The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1. รูปแบบการเผยแพร่นวัตกรรมทางการศึกษา
2. ทฤษฏีการยอมรับนวัตกรรม
3. ประเภทของผู้ยอมรับนวัตกรรม
4. การลดการต่อต้านนวัตกรรม
5. การประเมินนวัตกรรมทางการศึกษา
6. แนวโน้มนวัตกรรมการเรียนการสอน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chuanpob Iaosanurak, 2020-01-16 02:07:49

บทที่ 6 การประเมินนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

1. รูปแบบการเผยแพร่นวัตกรรมทางการศึกษา
2. ทฤษฏีการยอมรับนวัตกรรม
3. ประเภทของผู้ยอมรับนวัตกรรม
4. การลดการต่อต้านนวัตกรรม
5. การประเมินนวัตกรรมทางการศึกษา
6. แนวโน้มนวัตกรรมการเรียนการสอน

Keywords: การประเมินนวัตกรรม

บทท่ี 6
การเผยแพร่ การยอมรบั นวตั กรรมและการประเมนิ นวัตกรรม

1. รูปแบบการเผยแพรน่ วตั กรรมทางการศกึ ษา
2. ทฤษฏีการยอมรบั นวัตกรรม
3. ประเภทของผูย้ อมรับนวตั กรรม
4. การลดการต่อตา้ นนวัตกรรม
5. การประเมินนวัตกรรมทางการศกึ ษา

5.1 ความหมายของการประเมิน
5.2 ประเภทของการประเมนิ สอ่ื การศกึ ษา
5.3 แนวทางการประเมนิ นวตั กรรมและสอื่ การเรียนการสอน
5.4 เกณฑก์ ารประเมินนวตั กรรมทางการศึกษาประเภทสอ่ื การเรยี นการสอน
6. แนวโนม้ นวตั กรรมการเรยี นการสอน

1. รปู แบบการเผยแพรน่ วตั กรรมทางการศึกษา
สาลี ทองธิว (2526) 1ได้จัดรูปแบบการเผยแพร่นวัตกรรมทางการศึกษาว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 4

รูปแบบหลักๆ ดังน้ี
1. การเผยแพร่ที่อิงการใช้อานาจสนับสนุนจากเบื้องสูง (Authority innovation decision model)

เปน็ แบบทีใ่ ช้การรเิ ร่มิ ส่ังการจากผู้บรหิ ารหรอื มอี านาจ กาหนดให้เป็นนโยบายเพื่อทาการเปลย่ี นแปลง
2. การแผยแพรแ่ บบใช้มนษุ ยสัมพนั ธ์ (Human interaction model) เป็นแบบที่ใช้การเผยแพรข่ ยาย

แนวความคดิ สร้างความสมั พันธ์อนั ดีระหว่างบุคคลเพอ่ื โนม้ นา้ วใจใหเ้ ห็นชอบแล้วนาแนวทางไปปฏบิ ัติ
3. การเผยแพรแ่ บบองิ ประชากรผใู้ ช้นวตั กรรม (User participation model) เป็นแบบทมี่ งุ่ สร้างกลุ่ม

ตัวอย่างท่ีคาดว่าจะเป็นผู้ใช้นวัตกรรมนั้นแล้วสนับสนุนใหม้ ีการทดลองลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพิสูจน์ถึงประโยชน์
คณุ ค่า จากนน้ั จึงค่อย ๆ ขยายการเผยแพรอ่ อกไปใหก้ วา้ ง

4. การเผยแพร่แบบผสม (Eclectic process of change model) เป็นแบบที่ใช้รูปแบบหลายอย่าง
ผสมผสานกนั ใหเ้ หมาะสมกับสถานการณ์และวฒั นธรรมของแต่ละองค์กร

1 สาลี ทองธิว. (2526). กลวิธกี ารเผยแพร่นวตั กรรมทางการศึกษาสาหรับผู้บรกิ ารและครกู ้าวหน้า. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์อักษร
สัมพนั ธ์

กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2549)2 กล่าวถึงการเผยแพร่นวัตกรรมว่าเปน็ กระบวนการท่ที าใหน้ วัตกรรมไดร้ บั
การยอมรับและถูกนาไปใช้โดยสมาชิกของชุมชนเป้าหมาย ฉะน้ันการเผยแพร่จึงเป็นกระบวนการซ่ึงนวัตกรรม
(Innovation) จะถูกนาไปถ่ายทอดผ่านช่องทางของการสื่อสาร (Communication channels) ในช่วงเวลาหนง่ึ
(Time) กับสมาชิกท่ีอยู่ในระบบสังคมหนึ่ง (Social system) ให้เกิดการยอมรับ (Adoption) จากการวิเคราะห์
ลกั ษณะของการเผยแพร่ พบว่า มสี ิ่งทเ่ี ก่ียวขอ้ งอยู่ 5 ประการ ดังนี้

1. นวัตกรรม (Innovation) หรอื ความคิดใหม่ เทคนคิ วธิ กี ารใหม่ หรอื ส่งิ ใหมท่ สี่ ามารถนามาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ได้ นวตั กรรมนัน้ เปน็ สง่ิ ที่สร้างความรสู้ ึกวา่ เปน็ ของใหมส่ าหรบั ผู้ที่มีศกั ยภาพในการยอมรบั นวัตกรรม

2. ช่องทางการสื่อสาร (Communication channels) คือ ช่องทางของการส่ือสารที่ใช้กันมากคือ
การใชส้ ือ่ สารมวลชน แตก่ ารสือ่ สารระหวา่ งบคุ คลแบบปากต่อปากยังเปน็ ที่ยอมรบั และใชไ้ ด้ดีอยู่

3. เวลา (Time) คือ เวลาหรือเง่ือนไขของเวลา ในแต่ละขน้ั ตอนของการเผยแพร่และยอมรับอาจมีช่วง
ของเวลาในแตล่ ะขั้นแตกต่างกนั จาเปน็ ตอ้ งมกี ารศึกษาและคาดการณ์ไว้สาหรับงานการเผยแพร่นวัตกรรม

4. ระบบทางสังคม (Social system) คือ ระบบทางสังคมทีม่ ีลักษณะธรรมชาติ และวัฒนธรรมของคน
ในสงั คมทจ่ี ะนานวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ ฐานะทางเศรษฐกิจของคนในสังคมโดยรวม และกล่มุ คนทม่ี ีฐานะ
ทางเศรษฐกิจสังคมทแี่ ตกต่างกัน สามารถยอมรับนวัตกรรมได้แตกต่างกัน การเมือง การปกครอง มีอานาจตอ่
การยอมรับนวัตกรรมเปน็ อยา่ งมาก

5. การยอมรับ (Adoption) คือ กระบวนการท่เี ก่ียวข้องกับมนุษยใ์ นการยอมรบั หรือปฏิเสธ สิ่งใดส่งิ
หนึ่ง รวมท้ังนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยมีพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยาเป็นองค์ความรู้สาคัญใน
การอธิบายกระบวนการในการยอมรับหรือไมย่ อมรบั

2. ทฤษฏีการยอมรบั นวตั กรรม
Roger (1995) เป็นนักทฤษฏีทางด้านการยอมรับนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย

โรเจอร์ได้เขียนหนังสือชื่อ การแพร่กระจายของนวัตกรรม (Diffusion of innovations) และได้เสนอทฤษฏี
การเผยแพร่นวัตกรรมไว้ 4 ทฤษฏี ซ่ึงในเอกสารน้ีนาเสนอทฤษฏีกระบวนการตัดสินใจรับนวัตกรรม (The
innovation decision process theory) ซ่ึงมีรายละเอียดและข้ันตอนดังต่อไปน้ี (Roger, 1995 อ้างถึงใน
กฤษมนั ต์ วฒั นาณรงค์, 2549)

ทฤษฏีกระบวนการตัดสินใจรับนวัตกรรม (The innovation decision process theory) อธิบายว่า
การเผยแพร่นวตั กรรมเปน็ กระบวนการที่เกิดข้ึนในช่วงของเวลาหนึง่ ทม่ี ีขน้ั ตอนการเกดิ ขึ้น 5 ขน้ั ไดแ้ ก่

2 กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. (2549). เทคโนโลยกี ารศึกษาวชิ าชพี . กรงุ เทพฯ: สนิ ทวีการพิมพ์.

1. ข้ันของการให้ความรู้ (Knowledge) เป็นข้ันที่บุคคลจะทราบว่ามีนวัตกรรมน้ันปรากฏอยู่และ
พอท่ีจะเข้าใจว่านวตั กรรมน้ันทาหน้าท่อี ย่างไร ในข้นั ความร้นู ีส้ ามารถแบง่ ประเภทของความรู้เก่ียวกนั นวัตกรรม
ออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื

1.1 ความรู้ท่ีทาให้เกิดความต่ืนตัวเก่ียวกับนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงความรู้ว่ามีนวัตกรรมน้ัน
เกดิ ข้นึ แล้ว และนวัตกรรมนั้นทาหนา้ ที่อะไรไดบ้ ้าง

1.2 ความรูท้ ่ีจาเป็นสาหรบั การจะใช้นวตั กรรมไดอ้ ย่างไร ความรปู้ ระเภทน้ไี ด้จากข่าวสารท่ีจะ
ชว่ ยให้สามารถใช้นวัตกรรมไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง นวัตกรรมยง่ิ มคี วามซับซ้อนมากเพยี งใด ความจาเปน็ ท่จี ะตอ้ งมีความรู้
ประเภทน้ยี งิ่ มมี ากเท่าน้ัน

1.3 ความรทู้ เ่ี กย่ี วขอ้ งกับหลกั การซงึ่ จะช่วยให้นวัตกรรมบรรลผุ ล การมคี วามรู้ประเภทนจ้ี ะชว่ ย
ให้คนเข้าใจและยอมรับนวัตกรรมในอนาคตไดง้ า่ ยขึน้

2. ขั้นของการถูกชักนา (Persuasion) ในขั้นน้ีบุคคลจะแสดงทัศนคติต่อนวัตกรรมในรูปแบบเหน็
ดว้ ยและไม่เห็นด้วย ซึง่ เปน็ เร่ืองเกย่ี วกับอารมณแ์ ละความร้สู กึ ในขั้นการจูงใจนี้ บุคคลจะรูส้ ึกผกู พันกบั นวตั กรรม
มากขนึ้ มีความกระตอื รือรน้ ในการแสวงหาขา่ วสารเกย่ี วกบั นวัตกรรมนัน้ อย่างจรงิ จงั ทศั นคติเก่ยี วกับนวัตกรรม
สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ

2.1 ทัศนคติเฉพาะที่มีต่อนวัตกรรม คือ ทัศนคติที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบ
ประโยชน์ของนวัตกรรม ทัศนคติน้ีมีอิทธิพลต่อนวัตกรรมที่กาลังเผยแพร่ และนวัตกรรมที่จะมีการเผยแพร่ใน
อนาคต

2.2 ทศั นคติทวั่ ไปทีม่ ตี อ่ การเปล่ียนแปลง คือทัศนคติอย่างกว้างๆ ท่เี อื้ออานวยใหก้ ลมุ่ เปา้ หมาย
เปลี่ยนแปลง ซึง่ ทศั นคตชิ นดิ นี้เป็นทศั นคตทิ ดี่ ีต่อนวตั กรรม ทาใหป้ ระชาชนรู้จกั พฒั นาตนเองและแสวงหาข่าวสาร
เก่ียวกับนวัตกรรมทีจ่ ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ตนเอง

3. ข้ันของการตัดสินใจ (Decision) ในข้ันน้ีบุคคลจะมีแนวทางการตัดสินใจเกี่ยวกับนวัตกรรมใน
2 ลักษณะ คือ

3.1 การยอมรับนวัตกรรม (Adoption) หมายถึง การตัดสินใจท่ีจะยอมรับนวัตกรรมมาใช้ให้ดี
ทส่ี ุดเทา่ ท่จี ะทาได้

3.2 การปฏิเสธนวัตกรรม (Rejection) หมายถึง การตัดสินใจที่จะไม่ยอมรับนวัตกรรมมาใช้
การตัดสินใจท่ีจะยอมรับหรือปฏิเสธนวัตกรรมน้ี ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทดลองใช้ในปริมาณจากัดของ
นวัตกรรม นวัตกรรมใดท่ีบุคคลสามารถทดลองใช้ได้ จะทาให้บุคคลนั้นรู้สึกเสี่ยงภัยในการตัดสินใจยอมรับ
นวตั กรรมนอ้ ยลง และนาไปสู่การยอมรับนวตั กรรมในท่สี ุด

4. ขั้นของการนาไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) ในขั้นตอนท่ี 1-3 เป็นข้ันตอนที่เก่ียวข้องกับ
ความคิด แต่ในข้ันตอนที่ 4 น้ีเป็นข้ันตอนทีบ่ ุคคลผรู้ ับนวัตกรรมจะต้องลงมือปฏิบตั ิตามแนวทางหรือวิธีการของ
นวัตกรรมนัน้ และข้นั ตอนนีจ้ ะส้นิ สดุ เม่อื บุคคลมีการปฏบิ ตั ิในแนวทางใหม่นั้นอย่างเปน็ กจิ วัตรประจาวัน

5. ขั้นของการยืนยันการยอมรับ (Confirmation) ในขั้นนี้บุคคลจะแสวงหาข่าวสารเพ่ิมเติมเพื่อ
สนับสนนุ การตดั สนิ ใจเกีย่ วกบั นวตั กรรมที่ไดท้ าไปแลว้ แตก่ ็อาจมีการเปลย่ี นแปลงการตัดสนิ ใจได้อีก หากว่าไดร้ ับ
ข่าวสารทข่ี ัดแยง้ หรอื ขา่ วสารในแงล่ บเกยี่ วกันนวัตกรรมน้ัน

3. ประเภทของผูย้ อมรับนวัตกรรม
โรเจอร์ (Rogers cited in Thomas E. Woods, 19673 ) แบง่ ประเภทของผยู้ อมรบั นวตั กรรมไว้ดงั น้ี
1. กลุ่มนวัตกร (Innovators) โดยทั่วไปกลุ่มนี้เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่ยอมรับนวัตกรรม มีคุณสมบัติ

โดยทว่ั ไปเปน็ กลุ่มที่มกี ารศึกษาดี กลมุ่ นจ้ี ะมีประมารณ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ของจานวนสมาชิกทง้ั หมดในสงั คม
2. กลุ่มยอมรับเร็วส่วนแรก (Early adopters) เป็นกลุ่มที่มีลักษณะเป็นคนในท้องถิ่น มีสถานะ

ทางสังคมท่ีเป็นลักษณะเปน็ ผู้นาทางความคิด กลุ่มน้ีมีประมาณ 13.5 เปอร์เซ็นต์ ของจานวนสมาชิกท้ังหมดใน
สงั คม

3. กลุ่มยอมรับเร็วส่วนมาก (Early majority) เป็นกลุ่มที่มีลักษณะรอบคอบระมัดระวัง จะยอมรับ
นวัตกรรมกต็ ่อเมื่อสองกลุ่มแรกยอมรบั และกลุ่มน้ีจะเช่ือถือในผลการทดสอบของกลมุ่ ผูน้ าแลว้ จึงจะเริม่ ยอมรับ
กลุ่มน้ีมปี ระมาณ 34 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของจานวนสมาชิกท้งั หมดในสังคม

4. กลุ่มยอมรับช้าส่วนมาก (Late majority) เป็นกลุ่มที่มีลักษณะไม่ค่อยเช่ือในสิ่งใหม่ ๆ จะเช่ือหรอื
ยอมรับโดยกระแสความกดดันของสังคม กลุ่มนี้ต้องใช้เวลามากข้ึนในกระบวนการยอมรับนวัตกรรม ต้ังแต่ข้ัน
การยอมรับจนถึงข้ันการทดลองเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ข้ันการทดลองค่อนข้างสั้น กลุ่มน้ีมีประมาณ
34 เปอรเ์ ซ็นต์ ของจานวนสมาชิกท้งั หมดในสงั คม

5. กลุ่มล้าหลัง (Laggards) เป็นกลุ่มที่ยอมรับนวัตกรรมหลังสุด กลุ่มนี้ค่อนข้างยึดถือกับวัฒนธรรม
ประเพณเี กา่ ๆ และเป็นกล่มุ ที่ค่อนข้างมสี ถานภาพทางสงั คมต่า ไมค่ ่อยได้ปะทะสงั สรรคก์ บั บุคคลในระบบสังคม
เทา่ ใดนกั กลุม่ นม้ี ปี ระมาณ 16 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของจานวนสมาชกิ ทง้ั หมดในสงั คม

4. การลดการตอ่ ตา้ นนวตั กรรม
การนานวัตกรรมออกเผยแพร่หรือเข้ามาใช้ในสังคมนั้น อาจจะถูกต่อต้านจากบุคคลต่างๆ มากมาย

โดยเฉพาะนวัตกรรมชนิดที่ไม่เคยมีใครคิดหรือทามาก่อนเลย วิธีการลดการต่อต้านนวัตกรรม มีข้อแนะนา
3 ประการ ดังนี้ (จรูญ วงศส์ ายญั ห,์ 2520)

1. ผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในวิธีปฏิบตั ิทงั้ ใหม่และเก่านั้น จะต้องมีโอกาสในการเลอื กปฏิบัติและมีความรู้สกึ วา่
เขามสี ่วนในการวนิ ิจฉยั หรือตัดสินใจวา่ อะไรดแี ละอะไรไม่ดี ข้อน้ีหมายความว่า การท่นี าวธิ ปี ฏบิ ตั ใิ หมๆ่ บังคับใช้
ท่ัวไปโดยทั่วถึงทันทีโดยท่ีผู้ปฏิบัติไม่มีทางเลือกอื่น และมิได้รู้สึกว่าเขามีส่วนมีเสียงในการวินิจฉัย

3 3Thomas E. Woods. (1967). The administration of educational innovation. Oregon: Bureau of Educational
Research.

ความเปล่ยี นแปลงนนั้ แตอ่ ย่างใด ย่อมไม่มาทางที่จะสาเร็จโดยราบรนื่ อาจจะมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงหรอื
อาจจะเป็นการต่อต้านโดยปรยิ าย คือ ไมร่ ่วมมอื ไม่เปน็ ทางไปสู้ความสาเรจ็ ได้ หากใหโ้ อกาสที่จะเลือกไดค้ ลา้ ยกบั
ว่าเป็นการทดลองท่ีจะเปรียบเทียบว่าวิธีปฏิบัติแบบใดดีกว่ากัน การตัดสินจะได้ทาต่อภายหลังเมื่อมีผลของ
การปฏิบัตินามาเปรียบเทียบกันแล้ว การต่อต้านจะน้อยลง ยิ่งทางเลือกปฏิบัติมีมากเท่าใด การวินิจฉัยว่าวิธีใด
ดีกว่ากนั จะทาไดอ้ ย่างถกู ต้องย่งิ ข้นึ

2. ผู้ท่ีเก่ียวข้องอยู่ในวิธีปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตามจะต้องมีโอกาสได้ทราบว่าผลของการปฏิบตั ิ
แบบต่างๆ เปรียบเทียบกัน อันจะเป็นผลให้มีความมั่นใจย่ิงขึ้น ถ้าวิธีปฏิบัติท่ีคนเลือกน้ันมีรายงานว่ามผี ลดีกวา่
แบบอ่นื หรืออาจจะทาใหเ้ กิดความไมแ่ น่ใจ ถา้ วธิ ปี ฏบิ ตั ิท่ีตนเลอื กใชไ้ ม่ได้ผลดเี ท่าแบบอ่นื อนั จะเป็นทางให้เขาเกดิ
ความสงสยั ในสง่ิ ท่เี ขายึดม่ันว่าดงี าม เมื่อมีความสงสัยเชน่ นี้ เขาอาจจะเลือกวิธีปฏิบตั ิใหมแ่ ละได้พบแบบที่ดีทส่ี ุด
ด้วยตัวของเขาเอง วิธีปฏิบตั ิที่ดีและถูกต้องก็จะค่อยๆ แพร่ออกไปโดยการยอมรบั ที่ปราศจากการบงั คบั ในข้อน้ี
หมายความวา่ จะต้องใชก้ รรมวิธีการรวบรวมข้อมลู ทป่ี ระเมินผล ตลอดจนการโฆษณาเผยแพร่โดยส่อื มวลชนอย่าง
ใดอยา่ งหน่งึ ใหก้ วา้ งขวางโดยทว่ั ถงึ

3. ผู้ท่ีเก่ียวข้องอยู่ในปฏิบัติต้องทราบวัตถุประสงค์ท่ีแน่ชัดของการปฏิบัตินั้นว่า เพ่ืออะไร และจะใช้
เกณฑ์ใดสาหรับวินิจฉัยว่าอยา่ งไร จึงจะถือว่าเปน็ ผลดี ถ้าไม่มีความเขา้ ใจวัตถุประสงค์ตรงกันโดยทั่วถึงแล้ว เป็น
การยากท่จี ะชกั นาใหห้ ันมานยิ มปฏิบัตทิ ่ีถกู ต้องได้ เพราะต่างคนต่างกม็ คี วามหมายของการเปรียบเทียบวิธีปฏิบัติ
ไปตามวตั ถุประสงค์ของตน ไม่มีวันทีจ่ ะตรงกบั วัตถุประสงคท์ ี่แน่ชัดของปฏบิ ัตกิ ารนน้ั ๆ ได้

5. การประเมินนวตั กรรมทางการศึกษา
5.1 ความหมายของการประเมนิ
ณมน จีรงั สุวรรณ (2555) 4กลา่ วว่า การประเมนิ หรอื evaluation แบ่งออกเปน็ 2 รปู แบบ ไดแ้ ก่
1. Formative evaluation หรือ การประเมนิ ระหว่างการสร้าง ในระหว่างขั้นตอนการออกแบบหรอื

พัฒนานั้น เม่ือผู้ออกแบบต้องการหาข้อผิดพลาด ข้อบกพร่อง จุดอ่อนของสงิ่ ท่ไี ด้ออกแบบมา เพื่อการปรบั ปรงุ
หรือเพอื่ ประเมนิ วา่ ส่งทอี่ อกแบบและพฒั นาน้ันดีมากน้อยเพียงใด ควรปรับปรุงอะไรบ้างเพอ่ื ทาให้มีประสิทธภิ าพ
และประสิทธผิ ลเพิ่มขนึ้ สามารถแบง่ ออกเปน็ 4 แบบ ไดแ้ ก่

1.1 การประเมินโดยนักออกแบบ (Designer review) ในขั้นการออกแบบนั้นสิ่งแรกท่ีต้องทา คือ
การนาแบบทไ่ี ด้ออกแบบแลว้ ไปให้นกั ออกแบบทาการตรวจสอบความถกู ต้องของการออกแบบ

1.2 การประเมนิ โดยผ้เู ช่ียวชาญ (Expert review) เมื่อนักออกแบบได้ออกแบบเสร็จเรียบรอ้ ยแล้ว
เพื่อความถูกต้อง ควรนาส่ือหรือนวัตกรรมน้ันไปปรึกษาผู้เช่ียวชาญด้านสื่อและด้านเน้ือหาถึงความถูกต้อง
เหมาะสม ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์หรอื ไม่ เพ่อื ให้ผเู้ ช่ยี วชาญไดต้ รวจสอบและชีแ้ นะถงึ ความถกู ต้องและขอ้ บกพรอ่ ง

4 ณมน จีรงั สุวรรณ. (2555). หลักการออกแบบและประเมิน. กรงุ เทพฯ: ศนู ยผ์ ลติ ตาราเรยี นมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเก้า
พระนครเหนอื .

เช่น กระบวนการสรา้ งหรอื พฒั นา การทดสอบความเท่ียงตรงของเนอื้ หา ความเหมาะสมในดา้ นความถูกตอ้ งของ
การนาไปใช้ และอื่นๆ รวมท้ังความครบถ้วนสมบูรณ์และความพร้อมที่จะนาไปใช้งานจริง อาจใช้เทคนิค Focus
group, Delphi หรือแบบประเมินที่ผ่านการทดสอบคณุ ภาพของเครื่องมอื แลว้ เปน็ ตน้

1.3 การประเมินโดยผู้เรียน (Learner validation) ข้ันตอนนี้ถือเป็นข้ันตอนท่ีสาคัญของ
การประเมินผลการออกแบบและการสร้างส่ือหรือวัสดุการเรียนการสอน เป็นขั้นตอนการประเมินส่อื การเรียน
การสอนโดยผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายท่ีใช้นักออกแบบต้องทาการประเมินโดยอาศัยผู้เรียน เพ่ือจะได้นา
ขอ้ บกพร่องของสอื่ หรือวัสดกุ ารเรยี นทไี่ ดอ้ อกแบบมาปรับปรงุ แกไ้ ข โดยมีรายละเอยี ดและขน้ั ตอนแยกย่อย ดงั นี้

1.3.1 การประเมนิ แบบหนึ่งตอ่ หนงึ่ (One to one evaluation) เป็นการประเมนิ แบบรายบคุ คล
หรอื เรยี กว่ารายตวั เปน็ การประเมินระหว่างนักออกแบบกบั ผ้เู รยี นหรือกลุม่ เปา้ หมายโดยตรง ซงึ่ ใกล้เคียงกบั กลมุ่
ท่ีต้องการนาสื่อไปใช้งานจริง โดยผู้ออกแบบควรอยู่ด้วยตลอดเวลาเพื่อตอบข้อซักถามในเบื้องต้นของผู้เรียนท่ี
ทดลองใช้บทเรยี นหรือสอ่ื การเรยี นการสอนท่ีผู้ออกแบบได้ออกแบบไว้ เช่น การใช้งาน ความถูกต้องชัดเจนของ
ตัวอักษร ข้อความ สี รูปภาพ เป็นต้น นอกจากน้ีนักออกแบบควรได้ซักถามผู้เรียนเพื่อหาข้อบกพร่องในการ
ออกแบบด้วย ผู้เรียนท่ีนามาทดลองใช้บทเรียนหรือสื่อในการประเมนิ แบบหนึ่งต่อหนึ่งนี้ควรมีระดับการเรยี นรู้
ตง้ั แต่ออ่ น ปานกลาง และเกง่ เพอ่ื ใหใ้ กล้เคยี งกบั กลุม่ ผู้เรยี นโดยท่วั ไป

1.3.2 การประเมนิ แบบกลุ่มเล็ก (Small group evaluation) เปน็ การประเมินเพ่ือแก้ปญั หาต่อ
จากขัน้ การประเมินแบบหนง่ึ ต่อหนงึ่ เป็นการประเมินแบบกลุ่มเล็ก โดยใช้ผ้เู รียนหรอื กลุ่มเปา้ หมาย 5 คนขึน้ ไป
โดยนักออกแบบทาหน้าทีต่ อบคาถามให้ผ้เู รียนเข้าใจอย่างถูกตอ้ งพรอ้ มกันนั้นนกั ออกแบบตอ้ งทาการเกบ็ ขอ้ มลู ไป
ดว้ ยวา่ ตรงจุดไหนท่ีผู้เรียนมีปญั หาและนาไปแก้ไข

1.3.3 การประเมินแบบกลุ่มใหญ่ (Field Trial evaluation) อาจเรียกว่าการประเมิน
แบบภาคสนาม แตกตา่ งจากการประเมนิ แบบกลุ่มเล็กตรงท่กี ารประเมินโดยผเู้ รยี นในขัน้ นี้จะมจี านวนของผู้เรยี น
มากกวา่ คอื จานวนตัง้ แต่ 30 คนข้ึนไป โดยมีเหตุผลคอื เพ่อื พจิ ารณาวา่ การปรับปรุงแกไ้ ขในขัน้ การประเมินแบบ
กลุ่มเลก็ แลว้ น้ัน เมื่อนาบทเรยี นหรอื ส่อื มาใช้กับจานวนผูเ้ รยี นที่มากข้ึนแล้วซึ่งใกลเ้ คียงกับสถานการณ์จริง จะมี
ผลเปน็ อย่างไร มปี ัญหาเพิ่มมากข้ึนหรอื ไม่ ทง้ั น้นี ่าจะมีผลใกลเ้ คียงกับเมอ่ื ผอู้ อกแบบนาไปเกบ็ ขอ้ มลู จรงิ เช่น เวลา
ทช่ี ้มี ีปญั หาอะไรอีกหรือไม่ การเรยี นรู้เป็นอย่างไร ผู้เรียนรูส้ กึ อย่างไรกบั บทเรยี น เป็นต้น

1.3.4 การประเมินอย่างต่อเนื่อง (Ongoing evaluation) การประเมินในขั้นนี้คือการประเมิน
อย่างตอ่ เน่อื ง หลงั จากทาการใช้บทเรียนหรือสอื่ แล้วนักออกแบบต้องทาการปรับปรุงขอ้ ผิดพลาดและข้อบกพร่อง
อย่างตอ่ เน่ืองเพอ่ื คณุ ภาพทดี่ ขี องการเรยี นการสอน

1.4 การประเมินโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจ เปน็ รปู แบบการประเมินส่อื การสอนโดยกลมุ่ บุคคลที่
หน่วยงานแต่งต้ังข้ึนมาเพื่อทาหน้าที่ประเมินส่ือ ซ่ึงลักษณะของกรรมการชุดน้ีจะประเมินคุณลักษณะ
ประสทิ ธภิ าพการใช้ และคุณลกั ษณะด้านอ่ืนๆ ของสอ่ื การเรียนการสอนด้วย

2. Summative evaluation หรือ การประเมินแบบสรุปภาพรวม มีวัตถุประสงค์เพ่ือการรวบรวม
วิเคราะห์ และหาข้อสรปุ ของข้อมูลเพือ่ นาเสนอต่อผ้มู อี านาจในการตดั สนิ ใจขององค์กรเพอ่ื ท่ีจะสามารถประเมนิ
เกี่ยวกับประสิทธิภาพผล รูปแบบท่ีดึงดูดความสนใจ และประสิทธิภาพของบทเรียนหรือสื่อที่ออกแบบและ
นาไปใช้ ซึ่งการประเมนิ นี้ส่วนใหญจ่ ะนาไปสู่การพิจารณาการใช้บทเรยี นหรือสือ่ การเรยี นการสอนต่อไปหรือไม่
ผู้ใช้ข้อมูลของการประเมินสรุปภาพรวมอีกแหล่งหน่ึงคือ หน่วยงาน หรือแหล่งทุน ที่ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับ
การพัฒนาบทเรยี นหรอื ส่ือนน้ั ๆ บางครงั้ ผู้ประเมนิ ก็คอื ลูกค้าทว่ี ่าจา้ งพฒั นาบทเรียนหรอื แมแ้ ตผ่ สู้ อนทน่ี าบทเรยี น
หรือส่ือไปใชเ้ ปน็ ช่วงเวลาหน่ึงแลว้ เก็บข้อมูลเพือ่ การตัดสินใจวา่ ควรใช้ตอ่ ไปหรือไม่ การประเมินสรุปภาพรวมจะ
เกดิ เม่อื ได้ใช้บทเรียนหรอื สือ่ กบั กลุ่มเป้าหมายในสิ่งแวดล้อมนนั้ แล้ว

2. ความหมายและความสาคัญของการประเมินสื่อการศึกษา (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
2548)5

2.1 ความหมายของการประเมนิ ส่อื การศึกษา การประเมนิ สอ่ื การศึกษา เป็นการตัดสินคุณค่า
ของสื่อการศึกษาเทียบกับเกณฑ์ที่กาหนด เช่น เทียบกับวัตถุประสงค์ของการจัดทา ตัวอย่างการประเมิน
สื่อการศึกษา เช่น การประเมินความต้องการ ความจาเป็นของการจัดหาส่ืออิเล็กทรอนิกสแ์ ละการคมนาคมใน
สถานศึกษา การประเมนิ เอกสารการสอน การประเมนิ สอื่ มวลชน การประเมินส่ือบุคคล เปน็ ต้น

2.2 ความสาคัญของการประเมนิ ส่ือการศึกษา ความสาคัญของการประเมินส่ือการศึกษา เป็น
แนวทางในการตัดสินใจเลือกใช้สื่อให้เหมาะกับการเรียนการสอน เป็นข้อมูลย้อนกลบั ในการยืนยันคุณภาพของ
สอ่ื ท่สี รา้ งขนึ้ หรือควรปรบั ปรงุ สือ่ การศึกษาในด้านใด และทราบถึงผลการใช้สอื่ การศกึ ษา

5.2 ประเภทของการประเมินสอ่ื การศกึ ษา
การประเมินสื่อการศึกษาอาจแบ่งได้หลายประเภทดังน้ี คือ การประเมนิ ความจาเป็นของการจดั หาสอ่ื

การประเมินคุณภาพภายในส่ือ การตรวจสอบประสทิ ธิภาพส่ือ การติดตามการใช้/ผลิตสื่อ และการประเมินผล
การใช้สื่อ ผู้ประเมินไม่จาเป็นต้องประเมินทุกประเภทดังกล่าว แต่ควรเลือกประเภทการประเมินให้เหมาะกับ
ความตอ้ งการของภารกจิ ในชว่ งน้นั

1) การประเมนิ ความจาเป็นของการจดั หาส่ือ เป็นการประเมินความจาเป็นของการจดั หาสอื่ (Need
assessment) การประเมินลักษณะนี้ เกิดข้ึนเฉพาะกรณีที่เป็นสื่อการศึกษาที่ต้องลงทุนสูง เป็น
การวเิ คราะห์ว่าต้องการจาเป็นตอ้ งใชส้ ่อื ดังกล่าวหรอื ไม่ ค้มุ ค่าเงนิ ลงทนุ หรือไม่ ตอบสนองเนือ้ หาสาระ และกลุ่ม
ผู้เรียนมากข้นึ กวา่ ส่อื ทม่ี ีอยู่เพียงใด เชน่ การประเมนิ ความจาเป็นการใชเ้ ครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ภายในสถานศึกษา
เป็นต้น

5 มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2548). เอกสารการสอนชดุ วชิ าเทคโนโลยีและสือ่ สารการศึกษา—ฉบบั ปรบั ปรุง หนว่ ยที่ 1-
7. สาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.

2) การประเมินคุณภาพภายในสื่อ เป็นการตรวจสอบส่ิงที่ปรากฏในสื่อโดยผู้เช่ียวชาญ (Expert
reviews) ควรประเมินกอ่ นการนาไปใชเ้ พ่ือการเลือกใช้ หรอื เพ่อื เปน็ ขอ้ มลู ปรบั ปรุงสื่อ การประเมินมี 2 สว่ น คอื
ลกั ษณะส่ือ และเน้อื หาสาระในสื่อ

2.1 การตรวจสอบลกั ษณะสอื่ ใน 4 ลกั ษณะสาคัญ คอื ลกั ษณะเฉพาะของส่อื มาตรฐานเทคนิค
วิธี มาตรฐานการออกแบบ และความงาม เป็นการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญสื่อการเรียนการสอน
(วชิราพร อจั ฉริยโกศล, 25456)

1) ด้านลกั ษณะเฉพาะของสื่อ เชน่
(1) การใช้เส้น และลลี าของส่อื พื้นบา้ น
(2) แสง เสียง ความเร็ว และหนว่ ยความจา ของสื่ออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
(3) การนาเสนอด้วยรูปแบบกราฟกิ

2) ด้านมาตรฐานเทคนิควธิ ี เชน่ เทคนิคการสอน การนาเสนอ
3) ด้านมาตรฐานการออกแบบ เชน่

(1) การออกแบบหน้าจอบทเรียน ชดั เจน และเรยี งลาดับไมส่ บั สน
(2) ภาพ สีสัน และลายเสน้ เร้าความสนใจ
(3) รายการท่ใี หเ้ ลือกเมนูมีลักษณะงา่ ย
(4) นาเสนอสาระสาคัญได้ครบถ้วน กระชับ และนา่ สนใจ
(5) ใชส้ อยไดส้ ะดวก
(6) ขนาดและรปู เล่มเหมาะกบั กลมุ่ ผเู้ รยี น
4) ด้านความงามของสอ่ื เช่น มีความประณตี เรียบรอ้ ย นา่ จบั ต้องมคี วามงามตามวัฒนธรรม
ขจัดสง่ิ ไม่เรียบร้อย/สงิ่ รบกวนออก
2.2 การตรวจสอบเนอ้ื หาสาระ เป็นการตรวจสอบโดยผ้เู ชยี่ วชาญเน้ือหา ไดแ้ ก่
1) ตอบสนองวตั ถุประสงค์การเรยี น
2) เน้อื หาชัดเจน เข้าใจงา่ ย และทนั สมัย
3) ลาดับขน้ั ตอนถกู ตอ้ ง และไม่วกวน
4) ภาษาเหมาะสมกับระดับของผู้เรยี น
5) กิจกรรม ตวั อยา่ งและภาพประกอบ ทาใหเ้ ขา้ ใจกระจ่างขึน้
2.3 การตรวจสอบประสิทธภิ าพสอื่ เปน็ การตรวจสอบประสิทธิภาพของส่อื ทีส่ ร้างเสรจ็ แล้ว โดย
ทดลองใช้กบั ผ้เู รยี น มขี ้ันตอนดังน้ี

6 วชริ าพร อัจฉริยโกศล .(2545). การประเมนิ ส่อื การสอน เอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมสมั มนาเชิงปฏิบัตกิ าร
ระดบั ชาติ ครั้งที่ 7 เร่อื ง การประเมินตารา และส่อื การเรียนการสอน. จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

2.3.1 การทดสอบหน่ึงต่อหน่ึง เป็นการนาสื่อท่ีผลิตเสร็จแล้วไปใช้กับผู้เรียน 3 คน เพื่อ
สารวจการสอ่ื ความหมาย ใหผ้ ู้เรียนแสดงความคดิ เห็นและสังเกตปฏิกริ ยิ า และตรวจสอบด้านกายภาพของส่ือ เชน่
ถ้อยคาภาษา ความยากง่าย ภาพประกอบ การเรียงลาดับเนือ้ หา และความเป็นไปได้ของกิจกรรม และปรบั ปรงุ สือ่

2.3.2 การทดสอบกล่มุ ยอ่ ย เปน็ การนาส่อื ทีป่ รับปรงุ แลว้ ไปทดลองกบั ผ้เู รยี นประมาณ 6-10
คน เพื่อตรวจสอบความตอ่ เนอื่ งกระบวนการใช้สอ่ื และศกึ ษาความผดิ พลาดท่ีทุกคนกระทา อาจสอบถาม พดู คยุ
กบั ผ้เู รียนดว้ ย เพอื่ นาขอ้ มลู มาปรับปรุงสอ่ื

2.3.3 การทดสอบภาคสนาม เป็นการนาส่ือไปทดลองใช้กับผู้เรียน 1 ห้องเรียนหรือหลาย
ห้องเรยี นเพอ่ื ตรวจสอบประสิทธิภาพของสอื่ ในภาพรวมทงั้ กระบวนการในสถานการณ์จริง

2.4 การติดตามการใช้/ผลิตส่อื เป็นการติดตามการนาส่อื ไปใช้ในการเรียน เช่น การจัดสรรสอ่ื
จากหน่วยงานต้นสังกัดไปยังสถานศึกษา หรือสถานศึกษาจัดสรรงบประมาณใหก้ ับหมวดวิชา/ห้องเรียนผลิตส่ือ
เป็นต้น เพ่ือตรวจสอบว่าใช้/ผลิตส่อื ตามแผนหรือไม่ มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร ผู้เรียนมคี วามพงึ พอใจ และมี
ผลสมั ฤทธ์ิเพม่ิ ขึน้ หรือไม่ เป็นต้น ผลการติดตามนีใ้ ชใ้ นการเรง่ รัดการใชส้ อื่ ใหเ้ ป็นประโยชนส์ งู สุด หรอื ผลิตใหเ้ สรจ็
ภายในเวลาทก่ี าหนด และมีบทบาทสาคัญตอ่ การตดั สนิ ใจเก่ียวกับการดาเนินงานดา้ นปัจจัยและดา้ นกจิ กรรมอื่นที่
เกี่ยวขอ้ ง

กรณีตัวอย่างการติดตามงาน เช่น สถานศึกษามีโครงการจัดทาบทเรียนส่ือพื้นบ้าน
การตดิ ตามงานแบ่งออกเป็นสองระยะ คอื ระยะแรกเป็นการตดิ ตามขณะผลติ เพือ่ ใหผ้ ลิตบทเรยี นส่อื พืน้ บา้ นเสร็จ
ตามแผนท่ีกาหนดภายในงบประมาณท่ีกาหนด การติดตามข้ันสอง คือ การติดตามว่าผู้สอนได้นาบทเรียนสื่อ
พื้นบ้านไปใช้หรือไม่มากน้อยเพียงใด มีการจัดเก็บสื่ออย่างไร มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร และได้ผลตามท่ี
วตั ถุประสงค์ไว้หรือไม่

2.5 การประเมินผลการใช้ส่ือ เป็นการประเมินผลที่เกิดข้ึนกับผู้ใช้สื่อโดยตรงว่า เม่ือใช้ส่ือแลว้
บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้หรือไม่ โดยการสอบถามความคิดเห็นของผู้ใช้ส่ือนั้น เช่น อาจารย์ผู้สอน
นักศึกษา นักเรียน เป็นต้น แล้วนาผลมาสรุปเพ่อื ปรบั ปรงุ พฒั นาสอื่ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลการสงั เกตการใชส้ อ่ื
จากสถานการณจ์ รงิ

กรณีเป็นส่ือที่มีบทบาทในการสอน ใช้การทดลองกับกลุ่มผู้เรียน 2 กลุ่ม ท่ีมี
ความสามารถใกลเ้ คียงกนั กลุ่มแรกเรียนตามปกตโิ ดยไมไ่ ด้ใสช่ ือ่ กล่มุ ท่สี องเรยี นโดยใชส้ ่ือ เมื่อสิน้ สดุ การทดลองนา
ผลการสอบของผเู้ รยี น 2 กลมุ่ มาเปรยี บเทียบกนั ว่า การเพม่ิ ขึ้นของคะแนนอยู่ในระดับทย่ี อมรบั ไดห้ รอื ไมโ่ ดยใช้
วธิ ีการทางสถติ ิ

5.3 แนวทางการประเมนิ นวัตกรรมและสอ่ื การเรียนการสอน
เฉลิมลาภ ทองอาจ และคณะ ได้ให้แนวทางการประเมินนวัตกรรมและสื่อการเรียนการสอนว่าต้อง

ประกอบดว้ ยการประเมนิ โดยส่วนตา่ งๆ ดังนี้

1. การประเมินโดยผู้สอน ผู้ประเมินควรเป็นผู้ท่ีมีประสบการณ์ในการใช้หรือเข้าใจกระบวนการ
ออกแบบหรือพัฒนานวัตกรรมและส่ือการเรียนการสอน ถ้าผู้สอนเป็นผู้ออกแบบและพัฒน าก็ถือว่ามี
ความเชีย่ วชาญและจดั เปน็ ผชู้ านาญได้

2. การประเมินโดยผู้เช่ียวชาญ ได้แก่ ผู้เช่ียวชาญด้านนวัตกรรมและสื่อการเรียนการสอนและมี
ประสบการณ์ด้านการประเมนิ ผู้ชานาญอาจเป็นผู้สอนเองหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยในสาขาวิชาเทคโนโลยี
การศึกษา หรือเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา รวมทั้งอาจารย์ในสาขาการวัดและการประเมินผลที่มีความรู้
ความสามารถดา้ นการประเมนิ นวัตกรรมและสอื่ การเรยี นการสอนกไ็ ด้

3. การประเมินโดยคณะกรรมการเฉพาะ คือ คณะกรรมการที่สถานศึกษาตงั้ ข้นึ เพื่อเปน็ ผปู้ ระเมนิ
นวัตกรรมและส่ือการเรียนการสอน ซ่ึงมุ่งประเมินเฉพาะบริบทด้านกายภาพท่ีกาหนด เช่น การประเมินก่อน
การจดั ซอ้ื การประเมนิ ประสทิ ธิภาพการใช้ และคณุ ลักษณะด้านอนื่ ๆ เปน็ ระยะเวลาตามทก่ี าหนดไว้

4. การประเมินโดยผ้เู รยี น ข้อดีของการประเมินลักษณะน้ีคือ ผู้สอนได้แนวทางปรบั ปรงุ นวัตกรรม
และสื่อการเรียนการสอนท่ีสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง การประเมินโดยผู้เรียนน้ันควร
จัดทาขึ้นทันทีภายหลังการนาไปใช้และควรประเมินเฉพาะนวัตกรรมและส่ือการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม
การประเมินโดยผู้เรียนอาจมีปัญหาอยู่บ้างเน่ืองจากผู้เรียนยังมีประสบการณ์น้อย ผู้สอนควรชี้แจงเกณฑ์หรือ
หวั ข้อการประเมินโดยละเอียดให้ผเู้ รยี นเข้าใจก่อนการประเมิน

5. การประเมินประสทิ ธิภาพสอื่ คือ การตรวจสอบคุณภาพของสือ่ ด้วยเทคนิคการคานวณโดยสว่ น
ใหญ่มกั จะเป็นส่ือประเภทชุดการสอน บทเรยี นโปรแกรม คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เวบ็ เควสต์ การประเมินลักษณะ
น้ีจะคานึงถึงวัตถุประสงค์ของการใช้นวัตกรรมและสื่อการเรยี นการสอนควบคู่กับการวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
ของผูเ้ รียนภายหลังการเรยี น

การประเมินนวัตกรรมการสอนหรอื ส่ือการสอนจะประเมินใน 2 ลักษณะ คือ ลักษณะท่ีหนึ่งในฐานะ
ผผู้ ลิต สร้างหรือพฒั นานวตั กรรมส่อื และลักษณะที่สองในฐานผู้ยอมรบั และนานวตั กรรมไปใช้ ซงึ่ ในบางครงั้ ตอ้ ง/
ประเมินท้ังสองลักษณะก็ได้ เช่น ครูผู้สอนได้ผลิตนวัตกรรม/ส่ือ ก็ประเมินทั้งในขั้นผลิต และการนาไปใช้
ดังรายละเอียดแตล่ ะลกั ษณะดังน้ี

1. การประเมินในลักษณะผผู้ ลติ สรา้ งหรือพัฒนานวัตกรรม/ส่อื
การประเมินนวัตกรรม/สื่อ ในลกั ษณะแรกน้ี สมหวงั พิธยิ านุวัฒน์ (2544) 7เหน็ ว่าควรจะรวมถึง

ข้นั ตอนตั้งแต่เริ่มผลิต สร้างหรอื พัฒนาดว้ ย ส่วน วชริ าพร อจั ฉริยโกศล (2536) เสนอว่าควรจะประเมินเม่ือสรา้ ง
สอื่ ตน้ แบบแลว้ รายละเอียดของลักษณะดงั นี้ คอื

7 สมหวงั พธิ ยิ านวุ ฒั น์. (2544). วิธวี ิทยาการประเมินทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

1.1 แนวคดิ การประเมนิ ตงั้ แตเ่ ร่มิ สรา้ งนวัตกรรม/ส่อื ของสมหวัง พิธยิ านุวัฒน์ ประกอบดว้ ย 10
ขัน้ ตอน ดงั นี้

1.1.1 การศึกษาเอกสารงานวจิ ยั และแหลง่ ความรู้ที่เกี่ยวขอ้ ง
หลังจากตัดสินใจแล้วควรทานวัตกรรม/สื่ออะไร เพ่ือให้ความมั่นใจผู้สร้าง ผลิต หรือ

พัฒนานวัตกรรม/สือ่ ควรศึกษากรอบทฤษฏีและผลการวิจยั หรือแหลง่ ความรจู้ ากบุคคลอย่างเพียงพอท่ีจะเปน็
แนวทางในการผลิต สรา้ ง หรือพฒั นาส่อื ที่ตอ้ งการ

1.1.2 การวางแผนผลิต สรา้ ง หรอื พัฒนานวตั กรรม/สอื่
จุดสาคัญของการวางแผน คือ การกาหนดวัตถุประสงค์เฉพาะของสือ่ ถ้าเป็นไปไดค้ วรท่ี

จะเขียนวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือพัฒนาสื่อในรูปของวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม กาหนดวิธี ตลอดจน
ทรัพยากรทต่ี ้องการ ทั้งในดา้ นกาลงั คน งบประมาณ วสั ดุ ครุภัณฑ์ และระยะเวลา

1.1.3 การทานวัตกรรม/สอ่ื ตน้ แบบ
เป็นการเตรียมวสั ดทุ ่ีใชใ้ นการเรยี นการสอน คมู่ อื การใช้ และแบบประเมนิ เตรยี มพรอ้ ม

เพ่อื นาส่ือไปทดลองใช้ ซงึ่ ในขนั้ นี้อาจให้ผู้เชี่ยวชาญเก่ียวกับสื่อและเน้อื หาท่ีใชน้ วัตกรรม/สื่อประเมินเบ้ืองต้นใน
ลักษณะความสอดคล้อง ซ่ึงถอื ไดว้ ่าการประเมินเรม่ิ เขา้ มาในขน้ั ตอนน้อี ยา่ งเปน็ รปู ธรรมมากกวา่ ข้ันตอนก่อนหนา้
น้ี ผลการประเมนิ อาจมขี อ้ เสนอแนะให้ปรับปรงุ ในประเด็นต่างๆ กอ่ นจะทดลองใช้กับกล่มุ เล็กในขั้นตอนตอ่ ไป

1.1.4 การทดลองใชก้ ับกลมุ่ เล็ก
เป็นการทดลองเบ้อื งต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือรวบรวมผลประเมินเชิงคุณภาพเบ้อื งตน้

ของนวัตกรรม/สื่อ มักนิยมทดลองใช้ส่ือในสถานศึกษา ประมาณ 1-3 แห่ง กับผู้เรียน 6-12 คน เก็บรวบรวม
ขอ้ มลู โดยการสงั เกต สัมภาษณ์ หรอื การสอบถาม

1.1.5 การปรบั ปรงุ นวัตกรรม/สือ่
ในข้นั ตอนนี้เป็นการทบทวนปรับปรงุ จากผลการทดลองใชใ้ นกล่มุ เลก็ ในข้นั ตอนท่ี 4 ตาม

ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ที่เกบ็ รวบรวมมาในขอ้ 1.1.4 เพือ่ เตรียมพร้อมที่จะนาไปทดลองใช้กลุ่มใหญต่ ่อไป
1.1.6 การทดลองใช้กับกลุม่ ใหญ่
เป็นการนาส่ือไปทดลองใช้ในสถานศึกษา 5-15 แห่ง กับผู้เรียน 30-100 คน โดยมี

การทดสอบก่อนและหลงั การใชน้ วตั กรรม/สอื่ ผลท่ีได้ประเมินโดยเปรยี บเทียบกบั วัตถปุ ระสงคห์ รือกลุ่มควบคุมท่ี
เหมาะสม วัตถุประสงค์หลักของการทดลองใช้สื่อในกลุ่มใหญ่ คือ ต้องการทดสอบว่าส่ือท่ีสร้างหรือพัฒนาขึ้น
เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ท่ีเขียนอยา่ งชัดแจง้ ในรปู ของวัตถุประสงค์เชงิ พฤติกรรมหรอื ไม่

1.1.7 การปรับปรงุ
ในข้ันตอนนเี้ ป็นการปรบั ปรงุ จากผลการประเมิน จากการทดลองใชก้ ับกลมุ่ ใหญ่คล้ายกบั

ขัน้ ตอนในข้อ 1.1.5

1.1.8 การทดลองความพร้อมนาไปใช้
หลังจากปรับปรุงจนมีความม่ันใจในด้านคุณภาพ จึงนาสื่อไปทดลองใช้เพ่ือตรวจสอบ

ความพร้อมสู่การปฏิบัติ โดยนาไปใช้ในสถานศึกษาหลายแห่งกับผู้เรียน 40-200 คน รวบรวมข้อมูลโดย
การสอบถาม สัมภาษณ์ และสังเกต เพ่ือตรวจสอบว่าส่ือทางการศึกษาท่ีสร้างหรือพัฒนาข้ึนมีความพร้อมที่จะ
นาไปใชจ้ ริงไดห้ รือไม่เพยี งใด

1.1.9 การปรบั ปรุงเกีย่ วกบั องคป์ ระกอบต่างๆ
สื่อที่ผลติ สร้าง หรือพัฒนาขึ้นสว่ นใหญจ่ ะมีวสั ดุอุปกรณ์ เคร่ืองมือประกอบการเรียนซ่งึ

ตอ้ งมีการปรบั ปรงุ เพ่ิมเติมตามผลการทดลองใชใ้ นขอ้ 1.1.8 เชน่ คู่มอื ในการใชช้ ดั เจนหรอื ไมเ่ พยี งใด เป็นตน้
1.1.10 การนาสื่อไปใช้ และจัดระบบเผยแพรส่ ือ่
ข้ันตอนนี้เป็นข้ันตอนสุดท้าย หลังจากผา่ นขัน้ ตอนต่างๆ จนเปน็ ทพี่ อใจแล้วกจ็ ะนาส่อื ไป

ใช้จริง พร้อมทั้งเผยแพร่ไปสผู่ ู้เก่ยี วข้อง
1.2 แนวคิดการประเมินเม่ือสรา้ งสือ่ ต้นแบบแลว้ ของ วชิราพร อัจฉริยโกศล (2536) 8 ซ่ึงเสนอ

กระบวนการประเมนิ สือ่ การสอน 2 ข้นั ตอนใหญ่ ๆ คือ
1.2.1 การตรวจสอบโครงสร้างภายในสอ่ื แบง่ เปน็ 2 องคป์ ระกอบยอ่ ย คือ
1) ลักษณะนวัตกรรม/สอื่
1.1 ลกั ษณะเฉพาะตามประเภทของนวตั กรรม/สื่อ
1.2 มาตรฐานการออกแบบ
1.3 มาตรฐานทางเทคนิควิธี
1.4 มาตรฐานด้านความมสี นุ ทรียภาพของนวตั กรรม/ส่อื
2) เนอื้ หาสาระ โดยอาศยั ผูเ้ ช่ยี วชาญอย่างนอ้ ย 3 ทา่ น เป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาสาระท่ี

ปรากฏในสอื่ โดยแสดงความเหน็ เพื่อการปรบั ปรงุ ในสว่ นทค่ี วรปรบั ปรุง หรอื ใหค้ วามเหน็ ชอบเพอ่ื ดาเนนิ การต่อไป
1.2.2 การตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรม/สอ่ื โดยปกติดาเนินการโดยทดลองใช้สอื่ กับตัวแทน

กลุ่มเป้าหมายในสภาพการณจ์ ริง ซ่งึ แบ่งเป็น 3 ขัน้ ตอน คอื
1) การทดสอบหน่ึงต่อหนึ่ง
2) การทดสอบกล่มุ เล็ก
3) การทดสอบกลมุ่ ใหญ่

ผลการทดลองใช้นวัตกรรม/ส่ือ จะเปรียบเทยี บกับเกณฑม์ าตรฐาน

8 วชิราพร อจั ฉรยิ โกศล. (2536). การประเมินผลส่ือการเรยี นการสอน. วารสารครศุ าสตร์. ปที ่ี 21. มกราคม - มนี าคม หนา้
13 - 30.

2. ลกั ษณะทสี่ อง ผู้ใชน้ วัตกรรม/สือ่ การสอน
ในลักษณะน้ีควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของนวัตกรรม/สื่อ ซึ่งได้มีผเู้ สนอคุณลกั ษณะท่จี ะใช้

พิจารณาไว้หลายแนวทาง ดงั นี้
2.1 การพจิ ารณาคณุ สมบตั ิและข้อมูลอ่นื ๆ ของสานกั งานสภาสถาบนั ราชภฏั (2544)
2.2.1 คุณสมบตั ิสื่อการสอน ควรพจิ ารณาวา่
1) สามารถนามาแกป้ ัญหาหรือพฒั นาการเรียนการสอนได้ตรงตามประเด็นหรือจุด

พฒั นาที่ครผู สู้ อนกาหนดไว้ ใช้ง่าย ผูใ้ ชไ้ ม่จาเป็นต้องพฒั นาทักษะหรือความรใู้ หม่เพ่ือทจี่ ะใชส้ อื่ น้นั ๆ
2) ประหยัด ราคาไม่แพง ดูแลรกั ษาง่าย
3) ไมข่ ัดกับสภาพสงั คม ค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรมทเ่ี ป็นอยใู่ นขณะนั้น
4) ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียน ในทางบวกในขณะเดียวกัน

สามารถแบง่ เบาภาระของผสู้ อนได้ และทาให้เกิดพัฒนาการในตวั นกั เรียน
5) สามารถทดลองหรือทดสอบได้โดยไมย่ งุ่ ยาก ซบั ซอ้ น และใช้เวลาไม่มากนกั คาดว่า

นา่ จะสง่ ผลต่อการพฒั นาการเรียนรขู้ องนักเรยี น มากกว่าวิธีการหรือส่อื ทผ่ี ู้สอนใชอ้ ยู่เดิม
2.1.2 พจิ ารณาขอ้ มลู อ่ืนๆ ก่อนท่จี ะตัดสินใจนาส่ือการสอนมาใช้ ดังนี้
1) พจิ ารณาลกั ษณะผลทจี่ ะไดร้ ับ และวิธีใชส้ ่ือนนั้ ๆ
2) สามารถจัดการส่อื นั้นๆ ได้ท้งั กระบวนการ เวลา และบุคคล
3) ผลของการใชส้ อื่ นั้นต้องมปี ระโยชน์คุม้ ค่า
4) มผี รู้ ว่ มมอื ในการใชส้ ือ่ ดังกลา่ ว
5) หนว่ ยงานให้การสนบั สนนุ และไมข่ ดั แยง้ กบั โครงสรา้ งงานท่ที าอยู่
6) สารวจความเปน็ ไปได้หรือเปรียบเทยี บกบั ส่อื อื่นก่อนนาไปใช้

เร่มิ สอื่ การเรยี นการสอน
(ต้นแบบ)

ต้องการปรับปรุง ปรบั ปรุง
โครงสรา้ งภายใน ลกั ษณะสอ่ื

สอ่ื ปรบั ปรุง
เนอ้ื หาสาระ
สอ่ื มีคณุ ภาพ
มาตรฐานหรอื ไม?่ ทดลองใชส้ ่ือ I
(ขน้ั 1 ต่อ 1)

คณุ ภาพสอ่ื ต้องการปรับปรุง ตอ้ งการ ปรับปรงุ สื่อ
(ประสิทธภิ าพสือ่ ) คุณภาพสอ่ื หรือไม?่

ไม่ตอ้ งการ
ทดลองใชส้ ื่อ II
(กล่มุ เลก็ )

ต้องการปรบั ปรุง ตอ้ งการ ปรบั ปรงุ สือ่
คุณภาพสอ่ื หรือไม?่
ใชแ้ ละเผยแพร่

ทดลองใชส้ อื่ III
(กลมุ่ ใหญ)่

ตอ้ งการ ปรับปรงุ สอ่ื

ตอ้ งการปรบั ปรุง
คณุ ภาพสือ่ หรือไม?่

ไม่ต้องการ
ใช้จริง

5.4 เกณฑก์ ารประเมินนวัตกรรมทางการศกึ ษาประเภทสือ่ การเรียนการสอน
นวตั กรรมหรอื สง่ิ ประดษิ ฐ์ใหม่ๆ ทกุ ชิน้ หากจะผ่านการยอมรับของผใู้ ช้ได้จะต้องมคี วามดีหรือคณุ ค่าของ

นวัตกรรม หรือสงิ่ ประดิษฐ์น้ันทีส่ อดคลอ้ งกับความจาเปน็ หรือสนองตอบต่อความต้องการของผใู้ ช้อย่างใดอย่าง
หน่ึงอย่างแน่นอน หากนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์น้ัน ขาดลักษณะดังกล่าว เป็นการยากท่ีนวัตกรรมหรือ
สิง่ ประดษิ ฐ์น้นั จะผ่านการยอมรับหรือถูกนาไปใช้ (มนตรี แยม้ กสิกร, 2551)9

เกณฑ์การประเมินนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทสอ่ื การเรยี นการสอนนิยมใช้เกณฑ์การประเมิน 2
แบบ คอื แบบแรกเป็นเกณฑก์ ารประเมนิ นวัตกรรม 90/90 Standard ซง่ึ เป็นแนวคิดของ รศ.ดร.เปลื่อง กมุ ทุ และ
เกณฑ์การประเมินนวัตกรรม E1/E2 ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ซึ่งท้ังสองเกณฑ์การประเมินมี
แนวคิดและทฤษฏเี บือ้ งหลงั ทีแ่ ตกตา่ งกัน ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี

1. เกณฑ์การประเมินนวัตกรรม 90/90 Standard
การประเมินนวัตกรรมทางการศกึ ษาโดยใชเ้ กณฑม์ าตรฐาน 90/90 หรือบางคร้ังอาจใชเ้ ปน็ เกณฑ์

80/80 หรอื 70/70 ขนึ้ อยกู่ บั ธรรมชาตขิ องเนอ้ื หาว่าเนน้ ทฤษฏี (Theory) หรือเน้นปฏิบตั ิ (Practice) เป็นวิธีการ
ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อประเมินประสทิ ธิภาพของบทเรียนที่ใช้แนวคิดการสอนแบบโปรแกรม (Programmed
instruction) ตัวอย่างเช่น บทเรียนโปรแกรม บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสอนทางไกลของ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานน้ีมีพื้นฐานมาจากการเรียนรู้แบบรอบรู้ (Mastery
learning) โดยนิยามของเกณฑม์ าตรฐาน 90/90 นัน้ ไดอ้ ธิบายไว้วา่

90 ตัวแรก เป็นคะแนนของทั้งกลุ่ม ซึ่งหมายถึงนักเรียนทุกคน เม่ือสอนครั้งหลังเสร็จให้
คะแนนเสร็จ นาคะแนนมาหาค่ารอ้ ยละใหห้ มดทุกคะแนน แลว้ หาคา่ รอ้ ยละเฉล่ียของท้งั กลุ่ม ถ้าบทเรยี นโปรแกรม
ถงึ เกณฑค์ า่ รอ้ ยละเฉล่ยี ของกลมุ่ จะตอ้ งเป็น 90 หรอื สงู กว่า

90 ตัวที่สองแทนคุณสมบัติท่ีว่า ร้อยละ 90 ของนักเรียนท้ังหมดได้รับผลสัมฤทธ์ิตาม
จุดมุ่งหมายแตล่ ะข้อ และทุกขอ้ ของบทเรียนโปรแกรม

วิธีการคานวณค่าประสทิ ธภิ าพสอ่ื
1. สร้างตารางบันทึกผลการสอบหลังเรียน โดยนาผลการทดสอบหลงั เรียนของผู้เรียนมาบันทึก

คา่ คะแนนไปในแตล่ ะวัตถุประสงค์การเรียนรู้ทีก่ าหนดไว้
2. ตรวจผลการสอบของผู้เรียนแต่ละคน ดาเนินการตรวจผลการสอบว่าผู้เรียนแต่ละคนได้

คะแนนจากการสอบหลังเรียนกี่คะแนน
3. พจิ ารณาผลการสอบวา่ ผ่านเกณฑ์ตามทก่ี าหนดไว้ในวตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤตกิ รรมเท่าใด

ดาเนนิ การพจิ ารณาผูเ้ รียนเป็นรายบุคคลว่ามวี ัตถปุ ระสงค์ใดบา้ งทผ่ี า่ นและไมผ่ า่ นเกณฑ์
4. คานวณประสทิ ธิภาพโดยใชส้ ตู รคานวณดังน้ี

9 มนตรี แย้มกสกิ ร. (2551). เกณฑ์ประสิทธิภาพในงานวิจยั และพัฒนาส่ือการสอน: ความแตกต่างระหว่าง 90/90 Standard
และ E1/E2. วารสารศึกษาศาสตร์. ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 1 เดอื นตุลาคม- 2550 ถึง มกราคม 2551.

90 ตัวแรก = [(∑X/N) x 100) / R]

เมอื่ 90 ตัวแรก หมายถงึ จานวนร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลงั เรยี น
∑X หมายถงึ ผลรวมของคะแนนกจิ กรรมระหว่างเรยี นของผเู้ รียนทุกคน (N คน)
N หมายถึง จานวนผเู้ รียนที่ใชใ้ นการประเมนิ
R หมายถงึ คะแนนเต็มของกิจกรรมระหว่างเรยี น

90 ตัวหลงั = [(Y x 100) / N]

เมอื่ 90 ตัวหลงั หมายถึง จานวนรอ้ ยละของผเู้ รียนทส่ี ามารถทาแบบทดสอบผ่าน
ทุกจุดประสงค์

Y หมายถงึ จานวนผูเ้ รียนท่สี ามารถทาแบบทดสอบผ่านทกุ วตั ถปุ ระสงค์
N หมายถงึ จานวนผเู้ รียนท้ังหมดทีใ่ ชเ้ ป็นกลุม่ ตวั อยา่ งในการคานวณ

ประสทิ ธภิ าพ
ตัวอยา่ งการคานวณหาประสทิ ธภิ าพเกณฑ์การประเมินนวัตกรรม 90/90 Standard

นกั เรยี น หนว่ ยที่ คะแนนรวม
(10 คะแนน)
คนท่ี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
10
1 1111111111 8
8
2 1110111101 7
6
3 1101111110 39 คะแนน
3 คน
4 1111011100

5 1111001100

คะแนนรวม 78%
60%
จานวนนกั เรยี นที่ผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 80 เท่ากับ 8 คะแนน)

สูตรทใ่ี ชใ้ นการคานวณ

90 ตัวแรก = [(∑X/N) x 100) / R]

= [(39/5) x 100) / 10]
= 780 / 10
= 78

90 ตวั หลัง = [(Y x 100) / N]

= [(3 x 100) / 5]

= 300 / 5
= 60
ผลการทดสอบประสทิ ธภิ าพโดยยดึ เกณฑ์มาตรฐาน 90/90 มคี า่ เท่ากบั 78 /60

2. การทดสอบประสทิ ธิภาพตามเกณ E1 / E2
ผทู้ เี่ สนอแนวคดิ การประเมิน E1 / E2 คือ ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ซึ่งเป็นแนวคดิ ทกี่ าหนดขึน้

เพ่ือการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนและส่ือการสอนประเภทต่าง ๆ การกาหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ
การกระทาได้ โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และ
พฤตกิ รรมขั้นสดุ ทา้ ย (ผลลพั ธ์) โดยกาหนดค่า

ประสิทธิภาพ E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) คือ ประเมินผลต่อเนื่อง ซ่ึงประกอบด้วยพฤติกรรม
ยอ่ ยๆ หลายพฤติกรรมของผ้เู รียน ได้แก่ งานทมี่ อบหมายและกจิ กรรมอื่นใดทีผ่ ู้สอนกาหนดไว้

ประสิทธภิ าพ E2 (ประสทิ ธิภาพของผลลัพธ)์ คือ ประเมินผลลพั ธข์ องผู้เรยี นโดยพิจารณาจากการทดสอบ
หลงั เรียน

โดยนิยามความหมายของประสทิ ธิภาพ E1 / E2 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2520) คือ
E1 หมายถงึ ค่ารอ้ ยละของคะแนนเฉลีย่ ท่ีเกิดจากการทากิจกรรมระหว่างเรียนของผเู้ รียน
E2 หมายถงึ คา่ ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยท่เี กดิ จากการทาแบบทดสอบหลงั เรยี นของผ้เู รยี น

E1 = [∑ ] + 100



เม่อื E1 หมายถงึ คา่ ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการเรียนรู้

∑ หมายถึง ผลรวมของคะแนนกจิ กรรมระหวา่ งเรียนของผ้เู รียนทุกคน (N คน)
N หมายถงึ จานวนผเู้ รียนท่ีใช้ในการประเมนิ
A หมายถึง คะแนนเตม็ ของกจิ กรรมระหว่างเรยี น

E2 = [∑ ] + 100



เมอื่ E2 หมายถงึ ค่าประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์การเรยี นรู้
∑F หมายถงึ ผลรวมของคะแนนที่ไดจ้ ากแบบทดสอบหลงั เรยี นของ
นักเรยี นทกุ คน (N คน)
N หมายถงึ จานวนผู้เรยี นทใ่ี ช้ในการประเมิน
B หมายถงึ คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลังเรียน

ผเู้ รยี น 1 2 คะแนน 4 5 คะแนนสอบ
(10 คะแนน) (10 คะแนน) 3 (10 คะแนน) (10 คะแนน) หลงั เรียน
1 (50 คะแนน)
2 8 8 (10 คะแนน) 7 7
3 8 8 6 7 9 37
4 7 7 5 6 6 42
5 9 7 9 5 5 38
6 9 9 9 9 9 39
7 8 8 8 8 9 44
8 6 6 8 8 9 42
9 9 9 7 9 9 36
10 9 9 8 7 7 45
คะแนนรวม 9 9 8 9 10 41
แต่ละหน่วย 8 47
รวมทุกหน่วย 82 80 75 80
76 411
393

E 1 = [∑ ] 100


= [31903] 100

50

= 39.3 100

50

= 0.786 x 100

= 78.6

E 2 = [31903] 100
50

E 2 = 39.3 100
50

= 0.786 x 100

= 78.6

การทดสอบประสิทธภิ าพตามเกณฑม์ าตรฐาน E1 / E2 มคี า่ เท่ากบั 78.6 / 78.6

6. แนวโนม้ นวัตกรรมการเรียนการสอน
จริยา เหนียนเฉลย (2549) 10คาดการณ์ถึงแนวโน้มนวัตกรรมการเรียนการสอนว่าจะมีพัฒนาการต่อ

การศกึ ษาในรปู ลกั ษณะใดบ้าง คอื
1. ศูนย์ส่ือเสริมการเรียนการสอน ( Resources center) จะเข้ามามีบทบาทต่อการศึกษา

ระดับอุดมศกึ ษา คอื จะเป็นหนว่ ยงานบรกิ ารสารสารเทศทงั้ ในแง่เอกสารสิ่งพิมพ์ในรูปแบบตา่ งๆ และสอื่ การเรยี น
การสอน โดยจะครอบคลมุ ในด้านการผลติ การพัฒนาสือ่ ตอ่ หลักสตู ร และการบรหิ ารด้วย

2. บทบาทใหม่ของอาจารย์ผ้สู อน เม่ือสังคมเป็นสังคมสารสนเทศและในสถาบันก็มีแหล่งสื่อการเรยี น
สมบูรณ์แบบ ปัญหาเร่ืองข้อมูลและเน้ือหา บทบาทใหม่ของอาจารย์จึงน่าจะเปลี่ยนจากผู้สอนไปเป็นผู้ให้

10 จรยิ า เหนยี นเฉลย. (2549). เทคโนโลยกี ารศึกษา. กรงุ เทพฯ: ศูนย์สอ่ื เสรมิ กรงุ เทพฯ.

การปรึกษาแนะนาในเชิงการประเมินผล การประสานงานเก่ียวกับการเรียนจัดเตรียมโปรแกรมการเรียนและ
แหลง่ ขอ้ มูลมากกวา่ การสอนโดยตรง ส่ิงสาคัญคอื แนะนาใหผ้ เู้ รียนค้นคดิ และแก้ปัญหาเป็น

3. การสอนแบบโปรแกรม (programmed instruction) ในลักษณะการประสมประสานระหว่าง
การสอนกลมุ่ ใหญ่ กลุ่มเลก็ และการสอนรายบุคคล มกี ารพบกบั อาจารย์ผูส้ อนเป็นกลุ่มใหญ่เพ่อื การปฐมนเิ ทศหรอื
อภิปรายแนะแนว หรือตอบปัญหาในส่วนที่เป็นปัญหาร่วมการทางานเป็นกลุ่มเล็กตามกาหนดและขั้นตอนท่ี
อาจารย์จัดเตรียมไว้โดยเวลาสว่ นมากจะเป็นการศกึ ษาดว้ ยตนเอง จากแหลง่ ส่ือการเรยี นของสถาบันโดยผเู้ รียนจะ
สามารถเรียนได้ตามความสนใจและระดับความสามารถของตนเองโดยทราบถึงสัมฤทธิผลในการเรียนได้จากผล
การทดสอบทา้ ยโปรแกรม

4. การศึกษาแบบยืดหยุ่น (flexible education) กล่าวคือ การจัดหลักสูตรโปรแกรมการเรียนและ
ตารางเรียนในลักษณะมคี วามยดื หยุ่นเช่นเดียวกับการสอนทางไกล อันประกอบด้วยส่ือประเภทสิ่งพิมพ์ รายการ
วทิ ยโุ ทรทศั น์ ภาพยนตร์ และการสอนเสริมตามศูนยบ์ ริการการศกึ ษา

5. การสอนโดยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ (computer-assisted instruction) เป็นการสอนโดยระบบ
คอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเสนอข้อมูลเพื่อการสอนรายบุคคล และให้ข้อมูลป้อนกลับการตอบสนองการเรียนของ
ผ้เู รียนไดพ้ ร้อมกันจานวนมากๆ โดยคอมพิวเตอรจ์ ะมบี ทบาทอยา่ งสงู ในการจดั การศึกษาในอนาคต


Click to View FlipBook Version