รายงาน เรอ่ื ง การบญั ชเี บ้อื งตน้
เสนอ
อาจารย์ปตู ลิ ดา นามสอี นุ่
จดั ทาโดย
นางสาวฐติ ิกา อนกุ ิจ รหสั 63302612004
รายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของวชิ าการบัญชีเบอื้ งตน้ รหัสวชิ า 30200 – 0001
สาขาการจดั การสานักงาน แผนกวิชาการจดั การ วิทยาลยั เทคนคิ บุรีรมั ย์
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
ก
คานา
รายงาน เรื่อง การบัญชีเบ้อื งต้น เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการบัญชีเบอ้ื งต้น รหัสวิชา 30200 – 0002
ซ่ึงมีเน้ือหาเก่ียวกับ ประวัติความเป็นมาของบัญชีไทย วัตถุประสงค์ของการจัดทาบัญชี
(The Purpose of accounting) ประโยชน์ทไี่ ด้รับจากการทาบัญชี กระบวนการทางบัญชี (Account
Process) แมบ่ ทการบญั ชี (Accounting Framework) วัตถุประสงคข์ องแมบ่ ทการบัญชีวัตถุประสงค์
ของแม่บทการบัญชี หมวดบัญชี สมการบัญชี (Accounting Equation) วงจรบัญชีและการบันทึก
รายการค้าในสมุดรายวันทั่วไป สมุดบัญชีข้ันต้น หลักบัญชีคู่ (Double – entry Book keeping
System) ข้ันตอนการผ่านรายการจากสมุดรายวันทั่วไป ไปบัญชีแยกประเภท การวิเคราะห์รายการ
ค้า ผังบัญชี เลขท่ีบญั ชี และงบดุล
ขา้ พเจา้ หวังเปน็ อย่างยิ่งวา่ รายงานเลม่ น้ีจะชว่ ยให้ท่านท่ีกาลังหาข้อมูลเก่ยี วกับบัญชเี บื้องต้น
สามารถเป็นแหล่งความรู้ให้ท่านได้ไม่มากก็ น้อย สุดท้ายนี้หากทาผิดพลาดประการใด
ขออภยั ไว้ ณ ที่นด้ี ว้ ย
นางสาวฐติ ิกา อนกุ ิจ
สารบญั ข
เรือ่ ง หนา้
คานา ก
สารบัญ ข
สารบญั ภาพ ค
บญั ชเี บอื้ งตน้ 1
ประวตั ิความเปน็ มาของบญั ชไี ทย 1
วัตถปุ ระสงค์ของการจดั ทาบัญชี (The Purpose of accounting) 1
ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการทาบัญชี 2
กระบวนการทางบัญชี (Account Process) 2
แม่บทการบัญชี (Accounting Framework) 3
วัตถุประสงค์ของแม่บทการบัญชี 3
ขอบเขตของแม่บทการบัญชี 3
หมวดบัญชี 4
สมการบญั ชี (Accounting Equation) 6
วงจรบญั ชีและการบนั ทึกรายการค้าในสมุดรายวนั ท่ัวไป 6
สมดุ บญั ชีขน้ั ตน้ 7
หลกั บญั ชีคู่ (Double – entry Book keeping System) 8
สมการบัญชี 9
การตีความสัญลักษณ์ 9
ขั้นตอนการผ่านรายการจากสมดุ รายวันท่ัวไป ไปบัญชีแยกประเภท 9
การวิเคราะห์รายการคา้ 11
ตวั อย่างการวเิ คราะห์รายการคา้ 11
ผงั บญั ชี 17
เลขทบี่ ัญชี 18
งบดุล 20
เอกสารอ้างองิ
สารบัญภาพ ค
ภาพท่ี หน้า
1 ตารางหมวดบญั ชี 6
2 วงจรบัญชี 7
3 สมดุ รายวนั ทัว่ ไป 8
4 การยกยอดบัญชี 10
5 วิเคราะห์รายการคา้ 12
6 วิเคราะห์รายการค้า 12
7 วเิ คราะหร์ ายการค้า 12
8 วิเคราะหร์ ายการค้า 13
9 วเิ คราะหร์ ายการค้า 13
10 วิเคราะห์รายการค้า 14
11 วิเคราะห์รายการค้า 15
12 วเิ คราะห์รายการค้า 15
13 วิเคราะห์รายการค้า 16
14 วเิ คราะห์รายการค้า 17
15 ผังบญั ชี 18
16 การกาหนดหมายเลขบัญชี 19
การบัญชีเบ้อื งตน้
“การบัญชี” สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้ให้ความหมาย
ของการบัญชีไว้วา่ หมายถึง ศิลปะของการเก็บรวมรวม บันทึก จาแนก และทาสรุปข้อมูลอันเก่ียวกบั
เศรษฐกิจในรูปตัวเงิน ผลงานข้ันสุดทา้ ยของการบัญชีก็คือ การให้ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเป็นประโยชน์
แก่บุคคลหลายฝ่าย และผ้ทู ส่ี นใจในกจิ กรรมของกจิ การ
การบัญชีเบ้ืองต้น คือหลักปฏิบัติทางบัญชที ่ีเก่ียวข้องตั้งแต่การออกแบบระบบบัญชี การวาง
รูปบัญชี การบันทึกบัญชี การรายงานทางบัญชี การวิเคราะห์ข้อมูลทางการบัญชี และการสอบบัญชี
โดยผูท้ ีม่ หี นา้ ทีร่ ับผดิ ชอบงานทงั้ หมดเรยี กว่า นกั บญั ชี หรอื Accountant
ประวัติความเปน็ มาของบัญชไี ทย
สาหรับการบัญชีในประเทศไทย ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้มีการจัดทา
บญั ชเี งินพระคลังเปน็ บัญชีแรก ทั้งนี้ ในสมัยอยธุ ยาปี พ.ศ. 2193 – 2231 ได้มกี ารเจริญสัมพนั ธ์ไมตรี
กับประเทศยุโรป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และโปรตุเกส เป็นต้น และได้ถือปฏิบัติมาจนถึงสมัยกรุง
รัตนโกสนิ ทร์ สมยั รชั การที่ 5 ไดเ้ ร่มิ จดั ทาบญั ชีเงินพระคลังเปน็ หมวดหมู่ และไดร้ บั การศึกษาวิชาการ
บัญชคี ร้งั แรก (เป็นเพียงบญั ชเี กีย่ วกบั การเงินเท่านน้ั ยังไมใ่ ช่หลกั การบัญชคี ูท่ แี่ ทจ้ ริง)
ต่อมาในสมัยรัชการที่ 6 (หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 1 ) ทรงโปรดคัดเลือกบุตรข้าราชการส่งไป
เรียนด้านพาณิชย์และบัญชีที่ประเทศอังกฤษ มีผลให้การบัญชีของไทยสมัยนั้นเป็นแบบอังกฤษ
นอกจากน้โี ปรดให้ตั้งโรงเรยี นพาณชิ ย์ขนึ้ 2 แห่ง คือ โรงเรียนพาณิชยการวนั สามพระยา และโรงเรยี น
พาณชิ ยการวัดแกว้ ฟ้า เร่ิมมีบัญชคี เู่ ปน็ ครง้ั แรก และบัญชเี พยี ง 3 เลม่ คอื สมดุ บัญชีเงินสด สมุดบัญชี
รายวัน และสมดุ บญั ชีแยกประเภท
วตั ถุประสงคข์ องการจดั ทาบัญชี (The Purpose of accounting)
1. เป็นแนวทางสาหรับคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในพัฒนามาตรฐานการบัญชีใน
อนาคตและในการทบทวนมาตรฐานการบัญชีที่มใี นปจั จุบัน
2. เปน็ แนวทางสาหรบั คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในการปรับข้อกาหนดมาตรฐานและ
การปฏบิ ัตทิ างบญั ชที ี่เก่ยี วขอ้ งกบั การนาเสนองบการเงนิ ให้สอดคล้องกัน
3. เป็นแนวทางสาหรับผู้จัดทางบการเงินในการนามาตรฐานการบัญชีมาปฏิบัติและเป็น
แนวทางในการปฏิบัตสิ าหรับเรื่องทย่ี งั ไมม่ มี าตรฐานของการบัญชรี องรับ
4. เป็นแนวทางสาหรับผู้สอบบัญชีในการแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทาข้ึนตาม
มาตรฐานการบญั ชีหรือไม่
2
5. ชว่ ยให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลท่ีแสดงในงบการเงนิ ซ่งึ จัดทาขึ้น
ตามมาตรฐานการบญั ชี
6. ให้ผู้สนใจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการกาหนดมาตรฐานการบัญชีของ
คณะกรรมการมาตรฐานการบญั ชี
ประโยชนท์ ไี่ ดร้ บั จากการทาบญั ชี
1. กิจการสามารถควบคุมและดูแลสินทรพั ย์ของกิจการได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
2. บุคคลภายนอกกิจการทราบข้อมูลทางการบัญชีของกิจการ เพ่ือให้ได้ประโยชน์ในการ
ตัดสินใจเร่ืองต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหนี้ใช้ในการวิเคราะห์ ความสามารถชาระหน้ีของกิจการ สถาบัน
การเงนิ ใชใ้ นการพิจารณาอนุมัตสิ ินเช่อื
3. ช่วยในการป้องกัน ตรวจสอบความผิดพลาดในการจัดทาบัญชี ทั้งในกรณีไม่ตั้งใจหรือ
ต้ังใจทุจรติ
กระบวนการทางบญั ชี (Account Process)
กระบานการทางบัญชีจะประกอบด้วย 6 ข้ันตอนหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์ (Analyzing)
การบันทึก (Recording) การแยกหมวดหมู่ (classifying) การสรุปผล (Summarizing) การรายงาน
(Reporting) และการแปลความหมาย (Interpreting)
การวิเคราะห์ เป็นการพิจารณาถึงเหตุการณ์ต่างๆ หรือรายการค้าที่เกิดขึ้นว่ามีผลกระทบ
ตอ่ ธรุ กจิ อยา่ งไร
การบันทึก เป็นการรวบรวมข้อมูลการเงินท่ีสะท้อนผลของเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นตามระบบ
บัญชี ถึงแม้ว่าในขั้นน้ีสามารถที่จะทาด้วยการบันทึกในสมุดบัญชีได้ก็ตาม แต่ธุรกิจส่วนใหญ่นิยมที่
จะใชค้ อมพวิ เตอรม์ าชว่ ยในขั้นตอนนม้ี ากข้นึ
การแยกหมวดหมู่ เป็นการจัดประเภท และจัดกลุ่มรายการที่เหมือนกันให้อยู่ในประเภท
เดี่ยวกัน เช่น สนิ ทรัพย์ หนีส้ ิน ส่วนของเจา้ ของ รายได้ และคา่ ใช้จา่ ย เปน็ ตน้
การสรุปผล เปน็ การรายงานท้งั หมดของข้อมูลมาอยู่ท่ีเดียวกนั หมดเพ่อื สรุปเปน็ พลลพั ธ์
การรายงาน เป็นการแสดงถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทางบัญชี การเสนอราบงานผลท่ีเกิดข้ึนมักอยู่
ในรปู ตารางท่ีเปน็ ตัวเลข
การแปลความหมาย เป็นการแสดงถึงความสาคญั ของข้อมูลทั้งหลายในรายงานเพื่อใช้ในการ
ตัดสินใจ การแปลความหมายน้ี บางครั้งจะรวมไปถึงการวิเคราะห์เปอร์เซ็นต์ และการใช้อัตราส่วน
เพื่อช่วยในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของข้อมลู
3
แมบ่ ทการบญั ชี (Accounting Framework)
แม่บทการบัญชี คือ เป็นกรอบแนวความคิดขั้นพ้ืนฐานและเป็นมาตรฐานข้ันต้นสาหรับการ
จัดทา/นาเสนอข้อมูลเก่ียวข้องกับการจดบันทึกและการทาบัญชี ตลอดการจัดทางบการเงินต่าง ๆ
หรือ แม่บทการบัญชีสาหรบั การจดั ทาและนาเสนองบการเงิน ไม่ถือว่าเป็นมาตรฐานการบัญชีแต่เป็น
กรอบแนวความคิดข้ันพ้ืนฐานและเป็นมาตรฐานในการจัดทาและนาเสนองบการเงินผู้ใช้งบการเงิน
จาเป็นต้องเข้าใจเน้ือหาในแม่บทการบัญชีก่อนที่จะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี
เฉพาะเรอื่ งไดอ้ ย่างถกู ต้อง
วัตถปุ ระสงคข์ องแมบ่ ทการบัญชี
แม่บทการบัญชีกาหนดข้ึนเพ่ือ วางแนวคิดท่ีเป็นพ้ืนฐานในการจัดทาและนาเสนองบการเงิน
ทเ่ี ป็นบุคคลภายนอกโดยมีวตั ถุประสงค์เพอื่
1. เป็นแนวทางสาหรับคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในพัฒนามาตรฐานการบัญชี
ในอนาคตและในการทบทวนมาตรฐานการบัญชีท่มี ใี นปจั จบุ นั
2. เป็นแนวทางสาหรับคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในการปรับข้อกาหนดมาตรฐาน
และการปฏิบตั ทิ างบัญชที เ่ี ก่ยี วขอ้ งกับการนาเสนองบการเงนิ ให้สอดคล้องกนั
3. เป็นแนวทางสาหรับผู้จัดทางบการเงินในการนามาตรฐานการบัญชีมาปฏิบัติ
และเปน็ แนวทางในการปฏบิ ตั ิสาหรบั เรื่องที่ยังไม่มีมาตรฐานของการบญั ชรี องรับ
4. เป็นแนวทางสาหรับผู้สอบบัญชีในการแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทาขึ้นตาม
มาตรฐานการบัญชีหรือไม่
5. ช่วยใหผ้ ู้ใชง้ บการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลท่ีแสดงในงบการเงนิ ซึ่งจัดทาข้ึน
ตามมาตรฐานการบญั ชี
6. ให้ผู้สนใจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการกาหนดมาตรฐานการบัญชีของ
คณะกรรมการมาตรฐานการบญั ชี
ขอบเขตของแมบ่ ทการบญั ชี
1. วัตถุประสงค์ของงบการเงนิ
2. ลักษณะเชิงคณุ ภาพของงบการเงนิ ที่กาหนดว่าขอ้ มูลในงบการเงนิ มีประโยชน์
3. คานิยามการรับรู้และการวัดมูลค่าขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ประกอบข้ึนเป็นงบ
การเงนิ
4. แนวคดิ เกยี่ วกับทุนและการรกั ษาระดบั ทนุ
4
หมวดบญั ชี
ในการจัดทาบัญชีน้ันต้องรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับบัญชี ซึ่งน้ันก็คือ หมวดบัญชี หมวดบัญชี คือ
การรวบรวมส่ิงท่ีเหมือนกันเข้าไว้ในหมวดเดียวกัน และมีความหมายเหมือนกัน เช่น รถยนต์ เงินสด
เป็นสิ่งท่ีกิจการครอบครอง ก็จะถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการ แต่ถ้าเป็นเจ้าหนี้ เงินกู้ ก็จะถือว่าเป็น
หน้สี นิ ของกจิ การเพราะมภี าระผกู พนั ในอนาคต เปน็ ต้น หมวดบญั ชีจะมี 5 หมวดได้แก่
1. สินทรัพย์ (Assets) หมายถึง ส่ิงท่ีมีตัวตน หรือไม่มีตัวตนอันมีมูลค่า ซ่ึงบุคคลหรือกิจการ
เป็นเจ้าของหรือสามารถถือเอาประโยชน์ได้จาก กรรมสิทธ์ิในอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ สิทธิ
เรียกร้องมูลค่าที่ได้มา รายจ่ายที่เกิดสิทธิ และรายจ่ายของงวดบัญชีถัดไป ซ่ึงสินทรัพย์สามารถแบ่ง
ออกได้เปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1.1 สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) หมายถึง สินทรัพย์ท่ีมีสภาพคล่อง
สามารถจะเปล่ียนเป็นเงินสด เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร เป็นต้น หรือสินทรัพย์อ่ืนท่ีเปลีย่ นเป็นเงิน
สดไดเ้ รว็ โดยปกติจะไม่เกนิ 1 ปี เชน่ ตวั๋ เงินรบั ลูกหนีก้ ารคา้ สนิ คา้ คงเหลือ เปน็ ตน้
1.2 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non – Current Assets) หมายถึง สินทรัพย์ที่
ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยเร็วซ่ึงมีระยะเวลามากกว่า 1 ปี เช่น เงินลงทุนระยะยาว เงินให้
กู้ยืมระยะยาวและการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทต่าง ๆ เป็นต้น สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)
หรือเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตน มีลักษณะการใช้งานท่ีคงทน และมีอายุการใช้งานนานเกินกว่า 1 ปี เช่น
ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ รถยนต์ เป็นต้น สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) หมายถึง สินทรัพย์
ที่ไม่มีรูปร่างไม่สามารถจับต้องได้ทางกายภาพ แต่สามารถตีราคาให้มีมูลค่าเป็นเงินตรา และถือ
กรรมสิทธิ์ได้ เช่น เครือ่ งหมายการค้า สทิ ธบิ ตั ร ลขิ สทิ ธ์ิ คา่ ความนยิ ม เปน็ ต้น
2. หนี้สิน (Liability) หมายถึง ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการที่ต้องจ่ายชาระคืนแก่
บุคคลภายนอกในอนาคต ภาระผูกพันดังกล่าวเป็นผลของเหตุการณ์ในอดีตซึ่งการชาระภาระผูกพัน
น้ันคาดวา่ จะสง่ ผลให้กจิ การสูญเสยี ทรัพยากรท่ีมีประโยชนเ์ ชงิ เศรษฐกจิ เช่น เจา้ หน้ีการคา้ เงนิ กู้ เงิน
เบิกเกินบญั ชี เจ้าหนีจ้ านอง เปน็ ต้น หนีส้ ินแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
2.1 หน้ีสินหมุนเวียน (Current Liabilities) หมายถึง ภาระผูกพันที่กิจการต้อง
ชาระคืนภายในระยะเวลา ไม่เกิน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้าเงินเบิก เกินบัญชีธนาคาร เงินกู้ยืมจาก
ธนาคารระยะสั้น ตัว๋ เงนิ จา่ ย เป็นตน้
2.2 หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non – Current Liabilities) หมายถึง หน้ีสินซ่ึงมี
ระยะเวลาการชาระคืนเกินกว่า 1 ปี หรือเกินกว่ารอบระยะเวลาการดาเนิน งานตามปกติของกิจการ
เชน่ เงนิ ก้รู ะยะยาว หุน้ กู้ พันธบัตรเงนิ กู้ เปน็ ต้น
5
3. ส่วนของเจา้ ของ (Owner’s equity) หมายถงึ ส่วนไดเ้ สยี คงเหลือในสนิ ทรัพย์ของกิจการ
หลังจากหักหน้ีสิน ทั้งสินออกแล้ว กรรมสิทธ์ิที่เจ้าของกิจการมีในสินทรัพย์ เรียกว่า สินทรัพย์สุทธิ
(สนิ ทรัพย์ – หนสี้ นิ ) ส่วนของเจ้าของกจิ การแบง่ ได้ 3 ประเภท
3.1 กจิ การเจา้ ของคนเดียว
3.2 หา้ งหุ้นสว่ น
3.3 บริษทั จากดั
4. รายได้ (Incomes) หมายถึง ผลตอบแทนท่ีกิจการได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ
ตามปกติของกิจการรวมท้ังผลตอบแทนอ่ืน ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการดาเนินงานตามปกติ รายได้
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดงั นี้
4.1 รายได้จากการขาย (Sales) หมายถึง รายไดท้ เี่ กิดจากการขายสนิ ค้าหรือบริการ
อันเปน็ รายได้จากการดาเนินงานตามปกติ เชน่ กิจการซอ้ื ขายสินคา้ รายได้ของกจิ การ คือ รายได้จาก
การขายสนิ คา้ ส่วนกิจการใหบ้ ริการ เช่น ซ่อมเครือ่ งไฟฟา้ รายได้ของกิจการ คอื รายไดค้ า่ ซ่อม
4.2 รายได้อ่ืน (Other incomes) หมายถึง รายได้ท่ีมิได้เกิดจากการดาเนินงาน
ตามปกติของกจิ การซึง่ เปน็ รายไดท้ ี่ไมใ่ ชร้ ายไดจ้ ากการขายสินค้าหรือบรกิ ารนั่นเอง
5. ค่าใชจ้ ่าย หมายถงึ ตน้ ทุนสว่ นทีห่ กั ออกจากรายได้ในรอบระยะเวลาที่ดาเนินการงานหนึ่ง
คา่ ใช้จา่ ยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
5.1 ต้นทุนขาย (Cost of sales) หมายถึง ต้นทุนของสินค้าที่ขายหรือบริการที่ให้
กล่าวคือในกิจการซ้ือเพื่อขาย ต้นทุนของสินค้าท่ีขายจะรวมราคาซื้อและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ท่ีจาเป็น
เพื่อให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขาย ส่วนในกิจการผลิตเพ่ือขายต้นทุนของสินค้าที่ขายคือ ต้นทุน
การผลิตของสินค้านน้ั ซึง่ ประกอบดว้ ย ค่าวตั ถดุ ิบ ค่าแรงงานและโสหยุ้ การผลิต
5.2 ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงาน (Operating expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายท่ี
เกิดข้ึนอันเองมาจากการขายสินค้าหรือบริการ และค่าใช้จ่ายท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจากการบริหารกิจการอัน
เปน็ ส่วนรวมของการดาเนินงาน
5.3 ค่าใช้จ่ายอนื่ (Other expenses) หมายถงึ ค่าใชจ้ ่ายนอกเหนือจากท่จี ัดเขา้ เป็น
ต้นทนุ ขายและคา่ ใช้จา่ ยในการดาเนนิ งาน เช่นดอกเบ้ียจา่ ย ภาษเี งนิ ได้
ค่าใช้จ่ายสาหรับธุรกิจขายสินค้า จะประกอบด้วย ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงาน
และคา่ ใชจ้ า่ ยอื่น สาหรับธรุ กจิ ขายบรกิ ารค่าใช้จ่ายจะประกอบไปดว้ ยค่าใชจ้ ่ายในการดาเนินงานและ
คา่ ใชจ้ ่ายอืน่ เทา่ น้ัน
6
ภาพที่ 1 ตารางหมวดบญั ชี
สมการบญั ชี (Accounting Equation)
สมการบญั ชี คือ สมการท่แี สดงความสัมพนั ธ์ระหว่างสินทรัพย์ หน้ีสิน และสว่ นของเจ้าของ (ทุน)
จะแสดงความสมดลุ กนั อยเู่ สมอ เขียนเปน็ รปู สมการบญั ชไี ด้ดังนี้
สนิ ทรพั ย์ = หนี้สนิ + ส่วนของเจ้าของ
A = L + OE
รายการค้าทเี่ ก่ียวกบั ราบได้จะมีผลทาให้ส่วนของ (ทุน) เพ่มิ ข้นึ แสดงในรูปสมการบญั ชี ดังนี้
สนิ ทรัพย์ = หนี้สนิ + ส่วนของเจ้าของ + รายได้
เมื่อมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะมีผลทาให้ส่วนของเจ้าของ (ทุน) ลดลง แสดงในรูป
สมการบัญชี ดังนี้
สนิ ทรพั ย์ = หนสี้ นิ + ส่วนของเจา้ ของ + รายได้ – ค่าใช้จ่าย
เม่ือยา้ ยข้างตามคณติ ศาสตร์ เพ่อื ให้เกิดความสมดุลปรากฏ ดังน้ี
สินทรัพย์ + ค่าใช้จ่าย = หน้ีสิน + ส่วนของเจา้ ของ + รายได้
A + Exp = L + OE + I
วงจรบัญชแี ละการบันทกึ รายการค้าในสมุดรายวนั ทวั่ ไป
วงจรบัญชี หมายถึง ข้ันตอนในการจดบันทึกรายการท่ีเกิดข้ึนในสมุดบัญชีต่าง ๆ เร่ิมต้ังแต่
การวิเคราะห์รายการค้า นารายการค้ามาบันทึกบัญชี ในสมุดรายการขั้นต้น สมุดการข้ันปลาย
7
รายการปรับปรุง งบทดลอง สรุปผลการดาเนินงาน และฐานะทางการเงินของกิจการซึ่งสามารถสรุป
ได้ดงั น้ี
ภาพที่ 2 วงจรบญั ชี
สมุดบัญชขี นั้ ต้น
สมุดรายวันขั้นต้น หรือ สมุดรายวัน หมายถึงสมุดบัญชีที่จะใช้จดบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ที่
เกิดขึ้น เป็นขั้นตอนแรก โดยการจดบันทึกรายการค้าท่ีเกิดขึ้นน้ัน จะจดบันทึกโดยเรียงตามลาดับ
ข้ันตอนกอ่ นหลงั ของการเกิดรายการคา้
ประเภทของสมุดบัญชีช้ันต้น แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท
1. สมุดรายวนั เฉพาะ คอื สมุดรายวันหรือสมุดบัญชีขัน้ ตน้ ท่ีใชบ้ ันทึกรายการค้าทีเ่ กิดข้นึ เร่ือง
หนึ่งโดยเฉพาะ
1.1 สมุดรายวันรับเงิน เป็นสมุดรายวันหรือสมุดบัญชีข้ันต้นที่ใช้บันทึกรายการค้าท่ี
เก่ยี วกับการรับเงินเทา่ น้นั เชน่ บญั ชีรายได้ ซื้อสนิ ทรัพย์ การรบั ชาระหนี้ เปน็ ต้น
1.2 สมุดรายวันจ่ายเงิน เป็นสมุดรายวันท่ีใชบ้ ันทึกรายการค้าท่ีเกี่ยวกับการจ่ายเงิน
เท่านน้ั เช่น จ่ายค่าใช้จ่าย ซื้อสินทรพั ย์ จา่ ยเงนิ ชาระหนี้ เป็นต้น
1.3 สมุดรายวันซอ้ื เปน็ สมดุ รายวันทใ่ี ช้บันทึกรายการค้าที่เก่ียวกบั การซ้ือสินค้าเป็น
เงินสด เงนิ เชือ่ เท่านน้ั
1.4 สมุดรายวันขาย เป็นสมุดรายวันท่ีใช้บันทึกรายการค้าท่ีเก่ียวกับการขายสินค้า
เป็นสนิ เชอื่ เท่านั้น
1.5 สมุดรายวันส่งคืนสินค้า เป็นสมุดรายวันท่ีใช้บันทึกรายการค้าที่เกี่ยวกับการ
ส่งคนื สนิ ค้าทซ่ี อื้ มาเป็นเงนิ สินเช่ือเทา่ นน้ั
8
1.6 สมุดรายวันรับคืนสินค้า เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าที่เกี่ยวกับ
การรับคนื สินคา้ ทข่ี ายเป็นเงินเช่อื เท่านน้ั
2. สมดุ รายวนั ท่ัวไป คอื สมุดบญั ชีขัน้ ต้นหรือสมดุ รายวันทใี่ ช้จดบันทึกรายการคา้ ทเี่ กิดขึ้นทุก
รายการ ถ้ากิจการนั้นไม่มีสมุดรายวันเฉพาะ แต่ถ้ากิจการนั้นมีการใช้สมุดรายวันเฉพาะ สมุดรายวัน
ทั่วไปก็จะมีไว้เพ่ือบันทึกรายการค้าอื่น ๆ ที่เกิดข้ึนและไม่สามารถนาไปบันทึกในสมุดรายวันเฉพาะ
เลม่ ใดเล่มหนึง่ ได้
ภาพท่ี 3 สมดุ รายวันทัว่ ไป
หลกั บัญชคี ู่ (Double – entry Book keeping System)
สาหรับหลักการบัญชีคู่นั้นหมายถึงการบันทึกรายการบัญชีทั้งสองด้าน ด้วยการเดบิตและ
เครดิตอย่างน้อยสองบัญชีข้ึนไป ด้วยการนาสมการบัญชีมาใช้ด้วยการลงทั้งสองด้านน้ันจะต้อง
มยี อดเท่ากนั แต่ไมจ่ าเป็นท่จี ะตอ้ งมจี านวนบญั ชที ี่เท่ากนั
อธิบายด้วยว่าบัญชีคู่น้ันเป็นการบันทึกบัญชีทั้งสองด้านในด้านเดบิตและด้านเครดิต ดังน้ัน
จะต้องลงอย่างน้อยสองบัญชีข้ึนไปในการบันทึกรายการแต่ละคร้ังจะมียอดรวมเท่ากันทั้งสองด้าน
เสมอแต่จานวนการบันทึกน้ันไม่จาเป็นที่จะต้องเท่ากันอย่างเช่นจานวนด้านเดบิต 1 บัญชีแต่อีกด้าน
คือเครดิต อาจจะ 2 หรือ 3 บัญชีก็ได้หลักการบัญชีคู่น้ันเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบันเพราะว่าสามารถ
นาไปใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาดโดยการทาความเข้าใจนั้นในขั้นต้นนิยมใช้บัญชีแยกประเภทในรูปตัวที
เพ่อื งา่ ยและสะดวกในการทาความเขา้ ใจการบนั ทึกได้ง่าย
9
สมการบญั ชี
สมการบัญชี หมายถึง สมการที่แสดงสัมพันธ์ระหว่าง สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ
(ทุน) รวมท้ังรายไดแ้ ละค่าใช้จ่ายจะต้องแสดงความสมดลุ กันเสมอ ดังนี้
1. กิจการไม่มหี นีส้ ิน สมการจะได้ดังนี้
สนิ ทรัพย์ (A) = ส่วนของเจ้าของ (ทุน (OE)
2. กิจการมหี น้ีสิน สมการจะเป็นดังน้ี
สนิ ทรพั ย์ (A) = ส่วนของเจ้าของ (OE) + หน้ีสนิ (L)
3. กิจการท่ีมีการดาเนินกิจการ ก่อใหเ้ กิดรายไดแ้ ละค่าใช้จ่าย (ครบ 5 หมวด) สมการจะเป็น
ดังนี้
สนิ ทรพั ย์ (A) = สว่ นของเจา้ ของ (OE) + หนส้ี ิน (L) + รายได้ (I) + ค่าใช้จา่ ย (Exp)
เมื่อทาการย้ายขา้ งตามหลกั คณิตศาสตร์ (โดยย้าย – คา่ ใช้จา่ ย) จะเปน็ ดังน้ี
สินทรพั ย์ (A) + ค่าใชจ้ า่ ย (Exp) = ส่วนของเจา้ ของ (OE) + หน้ีสิน (L) + รายได้ (I)
การตีความสัญลักษณ์
A = สนิ ทรพั ย์
B = หน้ีสนิ
I = รายได้
Exp = ค่าใชจ้ า่ ย
+ = การเพ่ิมข้ึนของมูลคา่
- = การลดลงของมลู
O = ยอดคงเหลือ (ผลต่าง)
ข้นั ตอนการผ่านรายการจากสมดุ รายวนั ทว่ั ไป ไปบัญชแี ยกประเภท มดี งั น้ี
ขั้นท่ี 1 นาชือ่ บญั ชีเดบิตและเครดติ ท่ีบันทึกไว้ในสมุดรายวันทัว่ ไปมาตั้งในบัญชีแยกประเภท
ทุกบัญชีท่ีไม่ซ้ากัน โดยเขียนไว้ก่ึงกลางหน้ากระดาษและเรียงตามเลขท่ีบัญชีที่กาหนดไว้ในสมุด
รายวนั ทวั่ ไปให้ครบ พรอ้ มเขยี นเลขทีบ่ ญั ชไี วท้ างด้านขวาสุดของแบบฟอร์ม
ข้ันท่ี 2 การผ่านรายการไปบัญชีแยกประเภท ให้ยึดการบันทึกรายการในสมุดรายวันท่ัวไป
เป็นหลัก
-ถ้าการบันทึกรายการในสมุดรายวันท่ัวไปบันทึกไว้ด้านเดบิต ผ่านไปบัญชีแยก
ประเภทก็ต้องผ่านไปด้านเดบิต
- ถ้าการบันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไปบันทึกไว้ด้านเครดิต ผ่านไปบัญชีแยก
ประเภทก็ต้องผ่านไปดา้ นเครดิต
10
- เขยี น วนั เดอื นปี ทกุ ครงั้ ทีบ่ ันทึกรายการ
- เขียนจานวนเงินลงในช่องจานวนเงินท้ังด้านเดบิตและเครดิต โดยยึดด้านท่ีบันทึก
ไว้ในสมดุ รายวนั ทัว่ ไปเป็นหลัก
ขัน้ ที่ 3 การอา้ งองิ รายการในบัญชีแยกประเภท มหี ลักดงั น้ี
3.1 กรณีเป็นรายการเปิดบัญชี ซึ่งเป็นรายการที่ลงทุนคร้ังแรก หรือรายการวันที่ 1
ของเดือนแต่ต้องเป็นรายการท่ีลงทุนเท่าน้ันที่มีเกินกว่า 2 บัญชีข้ึนไป ให้ดูตรงคาอธิบายรายการใน
สมุดรายวันท่ัวไป ถ้าคาอธิบายรายการเขียนว่า “นามาลงทุน”ให้อ้างอิงในรายการบัญชีแยกประเภท
ทุกประเภททุกบัญชดี ้วยคาว่า “สมุดรายวันทัว่ ไป”
3.2 กรณีลงทุนโดยเร่ิมรอบระยะเวลาใหม่ (งวดบัญชีใหม่) คาอธิบายรายการเขียน
คาวา่ บนั ทกึ รายการเปดิ บญั ชีดว้ ยยอดยกมา ใหอ้ า้ งองิ รายการด้วยคาวา่ “ยอดยกมา” ทุกบัญชี
ภาพที่ 4 การยกยอดบัญชี
11
การวิเคราะห์รายการค้า
รายการค้า หมายถึง รายการที่เกิดขึ้นในทางการค้าท่ีก่อให้เกิดการโอนเงินหรือสิ่งของที่มี
มลู คา่ เป็นเงินระหวา่ งกจิ การกับบุคคลภายนอก เชน่ ซ้ือสินคา้ เปน็ เงนิ สด จ่ายค่านา้ ค่าไฟ เปน็ ตน้
การวิเคราะห์รายการค้า หมายถึง การพิจารณา รายการค้าที่เกิดขึ้นเม่ือทราบว่ารายการค้า
นัน้ มีผลท่ที าให้สินทรัพย์ หน้ีสิน และสว่ นของเจา้ ของเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพ่ิมขน้ึ หรือลดลง
หลกั การวเิ คราะหร์ ายการคา้ การวเิ คราะหร์ ายการค้าท่มี ีผลต่อสนิ ทรพั ย์ หน้ีสิน และสว่ นของ
เจ้าของนัน้ จะต้องใชห้ ลักการวิเคราะห์รายการคา้ ดังน้ี
1. สนิ ทรพั ย์เพมิ่ ส่วนของเจ้าของเพิม่
2. สนิ ทรัพย์ลด สว่ นของเจา้ ของลด
3. สินทรพั ย์อย่างหน่ึงลด สินทรัพยอ์ ยา่ งหนึ่งเพ่ิม
4. สินทรัพย์เพม่ิ หนส้ี นิ เพมิ่ สนิ ทรัพยล์ ด หนี้สินลด
วธิ วี เิ คราะห์รายการค้า เพือ่ บนั ทึกบญั ชีดา้ นเดบติ และด้านเครดติ
1.ประเภทสนิ ทรพั ย์
1.1 สินทรพั ย์เพ่มิ ให้บันทกึ บญั ชสี นิ ทรัพย์ ดา้ นเดบิต
1.2 สนิ ทรัพยล์ ด ให้บนั ทกึ บัญชสี นิ ทรัพย์ ด้านเครดิต
2. ประเภทหนส้ี นิ
2.1 หนี้สนิ เพ่มิ ให้บนั ทกึ บญั ชหี นส้ี นิ ด้านเครดติ
2.2 หน้ีสินลด ให้บันทึกบญั ชีหนสี้ นิ ดา้ นเดบิต
3. ประเภทส่วนของเจา้ ของ
3.1 สว่ นของเจา้ ของเพม่ิ ( ทุน , รายได้ ) ให้บนั ทกึ รายการ ด้านเครดติ
3.2 ส่วนของเจ้าของลด ( เงนิ ถอน , ค่าใชจ้ ่าย ) ให้บนั ทึกรายการ ด้านเดบิต
ในส่วนนีจ้ ะเป็นการยกตวั อยา่ งว่าหากเกดิ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ต่างๆขึ้น จะสง่ ผลกระทบต่อ
ง บ ก า ร เ งิ น อ ย่ า ง ไ ร แ ล ะ จ ะ เ ป็ น ก า ร อ ธิ บ า ย ใ น เ รื่ อ ง ส ม ก า ร บั ญ ชี ไ ป ใ น ตั ว ว่ า ท า ไ ม
สินทรัพย์ = หน้ีสิน + ส่วนของเจ้าของ เสมอ
ตวั อย่างการวิเคราะหร์ ายการค้า
1. บริษัท ABC เปิดธุรกิจเก่ียวกับการรับจ้างล้างแอร์ โดยได้นาเงินสดมาลงทุนในธุรกิจทง้ั สนิ้
จานวน 100,000 บาท
12
ภาพท่ี 5 วเิ คราะห์รายการค้า
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษทั มียอดท่ี 100,000 บาท และทุนของบรษิ ัทมียอดท่ี 100,000 บาท ตรง
ตามสมการบัญชี สนิ ทรพั ย์ 100,000 บาท = สว่ นของเจา้ ของ 100,000 บาท
2. บริษัทซื้อเคร่อื งมือเครอ่ื งใชใ้ นการล้างแอร์ เปน็ จานวน 30,000 บาท
ภาพท่ี 6 การวเิ คราะห์รายการค้า
จะเห็นได้วา่ เงินสดของบรษิ ัทมยี อดท่ี 70,000 บาท มีอปุ กรณ์ 30,000 บาท และทุนของบริษทั มยี อด
ที่ 100,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี สินทรพั ย์ 100,000 บาท = ส่วนของเจ้าของ 100,000 บาท
3. บริษทั ซื้อน้ายาล้างแอร์มารอใชง้ านเปน็ จานวน 20,000 บาท เปน็ เงินเชือ่
ภาพท่ี 7 การวิเคราะห์รายการค้า
13
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดท่ี 70,000 บาท มีสินค้าคงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท
เจ้าหน้ีมียอด 20,000 บาท และทุนของบริษัทมียอดท่ี 100,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สนิ ทรัพย์ 120,000 บาท = หนี้สนิ 20,000 บาท + สว่ นของเจ้าของ 100,000 บาท
4. บรษิ ทั ได้รับเงนิ สดจากการลา้ งแอร์ให้ลกู ค้าจานวน 40,000 บาท
ภาพที่ 8 การวเิ คราะห์รายการค้า
รายการท่เี กิดขนึ้ ในงบกาไรขาดทนุ จะว่ิงเขา้ กาไรสะสมในส่วนของผถู้ ือหุ้นเสมอ ดงั นัน้ จะเห็นไดว้ ่าเงนิ
สดของบริษัทมียอดท่ี 110,000 บาท มีสินคา้ คงเหลอื 20,000 บาท มีอปุ กรณ์ 30,000 บาท เจา้ หนมี้ ี
ยอด 20,000 บาท ทนุ ของบริษัทมยี อดที่ 100,000 บาท และกาไรสะสมมียอดที่ 40,000 บาท ตรง
ตามสมการบัญชีสนิ ทรพั ย์ 160,000 บาท = หนสี้ ิน 20,000 บาท + สว่ นของเจา้ ของ 140,000 บาท
5. บริษัทมรี ายได้จากการลา้ งแอร์เพ่ิมเติมจานวน 10,000 บาท โดยไดร้ ับเงนิ สดมาครงึ่ หนงึ่
ทเี่ หลือเปน็ เงินเชื่อ
ภาพที่ 9 การวเิ คราะห์รายการค้า
14
จะเหน็ ได้วา่ เงนิ สดของบริษัทมยี อดท่ี 115,000 บาท มลี กู หน้ี 5,000 บาท มีสนิ ค้าคงเหลือ 20,000
บาท มอี ปุ กรณ์ 30,000 บาท เจา้ หนม้ี ียอด 20,000 บาท ทนุ ของบริษทั มยี อดที่ 100,000 บาท และ
กาไรสะสมมยี อดที่ 50,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สนิ ทรพั ย์ 170,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 150,000 บาท
6. บรษิ ทั ไดใ้ ช้ไฟฟา้ และไดร้ บั บิลค่าไฟฟ้าจานวน 15,000 บาท แต่ยงั ไมไ่ ด้จา่ ย
ภาพที่ 10 การวเิ คราะหร์ ายการค้า
จะเหน็ ไดว้ า่ เงินสดของบรษิ ัทมยี อดท่ี 115,000 บาท มีลกู หน้ี 5,000 บาท มีสนิ คา้ คงเหลือ 20,000
บาท มีอปุ กรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนีม้ ียอด 35,000 บาท ทุนของบริษทั มียอดท่ี 100,000 บาท และ
กาไรสะสมมยี อดที่ 35,000 บาท ตรงตามสมการบญั ชี
สนิ ทรัพย์ 170,000 บาท = หนส้ี ิน 35,000 บาท + ส่วนของเจา้ ของ 135,000 บาท
15
7. บรษิ ัทไดจ้ ่ายค่าไฟฟ้าทีเ่ คยตั้งหนเี้ อาไว้แล้วจานวน 15,000 บาท
ภาพท่ี 11 การวิเคราะหร์ ายการคา้
จะเหน็ ได้วา่ เงินสดของบริษัทมยี อดที่ 100,000 บาท มลี ูกหน้ี 5,000 บาท มีสินคา้ คงเหลือ 20,000
บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจา้ หนี้มียอด 20,000 บาท ทนุ ของบริษัทมยี อดที่ 100,000 บาท และ
กาไรสะสมมียอดที่ 35,000 บาท ตรงตามสมการบญั ชี
สนิ ทรพั ย์ 155,000 บาท = หน้ีสนิ 20,000 บาท + สว่ นของเจา้ ของ 135,000 บาท
8. บริษัทไดร้ บั เงนิ จากลูกหนี้จานวน 5,000 บาท
ภาพท่ี 12 การวิเคราะห์รายการค้า
16
จะเหน็ ได้ว่าเงนิ สดของบรษิ ทั มยี อดท่ี 105,000 บาท มสี นิ คา้ คงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์
30,000 บาท เจา้ หนม้ี ยี อด 20,000 บาท ทุนของบริษทั มียอดที่ 100,000 บาท และกาไรสะสมมียอด
ท่ี 35,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 155,000 บาท = หนีส้ ิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 135,000 บาท
9. บริษัทไดน้ านา้ ยาล้างแอร์ไปใช้ใหบ้ ริการลกู ค้าจานวน 20,000 บาท
ภาพท่ี 13 การวเิ คราะห์รายการคา้
จะเห็นไดว้ า่ เงินสดของบริษทั มียอดท่ี 105,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจา้ หน้ีมยี อด 20,000
บาท ทุนของบริษัทมียอดท่ี 100,000 บาท และกาไรสะสมมียอดที่ 15,000 บาท ตรงตามสมการ
บญั ชีสินทรพั ย์ 135,000 บาท = หนี้สนิ 20,000 บาท + สว่ นของเจ้าของ 115,000 บาท
17
10. บรษิ ทั ได้ทาการจา่ ยเงินปันผลใหแ้ กผ่ ้ถู ือหุ้นจานวน 10,000 บาท
ภาพท่ี 14 การวเิ คราะห์รายการคา้
การจ่ายเงินปันผลให้จาเอาไว้ว่าจะไม่ได้ถือเป็นค่าใช้จ่ายนะครับ แต่จะเป็นการลดกาไรสะสมซึ่งเป็น
ส่วนหน่ึงในส่วนของเจ้าของโดยตรงจะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดท่ี 95,000 บาท มีอุปกรณ์
30,000 บาท เจา้ หน้มี ียอด 20,000 บาท ทนุ ของบริษัทมยี อดที่ 100,000 บาท และกาไรสะสมมียอด
ท่ี 5,000 บาท ตรงตามสมการบญั ชี
สินทรพั ย์ 125,000 บาท = หนีส้ ิน 20,000 บาท + ส่วนของเจา้ ของ 105,000 บาท
ผงั บญั ชี
ผงั บัญชี หมายถงึ การจัดบญั ชแี ละกาหนดเลขท่บี ญั ชีให้เป็นหมวดหมู่ เพอ่ื ใช้ในการอ้างอิง
เม่อื ผ่านรายการไปยงั บัญชีแยกประเภททัว่ ไป และช่วยให้สะดวกการรวบรวมข้อมูลเพ่ือสรปุ ผล
18
ภาพที่ 15 ผงั บัญชี
เลขที่บัญชี
เลขท่ีบัญชี เพ่ือกาหนดให้ทราบวา่ บัญชแี ยกประเภทนนั้ เปน็ บญั ชีหมวดลาดับท่เี ท่าใดของแต่
ละหมวด ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดลาดับในการจัดทางบการเงิน รวมท้ังช่วยในการอ้างอิง ใน
การกาหนดเลขท่ีบัญชีอาจใช้เลข 2 หลกั หลักแรก หมายถึงหมวดบญั ชี หลักท่ี 2 หมายถึง ลาดบั ของ
บัญชีในแตล่ ะหมวด เหมาะสาหรบั กิจการขนาดเล็ก ซงึ่ มีบัญชแี ต่ละหมวดไม่เกนิ 9 บญั ชี แตห่ ากเป็น
ธุรกิจขนาดใหญ่ท่ีมีบัญชีจานวนมาก อาจกาหนดให้ใช้เลข 3 หลักข้ึนไป โดยใช้เลข 0 ขั้นระหว่างเลข
ตัวแรก ตัวอย่างเชน่
19
ภาพที่ 16 การกาหนดหมายเลขบญั ชี
20
งบดลุ
งบดุล (Balance Sheet) หมายถึง งบแสดงฐานะทางการเงินของธรุ กิจ ณ วันใดวันหนึ่งตาม
หลักการบัญชีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซ่ึงจะแสดงให้ทราบว่ามีสินทรัพย์ หน้ีสินและส่วนของเจ้าของ
จานวนเท่าใด รายละเอียดการแสดงสินทรัพย์ในงบดุลจะเรียงตามสภาพคล่อง โดยเงินสดจะมีสภาพ
คลอ่ งสงู ท่ีสดุ เพราะสามารถจา่ ยชาระหนไ้ี ด้เร็วกว่าสินทรัพยอ์ นื่
กฎหมายบังคับว่าจะต้องจัดทางบดุลข้ึนมาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เมื่อสิ้นสุดปีการเงิน
(ปีการเงินของแต่ละกิจการอาจไม่ตรงกับปีปฏิทินก็ได้ เช่น ปีการเงินอาจเริ่มตั้งแต่ 1 มีนาคม ส้ินสุด
28 กุมภาพันธ์ ในขณะที่ปีปฏิทินเร่ิมตั้งแต่ 1 มกราคม ส้ินสุด 31 ธันวาคม ของทุกปี) ท้ังน้ีเพื่อให้
หน่วยงานรัฐบาลสามารถประเมินและจัดเกบ็ ภาษีได้ อยา่ งไรก็ตาม กจิ การบางแห่งอาจจะจัดทางบดุล
เพื่อแสดงฐานะการเงินทกุ วันส้ินเดอื นก็ได้ ข้นึ อยูก่ บั ความต้องการของผใู้ ช้รายงานของกจิ การนั้น ๆ
งบดุลของกิจการใดก็จะแสดงเฉพาะฐานะทางการเงินของกิจการนั้น ไม่เก่ียวกับฐานะทาง
การเงินของผู้เป็นเจ้าของ ซ่ึงผู้เป็นเจ้าของอาจจะมีสินทรัพย์ส่วนตัว เช่น เงินฝากธนาคาร บ้าน
รถยนต์ หรือสินทรัพย์อ่ืน ๆ แต่สินทรัพย์ดังกลา่ วถือเป็นสนิ ทรัพย์สว่ นตัว อันน้ีเป็นหลักข้อสมมตฐิ าน
หรอื แนวคดิ ของการรายงานทถี่ ือวา่ กิจการแยกต่างหากจากผเู้ ปน็ เจ้าของ (The business entity)
เอกสารอ้างอิง
บัญชีเบ้ืองต้น 1. (ออนไลน)์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก : https://sites.google.com
สบื ค้นเม่อื 26 สิงหาคม 2564
กระบวนการทางบัญช.ี (ออนไลน์). เข้าถึงไดจ้ าก : https://www.myaccount-
cloud.com สบื คน้ เมอื่ 26 สิงหาคม 2564