The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

งานมอบหมาย1

ilovepdf_merged

ปกรายงาน จัด จั ทำ โดย นายอนุุภั นุุ ท ภั ร บัว บั พัน พั ธ์ความหมายของคอมพิวพิเตอร์ 0 0 1 021


1.ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ หมายถึง เครื่องอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่มีการท างานแบบอัตโนมัติ ท าหน้าที่ เหมือนสมองกล สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อนตามค าสั่งของโปรแกรม ขั้นตอน การท างานจะประกอบด้วย การรับโปรแกรมและข้อมูลในรูปแบบที่เครื่องสามารถรับได้ และท า การประมวลผล โดยท าการเปรียบเทียบจนกระทั่งได้ผลลัพธ์ จากนั้นน าผลลัพธ์ที่ได้ไปแสดงผลที่ อุปกรณ์แสดงผล เช่น จอภาพหรือเครื่องพิมพ์ เป็นต้น จากความหมายจะเห็นว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ มีอุปกรณ์ที่สามารถท างานได้ 3 อย่าง คือ 1) รับโปรแกรมและข้อมูล โปรแกรมในที่นี้ หมายถึง ชุดของค าสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ ท างาน ซึ่งเราเรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนข้อมูลนั้นอาจจะเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรที่ 2) ประมวลผล หมายถึง การจัดระเบียบแบบแผนของข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ ต้องการ ซึ่งท าได้โดยการค านวณ เปรียบเทียบ วิเคราะห์โดยใช้สูตรทางวิทยาศาสตร์หรือ คณิตศาสตร์ วิธีการต่างๆ เหล่านี้ ท าได้โดยอาศัยชุดค าสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น 3) แสดงผลลัพธ์ คือการน าผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเสร็จเรียบร้อย แสดงออกใน รูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้ใช้เข้าใจ และน าไปใช้ประโยชน์ได้


เครื่องคอมพิวเตอร์มีคุณลักษณะที่ส าคัญ 6 ประการ คือ 1. ท างานโดยอัตโนมัติ เครื่องคอมพิวเตอร์จะท างานโดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่เขียนขึ้น โดยในโปรแกรมนั้นจะบอกขั้นตอน โดยละเอียดว่าจะให้อุปกรณ์ใดของคอมพิวเตอร์ท างานอะไร และท าอย่างไรจึงจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ 2. ท างานได้หลายด้าน เครื่องคอมพิวเตอร์ท างานได้เอนกประสงค์ตามโปรแกรมที่ก าหนด 3. เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ถือว่า เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต่างจากเครื่องจักรกลทั่วไป เพราะเครื่องจักรกลหรือเครื่องยนต์เมื่อ ท างานต้องมีการเคลื่นไหวของชิ้นส่วนต่าง ๆ แต่ส าหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี และ ซีพียู ฯลฯ จะท างานโดยไม่เคลื่อนไหวเลย 4. เป็นระบบดิจิตอล ค าว่า ดิจิตอล มาจากค าว่า ดิจิต หมายถึงตัวเลข เนื่องจากข้อมูลที่ ป้อนเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือ จะถูกเปลี่ยนรหัสเป็นตัวเลข ทั้งหมดก่อนที่เครื่องจะท าการประมวลผล จึงเรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ว่า "ดิจิตอลคอมพิวเตอร์" 5. มีความรวดเร็วและถูกต้อง การท างานของคอมพิวเตอร์ถูกต้องและรวดเร็ว 6. มีหน่วยความจ าภายในขนาดใหญ่ หน่วยความจ าภายในมีหน้าที่เก็บโปรแกรมค าสั่งและ ข้อมูลไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อท าการประมวลผลตามค าสั่งตั้งแต่ค าสั่งแรกจนถึงค าสั่งสุดท้าย โดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์ จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ออกมาทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ คุณสมบัติเฉพาะของคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถค านวณได้ เช่น ลูกคิด เครื่องคิดเลข แต่ คอมพิวเตอร์มีความแตกต่างจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการค านวณโดยทั่วไปคือ 1. คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีหน่วยค านวณและปฏิบัติการทางตรรกยะซึ่งประกอบด้วย วงจรไฟฟ้ามากมาย ดังนั้นการค านวณเปรียบเทียบจึงสามารถท าได้อย่างรวดเร็ว


2. คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจ าภายในเครื่อง ที่สามารถเก็บข้อมูลซึ่งอาจเป็นข้อความ ตัวเลข รูปภาพ ไว้ในหน่วยความจ าภายในเครื่องเพื่อประโยชน์ในการเรียกใช้ข้อมูลปัจจุบันหรือเรียกใช้ใน ภายหลังได้ 3. ผู้ใช้สามารถใช้ชุดค าสั่ง หรือโปรแกรมที่บอกขั้นตอนที่คอมพิวเตอร์ต้องท างานโดยเรียงล าดับ การท างานก่อนหลังหรือวิธีการประมวลผล ซึ่งคอมพิวเตอร์สามารถท างานตามค าสั่งที่อยู่ใน โปรแกรมนั้นอย่างอัตโนมัติ กระบวนการท างานของคอมพิวเตอร์ กระบวนการท างานของคอมพิวเตอร์ มี 3 ขั้นตอน คือ 1.รับเข้า (Input) คอมพิวเตอร์จะรับข้อมูลเข้ามา แล้วปฏิบัติตามค าสั่งข้อมูลนั้น อาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง 2. ประมวลผล (Process) คอมพิวเตอร์จะท าการค านวณ เปรียบเทียบ วิเคราะห์ โดยการใช้ค าสั่ง หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น 3. ส่งออก (Output) คอมพิวเตอร์จะน าผลที่ท าการประมวลผลเสร็จเรียบร้อยมาแสดงในรูปแบบ ต่าง ๆ เพื่อให้สื่อความหมายและน าไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย


2.ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบ (System) หมายถึง ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ที่มีการก าหนดการปฏิบัติอย่างชัดเจน ว่าต้องท าอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่ต้องการ ขั้นตอนการปฏิบัติงานจะต้องปรากฏให้ ทราบโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเอกสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือโดยวิธีการอื่นๆ ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System) หมายถึง ขั้นตอนการปฏิบัติงานของ คอมพิวเตอร์ที่มีการก าหนดอย่างชัดเจนว่าต้องท าอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่ต้องการ ขั้นตอนการปฏิบัติงานจะประกอบด้วย การรับเข้าข้อมูล ประมวลผล แสดงผล และข้อมูล ป้อนกลับ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ซึ่งคอมพิวเตอร์จะสามารถท างานได้สมบูรณ์ต้องประกอบ ไปด้วยองค์ประกอบที่ส าคัญ 3 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์(Hardware) ซอฟต์แวร์(Software) และส่วน บุคลากร(Peopleware) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็น อุปกรณ์ทางกายภาพที่สามารถมองเห็นเห็นและจับต้องได้ ซอฟท์แวร์ (Software) คือโปรแกรมหรือชุดค าสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ท าตาม พีเพิลแวร์ (Peopleware) คือบุคคลประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท างาน ของระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ผู้ใช้งานโปรแกรม ผู้เขียนโปรแกรม นักออกแบบระบบ เป็นต้น


หน่อยรับข้อมูล (INPUT UNIT) เป็นหน่วยที่ท าหน้าที่รับข้อมูลหรือค าสั่งเข้าสู่คอมพิวเตอร์เพื่อให้คอมพิวเตอร์ด าเนินการ ประมวลผล โดยอาศัยอุปกรณ์รับข้อมูลหลากรูปแบบ เช่น – แป้นพิมพ์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) บอลกลิ้ง (Track Ball) – ก้านควบคุม (Joy Stick) ฯลฯ ข้อมูลที่น าเข้าคอมพิวเตอร์ เป็นได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ รูปทรง สี อุณหภูมิ เสียง ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่สามารถส่งเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผล หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit ; CPU) หน่วยประมวลผลกลาง เปรียบได้กับสมองของคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนที่ส าคัญที่สุด ท า หน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผลและควบคุมระบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ ให้ทุกหน่วยงาน ท างานสอดคล้องสัมพันธ์กัน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยหน่วยย่อย ดังนี้ 1. หน่วยควบคุม (Control Unit) 2. หน่วยค านวณตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit ; ALU) 3. หน่วยความจ าหลัก (Main Memory Unit)


มีองค์ประกอบหลัก 2 องค์ประกอบ ดังนี้ – หน่วยควบคุม (Control Unit) ติดต่อและควบคุมอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ – หน่วยค านวณตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit ; ALU) ค านวณทางคณิตสาสตร์และ เปรียบเทียบเชิงตรรกศาสตร์ หน่วยแสดงผล (OUTPUT UNIT) หน่วยแสดงผล ท าหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยความจ า ซึ่งผ่านการประมวลผลมาแล้ว แสดง ในรูปแบบต่างๆ โดยอาศัยอุปกรณ์แสดงผล ได้แก่ – จอภาพ (Monitor) – เครื่องพิมพ์ (Printer) – เครื่องวาดภาพ (Plotter) – ล าโพง (Speaker) ซอฟต์แวร์คืออะไร ซอฟต์แวร์(software) หรือ ชุดค าสั่ง เป็นส่วนของระบบคอมพิวเตอร์ที่ ใช้ในการจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล ซอฟต์แวร์นั้นนอกจากจะสามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์ได้แล้ว ยังสามารถ ใช้งานบนเครื่องใช้หรืออุปกรณ์อื่น เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือหุ่นยนต์ในโรงงาน หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่างๆ


ชนิดของซอฟต์แวร์ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุมระบบการท างานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ช่วยในการ ด าเนินงานของซอฟต์แวร์ประยุกต์ หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบ ได้แก่ – ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและส่งออก เช่นเครื่องพิมพ์ คีย์บอร์ด – ใช้ในการจัดการหน่วยความจ า (RAM) เมื่อใช้งานโปรแกรมประยุกต์ใดๆ ก็ตามโปรแกรมนั้นจะ ถูกโหลดและจัดเก็บไว้ในหน่วยความจ าเพื่อส่งผ่านค าสั่งไปให้ ซีพียู (CPU) ท าการประมวลผล – ใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง ผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ระบบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระบบปฏิบัติการ (OS : Operating System) และตัวแปลภาษา (Translator) 1.1 ประเภทของระบบปฏิบัติการ ระบบปฏิบัติการที่ใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบัน อาจน าเอาไปใช้ได้กับคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับใหญ่จนถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ซึ่งอาจแบ่งออกได้ เป็น 3 ประเภท คือ


1. ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยว (stand – alone OS) เป็นระบบปฏิบัติการที่นิยม ใช้ส าหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบทั่วไป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้านหรือ ส านักงาน ซึ่งจะถูกติดตั้งระบบปฏิบัติการนี้รองรับการท างานบางอย่าง เช่น พิมพ์รายงาน ดูหนัง ฟังเพลง หรือเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ปัจจุบันพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่เป็นลูกข่ายเพื่อขอรับบริการจากเครื่องแม่ข่าย ได้ด้วย ตัวอย่าง Windows, Mac OS, DOS และ Linux เป็นต้น 2. ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย (Network OS) เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้น และให้บริการส าหรับผู้ใช้หลาย ๆ คน ( multi – user ) มักพบเห็นได้กับการ น าไปใช้ในองค์กรธุรกิจทั่วไป เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ เหล่านี้เรียกว่า เครื่อง server ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องแม่ข่ายที่ให้บริการข้อมูล ต่าง ๆ ที่จ าเป็นส าหรับผู้ใช้นั่นเอง ตัวอย่าง Netware, Windows Server และ UNIX เป็นต้น 3. ระบบปฏิบัติการแบบฝัง (embedded OS) เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ปัจจุบัน บางระบบมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยวมากๆ จนแยก แทบไม่ออก เช่น รองรับกับการท างานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลงหรือเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตได้ ตัวอย่างระบบปฏิบัติการแบบฝัง ได้แก่ iOS, Android, tizen OS และ Windows for mobile


1.2 ส่วนเชื่อมต่อผู้ใช้ของระบบปฏิบัติการ (OS User Interface) แบบที่ใช้การพิมพ์ป้อนค าสั่ง หรือแบบ Command Line เช่น ระบบปฏิบัติการ DOS แบบที่ใช้รูปภาพมาเป็นตัวกลางในการสั่งงานที่เรียกว่า GUI : Graphic User Interface เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows, OSX และ Linux 1.3 Multitasking ต่างจาก Single tasking อย่างไร ระบบปฏิบัติการที่รันได้ทีละโปรแกรม เราเรียกว่า Single tasking เช่น DOS ระบบปฏิบัติการที่รันโปรแกรมได้พร้อมกันหลายๆ โปรแกรม เราเรียกว่า Multitasking เช่น Windows


ระบบปฏิบัติการแบบต่างๆ DOS มีลักษณะก า รท าง านแบบง านเดียว (Single tasking) ใช้ Command Line Interface ในการสั่งงาน โดยเริ่มแรกบริษัท IBM ได้พัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า PC Personal Computer โดยได้ว่าจ้างบริษัท Microsoft ในการออกแบบระบบปฏิบัติการให้ ระบบปฏิบัติก ารดังกล่าวมีชื่อว่า PC-DOS และต่อม าทางบริษัท Microsoft ออกแบบ ระบบปฏิบัติการใหม่ที่มีชื่อว่า MS-DOS Windows ได้รับการพัฒนามาจาก DOS เพื่อเน้นการใช้งานที่ง่ายขึ้น สามารถท างานได้ หลายงานพร้อมกัน (Multitasking) หน้าจอที่ติดต่อกับผู้ใช้เป็นแบบภาพกราฟิก และใช้เมาส์เลื่อน ตัวชี้ต าแหน่ง วินโดวส์จึงได้รับความนิยมมากจนถึงปัจจุบัน


Mac OS เป็นระบบปฏิบัติการของเครื่องตระกูลแม็ค (Macintosh) หน้าจอที่ติดต่อกับ ผู้ใช้เป็นแบบภาพกราฟิก และใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ต าแหน่ง Linux การท างานเหมือน UNIX(เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งใช้กับเครื่อง มินิคอมพิวเตอร์ เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถใช้ได้หลายงานพร้อมกัน) มีลักษณะเป็น Open source software สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามต้องการ และยังสามารถแจกจ่ายไปให้ผู้อื่นใช้ได้อีกด้วย


ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application software) หมายถึง โปรแกรมที่ท าให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ท างานเฉพาะอย่างตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถแบ่งออก ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป 1. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน (Application Software for Specific Surpose) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อน าไปประยุกต์ใช้กับงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะ ออกแบบและสร้างขึ้นโดยผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่มีความช านาญงานในด้านนั้น หรือพัฒนาโดยบุคลากร ฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรนี้ก็ได้ โดยผ่านการวิเคราะห์ ออกแบบ ลงมือสร้าง และทดสอบ โปรแกรมให้สามารถท างานได้ถูกต้องก่อน จึงจะสามารถน ามาใช้งานได้ เช่น โปรแกรมค านวณ ภาษีของกรมศุลกากร โปรแกรมฝากถอนเงินของธนาคาร โปรแกรมระบบสินค้าของ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป (General Purpose Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อน าไปประยุกต์ใช้กับงานให้เหมาะสมกับลักษณะงานของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เช่น การจัดพิมพ์ รายงาน การน าเสนองาน การจัดท าบัญชี การตกแต่งภาพ การออกแบบเว็บไซต์ เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Database Management Software) 2) ซอฟต์แวร์ประมวลผลค า (Word Processing Software) 3) ซอฟต์แวร์ท าการค านวณ (Caculation Software) 4) ซอฟต์แวร์น าเสนอข้อมูล (Presentation Software) 5) ซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟฟิกและมัลติมีเดีย (Graphics and Multimedia Software) 6) ซอฟต์แวร์การใช้งานบนเว็บไซต์และการติดต่อสื่อสาร (Web Site and Communications Software)


องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ คือ การท างานของคอมพิวเตอร์ที่มีส่วนต่างๆ ท างานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการ ท างานอย่างเป็นระบบ และมีมีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วย 1. ฮาร์ดเเวร์ (Hardware) 2. ซอฟเเวร์(Software) 3. บุคลากร (Peopleware) 4. ข้อมูลและสารสนเทศ (Data and Information) 5. กระบวนการ (Processing)


1. ฮาร์ดเเวร์ (Hardware) เป็นส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ประกอบขึ้น แล้วและสามารถจับต้องได้ หน่วยรับข้อมูล (Input) ท าหน้าที่รับขอ้มูลจากผู้ใช้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เเป้นพิมพ์ เมาส์ เครื่องอ่านบาร์โค๊ด หน่วยแสดงผล (Output) ท าหน้าที่เเสดงผลข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว โดยเเสดงใน รูปแบบที่มนุษย์เข้าใจ เช่น เสียง ตัวอักษร รูปภาพ หน่วยเก็บข้อมูล (Storage) ท าหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและค าสั่งไว้ใช้งาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน 1. หน่วยความจ าหลัก เช่น RAM ROM 2. หน่วยความจ าส ารอง เช่น ฮาร์ดดิส แผ่นซีดี เเฟรชไดร์


หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ท าหน้าที่ประมวลผลข้อมูล ท าการรับข้อมูล มาประมวลผลค าสั่ง 2. ซอฟต์เวร์ (Software) เป็นส่วนของโปรแกรมที่เป็นค าสั่งในการควบคุมการท างานของเครื่อง คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software ) โปรแกรม ที่ใช้ในการควบคุมระบบการ ท างานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เช่น การบูตเครื่อง การส าเนาข้อมูล การจัดการระบบของ ดิสก์ – ระบบปฎิบัติการ – โปรแกรมอรรถประโยชน์


ซอฟต์แวร์ประยุกต์(Application Software) ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ท าให้ คอมพิวเตอร์ท างานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น 3. บุคลากร (Peopleware) เป็นผู้ที่ท าหน้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อการป้อนข้อมูลหรือใช้ ค าสั่งคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมเมอร์ ผู้ปฎิบัติการ ผู้จัดการระบบ ผู้บริหารฐานข้อมูล


ข้อมูลและสารสนเทศ (Data and Information) ข้อมูลดิบจ านวนมากที่อยู่ในรูปแบบตัวเลข ตัวอักษร หรือกราฟฟิก 5. กระบวนการท างาน (Procedure) การท างานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ผู้ใช้จ าเป็นต้อง ทราบขั้นตอนในการท างานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เช่น คู่มือการปฎิบัติงาน คู่มือการดูแลระบบ


3.องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ 1.ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่าง สามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม)7 เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการท างาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลส ารอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่ การท างานแตกต่างกัน ดังภาพ 2. ซอฟท์แวร์ หมายถึง ส่วนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม) เป็นโปรแกรมหรือชุดค าสั่ง ที่ถูก เขียนขึ้นเพื่อ สั่งให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ท างาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์เรา ก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ท า อะไรได้เลย ซอฟต์แวร์ส าหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2.1 ซอฟต์แวร์ส าหรับระบบ (System Software) คือ ชุดของค าสั่งที่เขียนไว้เป็นค าสั่งส าเร็จรูป ซึ่งจะท างานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มาก ที่สุด เพื่อคอยควบคุมการ ท างาน ของฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง และอ านวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ใน การใช้งาน ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีก็คือ DOS, Windows, Unix, Linux รวมทั้ง โปรแกรมแปลค าสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Basic, Fortran, Pascal, Cobol, C เป็น ต้น นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่น Norton’s Utilities ก็นับเป็นโปรแกรม ส าหรับระบบด้วยเช่นกัน 2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่น ามาให้คอมพิวเตอร์ท างานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่า จะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บ ข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจ าแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ 2.1.1 ซอฟต์แวร์ส าหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการท างาน เฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program เช่น โปรแกรมการท าบัญชีจ่าย เงินเดือน โปรแกรมระบบเช่าซื้อ โปรแกรมการท าสินค้าคงคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละ โปรแกรม ก็ มักจะมีเงื่อนไข หรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ หรือกฏเกณฑ์ของ แต่ละ หน่วยงาน ที่ใช้ ซึ่งสามารถ ดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมได้


เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขียน ขึ้นนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ ภาษาระดับสูงเป็นตัวพัฒนา 2.1.2 ซอฟต์แวร์ส าหรับงานทั่วไป เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดท าไว้ เพื่อใช้ในการ ท างานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดย ผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถน าโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของ ตนได้ แต่จะไม่สามารถท าการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไม่จ า เป็นต้องเขียนโปรแกรม เอง ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรม นอกจากนี้ ยังไม่ต้อง เวลามากในการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งโปรแกรมส าเร็จรูปนี้ มักจะมีการใช้งานในหน่วยงานเรา ขาด บุคลากร ที่มีความช านาญ เป็นพิเศษ ในการเขียนโปรแกรม ดังนั้น การใช้โปรแกรมส าเร็จรูปจึง เป็นสิ่งที่อ านวยความสะดวก และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรม ส าเร็จรูปที่นิยมใช้ ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมส์ต่างๆ เป็นต้น 3.บุคลากร(people ware) หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้ งาน สั่งงานเพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ท างาน ตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้ 3.1 ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน 3.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และท าการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการ ใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้ที่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน 3.3 โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ท างานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียน ตาม แผนผังที่นักวิเคราะห์ ระบบได้เขียนไว้ 3.4 ผู้ใช้ (User) คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้ โปรแกรม ที่มีอยู่สามารถท างานได้ตามที่ต้องการเนื่องจากเป็นผู้ก าหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่อง คอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็น ตัวแปรส าคัญในอันที่จะท าให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากค าสั่ง และข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ได้รับจากการ ก าหนดของมนุษย์ (Peopleware) ทั้งสิ้น


4. ข้อมูล(data) ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญอย่างหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ต้องป้อนเข้าไปใน คอมพิวเตอร์ พร้อมกับ โปรแกรมที่นักคอมพิวเตอร์เขียน ขึ้นเพื่อผลิตผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา ข้อมูลที่สามารถน ามาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ มี 5 ประเภท คือ ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) ข้อมูลตัวอักษร (Text Data) ข้อมูลเสียง (Audio Data) ข้อมูลภาพ (Images Data) และ ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data)


4.ประเภทของคอมพิวเตอร์ ประเภทของคอมพิวเตอร์ มีกี่แบบ ต่างกันยังไง คอมพิวเตอร์สามารถท างานได้ได้หลายรูปแบบ มีประสิทธิภาพสูงท างานได้อย่างถูกต้องและแม่น จ า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโปรแกรม หรือชุดค าสั่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นเพื่ออ านวยความสะดวก ให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น โปรแกรมทางการแพทย์, โปรแกรมที่ใช้ตามส านักงาน หรือแม้กระทั่งโปรแกรม ด้านมัลติมีเดีย ( Multi Media ) ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกม เป็นต้น แล้วคอมพิวเตอร์ที่คุณรู้จักมีอยู่กี่ประเภทกันนะ?… ส่วนใหญ่แล้วคงจะคิดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ งานตามบ้าน หรือใช้ในส านักงานแหละครับ นั่นก็คือคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่ทุกคนรู้จัก และได้ สัมผัส ใช้งานกันทั่วไปนั่นเอง แล้วคอมพิวเตอร์ทั้งหมดมีอยู่กี่ประเภทกันแน่? มันอาจจะเป็นความรู้เก่า และอาจจะเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้วในทั้งในเว็บไซต์ (Website) และใน หนังสือ (Book) หรือตามสื่ออื่น ๆ มากมาย หลายสื่อก็บอกว่า 5 ประเภท, 6 ประเภท หรือ 7 ประเภทบ้าง วันนี้ผมจะมาอธิบายตั้งแต่ ประเภทของคอมพิวเตอร์ ยุคแรกเลย และสามารถแบ่ง ออกได้ 7 ประเภท แบ่งตามการใช้งาน ดังนี้ 1. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) คอมพิวเตอร์อย่าง ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์นั้น เป็น ประเภทของคอมพิวเตอร์ ที่ออกแบบมาเป็น พิเศษ และมีความสามารถสูงสุดในกลุ่มคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super computer) มีความสามารถและมีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูง (Process) จากงานที่มี


รูปแบบที่ซับซ้อน ก็ยังมีความรวดเร็วในการค านวณมากกว่าหนึ่งล้านล้านต่อวินาที ( 1 Trillion calculations per second ) และรู้หรือไม่ครับ ว่าในเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์นี้สามารถรองรับ โปรเซสเซอร์ (Processor) ได้มากกว่า 100 ตัวเลยทีเดียว ซึ่งมีหน่วยวัดความเร็วของคอมพิวเตอร์ ชนิดนี้ เรียกหน่วยเป็น จิกะฟลอบ ( Gigaflop ) (ฟลอปส์ Floating Point Operations Per Second : FLOPS) ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานที่ต้องการ การ ค านวณตัวเลขแบบหลายล้านตัวภายในเวลาสั้น ๆ เช่น งานพยากรณ์อากาศ ที่ต้องน าข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับภาคพื้นดิน และอากาศ สามารถระบุระดับชั้นบรรยากาศ ดูความเคลื่อนไหว และการ เปลี่ยนแปลงของอากาศแบบเรียวไทลม์ (Real Time) ซึ่งเป็นงานที่ต้องการคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ ความสามารถในการประมวลผลที่สูงมาก ๆ mainframe computer นอกจากนี้ ยังมีงานอีก หลายอย่างที่ต้องใช้งานความสามารถของของเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ คือ งานวิจัยทางด้าน การแพทย์ ด้านการทหาร วิศวกรรมเคมีภัณฑ์ปิโตรเลี่ยม หรือ การสร้างโมเดลที่สามารถ ประมวลผลความซับซ้อนสูง เช่นในการจ าลองการประมวลผลต่าง ๆ รวมทั้งใช้วิจัยพันธุกรรมใน มนุษย์ หรือโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งมีมากกว่า 80,000 ยีนในร่างกายของมนุษย์ สามารถใช้ งานได้งานวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมการออกแบบ เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ นี้มีราคาที่สูงมาก จึงมักจะใช้กับงานเฉพาะด้านเท่านั้น อย่างรัฐบาล หรือธุรกิจขนาดใหญ่ 2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ ที่มีการพัฒนาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของคอมพิวเตอร์ครับ โดยค า ว่า เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ นั้นได้มาจากลักษณะของตัวเครื่องที่มีอุปกรณ์เป็นจ านวนมาก ที่บันจุอยู่


ด้านใน และตัวเครื่องมีรูปร่างเหมือนตู้ขนาดใหญ่นั่นเองครับ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นั้นมีราคาสูง มาก ซึ่งเหมาะกับงานด้าน วิศวกรรม, วิทยาศาสตร์ และงานธนาคาร ที่ต้องการตรวจสอบบัญชี ลูก ค้ าหล ายคน ห รือง าน ของส านั กง านท ะเบียน ร าษฎ ร์ เป็นต้น แล ะในปั จ จุบัน เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ นั้นไม่นิยมใช้กันแล้ว เนื่องจากมีข้อเสียหลายอย่าง คือ ราคาค่อนข้างแพง และมีการใช้งานค่อนข้างยาก และ ประเภทของคอมพิวเตอร์ อื่นๆ ในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาให้มี ประสิทธิภาพสูงมากขึ้น จนมีความสามารถเทียบเท่ากับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์แล้ว 3. มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่การท างานต่ ากว่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ และสูงกว่า ไมโครคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพกลาง ๆ ระหว่างเมนเฟรม – ไมโครคอมพิวเตอร์ นั่นเองครับ มินิคอมพิวเตอร์ไม่ได้เหมือนชื่อที่เราเรียกกันในปัจจุบัน อย่าง Intel NUC ที่เราเคย เห็นกันนะครับ แต่มันเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่รองลงมากจากเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ สามารถ รองรับการท างานจากผู้ใช้ได้พร้อมกันหลาย ๆ คน ในการท างานที่แตกต่างกัน ถือว่าเป็นเครื่องมีมี ประสิทธิภาพสูงเลยทีเดียว ประเภทของคอมพิวเตอร์ ชนิดนี้ นิยมน าไปใช้งานเฉพาะทาง เช่น ใช้ ในบริษัทใหญ่ ๆ อย่างโรงปูนซีเมนต์ ตลาดหลักทรัพย์ หรือสถาบันการศึกษา เป็นต้น ลักษณะการ ท างานนั้นก็คล้าย ๆ กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) ที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้


4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) ส าหรับคอมพิวเตอร์ชนิดนี้ หลายคนคงจะคิดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กอย่างเช่น Intel NUC หรือ Lenovo Tiny ที่มีขนาดเล็กมากเป็นแน่ แต่จริง ๆ แล้วก็ถูกครับ พวกนี้คือมินิพีซี (Mini PC) คอมพิวเตอร์กลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่พวกเราเห็น และใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ตามบ้าน หรือตามองค์กรต่าง ๆ Micro Computer จัดเป็น ประเภทของคอมพิวเตอร์ ที่นิยมใช้ กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะใช้งานตามบ้านเรือน ตามส านักงานต่าง ๆ เพราะมีประสิทธิภาพดี และในปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาให้มีความสามารถสูง ท างานได้หลายแบบ ไม่ว่าจะท างานในระดับ เริ่มต้น จนไปถึงการใช้งานในระดับสูงอย่าง PC Workstation กันเลย คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บนโต๊ะ (Desktop Computer) มันคือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) PC กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานตามบ้าน ตามโรงเรียน หรือส านักงานต่าง ๆ เพราะมีประสิทธิภาพที่ดี แถมราคาไม่ค่อยสูงมากนัก จึงท าให้ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย มีหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อ เช่น HP, DELL, Lenovo, ASUS และ Acer


เป็นต้น PC ประเภทนี้จะเป็นเครื่องที่ตั้งไว้บนโต๊ะท างานเป็นหลัก เลยได้ชื่อว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) ไม่นิยมน ามาใช้เป็นเครื่องพกพา เพราะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีน า หนักมากพอสมควรครับ ส าหรับการท างานของ PC ชนิดนี้ ต้องมีส่วนประกอบอื่น เช่น หน้าจอ (Monitor), เมาส์ (Mouse), คีย์บอร์ด (Keyboard) ถึงจะสามารถท างานได้ คอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือโน๊ตบุ๊ค (Portable Computer) คือ เครื่องที่มีส่วนประกอบทุกอย่าง เช่น หน้าจอ เมาส์ คีย์บอร์ด และตัวเครื่อง หรืออาจรวมถึง ล าโพง กล้อง ไว้ด้วยกันในเครื่องเดียว สามารถพกพาได้ง่าย และท างานได้ทุกที่ เช่น คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค (Computer Notebook) ที่เราใช้งานกันนี่แหละครับ ปัจจุบันนี้ คอมพิวเตอร์แบบพกพา โดยเฉพาะ Laptop หรือ Notebook นั้นเป็นที่นิยมขึ้นอย่างสูง ด้วยการใช้ชีวิตในยุคใหม่ ที่เน้น การเดินทาง ท างานแบบเคลื่อนที่ จึงท าให้หลายๆ คนหรือองค์กร เลือกใช้คอมพิวเตอร์ชนิดนี้เป็น หลัก นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น ท าให้หลายๆแบรนด์ สามารถท าการผลิต คอมพิวเตอร์พกพาที่มีสเปคการท างาน ส าหรับประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพ้ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะเลยทีเดียว


5. เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ (Server Computer) หรือเรียกว่าคอมพิวเตอร์แม่ข่าย คือ ประเภทของคอมพิวเตอร์ ที่ให้บริการด้านเครือข่าย ที่เป็น ศูนย์กลางให้กับเครื่องลูกข่าย มีหน้าที่หลักในการจัดเก็บข้อมูล โดยเครื่องเซิร์ฟเวอร์มี ประสิทธิภาพในการท างาน และมีความเสถียรสูง สามารถให้บริการแก่ผู้ใช้ได้เป็นจ านวนมาก และ สามารถแยกประเภทการใช้งานได้ตามต้องการ ด้วยโปรแกรมต่าง ๆ ที่ท างานอยู่บน ระบบปฏิบัติการ (OS : Operating System) อย่าง Windows Server นั่นแหละครับ ส าหรับการ ใช้งานเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ได้แก่ เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server), โดเมนเนม เซิร์ฟเวอร์ (DNS Server : Domain Name System Server), ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File Server) เป็น ต้น 6. คอมพิวเตอร์มือถือ (Hand-held Personal Computer) เป็น ประเภทของคอมพิวเตอร์ แบบพกพาขนาดเล็ก หรือ พีดีเอ (PDA : Personal Digital Assistant) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ มีน้ าหนักที่เบามาก สามารถใช้งานโดย ถืออยู่บนมือได้ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ส าหรับร้านอาหาร ที่พนักงานต้อนรับใช้รับออเดอร์ หรือใช้ ส าหรับพนักงานออดิท ใช้เช็คสินค้า หรือที่เป็นพนักงานใช้เช็คสินค้าตามห้างสรรพสินค้า หรือร้าน สะดวกซื้ออย่าง Seven Eleven เป็นต้น


7. คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer) เครื่องคอมพิวเตอร์เกรดอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับการท างานทุกทุก สภาพแวดล้อม สามารถท างานได้ตลอดเวลา ใช้พลังงานน้อย ตัวเครื่องท าจากอลูมิเนียมและโลหะ ระบายความร้อนได้ดีโดยไม่ต้องใช้พัดลม และแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้ Entry Level รุ่นที่มีขนาดเล็ก ราคาไม่แพง ใช้ CPU Intel Atom เหมาะส าหรับงานระดับเริ่มต้น เช่น ป้าย โฆษณา ดิจิตอล, ตู้ Kiosk ที่เราเห็นปัจจุบันอย่างตู้เติมเงินมือถือ Compact Level เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพระดับกลาง เหมาะส าหรับงานด้านคุมเครื่องจักร หรือประยุกต์ใช้กับระบบ อุตสาหกรรมอัตโนมัติ เป็นต้น


High Performance คือรุ่นที่มีประสิทธิภาพการท างานระดับสูง เริ่มใช้ CPU อย่าง Intel Core i5/i7 เป็นตัว ประมวลผล รุ่นนี้เหมาะกับ งานด้านสื่อมัลติมีเดีย เช่น Digital Signage Video Wall เป็นต้น Certificate รุ่นนี้จะถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานเฉพาะด้าน เพื่อใช้ประมวลผลงานที่ต้องการ การรับรองเพื่อ ความปลอดภัย เช่น ใช้ส าหรับติดตั้งบนรถไฟ เป็นต้น


5.หลักการท างานของคอมพิวเตอร์ รูปหลักการท างานของคอมพิวเตอร์ การท างานของคอมพิวเตอร์จะเริ่มจากผู้ใช้ป้อนข้อมูลผ่านทางอุปกรณ์ของหน่วยรับเข้า (Input device) เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ ข้อมูลจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณดิจิทัล ประกอบด้วย เลข 0 และ 1 แล้วส่งต่อไปยังหน่วยประมวลผลกลาง เพื่อประมวลผลตามค าสั่ง ในระหว่าง การประมวลผลข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ (Random Access Memory: RAM) ท าหน้าที่เก็บข้อมูล จากการประมวลผลเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกัน อาจมีค าสั่งให้น าผลลัพธ์จากการประมวลผล ดังกล่าวไปแสดงผลผ่านทางอุปกรณ์ผ่านทางอุปกรณ์ของหน่วยส่งออก เช่น จอภาพ หรือ เครื่องพิมพ์ นอกจากนี้เราสามารถบันทึกข้อมูลที่อยู่ในอนาคต โดยการอ่านข้อมูลที่บันทึกในสื่อ ดังกล่าวผ่านทางเครื่องขับหรือไดร์ฟ (drive) การส่งผ่านข้อมูลไปยังหน่วยต่างๆ ภายในระบบ คอมพิวเตอร์จะผ่านทางระบบบัส (bus) อุปกรณ์ของหน่วยรับเข้าและส่งออก จะเชื่อมต่อกับ ตัวเครื่องที่เรียกว่า ซิสเต็มยูนิต (System unit) มี เคส (case) เป็นโครงยืดให้อุปกรณ์ต่างๆ ประกอบกัน ภายในเคสจะมีเมนบอร์ด (Mainboard) เป็นแผนวงจรหลัก โดยซีพียู หน่วยความจ า การ์ด รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ จะถูกต่อกับเมนบอร์ดนี้ทั้งสิ้น


ระบบการท างานของคอมพิวเตอร์ มีหน่วยพื้นฐาน 5 หน่วย คือ 1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ท าหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือค าสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจ า เพื่อเตรียม ประมวลผลข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการน าข้อมูลที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นั้น มีอยู่หลายประเภทด้วยกันส าหรับอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้ - คีย์บอร์ด (Keyboard) - เมาส์ (Mouse) - สแกนเนอร์ (Scanner) 2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) ท าหน้าที่ในการค านวณและประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 หน่วยย่อย คือ - หน่วยควบคุม ท าหน้าที่ในการดูแล ควบคุมล าดับขั้นตอนของการประมวลผล และการ ท างานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง และช่วยประสานงานระหว่างหน่วย ประมวลผลกลาง กับอุปกรณ์น าเข้าข้อมูล อุปกรณ์ในการแสดงผล และหน่วยความจ าส ารอง - หน่วยค านวณและตรรก ท าหน้าที่ในการค านวณและเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมา จากหน่วยควบคุม และหน่วยความจ า 3. หน่วยความจ าหลัก (Main Memory) ท าหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือค าสั่งต่างๆ ที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้ เพื่อประมวลผล และยังเก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผลอีกด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น หน่วยความจ า เป็นหน่วยความจ าที่มีอยู่ ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ท าหน้าที่ในการเก็บค าสั่ง หรือข้อมูล แบ่งออกเป็น - รอม (ROM) หน่วยความจ าแบบถาวร - แรม (RAM) หน่วยความจ าแบบชั่วคราว 4. หน่วยความจ ารอง (Secondedata Storage) ท าหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ เพื่อน ามาใช้อีกครั้งภายหลัง แม้จะปิดเครื่อง คอมพิวเตอร์ข้อมูลและโปรแกรมที่จัดเก็บไว้จะไม่สูญหาย - Disk Drive - Hard Drive - CD-Rom


- Magnetic Tape - Card Reader 5. หน่วยแสดงผล (Output Unit) ท าหน้าที่ในการแสดงผลลัทธ์ที่ได้หลังจากการค านวณและประมวลผล ส าหรับอุปกรณ์ ที่ ท าหน้าที่ในการแสดงผลข้อมูลที่ได้นั้นมีต่อไปนี้ - Monitor จอภาพ - Printer เครื่องพิมพ. - Plotter เครื่องพิมพ์ที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการลงกระดาษ


6.ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ 1.จากการที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ ท าให้ถูกน ามาใช้ประโยชน์ต่อ การ ด าเนินชีวิตประจ าวัน ในสังคมเป็นอย่างมาก ที่พบเห็นได้บ่อย ที่สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสาร ต่างๆ เช่น พิมพ์จดหมาย รายงาน เอกสารต่างๆ ซึ่งเรียกว่างานประมวลผล (word processing ) นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้ 2.งานธุรกิจ เช่น บริษัท ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ใน การท าบัญชี งานประมวลค า และติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้ งานอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์มา ช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบ ชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งท าให้การ ผลิตมีคุณภาพดีขึ้นบริษัทยัง สามารถรับ หรืองานธนาคาร ที่ให้บริการถอนเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ ( ATM ) และใช้ คอมพิวเตอร์คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน และการโอนเงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็นระบบ เครือข่าย 3.งานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุข สามารถน าคอมพิวเตอร์มา ใช้ใน น ามาใช้ในส่วน ของการ ค านวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจร ของการส่งจรวดไปสู่อวกาศ หรืองานทะเบียน การเงิน สถิติ และเป็นอุปกรณ์ส าหรับการตรวจ รักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ผลที่แม่นย ากว่าการตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็วขึ้น 4.งานคมนาคมและสื่อสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะใช้คอมพิวเตอร์ในการจองวัน เวลา ที่นั่ง ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรือทุกสายการบินได้ ท าให้สะดวกต่อผู้เดินทางที่ไม่ ต้องเสียเวลารอ อีกทั้งยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรือในการสื่อสาร ก็ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยู่ในวงโคจร ซึ่ง จะช่วยส่งผลต่อการส่งสัญญาณให้ระบบการสื่อสารมีความชัดเจน 5.งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการ ออกแบบ หรือ จ าลองสภาวการณ์ ต่างๆ เช่น การรับแรง สั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิด แผ่นดินไหว โดยคอมพิวเตอร์จะค านวณ และแสดงภาพสถาน การณ์ใกล้เคียงความจริง รวมทั้ง การใช้ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ต่างๆ เช่น คนงาน เครื่องมือ ผลการท างาน


6.งานราชการ เป็นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบทบาท และหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบประชุม ทางไกลผ่านคอมพิวเตอร์ , กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยงไปยังสถาบันต่างๆ , กรมสรรพากร ใช้จัดในการจัดเก็บภาษี บันทึกการ เสียภาษี เป็นต้น 7. การศึกษา ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการเรียนการสอน ซึ่งมีการน าคอมพิวเตอร์ มา ช่วยการสอนในลักษณะ บทเรียน CAI หรืองานด้านทะเบียน ซึ่งท าให้สะดวกต่อการค้นหา ข้อมูลนักเรียน การเก็บข้อมูลยืมและการส่งคืนหนังสือห้องสมุด ข้อมูลจาก หมวดวิชาคอมพิวเตอร์ ประเภทของคอมพิวเตอร์ การจ าแนกคอมพิวเตอร์ตามลักษณะวิธีการท างานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็นสอง ประเภทใหญ่ ๆ คือ แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer) เป็นเครื่องค านวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการค านวณ แต่จะใช้ค่า ระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดค านวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการค านวณ โดยไม้บรรทัดค านวณจะมีขีด ตัวเลขก ากับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมรประกบรวมกัน การค านวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการ เลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณ ของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการท านองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนท าหน้าที่เป็นตัว กระท าและเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ จึงเหมาะส าหรับงานค านวณทางวิทยาศาสตร์และ วิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์ เช่น การจ าลองการบิน การศึกษาการสั่งสะเทือนของ ตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรน าเข้าอาจเป็นอุณหภูมิความเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่ง จะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อน าเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็น แรงดันไฟฟ้าแปรกับเวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็นค่าของตัวแปรที่ก าลังศึกษา


ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการค านวณมีความ ละเอียดน้อย ท าให้มีขีดจ ากัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (digital computer) คอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน จัดเป็นดิจิทัลคอมพิวเตอร์แทบทั้งหมด ดิจิทัล คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องค านวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มีหลักการค านวณที่ไม่ใช่ แบบไม้บรรทัดค านวณ แต่เป็นแบบลูกคิด โดยแต่และหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักร้อย และ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นระบบเลขฐานสินที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถ้าเก้าไปสิบตัวตามระบบตัวเลขที่ใช้ ในชีวิตประจ าวัน ค่าตัวเลขของการค านวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นหลักเช่นเดียวกัน แต่จะเป็น ระบบเลขฐานสองที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียงสองตัว คือเลขศูนย์กับเลขหนึ่งเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการท างานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การค านวณ ภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะเป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิบ ที่เราใช้และคุ้นเคยจะถูกแปลงไปเป็นระบบเลขฐานสองเพื่อการค านวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเลขฐานสองอยู่ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้ เข้าใจได้ง่าย


Click to View FlipBook Version