ศูน ศู ย์ข้อ ข้ มูล มู ข่าข่วสาร Fackbook website ประวัติพระแสงราชศัสตรา ประจำ เมืองเชียงใหม่ สำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ สำ นักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ อาคารกระทรวงการคลัง ชั้น ๑ ถนนโชตนา ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๓๐๐ โทร. ๐๕๓-๑๑๒๔๐๐, ๐๕๓-๑๑๒๔๐๑, ๐๕๓-๑๑๒๓๙๘, ๐๕๓-๑๑๒๘๘๒, ๐๕๓-๑๑๒๘๘๓ อีเมล: [email protected] โทรสาร: ๐๕๓-๑๑๒๓๙๙ ติดต่อข้อมูลข่าวสารได้ที่
พระแสงราชศัสตราประจำเมือง “พระแสงราชศัสตรา” หรือมีชื่อเรียกต่างกันอีกหลายอย่าง เช่น พระแสงราชศาสตรา พระแสง ราชศัสตราวุธ พระแสงราชาวุธ หรือพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ เป็นต้น “พระแสงราชศัสตรา” หมายถึงอาวุธ มีคมของพระมหากษัตริย์ที่ใช้สำหรับเป็นเครื่องฟันแทง ซึ่งสามารถแบ่งแยกนัยตามความสำคัญของพระแสง ราชศัสตราได้เป็นสองประการ ดังนี้ ประการแรก พระแสงราชศัสตราถือเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศอย่างหนึ่งในชุด เครื่องเบญจราชกกุธภัณท์ อันแสดงฐานะความสำคัญของพระมหากษัตริย์ และพระราชอำนาจอันเป็นอาญาสิทธิ์สูงสุด ในการปกครอง แผ่นดิน ซึ่งมีมานับแต่ครั้งอดีตตราบจนถึงปัจจุบัน พระแสงราชศัสตราซึ่งใช้เป็นเครื่องประกอบ พระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์นี้มีองค์เดียว คือ "พระแสงขรรค์ชัยศรี" ถือได้ว่าเป็นพระแสงสำคัญ เหนือกว่าพระแสงทั้งปวง กำหนดให้ใช้ในการพระราชพิธีสำคัญ อาทิ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธี ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ประการที่สอง พระแสงราชศัสตราถือเป็นเครื่องราชูปโภคประเภทเครื่องศัสตราวุธหมายรวมถึง พระแสงทุกองค์ ทั้ง กระบี่ หอก ดาบ ง้าว หลาว แหลน ฯลฯ และในบรรดาพระแสงเหล่านี้มีพระแสงดาบ สำคัญองค์หนึ่งที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกใช้ประจำพระองค์ และถือเป็นพระแสงสำคัญประจำรัชกาลด้วย มีความสำคัญยิ่งในฐานะเป็นสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายแทนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฉะนั้น จึงปรากฎธรรมเนียมว่าเมื่อใดก็ตามที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงราชศัสตรา หรือพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่เจ้านายหรือขุนนางผู้หนึ่งผู้ใด มีความหมายว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ให้บุคคลผู้นั้นมีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจ แทนพระองค์ในวาระสำคัญต่างๆ ดังเช่น การพระราชทานพระแสงราชศัสตราให้แก่แม่ทัพในยามศึกสงคราม ซึ่งหลักฐานจากพระราชพงศาวดารกล่าวว่าเป็น "ผู้ถืออาญาสิทธิ์" หรือพระราชทานให้แก่เจ้านายหรือขุนนาง ซึ่งทำหน้าที่ปกครองดูแลหัวเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ เป็นต้น ดังนั้น จึงอาจกล่าวสรุปได้ว่าบุคคลผู้ใด ที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตรา จึงเปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีความชอบธรรมในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการออกคำสั่งในกิจการงานใดๆ ได้เด็ดขาดทุกเรื่อง แม้จนกระทั่งสามารถตัดสินพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดถึงขั้นสูงสุดคือ สั่งประหารชีวิตได้โดยไม่ต้อง กราบบังคมทูลให้ทราบความก่อน ปัจจุบันถึงแม้ว่าการเมืองการปกครองของไทยจะเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบอบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังคงธำรงไว้ซึ่งความสำคัญเช่นเดิม ด้วยทรงเป็นองค์พระประมุขและเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร พระแสงราชศัสตรายังคงมีความหมายและความสำคัญ ในฐานะเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์อยู่จนถึงทุกวันนี้ เหตุสืบเนื่องมาจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแสงราชศัสตรา สำหรับ พระราชทานไว้ประจำหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง เพื่อเป็นที่ระลึกในคราวเสด็จพระราชดำเนินถึงและประทับ ค้างแรม ณ เมืองนั้นๆ โดยมีพระราชประสงค์หลักที่จะให้พระแสงราชศัสตราประจำเมืองต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ 1 แทนพระองค์...
แทนพระองค์ ตลอดจนใช้สำหรับแทงน้ำในการพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในหัวเมืองเป็นสำคัญ ด้วยเหตุ ดังกล่าวนี้ในรัชกาลต่อๆ มาจึงได้ทรงยึดถือเป็นแบบอย่างธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบ ประชาธิปไตยใน พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว ในรัชกาลต่อ ๆ มาไม่ปรากฏว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการ สถาปนาพระแสงสำคัญประจำรัชกาลขึ้นอีกต่อไป ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แด่แรกนั้นโปรดให้จัดการพระราชพิธีฉัตรมงคล ตามวันเดิมเหมือนครั้งรัชกาลก่อนคือ ในเดือน 6 ต่อมาเมื่อทรงสร้างตราจุลจอมเกล้าจึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยน มาประกอบพระราชพิธีในเดือน ๑๒ ซึ่งรับกับวันและเดือนบรมราชาภิเษกของพระองค์ ส่วนขั้นตอนของ พระราชพิธียังคงตามแบบเดิมทุกประการ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๒๕ จึงโปรดให้เพิ่มอาลักษณ์อ่านประกาศ ในพระราชพิธีมีการยิงสลุต ตลอดจนพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน รวมทั้งมีการประชุมถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช โดยพระราชพิธีนี้ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตราบจนปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของพระราชพิธีฉัตรมงคลนี้มุ่งจะให้เกิดประโยชน์สำคัญ ๔ ประการ คือ 1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณในสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในรัชกาลก่อนๆ ที่ได้ทรงบำเพ็ญ พระราชกรณีกิจให้เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชนอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลมาแล้วในอดีต ๒. เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่สิริราชสมบัติ ๓. เพื่อพระราชอุทิศผลบุญทั้งปวงแก่พสกนิกรโดยทั่วหน้า ๔. เพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้ปฏิบัติราชการแผ่นดิน ให้ตั้งตนไว้ชอบประกอบแต่คุณงามความดีปฏิบัติหน้าที่ ราชการให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะดังกล่าวของผู้ปฏิบัติราชการแผ่นดิน ย่อมส่งผลให้ประชาชนทั้งมวลอยู่เย็นเป็นสุข การพระราชพิธีฉัตรมงคลนี้มีการอัญเชิญพระแสงราชศัสตรา คือ พระแสงสำคัญประจำรัชกาลมา ตั้งแต่งในพระราชพิธีด้วย กล่าวคือ ในพระราชพิธีวันที่สอง เจ้าพนักงานเตรียมการพระราชพิธีอัญเชิญ เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ อันประกอบด้วยพระแสงราชศัสตราต่าง ๆ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระแท่นนพปฎล มหาเศวตฉัตร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระราชาคณะถวายศีลแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชครูพราหมณ์ อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ในวันที่สาม พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพล เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชา เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์และพระแสงราชศัสตรา พระราชครูพราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตร เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ พระแสงราชศัสตรา ต่อจากนั้นทรงพระสุหร่ายเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ ตลอดจน พระแสงราชศัสตรา แล้วพระราชครูพราหมณ์เจิมพระมหาเศวตฉัตร โหรผูกผ้าสีชมพู ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสง ราชศัสตรา หรือพระแสงราชาวุธ แก่มณฑลและเมืองสำคัญที่พระองค์เสด็จประพาสเลียบเมืองอย่างเป็นทางการ ทรงกำหนดให้ใช้พระแสงราชศัสตราประจำเมืองนั้น 1 แทงน้ำในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำเมือง 2 แทนกระบี่...
แทนกระบี่เจ้าเมืองซึ่งใช้กันมาแต่เดิม ทั้งนี้ เพราะมีพระราชดำริว่า พระแสงราชศัสตรานอกจากเป็นอาวุธ สำคัญประจำพระองค์พระมหากษัตริย์แล้ว ยังเป็นเครื่องหมายแทนพระองค์ และพระราชอำนาจ ที่ทรงมอบหมาย ด้วยความไว้วางพระราชทฤทัยที่มีต่อชาวเมืองนั้น พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหัวเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรัชกาลต่อๆ มา ยังคงไว้ซึ่งข้อกำหนดกฎเกณฑ์ การถือปฏิบัติที่ไม่ต่างกัน กล่าวคือ เมืองใดที่อยู่ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ต้องรับน้ำพิพัฒน์สัตยาและ คำสาบานจากกรุงเทพฯ 3
การพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระราชทานพระแสงราชศัสตรา จำนวน ๑3 แห่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานในการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร ภูมิประเทศ และตรวจราชการระหว่างเสด็จพระราชดำเนินออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๔ และเสด็จกลับในวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๔ รวม ๔o วัน ระหว่างเส้นทางเสด็จพระราช ดำเนินนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำมณฑลและ เมืองต่างๆ จำนวน ๑0 แห่ง ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับพระราชทาน 1 29 ก.ย. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลกรุงเก่า/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ณ พระราชวังบางปะอิน 2 2 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองอ่างทอง/พระวิเศษไชยชาญ (อวบ เปาโรหิตย์) ผู้ว่าราชการเมืองอ่างทอง ณ พลับพลาโรงพิธีเมือง อ่างทอง 3 4 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองสิงห์บุรี/ พระอนุรักษภูเบศร์(โคม) ผู้ว่าราชการเมืองสิงห์บุรี ณ พลับพลาโรงพิธีเมือง สิงห์บุรี 4 6 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองชัยนาท/ ไม่ปรากฎนามผู้รับ ณ พลับพลา ที่ว่าราชการ เมืองชัยนาท 5 9 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองอุทัยธานี/ ไม่ปรากฎนามผู้รับ ณ พลับพลาโรงพิธีเมือง อุทัยธานี 6 10 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลนครสวรรค์/ ไม่ปรากฏนามผู้รับ ณ ที่ว่าการมณฑล นครสวรรค์ 7 14 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองพิจิตร/ ไม่ปรากฎนามผู้รับ ณ ศาลาที่ว่าราชการ เมืองพิจิตร 8 17 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลพิษณุโลก/ ไม่ปรากฎนามผู้รับ ณ ศาลาที่ว่าการมณฑล พิษณุโลก 9 21 ต.ค. 2444 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองพิชัย/ พระศรีสงคราม (โพธิ) ผู้ว่าราชการเมืองพิชัย ณ พลับพลาหน้าเรือน ผู้ว่าราชการเมืองพิชัย 10 26 ส.ค. 2449 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองกำแพงเพชร/พระยารามรณรงค์ สงคราม (อ้น) ผู้ว่าราชการเมืองกำแพงเพชร ณ ศาลาว่าราชการเมือง กำแพงเพชร 4
ใน พ.ศ.๒๔๕0 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากการ เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ในการนี้ มีพระราชประสงค์จะเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในหัวเมืองชายทะเลฝั่ง ตะวันออก ก่อนที่จะเสด็จฯ กลับกรุงเทพมหานคร การเสด็จฯ ครั้งนี้ได้พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำ มณฑลและเมืองเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับพระราชทาน 1 13 พ.ย. 2450 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองตราด/ พระยาบริรักษ์ภูธร (ปิ๋ว บุนนาค) ผู้ว่าราชการเมืองตราด ณ พลับพลาโรงพิธี เมืองตราด 2 15 พ.ย. 2450 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลจันทบุรี/ พระยาวิชยาธิบดี ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ณ พลับพลาโรงพิธี มณฑลจันทบุรี ส่วนการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืององค์สุดท้ายในรัชกาล พระราชทานพระแสง ราชศัสตราประจำมณฑลปราจีน ในพ.ศ.2451 ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับ พระราชทาน 1 24 ม.ค. 2451 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลปราจีน/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงพิเศษจัดราชการ ณ ศาลาว่าการมณฑล ปราจีน 5
การพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 6) พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง จำนวน ๑3 แห่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพิ่มเดิม ต่อจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนารถทรงริเริ่มไว้หลายประการ หากแต่ธรรมเนียมปฏิบัติประการหนึ่งที่ทรงดำเนิน ตามเบื้องพระยุคลบาทอย่างสืบเนื่องต่อมาคือ การเสด็จพระราชดำเนินตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อทรงตรวจ ราชการและเยี่ยมเยือนราษฎรอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองให้แก่บรรดา หัวเมืองน้อยใหญ่ในคราวเดียวกัน โดยครั้งนี้มีพระราชดำริในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบหัวเมืองมณทล ปักษ์ใต้ระหว่างวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๘ - วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. 2๔๕๘ รวมเวลา ๖๓ วัน ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับพระราชทาน 1 7 มิ.ย. 2458 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองนราธิวาส/อำมาตย์โท พระนราภิบาลบดี ศรีสมุทเขตร์ (เปลี่ยน กาญจนารัณย์) ผู้ว่าราชการเมืองนราธิวาส ณ พฃัลพลาจตุรมุข เมืองนราธิวาส 2 9 มิ.ย. 2458 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองสายบุรี/พระยาสายบุรี ณ พลับพลาจตุรมุข เมืองสายบุรี 3 11 มิ.ย. 2458 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลปัตตานี/มหาอำมาตย์ตรี พระยา เดชานุชิต (หนา บุนนาค) สมุหเทศาภิบาล มณฑลปัตตานี ณ พลับพลาทองใน สนาม เมืองปัตตานี 4 14 มิ.ย. 2458 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลศรีธรรมราช/ มหาอำมาตย์โท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์ สมุหเทศาภิบาล มณฑลนครศรีธรรมราช ณ พลับพลาทองใน สนาม เมืองสงขลา 5 4 ก.ค. 2458 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองตรัง/อำมาตย์ตรี พระตรังคบุรี ศรีสมุทเขตร (สินธุ์ เทพหัสดิน) ผู้ว่าราชการเมืองตรัง ณ พลับพลาทองจตุรมุข ในสนามหน้าวัดตรังคภูมิ พุทธาวาศ 6 9 ก.ค. 2458 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองนครศรีธรรมราช/อำมาตย์เอก พระยาประชากิจ กรจักร(ทับ มหาเปารยะ) ผู้ว่าราชการเมือง นครศรีธรรมราช ณ พลับพลาทอง ในลาน วัดพระมหาธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช 7 28 ก.ค. 2458 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลชุมพร/ มหาอำมาตย์ตรีพระยาบริรักษ์ภูธร (พลอย ณ นคร) สมุหเทศาภิบาล มณฑลชุมพร ณ ลานหน้าศาลาที่ว่า การมณฑล ซึ่งตั้งอยู่ที่ เมืองสุราษฎร์ธานี 6
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะเสด็จ พระราชดำเนินเลียบมณฑลราชบุรีเพื่อเสด็จตรวจราชการและเยี่ยมเยือนราษฎร พร้อมทั้งพระราชทาน พระแสงราชศัสตราให้แก่มณฑลราชบุรี เมืองเพชรบุรี และเมืองประจวบศีรีขันธ์ ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับพระราชทาน 1 24 เม.ย. 2459 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลราชบุรี/จางวางตรี หม่อมเจ้าสฤษดิเดชชยางกูร สมุหเทศาภิบาล มณฑลราชบุรี ณพลับพลาทองในสนามกลางเมือง ราชบุรี หน้าสถานีตำรวจภูธร 2 24 เม.ย. 2459 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองเพชรบุรี/อำมาตย์เอก พระยาเพ็ชร์พิไสยซรีสวสดิ์ ผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรี ณ พลับพลาทอง ในสนาม กลางเมืองเพชรบุรี เชิงเขาวัง 3 25 เม.ย. 2459 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองประจวบคีรีขันธ์/อำมาตย์เอก พระยาศิริธรรมบริรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองประจวบคีรีขันธ์ ณ พลับพลาทอง กลางเมือง ประจวบคีรีขันธ์ ใน พ.ศ. ๒๔๖0 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เลียบมณฑลปักษ์ใต้อีกคราวหนึ่ง ปรากฎหลักฐานจากหนังสือ "ราชกิจจานุเบกษา” ว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสง ราชศัสตราประจำเมืองแก่จังหวัดระนอง และมณฑลภูเก็ต ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับพระราชทาน 1 18 เม.ย. 2460 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองระนอง/อำมาตย์ตรี พระระนองบุรีศรีสมุทเขตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ณ พลับพลาในสนาม จังหวัดระนอง 2 27 เม.ย. 2460 พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลภูเก็ต/ มหาอำมาตย์โท พระยาสุรินทราชาราชองครักษ์ (ม.ร.ว.สิทธิสุทัศน์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ณ พลับพลาจตุรมุข มณฑลภูเก็ต ในส่วนของพระแสงราชศัสตราประจำมณฑลนครชัยศรีนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระราชทานในสมัย รัชกาลใด แต่จากลักษณะของพระแสงและการจารึกที่ใบพระแสงเฉพาะชื่อ "มณฑลนครชัยศรี" อาจอนุโลม จัดเข้าในกลุ่มพระแสงราชศัสตราประจำเมืองที่พระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะจารึก ที่ใบพระแสงเพียงแค่ชื่อมณฑลหรือเมืองเท่านั้น นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรด ที่จะเสด็จฯ ประทับแรม ณ มณฑลนครชัยศรีอยู่เนืองๆ จนถึงกับโปรดให้สร้างพระราชวังสนามจันทร์ เป็นที่ประทับในเวลาเสด็จแปรพระราชฐานอีกด้วย ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับพระราชทาน 1 ไม่ปรากฎ พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลนครชัยศรี - 7 7
การพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง จำนวน 6 แห่ง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังคงดำเนินพระบรมราโชบายที่จะพระราชทาน พระแสงราชศัสตราให้แก่บรรดาหัวเมืองต่างๆเช่นเดียวกันกับที่สมเด็จพระบรมชนกนารถ และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ทรงถือปฏิบัติกันต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริในการเสด็จพระราชดำเนินเยือน มณฑลฝ่ายเหนือคือ มณลพิษณุโลก และมณฑลพายัพ ซึ่งขณะนั้นการคมนาคมสะดวกมากขึ้นเพราะมีเส้นทาง รถไฟสายเหนือตัดถึงแล้ว นับว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนิน เยือนหัวเมืองฝ่ายเหนือในมณฑลพายัพอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีเสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งออกจากกรุงเทพฯ ในวันที่ - มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ และเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ ในวันที่ – กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๔๖๔ รวมเวลา ๓๒ วัน ลำดับ วัน/เดือน/ปี ชื่อพระแสงราชศัสตรา/ผู้รับพระราชทาน สถานที่รับพระราชทาน 1 9 ม.ค. 2469 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองจังหวัดแพร่/ พระยากรุงศรีสวัสดิการ ณ ศาลากลางจังหวัดแพร่ 2 11 ม.ค. 2469 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองจังหวัดลำปาง/ มหาอำมาตย์ตรี พระยาสุเรนทร์ราชเสนา ณ ศาลากลางจังหวัดลำปาง 3 16 ม.ค. 2469 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองจังหวัดเชียงราย/ อำมาตย์เอก พระยาราชเดชดำรง ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย 4 23 ม.ค. 2469 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองจังหวัดเชียงใหม่/ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ณ พลับพลาหน้าศาลารัฐบาล จังหวัดเชียงใหม่ 5 26 ม.ค. 2469 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองจังหวัดลำพูน/ พลตรี เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ณ พระวิหารวัดมหาธาตุ 6 21 ม.ค. 2471 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองจังหวัดพังงา/ พระอาคมคุติกร ณ พลับพลาทองโรงพิธี 8
ประวัติพระแสงราชศัสตราประจำเมืองเชียงใหม่ รัชสมัยพระบาทสมด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยี่ยมมณฑลภาคพายัพ วันประพาสที่ ๑๘ วัน อาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๙ เวลาเช้า ๑0 นาฬิกา พระราชทานพระแสงราชาวุธให้แก่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ รับพระราชทาน ณ พลับพลาหน้าศาลารัฐบาล จังหวัดเชียงใหม่ "ท่านทั้งหลายได้ ยกย่องเกียรติยศในคำเชิญขวัญ ว่าตัวเราเป็นพระเจ้าแผ่นดินในพระบรมราชจักรี วงศ์พระองค์แรก ซึ่งได้เสด็จมายังมณฑลพายัพเมื่อราชาภิเษกแล้ว ให้ราษฎรได้โอกาส พบเห็นพระเจ้าอยู่หัว ของตน ข้อนี้เราก็มีความยินดีที่ได้โอกาส มาพบปะคุ้นเคยกับเหล่าพศกนิกรถึงถิ่นสถานในมณฑลพายัพครั้ง นี้อันความคิดใคร่จะมายังมณฑลพายัพได้เกิดขึ้นแก่เรา ตั้งแต่แรกได้รับราชสมบัติ ด้วยประสงค์จะทำนุบำรุง ประเทศสยามตามน่าที่ของพระเจ้าแผ่นดินโดยเต็มกำลังและความสามารถของเรา... เพื่อเป็นเครื่องหมายที่เราได้ขึ้นมาถึงเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก เราจะมอบพระแสงราชศัสตราชั้นสูง สำหรับมณฑลให้ไว้เป็นเกียรติยศเมืองเชียงใหม่องค์หนี่ง อันพระแสงราชศัสตรานี้สมเด็จพระบรมชนกนาถ ของเราได้ทรงพระราชดำริห์สร้างขึ้นพระราชทานหัวเมืองสำคัญซึ่งเสด็จไปถึง ให้รักษาไว้สำหรับชุบทำน้ำ พระพิพัฒสัตยา แลเป็นที่สักการะต่งพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน ท่านทั้งหลายจงรับพระแสงราชศัสตราไว้พร้อม ด้วยพรของเรา ขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงเจริญสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล ชนมายุสถาพรทั่วทั้งจังหวัดเชียงใหม่ และขอให้เมืองเชียงใหม่จงเจริญรุ่งเรืองทั้งความสุข แลสมบัติวัฒนาการเป็นนิจนิรันดรเทอญ" พระแสงราชศัสตราประจำเมืองเชียงใหม่ 9
ลักษณะพระแสงศัสตราประจำจังหวัดชียงใหม่ ด้ามทองฝักทองลงยาราชาวดี ยาว 104 เซ็นติเมตร ด้ามยาว 32.5 เซนติเมตร ฝักยาว 71.5 เซนติเมตร ใบยาว 55.5 เซนติเมตร ทอดบนบันไดแก้ว ปลอกด้านซ้ายจารึกเลขทะเบียนว่า “5711” 10 พระแสงราชศัสตราประจำเมืองเชียงใหม่
1111
12
13
14
สำ นักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ อาคารกระทรวงการคลัง ชั้น ๑ ถนนโชตนา ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๓๐๐ โทร ๐ ๕๓๑๑ ๒๘๘๒-๓ โทรสาร ๐ ๕๓๑๑ ๒๓๙๙ e-mail: [email protected] สำ สำสำสำนันั นั ก นั กงานคลัลังจัจัง จั ง จั หวัวัด วั ด วั เชีชี ชี ย ชี ยงใหม่ม่ ม่ม่ The Chiang Mai Provincial Comptroller office Facebook website วันจันทร์ที่ร์ ที่๓ ตุลาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๘.๓๐ น. นายนิรัตรัน์ พงษ์สิทธิถธิาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมภริยา สักการะพระแสงราชศัสตราชั้นสูงให้ไว้เป็นเกียรติยศสำ หรับมณฑล ประจำ เมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับพระราชทานในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๖๙ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำ นึก ในพระมหากรุณาธิคุธิคุณ เครื่อรื่งราชูปโภคพระราชอิสอิริยริยศประจำ พระองค์และประจำ ตำ แหน่งพระมหากษัตริย์ริย์ ในโอกาสรับรัตำ แหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนางปลื้มจิต สิงห์สุทธิจันทร์ คลังจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังและบุคคลกระทรวงการคลัง อำ นวยความสะดวก ในการปฏิบัฏิติบัภติารกิจกิณ ห้อห้งมั่นมั่คง สำ นักนังานคลังลัจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ นางปลื้มลื้จิตจิ สิงสิห์สุห์ทสุธิจัธินจัทร์ คลังลัจังจัหวัดวัเชียงใหม่ นายนิรัตรัน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สัสักสัสัการะพระแสงราชศัศัสศัศัตรา ประจำจำจำจำเมืมือ มื อ มื งเชีชี ชี ย ชี ยงใหม่ม่ม่ม่
สำ นักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ วันพุธที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๓๐ น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สักการะพระแสงราชศัสตราประจำเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับพระราชทานในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๖๙ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เครื่องราชูปโภคพระราชอิสริยยศประจำพระองค์และประจำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ในการสืบสานประเพณีสงกรานต์ ในการสักการะและแสดงความเคารพแก่สิ่งศักดิ์สิทธิประจำเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีนางปลื้มจิต สิงห์สุทธิจันทร์ คลังจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยบุคลากรสำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจ ณ ห้องมั่นคง สำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ ศูนศูย์ข้อข้มูลมูข่าข่วสาร Fackbook website สักการะพระแสงราชศัสตราประจำ เมืองเชียงใหม่ สำ นักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ อาคารกระทรวงการคลัง ชั้น ๑ ถนนโชตนา ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๓๐๐ โทร. ๐๕๓-๑๑๒๔๐๐, ๐๕๓-๑๑๒๔๐๑, ๐๕๓-๑๑๒๓๙๘, ๐๕๓-๑๑๒๘๘๒, ๐๕๓-๑๑๒๘๘๓ โทรสาร: ๐๕๓-๑๑๒๓๙๙ อีเอีมล: [email protected]