ก โครงงานคุณธรรม ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ “Media Literacy” กลุ่มผู้จัดทำ กลุ่มแกนนำ “ CP พลังความดี” โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประกวดกิจกรรมโครงงานคุณธรรม จัดทำโดยมหาวิทยาลัยมหาจุลาลงกรณราชวิทยาลัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
ข โครงงานคุณธรรม ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ “Media Literacy” นักเรียนผู้รับผิดชอบโครงการ นางสาวอนัญญา ต้นสียา ประธาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นางสาวกฤตยา อาจอักษร รองประธาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 นายประกาศิต ปุระเทพ ประชาสัมพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นายแมก บิกเคิร์ท เหรัญญิก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวนาราญา ยอดประดิษฐ์ เลขานุการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวมนัสวี ศรีจันทร์ กรรมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวธชกช วงษ์หาบุตร กรรมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวณัฐฐินันท์ เจ็ดกลาง กรรมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาวกฤษณาพรรณ วรรณมหินทร์ กรรมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นางสาววริศรา บุทเสน กรรมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พระสงฆ์ที่ปรึกษา พระสุธรรมรัตนาภรณ์ ฐานธม̣โม วัดมณีโคตร ผู้บริหารสถานศึกษา นายพิพัฒน์ ศรีสุขพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย นางปริฉัตร เทียนทิพย์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ครูผู้ฝึกสอน นางสาวสกาวเดือน กางทอง 098-0686612 นางกาญจนสุดา ไชยเพ็ชร 089-9400597 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย 240 หมู่ 2 ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 43120 E-mail [email protected]
ก กิตติกรรมประกาศ โครงงานฉบับนี้สำเร็จด้วยดี เนื่องจากความกรุณาในการชี้แนะให้คำปรึกษาจาก นายพิพัฒน์ ศรีสุขภัณฑ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย นางสาวสุภาวดี ผาตะเนตร รองผู้อำนวยการ ฝ่าย วิชาการโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย และน้อมกราบนมัสการขอบคุณพระครูสุธรรม รัตนาภรณ์ ฉายา ฐานธมฺโม และ นางสาวสกาวเดือน กางทอง นางกาญจนสุดา ไชยเพ็ชร คุณครูที่ปรึกษาโครงงาน คุณธรรม ขอบพระคุณชุมชน ผู้ปกครองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ซึ่งมีส่วนร่วมสร้างความ สมบูรณ์ให้กับโครงงาน จึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอบพระคุณคุณครูทุกท่านที่อบรม บ่มเพาะ ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ และขอบคุณ เพื่อนนักเรียนทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงงานเป็นอย่างดี คุณประโยชน์จากโครงงานฉบับนี้ ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชาและขอมอบเป็นเครื่องตอบ แทนพระคุณครู และผู้มีพระคุณทุกท่าน กลุ่มแกนนำ CP พลังความดี คณะผู้จัดทำ
ข สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................. ................ก สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………………...ข บทคัดย่อ…………………………………………………………………………………………………………………..……….ง ผังมโนทัศน์………………………………………………………………………………………………………………..………จ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ………………………………….……………………………………………..……..1 1.2 วัตถุประสงค์…………………………………………………..…...……………………………………....…1 1.3 ขอบเขตการศึกษา……………………………………..………..……………………….……………..…..1 1.4 ระยะเวลาในการดำเนินการ………………………………………………….…………………….…....2 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ………………...…………………………………………………....….…...2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1 ข้อมูลเอกสารหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………….……………………….…….……3 2.2 หลักธรรมที่นำมาใช้........……………………………..…………………………………………….……..6 บทที่ 3 วิธีดำเนินงาน 3.1 ขั้นวางแผนและดำเนินงาน..........................................................………………….………….7 3.2 งบประมาณ......................………………………………………………………………………...………..9 3.3 แหล่งที่มาของงบประมาณ…………………………………………………….…………….……………..9 3.4 อุปสรรค ความผิดพลาดและการแก้ปัญหา………………………..…….…………….……………..9 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 4.1 ผลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย…………………………….…………………………………….…..…...11 4.2 ผลที่เกิดกับสมาชิกในกลุ่มแกนนำ…………….……….………………………………..….…….…...12 4.3 ผลจากการประเมินผลการดำเนินงาน…….….………………………………………..….……..…..13 4.4 กลุ่มเป้าหมาย………………….…………………………...……..…..………………………….……..…..14 4.5 การประเมินผลการดำเนินงาน....………………….………………………………………...………....15 4.6 การประเมินตนเอง………………….…………………………...……..…….………………….……..…..15 4.7 การประเมินและวิจารณ์จากผู้อื่น....………………….……………………………..……...………....16
ค สารบัญ (ต่อ) บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการดำเนินโครงการ.....…………………………………………………….…...….….............17 5.2 แผนการดำเนินงานในอนาคต…………………………..……………………………..………..……….18 5.3 ประสบการณ์และข้อเสนอแนะ..........................……………………….……………….…….……19 บรรณานุกรม………………………………………….……………………………………………………………………..……20 ภาคผนวก............................................................................................................................. .............21
ง บทคัดย่อ โครงงานคุณธรรม “ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” Media Literacy จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เผยแพร่ความรู้เรื่องประโยชน์และโทษของการใช้สื่อออนไลน์ 2) เพื่อ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การใฝ่เรียนใฝ่รู้ ด้วยหลักธรรมไตรสิกขาและแนว พระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องความมีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกัน ประชากรจำนวน 20 คน กลุ่ม ตัวอย่าง 20 คน ได้มาโดยการคิดร้อยละ 30 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) แบบสำรวจ 2. แผ่นพับความรู้ มีวิธีดำเนินการคือ การสำรวจสื่อออนไลน์และนำความรู้ ประโยชน์ โทษของสื่อ ออนไลน์ไปเผยแพร่ให้แก่กลุ่มเป้าหมายและการจัดค่ายอบรมคุณธรรมนำชีวิต ส่งให้ผู้ปกครองชุมชน และสำรวจการใช้สื่อออนไลน์เมื่อสิ้นสุดโครงการ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละและ ค่าเฉลี่ย อีกทั้งโครงงานคุณธรรมเป็นโครงงานที่มีจุดเน้นเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี มี ความรู้ และอยู่ดีมีสุข ด้วยการใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับความ ร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา เป็นโครงงานที่ส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม และสร้างจิตสำนึกของความเป็นไทย ส่งเสริมค่านิยมหลัก 12 ประการ ให้เด็ก เยาวชน ซึ่งเป็นผู้สืบทอดได้มีส่วนร่วมแสดงออกถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่งดงามในแบบไทย
จ ผังสรุปมนทัศน์โครงงานคุณธรรม ชื่อโครงงาน “ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” กลุ่ม : กลุ่มแกนนำ CP พลังความดี โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ผังสรุปมนทัศน์โครงงานคุณธรรม ชื่อโครงงาน “ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” กลุ่ม : กลุ่มแกนนำ CP พลังความดี โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย (1) ปัญหา - นักเรียนกลุ่มเสี่ยง ระดับมัธยมศึกษาปี่ที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คนติดเทคโนโลยี ติดอินเตอร์เน็ต เกมส์มาก เกินไป โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางสังคมใน อินเตอร์เน็ต (social network) หรือ การคุยกัน ที่เรียกว่า แชท (chat) ไม่สนใจการเรียนเรียนแบบวัฒนธรรมของ ต่างชาติมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคาราวะ ไม่มี ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว และทำให้เป็นสังคมก้มหน้า ขาด จิตใต้สำนึกที่ดีขาดคุณธรรม จริยธรรม - มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น (3)เป้าหมาย - นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่3 ลดพฤติกรรมเสี่ยงลงได้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีขึ้น ภายในภาคเรียนที่ 2 - กลุ่มเป้าหมายจำนวน 20 คน เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน มี มารยาทที่ดีงามช่วยเหลือกันและร่วมกันทำเข้าร่วม โครงการต่างๆ -นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มแกนนำ CP พลัง ความดี รวม 20 คน ร่วมกันทำงานจิตอาสาต่อส่วนรวม -นักเรียนกลุ่มเป้าหมายใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีสติ และสมาธิได้ดีและใส่ใจในวัฒนธรรม (2) สาเหตุ ปัจจัยภายใน -นร.ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมาก ใช้เวลาว่างไม่เกิด ประโยชน์ -นร.ขาดการยับยั้งการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง อยากรู้ อยากเห็น และชอบเลียนแบบสื่อในอินเตอร์เน็ต รับวัฒนธรรม ของต่างชาติจนลืมวัฒนธรรมไทยของตนเอง นร.ขาดการสนใจในการเรียนเนื่องจากเล่นโทรศัพท์ Facebook Instagram Line และเกมส์ออนไลน์ต่าง ๆ นร. ขาดธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ขาดจิตใต้สำนึกที่ดี ปัจจัยภายนอก อิทธิพลของเทคโนโลยี เพื่อนในกลุ่ม ค่านิยม การเลียนแบบ สื่อใน (4) ทางแก้ - สมาชิกในกลุ่มร่วมกันร่วมกันปรึกษาหารือจัดทำ โครงงาน ตั้งชื่อกลุ่ม และกำหนดผู้รับชอบ - จัดทำโครงการ เยาวชนแกนนำทำความดี - จัดทำโครงการ คุณธรรม นำชีวิต เนรมิตนิสัย (5) หลักธรรมที่ขาด/บกพร่อง ที่ควรปลูกฝัง : ไตรสิกขา มี 3 ประการ 1) ศีล 2) สมาธิ 3) ปัญญา พระราชดำริ/พระราชดำรัส ที่อันเชิญมาใช้ : หมายถึง แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง 1) การพึ่งตนเอง 2) การมีเหตุมีผล 3) การมีภูมิคุ้มกัน
บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่หกสำหรับ มนุษย์ในปัจจุบัน ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย สังคมมีการติดต่อสื่อสารกัน เชื่อมโยงถึงกันง่าย ทำให้ประชาคมโลกรับรู้ข้อมูล ข่าวสารได้ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่เทคโนโลยีก็ เป็นตัวการที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของคนในโลกยุคนี้ ที่มีปัญหาต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น สังคมในปัจจุบันมีการใช้สื่อออนไลน์กันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นการแชทใน Facebook, Twitter การดูคลิปวิดีโอต่างๆ การเล่นเกมส์ออนไลน์การแพร่ภาพสด การทำธุรกิจ การค้า การจัดการเรียนการสอนในและนอกห้องเรียนให้กับผู้เรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย มีการใช้ทั้งที่เกิดประโยชน์มหาศาล และใช้ในทางที่สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งเป็น สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาชญากรรมในสังคม เช่น การถูกล่อล่วงไปข่มขืนแล้วฆ่า การถูกล่อล่วงไป ปล้นจี้ชิงทรัพย์ ซึ่งตรงกับสภาพทั่วไปของเยาวชนไทยในทุกสังคม และทุกโรงเรียนที่มีพฤติกรรมการ ใช้สื่อออนไลน์ในทางเสี่ยงมากยิ่งขึ้นทุกวัน และจากการสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนนักเรียนใน ห้องเรียน แอบเล่นเกมส์ และโปรแกรมติดต่อสื่อสาร ในเวลาเรียน โดยไม่สนใจการเรียน คณะ ผู้จัดทำโครงงานจึงเกิดแรงบันดาลใจว่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใช้ในทางที่เกิดประโยชน์ได้ จึงได้ ร่วมกันนำแนวคิดนี้ไปปรึกษาครูที่ปรึกษาโครงงาน ประกอบกับพระครูสุธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะ ตำบลจุมพล เขต 1 เจ้าอาวาสวัดมณีโคตร จึงได้ทำการศึกษาและสำรวจการใช้สื่อออนไลน์ของ นักเรียนโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย คณะผู้จัดทำโครงงานจึงได้แนวทางที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ ของนักเรียนโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย โดยใช้หลักธรรมเรื่อง ไตรสิกขา และ แนวพระราชดำริปรัชญา เศรษฐกิจพอพียง จะช่วยให้ทุกคนรู้ถึงประโยชน์และโทษของการใช้สื่อออนไลน์จึงได้ร่วมกันจัดทำ โครงงานคุณ ธรรม เรื่อง ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ Media Literacy ขึ้น 1.2 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเผยแพร่ความรู้ เรื่องประโยชน์และโทษของการใช้สื่อออนไลน์ 2. เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การใฝ่เรียนใฝ่รู้ ด้วยหลักธรรมไตรสิกขา และแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง 1.3 ขอบเขตการศึกษาเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย ประชากร เป็นนักเรียนโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน
2 เชิงปริมาณ - นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จำนวน 20 คน ติด 0, ร, มส. เชิงคุณภาพ - นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จำนวน 20 คน ไม่ติด 0, ร, มส. มีนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน - เป้าหมายระยะสั้น (ระยะ 6 เดือน) เดือนเมษายน พ.ศ.2563 – เดือนกันยายน พ.ศ.2563 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน ไม่ติด 0, ร, มส. มีนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน - เป้าหมายระยะยาว (ระยะ 12 เดือน) เดือนเมษายน พ.ศ.2563 – เดือนมีนาคม พ.ศ.2564 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน ไม่ติด 0, ร, มส. มีนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สถานที่ โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ระยะเวลา 12 เดือน ระหว่างเดือน เดือนเมษายน พ.ศ.2563 – เดือนมีนาคม พ.ศ.2564 สถานที่ โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย และชุนชนในเขตอำเภอโพนพิสัย ด้านเนื้อหา สื่อออนไลน์ ประโยชน์และโทษของการใช้สื่อออนไลน์ หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 1.การพึ่งตนเอง 2. การมีเหตุมีผล 3.การมีภูมิคุ้มกัน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ สถานที่ โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย และชุนชนในเขตอำเภอโพนพิสัย
3 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1 ข้อมูลเอกสาร หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมวัยรุ่น 2. แนวคิดเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมวัยรุ่น วัยรุ่นมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Adolescence หมายถึง การเจริญเติบโตไปสู่วุฒิภาวะ เมื่อกล่าวถึงวัยรุ่น คนทั่วไปมักนึกถึงผู้ที่อยู่ในช่วง 13-19 ปี โดยประมาณ หรือหากแบ่งตามชั้น เรียน ก็จะนึกถึงผู้เรียนที่เรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาตอนปลาย จนไปถึงระดับอุดมศึกษาปีต้นๆ กุญชรีค้าขาย (2542:1) Dusek (อ้างถึงใน กุณฑล มีชัย 2550:5) หมายถึง วัยที่เชื่อมระหว่างการ เป็นการเป็นผู้ใหญ่ อันเป็นระยะที่ต้องปรับพฤติกรรมวัยเด็กไปสู่พฤติกรรมแบบผู้ใหญ่ที่สู่เด็กวัยรุ่นจึง ไม่ใช่เป็นเพียงการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย แต่หมายถึงการเจริญเติบโตทางสังคมซึ่งอยู่ในกรอบ ของวัฒนธรรมแต่ละที่ลักษณะที่สำคัญของวัยรุ่น 1. เป็นวัยแห่งหัวเลี้ยวหัวตอของชีวิต ผลลัพธ์ของพฤติกรรมในวัยนี้จะมีผลต่อบุคคลยาว ในช่วงวัยอื่นต่อมา ทั้งด้านการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตคู่ เจตคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ สับสนในบทบาท ที่ไม่ชัดเจนของตนเอง เช่น ไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ความคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นเด็ก กับความเป็นผู้ใหญ่นี้ มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของเด็กมาก เด็กจะรู้สึกวางตัวยาก ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่าง จึงจะถูกต้องและเหมาะสม 2. เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเจตคติในวัยรุนจะควบคู่ไปกับ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นเช่นการเปลี่ยนแปลงความสนใจความไม่มั่นใจเกี่ยวกับ ความสามารถและความถนัดของตนเอง 3. เป็นวัยแห่งปัญหา อาจกล่าวได้ว่าวัยรุ่นเป็นวัยเจ้าปัญหามากที่สุด ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากสาเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนั่นเอง ภาวะความว้าวุ่นใจ ไม่สบายตัวไม่สบายใจ ทำ ให้เกิดความหงุดหงิด วิตกกังวล อารมณ์เสียงาย ไม่อยากพูดคุยกับใคร หรือพูดจายียวน จนทำให้เกิด ความไม่เขาใจกันในกลุ่มเพื่อนหรือพี่นอง เกิดเป็นปัญหาทางอารมณ์และปัญหาสังคมของเด็กวัยนี้ 4. เป็นวัยที่ต้องการเรียนรู้ ความเป็นตัวของตัวเอง เด็กจะแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการ การ ยอมรับจากกลุ่มและถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแต่กระนั้นเด็กเองยังไม่แน่ใจในบทบาทของตนเขา ต้องการรู้วาเขาต้องแสดงบทบาทใดในสังคมของตัวเอง คือ การพยายามหาเอกลักษณ์ของตัวเอง จาก การแต่งกาย จากการใช้คำพูดที่เข้าใจกันเฉพาะในกลุ่มวัยรุนเท่านั้น
4 5. เป็นช่วงวัยแห่งจินตนาการ วัยรุ่นชอบฝันสร้างวิมานในอากาศ จินตนาการตนเอง เป็นสิ่ง ต่างๆ หรือบุคคลต่างๆ ที่ตนเองชอบ เด็กสามารถแสดงออกในรูปของการประพันธ์เพลง เขียนบท กลอนประกอบเพลง หรือแม้กระทั่งการแต่งกายตามแบบบุคคลในสังคมที่ตนเองชื่นชอบและต้องการ เอาอย่าง แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสาร แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์(Social Media) ภิเษก ชัยนิรันดร์(2553 อ้างใน จิราภรณ์ ศรีนาค, 2556) ความหมายและประเภทของสื่อสังคม ออนไลน์ (Social Media) คือสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสื่อที่แพร่กระจายด้วยปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม ทั้งนี้Social media อาจจะอยู่ในรูปของเนื้อหา รูปภาพ เสียงหรือวิดีโอ ซึ่งสอดคล้องกับ (กานดา รุณนะ พงศา, 2557) ที่ว่า โซเซียล“Social” หมายถึงการแบ่งปันในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นการแบ่งปันเนื้อหา ไฟล์ รสนิยม ความเห็น หรือการ ปฏิสัมพันธ์ในสังคม (การรวมกันเป็นกลุ่ม) ส่วน มีเดีย “Media” หมายถึงสื่อหรือเครื่องมือที่ใช้เพื่อ การสื่อสาร ในปัจจุบันการแพร่กระจายของสื่อก็ทา ได้ง่ายขึ้นโดย เกิดจากการแบ่งปันเนื้อหา (Content Sharing) จากใครก็ได้นอกจากนั้นสื่อสังคมออนไลน์ยังเป็นสื่อที่เปลี่ยนแปลงสื่อเดิมที่ แพร่กระจายข่าวสารแบบทางเดียว (one-to-many) เป็นแบบการสนทนาที่ สามารถมีผู้เข้าร่วมได้ หลาย ๆ คน (many-to-many) เมื่อมีสภาพของการเป็นสื่อสังคม สิ่งสำคัญ ก็คือ การสนทนาที่ เกิดขึ้น อาจจะเป็นการร่วมกลุ่มคุยในเรื่องที่สนใจร่วมกัน หรือการวิพากษ์วิจารณ์สินค้า หรือบริการ ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีใครเข้ามาควบคุมเนื้อหาของการสนทนาแม้กระทั่ง ตู้ผู้ผลิตเนื้อหาเอง เพราะผู้ที่ ได้รับสารมีสิทธิที่จะเขา้ร่วมในรูปแบบของการเพิ่มเติมความคิดเห็น หรือแมก้ระทั่งเขา้ไป แก้ไขเนื้อหา นั้นได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังเป็นสื่อที่เปลี่ยนผู้ค้นจากผู้บริโภคเนื้อหาเป็นผู้ผลิตเนื้อหาและ กระจายไปยัง ผู้รับสารคนอื่น ๆ ได้อย่างเสรีหากใครผลิตเนื้อหาที่โดนใจ ก็จะเป็นผู้ทรงอิทธิพล (Influencer) ยิ่ง หากเป็นในทางการตลาด ก็สามารถโน้มนา ผู้ติดตามในการตัด สินใจซื้อสินค้าหรือ บริการได้โดยง่าย สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) สามารถแบ่งประเภทของสื่อสังคมออนไลน์ได้ด้งนี้(สุภาวรรณ์ นวลนิล, 2557: ออนไลน์) 1) บล็อกเป็นการลดรูปจากคา ว่า Weblog เป็นระบบจดัการเนื้อหารูปแบบหนึ่งซึ่ง ทำให้ ผู้ใช้สามารถเขียนบทความหรือที่เรียกว่า “โพส” แล้วทำ การเผยแพร่ได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากในการ ที่ จะต้องมานั่ง เรียนรู้ถึงภาษา HTML หรือโปรแกรมทา เว็บไซต์การเรียงเนื้อหาจะเรียงจากเนื้อหาที่มา ใหม่สุดมาก่อน จากนั้น จะลดหลั่ง ลงเป็นบางของเวลา (Chronological Order) สำหรับการมีบล็อก ขึ้นมาเพื่อ เปิดโอกาสให้ใคร ๆ ที่มีความสามารถด้านต่าง ๆ สามารถเผยแพร่ความรู้ดงักล่าวด้วยการ เขียนได้อย่างเสรีไม่มีขีดจา กดั เรื่องเทคนิคในอดีตอีกต่อไป ทำให้เกิดบล็อกขึ้นมาจำนวนมาก เครื่องมือที่ สำคัญคือให้เพื่อน ๆ เข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ 2) Twitter และ Microblog อื่น ๆ เป็นรูปแบบหนึ่งของบล็อกที่จำกัดตัวอักษรของการโพ สตแต่ละครั้งที่140 ตัวอักษาโดยแรกเริ่มผู้ออกแบบ Twitter ต้องการให้ผู้ใช้งานเขียนเรื่องราว ว่าคุณ กำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้แต่Twitter ก็ถูกนา ไปใช้ทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการสร้างการบอกต่อ เพิ่ม
5 ยอดขายสร้างแบรนด์หรือเป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ใช้เป็น เครื่องมือประชาสัมพันธ์ ได้ด้วย เป็นที่นิยมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้ Twitter เพิ่มฟีเจอร์ที่ทำ ให้ผู้ใช้สามารถบอกได้ว่า่ ตอนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่นั้นก็คือการนำ Microblog เขา้ไปเป็นส่วนหนึ่ง ด้วยนั่นเอง 3) Social Network จากชื่อสามารถแปลได้ว่า เครือข่ายที่เชื่อมโยงบุคคลหลาย ๆ คน จน กลายเป็นสังคม ทั้งนี้ผู้ใช้จะเริ่มต้น สร้างตวัตนในส่วนของ“Profile” ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลส่วนตัว (Info) รูป (Photo)การจดบันทึก (Note) หรือการใส่วิดีโอ(Video) และอื่น ๆ นอกจากนี้Social Network ยังมีเครื่องมือสำคัญ ในการสร้างจำนวนเพื่อนให้มากขึ้น คือในส่วนของ Invite Friend และ Find Friend รวมถึงการสร้างเพื่อนจากเพื่อนของเพื่อนอีกด้วย อาจจะอยู่ในรูปแบบเกม หรือ แอปพลิ- เคชันต่าง ๆ สามารถรวมกลุ่มกัน เป็นGroup ขึ้นได้ แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรม ปัญชลีดวงเอียด (2549:15) ได้กล่าวถึง ผลการวิจัยของนักวิชาการว่าเยาวชนในยุคปัจจุบัน ค่อนข้างเป็นคนขี้เหงา ติดโทรศัพท์มือถือ ชอบออกนอกบ้าน มีความอ่อนแอทางจิตใจ ไม่มีความ เชื่อมั่นในตัวเอง ติดสุขนิยม บริโภควัตถุนิยม ต้องการความรวดเร็ว ขาดความยับยั้งชั่งใจไม่มีความ อดทน อดกลั้น มีค่านิยมทางเพศเสรีของเกี่ยวกับสิ่งเสพติด เมินศาสนา ขาดสาระและ ไร้ สํานึก เยาวชนส่วนใหญ่ ใช้เวลาในการพูดคุยโทรศัพท์นานวันละหลายชั่วโมงโดยจะเปิด โทรศัพท์มือถือไว้ตลอดเวลาพูดคุยกันพร่ำเพรื่อ พูดคุยกันนานๆทุกเรื่อง ทุกเวลา ทุกสถานที่สาระ และไม่มีสาระเสมือนว่าเยาวชนเป็นทาสโทรศัพท์มือถือ ทั้งยังขาดความระมัดระวังในการใช้ภาษาว่า เหมาะกับกาลเทศะหรือไม่ และมักใช้คําแสลง เช่น ภาษา “แอบแบ๊ว” ซึ่งเป็นภาษาที่นิยมในหมู เยาวชนขณะนี้ นอกจากนี้ เยาวชนยังชอบวิ่งตามแฟชั่น มีค่านิยมฟุ้งเฟ้อเห่อของใหม่ เปลี่ยน โทรศัพท์มือถือเป็นรุ่นใหม่บ่อยๆ นอกจากจะขาดระเบียบวินัยในเรื่องทั่วๆไป แล้วยังขาดวินัยใน การใช้เงินอีกด้วย พฤติกรรมดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า เยาวชนซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มใหญ่ในสังคมกําลังอยู่ กับความไม่พอดี ไม่พอเพียงในการดําเนินชีวิต จากพฤติกรรมของเยาวชนดังกล่าว ทําให้สามารถ มองเห็นสภาพของสังคมที่ชีวิตประจําวันกําลังถูกผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งนับวันจะมี รูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย แม้ SMS จะเป็นเพียงสาเหตุเดียวที่รวมอยู่กับสาเหตุใหญ่เพราะ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดที่ทําให้เกิดการติดต่อกันโดยตรงและเป็นส่วนตัวระหว่างบุคคลนั้นยอมนํามา ซึ่งความสัมพันธ์ที่ก่อตัวได้เร็วขึ้น แต่เยาวชนที่ใช้เครื่องมือสื่อสารนั้นๆ มีวุฒิภาวะหรือภูมิคุ้มกันมาก น้อยเพียงใด งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วรวุฒิเจริญศรีพรพงษ์ (2546: 50-65)ได้ศึกษาการวิเคราะห์ความต้องการใช้โทรศัพท์มือถือ ของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครที่มีโทรศัพท์มือถือใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่าระบบที่ใช้ ส่วนใหญ่ใช้ ของ AIS สาเหตุที่ตัดสินใจซื้อสวนใหญ่ตอบว่าเพราะจําเป็น การตัดสินใจซื้อเป็นความต้องการของ ตนเองส่วนใหญ่ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนส่วนใหญ่ใช้ไม่เกิน 500 บาท และใช้ติดต่อกับผู้ปกครองมากที่สุด
6 บริการเสริมที่มีในตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือที่มีการใช้มากที่สุด คือ SMS ธีระ กุลสวัสดิ์ (2534: 28- 42) ได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือในขณะขับรถของ ผู้ขับขี่รถยนต์ พบว่า การรณรงค์ จากสื่อต่างๆ ได้เขาถึงกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่แล้ว แต่กลับพบว่าจํานวนผู้ที่รับรู้การรณรงค์มีการใช้ อุปกรณ์ช่วยฟังและไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยฟัง อยู่ในสัดสวนที่ใกล้เคียงกัน โดยผู้ที่ใช้อุปกรณ์ช่วยฟังให้ เหตุผลว่าคำนึงถึงความปลอดภัยมากที่สุด ความแตกต่างทางด้านเพศ อายุสถานภาพ สมรส การศึกษา อาชีพ ประสบการณ์ในการขับขี่ ไม่มี ผลต่อพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ช่วยฟังศิรา พร ศรีแดน (2544: 124-145) ได้ศึกษาการแข่งขันทางธุรกิจการค้า และค่านิยมการใช้ โทรศัพท์มือถือ กรณีศึกษา อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู พบว่าการแข่งขัน ธุรกิจการคาในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู มีการแข่งขันทั้งหมด 6 ด้าน คือ ด้านการโฆษณาร้านค้าที่ให้บริการ โทรศัพท์มือถือเพื่อส่งเสริมการขาย ด้านการบริการ ด้านเงื่อนไข การซื้อ ด้านราคา ด้านบริการ หลังการขายและส่วนประกอบด้านอื่นๆ เช่น ทําเลที่ตั้ง การตกแต่งร้าน การแต่งกายของพนักงาน ขาย ค่านิยมการใช้โทรศัพท์มือถือ พบว่า ผู้ใช้เลือกจากเครื่องที่มี ราคาถูกมากที่สุด และเลือกใช้จาก ระบบสัญญาณเครือขายที่ครอบคลุมใช้ได้ทุกพื้นที่ มีเหตุผลในการใช้เพราะความสะดวกรวดเร็วในการ ติดตอสื่อสาร และใช้ตามสมัยนิยม 2.2 หลักธรรมที่นำมาใช้ นิยามศัพท์ 1.สื่อออนไลน์ หมายถึง สื่อที่ผู้ส่งสาร แบ่งปันสารซึ่งอยู่ในรูปแบบต่างๆไปยังผู้รับสารผ่าน เครือข่ายออนไลน์ที่สามารถโต้ตอบกันระหว่างผู้ส่งสาร และผู้รับสารหรือผู้รับสารด้วยกันเองซึ่ง สามารถแบ่งสื่อสังคมออนไลน์ออกเป็นประเภทต่างๆที่ใช้กันบ่อยคือบล็อก (Blogging) ทวิตเตอร์และ ไมโครบล็อก(Twitter and Microblogging) 2.หลักธรรม หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าที่นำมาเป็นหลักยึดให้กับตนเองและเป็น แนวทางให้กับทุกคนในการเลือกประพฤติปฎิบัติที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมหลักธรรมที่ นำมาใช้ คือ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกระบวนการปฏิบัติ หรือ กระบวนการพัฒนา 3 ด้าน คือ ศีล เป็นหลักการพัฒนาระดับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม สมาธิ เป็นหลักการ พัฒนาจิตใจให้มีสมรรถภาพและประสิทธิภาพในการคิดพิจารณาตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำการ ใดๆ ปัญญา เป็นหลักการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ รู้จักสิ่งทั้งหลาย และสามารถแยกแยะวิเคราะห์ สืบหาสาเหตุของสิ่งทั้งหลายได้ชัดแจ้ง ไตรสิกขาจึงเป็นกระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการ 3.แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง แนวทางในการประพฤติปฏิบัติที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมมี 3 ประการ 1) การพึ่งตนเอง 2) การมีเหตุผล 3) การมีภูมิคุ้มกัน
7 บทที่ 3 วิธีดำเนินการโครงงาน 3.1 ขั้นวางแผนและการดำเนินงาน ในการดำเนินงานจัดทำโครงงานครั้งนี้คณะผู้จัดทำได้ดำเนินการดังนี้ 1) ประชุมวางแผนจัดทำโครงงานจากการที่ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ของโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ที่ได้จัดอบรมให้นักเรียนคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามทุกปีทุก ระดับชั้นทุกปี คณะผู้จัดทำจึงได้ร่วมกันคิดทำโครงงานคุณธรรม เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการใช้สื่อ ออนไลน์ด้วยหลักธรรมไตรสิกขา และแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง 2) กำหนดแผนการดำเนินงาน ในการประชุมวางแผนการดำเนินงานได้ทำแบบสำรวจ การใช้สื่อออนไลน์โดยนำไปสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน คณะผู้จัดทำโครงงานจึงได้หา แนวทางที่จะนำหลักธรรมและแนวพระราชดำริหรือหลักวิชาการต่างๆ มาใช้ในการเผยแพร่ความรู้ถึง ประโยชน์และโทษของการใช้สื่อออนไลน์ 3) มอบหมายหน้าที่ในการดำเนินงาน คณะผู้จัดทำโครงงานจึงได้ไปหาที่ปรึกษาโครงงาน โดยแต่ละคนมีหน้าที่ดังนี้ 3.1) นางสาวกฤตยา อาจอักษร มีหน้าที่เผยแพร่ความรู้และเก็บรวบรวมข้อมูล นักเรียนระดับชั้นม.ต้น 3.2) นางสาวอนัญญา ต้นสียา มีหน้าที่เผยแพร่ความรู้และเก็บรวบรวมข้อมูล นักเรียนระดับชั้นม.ปลาย 3.3) นางสาวมนัสวีศรีจันทร์มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย 3.4) นางสาวณัฐฐินันท์ เจ็ดกลาง มีหน้าที่สรุปอภิปรายผล 3.5) นายประกาศิต ปุระเทพ มีหน้าที่ จัดทำรายงานโครงงาน 4) ออกแบบการทำโครงงานคุณธรรม โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัย ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการใช้สื่อออนไลน์จากตำราต่างๆและสืบค้นจากสื่อออนไลน์และนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์สรุป เป็นแนวทางในการจัดทำโครงงานคุณธรรมโดยปรับให้เหมาะสมบริบท คณะผู้จัดทำโครงงานตกลงเลือกทำโครงงานประเภทสำรวจเพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของกลุ่มเป้าหมายตามขั้นตอนดังนี้ 4.1) สำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของกลุ่มเป้าหมาย 4.2) เผยแพร่ความรู้ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ด้วยการแจกแผ่นพับ ความรู้ตามหมู่บ้าน ชุมชน มอบให้นักเรียนติดตามบอร์ดหน้าห้องเรียนทุกห้อง 5) สร้างเครื่องมือในการดำเนินงาน เครื่องมือในการดำเนินงานมี 2 ชนิด 5.1) แบบสำรวจ คณะผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษาเอกสารตำราและงานวิจัยเกี่ยวข้อง กับการใช้สื่อออนไลน์และนำมาปรับข้อคำถามเพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทและนำไปให้คุณครูที่
8 ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์นำมาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ จัดพิมพ์ต้นฉบับและจัดทำสำเนานำไปสำรวจปัญหาก่อนทำโครงงาน แบบสำรวจมี 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบ ตอนที่ 2 เป็นคำถามปลายเปิด ให้ผู้ตอบเขียนตอบ 5.2) แผ่นพับความรู้“ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” คณะผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษาเอกสารตำราและงานวิจัยเกี่ยวข้องกับการใช้สื่อออนไลน์และหลักธรรม ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ถูกต้องและมีประโยชน์ นำมา วิเคราะห์สรุปเป็นความรู้นำเสนอคุณครูที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์นำมาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจัดพิมพ์ต้นฉบับ และจัดทำสำเนานำไปเผยแพร่ 6) เก็บรวบรวมข้อมูล มี 3 ระยะ ระยะที่ 1 สำรวจก่อนทำโครงงาน ระยะที่ 2 เผยแพร่ความรู้ “ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” ระยะที่3 สำรวจหลังจากเผยแพร่ความรู้ด้วยการเก็บแบบสำรวจจากกลุ่มเป้าหมาย และนำมาตรวจความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถาม 7) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office Excel 2010 หาค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย 8) การนำเสนอข้อมูล โดยใช้ตารางประกอบการบรรยายและ กราฟแท่ง 9) สรุปอภิปรายผล จัดทำรายงานโครงงาน ดังแผนผังที่ 1 แผนผังที่ 1 แสดงขั้นตอนวิธีการดำเนินงาน แผนผังแสดงขั้นตอนการดำเนินงาน 1.ประชุมวางแผน จัดทำโครงงาน 2.กำหนดแผน ในการดำเนินงาน 5.สร้างเครื่องมือ ในการดำเนินงาน 6.เก็บรวบรวมข้อมูล 3.มอบหมายหน้าที่ ในการดำเนินงาน 4.ออกแบบ การทำโครงงาน 9.สรุปอภิปรายผล จัดทำรายงาน โครงงาน 7.วิเคราะห์ข้อมูล 8.นำเสนอข้อมูล
9 ตารางที่ 2 แสดงปฏิทินกำหนดการดำเนินงาน 3.2 งบประมาณ จำนวน 2,350 บาท ทำแบบสำรวจจำนวน 1,700 ฉบับ เป็นเงิน 850 บาท ทำแผ่นพับด้วยรักและ ห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ จำนวน 3,000 ฉบับ เป็นเงิน 1,500 บาท รวม 2,350 บาท 3.3 แหล่งที่มาของงบประมาณ งบโครงงการคุณธรรมส่งเสริมอัตลักษณ์วิถีพุทธ งบประมาณ ประจำปี2564 จำนวน 10,000 บาท โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย 3.4 อุปสรรค ความผิดพลาดและการแก้ปัญหา 1) ปัญหาในการสำรวจ - กลุ่มเป้าหมายไม่กล้าตอบคำถาม การแก้ปัญหา -แจ้งให้ทราบว่าไม่มีผลเสียใด ๆ ข้อมูลที่ตอบถือเป็นความลับ และเป็นประโยชน์ต่อ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น 2) ปัญหาการเผยแพร่ข้อมูล - กลุ่มเป้าหมายไม่ชอบอ่านแผ่นพับความรู้ - อ้างว่าไม่มีเวลา ที่ วิธีการดำเนินงาน ระยะเวลา(ประจำปี 2563-2564) เมษายน- พฤษภาคม- สิงหาคม- กันยายน- มีนาคม 2564 1 ประชาสัมพันธ์รับสมัครสมาชิกชมรม จิตอาสา 2 ศึกษาข้อมูลเพื่อจัดทำโครงงาน 3 จัดทำโครงงาน 4 นำข้อมูลไปเผยแพร่ 5 เก็บรวบรวมแบบสอบถาม 6 ประเมินผลงาน 7 เสนอโครงงาน 8 แก้ไขรูปเล่ม 9 ส่งรูปเล่มโครงงาน (สมบูรณ์)
10 การแก้ปัญหา - อธิบายความรู้สั้นๆ เกี่ยวกับประโยชน์และโทษของอินเตอร์เน็ต แนวทางการปฏิบัติ ตามหลักธรรมไตรสิกขา และแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การมีเหตุผล และการมี ภูมิคุ้มกัน ให้ฟัง 3) ปัญหาที่พบนำไปเป็นบทเรียนได้อย่างไร ได้เรียนรู้ว่าการทำงานเมื่อพบปัญหาต้องตั้งสติค่อย ๆ คิดหาวิธีการแก้ปัญหา จึงได้นำ หลักธรรมไตรสิกขา มาเป็นกำลังสำคัญในการรักษาจิตใจของเราให้เข็มแข็งและอดทนให้มากที่สุด เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ให้ทำงานสำเร็จตามที่มุ่งหวัง ส่วนการมีเหตุผลทำให้เราคิดวิเคราะห์ได้ โดยไม่มีอคติและความลำเอียง เห็นแก่ตัวรู้ประโยชน์ที่แท้จริงทำให้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้ ตัวเองได้
11 บทที่ 4 ศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน จากการสำรวจข้อมูลก่อนและหลังการเผยแพร่ความรู้ ทำให้ได้ทราบข้อมูลและปัญหา พฤติกรรมจากการใช้สื่อออนไลน์ที่น่าสนใจและต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยหลักธรรม ไตรสิกขา และแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พบปัญหาและผลสำเร็จของการดำเนินงาน ตามโครงงาน 4.1 ผลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย สรุปได้ดังตาราง ดังนี้ ตารางเปรียบเทียบผลการสำรวจข้อมูลก่อนและหลังการเผยแพร่ความรู้ พฤติกรรม การสำรวจข้อมูลก่อนการ เผยแพร่ความรู้ ข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2563 การสำรวจข้อมูลหลังการ เผยแพร่ความรู้ ข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2564 ม.ต้น ม.ปลาย เฉลี่ย ม.ต้น ม.ปลาย เฉลี่ย 1.สืบค้นข้อมูลวิชาต่างๆ 56% 48% 52% 92% 98% 96% 2.เล่นเกมส์ออนไลน์ 92% 96% 94% 42% 74% 58% 3.เล่น Facebook 88% 84% 86% 80% 96% 88% 4.เล่น Twitter 72% 60% 66% 28% 8% 18% 5.ดู/อ่านข่าวต่างๆ 24% 37% 31% 55% 80% 98% 6.ดู/โหลดคลิปต่างๆ 52% 44% 48% 39% 40% 40% 7.ดูโฆษณาเพื่อซื้อสินค้า 8% 20% 4% 16% 28% 22% 8.ลงโฆษณาเพื่อขายสินค้า 12% 4% 8% 4% 4% 4% 9.ใช้สื่อสารทาง E-mail 48% 52% 50% 52% 79% 66% 10.การเล่นไลน์ 44% 64% 54% 92% 76% 84% 11.อื่นๆ 28% 25% 27% 44% 36% 40% จากตาราง แสดงถึงการเปรียบเทียบผลการสำรวจข้อมูลก่อนและหลังการเผยแพร่ ความรู้ ก่อนการจัดทำโครงงานคุณธรรมพบว่าพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของกลุ่มเป้าหมายร้อยละ 94 เล่นเกมส์ออนไลน์ ร้อยละ 86 เล่น Facebook ร้อยละ 52 สืบค้นข้อมูลวิชาต่างๆ หลังจากมี การดำเนินงานโครงงานคุณธรรม พบว่าพฤติกรรมการใฝ่เรียนใฝ่รู้ในการใช้สื่อออนไลน์ของ กลุ่มเป้าหมาย เล่นเกมส์ออนไลน์ เล่น Facebook สืบค้นข้อมูลวิชาต่างๆ เพิ่มขึ้นจากเดิม แสดงว่า การใช้หลักธรรมไตรสิกขา และแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถทำให้
12 56% 92% 88% 72% 24% 52% 8% 12% 48% 44% 28% 48% 96% 84% 60% 37% 44% 20% 4% 52% 64% 25% 52% 94% 86% 66% 31% 48% 4% 8% 50% 54% 27% กลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการ ลด ละ เลิก การใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ไม่ดีไม่มี ประโยชน์ได้จริง หันกลับมาใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ดีและมีประโยชน์มากขึ้น 4.2 ผลที่เกิดกับสมาชิกในกลุ่มแกนนำที่ทำโครงงาน ผลการสำรวจปัญหาก่อนการเผยแพร่ความรู้ในการทำโครงงาน “ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” แสดงพฤติกรรมในการใฝ่เรียนใฝ่รู้ในการใช้สื่อออนไลน์ โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 กราฟแสดงผลการสำรวจพฤติกรรมในการใฝ่เรียนใฝ่รู้ในการใช้สื่อออนไลน์ของนักเรียนโรงเรียน ชุมพลโพนพิสัย (ปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ไม่มีประโยชน์)
13 9 2% 4 2% 8 0% 2 8% 5 5% 3 9% 1 6% 4% 5 2% 9 2% 4 4% 9 8% 7 4% 9 6% 8% 8 0% 4 0% 2 8% 4% 7 9% 7 6% 3 6% 9 6% 5 8% 8 8% 1 8% 6 8% 4 0% 2 2% 4% 6 6% 8 4% 4 0% จากกราฟ แสดงผลการสำรวจพฤติกรรมในการใช้อินเตอร์เน็ตพบว่า เล่นเกมส์ออนไลน์ ถึงร้อยละ 94 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ การดู/โหลดคลิปต่างๆ ร้อยละ 88 และ เล่น Facebook ร้อยละ 86 ใช้ในการเรียนรู้เรื่อ งที่สนใจ ในบทเรียนออนไลน์เพียงร้อยละ 54 ซึ่ง แสดงให้เห็นว่ามีพฤติกรรมในการใฝ่เรียนใฝ่รู้น้อย แต่มีการเล่นเกมส์ออนไลน์มากที่สุด ที่ทางคณะ ผู้จัดทำลงความเห็นว่าเป็นปัญหาพฤติกรรมการใฝ่เรียนใฝ่รู้ในทางที่ไม่เหมาะสมที่ต้องร่วมกัน แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน 4.3 ผลจากการดำเนินกิจกรรมโครงงาน ผลการสำรวจหลังการเผยแพร่ความรู้ในการทำโครงงานคุณธรรม “ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” แสดงผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใฝ่เรียนใฝ่รู้ในการใช้สื่อออนไลน์ โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ข้อมูล ณ วันที่ 29 มีนาคม 2564 กราฟแสดงผลการสำรวจพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงในการใฝ่เรียนใฝ่รู้ในการใช้สื่อออนไลน์หลังการ เผยแพร่ความรู้
14 จากกราฟแสดงให้เห็นว่าหลังการจัดกิจกรรมให้กับกลุ่มเป้าหมาย มีพฤติกรรมการใฝ่เรียน ใฝ่รู้ในการใช้สื่อออนไลน์มีการสืบค้นข้อมูลความรู้วิชาต่างๆ ถึงร้อยละ ๙๖ อยู่ในระดับมากที่สุด เล่น Facebookร้อยละ๘๘ใช้ในการเรียนรู้เรื่องที่สนใจในบทเรียนออนไลน์ร้อยละ๘๔ซึ่งเป็นการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใฝ่เรียนใฝ่รู้ในทางที่ดีและมีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นแสดงว่า การใช้หลักธรรม ไตรสิกขา และแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถใช้ได้จริง 4.4 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน ตารางเปรียบเทียบผลการสำรวจข้อมูลก่อนและหลัง ติด 0 ร มส. วิชา ก่อน หลัง 0 ร มส. เฉลี่ย 0 ร มส. เฉลี่ย คณิตศาสตร์ 5 6 0 55 0 0 0 100 สังคม 3 4 0 35 0 0 0 100 ภาษาไทย 5 3 0 40 0 0 0 100 วิทยาศาสตร์ 2 4 0 30 0 0 0 100 อังกฤษ 5 3 1 40 0 0 0 100 จากตาราง แสดงถึงการเปรียบเทียบผลการสำรวจข้อมูลก่อนและหลังการของนักเรียน กลุ่มเป้าหมายที่มีผลการเรียน ติด 0 ร มส. ก่อนการจัดทำโครงงานคุณธรรม พบว่าวิชาคณิตศาสตร์ ร้อยละ 55 วิชาสังคมศึกษา ร้อยละ 35 วิชาภาษาไทยร้อยละ 40 วิชาวิทยาศาสตร์ร้อยละ 30 และ วิชาภาษาอังกฤษ ร้อยละ 40 หลังจากทำกิจกรรมพี่ห่างใยน้อง นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีผลการเรียน ไม่ติด 0 ร มส. คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงว่า การใช้หลักธรรมไตรสิกขา และแนวพระราชดำริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง สามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใฝ่เรียน ใฝ่รู้และลด ละ เลิก การใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ไม่ดีไม่มีประโยชน์ได้จริง หันกลับมาใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ดีและมี ประโยชน์มากขึ้น
15 พฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยนไปเมื่อรู้ทันภัยสื่อออนไลน์ 1. ไม่ใช้สื่อออนไลน์ในการเล่น Facebook Twitter MSN Chat Line เล่นเกมส์ แพร่ ภาพสดเข้าเว็บไซด์ที่ไม่ดีหรือดูสื่อลามก หันมาใช้สื่อออนไลน์ในการศึกษาหาความรู้ในเรื่องที่มี ประโยชน์ เช่น ความรู้เพิ่มเติมเพื่อทำงาน เรียน การค้าขายการทำงาน การทำขนม หรือคำตอบที่ ต้องการรู้งานวิจัยต่างๆ 2. เอาเวลาที่ใช้สื่อออนไลน์อย่างไม่เกิดประโยชน์ไปใช้ทำกิจกรรมอื่นที่เกิดประโยชน์แก่ ตนเองและส่วนรวม 3. ใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ถูกต้องให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่น เดือดร้อน 4. การใช้สื่อออนไลน์ต้องใช้สติปัญญา คิดพิจารณาให้ดีว่าเล่นแล้วได้ประโยชน์อะไรกับตัว เราและส่งผลที่ไม่ดีกับเราอย่างไร 5. ไม่หมกมุ่นอยู่กับสื่อออนไลน์เข้าเว็บไซด์ที่ไม่ดี จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตเป็นคนมีโลก ส่วนตัวสูงส่งผลเสียต่อสุขภาพปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นโรคซึมเศร้าได้ 6. ผู้ปกครองต้องให้เวลากับเด็กมากขึ้น ดูแลแนะนำ ไม่ปล่อยปะละเลยให้เด็กใช้สื่อ ออนไลน์ตามลำพังวันหนึ่งควรใช้ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง 7. ทุกคนต้องนึกถึงการเรียนเป็นหลัก รู้จักแบ่งเวลาให้เป็น อย่าให้เสียการเรียนเพราะจะ ส่งผลกระทบไปสู่อนาคตของเราเอง 8. การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การกดไลค์ กดแชร์ ต้องระวังว่าผิดพรบ.การนำเสนอข้อมูล ทางคอมพิวเตอร์รึไม่ 9. นักเรียนมีพฤติกรรมในการใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ไม่ติด 0 ร มส. 4.5 ประเมินผลการดำเนินงาน มีการประเมินผลการดำเนินงานโดย พระสงฆ์ที่ปรึกษา ผู้บริหารที่ปรึกษาโครงงาน ครูที่ปรึกษา คณะผู้จัดทำโครงงาน ผู้ปกครองนักเรียน ผลการประเมินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของ โครงงานทุกประการกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมการใฝ่เรียนใฝ่รู้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ใช้ 4.6 การประเมินตนเอง จากการทำโครงงานพบว่า มีการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ดีขึ้น เพราะได้ศึกษาหลักธรรม ไตรสิกขา และแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่อง การมีเหตุผลการมีภูมิคุ้มกันที่ดี มาเป็นแนวทางเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ในการศึกษา ค้นคว้าความรู้วิชาต่าง ๆ มากกว่าใช้ในการเล่นเกมส์ออนไลน์ Facebook, Twitter, Line การดูคลิป วิดีโอต่างๆ ทำให้การใช้สื่อออนไลน์เกิดประโยชน์ต่อตนเองมากขึ้น การใช้สื่อออนไลน์มีการสืบค้น ข้อมูลความรู้วิชาต่างๆ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 44
16 4.7 การประเมินและวิจารณ์โดยผู้อื่น จากผู้บริหารสถานศึกษา พระสงฆ์ คุณครูและผู้ปกครองนักเรียน ผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์หลังจากมีจัดทำโครงการเผยแพร่ความรู้เรื่อง “ด้วย รักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคุณลักษณะอันไม่ พึงประสงค์คือการใฝ่เรียนใฝ่รู้ที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ใช้เวลาในการเล่น อินเตอร์เน็ตในทางที่ไม่ถูกต้อง ที่ทางกลุ่มจิตอาสาเห็นว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข ซึ่งเป็น ปัญหาของโรงเรียนและสังคมทั่วไป ด้วยการนำหลักธรรม พละ๕ และแนวพระราชดำริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการจัดทำเป็นแผ่นพับเผยแพร่ความรู้นั้นทำได้ชัดเจน นำไปติดตามห้องเรียน ต่าง ๆ ส่งไปให้ผู้ปกครองนักเรียน ผู้นำชุมชน แสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานโครงงานคุณธรรมของ กลุ่มนี้ทำด้วยความรักและจริงใจอย่างแท้จริงโดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคใด ๆ ทำให้สามาร แก้ไขพฤติกรรมของนักเรียนในการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่มีประโยชน์และตามที่พบเห็นปัจจุบันการ ใช้สื่อออนไลน์ของนักเรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมมาก จากนักเรียนเครือข่าย จากการที่ดิฉันได้เข้าเป็นเครือข่ายโครงงานคุณธรรมนี้ข้าพเจ้าสามารถทราบถึงประโยชน์ และโทษของสื่อออนไลน์ ทำให้พฤติกรรมของผมเปลี่ยนไปจากเดิม คือ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ในทางที่ดี มีสติ รู้จักใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีสมาธิในการเรียน การควบคุมตนเองและสามารถลดเวลาในการ เล่นเกมออนไลน์ได้มากขึ้น ใช้สื่อออนไลน์ในการสืบค้นข้อมูลแทนการเล่น เกมส์ Face book Line ข้าพเจ้าคิดว่าควรทำโครงงานคุณธรรมนี้ต่อไป เพื่อให้เพื่อนๆ และคนอื่นสามารถรับรู้ถึง ประโยชน์และโทษของอินเตอร์เน็ต ใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่สร้างสรรค์ และช่วยให้เด็ก เยาวชน และ ทุกคนได้ลด ละ เลิกการเล่นอินเตอร์เน็ตในทางที่ผิดได้ ตัวแทนนักเรียน
17 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการปฏิบัติโครงงาน 5.1 สรุปผลการดำเนินการโครงงาน จากการทำโครงงานเรื่อง ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ Media literacy โดยการสำรวจการใช้สื่อออนไลน์ของกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คน พบว่าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนด้วยหลักธรรมไตรสิกขา และแนวพระราชดำริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ที่มีผลต่อการใช้สื่อออนไลน์ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพราะได้รู้เกี่ยวกับประโยชน์ และโทษของการใช้สื่อออนไลน์ พร้อมหลักธรรมไตรสิกขา ที่เป็นกำลังสำคัญในการรักษาจิตใจให้ มั่นคงแข็งแรงพร้อมสู้กับปัญหาอุปสรรคใด ๆ ได้อย่างมีเหตุผล เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับ ตนเองเป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน ได้รับความรู้ เรื่องประโยชน์และโทษของการใช้ สื่อออนไลน์ 2. กลุ่มเป้าหมายมีหลักธรรมไตรสิกขา และแนวพระราชดำริเรื่อง การมีเหตุผล การมี ภูมิคุ้มกันที่ดี เป็นเครื่องเตือนสติตลอดเวลา ทำให้สามารถใช้สื่อออนไลน์แต่ในทางที่ดีและมี ประโยชน์ มีพฤติกรรมการใฝ่เรียน ใฝ่รู้ในการใช้สื่อออนไลน์มีการสืบค้นข้อมูลความรู้วิชาต่างๆ ถึงร้อยละ 96 อยู่ในระดับมากที่สุด เพิ่มขึ้นก่อนการทำโครงงานคุณธรรมร้อยละ 44 3. คณะผู้จัดทำโครงงานมีความภูมิใจและเห็นคุณค่าของตนเองที่สามารถทำงานเพื่อ ส่วนรวมในการแก้ปัญหาภัยจากอินเตอร์เน็ตได้ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ 4. เป็นผู้มีบุคลิกภาพของผู้นำที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีกำลังใจดี มีความเพียรพยายาม สูง มุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ มีสมาธิและมีปัญญาในการทำงานได้ดีทำการสิ่ง ใดย่อมประสบผลสำเร็จ ส่งผลให้เกิดความมั่นคงแก่ชีวิต ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงานคุณธรรม ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ 1 .สื่อออนไลน์สามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้มากมาย แต่เราก็ควรรู้จักวิธีในการใช้ ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่มีประโยชน์ 2. สื่อออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย 3. เมื่อเราใช้ไม่ถูก ก็อาจจะส่งผลเสียกับเรา 4. ได้รู้จักการทำงานกลุ่ม สามารถแก้ไขปัญหาติด 0 ร มส.ให้กับกลุ่มเป้าหมาย การปฏิบัติตนในการใช้สื่อออนไลน์ 1. ลดเวลาในการใช้สื่อออนไลน์ลง 2. ไม่เล่นในเวลาเรียน
18 3. เปลี่ยนจากการเข้าไปดูสื่อที่ไม่มีประโยชน์ เป็นการสืบค้นข้อมูลสื่อที่มีประโยชน์ 4. ต้องรู้จักห้ามใจตัวเองไม่ให้เล่นเกินเวลาที่กำหนด 5. นำเวลาที่ผู้ใช้สื่อออนไลน์ในการเล่นเกมส์ หรือดูสื่อลามก มาใช้อินเตอร์เน็ตในการศึกษา หาความรู้ในเรื่องที่สมควร 6. นำเวลาที่เล่นสื่อออนไลน์ เกมส์ออนไลน์มาทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดประโยชน์แก่ตนเองและ ส่วนรวมในสังคม 7. ใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ถูกต้องให้คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ทำให้ผู้อื่น เดือดร้อน 8. ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนมีคุณค่า ไม่ใช้เวลาว่างให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ 9. การใช้สื่อออนไลน์ว่าต้องใช้อย่างมีสติและปัญญา คิดวิเคราะห์เล่นแล้วได้ประโยชน์ อย่างไร มีโทษอย่างไรกับตัวเรา 10. ไม่หมกมุ่นอยู่กับเกมส์ออนไลน์ กับเว็บไซด์ที่ไม่ดี เพราะจะทำให้เสียสุขภาพกาย และจิตได้ 11. รณรงค์ส่งเสริมให้เยาวชนในสังคมหันมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ให้หมกมุ่นอยู่กับ สื่อออนไลน์เพราะจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน ควบคุมสติไม่ได้ 12. ผู้ปกครองต้องให้เวลากับบุตรหลานมากขึ้นไม่ปล่อยปะละเลยให้เล่นเกมส์มากเกิน วันละ๒ ชั่วโมง และผู้ปกครองต้องอยู่ด้วยเวลาใช้สื่อออนไลน์ 13. ประพฤติปฏิบัติเรื่องการเรียนเป็นหลัก ถ้าจะเล่นเกมส์ออนไลน์หรือดูสื่อต่างๆในสื่อ ออนไลน์ ก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น อย่าให้เสียการเรียน เพราะมันจะส่งผลกระทบไปสู่อนาคต โดยตรง 14. ใช้เวลาที่มีให้ปฏิบัติธรรม พัฒนาศีล มีจิตใจที่ดีงามมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ในทางที่ดีมีประโยชน์ 5.2 แผนการดำเนินงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ (แผนการดำเนินงานในภาคการศึกษาต่อไป) แผนดำเนินงานในอนาคต คณะผู้จัดทำโครงงานคุณธรรมได้วางแผนการดำเนินงานไว้ดังนี้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 1. จัดกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่ความรู้“ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์” ให้กับ กลุ่มเป้าหมายในและนอกโรงเรียนตลอดไป ดังนี้ ในโรงเรียน 1. เผยแพร่นวัตกรรมความรู้ผ่านสื่อออนไลน์“ด้วยรักและห่วงใย รู้ทันภัยสื่อออนไลน์ 2. ขยายเครือข่ายสมาชิกกลุ่มแกนนำ 3. สร้างนวัตกรรม สื่อรักษ์ผ่านออนไลน์
19 4. พบเห็นเพื่อน พี่และน้องใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ไม่เหมาะสมเดินไปพูดคุยอธิบายเหตุผล ให้ฟังเพื่อรวมพลังสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตนเอง นอกโรงเรียน 1. เผยแพร่นวัตกรรมสื่อโทษชองการใช้สื่อออนไลน์ 2. ส่งแผ่นพับให้ผู้ปกครองให้นักเรียนทุกคน เพื่อร่วมกันดูแลบุตรหลานร่วมกัน 3. ขอความร่วมมือศูนย์ปฏิบัติธรรมร่วมเผยแพร่ความรู้และร่วมเป็นที่ปรึกษาสิ้นปีการศึกษา สรุปประเมินผล รายงานผลการดำเนินงาน 5.3 ประสบการณ์และข้อเสนอแนะสำหรับการจัดทำโครงงานคุณธรรมครั้งต่อไป 1. ทุกคนควรร่วมกันดูแล ระวัง รักษาตนเองและคนทั่วไปให้มีสติในการป้องกันตนเอง ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ตนเองจะได้รู้เท่าทันภัยการใช้อินเตอร์เน็ต 2. ทุกโรงเรียนควรจัดทำโครงงานคุณธรรมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในทางที่ดีขึ้นของนักเรียนอย่างจริงจัง ฝึกนักเรียนให้ดูแลพึ่งตนเองให้ได้ไม่ให้เป็นภาระแก่สังคมและ ส่วนรวม 3. ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวมให้ได้
20 บรรณานุกรม ข้อดีข้อเสียของอินเตอร์เน็ต. http://uraipornleelarmoonoi.blogspot.com/2007/11/15.html. สืบค้นข้อมูล วันที่ 20 พฤษภาคม 2563. ความหมายของอินเตอร์เน็ต. http://pirun.ku.ac.th/~b5011172/Page_2.html. สืบค้นข้อมูล วันที่ 20 พฤษภาคม 2563. ญาณสังวร ( เจริญ สุวัฑฒนมหาเถร), สมเด็จพระ. ความหมายแห่งพระรัตนตรัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามงกุฎราชวิทยาลัย, 2541. ภัยจากอินเตอร์เน็ต. เข้าถึงได้ที่ http://www.sjt.ac.th/e_learning/internet.htm. สืบค้นข้อมูล วันที่ 20 พฤษภาคม 2563. ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต. http://www.ladyinter.com/forum_posts.asp?TID=4691. สืบค้นข้อมูล วันที่ 20 พฤษภาคม 2563. ประโยชน์และโทษของอินเตอร์เน็ต. http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1019487. สืบค้นข้อมูล วันที่ 20 พฤษภาคม 2563. ราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), พุทธวิธีเผยแผ่พระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : พรศิวการพิมพ์, 2542. วศินอินทสระ. หลักคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา (พุทธปรัชญาเถรวาท). กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์ 2545. สุนทร ณ รังสี. พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2543. เสถียรพงษ์ วรรณปก. พุทธวิธีสอนจากพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เพชรรุ่งการพิมพ์, 2540. หลักธรรมไตรสิกขา. เข้าถึงได้ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0 %B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2 สืบค้นข้อมูล วันที่ 20 พฤษภาคม 2563. ไอซีที ไล่บี้เว็บร้าย ภัยแฝงจากอินเตอร์เน็ต. http://www.thairath.co.th/content/tech/234259. สืบค้นข้อมูล วันที่ 20 พฤษภาคม 2563.
21 ภาคผนวก
22 พฤติกรรมในการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ พฤติกรรมในการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่เกิดประโยชน์
23 ขั้นตอนในการดำเนินงาน สมาชิกในกลุ่มร่วมกันร่วมกันปรึกษาหารือจัดทำโครงงาน ตั้งชื่อกลุ่ม และกำหนดผู้รับชอบ กลุ่มแกนนำ CP พลังความดีร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ
24 กิจกรรมติวออนไลน์ให้น้อง เชิญครูแนะแนวเพื่อมานิเทศ แนะแนวเกี่ยวกับแนวทางการเรียนต่อ
25 ทำกิจกรรมพาน้องคำนวณเกรด สำนวนไทยพาเพลิน คณิตคิดสนุก อังกฤษมือเปล่า กิจกรรมสื่อรักสื่อออนไลน์
26 คลิปวิดิโอกิจกรรมพี่ห่วงใยน้อง ภาพกิจกรรมการทำงาน CP พลังความดี สรุป AAR เอกสารที่เกี่ยวข้องโครงงานคุณธรรม ด้วยรักและห่วงใยรู้ทันภัยสื่อออนไลน์
27 รายชื่อนักเรียนกลุ่มเป้าหมายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2563 หลังทำโครงการพบว่า นักเรียนที่ติด0 ได้แก้ไขผลการเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คิดเป็น100% ชื่อ ห้อง ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม หลังเข้าร่วมกิจกรรม นาย นนทวัฒน์ 12 0(คณิต)(วิทย์) 1 นาย ธีรวัฒน์ 12 0(สังคม) 1.5 เด็กหญิงเพชรรัตน์ 12 0(สังคม) 1 นางสาวพิภัทรา 13 0(อังกฤษ) 1 นางสาว วรางคณา 14 ร(สังคม) 1 นางสาว จีรนันท์ 11 0(ไทย) 2 นางสาว นริศรา 12 0(อังกฤษ) 1 เด็กหญิงนันทิยา 10 ร(ไทย) 1.5 นางสาว พัชราภา 10 0(คณิต) 1 นางสาว ณัฐริการ์ 10 0(วิทย์) 1 นางสาว ฐิติกา 11 0(คณิต) 1 นางสาว อภิณห์พร 12 0(ไทย) 1 นาย วสันต์ 13 0(คณิต)(ไทย) 2 นาย กษิดิ์เดช 13 0(คณิต) 1 นาย กฤษฏา 13 0(สังคม) 1 เด็กหญิงปาริตา 9 ร(สังคม) 1 เด็กหญิงปนัดดา 9 0(วิทย์) 1.5 นางสาว ปุญญาพร 8 0(วิทย์) 1 นาวงสาว ธนพร 8 0(ไทย) 1 นางสาว สุพรรณษา 14 0(อังกฤษ) 1