ง มีลักษณะดังแผนผังต่อไปนี้ ตัวอย่าง จากเรื่อง ผู้ไม่ร้ายต่อใจ ดังนี้ เอาใจใส่ทุกครั้ง ชอบใจ คนที่คอยห่วงใย อยู่ข้าง โลกฉันยิ่งสดใส เพราะพี่ เคียงมา พี่ไม่ทิ้ งให้ร้าง ไม่ชํ้าหมองไป นิตยา ทองดียิ่ง สามารถเขียนอธิบายสัมผัสระหว่างวรรคได้ ดังนี้ ๑. คําสุดท้ายของวรรคหลังในบาที่ ๑ สัมผัสกับคําสุดท้ายของวรรคหน้า ในบาทที่ ๒ และคําสุดท้ายของวรรคหน้าในบาทที่ ๓ ๒. คําสุดท้ายของวรรคหลังในบาทที่ ๒ สัมผัสกับคําสุดท้ายของวรรค หน้าในบาทที่ ๔ ความรู้ทั ่วไปเกี่ยวกับโคลงสี่สุภาพ ๒๙


๘.๒ สัมผัสระหว่างบท คือ สัมผัสที่เกิดขึ้ นจากบทหนึ่งไปยังอีก บทหนึ่ง มีลักษณะดังแผนผังต่อไปนี้ ตัวอย่าง จากเรื่อง ผู้ไม่ร้ายต่อใจ ดังนี้ เอาใจใส่ทุกครั้ง ชอบใจ คนที่คอยห่วงใย อยู่ข้าง โลกฉันยิ่งสดใส เพราะพี่ เคียงมา พี่ไม่ทิ้ งให้ร้าง ไม่ชํ้าหมองไป ในใจมีพี่ด้วย สําคัญ นิตยา ทองดียิ่ง สามารถเขียนอธิบายสัมผัสระหว่างบทได้ ดังนี้ คําสุดท้ายของบาทที่ ๔ ในบทก่อนหน้า สัมผัสกับคําที่ ๑ ๒ หรือ ๓ ของบาทที่ ๑ ในวรรคหน้าของบทถัดไป ความรู้ทั ่วไปเกี่ยวกับโคลงสี่สุภาพ ๓๐


สามารถเขียนอธิบายลักษณะบังคับของรูปวรรณยุกต์ได้ ดังนี้ บทร้อยกรองประเภทโคลง จะมีลักษณะบังคับเพิ่มเติมจากบทร้อยกรอง อื่น ๆ เนื่องจากมีการบังคับคําที่มีรูปวรรณยุกต์เอกและโท ซึ่งจะบังคับให้มีรูป วรรณยุกต์เอก จํานวน ๗ ที่ และคําที่มีวรรณยุกต์โท จํานวน ๔ ที่ ดังนี้ ๑) บาทที่ ๑ วรรคหน้า บังคับคําเอกคําที่ ๔ และคําโทคําที่ ๕ ๒) บาทที่ ๒ วรรคหน้า บังคับคําเอกคําที่ ๒ และวรรคหลัง บังคับคําเอกคําที่ ๑ และคําโทคําที่ ๒ ๓) บาทที่ ๓ วรรคหน้า บังคับคําเอกคําที่ ๓ และวรรคหลัง บังคับคําเอกคําที่ ๒ ๔) บาทที่ ๔ วรรคหน้า บังคับคําเอกคําที่ ๒ และคําโทคําที่ ๕ ส่วนวรรคหลังบังคับคําเอกคําที่ ๑ และบังคับคําโทคําที่ ๒ ความรู้ทั ่วไปเกี่ยวกับโคลงสี่สุภาพ ๓๑


ความรู้ทั ่วไปเกี่ยวโคลงสี่สุภาพ อยุทธยาโสภิตโพ้น มาแปลง เป็นฤๅ ฤๅว่าบุญเพรงแสดง พระสร้าง สิงหาสน์พิมานแสยง สยบโลกย์ แสงสุวรรณพร่างพร้าง พระพริ้ มพรายตา ฯ พรายพรายพระพุทธแก้ว มรกต ศรีสุวรรณแจ่มจรด รุ่งเร้า พิหารเลื่อนมุขลด รุจิเรข เรืองแฮ ไตรโลกย์เล็งคํ่าเช้า นอบน้อมกรถวาย ฯ ดิเรกกรุงเกียรติเจ้า จักรพาฬ จูงจิตรพลเมืองสถาน สู่ฟ้า กัลยางค์นิคมชาญ ชายชื่น ชมแฮ โสภิตภพเลื่องหล้า แหล่งล้วนฦๅเกษม ฯ เสนาะสารเสาวนิศน้อง รําพัน แถลงนา ปางนิราแรมขวัญ เนตรไว้ อกเรียมตระลึงศัลย์ สุดสิ่ง รักแม่ แสนกระซิกโศกไข้ ขุ่นไข้ใจเรียม ฯ อ่านเพิ่มเสริมความรู้ โคลงนิราศพระยาตรัง ๓๒


ความรู้ทั ่วไปเกี่ยวโคลงสี่สุภาพ แอบองค์นาริศน้อม แนบทรวง ลูบอุทรเซร็นดวง สวาดิไหม้ อ้าโฉมวิมลพวง มาเลศ เรียมเอย ควรเตรียกกายเรียมไว้ หว่างห้องทรวงสมร ฯ เกษนีอมเรศเอื้ อม องค์แผลง เจ้าฤๅ ฤๅสุเรนทรชุมแปลง หลากหล้า ลาลงธรณิศแลง ลองรูป ฤๅแม่ หลีกสุเรนทรยวลหน้า พี่แล้วเนาใด ฯ สิบทิศทิพยรสฉ้อง ฉมสมร ปองแม่ พ่างพิโดรทรวงอร โอษฐ์อ้อน งอนธุชรถจันทร เนืองเนตร กูเอย งามแม่งอนสมรค้อน เคร่าช้าวันเห็น ฯ เดาะดวงดุจเด็จตั้ง ติดตา อยู่แม่ พูนดําตรูงตฤษณา พิศพื้ น ลําทรวงทิพยสุธา เพ็ญภาคย์ พี่ฤๅ คลําแม่คลําฤๅลื้ น ยอบเช้าคืนงาย ฯ พระยาตรัง ๓๓


อ่านเสริมเพิ่มความรู้ พระยาตรัง กวีในประวัติศาสตร์ พระยาตรัง หรือบรรดาศักดิ์ในตําแหน่งเจ้าเมืองตรังว่า “พระยาตรังคภูมาภิบาล” เป็ นกวียิ่งใหญ่ผู้หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ ผลงานของท่าน เป็นคําประพันธ์ประเภทโคลง โดย้ฉพาะโคลงดั้นนิราศตามเสด็จลํานํ้าน้อย และโคลงพระยาตรัง หรือนิราศถลาง ได้รับการยกย่องจากกวีรุ่นหลัง ๆ ว่ามีสํานวนไพเราะเทียบเท่าโคลงสมัยอยุธยาโบราณ ผลงานวรรณกรรมของท่าน โดยเฉพาะที่เป็ นคําประพันธ์ ประเภทโคลง อาทิ โคลงดั้นนิราศตามเสด็จทัพลํานํ้าน้อยและโคลงนิราศ พระยาตรัง หรือที่เรียก “โคลงนิราศถลาง” ได้รับการยกย่องนับถือ ในหมู่กวีรุ่นหลังเป็ นอันมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่างานวรรณกรรมของ พระยาตรังจะเป็ นที่รู้จักในหมู่ผู้รักงานกวีนิพนธ์โดยทั่วไป แต่ด้านประวัติ ชีวิตของท่านนั้นกลับไม่ปรากฏเรื่องราวชัดเจนนัก ที่ทราบแน่นอน จากเนื้ อความในโคลงดั้นนิราศตามเสด็จทัพลํานํ้าน้อยว่า ท่านเป็ น ชาวเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งหยิ่งทะนงในความเป็ นปราชญ์ของตนเอง สูงดังคําโคลง กรุงศรีธรรมราชหม้าย เมธี พ่อฮา แสวงอยุธยาขู คู่พร้อง เฉลิมบาทนฤบดี โดยเสด็จ เศิกแฮ นิราศเรื่องพ้องหน้า ณรงค์ ๓๔


สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ประวัติ พระยาตรังสั้นๆ ไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ถือเป็ นการเผยแพร่ประวัติของพระยา ตรังครั้งแรก และมีผู้อ้างอิงอยู่เสมอถึงปัจจุบัน ความว่า “พระยาตรังคนนี้ เป็นกวีมีชื่อเสียงคน ๑ เมื่อในรัชกาลที่ ๒ ได้แต่ง โคลงนิราศไว้เรื่องหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “นิราศพระยาตรัง” พวกกวีแต่ก่อนยก ย่องกันเข้าไว้ในตํารา กับแต่งโคลงดั้นยอพระเกียรติรัชกาลที่ ๒ ไว้อีกเรื่อง ๑ เมื่อเร็ว ๆ นี้ พบเพลงยาวนิราศพระยาตรังแต่ง ว่าด้วยครั้งไปวางตรา เป็ นผู้ว่าราชการเมืองตรัง สํานวนพระยาตรังแต่งกลอนสู้แต่งโคลงไม่ได้ แต่ได้ความในเรื่องประวัติของพระยาตรังในเพลงยาวนั้น ประกอบกับที่ได้ ทราบคําบอกเล่า เข้าใจว่าพระยาตรังคนนี้ เป็ นชาวนคร จะเป็ นเชื้อแถว อย่างไรทางเจ้าพระยานครพัฒน เป็ นพระญาติกับกรมพระราชวังบวร มหาศักดิพลเสพ ได้เป็ นตําแหน่งพระยาตรังเมื่อรัชกาลที่ ๒ ครั้งนั้น ยกเมืองตรังขึ้ นเป็ นเมืองตรีมาขึ้ นกรุงเทพฯ เห็นจะเป็ นด้วยเหตุนี้ พระยา ตรังจึงไม่ถูกกับเจ้าพระยานครน้อย เมื่อพระยาตรังออกไปวางตรา พาภรรยาไปด้วย ภรรยาเป็ นญาติเจ้าพระยานครน้อย พักอยู่เสียที่เมือง นคร ไม่ ออกไปเมืองตรังด้วย เข้าใจว่าพระยาตรังว่าราชการเมืองอยู่เพียง สิ้ นรัชกาลที่ ๒ แล้วต้องกลับเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เมืองตรังกลับเป็ น เมืองขึ้ นเมืองนครต่อไป” ๓๕


ครั้นถึง พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ทรงปราบดาภิเษกเสวยราชสมบัติ ณ กรุงเทพมหานคร พระยาตรัง ก็ได้เข้าไปถวายตัวทําราชการโดยพักอาศัยอยู่กับพระยาภักดีภูธร (ฉิม) ผู้ เ ป็ น ลุ ง ข อ ง ท่ า น ต่ อ ม า ไ ม่ น า น นั ก เ จ้ า จ อ ม ม า ร ด า นุ้ ย ใ ห ญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็ นน้า ได้ช่วยเหลือจนท่านได้รับพระราชทานเจ้าหญิงเกษณี เป็ นภรรยา ดังความในโคลงดั้นนิราศตามเสด็จทัพลํานํ้าน้อย ซึ่งพระยาตรัง แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๐ ว่า ไปจอดทอดทัพเว้น วังทอง ถวิลหวั่นพรั่นแปรใจ จากไท้ ออกนางรับทูลสนอง เสนอราช โปรดแม่ ชาวเพื่อนวังไจ้ไจ้ จับขวัญ ฯ สนิทสนมวิลาศล้อม ลําเพา พี่เอย อาบอบคันธโสรมสุง สะอ้าน ฉลองโอษฐเร่งนงเยาว์ ยังเวศ พี่นา นางชะแม่เถ้าค้าน คําทูล ฯ ส่วนในโคลงนิราศพระยาตรัง หรือโคลงนิราศถลาง ซึ่งเป็นผลงาน ที่ท่านแต่งบรรยายการศึกกับพม่าเมื่อต้นรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๕๒ ท่านก็ใช้ชื่อ แทนตนเองว่า “ตรัง” ในโคลงบทสุดท้าย ความว่า ร้อยยี่สิบหกชิ้ น แบบฉบับ โคลงแฮ นิราศตรังไปรับ เศิกสู้ ฉลางบอกแห่งเหตุทัพ พุกามติด ฉลางนา ควรแก่สํ่าปราชญ์ผู้ อ่านอ้างอวยผล ฯ ๓๖


ด้านผลงานวรรณกรรมของพระยาตรังเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน เรียงตามลําดับ การประพันธ์ ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนี้ ๑. เพลงยาวพระยาตรัง เป็นเพลงยาวรําพันรัก เข้าใจว่าแต่ง เมื่อสมัยวัยหนุ่ม ๒. เพลงยาวนมัสการพระบรมธาตุ นิราศไปตรัง แต่งเมื่อครั้งไป วางตราเป็นเจ้าเมืองตรัง ๓. โคลงดั้นนิราศตามเสด็จทัพลํานํ้าน้อย แต่งเมื่อครั้งตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปตีเมืองทวาย พ.ศ. ๒๓๓๐ ๔. โคลงนิราศพระยาตรัง หรือโคลงนิราศถลาง แต่งเมื่อต้น รัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๕๒ คราวพม่ายกทัพมาตีเมืองถลางและหัวเมืองชายทะเล ๕. โคลงดั้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย แต่งทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๑ ๖. โคลงกวีโบราณ เป็นผลงานการรวบรวมโคลงของกวีที่มี ชื่อเสียงในสมัยอยุธยา ตลอดจนผลงานการแต่งโคลงกลบทและโคลงกระทู้ เทียบแบบโบราณของพระยาตรัง นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าพระยาตรังได้แต่งวรรณกรรม “มหาชาติ กัณฑ์มัทรี” ไว้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ยังไม่พบต้นฉบับ ๓๗


เรื่องที่ เล่าขานวัฒนธรรม ๓ มาตรฐานและตัวชี้วัด ท ๒.๑ ม.๔/๒ เขียนเรียงความ ท ๒.๑ ม.๔/๘ มีมารยาทในการเขียน จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. นักเรียนสามารถเขียนเรียงความจากประสบการณ์ของตนเองได้ ๒. นักเรียนสามารถเขียนเรียงความได้ โดยเลือกใช้ถ้อยคําที่ เหมาะสมและไพเราะ ๓. นักเรียนมีมารยาทในการเขียน


วัฒนธรรมน่ารู้ อยู่คู่เมืองตรัง ประเพณีถือศีลกินผัก หรือกินเจ ประเพณี “ถือศีลกินผัก” หรือ “กินเจ” สืบทอดกันมาร้อยกว่าปี ประเพณีนี้ เริ่มประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๗ จัดระหว่างวันขึ้ น ๑-๙ คํ่า เดือน ๙ ของจีน หรือราวเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปีนับเป็น ช่วงเวลาการบูชาเทพเจ้าแห่งดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ตามความเชื่อแบบจีน ในพิธีกินเจจะมีสมาชิกของศาลเจ้าและผู้ร่วมศรัทธามาร่วมละกิจ โลกียวัตร บําเพ็ญศีล สมาทาน กินเจ บริโภคแต่อาหารผักผลไม้งดเว้นกิจ ที่จะทําความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ซักฟอกมลทินออกจากกาย วาจา ใจ สวมเสื้ อผ้าสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ก่อนเริ่มการกินเจจะมีพิธีเตรียมการหลาย ขั้นตอน ที่สําคัญคือการยกเสาตะเกียงหรือคี่เต็งโก ซึ่งทําในวันสิ้ นเดือน ก่อนกินเจ ๑ วัน ระหว่างพิธีกินเจ จะมีการอัญเชิญเทพเจ้ามาประทับทรงและออก เยี่ยมลูกหลาน ซึ่งแต่ละศาลเจ้าจะกําหนดวันออกเยี่ยมไปให้ตรงกัน โดยจัดขบวนแห่อย่างมโหฬารไปรอบ ๆ เมือง ในขบวนจะมีม้าทรงพร้อม กับบรรดาสาวกและรูปปฏิมาตัวแทน “เจ้า” อยู่ใน “เกี๊ยว” หรือเก้าอี้ หาม ออกเยี่ยมเยียนโปรดสัตว์ไปตามอาคารบ้านเรือน ฝ่ ายเจ้าของบ้านก็ จะจัดโต๊ะบูชาและเตรียมประทัดไว้จุดต้อนรับ บางทีเจ้าก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ โดยใช้ของมีคมเสียบทะลุเนื้ อหนัง กลับจากออกเที่ยวก็มี พิธีลุยไฟ พอถึงวันที่ ๙ คํ่าก็จะมีพิธีส่งเทพเจ้าที่อัญเชิญมา รุ่งขึ้ นยกเสา ตะเกียงลงเป็ นอันเสร็จพิธี ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็ น อภินิหารที่เกิดขึ้ นจาก ความศรัทธา ๓๙


Click to View FlipBook Version