ก การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง หลักธรรม โดยการใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อธิตยา ปัดถาวะโร วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ข หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง หลักธรรม โดยการใช้แบบฝึกทักษะการ คิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี 2 ผู้วิจัย อธิตยา ปัดถาวะโร 63040107105 สาขาวิชา พระพุทธศาสนา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุพัฒน์ ศรีชมชื่น ครูพี่เลี้ยง นายอานันท์สมจิตร อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุพัฒน์ ศรีชมชื่น) .................................................................................. กรรมการ (นายวัฒนา สมจิตร) .................................................................................. กรรมการ (นายอานันท์ สมจิตร)
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง หลักธรรม โดยการใช้แบบฝึกทักษะการคิดจาก นิทานชาดก สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี 2 ผู้วิจัย อธิตยา ปัดถาวะโร 63040107105 สาขาวิชา พระพุทธศาสนา ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง หลักธรรม ด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรมด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับรักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้ง นี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา เทศบาลนครอุดรธานี ที่เรียน รายวิชา พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 132 คน จากห้องเรียนจำนวน 4 ห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เอกสาร ประกอบการเรียน แบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ควาเข้าใจจากนิทานชาดก จำนวน 2 ชุด ได้แก่ 1 แบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจศีลห้าจากนิทานชาดก เรื่อง ฉันทันตชาดก พญาช้างผู้รักษา ศีลด้วยชีวิต จำนวน 10 ข้อ 2 แบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจศีลห้าจากนิทารชาดก เรื่อง ฤาษีขี้ขโมย จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.55)
ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก นาย อานันท์ สมจิตร ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพัฒน์ ศรีชมชื่น และนายวัฒนา สมจิตร ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยให้คำแนะนำอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ การวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณ นายวัฒนา สมจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา พร้อม ทั้งคณะครูในโรงเรียนทุกท่าน และนักเรียนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ให้กำลังใจและให้ความ อนุเคราะห์เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอน้อมรำลึกถึงคุณบิดา มารดา ผู้ให้ ชีวิต ให้การศึกษา ตลอดจนบูรพาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่ได้ให้ความรู้และอบรมสั่งสอนแก่ ผู้วิจัยจนประสบความสำเร็จในการศึกษา อธิตยา ปัดถาวะโร 63040107105
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ...................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ ....................................................................................................... ข สารบัญ .................................................................................................................. ....... ค สารบัญตาราง ............................................................................................................... จ สารบัญภาพ ................................................................................................................. ฉ บทที่ 1 บทนำ ………………………………………………………………………………………………………… 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา …………………………………………..…………. 1 คำถามการวิจัย …………………………………...............………………………………………… 4 วัตถุประสงค์ของการวิจัย …………………………………………………………………………… 5 สมมติฐานของการวิจัย ……………………………………….……………………………………… 5 ขอบเขตของการวิจัย ……………………………………………….………………………………… 5 นิยามศัพท์เฉพาะ ……………………………………………………………………………………… 6 ประโยชน์ที่ได้รับ ……………………………………………….……………………………………… 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ………………………………………..…………………………… 8 เอกสารที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ 8 การเรียนรู้เรื่องศีลห้า ……………………………………………………….….…….…………..….. 12 แบบฝึกทักษะ ……………………………………………………………………………….…...……… 14 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง …………………….…………..…………………….…………………..……… 18 กรอบแนวคิดการวิจัย ………………………………………………………………………..……… 22 3 วิธีดำเนินการวิจัย… …………………….…………..……………………..…………………………… 23 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง …………………….………..……………………………….……….. 23 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ………………………...………..…………..………………….……….. 23
ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า การเก็บรวบรวมข้อมูล …………………….……..…………..……...……………..….…………….. 26 การวิเคราะห์ข้อมูล …………………….…………..……………..…………………………..……….. 27 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล …………………….………...........................……………….. 28 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล …………………….………….…………………..……….……………………… 33 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………..…….………………………….…….. 33 ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………….....………….……….. 33 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล …………………………………………………..….……………..………….. 33 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ …………………….………….…….…………………… 36 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ………………………………………………….……..……….………….. 36 สรุปผลการวิจัย ……………………………………………………………………………….………….. 36 การอภิปรายผล ……………………..………………………………………………………..………….. 36 ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………..….……………..………….. 38 บรรณานุกรม …………………….….…………..……….…………..………………..……………………….. 39 ภาคผนวก …………………….………….…….…………………………………………………..……………… 41 ภาคผนวก ก คะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ………….……………… 41 ประวัติย่อของผู้วิจัย …………………….………….…….………………………..…………..……………… 45
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง หลักธรรม ด้วยแบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ……………………… 34 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มี ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2.............................................................................................................. 35
ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ……….……………………………………………………………..……………… 22 2 รูปแบบการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design ……………..……. 26
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การพัฒนา ก่อนที่จะศึกษาความหมายของการพัฒนา ควรทําความเข้าใจ “แนวคิดพื้นฐาน ของการพัฒนา” อธิบายได้ว่า สืบเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม หมายถึง มนุษย์โดย ธรรมชาติย่อมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มไม่อยู่อย่างโดยเดี่ยว แต่มีข้อยกเว้นที่มนุษย์อยู่โดดเดี่ยวตามลําพัง เช่น ฤษีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของมนุษย์อาจมีได้หลายลักษณะและเรียกต่างกัน เป็นตนว่า ครอบครัว (family) เผ่าพันธุ์ (tribe) ชุมชน (community) สังคม (society) และประเทศ (country) และเมื่อ มนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ย่อมเป็นธรรมชาติอีกที่ในแต่ละกลุ่มจะต้องมี “ผู้นํากลุ่ม” และ “ผู้ตาม” คือ ประชาชนหรือคนในกลุ่ม รวมทั้งมี “การควบคุมดูแลกันภายในกลุ่ม” หรือ “การจัด ระเบียบภายใน กลุ่ม” ซึ่งอาจเรียกว่า การบริหารหรือการพัฒนาภายใน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและ ความสุข และในบางกรณีการควบคุมดูแลอาจเกี่ยวข้องกับภายนอกด้วย เช่น กรณีการติดต่อ ประสานงาน การต่อสู้หรือการทําสงครามกับกลุ่มอื่น สภาพเช่นนี้ได้มีวิวัฒนาการตลอดมา โดยผู้นํากลุ่ม ขนาดใหญ่ เช่น ในระดับประเทศอาจเรียกว่า “นักบริหาร” หรือ “ผู้บริหาร” ขณะที่การควบคุมดูแล หรือการจัดระเบียบนั้น เรียกว่า การบริหาร ที่กล่าวมานี้เป็นมุมมองในแง่ของนักบริหาร แต่ถ้าในมุมมอง ของนักพัฒนา อาจเรียกผู้บริหารและการบริหารนั้นว่า นักพัฒนาและการพัฒนาตามลําดับ ด้วยเหตุผล เช่นนี้มนุษย์จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการพัฒนาได้ง่าย และทําให้กล่าวได้อย่างมั่นใจว่า "ที่ใดมีกลุ่มที่นั่น ย่อมมีการพัฒนา” ในมุมมองของนักพัฒนาสภาพของกลุ่มในยุคเริ่มแรกซึ่งธรรมชาติและ ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อิทธิพลของธรรมชาติจะมีต่อมนุษย์ที่รวมกันอยู่ในกลุ่มมาก โดยการ ดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพของมนุษย์จะอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อีกทั้งธรรมชาติและผู้นําเป็น ตัวกำหนดแนวทางการพัฒนา ซึ่งครอบคลุมวิธีการประกอบอาชีพด้วย ลักษณะการพัฒนาและการ ประกอบอาชีพในยุคนั้นมีซับซ้อนและจํานวนประชากรก็มีไม่มาก ต่อมาเมื่อจํานวนมนุษย์ที่รวมตัวกันอยู่ ในกลุ่มมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น ทําให้กลุ่มมีขนาดใหญ่ ขึ้น เปลี่ยนเป็นชุมชน และเป็นประเทศ ในเวลา เดียวกันทรัพยากรธรรมชาติเริ่มเสื่อมโทรม ผู้นํา และผู้ตามคือประชาชน พยายามเอาชนะธรรมชาติได้ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน (folk wisdom) และ การลองผิดลองถูก (trial and error) เพื่อกําหนดแนว ทางการพัฒนาและการประกอบอาชีพ เมื่อกลุ่มมีขนาดใหญ่และมั่นคงขึ้นเป็นประเทศ ธรรมชาติและ ทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกนํามาใช้เป็นจำนวนมากบางส่วนเสื่อมสลาย ถูกทําลายและสิ้นสภาพไปเป็น จำนวนมาก ประกอบกับผู้นําและผู้ตามหรือประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น มีความรู้ความสามารถ
2 ประสบการณ์และความชํานาญ เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น นําวิชาความรู้ที่เป็นศาสตร์ (science) หรือความรู้ที่เป็นระบบ ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขึ้นยิ่งไปกว่านั้น จํานวน ประชากรได้เพิ่มมาก 4 ขึ้นเกิดการแข่งขันกันระหว่างกลุ่ม ระหว่างประเทศหรือหลาย ๆ ประเทศเพื่อ เร่งปริมาณและเวลาในการทํางานและการผลิต เป็นต้น เหล่านี้ทําให้ผู้นําประเทศต้องคนหาแนวทางการ พัฒนาต่าง ๆ เพื่อเอาชนะธรรมชาติพึ่งพาธรรมชาติน้อยลง หรือไม่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น เดิมมนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติทุกปีจะเกิดน้ำท่วม ต่อมามนุษย์มีวิชาความรู้มี ความสามารถ และมีเทคโนโลยีสูงขึ้น ได้สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมและยังนําธรรมชาติไป ใช้ประโยชน์ มากขึ้น เช่น มนุษย์นําน้ำจากน้ำตกไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า และมีหน่วยงานที่คอยเฝ้าระวังและเตือน ภัยเกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นตน สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (human component) ถือว่า เป็นการประดิษฐ์คิดค้นหรือสร้างผลผลิตใหม่ (innovation) เพื่อนํามาใช้แทนสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น (natural component) หรือใช้แทนทรัพยากรธรรมชาติ (natural resource) ที่นับวันจะลดน้อยลง ที่ กล่าวมานี้ถือว่าเป็นวิวัฒนาการของแนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาของมนุษย์ ( ผู้นําและผู้ตาม) ที่ล้วน เกี่ยวข้องกับธรรมชาติโดยเริ่มต้นจาก หนึ่ง การพัฒนาในสภาพที่มนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติ และวิวัฒนาการมาเป็น สอง การพัฒนาที่มนุษย์พยายามเอาชนะธรรมชาติจากนั้นจึงเป็นสามการพัฒนา ที่มนุษย์เอาชนะธรรมชาติได้ และนําธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น (better change) ช่วยเพิ่ม อัตราเร่งในการทํากิจกรรมหรือการผลิตให้ รวดเร็วขึ้น (better speed) และทําให้สภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น (better life) กว่าเดิมทั้งใน ด้านคุณภาพและปริมาณ ปัญหาพัฒนาการ เป็นประเด็นปัญหาที่ยังมีช่องว่างที่ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ทั้งที่เป็นปัญหา สำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการของชีวิต โดยพบว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยหรือเด็กวัย 0-8 ปี ซึ่ง เป็นช่วงที่สมองกำลังมีการพัฒนาการในช่วง 3,000 วัน ที่ครอบคลุมถึงพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจการพัฒนาความรู้ความเข้าใจและการเคลื่อนไหว ซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประสาท วิทยาจากการวิจัยชี้ว่า เด็กที่ไม่ได้รับการแก้ไขพัฒนาการที่ผิดปกติตั้งแต่แรกจะเป็นภาระต่อสังคมใน ระยะยาวต่อไปด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์ระดับสุขภาวะ การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในไทย ยังคงเป็นปัญหาอยู่มาก จากการสุ่มสำรวจ ปี 2560 พบว่า 1 ใน 4 ของเด็กทุกช่วงวัยมีพัฒนาการสงสัย ว่าล่าช้า โดยพัฒนาการด้านที่ล่าช้าที่พบมากในเด็กปฐมวัย คือ พัฒนาการด้านภาษาและการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางสติปัญญา นอกจากนี้ ในปี 2559 ที่ผ่าน มา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้สนับสนุนการวิจัยในโครงการพัฒนาและหาค่าเกณฑ์มาตรฐาน เครื่องมือประเมินการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย ซึ่งมีการเก็บข้อมูลเพื่อหาค่าเกณฑ์มาตรฐานการคิด เชิงบริหารของเด็กปฐมวัย ที่สุ่มตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในเด็กอายุ 2-6 ปี จำนวน 2,965 คน ระหว่างเดือน เม.ย.58-ก.ค.59 พบว่า เด็กไทยวัย 2-6 ปีมีคะแนนพัฒนาการด้าน การคิดเชิงบริหาร โดยรวมล่าช้ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อยไปจนถึงล่าช้ามาก ประมาณเกือบ 30%
3 นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กวัย 2-6 ปีที่เริ่มมีปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เล็กน้อยจนถึงมีปัญหาอย่างชัดเจน มีมากกว่า 30% เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร จะ สัมพันธ์ความยากลำบากในการควบคุมกำกับตนเอง หุนหันพลันแล่น ใจร้อน รอคอยไม่เป็น สมาธิสั้น วอกแวกง่าย และในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งปัญหา อื่น ๆ ตามมา เช่น หนีเรียน ก้าวร้าว ติดบุหรี่ ติดสุรา เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ติดพนัน ติดยาเสพติด การก่ออาชญากรรม ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมการคิดเชิงบริหารมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวช เช่น โรคซน สมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ ซึมเศร้า ประพฤติผิดปกติ-เกเรอันธพาล เป็นต้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ กับเด็กและเยาวชน เช่น ปัญหาอาชญากรรมเด็ก ปัญหาความเครียดจากระบบการแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถาบันการศึกษา ความ ยากจนและประสบการณ์เลวร้ายของเด็ก ความเสี่ยงของเด็กในโลกยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อมก่อเกิดสารพิษรอบตัวเด็ก ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการแย่งชิงทรัพยากรโดย ขาดความยุติธรรมทางสังคมเมือง ยังมีผลให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอ และเป็นต้นเหตุของความรุนแรง ในครอบครัว รวมถึงการหย่าร้าง เป็นต้น รวมถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเด็ก ซึ่งรวมถึงปัญหาของ “เด็กชายขอบ เด็กพิเศษ เด็กนอกระบบการศึกษา เด็กยากจน เด็กเปราะบาง” ที่ปัญหาการเข้าถึง การศึกษาและประโยชน์ ตลอดจนสิทธิตามระบบสวัสดิการแห่งรัฐยังไม่เพียงพอ เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำ ในสังคม จากสถานการณ์ปัญหาข้างต้น ประกอบกับสังคมไทยในปัจจุบันมีอัตราการเกิดต่ำ ส่งผลให้ จำนวนประชากรลดน้อยลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่าง รวดเร็วและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งด้านเทคโนโลยี, การขยายตัวของเมือง, เศรษฐกิจ, ปัญหาคุณภาพ ทรัพยากร, ครอบครัว, สังคม ตลอดจนความไม่เท่าเทียม หรือภาวะสังคมที่มีการแข่งขันสูงนั้น “การ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ” จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีของเด็กและ เยาวชนที่จะเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศที่มั่นคงต่อไป โดยการเริ่มต้นตั้งแต่การดูแลแม่และเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา และการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่าง ต่อเนื่องภายหลังคลอด ทั้งนี้ สมองของเด็กจะมีพัฒนาการที่ดีในช่วง 3,000 วัน หรือ 0-8 ขวบ ซึ่ง ครอบคลุมถึงพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ รวมถึงการพัฒนาความรู้ความเข้าใจและการ เคลื่อนไหว นอกจากนี้ บริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วดังกล่าว การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ นั้นอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเอา “การวิจัย” ซึ่งเป็น ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทสังคม และสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมา ใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเด็กในศตวรรษหน้า การพัฒนาการเรียนรู้และการพัฒนานักเรียนเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการจัดกระบวนการให้ ผู้เรียนเข้าสู่มาตรฐานและได้รับการพัฒนาตนเอง กระบวนการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการ ศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ” ผู้สอนจึงจำเป็นต้อง
4 ปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากการเป็นผู้บอกความรู้ให้จบไปในแต่ละครั้งที่เข้าสอนมาเป็นผู้เอื้อ อำนวยความสะดวก(Facilitator)ในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนกล่าวคือเป็นผู้กระตุ้นส่งเสริมสนับสนุนจัดสิ่ง เร้าและจัดกิจกกรมให้ผู้เรียน เกิดการพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพ ความสามารถ ความถนัด และความ สนใจของแต่ละบุคคล การจัดกิจกรรมจึงต้องเป็นกิจกรรมที่ ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ สร้างสรรค์ ศึกษาและค้นคว้าได้ลงมือปฏิบัติจนเกิดการเรียนรู้และค้นพบความรู้ด้วยตนเองเป็นสาระ ความรู้ ด้วย ตนเอง รักการอ่าน รักการเรียนรู้อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Long-life Education) และเป็น บุคคลแห่งการเรียนรู้ (Learning Man ) ผู้สอนจึงต้องสอนวิธีการแสวงหาความรู้ (Learn how to learn ) มากกว่าสอนตัวความรู ผูที่ดื่มสุราเรื้อรังจะมีอายุเฉลี่ยสั้นลง 10-14 ป แตถาดื่มตามกําหนดอายุเฉลี่ย จะยาว กวาคนที่ไมไดดื่ม โดยเฉพาะเมื่อเริ่มดื่มเมื่อมีปจจัยเสี่ยงตอโรคหัวใจ บางคนแนะนําใหดื่มหลัง อายุ 60 ปถาไดดื่มเกินขนาดอาจจะทําใหเสียชีวิต หากคุณดื่มสุราเปนประจํามากเกินไปอาจจะกอให เกิด ผลเสียตอสุขภาพ การลดความขัดแยงในสังคมไทย ลดผลกระทบในสังคมไทยที่เกิดจากการดื่มสุรา มีการรณรงคงดดื่มสุราเพื่อใหชุมชนไดแลกเปลี่ยนเรียนรูกระบวนการ งดเหลา และประสบการณงด เหล าของคนตนแบบในชุมชนที่ประสบความสําเร็จ และเปลี่ยนเปนคนใหมจากการเลิกเหลา งดเหลา ครบ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ พรรษาสูออกพรรษา...ชุมชนคนสูเหลา ซึ่งไดผลใน ระดับหนึ่ง และแกไขปญหาไดเพียงบางสวน ทั้งนี้เปนสุราเปนเพียงสาเหตุ หนึ่งที่ทําใหเกิดความผิดปกติ ในสังคมไทย สาเหตุหลักที่ทําใหสังคมไทยผิดปกติไปจากการดํารงชีวิต ความสุข ความมั่งคงในทรัพย การพัฒนาสังคม มีสาเหตุมาจากประชาชนในชุมชนละเมิดศีล 5 ศีล 5 จึงเปนตัวแปรตนเหตุที่สําคัญต อการดําเนินชีวิตที่สุขสงบหรือลมสลายในชุมชน และความรูความ เขาใจ การปฏิบัติ การประยุกตใช หลักศีล 5 ของชุมชนตางกัน การดําเนินชีวิตของบุคคล โดยที่ลักษณะของพฤติกรรมตางๆจะเปนตัวบงบ อกถึง รูปแบบการดําเนินชีวิต แตละแบบพฤติกรรมในการเขาสังคม ในการบริโภค ในการหาความ บันเทิง การพักผอนหยอนใจใชเวลาวาง และการแตงตัว ลวนเปนสวนประกอบของรูปแบบการดําเนิน ชีวิต รูปแบบการดําเนินชีวิตจะถูกดําเนินเปน อุปนิสัย เปนวิธีประจําที่กระทําสิ่งตาง ๆ ซึ่งดําเนินชีวิตไป ตามกระแสของกิเลสหรือกระแสระบบทุนนิยมเสรี ที่สงเสริมสรางกระแสบริโภคนิยม กระตุนใหเกิด ความอยาก ความขัดแยงและชวงชิง นําไปสูการละเมิดศีล 5 สงผลใหสังคมไมปกติสุข และเมื่อ กําหนด เกณฑมาตรฐานการดําเนินชีวิตของบุคคลในชุมชนจะชวยใหชุมชนวิเคราะหตนเองได3 ศีล 5 คือการ ดําเนินชีวิต หลักความประพฤติ ที่ชวยใหสังคมอยูรวมกันอยางปกติสุข ขอประพฤติ ปฏิบัติ ศีลธรรม หรือกฎศีลธรรม จริยะ (หรือ จริยธรรม) อันประเสริฐ เรียกวา พรหมจริยะ (พรหมจริยธรรม หรือ พรหม จรรย) แปลวา ความประพฤติอันประเสริฐ หรือ การดําเนิน ชีวิตอยางประเสริฐ เปนมนุษยสมบูรณ ดําเนินชีวิตอันดีงามตามอุดมคติเท าที่มนุษยจะพึงประพฤติและ ดําเนินไปถึงได นําไปสู กระบวนการพัฒนาคนที่สมบูรณตามมรรคมีองค 5 หรือ ศีล สมาธิ ปญญา และการรักษาศีล 5 หากหมู บานรักษาศีล 5 ไดทุกคนจะสงผลใหสังคมเปนสุข โดยเกณฑ ความสําเร็จคิดเปนรอยละรอย นําไปสูต นแบบเพื่อประเมินหมูบานการประเมินหมูบานศีล 5 อื่น ๆ ที่ สอดคลองกับมาตรฐานการดําเนินชีวิต
5 ของชุมชน หมูบานรักษาศีล 5 และโรงเรียนรักษาศีล 5 ตามโครงการหมูบานรักษาศีล 5 จ.สระบุรีโดย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย กลาววา ศีล 5 เปนหลักประกันสังคมไดเปนอยางดี หากหมูบานใด นําไป ปฏิบัติไดจะเกิดความสงบสุข และจะสงผลยังประเทศใหเกิดความสงบสุข ไมตองทุกข เดือดรอน การ ดําเนินการหมูบานศีล 5 นั้น มีการมอบปายประกาศอยางเปนทางการที่จังหวัดสระบุรีเปนแหง แรก และขณะนี้ในหลายจังหวัดเริ่มดําเนินการแลว เชน ลพบุรี สระแกว แพร นครสวรรค ตาก อุทัยธานี อุตรดิตถ สุโขทัย ขณะเดียวกันคณะสงฆในแตละจังหวัดควรนําไปปฏิบัติดวย โดยเริ่มจาก รอยละ 50 ของแตละหมูบาน เพราะการดําเนินการโครงการนี้หากจังหวัดใดสามารถดําเนินการไดจน ประสบ ความสําเร็จก็จะสงผลใหเกิดความสงบสุขยังจังหวัดนั้น และสุดทายจะทําใหประเทศชาติสงบ สุขดวย การศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงก่อให้เกิดวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาความเข้าใจเรื่องของการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนให้เกิดประสิทธิภาพและเพื่อสร้างความพึงพอใจในเรียนรู้ ด้วยแบบฝึกทักษะจากนิทาน ชาดก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการกระตือรือร้นในการพัฒนาการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ดังวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรม ด้วยแบบฝึกทักษะการ คิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรมด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับรักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 คำถามการวิจัย 1. หลังจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยาได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการคิดนิทานชาดก จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักธรรม ห้าสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา มีความพึงพอใจต่อการ การจัดกิจกรรมเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดกหรือไม่ อย่างไร อย่างไร วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องหลักธรรม ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การสอนโดยใช้ ด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา
6 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับรักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ การคิดจากนิทานชาดก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องหลักธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ การคิดจากนิทานชาดก มีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา เทศบาลนครอุดรธานี ที่เรียนรายวิชา พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 132 คน จากห้องเรียนจำนวน 4 ห้อง 2. ตัวแปร 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 3.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2.2 ความพึงพอใจในการเรียน 3. เนื้อหาการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ศีล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 10 ชั่วโมง 3.1.1 พระรัตนตรัย จำนวน 1 ชั่วโมง 3.1.2 สามิสสุข จำนวน 1 ชั่วโมง 3.1.3 นิรามิสสุข จำนวน 1 ชั่วโมง 3.1.4 กุศลกรรมบก 10 จำนวน 1 ชั่วโมง
7 3.1.5 สติปัฏฐาน 4 จำนวน 1 ชั่วโมง 3.1.6 ศีล 5 จำนวน 1 ชั่วโมง 3.1.7 ดรุณธรรม 6 จำนวน 1 ชั่วโมง 3.1.8 การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ จำนวน 2 ชั่วโมง 3.1.9 การเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา จำนวน 1 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 9 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1.หลักธรรม ศาสนาพุทธเรียกธรรมว่าพระธรรม คือหลักความเป็นไปของโลก เน้นความจริงที่เกิด ขึ้นกับโลก การเกิด ดับ ไม่มุ่งเน้นความสบาย พระพุทธศาสนาสอนให้มุ่งเน้นในส่วนที่โลกกำลังดำเนินอยู่ เกี่ยวพัน เกี่ยวข้องกับระบบทั้งมวล เราอยู่ในจักรวาล ก็ย่อมดำเนินตามระบบของจักรวาล เราอยู่ในโลก ก็ย่อมดำเนินตามระบบของโลก ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือระบบ ทุกอย่าง พัวพันกับระบบ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักระบบ และอยู่บนระบบได้อย่างเป็นสุข รู้ทันระบบ ดำเนินอยู่ใน ระบบได้อย่างเป็นสุข ไม่ระแวงกับระบบ แต่สามารถอยู่ในขณะที่ระบบกำลังกลั่นแกล้งเราได้ อยู่กับ ธรรมชาติ ได้อย่างเป็นสุข รู้ทางพ้นจากทุกข์ หรือพ้นจากระบบได้ในทางที่ถูกต้อง เหมาะสม นี่คือ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาจะพบคำว่า ธรรมและวินัย ควบ กันไปเช่นพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า 2.แบบฝึกทักษะ จากนิยามแบบฝึกทักษะ สามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง งานกิจกรรม หรือประสบการณ์ตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่ง กิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมมีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนา ทักษะ กระบวนความคิด ที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เพิ่ม ทักษะความชำนาญและช่วยฝึกทักษะการคิดให้มากขึ้น ทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วยตนเองได้
8 ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง ความสามารถในการพัฒนาความเข้าใจ กลุ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นแนวทางการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เป็นแนวทางสำหรับครู และผู้ที่สนใจในการพัฒนาแบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก กลุ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ต่อไปตามความเหมาะสม
9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการ นำเสนอเนื้อหาตามลำดับ ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ 2. การเรียนรู้เรื่องหลักธรรม 3. แบบฝึกทักษะการคิด 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. กรอบแนวคิดการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนรู้ การนำเสนอเกี่ยวกับเอกกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอ ออกเป็น 4 หัวข้อ คือ 1) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ 2) ความหมายของการพัฒนาการเรียนรู้ 3) องค์ประกอบของการพัฒนาการเรียนรู้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ มิสรา (Misra. 2559) ให้ความหมายการพัฒนาว่า เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ มนุษย์ ต้องการทําให้ดีขึ้นตามความคิดของตน กระบวนการนั้นจะไม่ใช่สภาวะการณ์ใดสภาวะการณ์หนึ่ง กระบวนการจะอ้างอิงถึงค่านิยมต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน และค่านิยมต่าง ๆ นั้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วมใน การพัฒนา ดังนั้น การพัฒนาในความหมายของ Misra จึงสรุปได้ว่าเป็นความคิดของมนุษย์มนุษย์เป็น ผู้ เลือกแนวทางพัฒนาด้วยตัวเองและเป็นกระบวนการที่ใช่ระยะเวลาจากช่วงหนึ่งไปหาอีกช่วงหนึ่งใน การ เปลี่ยนแปลง สัญญา สัญญาวิวัฒน์(2556) ให้ความหมายว่า “การพัฒนา คือการเปลี่ยนแปลง ที่มีการ กําหนดทิศทาง หรือการเปลี่ยนแปลงที่ได้วางแผนไว้แน่นอนล้วงหน้าซึ่งทิศทางที่กําหนดขึ้นจะต้อง เป็น ของดีสําหรับกลุ่มหรือชุมชนที่สร้างขึ้น ทํานอง สิงคาลวณิช (2563) ให้ความหมายของการพัฒนา หมายถึง การเจริญเติบโต (Growth) เปลี่ยนแปลง (Change) และก้าวหน้า (Progress) อย่างมีระบบ ทั้งในรูปธรรม คือสิ่งที่เห็น เป็นรูปร่าง และนามธรรม คือสิ่งที่บังเกิด ผลทางใจหรือความรู้สึกนึกคิด ซึ่งสามารถวัดผลและประเมิน ค่าของความแตกต่าง หรือการเปลี่ยนแปลงนั้นได้
10 สุเทพ เชาวลิต(2564) การพัฒนา (Development) หมายถึง การสร้างสรรค์ความ เจริญก้าวหน้าจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น (Change for the Better) อมร รักษาสัตย์และ ขัตติยา กรรณสูต (2515) ให้ความหมายการพัฒนาว่า หมายถึง “การ เคลื่อนย้ายจากความด้อยพัฒนาให้หลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งจะแสวงหาและบรรลุถึง ได้อย่าง แท้จริง โดยวิธีการวางแผนเพื่อการพัฒนา กล่าวคือ การพัฒนาเป็นการปรับปรุงเงื่อนไข ที่ไม่พึง ปรารถนาต่างๆ ในสังคม” โ รเจอร์ และ เบอร์ด (Roger; & Burdge. 2558) ให้คว ามหมา ย กา ร พ ั ฒ น า (Development) ว่าคือรูปแบบหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งแนวการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างองค์กรทางสังคมดีขึ้น 2. ความหมายของการพัฒนาการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนเป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการ เรียนจะเป็นกิจกรรมของผู้เรียน ในขณะที่การสอนจะเป็นกิจกรรมของผู้สอน ดังนั้นการ จัดการเรียนการ สอนจึงเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนซึ่งจะต้องให้ความร่วมมือ และรับผิดชอบต่อ หน้าที่ของตนอย่างจริงจังเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบ ความสําเร็จตามที่ได้กําหนดความมุ่งหมายไว้จากการศึกษาพบว่าได้มีนักการศึกษาหลายท่านให้ ความหมายของการเรียนการสอนไว้ดังนี้ ทิศนา แขมมณี (2556: 26) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการเรียน การสอนที่ผู้สอนและผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันโดยการจัดการเรียนการสอนจะเน้น การมีส่วนร่วมของ ผู้เรียน วัลลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา (2563: 10) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการดําเนินงานด้านการเรียนการสอนในสถานศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมาย ที่กําหนด ซึ่งองค์ประกอบการเรียนการสอนจะประกอบไปด้วย หลักสูตร วิธีการเรียน การสอนและการ ประเมินผล สุพิน บุญชูวงศ์ (2556: 6) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการนํา หลักสูตรไปสู่การสอน ซึ่งมีระบบกระบวนการเรียนการสอน กิจกรรมและมีการ กําหนดแผนงานส่งเสริม การเรียนการสอนโดยผู้สอนและผู้เรียน สุมิตร คุณานุกร (2558: 146) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการ จัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามความมุ่งหมายของ หลักสูตรที่ได้กําหนดไว้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการจัดกิจกรรมและ ประสบการณ์รวมถึงการจัดสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีประสบการณ์ ตามจุดประสงค์ที่ได้กําหนดไว้กระบวนการจัดการเรียนการสอนควรมีความเหมาะสม และสอดคล้องกับ จุดประสงค์เนื้อหาวิชาและลักษณะของผู้เรียน 14 จากความหมายของการพัฒนาและการจัดการเรียน
11 การสอน สามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนหมายถึง การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง กระบวนการจัดกิจกรรม และประสบการณ์รวมถึงการจัดสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้และมีประสบการณ์ตามจุดประสงค์ที่ได้กําหนดไว้กระบวนการจัดการเรียนการสอนควรมี ความเหมาะสม และสอดคล้องกับจุดประสงค์เนื้อหาวิชาและลักษณะของผู้เรียน 3. องค์ประกอบของการพัฒนาการเรียนรู้ การสอนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ การ สอน และมีส่วนร่วมส่งเสริมให้การสอนประสบผลสําเร็จได้ จัดเป็นองค์ประกอบของการสอนทั้งสิ้น มี นักการศึกษาหลายท่านได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับองค์ประกอบของการสอนไว้ ดังนี้ ลําพอง บุญช่วย (2560: 1) กล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนการสอนไว้ 7 ประการ ซึ่ง องค์ประกอบเหล่านี้จะสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน พร้อมทั้งแสดงภาพประกอบไว้ ดังนี้ 1. ครูผู้สอน 2. ผู้เรียน 3. หลักสูตร 4. วิธีสอน 5. วัตถุประสงค์ของการสอน 6. สื่อการสอน 7. การประเมินผล ไทเลอร์ (ไสว ฟักขาว. 2557: 45; อ้างอิงจาก Tylor. 1975: 1) ได้กล่าวถึง การ พัฒนาการ จัดการเรียนการสอนควรประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ 1. จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน 2. การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ 3. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4. การประเมินผลเรียนรู้ เกลเซอร์(ไสว ฟักขาว. 2562: 46; อ้างอิงจาก Glaser. 1962: 11) ได้กล่าวถึงระบบ การ สอนแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 1. วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน 2. พฤติกรรมของนักเรียนก่อนเรียน 3. กระบวนการเรียนการสอน 4. การประเมินผลการเรียนการสอน
12 ราวน์ทรี(ไสว ฟักขาว. 2563: 49; อ้างอิงจาก Rowntree. 1974: 14) ได้กําหนด องค์ประกอบการเรียนการสอนไว้ 4 ส่วนคือ วัตถุประสงค์ของการ จัดการเรียนการสอน พฤติกรรมของ นักเรียนก่อนเรียน กระบวนการ เรียนการสอน การประเมินผลการ เรียนการสอน 18 1. จุดมุ่งหมาย ได้แก้ การกําหนดจุดมุ่งหมาย และการออกแบบทดสอบ 2. ออกแบบการเรียนรู้ ได้แก้ การจัดลําดับการเรียนรู้และการเลือกสื่อการสอน 3. ประเมินผล ได้แก้ การทดลองใช้และวิเคราะห์ผล 4. ปรับปรุงแก้ไข ได้แก้ การทบทวนและการปรับปรุง สุจินต์ วิศวธีรานนท์ (2557: 100-102) ได้เสนอว่า องค์ประกอบการสอนประกอบด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ 1.1 การสํารวจปัญหาและทรัพยากร 1.2 การกําหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอน 1.3 การวิเคราะห์นักเรียน 1.4 การวิเคราะห์และการจัดลําดับเนื้อหา 1.5 การกําหนดวิธีสอนและกิจกรรม 1.6 การกําหนดสื่อการสอน 1.7 การกําหนดแนวทางการประเมินผล 1.8 การเขียนแผนการสอน 2. ขั้นดําเนินการ ในขั้นนี้เป็นขั้นการดําเนินการสอนและให้นักเรียนทํากิจกรรม ตามที่ ได้เตรียมการไว้ โดยขั้นดําเนินการสอนสามารถจําแนกได้ดังนี้ 2.1 การนําเข้าสู่บทเรียน 2.2 การปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอน 2.3 การสรุป 3. ขั้นประเมินผล 3.1 การประเมินผลการเรียนของนักเรียนและการสอนของผู้สอน 3.2 การวิเคราะห์ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน ญาดาพนิต พิณกุล (2561: 48 – 49) กล่าวว่า องค์ประกอบการเรียนการสอน ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สําคัญ 4 ประการได้แก้ 1. วัตถุประสงค์การเรียนการสอน 2. ประสบการณ์พื้นฐานของผู้เรียน 3. กระบวนการเรียนการสอน หมายถึง 4. การวัดผลและประเมินผล
13 การเรียนรู้เรื่องหลักธรรม การนำเสนอเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องหลักธรรม ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 หัวข้อ คือ 1) ความหมายของศีล 2) ความหมายของหลักธรรม 3) คำสอนและหลักปฏิบัติทาง พระพุทธศาสนา และ 4) ความสำคัญของหลักธรรม มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของหลักธรรม ระวี ภาวิไล (2560 : 74 ) ได้ให้ความหมายไว้ว่า หลักธรรม คือการรับปฏิบัติตาม บทบัญญัติทางจริยธรรม ซึ่งประสบการณ์ของอดีตชนได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องจรรโลงความมั่นคงและ ความผาสุกของสังคมมนุษย์ศีลคือการสํารวมกาย วาจาศีลคือวินัยศีลคือความอดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุ และล่อ ใจต่าง ๆ ศีลคือการละเว้นการเบียดเบียนสรรพชีวิต ศีลนี้คือระบบฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเอง ของแต่ละ บุคคล แต่เมื่อบุคคลพัฒนาแล้ว สังคมซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลจึงมีสภาพเป็นสังคมอารยชนได้อีกความหมาย หนึ่ง ศีลคือ การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย และศีลคือสิ่งที่ จําแนกคนออกจาก สัตว์ ระบบการศึกษา ของชาติ ระบบการเรียนรู้ของคนจําเป็นต้องเริ่มต้นด้วยศีลจะต้องศึกษาเรียนรู้และประพฤติปฏิบัติให้ เข้าถึงแก่นแท้ของศีลก่อนสิ่งอื่น พระธรรมปิฏก (2559 : 11) ได้กล่าวในธรรมนูญชีวิตว่าศีลคือการดําเนินชีวิตโดยสุจริต ทั้ง ทางกาย ทางวาจา มีวินัยและประกอบสัมมาชีพ สรุปอาจกล่าวได้ว่า หลักธรรม หมายถึง การดําเนินชีวิตโดยมีข้อกําหนดทางปฏิบัติทาง กาย วาจา ทางพระพุทธศาสนาอย่างมีวินัยและประกอบสัมมาชีพ เช่น ศีล 5 ศีล 8 เป็นต้น 2. ความหมายของหลักธรรม พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) (2556 : 238) ได้กล่าวว่าศีลเป็นข้อกําหนดอย่างต่ำ ที่สุด ในทางความประพฤติของมนุษย์เท่าที่จําเป็นพอที่จะให้สังคมมนุษย์อยู่กันโดยปกติและแต่ละคนมีชีวิตที่ ไม่เป็นโทษภัย เรียกข้อกําหนดนี้ว่าสิกขาบท 5 (ข้อฝึกความประพฤติ) หรือที่ ต่อมาเรียกกัน เป็นสามัญ ว่า “หลักธรรม” ได้แก่ 1. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการไม่ทําลายชีวิต ฆ่าสัตว์การประทุษร้าย รังแกกัน ร่วม ทั้งประพฤติหรือดําเนินชีวิตที่ปราศจากการเบียดเบียนผู้อื่นทางด้านร่างกายและชีวิต 2. อทินนาทานา เวรมณีเว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ลักพา หยิบฉวยของผู้อ นมา ใช้โดยพลการรวมทั้งสาธารณะสมบัติการคดโกง ฉกฉวยละเมิดกรรมสิทธิทําลายทรัพย์สิน 3. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณีเว้นจากการประพฤติผิดเบียดเบียนผู้อื่นทางด้านคู่ครอง บุคคลที่รักหวงแหน ไม่ผิดประเพณีทางเพศไม่นอกใจคู่ครองของตน
14 4. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการการดําเนินชีวิตที่ปราศจากการเบียดเบียนผู้อื่นด้วย วาจา เท็จ โกหกคําหยาบ นินทาด่าทอ หลอกลวง เพื่อเจ้อ หรือพูดยุแหย่ให้เกิดความแตกแยก ตัด รอน ประโยชน์หรือแกล้งทําลายด้วยวาจา 5. สุราเมรยมัชชปมาทัฎฐานา เวรมณีเว้นจากน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท สิ่งเสพติดให้โทษที่ทําให้เสียสติสัมปชัญญะ พระราชวรมุนี (2558 : 772) ได้ประมวลหลักเกณฑ์บางอย่างไว้สําหรับกําหนดว่าการ กระทํา แค่ไหนเพียงใดจึงจะเชื่อว่าเป็นการละเมิดศีลแต่ละข้อ ๆ เป็นการให้ความสะดวกแก่ผู้รักษา ศีลโดยจัด วางเป็นองค์ประกอบง่าย ๆ ว่าศีลข้อนั้นจะขาด ต่อเมื่อกระทําการครบองค์ทั้งหมดของ การละเมิดดังนี้ ศีลข้อที่ 1 ปาณาติบาต มีองค์ 5 คือ 1) สัตว์มีชีวิต 2) รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต 3) จิตคิดจะฆ่า 4) มีความพยายาม 5) สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ศีลข้อที่ 2 อทินนาทาน มีองค์ 5 คือ 1) ของผู้อื่นหวงแหน 2) รูปอยู่ว่าเขาหวงแหน 3) จิต คิดจะลัก 4) มีความพยายาม 5) ลักของด้วยความพยายาม นั้น ศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉาจาร มีองค์ 4 คือ 1) อคมนียวัตถุได้แก่สตรีหรือบุรุษที่ไม่ควร ละเมิด 2) จิตคิดจะเสพ 3) มีความพยายามในการเสพ 4) ยังมรรคคืออวัยวะสืบพันธ์ให้ถึงกัน ศีลข้อที่ 4 มุสาวาท มีองค์ 4 คือ 1) เรื่องไม่จริง 2) จิตคิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน 3) มี ความพยายามเกิดจากจิตที่คิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน 4) ผู้อื่นเข้าใจความที่พูดนั้น ศีลข้อที่ 5 สุราเมรัยฯ มีองค์ 4 คือ 1) สิ่งนั้นเป็นของเมา 2) จิตใคร่จะดื่ม 3) มีความ พยายามเกิดจากจิตที่ใคร่จะดื่มนั้น 4) กลืนให้ล้วงลําคอลงไป สรุปกล่าวได้ว่า หลักธรรมคือศีลที่ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ฆราวาสที่อยู่ในการครองเรือน ประพฤติปฏิบัติและรักษา มี 5 ข้อได้แก่ 1) ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต 2) ห้ามลักทรัพย์3) ห้ามประพฤติผิดใน กาม 4) ห้ามพูดปด 5) ห้ามดื่มสุราและเมรัย 3. คำสอนและหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) (2556 : ไม่ปรากฏเลขหน้า) ได้ให้คําสอนและหลักปฏิบัติ ทางพระพุทธศาสนา ส่วนที่ เกี่ยวข้องกับสังคมและสะท้อนกับเจตนารมณ์ของพระพุทธศาสนา 18 ใน ด้านความสัมพันธ์ทางสังคมได้มากที่ สุดคือคําสอนและหลักปฏิบัติในศีลเพราะศีลเป็นระบบ การควบคุม ชีวิตด้านนอกเกี่ยวกับการแสดงออกทางกาย วาจา เป็นระเบียบว่าด้วยความสัมพันธ์กับ สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน การดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทาง หมู่ชน การจัด สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมให้เรียบร้อยและเกื้อกูลต่อการดํารงอยู่ ของหมู่ชนชั้น และ แก่ความผาสุกแห่งสมาชิกทั้งปวงของหมู่ชน อันจะเอื้ออํานวยให้ทุกคนสามารถ บําเพ็ญกิจกรณีที่ดีงาม ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ตามความตกลงนับถือของ พวกตนหรือเพื่อเข้าถึง
15 ประโยชน์และความดีงามสูงสุดตามอุดมการณ์ของหมู่ชนนั้น ตลอดจน เกื้อกูลแก่การที่ หมู่ชนนั้นจะเผย แผ่อุดมการณ์กิจการ และประโยชน์สุขความดีงามของตนให้แผ่ ขยายกว้างออกไป ที่สุดก็คือ การไม่ เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าด้วยกายหรือวาจา และการไม่ทําลาย สติสัมปชัญญะ ที่เป็นตัวคุ้มศีลของตน ศีล ทั้งหมดนี้ที่สุด นิยมเรียกกันว่าศีล 5 4. ความสำคัญของหลักธรรม พระเทพวรเวทีได้กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า “คนมีศีลธรรมหรือมนุษยธรรมที่ เรียกว่าได้ เป็นอารยชนมีธรรม คือคุณสมบัติดังนี้มีสุจริตทั้งสาม คือ มีความประพฤติชอบ 3 ประการคือ 1) กายสุจริต ความสุจริตทางกาย ทําสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยกาย 2) วจีสุจริต ความสุจริต ทางวาจาพูดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยวาจา 3) มโนสุจริต ความสุจริตทางใจคิดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยใจ ซึ่งสัมพันธ์กับความหมายตามนิยามของนายแพทย์ประเวศวะสีที่กล่าวว่า “ศีลนั้นเป็นเครื่อง กําหนดความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมและระหว่างสังคมกับ สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความสมดุลหรือ ปกติสภาพ แบบฝึกทักษะ การนำเสนอเกี่ยวกับ แบบฝึกทักษะผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 หัวข้อ คือ1) ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ 2) หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ 3) ลักษณะแบบฝึก ทักษะที่ดี4) ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ ราชบัณฑิตยสถาน (2556) แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็น แบบฝึกหัดที่ใช้ เป็นตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นให้นักเรียนตอบ พินิจ จันทร์ซ้าย (2557) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะหมายถึงงาน กิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้วให้สามารถ นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อำนวย เลื่อมใส (2556) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า หมายถึงแบบตัวอย่างปัญหา หรือคำสั่งให้ผู้เรียนรู้มาแล้ว เพื่อความรู้ความเข้าใจ และเป็นการเพิ่มทักษะความชำนาญให้แก่ผู้เรียน ทำ ให้การเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไพบูลย์ มูลดี (2558) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นชุดการเรียนรู้ที่ ครูจัดทำขึ้นให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจจะช่วยเพิ่มทักษะ
16 ความชำนาญและช่วยฝึกทักษะการคิดให้มากขึ้นทั้งยังมีประโยชน์ในการลดภาระให้กับครู อีกทั้งพัฒนา ความสามารถของผู้เรียนทำใผู้เรียนมองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ ถวัลย์ มาศจรัส (2558) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า เป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะการ เรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมมีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอที่สามารถ ตรวจสอบและพัฒนาทักษะ กระบวนความคิด กระบวนการเรียนรู้สามารถนาผู้เรียนสู่การสรุปความคิด รวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจ บทเรียนด้วยตนเองได้ จากนิยามแบบฝึกทักษะ สามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง งานกิจกรรมหรือ ประสบการณ์ตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่ง กิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ อย่างเหมาะสมมีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะ กระบวน ความคิด ที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เพิ่มทักษะความชำนาญและช่วย ฝึกทักษะการคิดให้มากขึ้น ทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความ เข้าใจบทเรียนด้วยตนเองได้ 2.หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ ถวัลย์ มาศจรัส (2558) ได้กล่าวถึงการสร้างและการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียดเพื่อกำหนดจุดประสงค์ในการออกแบบจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะตามวัตถุประสงค์ 2. สร้างแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นแบบทดสอบก่อนฝึก บัตรคำสั่ง ขั้นตอนกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ แบบทดสอบหลังเรียน 3. นำแบบฝึกหัดแบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สมพร ตอยยีบี (2558) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมีหลักการและแนวทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัย ควรมีความยาก ง่ายแตกต่าง และต้องมีหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสในการใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ และ แบบฝึกนั้นมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียนทำให้เด็กเกิดความเข้าใจใน บทเรียนมากยิ่งขึ้น และในด้านครูผู้สอนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่สอนและกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะของ นักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คณิศร ศรีประไพ (2556) ได้กล่าวไว้ว่าหลักในการสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล จัดทำให้จบเป็นเรื่อง ๆ การประเมินผลแจ้งผลความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบ ทันทีทุกครั้ง
17 บุญนำ เกษี (2556) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึกต้องมีหลายๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อ ๆ สร้างเริ่มจากง่ายไปหายากและ จะต้องถูกต้อง คำสั่งในแบบฝึกต้องสั้นกะทัดรัดและเข้าใจง่ายควร มีการสอดแทรกทักษะด้านอื่น ๆ เข้า ไปด้วย จากหลักและวิธีการสร้างแบบฝึกทักษะข้างต้น สรุปดังนี้คือ การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมี หลักการและแนวทาง ควรสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของ ผู้เรียน สนองความสนใจและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึกต้องมีหลายๆ รูปแบบ ควรมี เนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อ ๆ คำสั่งต้องสั้นกะทัดรัดและเข้าใจง่าย 3. ลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดี สมชัย ไชยสกุล (2559) ได้เสนอลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะไว้ ดังนี้ 1. ควรสร้างขึ้นเพื่อฝึกทักษะที่จะสอนมิใช่ทดสอบนักเรียนว่า นักเรียน เรียนรู้ อะไรบ้างแล้ว 2. ข้องเกี่ยวกับโครงสร้างเฉพาะสิ่งที่จะสอนเพียงอย่างเดียว 3. สิ่งที่ฝึกเป็นสิ่งที่นักเรียนพบเห็นอยู่แล้ว 4. ควรเป็นข้อความสั้นๆ 5. ไม่ควรใช้คำสั่งมากเกินไป 6. ต้องออกเสียงทุกแบบฝึกหัด 7. ควรเป็นแบบฝึกที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการสนองตอบสิ่งที่พึงปรารถนา 8. แต่ละแบบฝึกควรออกเสียงให้มากที่สุ 9. ควรใช้คำสัมผัสคล้องจอง วิไลลักษณ์ บุญประเสริฐ (2560) ได้กล่าวไว้ว่า ลักษณะที่ดีของแบบฝึกนั้นต้องใช้ภาษาให้ เหมาะสมกับนักเรียน ตลอดจนคำนึงถึงจิตวิทยาเกี่ยวกับสิ่งเร้าและการตอบสนองพัฒนาการของเด็ก และลำดับขั้นของการเรียน นอกจากนั้น จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก ซึ่งแบบฝึกหัดจะต้องประกอบด้วยดำชี้แจง และตัวอย่างสั้นๆ ที่ทำให้เด็กเข้าใจง่ายใช้เวลาเหมาะสมและ มีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เรียนไปแล้ว นอกจากนั้นแบบฝึกควรมีหลายแบบ เพื่อสร้างความ สนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถอะไรบ้างแล้ว สุพรรณนา สงวนศิลปี (2557) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ ดังนี้ 1. ต้องเหมาะสมกับวัยและความสามารถ แด่ละชุดใช้เวลาในการฝึกไม่ยาวมาก 2. ใช้หลักจิตวิทยามาประกอบการสร้างแบบฝึก 3. เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก 4. ส่งเสริมการคิด 5. ควรมีหลายรูปแบบเพื่อสร้างความสนใจ
18 6. ควรประเมินผลขณะฝึก เพื่อประเมินความชำนาญในทักษะนั้น ๆ บัณฑิดา แจ้งจบ (2555) กล่าว่า แบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เรียน ก่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาของผู้เรียนได้ตามสภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะและความชำนาญ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตาสถานการณ์จริงหรือในชีวิตประจำวันของตนเองได้ จากลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดี ข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ดีควรสร้างขึ้นเพื่อฝึก ทักษะที่จะสอนมิใช่ทดสอบนักเรียนว่า นักเรียน เรียนรู้อะไรบ้างแล้ว ต้องเหมาะสมกับวัยและ ความสามารถ ต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับนักเรียน ใช้หลักจิตวิทยามาประกอบการสร้างแบบฝึก ควร เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก มีหลายรูปแบบ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตาสถานการณ์จริงหรือใน ชีวิตประจำวันของตนเองได้ 4.ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ไพบูลย์ มูลดี (2556) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 2. ช่วยให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน 3. ทำให้เกิดความสนุกสนานขณะเรียน 4. ทำให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง 5. ผู้เรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเอง 6. แบบฝึกทักษะสามารถนามาวัดผลการเรียนที่เรียนแล้ว 7. ช่วยให้ครูทราบข้อบกพร่องของผู้เรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที นิลาภรณ์ ธรรมวิเศษ (2560) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกที่ดีและมี ประสิทธิภาพ ช่วยท าให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะ แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญ ของครูที่ทำให้ครูลดภาระการสอนลงได้ ทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่และเพื่อความ มั่นใจในการเรียนได้อย่างดี สุเทวี แก้วนิมิตดี (2560) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า ประโยชน์ของแบบฝึกทำให้ นักเรียนเข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น มีความเชื่อมั่นความรับผิดชอบต่องานที่ทำนักเรียนสามารถใช้ทบทวน บทเรียนและเห็นความก้าวหน้าของตนเองด้วย ตลอดจนช่วยลดภาระการสอนของครู ใช้เป็นเครื่องมือ วัดผลการเรียน ทำให้ครูทราบจุดเด่นจุดด้อยของนักเรียนได้ชัดเจนอันเป็นแนวทางในการปรับปรุงการ เรียนการสอนต่อไป ปาริชาติ สุพรรณกลาง (2558) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และทักษะทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระครูผู้สอนซึ่งประโยชน์ของแบบฝึกทำให้ นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น มีความเชื่อมั่นฝึกทำงานด้วยตนเอง ทำให้มีความรับผิดชอบ และทำให้
19 ครูทราบปัญหาและข้อบกพร่องของนักเรียนในเรื่องที่เรียนทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันที นอกจากนี้ แบบฝึกยังเปิดโอกาสให้เด็กฝึกทักษะอย่างเต็มที่ยังช่วยให้คงอยู่ได้นาน และเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังจบบทเรียนแต่ละครั้งอีกด้วย บุญนำ เกษี (2556) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกมีความสำคัญทำให้เกิดทักษะ ความชำนาญ หากแต่ต้องการได้รับการฝึกหลายๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อผู้เรียนได้รับการฝึกแล้ว อย่าง น้อยผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้แน่นอน แบบฝึกมีประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการแก้ปัญหาของนักเรียน ที่มีปัญหามากได้ดี จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น ช่วยให้ ผู้เรียนจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน ทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้น ช่วย ทำให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะ ทำให้ครูทราบปัญหาและข้อบกพร่องของนักเรียน ทำให้ เกิดทักษะความชำนาญ แต่ต้องการได้รับการฝึกหลายๆ ครั้งหลายรูปแบบ ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระ ครูผู้สอน และเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจบบทเรียนแต่ละครั้งอีกด้วย งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ปัญญา อ.โพธิ์ทอง (2557) ที่ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา และความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลด้วยวิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่อง หลักธรรม ของพระพุทธศาสนาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบโยนิโสมนสิการและศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่ มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5/1 โรงเรียนสายธรรมจันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรีเขต 2 จำนวน 45 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการ เป็นการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เร้าผู้เรียนให้เกิดการคิดแบบต่าง ๆ มีขั้นตอนการสอนดังนี้ 1) ขั้นนำ เป็นการสร้างเจตคติที่ดี ต่อนักเรียน 2) ขั้นสอน ประกอบด้วย 2.1) ครูเสนอสถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยวกับสาระสำคัญของบทเรียน 2.2) แนะนำแหล่งข้อมูล 2.3) ฝึกรวบรวมข้อมูล 2.4) กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดตามหลักการคิดแบบโยนิโส มนสิการ 2.5) เสนอผลการคิด และ 3) ขั้นสรุป ผลการวิจัยพบว่าผลการเรียนรู้เรื่อง หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาของนักเรียนนก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบโยนิโสมนสิการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน พระประพันธ์ศักดิ์ ธีรธมฺโน และ อุทัย สติมั่น. (2559).ได้ทำการวิจัยเรื่อง การนำศีล 5 ไปใช้ ในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมจริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมโรงเรียนหนองแค (สรกิจพิทยา)
20 จังหวัดสระบุรีการศึกษานี้ เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับการนำศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมจริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมโรงเรียนหนองแด (สรกิจพิทยา) จังหวัดสระบุรี 2) เปรียบเทียบการนำศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวันจำแนกตามสถานภาพและปัจจัยแต่ละ บุคคล และศึกษาปัญหาอุปสรรคและแนวทางการส่งเสริมการนำศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่ม ตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม เกี่ยวกับการนำศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมจริยธรรมและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อสอบถาม แนวทางในการส่งเสริมจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับศีล 5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าคว่ามถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตฐาน, ทดสอบค่าที่และค่าเอฟ และ One-way ANOVA. ผลการวิจัยพบว่า 1.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 14-15 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้ปกครอง รับจ้างทั่วไป รับรู้ศีล 5 จากพระสงฆ์ และเชื่อคำสอนตามพระสงฆ์ 2.กลุ่มตัวอย่างมีการนำศีล 5 ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมจริยธรรม 4 ด้าน โดยรวมแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก โดยสามารถเรียงลำดับ จากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้คือ ศีลข้อ 5, จริยธรรม ด้านกาย จิต ปัญญา และสังคม, ศีลข้อที่ 2, ศีลข้อที่ 4, ศีลข้อที่ 1,และศีลข้อที่ 3 โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34, 4.14, 4.03, 3.85, 3.66,และ 3.59 ตามลำดับ 3.ผลการเปรียบเทียบการนำศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อายุ และระดับ การศึกษา ที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการนำศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวัน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.5 ส่วนอาชีพผู้ปกครองแหล่งการรับรู้เรื่องศีล 5 พื้นฐานทางศาสนา ที่แตกต่างกัน ไม่ มีผลต่อระดับพฤติกรรม 4.ปัญหาและอุปสรรคในการศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องศีล 5 ที่ถูกต้อง เห็นว่าศีล 5 ไม่เหมาะกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตปัจจุบัน ไม่ สอดคล้องกับการดำรงชีวิตที่มีการกระตุ้นความอยากความต้องการสูง แนวทางการส่งเสริมจริยธรรมที่ เกี่ยวข้องกับศีล 5 คือ องค์การทางพระพุทธศาสนา รัฐและองค์การทั่ว ๆ ไป ควรมุ่งสร้างความเข้าใจ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของศีล 5 ในฐานะที่เป็นคุณธรรมและจริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญแห่งความ เป็นมนุษย์ อันจะได้นำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างงกันอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ สร้างพื้นฐานแห่ง วินัย ศีล ที่เกื้อหนุนต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติและพัฒนาพฤติกรรมและจิตสำนึกที่สูงขึ้นไป พระพิรุฬลักษณ์ จิตธมฺโม (2558). ได้ทำการวิจัยเรื่อง การประยุกต์หลักศีล 5 เพื่อพัฒนา พฤติกรรมของชาวบ้านชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ งานวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิกหลักศีล 5 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) ศึกษาสภาพปัญหาและ พฤติกรรมการละเมิดหลักศีล 5 ของชาวพุทธบ้านใหม่พัฒนา อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ และ 3) เสนอ แนวทางการประยุกต์หลักศีล 5 เพื่อพัฒนาพฤติกรรมของชาวพุทธบ้านใหม่พัฒนา อำเภอศรีวิไล จังหวัด บึงกาฬ เป็นการวิจัยคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารวิชาการทาง พระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ นำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการ วิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ศีลเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดสภาพความเป็นอยู่ที่เกื้อกูลต่อการ ปฏิบัติกิจต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงจุดหมายที่ดีงามโดยลำดับจนถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิต ปัญหาและพฤติกรรม
21 การละเมิดหลักศีล 5 พบว่า ปัญหาและพฤติกรรมการ ละเมิดศีลข้อที่ 1 เป็นปัญหาจากการทำร้าย ร่างกาย และการทะเลาะวิวาท ส่วนการฆ่าสัตว์ นั้นเป็นไปเพื่อทำอาหาร และมีบางส่วนเป็นการทำ ทารุณกรรมสัตว์ การละเมิดศีลข้อที่ 2 พบว่า มีปัจจัยอื่นในสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้ มีการแสวงหาทรัพย์การ ละเมิดศีลข้อที่ 3 พบว่าการทำผิดในเรื่องเพศนั้นเพราะความฟุ้งเฟ้อในด้านวัตถุ นิยม การ ละเมิดศีลข้อที่ 4 นี้ส่วนมากจะเป็นการกล่าวคำเท็จเล็ก ๆ น้อย ๆ การละเมิดศีลข้อที่ 5 พบว่า นอกจากปัญหาการติดสุราแล้วยังปัญหายาเสพติดนับเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผล เสียหายชุมชน เป็นอย่าง มาก ปัญหาทางสังคมต่าง ๆ ที่เราเดือดร้อนกันมากนั้น อยู่ที่ปัญหาการฆ่า การเบียดเบียนกันและกัน พิชิต ปุริมาตร (2559). ได้ทำการวิจัยเรื่อง หมู่บ้านรักษาศีล 5 รูปแบบและกระบวนการ เสริมสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของสังคมไทย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาการ ดําเนินชีวิตของชุมชนในสังคมไทยตามหลักศีล 5 2) เพื่อวิเคราะห์เชิงยืนยันองค์ประกอบหลักศีล 5 สําหรับสร้างเกณฑ์มาตรฐานการดําเนิน ชีวิตของชุมชนในสังคมไทยตามหลักศีล 5 และ 3) เพื่อสร้าง เกณฑ์มาตรฐานการดําเนินชีวิตของชุมชน ในสังคมไทยตามหลัก ศีล 5 ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบ ผสมผสานวิธีด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วย แบบสอบถามกลุ่มจากประชากร จํานวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) วิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล จํานวน 24 รูป/คน ด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีโครงสร้างผลการวิจัยพบว่า 1) การดําเนินชีวิตของชุมชนในสังคมไทยตามหลักศีล 5 มีวิถีชุมชนดํารงวัฒนธรรมของตนเองไว้การ เปลี่ยนแปลงตามวัฒนธรรมภายนอกน้อยเมื่อเทียบกับหมู่บ้านภายนอกที่มิได้ดําเนินชีวิตตาม หลักศีล 5 ทั้งนี้เพราะความต้องการของสมาชิกชุมชนหมู่บ้านศีล 5 อาศัยปัจจัยต่าง ๆ เฉพาะจําเป็นต่อ การ ดํารงชีวิตเท่าที่ตนเองจะสามารถหาได้ แนวทางดําเนินชีวิตมาจากการส่งต่อองค์ความรู้ การศึกษาของ สมาชิกชุมชน เป็นองค์ความรู้ภายนอกชุมชนและองค์ความรู้ที่บรรพบุรุษในชุมชนสะสมไว้ การสื่อสาร คมนาคม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การนํามาเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป การปรับเปลี่ยน การ ประดิษฐ์ในชุมชน เช่น บ้าน วัด สถานที่สําคัญในชุมชน เป็นต้น มีการปรับเปลี่ยนปลูกสร้างอย่างช้า ๆ เน้นแก้ปัญหาที่ชุมชนประสบอยู่ ความต้องการจะปรับปรุงวิถีชีวิตของตนเองและครอบครัวให้มีสภาพดี ขึ้นกว่าเดิม การรับเอาแบบอย่างความเป็นอยู่ในเรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย การพักผ่อน หย่อนใจ ฯลฯ ส่งผลต่อการดําเนินชีวิตของชุมชนแบบพึ่งพาตนเอง พึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน พึ่งพา ทรัพยากรภายนอกเท่าที่จําเป็น 2) วิเคราะห์เชิงยืนยันองค์ประกอบหลักศีล 5 สําหรับสร้างเกณฑ์ มาตรฐานการดําเนินชีวิต ของชุมชนในสังคมไทยตามหลักศีล 5 ผลการวิเคราะห์ยืนยันองค์ประกอบหลัก ศีล 5 ปรากฏว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งพิจารณาจากค่าไคสแควร์ มีค่าเท่ากับ 3.71 ค่า (ข) ความน่าจะเป็นเท่ากับ 0.29 ที่องศาอิสระเท่ากับ 3 น้ำหนัก องค์ประกอบของมาตรฐานมีค่าเป็น + อย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 ทุกตัว มาตรฐานที่มีน้ำหนัก องค์ประกอบมากที่สุด คือ ศีลข้อที่ 1 กับ ศีลข้อที่ 4 แสดงถึงพฤติกรรมการมีศีลและไม่มีศีล มีไม่การ
22 เบียดเบียนผู้อื่น และผู้ตรงไปตรงมา รองลงมาคือ ศีลข้อที่ 2 และต่ําสุดคือศีลข้อที่ 5 เนื่องจากสังคมส่วน หนึ่งมองว่าการดื่มสุรา หรือดื่มของ มึนเมา หากไม่เมาถือว่าไม่ผิดศีล อีกทั้งการดื่มสุรายังมีผลต่อการ บํารุงดูแลสุขภาพเป็นอายุวัฒนะ ผลค่า น้ำหนักอยู่ในระดับต่ำตามความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติ3) ร่าง เกณฑ์มาตรฐานการดําเนินชีวิตของชุมชนในสังคมไทยตามหลักศีล 5 จากการศึกษา วิถีชุมชนดํารง วัฒนธรรมของตนเองไว้การเปลี่ยนแปลงตามวัฒนธรรมภายนอกน้อยเมื่อเทียบกับหมู่บ้าน ภายนอกที่ มิได้ดําเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ 3 ประการ คือ 1) ตนเองมีความสุข 2) สังคม มีความสุข และ3) เศรษฐกิจมั่นคงพึ่งตนเองได้ ภาษิต สุขวรรณดี (2562). ได้ทำการวิจัยเรื่อง พฤติกรรมการรักษาศีล 5 ของนักศึกษาภาค นอกเวลาราชการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรรมราชวิทยาลัย การวิจัยครั้งนี้ มี วัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรักษาศีล 5 และปัจจัยความ แตกต่างที่มีต่อพฤติกรรมการรักษา ศีล 5 2) เพื่อศึกษาปัจจัยสนับสนุนที่มีต่อการรักษา ศีล 5 ของนักศึกษาภาคนอกเวลาราชการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราช วิทยาลัย พ.ศ. 2561 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 101 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรทั้งหมด ใช้สถิติ การบรรยาย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานอ้างอิง ได้แก่ การ ทดสอบค่าทีการทดสอบ ความแปรปรวนแบบทางเดียว แล้วน ามาวิเคราะห์ประมวลผลด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษา มีพฤติกรรมการรักษาศีล 5 โดยรวมในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ย 2.50 จำแนกในแต่ละด้าน ดังนี้1) ด้านความเกี่ยวข้องกับสมาชิกใน ครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.00 2) ด้านความสนใจในพระพุทธศาสนา อยู่ในระดับปาน กลางมีค่าเฉลี่ย 3.00 3) ด้านการศึกษาหลักธรรม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.00 2) การทดสอบ สมมติฐานพบว่า นักศึกษา ที่มีเพศ อายุแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการ รักษาศีล 5 ไม่แตกต่างกัน ส่วน นักศึกษาที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการรักษา ศีล 5 ข้อที่ 1 เว้นจากการฆ่าสัตว์และข้อ ที่ 2 เว้นจากการลักทรัพย์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน การวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ ปรากฏดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึ กทักษะนิทานชาดก ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องการพัฒนาความสารถ ในการเรียนรู้ เรื่องหลักธรรม
23 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ประเด็นการศึกษาของผู้วิจัยส่วนใหญ่มีขอบเขตอยู่ที่ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เรื่อง หลักธรรม สำหรับนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก ผู้วิจัยได้ กำหนดหัวข้อการดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีห รักษ์วิทยา เทศบาลนครอุดรธานี ที่เรียนรายวิชา พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 132 คน จากห้องเรียนจำนวน 4 ห้อง 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา เทศบาลนครอุดรธานีที่เรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 43 คน จากห้องเรียนจำนวน 1 ห้อง (ห้อง 4 ) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ควาเข้าใจจากนิทานชาดก จำนวน 2 ชุด ได้แก่ 1.1 แบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจหลักธรรมจากนิทานชาดก เรื่อง ฉันทันต ชาดก พญาช้างผู้รักษาศีลด้วยชีวิต จำนวน 10 ข้อ 1.2 แบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจหลักธรรมจากนิทารชาดก เรื่อง ฤาษีขี้ ขโมย จำนวน 10 ข้อ วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1.การสร้างแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม
24 การสร้างแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 1.1 ศึกษารูปแบบวิธีการสร้างแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะการ คิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม 1.2 สร้างแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบอริยสัจ 4 เพื่อใช้ในการประเมินความสามารถ ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่อง หลักธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.3 นำแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าจุดประสงค์ของแบบประเมินมีความสอดคล้องกับรายการประเมิน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าจุดประสงค์ของแบบประเมินมีความสอดคล้อง กับรายการประเมิน -1 หมายถึง แน่ใจว่าจุดประสงค์ของแบบประเมินไม่สอดคล้องกับ รายการประเมิน ทั้งนี้ผลการประเมินความสอดคล้อง ของจุดประสงค์ของแบบประเมินการคิด แก้ปัญหา โดย ใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม กับรายการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินความสอดคล้องจุดประสงค์ของแบบประเมิน โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจาก นิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม 1.4 ปรับปรุงแบบประเมินการคิดแก้ปัญหา โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทาน ชาดก เรื่อง หลักธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.5 นำแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปใช้กับประชากร 2. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการ เรียนรู้การคิดแก้ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ แบบอิงเกณฑ์ โดยต้องการใช้จริง จำนวน 10 ข้อ สาเหตุที่สร้างแบบทดสอบเกินจำนวนที่ต้องการเพราะต้องนำไปหาคุณภาพแบบทดสอบ เป็นรายข้อ และคัดเลือกแบบทดสอบที่มีคุณภาพตามจำนวนที่ต้องการ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียน-หลังเรียน ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและ หาคุณภาพ ดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหารายวิชา 2.2 วิเคราะห์เนื้อหาวิชาโดยทำตารางวิเคราะห์หลักสูตร 2.3 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
25 2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามที่กำหนดไว้ในตาราง วิเคราะห์ หลักสูตร สำหรับทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 10 ข้อเป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อ ปรับแก้ความถูกต้องและเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดย ใช้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC)ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.5–1.00 โดยใช้เกณฑ์ +1 คะแนน หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 0 คะแนน หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ -1 คะแนน หมายถึง แน่ใจว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ ทั้งนี้ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยภาพรวมผลการประเมินมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.5-1.00 2.6 นำแบบทดสอบมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ก่อน นำไปใช้กับประชากร 3. แบบสอบถามความพึ่งพอใจของนักเรียนในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีผลต่อการจัด กิจกรรม การเรียนรู้ความสามรถในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่องหลักธรรม ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและ หา คุณภาพ ดังนี้ 3.1 ศึกษาวิธีสร้างแบบวัดจากตำราวัดผลทางการศึกษา (สมนึก ภัททิยธนี, 2553, น. 34-42) กําหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของ เคิร์ท (Liprt) โดยผู้วิจัยค้นคว้าปรับปรุงมาจาก แนวคิดของ บุญชม ศรีสะอาด (2556, น. 163) 3.2 สร้างแบบประเมินความพึงพอใจตามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ ตามหลักของลิเคิร์ท (Likert's Scale) เพื่อให้ครอบคลุม เนื้อหา กิจกรรม สื่อการสอน การ วัดและการประเมินผล จำนวน 15 ข้อ ตามเกณฑ์ ดังนี้ พึงพอใจมากที่สุด ระดับคะแนน 5 พึงพอใจมาก ระดับคะแนน 4 พึงพอใจปานกลาง ระดับคะแนน 3 พึงพอใจน้อย ระดับคะแนน 2 พึงพอใจน้อยที่สุด ระดับคะแนน 1 หลังจากนั้นนำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจสอบความถูกต้องและความ UNIVERSITY ครอบคลุมความพึงพอใจ จะประเมิน
26 3.3 นำแบบประเมินรูปแบบการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญที่ประเมิน แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม ที่ส่งเสริมความสามารถ 3.4 นำแบบประเมินรูปแบบการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญที่ประเมิน จำนวน 5 คน ประเมินคุณภาพ (IOC) เกี่ยวกับ ข้อคำถามของแบบประเมินกับ จุดประสงค์ของขั้นตอนกิจกรรม ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่า แบบวัดความพึงพอใจของ นักเรียนผ่านการประเมินตามเกณฑ์ 12 ข้อ มีค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 4.50 3.5 จัดทำแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนฉบับสมบูรณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยที่มีแบบแผนการวิจัยเชิงทดลองแบบ One Group PretestPosttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538: 248-249) มีลักษณะการทดลองดัง ภาพที่ 2 กลุ่ม ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง O1 X O2 เมื่อ O1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) O2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) X แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม ภาพที่ 2 รูปแบบการทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมก่อนการทดลอง
27 1.1 เตรียมกลุ่มตัวอย่าง โดยการจัดทำบัญชีรายชื่อนักเรียน จัดทำตารางกำหนดวัน เวลาในการทดลอง พร้อมทั้งทำเรื่องขออนุญาตทางโรงเรียน 1.2 จัดเตรียมสถานที่และเครื่องมือในการทดลอง 2. ขั้นดำเนินการทดลอง 2.1 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pretest) ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นและได้วิเคราะห์คุณภาพแล้ว 2.2 ทำการทดลอง โดยให้กลุ่มตัวอย่างเรียนจากแบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม 2.3 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Posttest) ซึ่งกระทำทันทีเมื่อสิ้นสุดการเรียน โดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเป็น แบบทดสอบข้อเดียวกันกับก่อนเรียน แต่มีการสลับข้อ 2.4 ให้กลุ่มตัวอย่างตอบความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก เรื่อง ศีลหา รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง หลักธรรม ก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องหลักธรรมระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) 2. นำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ มาวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก เรื่อง หลักธรรม โดยใช้ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ 1.1 หาค่าความตรงรายข้อของแบบทดสอบ/และแบบสอบถามโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) เป็นความสอดคล้อง
28 ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ โดยอาศัยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 153) R IOC N = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ แบบปรนัยเป็นรายข้อ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 154-156) P P H L P n + = 2 n P P r H − L = เมื่อ P แทน ค่าความยาก r แทน ดัชนีอำนาจจำแนก PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 1.3 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอำนาจจำแนก (D) ของแบบทดสอบ ภาคปฏิบัติเป็นรายข้อ โดยวิธีการของวิทนีย์และซาเบอร์ส (Whitney and Sabers) มีสูตรในการ คำนวณ ดังนี้ (ไพศาล วรคำ. 2559 : 299-308) P = H L mim max mim S + S - (2nX ) 2n(X - X ) D = H L max mim S - S n(X - X ) เมื่อ P แทน ค่าความยากของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ D แทน ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ SH แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มสูง SL แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มต่ำ
29 n แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Xmax แทน คะแนนสูงสุดในข้อนั้น Xmin แทน คะแนนต่ำสุดในข้อนั้น 1.4 การหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total Correlation) โดยคะแนนรวมนั้นได้หักคะแนนของข้อนั้น ๆ ออกแล้ว มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 71) X (Y-X ) i i r = ( ) i i i i 2 2 2 2 i i i i N X (Y - X ) - X (Y - X ) N X - ( X ) N (Y - X ) - (Y - X ) เมื่อ X (Y-X ) i i r แทน ค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามข้อที่ i Xi แทน ชุดของคะแนนจากคำถามข้อที่ i Y แทน ชุดของคะแนนรวมจากข้อคำถามทุกข้อ N แทน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่นำมาวิเคราะห์ 1.5 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแบบปรนัยทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 โดยวิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 88 - 89) tt r = 2 k pq 1 - k -1 S เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนค่าความยากแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อสอบในแบบทดสอบ
30 1.6 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบภาคปฏิบัติและแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยวิธีการใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ( -Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 90) α = 2 i 2 t k S 1 - k - 1 S เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 2 Si แทน ผลรวมของความแปรปรวนรายข้อ 2 St แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อ 2. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 ร้อยละ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 211) f N p = x 100 เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่หรือจำนวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ n แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 213) X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
31 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 225) n X - X ( ) S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 3. สถิติที่ใช้ในการการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียน (Pre-test)กับหลังเรียน (Post-test) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤ มล แสงพรหม. 2563 : 244) D t = n D - ( D ) n - 2 2 1 , df = n - 1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบ ความมีนัยสำคัญ D แทน ผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่คะแนน เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) ของกลุ่มตัวอย่างกับเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้ t-test แบบกลุ่มเดียวเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (One Samples t-test) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 237-238) X - t = S n μ , df = n - 1
32 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบ ความมีนัยสำคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากรหรือค่าคงที่ที่คาดหวัง S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง
33 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล X แทน ค่าเฉลี่ย n แทน จำนวนนักเรียน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยสำคัญ ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรม ด้วยแบบ ฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรมด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับ รักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรม ด้วยแบบฝึก ทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
34 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรม ด้วยแบบ ฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยนำคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียนมาวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรม ด้วยแบบฝึก ทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การทดสอบ n X S.D. t p ก่อนเรียน 43 4.58 1.00 66.92* .05 หลังเรียน 43 18.33 0.97 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรม ด้วยแบบฝึกทักษะจาก นิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.58 และมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 18.33 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t พบว่า ค่าสถิติ t เท่ากับ 66.92 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไป ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรมด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับรัก เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรมด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับรัก เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยนำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนมา ทำการวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 2
35 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ X S.D. ความพึงพอใจ 1 2 3 4 5 เนื้อหามีความเหมาะสม เข้าใจง่าย พอใจกับกิจกรรมที่ร่วมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลาย นักเรียนมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผล มีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน 4.49 4.51 4.58 4.63 4.56 0.51 0.51 0.50 0.49 0.50 มาก มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.55 0.50 มากที่สุด จากตารางที่ 2 พบว่า ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมมีความพึง พอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.55) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ ในระดับมากที่สุด จำนวน 4 ข้อ และอยู่ในระดับมาก จำนวน 1 ข้อ ซึ่งสามารถเรียงลำดับจาก ค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำได้ดังนี้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผล ( X = 4.63) กิจกรรมการ เรียนรู้มีความหลากหลาย ( X = 4.58) เกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน ( X = 4.56) พอใจกับ กิจกรรมที่ร่วมศึกษาค้นคว้า ( X = 4.51) และเนื้อหามีความเหมาะสม เข้าใจง่าย ( X = 4.49) ตามลำดับ
36 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องหลักธรรม โดยการใช้แบบฝึกทักษะ จากนิทานชาดกสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งมีขั้นตอนการนำเสนอผลดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สรุปผลการวิจัย 3. การอภิปรายผล 4. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรม ด้วยแบบฝึกทักษะการ คิดจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ เอกสารประกอบการเรียนเรื่องหลักธรรมด้วยแบบฝึกทักษะการคิดจากนิทานชาดก สำหรับรักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.55) การอภิปรายผล 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก แบบฝึกทักษะ
37 จากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้วิจับได้ ปรับปรุงแก้ไขให้ตรงกับจุดประสงค์ สอดคล้องกับเนื้อหา เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยผู้วิจัยได้ ศึกษาหลักสูตร คู่มือ เนื้อหา และวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ และดำเนินการสร้างตามหลักสูตร กรมวิชาการ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2554 : 1-91) จึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งผลการทดสอบที่ได้มีความน่าเชื่อถือ เนื่องมาจากเครื่องมือที่ใช้คือ แบบฝึก ทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้รับการตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข ประเมินตรวจสอบคุณภาพความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ และได้ดำเนินการเป็น ขั้นตอนอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์หาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบและจุดประสงค์การ เรียนรู้ (IOC) และสาระการเรียนรู้ จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และศึกษาเอกสารการจัดทำแบบฝึกเสริมทักษะ การวัดผลประเมินผลจนเข้าใจ และนำความรู้มาสร้าง แบบทดสอบ ตลอดจนนำไปทดลองใช้ (Try out) แล้วนำแบบทดสอบมาวิเคราะห์หาคุณภาพก่อนที่ จะนำไปใช้จริง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยบัณฑิดา แจ้งจบ (2545: 20) กล่าว่า แบบฝึกที่ดีนั้นจะต้อง ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เรียน ก่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาของผู้เรียนได้ตามสภาพ ทำให้ ผู้เรียนเกิดทักษะและความชำนาญ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตาสถานการณ์จริงหรือในชีวิตประจำวัน ของตนเองได้ และคณิศร ศรีประไพ (2555) ได้กล่าวไว้ว่าหลักในการสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับ จุดประสงค์ที่ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล จัดทำให้จบเป็นเรื่อง ๆ การประเมินผลแจ้งผลความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียน ทราบทันทีทุกครั้ง 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก ( X = 4.55) ทั้งนี้อาจแบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก เรื่องหลักธรรม รายวิชา พระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมที่ เหมาะสม หลากหลาย และเร้าใจ มีภาพสีประกอบชัดเจน สวยงาม ใช้ภาษาเข้าใจง่าย และผู้เรียน สามารถเรียนได้ตามความสามารถของตนเอง ไม่ต้องรีบเร่ง ตรงกับความต้องการของตนเอง (ถวัลย์ มาศจรัส (2546) จึงทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการวิจัยของ พินิจ จันทร์ซ้าย (2546) ได้ทำการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ กราฟิก ด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และถวัลย์ มาศจรัส (2548) ได้ทำการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง คุนหมิงเมืองเลย กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้น
38 มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คุนหมิงเมืองเลย โดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียนการสอน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก ครูควรให้คำแนะนำ ดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น โดยครูกล่าวนำเพื่อสร้าง ความมั่นใจให้นักเรียน และแสดงความชื่นชมในผลการเรียนของนักเรียน 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก ไม่ควรกำหนดเวลา ให้นักเรียนทำกิจกรรมการเรียนรู้ให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ควรให้นักเรียนได้อ่านและทำแบบฝึกหัด นอกเวลา เช่น ทำการบ้านเสริมนอกเวลาเรียน เป็นต้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการพัฒนาแบบฝึกทักษะจากนิทานชาดก สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หลาย ๆ เรื่อง และทำต่อเนื่องทุกระดับชั้น 2.2 ควรนำแบบฝึกทักษะจากนิทานชาดกไปใช้ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบอื่น ๆ เช่น กิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ การสอนแบบสาธิต การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ฯลฯ
39 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลกัสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ . (2546). การคิดเชิงวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: ซัคเซส มิเดีย. คณะกรรมการฝ่ ายประมวลเอกสาร และจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอ านวยการจัดงานฉลอง พินิจ จันทร์ซ้าย. (2557). การสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้ ภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาช้ันประถมศึกษาปีที่2วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ไพทูลย์ มูลดี. (2558). การพัฒนาแผนและแบบฝึ กทักษะการเขียนสะกดค าที่ไม่ตรงตาม มาตรา ตัวสะกดกล่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่2. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ. ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, เสกสันต์ ศิรวรรณ. (2553). ความศรัทธาในศีล 5 ที่มีต่อการปฏิบัติตนของวัยรุ่น. สารนิพนธ์ กศ.ม. (จิตวิทยาการแนะแนว). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ. อาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทศวร มณีศรีขํา. พระประพันธ์ศักดิ์ ธีรธมฺโน และ อุทัย สติมั่น. (2559). การนำศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริม จริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมโรงเรียนหนองแค (สรกิจพิทยา) จังหวัดสระบุรี วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์:มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระพิรุฬรลักษณ์ จิตธมฺโม (2558). การประยุกต์หลักศีล 5 เพื่อพัฒนาพฤติกรรมของชาวบ้าน ชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ วารสาร มจร พุทธปัญญา ปริทรรศน์:มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย ดร.พิชิต ปุริมาตร (2559). หมู่บ้านรักษาศีล 5 รูปแบบและกระบวนการเสริมสร้างวัฒนธรรมการ อยู่ร่วมกันของสังคมไทย วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์:มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. ภาษิต สุขวรรณดี (2562). พฤติกรรมการรักษาศีล 5 ของนักศึกษาภาคนอกเวลาราชการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรรมราชวิทยาลัย วารสาร มจร พุทธ ปัญญาปริทรรศน์:มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ธิติมา (2563). ปัญหาพัฒนาการเด็กไทย กับแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับทักษะเด็กในศตวรรษ ที่ 21 สถาบันวิจัยสาธารณสุข. ดรุณนภา นาชัยฤทธิ์ (2562). การพัฒนาการเรียนการสอนบนบทเรียนออนไลน์ด้วยเทคนิคการ
40 เรียนรู้แบบ กรณีศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ฐานิยา อมรพลัง. (2548).การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้หลักภาษาไทย เรื่อง ไตรยางศ์ด้วย แบบฝึกเกมและเพลงสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4. การศึกษา ค้นคว้าอิสระ กศ. ม.มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ธีราภรณ์ ทรงประศาสน์. (2551). การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งประโยคสำหรับ นักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนแพร่ ปัญญานุกูล. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา). เชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย นาตยา ปีลันธนานนท์. (2536). การพัฒนาทักษะการคิดวิจารณญาณของครูสงคมศึกษา.วารสาร ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 14:182-187. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2559). การพัฒนาการคิด. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
41 ภาคผนวก
42 ภาคผนวก ก คะแนนผลสมัฤทธทิ์างการเรยีน ตารางที่ 4 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึ กทักษะจากนิทานชาดก เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (20 คะแนน) คะแนนระหว่างเรียน (60 คะแนน) คะแนนหลังเรียน (20 คะแนน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 5 4 6 5 3 4 4 3 4 5 6 3 3 6 4 4 3 4 6 4 4 4 4 5 6 54 54 53 55 51 52 57 58 59 58 58 57 56 58 59 54 56 57 56 57 57 58 56 56 54 17 20 18 16 19 20 19 18 19 18 19 18 17 19 18 18 17 17 18 19 19 19 17 20 20