The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณภัทร สะมาเด๊ะ, 2023-11-11 04:07:07

นางสาวณภัทร สะมะเด๊ะ

เรื่อง การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance

การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance Application of tools to improve the quality of department operations Airfreight Customer Services Customs Clearance. ณภัทร สะมาเด๊ะ รายงานวิจัยนี้เป็นสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตรการจัดการโลจิสติกสและซัพพลายเชน คณะบริหารธุรกิจ ปการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance Application of tools to improve the quality of department operations Airfreight Customer Services Customs Clearance. ณภัทร สะมาเด๊ะ รายงานวิจัยนี้เป็นสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตรการจัดการโลจิสติกสและซัพพลายเชน คณะบริหารธุรกิจ ปการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


หัวข้อปริญญานิพนธ์ การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance นักศึกษา ณภัทร สะมาเด๊ะ รหัสนักศึกษา 116310509565-2 ปริญญา บริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นพปฎล สุวรรณทรัพย์ รายงานวิจัยนี้เป็นสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต โดยผ่านการพิจารณา คณะกรรมการสอบวินัย ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ อาจารย์ที่ปรึกษา............................................................................. (ดร.อาจารย์นพปฎล สุวรรณทรัพย์) คณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ ประธานกรรมการ............................................................................. (ผศ.ดร.โชติมา โชติกเสถียร) กรรมการ........................................................................................... (ดร.วรางกูร อิศรางกูร ณ อยุธยา)


ก หัวข้อปริญญานิพนธ์ การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance นักศึกษา ณภัทร สะมาเด๊ะ รหัสนักศึกษา 116310509565-2 ปริญญา บริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นพปฎล สุวรรณทรัพย์ บทคัดย่อ งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพ การดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance เพื่อศึกษาขั้นตอน และ เอกสารสำคัญในการนำเข้าสินค้า ศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า และเอกสารสำคัญในการนำเข้า สินค้าและศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการทำงานฝ่าย Airfreight Customer Services customs clearance วิเคราะห์ปัญหาโดยการประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพ เลือกใช้เครื่องมือในการควบคุมคุณภาพ 7 ชนิด (7 QC Tools) โดยทำการเลือกใช้แผนภาพก้างปลา และหาแนวทางการแก้ไขโดยใช้การลดความสูญ เปล่าด้วยหลักการ ECRS เพื่อนำไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขั้นตอนในการทำงานและเพื่อเป็นการลดข้อผิดพลาด ของขั้นตอนการทำงานของพนักงาน และทำการแสดงผลโดยกราฟแท่ง ผลการวิจัย พบว่าสาเหตุของปัญหา คือ การคีย์เอกสารที่ผิดพลาด จึงมีกระบวนการแก้ปัญหาการหา สาเหตุของปัญหาด้วยการ ทำแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth Interview) จากการทำการสัมภาษณ์สังเกต เพื่อเก็บข้อมูล ทำให้เกิดการหาสาเหตุด้วย แผนภาพก้างปลา เมื่อหาสาเหตุได้แล้วจึงนำ ทฤษฎีECRS มาช่วย ในการแก้ปัญหา ผลที่ได้เมื่อทำการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ กำจัดงานที่ไม่จำเป็นต้องทำ หรือเปลี่ยนวิธีการทำงานแล้วผลลัพธ์ที่ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เกิดการลดระยะเวลาทำงานและลดขั้นตอนการ ทำงานที่ไม่จำเป็น คำสำคัญ : การสัมภาษณ์เชิงลึก, เอกสารในการนำเข้า, ลดขั้นตอน


ข Title Application of tools to improve the quality of department operations Airfreight Customer Services Customs Clearance. Student Name Miss Napat Samadea Degree Bachelor of Business Administration (Logistics Management) Program Logistics and Supply chain Management Academic Year 2023 Advisor Mr.Noppadol Suwannasap Abstract The purpose of this study was to examine the use of tools to raise the standard of performance in the Airfreight Customer Services Customs Clearance division. examine the procedures. and crucial paperwork for goods imports Examine import-related issues, pertinent import documentation, and work-related solutions in the Airfreight Customer Services customs clearing department. Apply analytical techniques to problems to enhance quality. Using a fishbone diagram, choose seven quality control tools (7 QC Tools). and come up with solutions by applying the ECRS principles of waste reduction in order to help boost process efficiency and lower staff error rates.and shown on a bar graph The investigation's findings indicated that improper document entry was the root of the issue. Consequently, there is a procedure for solving problems in order to identify the root of the issue by In order to gather data, perform an in-depth interview by conducting interviews and observing. causing the cause to also be identified fishbone pattern The application of ECRS theory aids in problem solving once the reason has been identified. The outcomes of streamlining operations to increase efficiency When superfluous effort is eliminated or the working method is altered, the outcomes improve. Working hours are reduced, and pointless steps are eliminated. Keywords : Comprehensive interviews, importing paperwork, and less steps


ค กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance เพื่อการสำเร็จการศึกษาของ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเนื่องจาก ได้รับความอนุเคราะห์และสนับสนุนเป็น อย่างดียิ่งจาก อาจารย์นพปฎล สุวรรณทรัพย์ผู้เป็นที่ปรึกษาของการทำวิจัยครั้งนี้ซึ่งได้ให้ความรู้คำแนะนํา และให้ข้อคิด ต่าง ๆ และ อาจารย์ประจำหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ที่ได้กรุณาให้ คำปรึกษา ความรู้ข้อคิด ข้อแนะนำ และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนกระทั่งการวิจัยครั้งนี้สำเร็จ เรียบร้อยด้วยดี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ณ ที่ นี้บทคัดย่องานวิจัย ขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคน ที่อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในการทำวิจัยครั้งนี้สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้คงเป็นประโยชน์ สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจศึกษาต่อไป ผู้จัดทำ ณภัทร สะมาเด๊ะ


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญรูปภาพ ฉ สารบัญตาราง ช บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญ 2 วัตถุประสงค์ 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 ขอบเขตของงานวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 7 QC tools เครื่องมือควบคุมคุณภาพ 6 การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS 13 ข้อมูลองค์กรกรณีศึกษา 19 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า 21 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 22 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา 25 การเก็บรวบรวมข้อมูล 27 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 28


จ สารบัญ หน้า บทที่ 4 ผลการวิจัย 29 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 29 วิเคราะห์ปญหาด้วยแผนภาพก้างปลา (Fishbone Diagram) 30 วิเคราะห์ปัญหาหลักบริเวณหัวปลา 31 แผนภูมิกระบวนการไหล ก่อนการปรับปรุง 32 แผนภูมิกระบวนการไหล หลังการปรับปรุง 34 กราฟการปรับรุงกระบวนการทำงานของขั้นตอนการทำงาน 36 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ 37 สรุปผลการศึกษา 38 อภิปรายผล 38 ข้อเสนอแนะ 38 บรรณานุกรม 39 ภาคผนวก 40 ประวัติผู้จัดทำ 48


ฉ สารบัญรูปภาพ หน้า ภาพที่ 1 แผ่นตรวจสอบ (Check Sheet) 8 ภาพที่ 2 แผนผังพาเรโต (Pareto Diagram) 8 ภาพที่ 3 แผนภูมิกราฟ (Graph) 9 ภาพที่ 4 แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) 9 ภาพที่ 5 แผนผังการกระจาย (Scatter Diagram) 10 ภาพที่ 6 แผนภาพฮิสโตรแกรม (Histogram) 11 ภาพที่ 7 การแจกแจงแบบปกติ 12 ภาพที่ 8 เวลาทั้งหมดในกระบวนการทำงาน 14 ภาพที่ 9 การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS 17 ภาพที่ 10 แผนภูมิกระบวนการไหล 18 ภาพที่ 11 แผนการดำเนินงาน 26 ภาพที่ 12 แผนภาพก้างปลาของปัญหาความสูญเสียจากการทำงานในแผนก 30 ภาพที่ 13 กราฟแสดงการปรับรุงกระบวนการทำงานของขั้นตอนการทำงาน 36 ภาพที่ 14 กราฟแสดงเวลาการทำงานของขั้นตอนการทำงานก่อนและหลัง 36


ช สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4.2 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) : ก่อนการปรับปรุง 33 ตารางที่ 4.2 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) : ก่อนการปรับปรุง 34


1 บทที่1 บทนำ ที่มาและความสำคัญ ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศทั้งการนำเข้าและส่งออกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของ ประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนมีการเติบโตมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้นำเข้าสามารถหาสินค้าที่มี เทคโนโลยีแบบใหม่ มีคุณภาพที่ดีกว่า หรือราคาที่ถูกกว่าในประเทศ และผู้ส่งออกยังสามารถขายสินค้าที่ ตนเองผลิต ไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งการนำเข้าสินค้ามีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ ช่วยให้ประเทศ ต่าง ๆ เข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่มีจำหน่ายในประเทศ ส่งเสริมความหลากหลายและทางเลือกของผู้บริโภค นอกจากนี้ยังสามารถนำไปสู่การประหยัดต้นทุน เนื่องจากสินค้านำเข้าสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้นในบางภูมิภาค นอกจากนี้การนำเข้ายังส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ กระตุ้นการเติบโต ทางเศรษฐกิจ และสามารถจัดหาปัจจัยการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศ อย่างไรก็ตาม การจัดการการ นำเข้าอย่างรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่ามีความสมดุลระหว่างการผลิตในประเทศและการพึ่งพา ภายนอก และการค้าระหว่างประเทศทำให้เกิด Freight Forwarder ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างผู้ส่งสินค้าและผู้ ขนส่งในการจัดส่งสินค้า โดยทั่วไป บริษัทขนส่งสินค้าจะรวมสินค้าของผู้ขนส่งแต่ละรายเป็นสินค้าจำนวนมาก จากนั้นจึงจองพื้นที่บรรทุกสินค้ากับผู้ให้บริการขนส่งเพื่อการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและประหยัดมากขึ้น นอกเหนือจากการให้บริการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์แล้ว Freight Forwarder ยังมีบริการที่หลากหลาย เช่น เอกสารสำหรับพิธีการทางศุลกากรสำหรับการนำเข้าและส่งออก การประกันสินค้า การบรรจุหีบห่อ คลังสินค้า และการขนส่งต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าและธุรกิจ บริษัทรับจัดการขนส่ง สินค้าระหว่างประเทศยังสามารถเสนอบริการทั่วโลกและจัดบริการแบบ door-to-door ที่ไร้รอยต่อจากผู้ ส่งไปยังผู้รับได้ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก เช่น เครื่องบิน เรือ รถบรรทุก และทางรถไฟ (ชาญวิทย์ พรภัทรารัตน์, 2553) Freight Forwarder จะเป็นตัวกลางของการส่งสินค้า ทำการจัดการกับเอกสารและงานเอกสารต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ได้แก่ความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสาร ข้อผิดพลาดหรือการละเว้นในเอกสารอาจนำไปสู่ความล่าช้าของ พิธีการศุลกากร ค่าปรับ หรือแม้แต่การปฏิเสธการจัดส่ง การตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสาร เป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว การป้อนข้อมูลด้วยตนเองในเอกสารหลายๆ ฉบับสามารถเพิ่ม โอกาสในการเกิดข้อผิดพลาดและความไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดปัญหาการคีย์เอกสารและการตรวจเช็ค เอกสารที่ผิดพลาดซึ่งนำปัญหามาสู่บริษัท


2 เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นบริษัทควรใช้การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพ โดยการ ใช้เครื่องมือในการควบคุมคุณภาพ 7 ชนิด (7 QC Tools) โดยเลือกใช้แผนผังก้างปลา และการทำกราฟ และหาแนวทางการแก้ไขโดยใช้การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS เพื่อนำไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ขั้นตอนในการทำงานและเพื่อเป็นการลดข้อผิดพลาดของขั้นตอนการทำงานของพนักงาน ทั้งสามารถนำไป กำหนดแนวทางการปรับปรุงการทำงานในขั้นตอนของการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้นในการทำงาน จึง ได้นำแนวทางการบริหารงานคุณภาพมาระยุกต์ใช้ในการปรับปรุงการทำงาน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาขั้นตอน และเอกสารสำคัญในการนำเข้าสินค้า 2. เพื่อศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า และเอกสารสำคัญในการนำเข้าสินค้า 3.เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการทำงานฝ่าย Airfreight Customer Services customs clearance ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ทราบกระบวนการในการดำเนินงานนำเข้าสินค้า และเอกสารในการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง 2. ทราบถึงปัญหา และแนวทางในการแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้า และเอกสารที่เกี่ยวข้อง 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานนำเข้าสินค้า และเอกสารในการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง ขอบเขตงานวิจัย 1.ขอบเขตด้านเนื้อหา เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการ ดำเนินงานของ แผนก Airfreight Customer Services customs clearance 2. ขอบเขตด้านเวลา ระยะเวลาในการทำการศึกษานี้มีระยะเวลาในการทำการศึกษาตั้งแต่ 3 กรกฎาคม - 27 ตุลาคม 2566 3.ขอบเขตด้านสถานที่ บริษัท DSV Air & Sea


3 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. 7 Quality control หมายถึง 7 QC Tools คือ เครื่องมือคุณภาพ 7 ชนิด ที่ใช้สำหรับการควบคุม คุณภาพในการดำเนินด้วยการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินแล้ววิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนำไปสู่การหาทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง 2. Freight Forwarder หมายถึง ผู้อำนวยความสะดวกด้านธุรกรรมการขนส่งสินค้าระว่างระเทศแก่ ผู้นำ-ส่งออก ซึ่งมีขอบข่ายการให้บริการตั้งแต่การรับ-การส่งสินค้า ให้คำแนะนำปรึกษา รับจอง ระวางทางเรือ เครื่องบิน จัดหารถบรรทุก ประกันภัย ออกใบตราส่ง ผ่านพิธีการศุลกากร 3. ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration) หมายถึง เอกสารที่ใช้แสดงรายละเอียดต่อกรมศุลกากร เพื่อการชำระภาษีอากร ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้า 4. ใบตราส่งสินค้าทางเรือ (B/L-Bill of Lading), ทางอากาศ (AWB-Air Way Bill) หมายถึง เอกสาร แสดงสิทธิในสินค้า และเป็นหลักฐานสัญญาของบริษัทขนส่งที่จะขนส่งสินค้าทางเรือหรือเครื่องบิน จากประเทศส่งออกไปยังท่าเรือปลายทาง เอกสารใบนี้มีความสำคัญมากๆ ทางบัญชีเพราะจะช่วยให้ นักบัญชีบันทึกรับรู้กรรมสิทธิ์และภาระจากสินค้าได้อย่างถูกต้อง 5. บัญชีราคาสินค้า (Invoice) หมายถึง เอกสารที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าต่าง ๆ ตัวอย่าง เช่น รายละเอียดของสินค้า จำนวน น้ำหนัก ราคา 6. บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (Packing List) หมายถึง เอกสารแสดงรายละเอียดของที่บรรจุในแต่ละ หีบห่อสินค้า รายการในบัญชีบรรจุหีบห่อจะทำให้มีความสะดวกในการตรวจปล่อยสินค้า


4 7. ใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตสำหรับสินค้าควบคุมการนำเข้า (Import License) หมายถึง ใบอนุญาตนำเข้าจะให้ความคุ้มครองจากข้อพิพาททางกฎหมายและความสูญเสียทางการเงินสำหรับ ธุรกิจที่มีส่วนร่วมในการค้าระหว่างประเทศ ใบอนุญาตนำเข้าคือใบอนุญาตนำเข้าสินค้าบางประเภท ตามปริมาณที่ระบุในช่วงเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไปคือหนึ่งปี) 8. ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (กรณีขอลดอัตราอากร) (Certificates of Origin) หมายถึง ใบรับรอง แหล่งกำเนิดสินค้า (CO) เป็นใบยืนยัน 'สัญชาติ' ของผลิตภัณฑ์และทำหน้าที่เป็นคำประกาศเพื่อ ตอบสนองข้อกำหนดด้านศุลกากรหรือการค้า CO ส่วนใหญ่จำเป็นสำหรับขั้นตอนพิธีการศุลกากรเพื่อ กำหนดอากรหรือความถูกต้องตามกฎหมายของการนำเข้า


5 บทที่2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ รูปแบบการทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง โดยผู้วิจัยได้รวบรวม วิเคราะห์สังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ เป็นแนวทางในการวิจัย ดังนี้ 2.1 7 QC tools เครื่องมือควบคุมคุณภาพ 2.2 การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS 2.3 ข้อมูลองค์กรกรณีศึกษา 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1) 7 QC tools เครื่องมือควบคุมคุณภาพ หมายถึง เครื่องมือควบคุมคุณภาพ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาทางด้านคุณภาพของ กระบวนการ ผลิต ซึ่งช่วยศึกษาสภาพทั่วไปของปัญหา คัดเลือกหรือจัดลำดับความสำคัญของปัญหา การ สำรวจสภาพ ปัจจุบันของปัญหา การค้นหาและวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เพื่อให้สามารถแก้ไขได้ อย่างถูกต้อง รวมทั้งติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนช่วยในการจัดทำมาตรฐาน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการ ควบคุมคุณภาพที่สำคัญมี7 ชนิด โดยเครื่องมือแต่ละชนิดมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.1.1) ใบตรวจสอบ (Check Sheet) ใบตรวจสอบเป็นแบบฟอร์มที่อยู่ในรูปตารางหรือรูปภาพ ใช้สำหรับกรอกรายละเอียดของข้อมูล เพื่อ ช่วยในการวิเคราะห์หาสาเหตุและติดตามผลการดำเนินงาน ซึ่งลักษณะของใบตรวจสอบต้องคำนึงถึงคือการ กำหนดรายละเอียดที่ชัดเจน เช่น รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ผู้ตรวจสอบ วันและเวลาที่ตรวจ เป็นต้น มีการ จัดรูปแบบของแบบฟอร์มให้สะดวกต่อการบันทึกข้อมูล ง่ายต่อการจำแนกข้อมูล และวิเคราะห์ผล และที่ สำคัญควรกำหนดและใช้ใบตรวจสอบให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบด้วย ทั้งนี้ใบตรวจสอบใน อุตสาหกรรมการผลิตมีหลายแบบจะกล่าวถึง 6 แบบ ซึ่งในแต่ละแบบแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งาน มีดังนี้ ใบตรวจสอบการผลิต เป็นใบตรวจสอบที่ใช้ในการบันทึกคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนของ ผลิตภัณฑ์ซึ่งลักษณะของข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ทั้งนี้ในการใช้ใบตรวจสอบการผลิต เริ่มต้น ผู้


6 ตรวจสอบจะทำการวัดผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์ก่อน หลังจากนั้นจะทำการบันทึกค่าของ ผลิตภัณฑ์ที่วัดได้ซึ่งค่าที่วัดได้ในแต่ละชิ้นอาจจะมีค่าไม่เท่ากัน จึงทำให้เราทราบว่าผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นมี คุณสมบัติอยู่ในมาตรฐานหรือไม่ ใบตรวจสอบตำแหน่งข้อบกพร่อง เป็นใบตรวจสอบที่ใช้ในการบันทึกคล้ายกับใบตรวจสอบการผลิต แต่จะ แยกตามลักษณะของข้อบกพร่องและลักษณะของข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลเชิงคุณลักษณะ ผู้ตรวจสอบ จะบันทึก โดยทำเครื่องหมายรอยขีด ตามจำนวนผลิตภัณฑ์ที่มีข้อบกพรองที่เก็บรวบรวมได้ใบตรวจสอบชนิด นี้จะทำให้ทราบถึงจำนวนของเสียและจำนวนของดีหรือจำนวนทั้งหมดที่ตรวจพบข้อบกพร่อง ใบตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อบกพร่อง เป็นใบตรวจสอบที่ใช้บันทึกคล้ายกับใบตรวจสอบการ ผลิต ใบตรวจสอบข้อบกพร่อง และใบตรวจสอบตำแหน่งข้อบกพร่อง แต่จะบันทึกความสัมพันธ์ของคน เครื่องจักร และข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ผู้ตรวจสอบจะบันทึกโดยทำเครื่องหมายแทนลักษณะข้อบกพร่องของ ผลิตภัณฑ์ถ้าหากมีลักษณะข้อบกพร่องมากกว่า 1 ประเภท จะเปลี่ยนไปใช้เครื่องหมายอื่นแทนเพื่อแสดง ความแตกต่าง ใบตรวจสอบชนิดนี้จะทำให้ทราบถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดข้อบกพร่องได้ ใบตรวจสอบสุดท้าย เป็นใบตรวจสอบที่ใช้บันทึกคล้ายกับใบตรวจสอบการผลิต ใบตรวจสอบ ข้อบกพร่อง ใบตรวจสอบตำแหน่งข้อบกพร่อง และใบตรวจสอบสาเหตุที่ท าให้เกิดข้อบกพร่อง แต่เป็นใบ ตรวจสอบที่ใช้ในการบันทึกหลายรายการ อาจเป็นการซ่อมบำรุงเครื่องจักร หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รูปแบบ ของใบตรวจสอบต้องสอดคล้องกับขั้นตอนการตรวจสอบตามสภาพความเป็นจริง ใบตรวจสอบชนิดนี้ใช้เพื่อ ป้องกันข้อผิดพลาดในการตรวจสอบและยืนยันการตรวจสอบ ใบตรวจสอบอื่น ๆ เป็นใบตรวจสอบนอกเหนือจากที่กล่าวมา ในอุตสาหกรรมอาจพบใบตรวจสอบใน ลักษณะอื่น ๆ ได้อีก ซึ่งใบตรวจสอบอาจมีลักษณะเฉพาะ โดยอาจมีความจำเป็นที่จะต้องดัดแปลงใบ ตรวจสอบ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของของแต่ละอุตสาหกรรม (เรืองลักษณ์บุตรเพ็ชร จุฑาวรรณ อ้น สุวรรณ ธิดาเดียว มยุรีสวรรค์, 2556 ) 2.1.2 ฮีสโตแกรม (Histogram) คือ กราฟแท่ง แบบเฉพาะโดยแกนตั้งจะเป็นตัวเลขแสดง “ความถี่” และมีแกนนอนเป็นข้อมูลของคุณสมบัติของสิ่งที่เรา สนใจ โดยเรียงลำดับจากน้อย ที่ใช้ดูความ แปรปรวน ของกระบวนการ 2.1.3 แผนภาพพาเรโต ( Pareto Chart) หลักการของพาเรโตคือ ในปัญหาใด ๆ ก็ตามย่อม เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายอย่างและใน บรรดาสาเหตุทั้งหมดนี้จะมีสาเหตุหลักเพียงไม่กี่อย่าง ที่มี บทบาทสำคัญต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นถ้าแก้ไข ให้สำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้อง แก้ไขสาเหตุ


7 หลักเสียก่อน มักจะแบ่งความสำคัญ ออกเป็น 80/20 คือปัญหา 20 ที่เกิดขึ้นหากแก้ไขได้จะส่งผลดีมากกว่า ปัญหาอีก 80 2.1.4 แผนผังก้างปลา (Fish bone Diagram) หรือแผนผังแสดงเหตุและผล (Cause-and-Effect Diagram) ใช้วิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อลักษณะคุณภาพของกระบวนการ ผลิต แผนผังก้างปลาเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพิจารณาสาเหตุ (Causes) ที่มี ผล (Effect) โดยตรงกับลักษณะคุณภาพ (Quality Characteristic) ของปัญหาที่สนใจศึกษา 2.1.5 แผนภูมิควบคุม (Control Chart) เก็บ ข้อมูลและนำมาวิเคราะห์โดยใช้หลักการคำนวณทาง คณิตศาสตร์เพื่อแสดงค่าจุดที่มีความผิดปกติซึ่งจะมีการควบคุมโดยกำหนดค่าเป็นเส้น UCL และ LCL 2.1.6 แผนภาพการกระจาย (Scatter Diagram) เครื่องมือที่ใช้ในการหาความสัมพันธ์ที่แท้จริง ระหว่าง ตัวแปรทั้ง 2 ได้หรือผังที่ใช้แสดงค่าข้อมูลที่เกิดขึ้น จากความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัวที่มีแนวโน้มไป ในทางใด เพื่อหาความสัมพันธ์ที่แท้จริง 2.1.7 กราฟเส้น กราฟเส้นเป็นกราฟที่แสดง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวและใช้สำหรับ แสดง แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาหรือใช้สำหรับสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของข้อมูลเมื่อเวลา เปลี่ยนแปลง ไปหรือใช้สำหรับเปรียบเทียบผลก่อน และหลังการแก้ไข เครื่องมือคุณภาพ 7 อย่าง (7QC Tools) เครื่องมือควบคุมคุณภาพ (เรืองลักษณ์บุตรเพ็ชร และคณะ, 2560) เป็นเครื่องมือทางวิศวกรรมที่ สำคัญในการแก้ไขปัญหาทางด้านคุณภาพของกระบวนการผลิตซึ่งจะถูกนำมาช่วยศึกษาสภาพทั่วไป ของ ปัญหาทั่วไปในอุตสาหกรรม จากนั้นจะนำปัญหาที่ศึกษาไปคัดเลือกหรือจัดลำดับความสำคัญ รวมถึงการ สำรวจสภาพปัจจุบันของปัญหานำมาสู่การค้นหาและวิเคราะห์หาข้อเท็จจริง และสาเหตุ หลักของปัญหา เพื่อให้สามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้องและถูกจุด รวมทั้งติดตามผลในกระบวนการอย่าง ต่อเนื่องตลอดจนใช้ ข้อมูลที่มาจากเครื่องมือทั้ง 7 ช่วยในการจัดทำมาตรฐานการทำงาน ซึ่งเครื่องมือ ที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพที่ สำคัญมี7 ชนิดมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.2.1 ใบตรวจสอบ (Check Sheet) ใบตรวจสอบเป็นแบบฟอร์มที่อยู่ในรูปตารางที่หรือรูปภาพถูก นำมาใช้สำหรับกรอก รายละเอียดของข้อมูลเพื่อช่วยในการวิเคราะห์หาสาเหตุและติดตามผลการดำเนินงาน ซึ่งลักษณะ ของใบตรวจสอบต้องคำนึงถึงคือการกำหนดรายละเอียดที่ชัดเจน เช่น รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ผู้ตรวจสอบ วันและเวลาที่ตรวจ เป็นต้น มีการจัดรูปแบบของแบบฟอร์มให้สะดวกต่อการบันทึก ข้อมูล ง่ายต่อ การจำแนกข้อมูล และวิเคราะห์ผล แสดงดังภาพที่ 1


8 ภาพที่ 1 แผ่นตรวจสอบ (Check Sheet) ที่มา https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.blockdit.com 2.2.2 แผนผังพาเรโต (Pareto Diagram) แผนผังพาเรโต (Pareto Diagram) เกิดจากแนวคิด“ภายใต้สภาวะการณ์ธรรมชาติสิ่งที่มีความสำคัญ มากจะมีเพียงเล็กน้อย (Vital Few) ในขณะที่สิ่งที่มีความสำคัญน้อย จะมีจำนวน มากมาย (Trivial Many) โดยถูกใช้เพื่อกำหนดสาเหตุที่สำคัญ (Critical Factor) ของปัญหา เพื่อแยกออกมาจากสาเหตุอื่น ๆ สามารถ บ่งบอกได้ถึงหัวข้อปัญหาที่มีระดับความรุนแรงมาก ที่สุด รวมถึงระบุอัตราส่วนของปัญหาในแต่ละข้อใน ทั้งหมด แสดงดังในภาพที่ 2 ภาพที่ 2 แผนผังพาเรโต (Pareto Diagram) ที่มา https://www.google.com/url?sa=i&url=http%3A%2F%2Fwww.moro.co.t


9 2.2.3 แผนภูมิกราฟ (Graph) แผนภูมิรูปแบบต่าง ๆ ที่แสดงถึงตัวเลข และผลการวิเคราะห์ทางสถิติทำให้การ ประเมินผลเข้าใจ ง่ายประเภทของแผนภูมิมีดังนี้และแสดงรูปแบบของแผนภูมิกราฟดังภาพที่ 11 (1)กราฟเส้น (Line Graph) แสดงถึงความผันแปรของข้อมูลเชิงตัวเลขในแกน X เป็น เวลาจะเรียกว่า กราฟแนวโน้ม (Trend Graph) (2)กราฟแท่ง (Bar Graph) แสดงการเปรียบเทียบข้อมูลตั้งแต่2 ข้อมูลขึ้นไปทำได้โดย การ เปรียบเทียบความยาวของกราฟหรือพื้นที่ของกราฟ (3) กราฟวงกลม (Pie Chart) แสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนของข้อมูลแต่ละประเภท (4)กราฟแถบ (Belt Graph) แสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนของข้อมูลแต่ละประเภทซึ่ง แตกต่างจากกราฟวงกลมใน เรื่องของการแสดงอนุกรมเวลา (4)กราฟแถบ (Belt Graph) แสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนของข้อมูลแต่ละประเภทซึ่ง แตกต่างจากกราฟวงกลมในเรื่องของการแสดงอนุกรมเวลา (5)กราฟเรดาร์หรือใยแมงมุม (Radar Chart) แสดงเปรียบเทียบปริมาณของข้อมูลที่ต้องการแสดงผล มากกว่า 2 มิติแยกเป็นสัดส่วน ภาพที่ 3 แผนภูมิกราฟ (Graph) ที่มา https://totomoji7.weebly.com/uploads/3/8/9/0/38900599/2259056_orig.png


10 2.2.4 แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) เป็นเครื่องมือที่แสดงถึงความสัมพันธ์อย่างมีระบบระหว่างปัญหาที่เกิดขึ้นและสาเหตุ หลายๆสาเหตุ ที่เข้ามามีความเกี่ยวข้องแผนผังสาเหตุและผลใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อต้องการหา รากเหง้าที่แท้จริงของสาเหตุ (Root Cause) ที่ทำให้เกิดปัญหาและนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบ ถอนรากถอนโคน รวมถึงการป้องกันปัญหา ไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นอีก เรียกว่า“การปฏิบัติการแก้ไข” (Corrective Action : C/A) ภาพที่ 4 แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) ที่มา https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fperchai.wordpress.com 2.2.5 แผนผังการกระจาย (Scatter Diagram) เป็นลักษณะกราฟที่แสดงค่าความสัมพันธ์ของสาเหตุกับปัญหา (สาเหตุ X และปัญหา Y) เพื่อ ทดสอบว่าสาเหตุที่กำหนดไว้นั้นมีผลต่อปัญหาหรือไม่และมีผลในลักษณะใดแผนผัง การกระจายใช้เพื่อตรวจดู ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ตัวแปร โดยสิ่งที่สนใจศึกษาว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ภาพที่ 5 แผนผังการกระจาย (Scatter Diagram) ที่มา https://www.google.com/url?sa=i&url=http%3A%2F%2Fecons.co.th


11 2.2.6 แผนภาพฮิสโตรแกรม (Histogram) แผนภาพฮิสโตรแกรม (Histogram) ใช้สำหรับแสดงถึงความผันแปรของข้อมูลที่ได้มา จากการวัดใน ข้อมูลกลุ่มย่อยเดียวกัน โดยความผันแปรของข้อมูลจะแสดงถึง รูปทรง การกระจาย ตลอดจนแนวโน้มสู่ ศูนย์กลางของข้อมูลแผนภาพฮิสโตรแกรมใช้เพื่อตรวจสอบการ เปลี่ยนแปลงของกระบวนการในระยะยาว ภาพที่ 6 แผนภาพฮิสโตรแกรม (Histogram) ที่มา https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.storytellingwithdata.com 2.2.7 แผนภูมิควบคุม (Control Chart) เป็นเครื่องมือทางสถิติที่แยกความผันแปรหรือความเปลี่ยนแปลงไปของกระบวนการ ผลิต ที่มาจาก สาเหตุที่ผิดธรรมชาติและมีแนวโน้มออกจากความผันแปรโดยธรรมชาติสามารถ ใช้แก้ไขปัญหาด้านคุณภาพ ได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านกลไกที่สำคัญคือ พิกัดควบคุม (Control Limit) ของแผนภูมิโดยที่แผนภูมิควบคุมจะ ใช้ในขั้นตอนการควบคุมคุณภาพในระหว่างการ ผลิต และในส่วนของการสุ่มตัวอย่างเพื่อการยอมรับ (Acceptance sampling) ซึ่งจะใช้ใน ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพสำหรับการรับเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ใช้ ในการผลิตและการ ควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์หรือสินค้าก่อนส่งออกเพื่อจำหน่าย แผนภูมิจะถูกใช้เพื่อตรวจสอบค่าของตัวแปรที่ต้องการควบคุมคุณภาพว่าเกิดความแปร ผันเกินจาก ขอบเขตที่กำหนดไว้หรือไม่ซึ่งหากพบว่าเกินจากขอบเขตที่กำหนดไว้ผู้วิเคราะห์จะต้องทำการค้นหาหา สาเหตุของความแปรผัน และดำเนินการแก้ไขก่อนที่จะเกิดความ เสียหายขึ้นกับผลิตภัณฑ์โดยแผนภูมิเป็นการ พล็อตค่าเฉลี่ยที่ได้จากการวัดลักษณะทาง


12 คุณภาพของตัวอย่างที่ได้จากการเก็บข้อมูลในกระบวนการผลิต โดยรายละเอียดของแผนภูมิควบคุมจะแสดง ดังภาพที่ 15 ซึ่งแสดงถึงเส้นควบคุมแผนภูมิ3 เส้น ได้แก่ (1) เส้นกึ่งกลาง (Central Line: CL) โดย CL จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยและมีระยะห่างของ CL ถึง UCL และ LCL เท่ากับ 3 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยเส้นกึ่งกลางจะใช้แสดง ค่าลักษณะ กระบวนการผลิต ในกระบวนการผลิตที่ดีควรมีค่าตกในเส้นกึ่งกลาง (2) เส้นขอบบน (Upper Control Limit: UCL) (3) เส้นขอบล่าง (Lower Control Limit: LCL) ภาพที่ 7 การแจกแจงแบบปกติ ที่มา https://www.google.com/url?sa=i&url=http%3A%2F%2Fecons.co.th สาเหตุของความผันแปรที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์นั้นมาจากสาเหตุ2 ประการ คือ (1) สาเหตุที่ เป็นปกติวิสัยหรือสาเหตุโดยบังเอิญ (Chance Cause) เป็นความแปรผันที่เกิดขึ้นโดย บังเอิญจาก สาเหตุตามธรรมชาติที่ควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้ยาก เช่น การเปลี่ยนแปลงความชื้น อุณหภูมิหรือ กระแสไฟฟ้า เป็นต้น (2) สาเหตุที่ระบุได้หรือกำจัดได้(Assignable Cause) เป็นความผันแปรที่ เกิดจากความผิดปกติ หรือความผิดพลาด ความชำรุดของปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อ คุณภาพของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ ไม่ใช่เป็นธรรมชาติของการผลิต เช่น การปฏิบัติของคนงาน การผิดปกติของเครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งสาเหตุ เหล่านี้จะอยู่นอกการควบคุม (Out of control)


13 ด้านการแปลความแผนภูมิควบคุมโดยปกติเมื่อได้แผนภูมิควบคุมแล้วก็จะทำการสุ่มตัวอย่าง และทำ การวัดผล ถ้าผลของการลงจุดในแผนภูมิควบคุม ทุกจุดกระจายภายในเขตควบคุมอย่าง สุ่ม คือ ภาพที่ ได้จะ ไม่แน่นอน จะได้กระบวนการผลิตอยู่ในการควบคุม แต่ถ้าอยู่ในรูปแบบใด ภาพที่ 7 Control Chart แผนภูมิควบคุม ที่มา https://www.google.com/url?sa=i&url=http%3A%2F%2Fasset4investment.lnwshop.com 2.2 การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS ชุติมา เกตุษา (2553) การมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในสำนักงานจะทำให้การปฏิบัติงาน เป็นไปได้ด้วยความรวดเร็วถูกต้องนอกจากนี้จะต้องค้นหาและกำหนดเวลาส่วนเกินและ เวลาไร้ประสิทธิภาพ ให้ได้โดยการศึกษาการทำงานหรือ โดยการใช้หลักการสังเกตง่าย ๆ ว่าการทำงานใดแล้วไม่เกิดผลงานหรือท าเสร็จแล้วสูญเปล่าถือ เป็นเวลาส่วนเกินและการไม่ทำอะไรเลย เช่น อยู่ในสภาพ “รอ” “หลบ” “หลีก” “เลี่ยง” และ “หยุด” ถือเป็นเวลาไร้ประสิทธิภาพ การกำหนด ประเภทเวลาดังกล่าวได้จะทำให้การทำงานดี ขึ้นหากได้มีการศึกษาและดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ตามแนวทางดังกล่าวนี้และได้รับความร่วมมือร่วมใจจาก คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทำงานเชื่อได้ ว่าสามารถปรับปรุงการทำงานโดยลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการจากเดิมลงได้ซึ่งจะทำให้การทำงานมี ประสิทธิภาพและตอนสนองความต้องการได้อย่างแท้จริงเป็นไปตามแนวทางของการบริหารที่ดีหลักทั่วไปใน การปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน ด้วยหลักการของ ECRS การทำงานดีขึ้นหากได้มีการศึกษาและดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนตามแนวทางดังกล่าวนี้และได้รับ ความร่วมมือร่วมใจจาก คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทำงานเชื่อได้ว่าสามารถปรับปรุงการ ทำงานโดยลด ขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการจากเดิมลงได้การลดขั้นตอนและการเพิ่ม ประสิทธิภาพของการทำงานเป็น


14 สิ่งจำเป็นในกระบวนการผลิต จึงจำเป็นที่ต้องทำเพื่อให้สามารถ ตอบสนองให้ตรงความต้องการของลูกค้า ใน การนี้ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในงานที่ตน ปฏิบัติและสามารถศึกษาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการทำงานได้ด้วยตนเอง ดังนั้นเทคนิคการลด ขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจึงมีความจำเป็น ที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องทราบและสามารถ นำไปประยุกต์ใช้งานกับกระบวนการผลิตในหน่วยงานของตนได้ใน การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นั้นทำได้อยู่2 ทางคือ 1. การทำงานให้รวดเร็วขึ้น 2. ทำงานให้มีความผิดพลาดน้อยลง ทั้งนี้ถ้าพิจารณาถึงเทคนิคในการทำงานให้รวดเร็วขั้นไม่ใช่เพียงแต่เร่งทำงานให้รวดเร็วขึ้น แต่ทำงาน ในสิ่งที่เป็นเนื้องานจริง ๆ โดยไม่เสียเวลาไปกับการสูญเสียเพื่อให้เกิดเนื้องานเท่าเดิมใน เวลาสั้นลง หรือเนื้อ งานมากขึ้นในระยะเวลาเท่าเดิม หรือเกิดเนื้องานมากขึ้นในเวลาสั้นลง ทั้งนี้ใน การทำงานให้เกิดเนื้องานมาก ขึ้นคือพยายามลดสิ่งสูญเสียออกจากการทำงานได้มากที่สุด ภาพที่ 8 เวลาทั้งหมดในกระบวนการทำงาน ที่มา ชุติมา เกตุษา (2553, น. 11)


15 จากเครื่องมือการจัดการข้างต้น เครื่องมือที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดการระบบตู้รับ คืนหนังสือ อัตโนมัติคือ การดำเนินการแบบลีน และทฤษฎีECRS เพราะการดำเนินการแบบลีน เป็น การดำเนินการ เปลี่ยนแปลงที่ง่ายขึ้น อันจะช่วยให้องค์กรบรรลุถึงคุณภาพที่ดีต้นทุนต่ำ และเวลาใน การทำงานสั้น ส่วนการ เลือกทฤษฎีECRS โดยการใช้หลักการสังเกตง่าย ๆ ว่ากระบวนการใดที่ เกี่ยวข้องกับเวลา ซึ่งทำแล้วก่อให้เกิด ความสูญเปล่าถือเป็นเวลาส่วนเกินที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่ากับ กระบวนการทำงาน ประเสริฐ อัครประถมพงศ์(2552) หลักการ ECRS เป็นหลักการง่าย ๆ ซึ่งสามารถใช้ในการ เริ่มต้น ลดความสูญเปล่าหรือ MUDA ลงได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนแปลงสภาพปัจจุบันให้เข้า สู่สภาพที่ควร จะเป็น สร้างงานที่เป็นมาตรฐานเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องประกอบด้วย 1. การกำจัด (Eliminate) 2. การรวมกัน (Combine) 3. การจัดใหม่ (Rearrange) 4. การทำให้ง่าย (Simplify) รูปแบบของกระบวนการหน่วยงานขององค์กรธุรกิจ ประกอบด้วย ส่วนของงานโรงงานและ ส่วนของ งานสนับสนุน ที่สามารถก่อให้เกิดความสูญเปล่าได้สามารถอธิบายได้ดังนี้ในส่วนของงาน โรงงาน คือส่วนที่ เกี่ยวโดยตรงกับการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการ หรือเวลาการผลิต การลดความสูญเปล่าในการผลิตเป็นสิ่งจำเป็นเพราะความสูญเปล่าดังกล่าว ทำให้ต้นทุนของสินค้าที่มี ปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ถ้าสามารถลดความสูญเปล่าลงได้ผลลัพธ์ที่ได้จากต้นทุนลดลง คือมีความสามารถ ในการ แข่งขันกับคู่แข่งสูงขึ้น โดยแนวทางการลด MUDA ลงสามารถท าได้โดยใช้หลักการ ECRS ดังนี้ 1. การกำจัด (Eliminate) หมายถึง การพิจารณาการทำงานปัจจุบันและทำการกำจัดความ สูญ เปล่าทั้ง ประการ ที่พบในการผลิตออกไป คือการผลิตมากเกินไป การรอคอย การเคลื่อนที่/ เคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น การทำงานที่ไม่เกิดประโยชน์/กระบวนการที่มากเกินความจำเป็น การเก็บ สินค้าที่มากเกินไป การขนส่งที่มากเกินไป การใช้คนไม่คุ้มค่า และของเสีย 2. การรวมกัน (Combine) สามารถลดการทำงานที่ไม่จำเป็นลงได้โดยการพิจารณาว่า สามารถ รวมขั้นตอนการทำงานให้ลดลงได้หรือไม่ เช่น จากเดิมเคยทำ 5 ขั้นตอนก็รวมบางขั้นตอนเข้า ด้วยกัน ทำ ให้ขั้นตอนที่ต้องทำลดลงจากเดิม การผลิตก็จะสามารถทำได้เร็วขึ้นและลดการ เคลื่อนที่ ระหว่างขั้นตอนลงอีกด้วย เพราะถ้ามีการรวมขั้นตอนกัน การเคลื่อนที่ระหว่างขั้นตอนก็ จะลดลง


16 3. การจัดใหม่ (Rearrange) คือ การจัดขั้นตอนการผลิตใหม่เพื่อให้ลดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น หรือ การรอคอย เช่นในกระบวนการผลิต หากทำการสลับขั้นตอนที่ 2 กับ 3 โดยทำขั้นตอนที่ 3 ก่อน 2 จะทำให้ระยะทางการเคลื่อนที่ลดลง เป็นต้น 4. การทำให้ง่าย (Simplify) หมายถึง การปรับปรุงการทำงานให้ง่ายและสะดวกขึ้น โดย อาจจะ ออกแบบจิ๊ก (Jig) หรือ Fixture เข้าช่วยในการทำงานเพื่อให้การทำงานสะดวกและแม่นยำ มาก ขึ้น ซึ่งสามารถลดของเสียลงได้จึงเป็นการลดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็นและลดการทำงานที่ไม่ จำเป็น ภัทรนิษฐ์บุญวัง (2556) กล่าวถึงแนวคิด ECRS ว่าเป็นหลักในการปรับปรุงงาน ซึ่งเป็นหลักการที่ ประกอบด้วย การกำจัด (Eliminate) การรวมกัน (Combine) การจัดใหม่ (Rearrange) และการทำให้ง่าย (Simplify) ซึ่งเป็นหลักการง่าย ๆ ที่สามารถใช้ในการเริ่มต้นลดความสูญเปล่า หรือ MUDA ลงได้เป็นอย่างดี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. E = Eliminate กำจัดออก หมายถึง การพิจารณาการทำงานปัจจุบัน และทำการกำจัดความ สูญทั้ง 7 ที่พบในการผลิตออกไป คือ การผลิตมากเกินไป การรอคอย การเคลื่อนที่/ เคลื่อนย้าย ที่ไม่จำเป็นการทำงานที่ไม่เกิดประโยชน์การเก็บสินค้าที่มากเกินไป การ เคลื่อนย้ายที่ ไม่จำเป็นและ ของเสีย 2. C = Combine การรวมกัน หมายถึง ความสามารถลดการทำงานที่ไม่จำเป็นลงได้โดยการ พิจารณาว่าสามารถรวมขั้นตอนการทำงานให้ลดลงได้หรือไม่ 3. R = Rearrange การจัดใหม่ หมายถึง การจัดขั้นตอนการผลิตใหม่ เพื่อให้ลดการเคลื่อนที่ เพื่อให้ลดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น หรือ การรอคอย 4. S = Simplify การทำให้ง่ายขึ้น หมายถึง การปรับปรุงการทำงานให้ง่าย และสะดวกขึ้น การ ดำเนินงานในทุกขั้นตอนต้องให้พนักงานทุกคนระลึกถึงเทคนิค ECRS อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ ต้องคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นสามารถกำจัดออกได้หรือไม่ รวมกันได้หรือไม่ เรียงลำดับการ ทำงาน ใหม่แล้วดีกว่าเดิมหรือไม่และมีวิธีที่ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นหรือไม่แนวคิดแบบนี้ สามารถนำไป ประยุกต์ใช้กับทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ องค์กร


17 ภาพที่ 9 การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน ที่มา ชุติมา เกตุษา (2553, น. 20) ชุติมา เกตุษา (2553,) การลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS เป็นเครื่องมือหนึ่งของ Lean ที่ เหมาะสมและมัก เป็นที่นิยมนำมาแก้ปัญหาในเรื่องของการลดรอบเวลาการรอยคอย และลดขั้นตอนที่ทำแล้ว ไม่เกิด คุณค่า เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธีการกำจัด (Eliminate) คือการตัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นในกระบวนการทำงานออกไป การรวมกัน (Combine) คือการรวมขั้นตอนการทำงานเข้าด้วยกันเพื่อประหยัดเวลาหรือแรงงานในการทำงาน การจัดใหม่ (Rearrange) คือการจัดลำดับงานใหม่ให้เหมาะสม และการทำให้ง่าย (Simplify) คือ ปรับปรุงวิธีการทำงาน หรือสร้างอุปกรณ์ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) แผนภูมิที่ใช้วิเคราะห์ขั้นตอนการไหล (Flow) ของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน พนักงานและอุปกรณ์ที่เคลื่อนไป ในกระบวนการพร้อม ๆ กับกิจกรรมต่าง ๆ โดยใช้สัญลักษณ์มาตรฐาน 5 ตัว ซึ่งกำหนดโดย ASME ใน สหรัฐอเมริกา ดังนี้คือ ตารางที่1 สัญลักษณ์ที่มีในแผนภูมิกระบวนการไหล


18 แนวทางการวิเคราะห์แผนภูมิกระบวนการไหล 1. กำหนดวัตถุประสงค์การวิเคราะห์ให้ชัดเจน เช่น เพื่อลดปริมาณการเคลื่อนย้าย หรือเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต เป็นต้น 2. ชี้บ่งกระบวนการที่ต้องการศึกษาพร้อมทั้งรายละเอียดของกระบวนการ 3. กําหนดการวิเคราะห์การไหลของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 4. เริ่มวิเคราะห์จากจุดเริ่มต้นของการไหล บันทึกงานตามที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้สัญลักษณ์กำกับกิจกรรมที่ เกิดขึ้นอย่าง ละเอียดทุกขั้นตอน พร้อมทั้งคำบรรยาย ละเอียดทุกขั้นตอนและ คำบรรยายสั้น ๆ ถึง ลักษณะงานที่เกิดขึ้น 5. เก็บข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง 6. โยงเส้นระหว่างสัญลักษณ์จากบนลงล่าง 7. สรุปขั้นตอนการปฏิบัติงานลงในตาราง สรุปผล ภาพที่ 10 แผนภูมิกระบวนการไหล ที่มา http://thailandindustry.com/dbweb/file_attach/images_contents/editor_image_57f


19 2.3 ข้อมูลองค์กรกรณีศึกษา บริษัท DSV - Global Transport and Logistics จุดเริ่มต้น DSV เป็นบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ของเดนมาร์กที่ให้บริการขนส่งทั่วโลกทั้งทางถนน ทาง อากาศ ทะเล และรถไฟ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี1976 โดยบริษัทขนส่งอิสระของเดนมาร์ก 9 ราย บริษัทได้ ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วและเป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยผ่านการเข้าซื้อกิจการของ คู่แข่งเชิงกลยุทธ์หลายรายและซื้อครั้งแรกในระเทศเดนมาร์ก จากนั้นในประเทศสแกนดิเนเวีย และต่อมาใน ยุโรปและส่วนอื่น ๆ ของโลก ในช่วงเวลาหนึ่ง อัตราการเติบโตและการเข้าซื้อกิจการของ DSV นั้นสูงมาก ส่งผลให้DSV กลายเป็นบริษัทระดับโลกที่ประกอบด้วยกลุ่มสำนักงานท้องถิ่นที่หลากหลายซึ่งมีประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น DSV ไม่ใช่กลุ่มขนส่งสินค้าในท้องถิ่นอีกต่อไป แต่จิตวิญญาณของผู้ก่อตั้งดั้งเดิมยังคงอยู่ในค่านิยมของ บริษัท บริษัทมีโครงสร้างสามแผนก ได้แก่ถนน อากาศและทะเล และโซลูชั่น กิจกรรมหลักของบริษัทอยู่ใน เครือข่ายการขนส่งทางถนน (รถบรรทุก) ในยุโรป อเมริกาเหนือ และแอฟริกาใต้และธุรกิจขนส่งสินค้าทาง อากาศและทางทะเลทั่วโลก กลุ่มบริษัทยังมีธุรกิจรับเหมาด้านโลจิสติกส์ที่กำลังเติบโต ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง ของกลยุทธ์ทางการเงินที่เน้นสินทรัพย์เพื่อรักษาต้นทุนคงที่ให้น้อยที่สุด และสามารถตอบสนองต่อความผัน ผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว กลุ่มบริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของเรือหรือเครื่องบินใด ๆ และมีรถบรรทุกและรถพ่วง จำนวนค่อนข้างน้อย วัตถุประสงค์ รักษาห่วงโซ่อุปทานให้ไหลลื่นในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง วิสัยทัศน์ การเติบโตอย่างยั่งยืน พันธกิจของเรา ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน


20 เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ เราต้องการขยายการเติบโตเพื่อเป็นผู้นำ การให้บริการขนสงสินค้าระหว่างประเทศ 1.มุ่งเน้นลูกค้า เราให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์กับลูกค้าทั่วโลกด้วยคุณภาพสูงสม่ำเสมอ 2.มุ่งเน้นการเติบโต เราดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการเติบโตของความสมดุลระหว่างการเติบโตในฐานลูกค้าเดิมกับลูกค้าใหม่การเข้า ควบรวมกิจการอื่น 3.มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ความเป็นเลิศในการดำเนินงานในกระบวนทางธุรกิจของเรา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานที่มี ประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เราสามารถแข่งขันและสงมอบการบริการได้ตรงตามเวลา ทั้งนี้เพื่อส่งมอบคุณภาพสูง ในการบริการให้กับลูกค้า 4.มุ่งเน้นบุคคลากร เรามุ่งมั่นรักษาบุคคลากรที่มีความสามารถ ด้วยการสร้างแรงจุ่งใจ มอบหน้ำที่ มอบอำนาจให้ทำงานและให้ โอกาสในการเติบโต เราดูแลบคคลากรที่มีความสามารถและทำงานร่วมกันเสมือนหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั่วโลกเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า


21 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า 1. ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration) หมายถึง เอกสารที่ใช้แสดงรายละเอียดต่อกรมศุลกากร เพื่อการชำระภาษีอากร ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้า 2. ใบตราส่งสินค้าทางเรือ (B/L-Bill of Lading), ทางอากาศ (AWB-Air Way Bill) หมายถึง เอกสาร แสดงสิทธิในสินค้า และเป็นหลักฐานสัญญาของบริษัทขนส่งที่จะขนส่งสินค้าทางเรือหรือเครื่องบินจาก ประเทศส่งออกไปยังท่าเรือปลายทาง เอกสารใบนี้มีความสำคัญมากๆ ทางบัญชีเพราะจะช่วยให้นักบัญชี บันทึกรับรู้กรรมสิทธิ์และภาระจากสินค้าได้อย่างถูกต้อง 3. บัญชีราคาสินค้า (Invoice) หมายถึง เอกสารที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าต่าง ๆ ตัวอย่าง เช่น รายละเอียดของสินค้า จำนวน น้ำหนัก ราคา 4. บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (Packing List) หมายถึง เอกสารแสดงรายละเอียดของที่บรรจุในแต่ละ หีบห่อสินค้า รายการในบัญชีบรรจุหีบห่อจะทำให้มีความสะดวกในการตรวจปล่อยสินค้า 5. ใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตสำหรับสินค้าควบคุมการนำเข้า (Import License) หมายถึง ใบอนุญาตนำเข้าจะให้ความคุ้มครองจากข้อพิพาททางกฎหมายและความสูญเสียทางการเงินสำหรับ ธุรกิจที่มีส่วนร่วมในการค้าระหว่างประเทศ ใบอนุญาตนำเข้าคือใบอนุญาตนำเข้าสินค้าบางประเภท ตามปริมาณที่ระบุในช่วงเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไปคือหนึ่งปี) 6. ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (กรณีขอลดอัตราอากร) (Certificates of Origin) หมายถึง ใบรับรอง แหล่งกำเนิดสินค้า (CO) เป็นใบยืนยัน 'สัญชาติ' ของผลิตภัณฑ์และทำหน้าที่เป็นคำประกาศเพื่อ ตอบสนองข้อกำหนดด้านศุลกากรหรือการค้า CO ส่วนใหญ่จำเป็นสำหรับขั้นตอนพิธีการศุลกากรเพื่อ กำหนดอากรหรือความถูกต้องตามกฎหมายของการนำเข้า 7. ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (กรณีขอลดอัตราอากร) (Certificates of Origin) หมายถึง ใบรับรอง แหล่งกำเนิดสินค้า (CO) เป็นใบยืนยัน 'สัญชาติ' ของผลิตภัณฑ์และทำหน้าที่เป็นคำประกาศเพื่อ ตอบสนองข้อกำหนดด้านศุลกากรหรือการค้า CO ส่วนใหญ่จำเป็นสำหรับขั้นตอนพิธีการศุลกากรเพื่อ กำหนดอากรหรือความถูกต้องตามกฎหมายของการนำเข้า


22 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไพฑูรย์ศิริโอฬาร , ภักดีใจซื่อ (2566) ทำการศึกษางานวิจัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียจาก กระบวนการผลิตขนมทองม้วนรสมะพร้าวกรอบ โดยใช้เครื่องมือควบคุมคุณภาพ (QC Tool) เพื่อค้นหา สาเหตุ ปรับปรุงคุณภาพและลดของเสียในกระบวนการผลิต เริ่ม จากนำใบตรวจสอบ (Check Sheet) เพื่อ บันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูล ตามด้วยการใช้แผนภูมิPareto Diagram เพื่อระบุปัญหาที่สำคัญสำหรับน้ำมา ลำดับปัญหาซึ่งได้ปัญหาของชิ้นงานไม่ได้รูปทรง จากนั้นนำข้อมูลของเสียมา สร้างแผนภูมิควบคุม p-chart เพื่อแสดงให้เห็นข้อบกพร่องที่อยู่เหนือการควบคุมในแต่ละช่วงเวลา และใช้แผนภาพ ก้างปลาวิเคราะห์หา สาเหตุได้ออกมาเป็น 3 ปัจจัยคือ Man Machine และ Method พร้อมกำหนดแนวทางการ แก้ไขตามปัจจัยที่ วอเคราะห์ได้สรุปผลจากการแก้ไขปรับปรุงได้ว่าสามารถลดการของเสียได้จำนวน 2,079 กิโลกรัม คิดเป็นมูล ค่าที่สามารถลดต้นทุนได้103,950 บาท สรุปได้ว่ากระบวนการปรับปรุงด้วยวิธีการลดของเสีย ในกระบวนการ ผลิตโดยใช้เครื่องมือควบคุมคุณภาพสามารถลดของเสียที่เกิดขึ้นได้ตามวัตถุประสงค์และยัง สามารถลดต้นทุน ที่เกิดขึ้นได้ มงคล กิตติญาณขจร (2561) ทำการศึกษาการปรับปรุงคุณภาพเพื่อลดของเสียขั้นตอนที่สำคัญ ขั้นตอนหนึ่งคือขั้นตอนการคัดเลือกโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกใช้เครื่องมือที่แพร่หลายอย่างเช่น ผังพาเรโต (Pareto chart), ดัชนีความสำคัญ (Pareto priority index, PPI), การคัดเลือกหัวข้อปัญหาตามแนวทาง กิจกรรมกลุ่มควบคุมคุณภาพ (Quality control circle), หรือ การวิเคราะห์ข้อบกพร่อง และผลกระทบ (Failure mode & effect analysis, FMEA) อย่างไรก็ดีวิธีดังกล่าวมีเกณฑ์การคัดเลือกด้วยการพิจารณาเพียง ปัจจัยด้านเดียว เช่น ผังพาเรโตของเปอร์เซ็นต์ของเสียหรือพิจารณาหลายปัจจัยแต่ให้น้ำหนักของปัจจัยด้าน ต่าง ๆ สำคัญเท่ากัน ในโรงงานกรณีศึกษาซึ่งพบปัญหาของเสียจากการผลิตที่อยู่ในระดับที่สูง แต่การทำการ ปรับปรุงยังต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญอื่น ๆ นอกจากเพียงปริมาณของเสียที่เกิดขึ้น เช่น ความรุนแรง, ความ เป็นไปได้และต้นทุนของเสีย งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการปรับปรุง กระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียโดยการ ประยุกต์ใช้เครื่องมือที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องมือคุณภาพทั้ง 7 และกระบวนการ ลำดับขั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic hierarchy process, AHP) ในการคัดเลือกหัวข้อปัญหาและทำการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อ ลดของเสีย ผลการวิจัยพบว่าภายหลังการปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยการประยุกต์ใช้เครื่องมือที่ทำงาน ร่วมกันระหว่างเครื่องมือ คุณภาพทั้ง (7 QC tool) และกระบวนการลำดับขั้นเชิงวิเคราะห์(Analytic hierarchy process, AHP) ผลการคัดเลือกโครงการ ปรับปรุงคุณภาพเพื่อลดของเสียสามารถสะท้อนเหตุผล จากความแตกต่างของน้ำหนักความสำคัญของแต่ละเกณฑ์ในการคัดเลือก ได้อย่างเหมาะสมอีกทั้งยังสามารถ ลด %ของเสียในปัญหาคุณภาพ สีเป็นเม็ดลงได้2.63% โดยคิดเป็นเงิน 9,529 บาทต่อเดือน


23 ปริญญา บุญศรัทธา และพนม จรูญแสง (2553) ศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้เทคนิค ลีน เมนูแฟคทอ ริ่ง ในหน่วยงานบริการ : กรณีศึกษา ห้องสมุดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพื่อศึกษาแนวทาง ในการลดรอบเวลา และกำจัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่เกิดคุณค่ากับงานในกระบวนการให้บริการของ ห้องสมุด อันได้แก่ งาน บริการยืม – คืน งานจัดชั้นหนังสือ งานจองห้องประชุมย่อย งานยืมระหว่าง ห้องสมุด ซึ่งผลการวิจัย พบว่า สามารถลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่เกิดคุณค่าและสามารถลดรอบเวลา ในการทำงานทั้ง 4 งานได้โดยงาน บริการยืม – คืน จากเดิม 130 วินาทีเหลือ 65 วินาทีงานจัดชั้น หนังสือ จากเดิม 30 นาที/หนังสือ 50 เล่ม เหลือ 15 นาทีงานจองห้องประชุมย่อย จากเดิม 330 วินาทีเหลือ 75 วินาทีงานยืมระหว่างห้องสมุด จาก เดิม 14 วัน เหลือ 7 วัน และสามารถกำจัด ขั้นตอนการดำเนินงานได้มากกว่าร้อยละ 32 ลัดดาวัลย์นันทจินดา (2553) ทำการศึกษาเรื่องการประยุกต์ECRS กับบริษัทขนส่งระบบ Milk run กรณีศึกษา: บริษัท ABC Transport จำกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งของบริษัท ABC Transport จำกัดในส่วนของระดับปฏิบัติการตลอดจนถึงขั้นตอนการขนส่งของรถบรรทุก Milk run ซึ่งเริ่มจากการ วิเคราะห์ปัญหาด้วยผังก้างปลา จากนั้นจึงออกแบบวิธีการปรับปรุงแก้ไขโดยใช้ปรับปรุงความสูญเปล่าด้วย ECRS ผลจาการศึกษาพบว่า การทำงานเดิมบางขั้นตอนใช้เวลานาน และ มีระยะทางสูญเปล่าเกิดขึ้น ผลจาก การประยุกต์ECRS แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงการจัดทำเอกสาร Truck Control Sheet และลักษณะการวิ่ง รับภาชนะเปล่า ทำให้สามารถประหยัดเวลากระบวนการทำงานในส่วนนี้ได้ร้อยละ 50 คือ จากเดิมที่ใช้ ระยะเวลา 120 นาทีลดลงเหลือ 60 นาทีและ รถบรรทุกสามารถรับ-ส่งสินค้าได้ตามกำหนดเวลาในแต่ละ รอบเวลาของ Milk run จากการทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นว่า ในการมองหาปัญหาและนำมา วิเคราะห์ สาเหตุที่เกิดในกระบวนการทำงานนั้น สามารถนำมาทำการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการ ทำงานให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกทั้งยังลดความสูญเปล่าในด้านเวลา ด้านระยะทาง และต้นทุนที่ เกิดขึ้นใน กระบวนการทำงานได้อีกด้วย วรรณรดา แซ่เล้า (2566) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสูญเปล่าขั้นตอนการขนถ่ายสินค้าออก จากคลังสินค้า เนื่องจากการปฏิบัติงานมีความล่าช้าและซ้ำซ้อน ส่งผลกระทบไปยังแผนกที่จะดำเนินขั้นตอน ถัดไป จากปัญหา ดังกล่าวผู้วิจัยได้ท้าการสำรวจ สืบค้น และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยท้าการศึกษาทฤษฎีผังงาน (Flow Diagram) และแผนภูมิการไหล (Flow Process Chart) ของการปฏิบัติงานแผนกตัวแทนดูแลพิธีการ ศุลกากรขาเข้า ซึ่ง พบว่ามีทั้งหมด 19 ขั้นตอน หลังจากนั้นผู้วิจัยได้น้าแผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) มาวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา จากนั้นท้าการระดมสมอง (Brainstorming) เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจ้านวน 3-7 คน ได้ร่วมกัน แสดงความคิดเห็น และหาแนวทางแก้ไขปัญหา และได้ท้าการปรับปรุงขั้นตอนการ ปฏิบัติงานด้วยหลักการ ECRS พบว่าก่อนปรับปรุงมีขั้นตอนในการปฏิบัติงาน 19 ขั้นตอน หลังปรับปรุง 17


24 ขั้นตอน ลดลง 2 ขั้นตอน คิดเป็นร้อยละ 10.53 ระยะเวลาก่อนการปรับปรุง 4,725.88 วินาทีระยะเวลาหลัง ปรับปรุง 3492.73 วินาทีลดลง 1,233.15 วินาทีหรือคิดเป็นร้อยละ 26.09 ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ การท้างานให้กับแผนก และเพิ่มความพึงพอใจและความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น


25 บทที่3 วิธีการดำเนินการศึกษา การศึกษาวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance มีระเบียบวิธีการวิจัยการศึกษาประกอบด้วย 3.1 วิธีการดำเนินงานวิจัย การศึกษาวิจัยนี้มีขั้นตอนหรือวิธีดำเนินการวิจัย เพื่อศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า และเอกสาร สำคัญในการนำเข้าสินค้า ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดความสูญเสียด้วยเครื่องมือคุณภาพ 7 ชนิด (7 Qc tools) ระบุปัญหาที่เกิดความผิดพลาดมากที่สุด จากนั้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยศึกษาแนว ทางการแก้ปัญหาการทำงานฝ่าย Airfreight Customer Services customs clearance และใช้แนวคิด การจัดการลีนด้วยวิธีECRS มาช่วยในการจัดการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ได้คัดเลือกไว้จากการระดมสมอง เปรียบเทียบผลก่อนและหลังปรับปรุงโดยเปรียบเทียบค่าสัดส่วนของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จนกระทั่งได้ผล การศึกษาวิจัย และสรุปผลการวิจัยตามลำดับ ขั้นตอนที่ 1 ทำการสัมภาษณ์สังเกต เพื่อเก็บข้อมูล ในเรื่องของการทำงานและปัญหาที่เกิดขึ้น ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้แผนผังก้างปลา เพื่อหาสาเหตุของปัญหา ขั้นตอนที่ 3 ทำการคัดเลือกปัญหาที่ทำแก้ไขได้ ขั้นตอนที่ 4 ประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีในการแก้ไขปัญหา ขั้นตอนที่ 5 วัดผลที่เกิดขึ้นจากการแก้ไขปัญหา ขั้นตอนที่ 6 สรุปผลการศึกษา


26 ขั้นตอนที่ 1 ทำการสัมภาษณ์สังเกต เพื่อเก็บข้อมูล ในเรื่องของการทำงานและปัญหาที่เกิดขึ้น ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้แผนผังก้างปลา เพื่อหาสาเหตุของปัญหา ภาพที่ 11 แผนการดำเนินงาน ขั้นตอนที่ 3 ทำการคัดเลือกปัญหาที่ทำแก้ไขได้ ขั้นตอนที่ 4 ประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีในการแก้ไขปัญหา ขั้นตอนที่ 5 วัดผลที่เกิดขึ้นจากการแก้ไขปัญหา ขั้นตอนที่ 6 สรุปผลการศึกษา


27 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยนี้กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากการเก็บแบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยทำการสัมภาษณ์เกี่ยวกับ กระบวนการทำงานทำการคีย์เอกสารการนำเข้าสินค้า 3.2.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้มาจากพนักงานฝ่าย Airfreight Customer Services customs clearance จำนวน 15 คน 3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้คือ พนักงานฝ่าย Airfreight Customer Services customs clearance จำนวน 5 คน 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลความผิดพลาดของเอกสาร ในระยะเวลา 2 สัปดาห์(ตั้งแต่ เดือน 27 กรกฎาคม ถึง 4 สิงหาคม 2566) เพื่อค้นหาความผิดพลาดที่เกิดความสูญเสียมากที่สุดใน กระบวนการดำเนินงานของแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance จึงพิจารณา กระบวนการดำเนินงานของบริษัทกรณีศึกษาจำนวน 2 รายการ ได้แก่การคีย์เอกสาร การเช็กความถูกต้อง ของเอกสารก่อนนำเอกสารไปดำเนินงานต่อ เป็นต้น โดยกำหนดให้ความผิดพลาดของเอกสารคือ เอกสารที่มี ความเสียหายเกี่ยวกับการดำเนินงานของแผนกมากที่สุด ที่ทำให้ล่าช้าไม่สามารถส่งมอบเอกสารได้ทันเวลา ซึ่ง ข้อมูลที่มีมาจากการสัมภาษณ์เชิงลึก สังเกต เพื่อเก็บข้อมูลของปัญหาที่เกิดขึ้น 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดของเสีย ถูกดำเนินการเพื่อหาแนวทางและแก้ไข ปัญหาที่เกิดความผิดพลาดของเอกสาร ซึ่งผู้เขียนได้ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ตามความเหมาะสมดังนี้ กลุ่มแรก เครื่องมือวิเคราะห์ปัญหา 1. แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา 2. แผนภาพก้างปลาหรือแผนภาพเหตุและผล เพื่อหาสาเหตุของปัญหา โดยในขั้นตอนนี้ได้ขอความ ร่วมมือกับพนักงานในบริษัทกรณีศึกษาทั้งหมด 2 คน ได้แก่ พนักงานตรวจเช็คเอกสาร พนักงาน คีย์เอกสาร


28 กลุ่มสอง เครื่องมือแก้ไขปัญหา 1. แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) เป็นแผนภูมิที่ใช้บันทึกขั้นตอนการทำงาน ตามลำดับก่อนหลัง เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น (liminate) รวมขั้นตอนการทำงานที่ ซ้ำซ้อนเข้าได้ด้วยกัน (Combine) ลำดับขั้นตอนการทำงานเพื่อให้สะดวกเละรวดเร็ว (Rearrange) ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ง่ายเละมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Simplif) เพื่อให้ได้ ขั้นตอนที่เป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และทำการเรียงลำดับขั้นตอนใหม่อีกรอบ กลุ่มสาม เครื่องมือการแสดงผล 1. กราฟแท่ง เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวและใช้สำหรับ แสดงแนวโน้มที่ เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาหรือใช้สำหรับสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของข้อมูลเมื่อเวลา เปลี่ยนแปลงไปหรือใช้สำหรับเปรียบเทียบผลก่อน และหลังการแก้ไข 1.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้แผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) เข้ามาวิเคราะห์พิจารณาหาสาเหตุของปัญหา นำข้อมูลที่ได้มาทำการเขียนผังงาน (Flow Diagram) และแผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart)


29 บทที่4 ผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การหาสาเหตุของปัญหาด้วยการทำแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth Interview) จากการทำการ สัมภาษณ์สังเกต เพื่อเก็บข้อมูล ในเรื่องของการทำงานและปัญหาที่เกิดขึ้นของการทำงานแผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance จากพนักงานในแผนก แบบสัมภาษณ์เชิงลึก • หากท่านจะประเมินผลการดำเนินงานที่ทำในขั้นตอนการดำเนินงานส่วนของข้อมูลที่ ผิดพลาดท่านคิดว่ามีสิ่งใดบ้าง คำตอบจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง พนักงาน 5 ท่าน 1. “ ได้ข้อมูลจากฝ่าย cs มาไม่ครบถ้วน” 2. “ ข้อมูลไม่ชัดเจนทำให้ล่าช้าในการทำงาน บางทีข้อมูลมาช้าทำงานไม่ทันทำให้เอกสารคีย์ผิดำพลาด” 3. “ ข้อมูลมาไม่ครบ เอกสารล่าช้าทำงานไม่ทัน” 4. “ ขาดความรู้ด้านเอกสาร เนื่องจากอาจเป็นข้อมูลที่มาใหม่ทำให้คีย์เอกสารการทำงานผิดพลาด” 5. “ พนักงานขาดความเข้าใจในข้อมูลนี้ทำให้ไม่รู้ว่าต้องคีย์ใส่แอพเอกสารใดบ้าง” • ท่านคิดว่าขั้นตอนวิธีการทำงานแบบใดทำให้เกิดการคีย์เอกสารผิดพลาดมากที่สุด คำตอบจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง พนักงาน 5 ท่าน 1. “ ขาดการตรวจทานก่อนตรวจ submit ทำให้เอกสารผิดพลาดในการคีย์ข้อมูล 2. “ขั้นตอนการทำงานมากเกินไปทำให้เกิดการสับสนเวลาทำงาน” 3. “งานที่เร่งและงานมากเกินไป หัวหน้าสั่งงานเยอะเกินทำไม่ทันเลยจ้า” 4. “ลืมตรวจทานไม่ได้ตรวจสอบก่อนกดส่งงานทำให้บ้างครั้งผิดพลาดได้” 5. “ขั้นตอนเยอะ งานเยอะ ทำไม่ทัน สับสน ว่าควรทำอะไรก่อนดี”


30 • ท่านคิดว่าพนักงานมีผลต่อขั้นตอนการทำงานหรือไม่ คำตอบจากประชาการกลุ่มตัวอย่าง พนักงาน 5 ท่าน 1. “มีผลบางทีหัวหน้าเรียกประชุมบ่อยเกินทำงานไม่ทัน” 2. “มีผลแผนกอีกแผนกสื่อสารไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดพลาด” 3. “มีผลเพราะบางทีพนักงานมีการทำงานที่ประมาทเกินไป” 4. “โดนเรียกประชุมเยอะมากบ่อยเกิน เวลาทำงานไม่พอ” 5. “มีผลเพื่อนร่วมงานบางคนขาดความรู้ในการทำงานทำให้สื่อสารผิดพลาดเกิดการทำงานที่ผิดพลาด” จึงเกิดการหาสาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพก้างปลาดังภาพต่อไปนี้ ภาพที่ 12 แผนภาพก้างปลาของปัญหาความสูญเสียจากการทำงานในแผนก จากภาพประกอบ 1 แนวทางแก้ไขปัญหา ใช้แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) เพื่อ ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น รวมขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนเข้าได้ด้วยกัน เพื่อให้ได้ขั้นตอนที่เป็นการ ทำงานที่มีประสิทธิภาพ และทำการเรียงลำดับขั้นตอนใหม่อีกรอบ จากการหาสาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพ ก้างปลา จึงสามารถหาแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้


31 จากการวิเคราะห์ปัญหาหลักบริเวณหัวปลา สามารถแยกปัญหาย่อยได้ออกเป็น 4 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ปัญหาการคีย์เอกสารผิดพลาดทำให้เกิดการล่าช้า จากกลุ่มพนักงาน 1.1 พนักงานประชุมบ่อยเกินไป 1.2 พนักงานมีความประมาท 1.3 พนักงานขาดความรู้จากการทำงาน 1.4 พนักงานขาดการสื่อสารที่ถูกต้อง กลุ่มที่ 2 ปัญหาการคีย์เอกสารผิดพลาดทำให้เกิดการล่าช้า จากวิธีการทำงาน 2.1 ขาดการตรวจทานของการทำงาน 2.2 ขั้นตอนงานเยอะเกินไป กลุ่มที่ 3 ปัญหาการคีย์เอกสารผิดพลาดทำให้เกิดการล่าช้า จากข้อมูล 3.1 ได้ข้อมูลมาไม่ครบถ้วน 3.2 ได้ข้อมูลมาไม่ชัดเจน กลุ่มที่ 4 ปัญหาการคีย์เอกสารผิดพลาดทำให้เกิดการล่าช้า จากคอมพิวเตอร์ 4.1 ระบบโปรแกรมในที่ทำงานล่มบ่อย 4.2 เกิดข้อผิดพลาดระว่างการใช้งาน ทำให้ปัญหาการเอกสารที่ผิดพลาดได้บ่อย


32 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) : ก่อนการปรับปรุง ขั้นตอนการทำงาน เวลา (นาที) ระยะทาง สัญลักษณ์ หมายเหตุ 1. รออีเมลแจ้งเตือนเอกสาร เพื่อคีย์ข้อมูล 45 2. รวบรวมเอกสารใบขนขาเข้า เพื่อท าการเบิกภาษี 1 3. ปริ้นเอกสารใบขาเข้า 0.25 4. เดินไปหยิบเอกสารที่เครื่องปริ้น 0.25 1 5. คีย์ข้อมูลใส่ excel + ใบขน 1 6. Scan เอกสารเข้าเมล 1 1 7. ส่งเมลให้supervisor approve 0.083 8. เข้าไปคีย์เอกสาร ใน cw1 1 8.1 คีย์ยอด vat 0.05 8.2 คีย์ยอด vat duty 0.05 8.3 คีย์customs free 0.05 9 Post vat ในระบบ cw1 0.66 10. ปริ้นเอกสารออกมาเพื่อจัดส่ง ให้กับทีม billing 10 3 รวม 60.393 5 ตารางที่ 4.1 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) : ก่อนการปรับปรุง


33 ขั้นตอนการทำงาน แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) : ก่อนการปรับปรุง ขั้นตอนที่1 รออีเมลแจ้งเตือนเอกสารเพื่อคีย์ข้อมูล ใช้เวลาในการทำงาน 45 นาที ขั้นตอนที่2 รวบรวมเอกสารใบขนขาเข้า เพื่อทำการเบิกภาษีใช้เวลาในการทำงาน 1 นาที ขั้นตอนที่3 ปริ้นเอกสารใบขาเข้า ใช้เวลาในการทำงาน 0.25 นาทีหรือ 30 วินาที ขั้นตอนที่4 เดินไปหยิบเอกสารที่เครื่องปริ้น ใช้เวลาในการทำงาน 0.25 นาทีหรือ 30 วินาทีใน ระยะทาง 1 เมตร ขั้นตอนที่5 คีย์ข้อมูลใส่excel + ใบขนสินค้าขาเข้า ใช้เวลาในการทำงาน 1 นาทีต่อ/ใบงาน ขั้นตอนที่6 Scan เอกสารเข้าเมล ใช้เวลาในการทำงาน 1 นาทีในระยะทาง 1 เมตร ขั้นตอนที่7 ส่งเมลให้supervisor approve ใช้เวลาในการทำงาน 0.083 นาที ขั้นตอนที่8 เข้าไปคีย์เอกสาร ใน cw1 ใช้เวลาในการทำงาน 1 นาที ขั้นตอนที่8.1 คีย์ยอด vat ใช้เวลาในการทำงาน 0.05 นาที ขั้นตอนที่8.2 คีย์ยอด vat duty ใช้เวลาในการทำงาน 0.05 นาที ขั้นตอนที่8.3 คีย์customs free ใช้เวลาในการทำงาน 0.05 นาที ขั้นตอนที่9 Post vat ในระบบ cw1 ใช้เวลาในการทำงาน 0.66 นาที ขั้นตอนที่10 ปริ้นเอกสารออกมาเพื่อเดินไปจัดส่งให้กับทีม billing อีกแผนก ใช้เวลาในการทำงาน 10 นาทีในระยะทาง 3 เมตร จากแผนภูมิกระบวนการไหลควร ใช้แนวคิด ECRS มาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ กำจัดงานที่ไม่จำเป็นต้องทำ หรือเปลี่ยนวิธีการทำงานแล้วผลลัพธ์ที่ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม


34 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) : หลังการปรับปรุง ขั้นตอนการทำงาน เวลา (นาที) ระยะทาง สัญลักษณ์ หมายเหตุ 1. ได้รับเอกสารใบขนขาเข้า เพื่อท า การเบิกภาษีจากแผนก EDI 35 C 2. ท าการปริ้นเอกสารแบบ อิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ 0.16 R,E 3. คีย์ข้อมูลใส่ excel + ใบขน 1 4. เปลี่ยนการแสกนเอกสารเป็นไฟล์ สแกนอิเล็กทรอนิกส์ 0.16 R,E 5. ส่งเมลให้supervisor approve 0.083 6. เข้าไปคีย์เอกสาร ใน cw1 1 6.1 คีย์ยอด Vat 0.05 6.2 คีย์ยอด Vat duty 0.05 6.3 คีย์customs free 0.05 7. Post vat ในระบบ cw1 0.66 8. ส่งเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ ทีมbilling 5 R,S รวม 43.213 ตารางที่ 4.2 แผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) : หลังการปรับปรุง


35 จากแผนภูมิกระบวนการไหล ได้ทำการใช้แนวคิด ECRS มาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มี ประสิทธิภาพ กำจัดงานที่ไม่จำเป็นต้องทำ หรือเปลี่ยนวิธีการทำงานแล้วผลลัพธ์ที่ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมทุกได้ทำ การใช้แนวคิดดังนี้ 1. ขั้นตอนที่ 1 รออีเมลแจ้งเตือนเอกสารเพื่อคีย์ข้อมูล ทำการ Combine รวบรวมการทำงานเข้า ด้วยกันกับขั้นตอนที่ 2 เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน 2. ขั้นตอนที่ 3 และ ขั้นนตอนที่ 4 ปริ้นเอกสารใบขาเข้า เดินไปหยิบเอกสารที่เครื่องปริ้น ทำการ กำจัด (Eliminate) เพราะ เกิดการเคลื่อนที่/การเคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น เป็นขั้นตอนการทำงานที่ ไม่เกิดประโยชน์จึงทำการจัดใหม่ (Rearrange) ทำการปริ้นเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ เพื่อให้ลดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น และลดระยะเวลาในการทำงาน 3. ขั้นตอนที่ 5 คีย์ข้อมูลใส่excel + ใบขน ไม่ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน 4. ขั้นตอนที่ 6 Scan เอกสารเข้าเมล ทำการ กำจัด (Eliminate) เพราะเกิดการรอคอยและเกิดการ เคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น แต่เปลี่ยนเป็นการแสกนเอกสารเป็นไฟล์สแกนอิเล็กทรอนิกส์แทน 5. ขั้นตอนที่ 7 ส่งเมลให้supervisor approve ไม่ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน 6. ขั้นตอนที่ 8 เข้าไปคีย์เอกสาร ใน cw1 ไม่ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ขั้นตอนที่ 8.1 คีย์ยอด Vat ไม่ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ขั้นตอนที่ 8.2 คีย์ยอด Vat duty ไม่ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ขั้นตอนที่ 8.3 คีย์customs free ไม่ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน 7. ขั้นตอนที่ 9 Post vat ในระบบ CW1 ไม่ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน 8. ขั้นตอนที่ 10 ปริ้นเอกสารออกมาเพื่อจัดส่งให้กับทีม billing ทำการจัดใหม่ (Rearrange) การ จัดขั้นตอนการทำงานใหม่เพื่อให้ลดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น และ การทำง่าย (Simplify) เป็นการ ปรับปรุงการทำงานให้ง่ายและสะดวกขึ้น คือ ส่งเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ทีม billing แทน จากการใช้แนวคิด ECRS นำมาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการลดขั้นตอน การทำงานจาก 10 ขั้นตอน เหลือ 8 ขั้นตอน และลดระยะเวลาการทำงานจาก 60.393 นาทีลดระยะเวลา การทำงานเหลือ 43.213 ตามกราฟที่จะแสดงผลดังต่อไปนี้


36 ภาพที่ 13 กราฟแสดงการปรับรุงกระบวนการทำงานของขั้นตอนการทำงาน เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวและแสดงแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา สำหรับ สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของข้อมูลเมื่อเวลา ทำการเปรียบเทียบเวลาที่ทำการแก้ไขผลสรุปได้ว่า เวลาหลังการ ปรับปรุงลดลงทุกขั้นตอนเมื่อใช้แนวคิด ECRS นำมาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ภาพที่ 14 กราฟแสดงเวลาเปรียบเทียบการปรับรุงกระบวนการทำงานของขั้นตอนการทำงานก่อนและหลัง


37 บทที่5 สรุปผลการวิจัย อภิปราย และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย งานวิจัยนี้ทำการศึกษาเรื่อง การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของ แผนก Airfreight Customer Services Customs Clearance สาเหตุของปัญหา คือ การคีย์เอกสารที่ ผิดพลาด จึงมีกระบวนการแก้ปัญหาการหาสาเหตุของปัญหาด้วยการ ทำแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth Interview) จากการทำการสัมภาษณ์สังเกต เพื่อเก็บข้อมูล ทำให้เกิดการหาสาเหตุด้วย แผนภาพก้างปลา เมื่อหาสาเหตุได้แล้วจึงนำ ทฤษฎีECRS มาช่วยในการแก้ปัญหา ผลที่ได้เมื่อทำการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพ กำจัดงานที่ไม่จำเป็นต้องทำ หรือเปลี่ยนวิธีการทำงานแล้วผลลัพธ์ที่ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เกิด การลดระยะเวลาทำงานและลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น อภิปรายผล ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้ทฤษฎีECRS มาช่วยในการแก้ปัญหา สามารถแก้ไขปัญหาการ ทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การคีย์เอกสารที่ผิดพลาดลดลง เพราะเกิดการ ขั้นตอนการทำงานที่ลดลงทำ ให้กระบวนการทำงานของพนักงานดีขึ้นจากการลดระยะเวลา การทำงาน ลดระยะทางในการเคลื่อนที่ไปหยิบ เอกสารดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนตามแนวทาง ทำให้มีเวลาตรวจทานเอกสารก่อนทำการส่งข้อมูลลด ข้อผิดพลาดได้ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย (มณีรัตน์คลองเงิน และนันทิสุทธิการนฤนัย , 2023) ทำการศึกษา ค้นคว้าอิสระเรื่องการศึกษาแนวทางในการลดขั้นตอนการดําเนินงานจัดทำเอกสารส่งออก และเพิ่ม ประสิทธิภาพในการคัดเลือกผู้ให้บริการขนส่งจากภายนอกที่ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายภายในและภายนอกของ องค์กรและส่วนที่เป็นภายนอกองค์กรทำให้เกิดผลกระทบต่อการส่งสินค้าล่าช้า จากผลการศึกษาพบว่าขั้นตอน การดําเนินงานจัดทำเอกสารรูปแบบเดิมมีทั้งหมด 9 ขั้นตอนใช้เวลาในการจัดทำเอกสาร 56 นาทีต่อเอกสาร1 ชุดซึ่งมีวิธีการทำงานที่ซํ้าซ้อนเนื่องจากต้องทำงานผ่าน Microsoft Excel จึงไม่สามารถเข้าใช้งานได้พร้อมกัน และการทำงานรูปแบบเดิมยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนให้กับลูกค้าและแผนกอื่นที่ทำงานร่วมกันภายในบริษัทจึงนํา ทฤษฎีECRS เข้ามาช่วยในการปรับปรุงลดขั้นตอนรวมกระบวนการทำงานให้มีวิธีการทำงานที่ง่ายขึ้นโดยการ ทำงานผ่านระบบออนไลน์หลังจากการปรับปรุงสามารถลดขั้นตอนการทำงานเหลือเพียง 7 ขั้นตอนและลด ระยะเวลารวมเหลือเพียง23 นาทีปัญหาจากการทำงานรูปแบบเดิมส่งผลต่อการส่งเอกสารฉบับจริงให้กับลูกค้า ประเทศปลายทางเพื่อนําไปใช้ในการออกสินค้าออกจากท่าเรือถ้าเอกสารล่าช้าส่งผลต่อค่าปรับที่เกิดขึ้นณ ประเทศปลายทางจากปัญหาพบว่ามีเอกสารที่ส่งล่าช้าจำนวน285 ชุดจึงนํา KPI มาใช้เป็นมาตรฐานในการ จัดส่งเอกสารฉบับจริงถึงมือลูกค้าโดยตั้งมาตรฐานการจัดส่งเอกสารตามโซนประเทศของลูกค้า 4 วันสำหรับ


38 ลูกค้าโซนเอเชียภายใน 7 วันสำหรับลูกค้าโซนยุโรปอเมริกาและออสเตรเลียเพื่อไม่ให้เกิดจำนวนเอกสารล่าช้า และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าปัญหาที่เกิดจากภายนอกคือปัญหาผู้ให้บริการโลจิสติกส์ด้านรถหัวลากนําตู้ คอนเทนเนอร์เข้าโรงงานไม่ตรงเวลาพบปัญหาถึง15% ส่งผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจากการคืนตู้คอนเทนเนอร์ ล่าช้าและค่าปรับที่ไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามเวลาที่กำหนดเป็นจำนวน237,851.30 บาททางผู้จัดทําจึงทําการ สร้างข้อตกลงในการทำงานร่วมกันและทำการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ด้านรถหัวลากแบบ AHP โดยเลือก หลักเกณฑ์QCDS เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนนความสำคัญเรื่องเวลา 0.74 ต้นทุน 0.13 คุณภาพ 0.07 และ บริการ 0.06 จากการคัดเลือกสามารถตัดสินใจเลือกใช้บริษัทผู้ให้บริการด้านรถหัวลากบริษัท STK ผลคะแนน 0.68 บริษัท SIGMA ผลคะแนน 0.22และบริษัท RR ได้ผลคะแนน 0.10 หลังจากมีการคัดเลือกส่งผลให้มี ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เข้าโรงงานล่าช้าลดเหลือเพียง5% และค่าปรับที่ได้รับจากผู้ให้บริการด้านรถหัวลาก เป็นจำนวนเงิน 66,400 ข้อเสนอแนะสำหรับธุรกิจ 1. ทดลองใช้การใช้ทฤษฎีECRS เข้ามาช่วยในการปรับปรุงลดขั้นตอนรวมกระบวนการทำงานให้มี วิธีการทำงานที่ง่ายขึ้นกับขั้นตอนดำเนินงานอื่นๆ ที่ยังมีปัญหา 2. ศึกษาต่อยอดความต้องการทำงานโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพื่อการดําเนินงานให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรทดลองทำคู่มือเพิ่มเติมเพื่อเข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานให้มีวิธีการ ทำงานที่ง่ายขึ้นกับขั้นตอนดำเนินงานอื่น ๆ 2. ศึกษาต่อยอดความต้องการทำงานโดยใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากขึ้น


39 บรรณานุกรม นราธิป สุพัฒน์ธนานนท์, พลอยพิมพ์มั่นคง , ปนิตา ศรีอ่อน,ชลวิทย์ประวันโต. (2563.) การลด ความสูญเสียของวัสดุก่อสร้าง ด้วยเครื่องมือคุณภาพ 7 ชนิด กรณีศึกษา: บริษัทสิวะดล บริหารสินค้า จำกัด จังหวัดขอนแก่น. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด. ประเสริฐ อัครประถมพงศ์. 2552. การลดความสูญเปล่า ด้วยหลักการ ECRS. ค้นวันที่ 30 กันยายน 2566 จาก https://cpico.wordpress.com. ลัดดาวัลย์นันทจินดา. 2553. การประยุกต์ECRS กับบริษัทขนส่งระบบ Milk run กรณีศึกษา: บริษัท ABC Transport จำกัด. งานนิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการ จัดการโลจิสติกส์และโซ่ อุปทาน คณะโลจิสติกส์มหาวิทยาลัยบูรพา. ปริญญา บุญศรัทธา และพนม จรูญแสง. 2553. การประยุกต์เทคนิค ลีน เมนูแฟคทอริ่ง ใน หน่วยงานบริการ : กรณีศึกษา ห้องสมุดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. PULINET วิชาการ ครั้งที่ 1. 20 (10): 88- 97. ไพฑูรย์ศิริโอฬาร , ภักดีใจซื่อ การลดของเสียในกระบวนการผลิตขนมทองม้วนมะพร้าวกรอบ. วารสารข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการไทย เรืองลักษณ์บุตรเพ็ชร , จุฑาวรรณ อ้นสุวรรณ , ธิดาเดียว มยุรีสวรรค. 2555. เครื่องมือควบคุมคุณภาพ 7 ชนิด 7 Quality Control Tools. สาขาสถิติคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น.


40 ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version