The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chuanpob Iaosanurak, 2020-01-14 22:41:51

เอกสารประกอบการสอนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

เอกสารประกอบการสอนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

Keywords: นวัตกรรม

เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ านวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา

ชวนพบ เอย่ี วสานรุ ักษ์
กศ.บ. (เทคโนโลยที างการศกึ ษา)
กศ.ม. (เทคโนโลยที างการศกึ ษา)
ปร.ด. (นวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลย)ี

คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั ราไพพรรณี

บทที่ 1
ความรู้เบือ้ งต้นเกยี่ วกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

1. ความหมาย ความสาคญั ของนวัตกรรม
ความหมายของนวัตกรรม
ราชบัณฑิตสถาน (2550)ได้ให้ความหมายของคาว่านวัตกรรมไว้ว่า สิ่งท่ีทาขึ้นใหม่หรือแปลกจากเดิม

ซง่ึ อาจจะเป็นความคิด วธิ กี าร หรอื อุปกรณ์
สานักงานนวัตกรรม (2556)ยังได้กล่าวถึงนวัตกรรมเพ่ิมเติมว่าเป็นกระบวนการที่เกิดจากการนา

ความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาผนวกกับความสามารถในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างให้เกิดเป็นธุรกิจ
นวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ อันจะนาไปสู่การลงทุนใหม่ท่ีส่งผลต่อการเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันขอ ง
ประเทศ

Huges (2004) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมว่าเป็นการนาวิธีการใหม่ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่าน
การทดลองหรือได้รับการพัฒ นามาเป็นขั้นๆ แล้ว เริ่มต้ังแต่การคิดค้น (invention)การพัฒ นา
(development)ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (pilot project)แล้วจึงนาไปปฏิบัติ
จริง ซง่ึ มคี วามแตกตา่ งไปจากการปฏบิ ตั ิเดมิ ทเี่ คยปฏบิ ัติมา

วรภัทร์ ภู่เจริญ (2550)ได้ให้ความหมายคาว่านวัตกรรมไว้ว่า คือ เครื่องมืออย่างหน่ึงในความเป็นนัก
ประกอบการมืออาชีพ หรือ นวัตกรรม คือ การกระทาต่างๆท่ี นาเอาทรัพยากรต่างๆ มาทาให้เกิดขีด
ความสามารถใหม่ๆ ในทางที่ดีข้ึน “นวต” มาจากคาว่า ใหม่ (new หรือ nuvo)เมื่อพ่วงคาว่า “กรรม” ที่
แปลวา่ การกระทาลงไป จะกลายเป็นการกระทาใหม่ๆ หรอื ผลงานใหม่ๆ

อานวย เดชชัยศรี (2544)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง แนวคิดและความรู้ใหม่ท่ีเกิดจากการริเร่ิม
สร้างสรรค์เป็นบ่อเกิดแห่งนวัตกรรม และเมื่อนานวัตกรรมมาพิสจู น์ตามขน้ั ตอนทางวิทยาศาสตร์ ผลผลิตจาก
การพิสจู นไ์ ดถ้ กู นามาใช้อยา่ งมีระบบเพ่อื แกป้ ญั หาตา่ งๆ ให้เกิดประสิทธภิ าพ

ทอมัส ฮิวช์ (Thomas Hughes, 1971 อ้างถึงใน ไชยยศ เรืองสุวรรณ, 2521)ได้ให้ความหมายว่า
เป็นการนาวิธีการใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผานการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นข้ัน ๆ แล้ว โดยเริ่ม
มาตั้งแต่การคิดค้น (Invention)การพัฒนา (Development)ซ่ึงอาจจะเป็นไปในรปู ของโครงการทดลองปฏิบัติ
กอ่ น (Pilot Project)แล้วจงึ นาไปปฏบิ ตั จิ รงิ ซงึ่ มีความแตกต่างไปจากการปฏบิ ตั เิ ดมิ ทเี่ คยปฏบิ ัตมิ า

กิดานันท์ มลิทอง (2543)กล่าวว่า นวัตกรรมเป็นแนวความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่
ยังไม่เคยมีใช้มาก่อนหรือเป็นแนวทางพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมท่ีมีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น

เมื่อนานวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทางานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ท้ังยังช่วย

ประหยัดเวลาและแรงงานได้ดว้ ย

ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา
ทิศนา แขมมณี (2548)นวัตกรรมคอื สิ่งใหม่ทที่ าข้นึ ซึ่งอาจอย่ใู นรปู ของความคิดหรอื การกระทา หรือ

ส่ิงประดิษฐ์ต่าง ๆ ดังน้ันนวัตกรรมการสอนจึงหมายถึงแนวคิด วิธีการ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่สามารถ
นามาใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงอาจเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือใหม่เพียงบางส่วน หรืออาจเป็นสิ่งใหม่ใน
บริบทหน่ึงหรือในช่วงเวลาหน่ึง หรืออาจเป็นส่ิงใหม่ท่ีกาลังอยู่ในกระบวนการพิสูจน์ทดสอบ หรือได้รับการ
ยอมรับนาไปใชแ้ ลว้ แตย่ ังไมแ่ พร่หลายหรือเปน็ สว่ นหนึ่งของระบบงานปกติ

บุญเก้ือ ควรหาเวช (2542)ให้ความหมายไว้ว่า การนาเอาส่ิงใหม่ๆ ซ่ึงอาจจะอยู่ในรูปของความคิด
หรือการกระทา รวมทั้งสง่ิ ประดษิ ฐ์ก็ตามเข้ามาใชใ้ นระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวงั ทจี่ ะเปล่ียนแปลงส่ิงท่ีมอี ยูเ่ ดิม
ให้ระบบการจดั การศึกษามีประสิทธภิ าพยิง่ ขนึ้

มนตรี แย้มกสิกร (2547) นวัตกรรมหรือนวกรรมทางการศึกษา หมายถึง ความคิดหรอื ความพยายาม
ท่จี ะเปล่ียนแปลงภายในระบบการศกึ ษา อนั กระทาไปด้วยความตั้งใจมุ่งมนั่ ที่จะปรับปรุงระบบการศกึ ษาน้ันให้
ดีข้ึน หรือแก้ปัญหาทางการศึกษาให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยท่ีความคิดหรือความพยายาม
หรือการกระทาใหม่น้ันยังไม่มีใครรับรองได้ว่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม
นวัตกรรมน้ันได้ถูกพิสูจน์ด้วยข้อมูลจานวนมหาศาล และได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพจริง มีผู้นาไป
ปฏบิ ัติจนกลายเป็นสว่ นหนงึ่ ของระบบปกติแล้ว นวตั กรรมนัน้ จะกลายเปน็ เทคโนโลยีทางการศึกษา

การนานวัตกรรมมาใช้ในวงการศึกษาเรียกว่า “นวัตกรรมการศึกษา” (Education innovation)

หมายถึง นวัตกรรมที่ช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งข้ึน ผู้เรียนสามารถเกิดการ

เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมเหล่านั้น ทั้งยัง

ประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากกมายหลายอย่าง ซ่ึงมีทั้ง

นวัตกรรมท่ีใชก้ ันอย่างแพร่หลายแล้วและทีก่ าลังเผยแพร่ อาทิเชน่ (กิดานันท์ มลิทอง, 2548)

- บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะสื่อหลายมิติบรรจุลงแผ่นซีดี/ดีวีดี หรือนาเสนอบน

เว็บไซตบ์ นอินเทอรเ์ นต็

- การใชเ้ คร่อื งวชิ วลไลเซอร์ (Visualizer)เพ่ือเสนอเน้ือหาบทเรียนจากสิ่งพิมพแ์ ละแผ่นโปรง่ ใส

แทนการใช้เคร่ืองฉายภาพทึบแสงและเคร่ืองฉายภาพข้ามศรีษะ ท้ังยังสามารถใช้เป็นกล้องถ่ายภาพ

เคล่ือนไหวภายในหอ้ งเรยี นไดด้ ้วย

- การใช้เครื่องแอลซีดี (LCD)ถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ข้ึนจอภาพขนาด

ใหญ่ เพื่อให้สามารถเห็นไดอ้ ย่างทว่ั ถึงภายในห้อง

- อินเทอร์เน็ตเพือ่ การศกึ ษาในลกั ษณะการสอนบนเวบ็ การสืบคน้ ขอ้ มลู ฯลฯ

- การเรยี นในลกั ษณะอเี ลิร์นนงิ แบบประสานเวลาและไม่ประสานเวลา

- ความเป็นจริงเสมือนเพ่ือการศึกษาในการสารวจ การสร้างและใช้มโนทัศน์ด้านนามธรรม
เช่นการจดั แปลนหอ้ งในด้านสถาปตั ยกรรม ฯลฯ

จะเห็นได้ว่านวัตกรรมเหล่านี้มีท้ังรูปแบบของวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการเพื่อนามาใช้ในการเรียนการ
สอน ซ่ึงก็คือการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในวงการศึกษานั่นเอง เมื่อนานวัตกรรมการศึกษาเหล่านั้นมาใช้
และเปน็ ทยี่ อมรบั อยา่ งกว้างขวางแล้ว จะเรยี กวา่ เป็นเทคโนโลยกี ารศึกษา

ระยะการเกดิ ของนวตั กรรม
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2549)ได้แบ่งระยะของการเกิดนวัตกรรมออกเป็น 3

ระยะ ประกอบดว้ ย
ระยะที่ 1 การประดิษฐ์คดิ คน้ (innovation)หรอื เปน็ การปรุงแต่ของเกา่ ให้เหมาะสมกับกาลสมัย
ระยะที่ 2 พัฒนาการ (development)มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทาอยู่ในลักษณะของ

โครงการทดลองปฏิบัตกิ อ่ น (pilot project)
ระยะท่ี 3 การนาเอาไปปฏิบัตใิ นสถานการณท์ ั่วไป ซึง่ จดั ว่าเปน็ นวตั กรรมขัน้ สมบรู ณ์

ลกั ษณะของนวัตกรรม
พรสิทธิ์ พัฒธนานุรักษ์ (2530) ได้กาหนดเกณฑ์ในการพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นนวัตกรรมไว้ 4 ประการ

ดงั นี้
1) จะต้องเป็นสิ่งใหม่ท้ังหมด หรือบางส่วนอาจเป็นของเก่าซึ่งใช้ไม่ได้ผลในอดีต แต่นามา

ปรับปรุงใหม่ หรอื เป็นของปจั จบุ ันที่เราทาการปรบั ปรุงให้ดขี ้นึ
2) มกี ารนาวิธกี ารจดั ระบบมาใช้โดยพจิ ารณาองคป์ ระกอบทงั้ สว่ นขอ้ มูลที่ใส่เข้าไป กระบวนการ

และผลลพั ธ์
3) มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัย หรืออยู่ระหว่างการวิจัยว่าสิ่งใหม่นั้นจะช่วยแก้ไขปัญหาและการ

ดาเนนิ งานมีประสทิ ธภิ าพสูงกว่าเดิม
4) ยังไม่เป็นส่วนหน่ึงของระบบงานในปัจจุบัน แต่ถ้าส่ิงใหม่นั้นได้รับการยอมรับจนกลายเป็น

ส่วนหนึ่งของการทางานแล้วก็ไม่ถือว่าส่ิงใหม่น้ันเป็นนวัตกรรมต่อไป แต่จะเปล่ียนสภาพเป็นเทคโนโลยี
(technology)อยา่ งเตม็ ที่

เปร่ือง กุมุท (อ้างใน บุญเกื้อ ควรหาเวช, 2542) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับลักษณะของนวัตกรรม
การศึกษาเอาไว้ 5 ลักษณะ คอื

1) ความคิดหรือการกระทาใหม่น้ัน อาจจะเก่ามาจากท่ีอ่ืน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เป็น
การเหมาะสมท่ีจะเอามาใช้กับการเรียนการสอนของเรา เช่น การสอนเป็นทีม การเรียนจากเครื่องช่วยสอน
เป็นตน้

2) ความคิดหรือการกระทาใหม่นั้น ท้ังที่ครั้งหน่ึงเคยนามาใช้แล้วแต่บังเอิญไม่เกิดผลเพราะ
ส่ิงแวดล้อมไม่เอื้ออานวย ขาดนั่นขาดน่ี ต้องเลิกไป พอมาถึงระยะนี้ระบบต่าง ๆ พร้อม จึงนาความคิดนั้นมา
ใชไ้ ด้ กเ็ รียกได้วา่ เปน็ นวัตกรรม

ภาพที่ 1 แสดงกระบวนการพัฒนาการจากนวัตกรรมไปส่เู ทคโนโลยี (ที่มา: มนตรี แย้มกสิกร, 2547)
Davila, Tony and et al. (2006) กล่าววา่ ลักษณะของสงิ่ ทจี่ ะเรยี กไดว้ ่าเปน็ นวัตกรรมจะต้องมีสงิ่

ตอ่ ไปน้ี
1) เป็นแนวคิด หรอื ความคดิ สรา้ งสรรค์ใหม่ ทีแ่ ตกตา่ งจากทเ่ี คยมใี นองค์กร
2) แนวคิดหรือความคิดใหม่ๆ ทไ่ี ด้มาจากทีมหรอื บุคลากรในองคก์ รนนั้ ๆ
3) สิ่งที่เป็นเครือ่ งมือในการนามาใชใ้ นการพัฒนาองค์กรอาจะเป็นงานประดิษฐ์ ผลผลิต

กระบวนการ หรืองานบริการ
ศภุ ชยั หล่อโลหการ (2550) ได้กลา่ วถงึ ลกั ษณะของนวตั กรรมไว้วา่
1) สิ่งใหม่ วิธกี ารใหม่ ความคิดใหม่ ผลติ ภัณฑ์ใหม่
2) ความสามารถในการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ ซ่ึงไม่จาเป็นท่ีจะต้องเป็นความรู้ใหม่

เสมอไป อาจเป็นความรูเ้ ดิมก็ได้ แต่ต้องมีวิธกี ารคิด วิธีการใช และวิธีการจัดการแบบใหม่ แต่ที่สาคญั ท่ีสดุ คือ
ต้องเกิดประโยชน์ท่เี หน็ เป็นรปู ธรรมชดั เจน

โดยในขณะที่ ทิศนา แขมมณี (2555) กล่าวถึงลักษณะของนวัตกรรมที่มักได้รับความสนใจและ
ยอมรับนาไปใชอ้ ย่างกวา้ งขวางโดยทัว่ ไปว่าจะต้องมลี ักษณะดังต่อไปนี้

1) เป็นนวัตกรรมที่ไม่ซับซ้อนและยากจนเกินไป ความยากง่ายของนวัตกรรมท่ีอิทธิพลอย่าง
มากต่อการยอมรับนาไปใช้ หากนวัตกรรมน้ันมีลักษณะที่ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย ใช้ได้ง่าย ใช้ได้สะดวก การยอมรับ
นาไปใชก้ ็มกั จะเกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ต้องใชเ้ วลาในการเผยแพรน่ านนัก

2) เป็นนวัตกรรมท่ีไม่ต้องเสียค่าใช้จา่ ยแพงจนเกินไป นวัตกรรมท่ีจาเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์
และการบารุงรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงย่อมได้รับการยอมรับและนาไปใช้น้อยกว่ านวัตกรรมท่ีดีค่าใช้จ่ายถูกกว่า
เนื่องจากผู้ใช้จานวนมากมีข้อจากัดด้านงบประมาณ แม้จะมีความต้องการใช้ แต่ขาดงบประมาณก็ไม่สามารถ
ใช้งานได้

3) เป็นนวัตกรรมที่สาเร็จรูป นวัตกรรมที่อานวยความสะดวกในการใช้มักได้รับการยอมรับ
และนาไปใช้มากกวา่ นวตั กรรมท่ีผใู้ ชจ้ ะตอ้ งนาไปจดั ทาเพ่ิม ซ่งึ ผู้ใช้จะต้องใช้เวลาจัดเตรียมเพิม่ เตมิ

4) เป็นนวัตกรรมท่ีไม่กระทบกระเทือนต่อบริบทเดิมมากนัก นวัตกรรมที่มีผลกระทบต่อ
บริบทเดิมมาก จาเป็นต้องปรบั หรือเปลีย่ นบริบทเดิมมาก การนาไปใชย้ ่อมยากกว่านวตั กรรมที่ไมม่ ีผลกระทบ
ตอ่ บริบทเดิมมากนัก

5) เป็นนวัตกรรมที่มีคนเกี่ยวข้องไม่มากนัก นวัตกรรมใดที่ต้องอาศัยคนหลายกลุ่มเข้ามา
ช่วยเหลือเกี่ยวข้องด้วย ทาให้ผู้ใช้ต้องประสานงานหลายฝ่าย การใช้ที่ต้องข้ึนกับคนหลายฝ่ายย่อมทาให้เกิด
ความไม่สะดวกในการใช้ จึงทาให้การยอมรบั หรอื การใชน้ วตั กรรมนั้นยากขนึ้

6) เป็นนวัตกรรมที่ให้ผลชัดเจน นวัตกรรมท่ีส่งผลเป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดเจน มักได้รับ
การยอมรับสงู กวา่ นวตั กรรมทใี่ หผ้ ลไม่ชดั เจน

ประเภทของนวตั กรรม
วรภัทร์ ภเู่ จรญิ (2550) ได้บ่างประเภทของนวัตกรรมดงั น้ี
- นวัตกรรมดา้ นผลติ ภัณฑ์
- นวตั กรรมดา้ นกระบวนการ
- นวัตกรรมดา้ นการบริการ
- นวตั กรรมด้านการตลาด
- นวัตกรรมด้านการเงนิ
- นวัตกรรมด้านภาษา ศิลปะและวฒั นธรรม
- นวตั กรรมดา้ นบริหารจัดการและการปกครอง
- นวัตกรรมด้านความศรทั ธา ความคิด และความเชอ่ื

แนวคดิ พ้นื ฐานทก่ี ่อให้เกดิ นวตั กรรมทางการศึกษา
วรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2551) ได้กลา่ วถึงแนวคิดพ้ืนฐานท่ีก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาไว้วา่ มีผลมา

จากแนวความคดิ พื้นฐาน 4 ประการ ดังนี้
1) แนวความคิดในเรือ่ งความแตกต่างระหว่างบุคคล (individual difference) เน่ืองจากคนเรา

เกิดมาไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีความแตกต่างกันไปในด้านรูปร่าง สติปัญญา ความคิด ความรู้สึก เป็นต้น ใน
การเรยี นการสอนจึงต้องมีการแบ่งกลุ่มผู้เรียน อาจแบ่งตามวยั ตามความสามารถ หรือตามความชอบ เพื่อให้
ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถที่ตนมีอยู่ จากแนวความคิดดังกล่าวน้ีเป็นผลทาให้เกิดนวัตกรรมทาง
การศึกษาขึ้น เชน่ โรงเรียนแบบไมแ่ บ่งชัน้ การสอนเปน็ คณะ บทเรียนสาเรจ็ รปู เปน็ ตน้

2) แนวความคิดในเรื่องของความพร้อม (readiness) เดิมเรามีความเชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ก็
ต่อเม่ือมีความพร้อม แต่ในปัจจุบันจากผลการวิจัยทางจิตวิทยาการเรียนรู้ชี้ให้เห็นว่าความพร้อมในการเรียน
เป็นสิ่งท่ีสร้างได้ถ้าหากจัดบทเรียนให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน ซ่ึงอาจจะต้องคานึงถึงการ
จัดลาดับเน้ือหา การใช้ภาษาท่ีเหมาะกับวัยของผู้เรียน การใช้ส่ือการสอนช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ แต่ทั้งนี้มิได้
หมายถึงความพร้อมทางอวัยวะหรือกล้ามเนื้อ ซึ่งถ้ายังไม่ถึงวัยจะบังคับกล้ามเน้ือน้ิวมือและข้อมือ ก็อาจจะ
ยังสอนเขียนไมไ่ ด้ ต้องอาศยั การฝึกเตรยี มความพร้อมในการใชก้ ล้ามเน้ือมือเสยี ก่อนจงึ จะฝึกเขยี นไดผ้ ลดี

3) แนวความคิดในเรื่องการใช้เวลาในการเรียน เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละวิชา เป็นการเปิด
โอกาสให้ผ้เู รียนใช้เวลาในการศกึ ษาให้เป็นไปตามความสามารถและความจาเป็น นวตั กรรมทเ่ี กดิ จากความคิด
นกี้ ไ็ ด้แก่ มหาวทิ ยาลยั เปิด ตารางสอนแบบยดื หยุน่ การจดั การเรยี นการสอนแบบออนไลน์ เปน็ ตน้

4) แนวความคดิ ในเร่ืองการขยายตัวทางด้านวิชาการและการเพ่ิมจานวนประชากร นวัตกรรมท่ี
สนองแนวความคิดนี้ ได้แก่ การสอนทางไปรษณีย์ โทรทัศน์เพ่ือการศึกษา การจัดการเรียนการสอนออนไลน์
เป็นต้น

เกณฑ์พิจารณาส่งิ ที่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา
การท่ีจะประเมินว่าส่ิงใดส่ิงหน่ึงท่ีนามาใช้ในการศึกษา จะเรียกว่าเป็น “นวัตกรรมทางการศึกษา”

หรือไมน่ น้ั มีเกณฑท์ ่ีใช้ในการพจิ ารณาสองข้อ คอื
1. ความคิดหรือการกระทาน้ันใหม่ในท่ีหนึ่ง แต่อาจเก่ามาจากที่อื่น หรอื อาจเป็นสิง่ ใหม่ท้ังหมด

หรือบางส่วน หรืออาจเป็นเพียงการนาเอาวิธีการซึ่งเคยปฏิบัติแต่เดิมมาปรับปรุงบางส่วนให้มีประสิทธิภาพ
มากยงิ่ ขึ้น

2. ความคิดหรือการกระทานั้นยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระยะของ
การทดลองพฒั นานาไปทดลองใช้กับคนบางกลุ่ม ยังไมแ่ พร่หลายหรอื เปน็ ทีย่ อมรบั โดยทั่วไป

ตัวอยา่ งสิ่งท่ีเปน็ นวตั กรรมทางการศกึ ษาในประเทศไทย
1. คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (Computer assisted instruction)
2. หอ้ งเรียนกลับทาง (Flipped classroom)
3. หนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)
4. เว็บฝกึ อบรม (e-Training)
5. การเรียนการสอนอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-Learning)
6. MOOC (Massive online open courses)
7. การสอนบนเวบ็ (Web-based instruction)
8. EDLTV (Electronic distance learning television)
9. เวบ็ เควสท์ (WebQuest)

แนวโน้มนวัตกรรมการเรยี นการสอน
จริยา เหนียนเฉลย (2549) คาดการณ์ถึงแนวโน้มนวัตกรรมการเรียนการสอนว่าจะมีพัฒนาการต่อ

การศกึ ษาในรปู ลักษณะใดบา้ ง คือ
1. ศูนย์สื่อเสริมการเรียนการสอน (resources center) จะเข้ามามีบทบาทต่อการศึกษา

ระดับอุดมศึกษา คือ จะเป็นหน่วยงานบรกิ ารสารสารเทศทั้งในแง่เอกสารส่ิงพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ และส่ือการ
เรียนการสอน โดยจะครอบคลุมในดา้ นการผลิตการพัฒนาสอ่ื ตอ่ หลกั สูตร และการบรหิ ารด้วย

2. บทบาทใหม่ของอาจารย์ผู้สอน เม่ือสังคมเป็นสังคมสารสนเทศและในสถาบันก็มีแหล่งส่ือการ
เรียนสมบูรณ์แบบ ปัญหาเร่ืองข้อมูลและเน้ือหา บทบาทใหมข่ องอาจารย์จึงน่าจะเปลย่ี นจากผู้สอนไปเป็นผูใ้ ห้
การปรึกษาแนะนาในเชิงการประเมินผล การประสานงานเกี่ยวกับการเรียนจัดเตรียมโปรแกรมการเรียนและ
แหลง่ ข้อมลู มากกว่าการสอนโดยตรง สิ่งสาคัญคือ แนะนาใหผ้ เู้ รียนคน้ คดิ และแก้ปญั หาเป็น

3. การสอนแบบโปรแกรม (programmed instruction) ในลักษณะการประสมประสานระหวา่ ง
การสอนกลุ่มใหญ่ กลุ่มเลก็ และการสอนรายบุคคล มีการพบกับอาจารย์ผูส้ อนเป็นกลุ่มใหญ่เพ่ือการปฐมนเิ ทศ
หรืออภปิ รายแนะแนว หรอื ตอบปัญหาในสว่ นท่ีเป็นปัญหาร่วมการทางานเป็นกลุ่มเล็กตามกาหนดและข้นั ตอน
ท่ีอาจารย์จัดเตรียมไว้โดยเวลาส่วนมากจะเป็นการศึกษาด้วยตนเอง จากแหล่งส่ือการเรียนของสถาบันโดย
ผู้เรียนจะสามารถเรียนได้ตามความสนใจและระดับความสามารถของตนเองโดยทราบถึงสัมฤทธิผลในการ
เรยี นได้จากผลการทดสอบท้ายโปรแกรม

4. การศึกษาแบบยืดหยุ่น (flexible education) กล่าวคือ การจัดหลักสูตรโปรแกรมการเรียน
และตารางเรียนในลักษณะมีความยืดหยุ่นเช่นเดียวกับการสอนทางไกล อันประกอบด้วยส่ือประเภทสิ่งพิมพ์
รายการวทิ ยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนเสรมิ ตามศูนย์บรกิ ารการศึกษา

5. การสอนโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ (computer-assisted instruction) เป็นการสอนโดยระบบ
คอมพวิ เตอร์ซ่ึงสามารถเสนอข้อมูลเพ่ือการสอนรายบุคคล และให้ข้อมูลป้อนกลบั การตอบสนองการเรียนของ
ผูเ้ รียนได้พร้อมกันจานวนมากๆ โดยคอมพวิ เตอร์จะมบี ทบาทอยา่ งสูงในการจดั การศึกษาในอนาคต

การพฒั นานวตั กรรมดา้ นการเรยี นการสอน
การพัฒนานวัตกรรมด้านการเรียนการสอนโดยท่ัวไปนั้นมีกระบวนการหลักๆ ที่คล้ายคลึงกัน ดังน้ี

(ทิศนา แขมมณ,ี 2551)
1) การระบุปัญหา (problem)ความคิดในการพัฒ นานวัตกรรมส่ วนใหญ่จะเริ่มต้นท่ี

การมองเห็นปัญหาในเรอ่ื งน้นั และมีความต้องการจะแกไ้ ขปญั หานนั้ เพ่ือใหเ้ กิดสภาพการณห์ รือผลท่ดี ีขน้ึ
2) กาหนดจุดมุ่งหมาย (objective)เมื่อระบุปัญหาได้ชัดเจนแล้ว ข้ันต่อไปก็คือการกาหนด

จดุ มุ่งหมายในการพัฒนานวัตกรรมว่า นวัตกรรมที่จะพัฒนานั้นควรมีคณุ สมบตั ิหรือประสทิ ธิภาพอย่างไร และ
เพยี งใด

3) การศึกษาข้อจากัดต่าง ๆ(constraints)ก่อนที่จะมีการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆขึ้นมา
ผู้พัฒนาจาเป็นต้องศึกษาข้อมูลเก่ียวกับลักษณะของปัญหาและข้อจากัดต่างๆ ในบริบทที่จะใช้นวัตกรรมน้ัน
เพอื่ ประโยชน์ในการพัฒนานวัตกรรมใหส้ ามารถใช้ได้จริง โดยสะดวกในบรบิ ทนน้ั

4) การประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม (innovation)ได้แก่ การแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหา ซ่ึง
ต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประดิษฐ์คิดค้น นวัตกรรมท่ีสร้างข้ึนอาจ
เป็นการนาของเก่ามาดัดแปลงหรือปรับปรุง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาและทาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ
อาจเป็นการคิดขึ้นใหม่ท้ังหมดก็ได้ นวัตกรรมอาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ กัน แล้วแต่ลักษณะของปัญหาและ
วตั ถุประสงค์ของนวตั กรรมน้ัน เชน่ อาจมีลักษณะเป็นแนวความคิด หลักการ แนวทาง ระบบ รูปแบบ วิธีการ
กระบวนการเทคนิคหรือส่ิงประดิษฐ์ และเทคโนโลยีเป็นต้น แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดนวัตกรรมจะต้อง
ประกอบด้วยรายละเอียดเก่ียวกับหลักการ วัตถุประสงค์ โครงสร้างและรายละเอียดในการใช้นวัตกรรมน้ันให้
ไดผ้ ล

5) การทดลองใช้ (experimentation) เม่ือคดิ คน้ หรือประดษิ ฐ์นวตั กรรมได้แลว้ ข้นั ตอนท่ีสาคัญ
และจาเป็นมากก็คือ การทดลองใช้นวัตกรรมน้ัน ซ่ึงประกอบด้วยการทดลองใช้ การประเมินผลและการ
ปรับปรงุ แกไ้ ข การทดลองใช้เปน็ การศึกษาเพ่ือดูว่านวัตกรรมน้ันสามารถนาไปใช้ได้จรงิ และได้ผลเพียงใด ผล
การทดลองใช้จะชว่ ยให้ผูพ้ ัฒนารู้จุดที่ควรปรบั ปรงุ และหาแนวทางแกไ้ ขเพ่อื ให้ไดผ้ ลตามท่ตี ้องการ การทดลอง

ใช้ในขั้นนี้ หากสามารถดาเนินการก่อนนาออกเผยแพร่หลายครัง้ จนแน่ใจว่านวัตกรรมนั้นสามารถใช้ได้ผลจริง
จะชว่ ยให้นวตั กรรมน้ันประสบความสาเร็จมากขน้ึ

6) การเผยแพร่ (dissemination) เมื่อแน่ใจแล้วว่านวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีคุณภ าพและ
ประสิทธภิ าพตามท่ตี ้องการ นวตั กรรมน้ันกพ็ รอ้ มทจ่ี ะได้รับการเผยแพร่ให้เป็นท่ีรู้จกั และยอมรับนาไปใช้อย่าง
แพร่หลาย รูปแบบการเผยแพร่ท่ไี ด้รับความนยิ มกนั มากโดยท่ัวไปมีอยู่ 4 รูปแบบคือ (สาลี ทองธวิ , 2545)

6.1 การเผยแพร่ท่ีอิงการใช้อานาจสนับสนุนจากเบื้องสูง (Authority Innovation-
Decision Model)เป็นการเผยแพรโ่ ดยการชักจูงใหผ้ ู้มีอานาจในระดับสงู เห็นความสาคัญของการใช้นวัตกรรม
น้ัน และตัดสนิ ใจส่ังการไปยงั ผู้ใช้ ซงึ่ อยใู่ นระดบั ล่างใหใ้ ชน้ วตั กรรมน้ัน

6.2 การเผยแพร่แบบใช้มนุษยสัมพันธ์ (Human Interaction Model)เป็นการเผยแพรโ่ ดย
การชัดจูงบุคคลท่ีจะใช้หรือเกี่ยวข้องกับการใช้นวัตกรรมน้ัน โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจ และให้ความ
ชว่ ยเหลือในการทดลองใช้ ซึ่งต่อไปบุคคลนั้นจะสามารถตัดสินใจได้ว่า สมควรรับนวัตกรรมนั้นไว้ใช้ต่อไปหรือ
หยดุ ใช้นวตั กรรมน้ัน

6.3 การเผยแพร่นวัตกรรมแบบมีส่วนร่วม (User Participation Model)รูปแบบนี้เป็นการ
เผยแพร่ถึงตัวผู้ใช้นวัตกรรมโดยตรง ซ่ึงจะเป็นกลุ่มประชากรท่ีต่างจาก 6.2 ซึ่งถือว่าเป็นผู้ยอมรับ
(adopter)นวัตกรรมน้ัน แต่ไม่ใช่ผู้ใช้นวัตกรรมน้ันโดยตรง เช่น นวัตกรรมด้านการเรียนการสอน ผู้ยอมรับ
อาจจะเป็นศึกษานิเทศก์หรือครูใหม่ ซ่ึงเป็นผู้เก่ียวข้อง ไม่ใช้ผู้ใช้โดยตรง ผู้ใช้นวัตกรรมด้านการเรยี นการสอน
โดยตรงคือครู รูปแบบการเผยแพร่ถึงผู้ใช้โดยตรงน้ี จะให้ผู้ใช้เป็นผู้ตัดสินใจในการที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ
นวตั กรรมนัน้

6.4 การเผยแพร่แบบผสม (Eclectic Process of change Model)การเผยแพร่แบบน้ีเป็น
การเผยแพร่นวตั กรรมผ่านตัวกลาง ซึ่งก็คือผู้ทาหน้าที่เชื่อมระหว่างกลุ่มผู้ทตี่ ้องการเผยแพร่นวัตกรรมกับกลุ่ม
ผู้ต้องการใช้นวัตกรรม ซ่ึงตัวกลางเผยแพร่นวัตกรรมนั้นอาจจาเป็นต้องใช้วิธีการเผยแพร่ทั้ง 3 วิธีท่ีกล่าว
ข้างตน้ ผสมผสานกันไป

7) การยอมรับหรือต่อต้านนวัตกรรมนั้น เมื่อนวัตกรรมได้รับการเผยแพร่ผ่านไปในระยะเวลา
พอสมควร นวัตกรรมนั้นจะได้รับการพิสูจน์อย่างแท้จริงว่า ได้รับการยอมรับในระดับใดบ้าง บางนวัตกรรม
อาจจะไดร้ ับการยอมรบั ถึงขน้ั นาไปใช้อย่างแพร่หลายในระบบงานปกติ ซ่งึ ต่อไปจะเปลี่ยนสภาพจากนวัตกรรม
เป็นวิธีการปฏิบัติโดยทั่วไป ซ่ึงนับได้ว่าเป็นความสาเร็จอย่างสมบูรณ์ของนวัตกรรม ในขณะที่บางนวัตกรรม
อาจได้รับการยอมรับว่านาไปใช้แต่ไม่แพร่หลายนัก บางนวัตกรรมอาจได้รับการนาไปใช้ระยะหนึ่งและเลิกไป
บางนวัตกรรมอาจะไม่ได้รับการนาไปใช้อย่างสมบูรณ์เต็มรูป และบางนวัตกรรมก็ตายไป เพราะไม่ได้รับการ
ยอมรับนาไปใช้เลยกม็ ี ซึ่งก็คงต้องมกี ารเร่ิมต้นใหมต่ ั้งแตข่ นั้ แรกเปน็ ต้นไป

2. เทคโนโลยี
ความหมายของเทคโนโลยี
ไดม้ ีผูใ้ ห้ความคาจากดั ความคาว่า “เทคโนโลยี” (Technology) ไว้หลายความหมายด้วยกนั ดังน้ี
กูด (Good, 1963) ให้ความหมายว่าเป็นการนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในสาขาวิชาต่างๆ เพ่ือ

ปรับปรงุ ระบบการทางานให้มีประสทิ ธิภาพ
เดล (Dale, 1969)ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการวิธีการทางานอย่าง

เปน็ ระบบท่ใี หผ้ ลบรรลุตามแผนการ
เป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีในการเรยี นการสอน
ลัดดา ศุขปรีดี (2543) ได้ระบุถึงเป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนไว้สามประการ

ดังนี้
1) เพื่อขยายแหล่งการใช้ทรพั ยากรในการเรียนรู้ให้กว้างขวางขนึ้ การใชเ้ ทคโนโลยที างการเรยี น

การสอน ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนจากแหล่งความรู้ท่ีกว้างขวางไม่จาเป็นต้องต้องจากัดอยู่แต่เพียงครู
ตาราเรียน และอุปกรณ์การเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเรียนรู้ท่ีได้จากการใช้ทรัพยากรใน
ความหมายกวา้ งๆ อีกด้วย ซ่ึงได้แก่ คน เคร่ืองมือ วัสดุต่างๆ ตลอดจนอาคาสถานท่ี กิจกรรม และเวลาท่ีใชไ้ ป
เพ่ือการเรียนการสอน

2) เน้นการเรียนรู้แบบเอกัตบุคคล นักการศึกษาและจิตวิทยาพยายามคิดวิธีการนาทรัพยากร
ต่างๆ มาใช้เพือ่ เปน็ ประโยชนใ์ นการเรยี นการสอน ตามความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลโดยนาระบบการเรียนแบบ
ตัวต่อตัว (one by one)มาใช้สอนนักเรียนจานวนมากๆ เช่น แทนท่ีครูจะสอนนักเรียนทีละคนก็ใช้บทเรียน
โปรแกรมซง่ึ เตรียมการทุกส่ิงทุกอยา่ งไว้ให้ผู้เรียนเรยี นได้ด้วยตนเอง ซงึ่ เหมือนกับครูสอน นักเรยี นจะเรียนจาก
บทเรียนด้วยตนเองในรูปของการทากิจกรรมการเล่น หรือจากสื่อประสมหลายๆ ชนิดที่เรียกว่าชุดการเรียน
ด้วยตนเอง เป็นตน้

3) ใช้วิธีวิเคราะห์ระบบในขบวนการเรียนการสอน เพื่อเลือกทางปฏิบัติให้ได้ผลมากที่สุดและ
ประหยัดท่ีสุดและประหยัดที่สุด โดยการนาเอาวิธีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบต่างๆ ภายในระบบการเรียนการสอนว่ามีความสัมพันธ์กันดี และมีความเหมาะสมสอดคล้องกับ
จุดมุ่งหมายหรอื ไม่ ทั้งนีเ้ พอ่ื นาปญั หาและข้อบกพร่องไปปรบั ปรุงแก้ไขให้ไดผ้ ลดตี ่อไป

วิธกี ารเทคโนโลยีมาใชท้ างการเรยี นการสอน
ลัดดา ศุขปรีดี (2543) ได้นาเสนอวิธีการนานวัตกรรมและเทคโนโลยมี าใช้ในการเรียนว่าสามารถทาได้

ใน 2 ลักษณะ คอื

1) การเรียนการสอนเป็นกลุ่มใหม่ (Mass learning)คือ ใช้ในการสอนนักเรียนเป็นจานวนมาก ใน
การเรียนเป็นกลุ่มใหญ่น้ีต้องใช้เครื่องมือและระบบท่ีเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของการนานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีมาใช้ในลักษณะนี้เพื่อสอนนักเรยี นจานวนมาก โดยใช้ครูน้อยและให้มีประสิทธิภาพในการสอนด้วย
เชน่ การเรยี นการสอนทางโทรทศั น์ วทิ ยุ เปน็ ต้น

2) การเรียนการสอนเป็นกลุ่มเล็กหรือเป็นรายบุคคล (group learning or individualized
learning)เป็นการนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสอนนักเรียนเป็นรายบุคคล เช่น ใช้แบบการเรียน
โปรแกรม ชุดการเรยี นการสอน เครื่องช่วยสอนและศนู ยก์ ารเรยี น เปน็ ตน้

และไม่ว่าจะเป็นการนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการสอนไปใช้ใน ลักษณะใดก็ตามสิ่งที่จะต้อง
คานึงถึงคือ สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมใดๆ ก็ตามต้องการสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมท่ีเหมาะสม
และพิจารณาถงึ ส่งิ สาคัญๆ ดงั น้ี

1) ประสิทธิภาพของการสอน คือ จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนเลือกนวัตกรรมเทคโนโลยี
ทางการสอนใหส้ อดคลอ้ งกบั จุดมุ่งหมาย

2) ประหยัด คือ พยายามใช้ทรัพยากรในการเรียนรู้อย่างประหยัดไม่ว่าจะเป็นคน เคร่ืองมือ
วสั ดอุ ปุ กรณ์ เวลาและสถานท่ี

3) ประสิทธิผลของการสอน การนานวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใชใ้ นการเรียนการสอนจะต้องให้
ประสทิ ธผิ ลในการเรยี นการสอนสงู กวา่ ทรพั ยากรที่ใช้ไป

บทบาทของเทคโนโลยีทางการเรยี นการสอน
1) บทบาทต่อการสอนของครูโดยตรง (instructor-directed instruction)ในปัจจุบันเทคโนโลยี

มีส่วนช่วยในด้านการเรียนการสอนเป็นอย่างมากทั้งในระบบห้องเรียนและนอกห้องเรียน การใช้เทคโนโลยี
ทางการเรยี นกาสอนในรูปของสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็นภาพหรือลายเสน้ วสั ดุประเภทฉายและ
ไม่ฉาย จะชว่ ยให้ผ้เู รียนเกดิ ความเข้าใจในเนื้อหาของบทเรียนไดง้ ่ายขึ้น ประหยัดเวลา และเร้าความสนใจของ
ผู้เรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากน้ีท้ังครูและนักเรียนยังสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาข้อมูล
หรือเนื้อหานอกจากเอกสารและตาราเรียนด้วยการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ และ
วิดีโอดิสก์ (video disc) เป็นตน้

2) บ ท บ า ท ต่ อ ก า ร ศึ ก ษ า ด้ ว ย ต น เอ ง (instructor-independent instruction) จ า ก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทาให้ผู้เรียนสามารถศึกษาด้วยตนเองได้มากข้ึน โดยผ่านส่ือรายบุคคล เช่น
บทเรยี นโปรแกรม ชุดการเรียนการสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)เป็นต้น และโดยผ่านสื่อมวลชน
เช่น วทิ ยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และคอมพิวเตอร์ เปน็ ต้น

3) บทบาทต่อการศึกษาทางไกล (Distanceeducation) การศึกษาทางไกลมีการพัฒนาไปอย่าง
รวดเร็วสู่การเรียนการสอนแบบไร้พรมแดน (worldwide)ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาด้านธุรกิจอุตสาหกรรม
การแพทย์ และอ่นื ๆ

ลักษณะการเรียนการสอนทางไกลนั้น ผู้สอนและผู้เรียนไม่จาเป็นต้องพบหน้ากันเหมือนกับ
การเรยี นการสอนในห้องเรยี นตามปกติ แต่จะเรยี นโดยผ่านสื่อตา่ งๆ ที่ส่งไปยังผู้เรียนเป็นรายบุคคลซึ่งเรียกว่า
ส่ือไปรษณีย์ เช่น หนังสือ แบบทดสอบ เทปเสียง (audio cassettes) และสื่อที่ใช้เพ่ือการศึกษาระบบเปิด
อย่างเช่น วิทยุกระจายเสียง (radio)โทรทศั น์ (television)การสอื่ สารระบบดาวเทียม และการประชมุ ทางไกล
(teleconferences)ที่ถูกนามาใช้เพ่ือการศึกษาทางไกลซึ่งเปิดโอกาสให้มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและ
ผ้เู รียน

4) บทบาทต่อการศึกษาพิเศษ (special education)การศึกษาพิเศษ คือ การจัดการศึกษา
สาหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย เช่น หูหนวก ตาบอด หรือเด็กที่มีพัฒนาการทางสมองช้า ซึ่งการ
เรียนการสอนสาหรับเด็กเหล่านี้จาเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการเรยี นการสอนที่จะช่วยให้เขาเรียนรู้ได้โดย
อาศัยเทคโนโลยีทางการเรียนการสอนที่จะช่วยให้เขาเรียนรู้ได้โดยอาศัยอินทรีย์สัมผัสผสมผสานกัน ซึ่ง
ออกแบบมาโดยมงุ่ เนน้ ให้เหมาะสมกบั ความสามารถและความพกิ ารของเดก็ แตล่ ะคน

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งนวตั กรรมและกับเทคโนโลยี
คาว่า “นวัตกรรม (innovation)” กับ “เทคโนโลยี (technology)” มักจะเขียนควบคู่กันอยู่เสมอๆ

ในภาษาอังกฤษใช้คาว่า “Innotech”ซ่ึงความจริงแล้วนวัตกรรมกับเทคโนโลยีนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่าง
ใกล้ชิด เน่ืองจากนวัตกรรมเป็นเรื่องของการคิดคน้ หรอื กระทาส่ิงใหม่ๆ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความเปล่ียนแปลงในทางที่ดี
ขึ้นซึ่งอาจจะอยู่ในขั้นของการเสนอความคดิ หรอื ในข้นั ของการทดลองอยู่ก็ได้ ยังไม่เป็นที่รู้จกั คุ้นเคยของสังคม
ส่วนเทคโนโลยีนั้นมุ่งไปท่ีการนาเอาสิ่งต่างๆ รวมทั้งวิธกี ารเขา้ มาประยุกต์ใชก้ ับการทางาน หรือแก้ปัญหาให้มี
ประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าหากพิจารณาว่านวัตกรรมหรือส่ิงท่ีเกิดขึ้นใหม่นี้ น่าจะนามาใช้ การนาเอา
นวัตกรรมเข้ามาใช้น้ี กจ็ ัดได้ว่าเปน็ เทคโนโลยดี ้วย และในการใช้เทคโนโลยีนี้ ถา้ ทาให้เกิดวธิ ีการหรอื สง่ิ ใหม่ๆ
ขึ้น ส่ิงน้ันกเ็ รยี กวา่ เป็น นวัตกรรม เราจึงมักจะเห็นคาวา่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีอยคู่ วบคู่กนั เสมอๆ (บุญเกื้อ
ควรหาเวช, 2542)

นวัตกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยที างการศกึ ษา
ความก้าวหน้าของโลกทางด้านเทคโนโลยีขน้ั สูง โดยเฉพาะโทรคมนาคม ทาให้เกิดนวัตกรรมเกี่ยวกับ

การศึกษาข้นึ จานวนมาก และแพร่หลายอยา่ งรวดเร็ว ดงั เช่น (กิดานันท์ มลทิ อง, 2536)
1) โทรศัพท์เพ่ือการศึกษา คือ การใช้โทรศัพท์ในการให้ความรู้แก่ผู้เรียนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น

การใช้โทรศัพท์เพ่ือการสอนแบบบรรยาย (Telecture)การใช้โทรศัพท์เพ่ือเสนอการสอนหรือบทเรีนยท่ีได้

บันทึกเสียงไว้ล่วงหน้า การใช้โทรศัพท์การศึกษาผ่านสญั ญาณไปกับคล่ืนวิทยุระบบ F.M. และการใช้โทรศัพท์
ภาพ อย่างเชน่ SkypeTMเป็นตน้

2) โทรประชุมเพื่อการศึกษา คือการจัดการประชุมหรือการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนและ
ผู้สอนท่ีอยุ่ต่างสถานที่กันสามารถเรยี นหรือร่วมอภิปรายกันไดโ้ ดยการใช้ระบบโทรศัพท์ร่วมกับอุปกรณ์เคร่ือง
ขยายเสียง หรือโดยระบบการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมและการส่งสัญญาณด้วยคลื่นไมโครเวฟ โทรประชุมที่
ใช้กันอยู่มีหลายแบบ เช่น แบบ “Audio teleconference”เป็นแบบท่ีผู้ประชุมต่างฝ่ายต่างได้เห็นท้ังหน้า
และได้ยินท้ังเสียงของผู้ท่ีสนทนาด้วย โดยอาศัยกล้องวิดิทัศน์ จอรับภาพ และสายโทรศัพท์ หรือในกรณีท่ี
ระยะทางไกลมาก จะใช้การส่งสญั ญาณผ่านดาวเทียมแทนสายโทรศพั ท์

3) ดาวเทียมเพ่ือการศึกษา คือ การส่งข่าวสารความรู้ หรือรายการเพ่ือการสอนต่าง ๆ ไปยังผู้ที่
อยูห่ ่างไกลในท้องถ่ินทุรกันดารท่ียากแก่การคมนาคมติดต่อ โดยการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมจากศูนย์กลาง
ไปยังสถานีรับในพ้ืนที่ต่าง ๆ ซ่ึงจะส่งต่อไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ในศูนย์การศึกษาหรือบ้านผ่านทางสายเคเบิล
นบั ว่าเปน็ ประโยชนต์ อ่ การจัดการศกึ ษาทง้ั ในระบบและนอกระบบโรงเรียน

4) คอมพิวเตอร์การศึกษา ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นอุปกรณ์ท่ีจาเป็นต่อการทางานใน
ทกุ ด้าน ในดา้ นการเรยี นการสอน ไดม้ ีการนาคอมพิวเตอร์มาใช้อยา่ งกว้างขวาง ดงั นี้

4.1 การใช้คอมพิวเตอร์เพ่ือการจัดการเรียนการสอน (Computer Managed Instruction
หรือ CMI)เป็นการใช้โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อจัดโปรแกรมการเรียนให้สอดคล้อง
กับความตอ้ งการของผเู้ รียนรายบคุ คล

4.2 การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction หรอื CAI)เป็นการนา
เนื้อหาสาระที่ต้องการสอน มาจัดทาเป็นโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ ซ่ึงเมื่อผู้เรียนนาโปรแกรมบทเรียน
นั้นมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้สาระนั้นด้วยตนเองได้ โดยอาศัยการปฏิสัมพันธ์กับ
บทเรียนในคอมพิวเตอร์น้ัน ปัจจุบันบทเรียนคอมพิวเตอร์ได้รับความนิยมมาก จึงมีการพัฒนาออกมาเป็น
หลายรูปแบบ เช่น บทเรีนยคอมพิวเตอร์แบบติว (Tutorial Instruction)บทเรียนแบบฝึกหัด (Drills and
practice)แบบสถานการณ์จาลอง (Simulation)แบบเกม (Instructional game)แบบค้นพบ (Discovery)
แบบแก้ปัญหา (Problem-solving)และแบบทดสอบ (Testing)เปน็ ต้น

5)อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ
(a network of networks)ซึ่งเช่ือมโยงคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ท่ัวโลก อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่ง
รวบรวมข้อมูลข่าวสารความรู้ขนาดใหญ่มาก ครอบคลุมแทบทุกบริบท อินเทอร์เน็ตเป็นระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ทใ่ี ช้กระบวนการสื่อสารข้อมลู ชนิดออนไลน์ระหวา่ งเคร่ืองคอมพิวเตอร์ต่างระบบและต่างชนิดกัน
ร่วมกับสายเคเบิล ผู้ใช้จะสามารถติดต่อกับเครือข่ายใดก็ได้ โดยอาศัยโปรแกรมและอุปกรณ์ส่ือสารท่ีมี
รูปแบบมาตรฐานท่ีเรียกว่า Transmission Control Protocol/Internet Protocol หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า
“TCP/IP”บริการต่าง ๆ ของอนิ เทอรเ์ นต็ ทสี่ าคัญ ฯ มีดังน้ี (บญุ เรือง เนียมหอม, 2540)

5.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail)เป็นบริการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
โดยอาศยั โปรแกรม “Mail”หรอื “Pine”ตดิ ต่อกบั ผใู้ ช้อนิ เทอรเ์ น็ตในทีต่ ่าง ๆ ไดท้ วั่ โลก

5.2 กลุ่มข่าว (News group)เป็นบริการด้านข่าวสาร และบทความต่าง ๆ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
ทั่วโลกได้รวมตัวเป็นกลุม่ เพ่อื แลกเปลยี่ นความคิดเห็นกนั ผ่านทางเครือขา่ ย ในหัวขอ้ ต่าง ๆ

5.3 บริการใช้โปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์อ่ืน (Remote login through Telnet)
“Telnet” เป็นคาส่ังเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อ่ืน ๆ บนอินเทอร์เน็ต และสามารถใช้บริการสาธารณะต่าง ๆ
ของเครื่องคอมพวิ เตอร์น้ัน ๆ ได้ แต่การใชโ้ ปรแกรม “Telnet” ตอ้ งได้รับสิทธิในการใช้กอ่ น จงึ จะใช้ได้

5.4 บริการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol-FTP) “FTP” เป็นคาสั่งถ่ายโอน
แฟ้มข้อมูลระหว่างเครือ่ งคอมพิวเตอร์ในอินเทอร์เน็ต ซ่ึงโดยท่ัวไปจะบรกิ ารเฉพาะผูใ้ ช้ของแม่ข่ายนั้น ๆ แต่ก็
มีแมข่ า่ ยจานวนหนึ่งท่ีใหบ้ ริการผูใ้ ชโ้ ดยทัว่ ไป

5.5 โกเฟอร์ (gopher)เป็นโปรแกรมที่ใช้สาหรับการค้นหาข้อมลู ด้วยระบบเมนู ผู้ใช้ไม่ต้อง
พิมพ์คาสั่งเพื่อขอใช้บริการเพราะสามารถเลือกจากเมนูได้ แต่ผู้ใช้จาเป็นต้องรู้จักชื่อแม่ข่ายท่ีบริการ บริการ
โกเฟอรจ์ ึงเป็นศูนยร์ วมของการเรยี กใช้บริการตา่ ง ๆ ในอนิ เทอร์เนต็ ท่ัวโลก

5.6 เวิลด์ไวด์เว็บ (world wide web-www)เป็นบริการด้านค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลซ่ึง
รวบรวมจากเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยให้บริการทั้งข้อมูลตัวอักษร ภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว การค้นหาข้อมูล
ดว้ ย www มีรูปแบบเป็น “Hypertext” กล่าวคือ ใช้คาหลักเป็นตัวค้นหา เม่ือจอภาพแสดงขอ้ มลู จะมคี าหลัก
ให้เลือกศึกษาต่อไปเร่ือย ๆ เน่ืองจาก “Hypertext” สามารถเสนอข้อมูลเฉพาะในลักษณะตัวอักษร
ภาพกราฟิกอย่างง่าย ๆ และเสียงเท่าน้ัน ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาให้สามารถบรรจุข้อมูลในลักษณะ
ภาพเคล่ือนไหว ภาพสามมติ ิ ภาพถ่าย เสียงพูดและเสยี งดนตรีได้ เรียกวา่ “Hypermedia”(กิดานนั ท์ มลิทอง,
2536)การสืบค้นทางเวิลด์ไวด์เว็บเป็นวิธีท่ีนิมมากท่ีสุดในปัจจุบัน เนื่องจากเว็บสามารถรองรับได้
หลายรูปแบบและเช่ือมโยงข้อมูลท่ีเกี่ยวเน่ืองกันให้สามารถศึกษาได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากน้ันเว็บยังมี
โปรแกรมสาหรับอ่านข้อมูลและบริการอ่ืน ๆ ทางอนิ เทอรเ์ นต็ ท่ีสมบูรณแ์ บบมาก

5.6.1 เกมคอมพิวเตอร์ ศูนย์บริการเกมคอมพิวเตอร์จะมีแฟ้มเกมไว้ให้บริการถ่ายโอน
ได้ด้วย FTP บางแห่งมีเกมท่ีเล่นทางเครือข่ายเรียกว่า MUD (Multi user dimensions) เป็นการจาลอง
สถานการณ์ทผ่ี ใู้ ช้เครือข่ายหลาย ๆ คน สามารถรว่ มกันเลน่ แข่งขนั ทางานเปน็ ทีม และแกป้ ญั หาร่วมกนั ได้

5.6.2 ห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual classroom)เป็นการเรียนการสอนท่ีกระทาผ่าน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยการเช่ือมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เรียนเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริ การ
เครือข่าย (File server)และเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเว็บ (Web server)โดยผู้สอนจะสร้างเว็บไซต์
จาลองสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เหมอื นกับห้องเรียนจริง มีการนาเสนอเนื้อหาบทเรียน มกี ิจกรรมต่าง ๆ และมี
การตดิ ตามพฤติกรรมการเรยี น การมอบหมายงาน ส่งงานและตรวจงาน เช่นเดียวกบั การสอนในห้องเรียนจริง
แต่แทนทจี่ ะเรียนกันในห้องเรยี นจรงิ กลบั เปน็ การเรยี นจากจอคอมพวิ เตอร์แทน

3. ความหมายและความสาคญั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายของข้อมลู
ข้อมูล หรือท่ีภาษาอังกฤษใช้ว่า Data หมายถึง ขอ้ เท็จจริงเกี่ยวบุคคล ส่ิงของ สถานท่ีหรือเหตุการณ์

ใด ๆ ท่ีสนใจศึกษา โดยข้อมูลแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ข้อมูลที่เป็นตัวเลข (numeric)และข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลข
(non-numeric) ในส่วนของข้อมูลที่เป็นตัวเลข เช่น เป็นจานวน ปริมาณ ระยะทาง ราคา และข้อความก็ได้
และในสว่ นของข้อมูลทไี่ ม่ใชต่ ัวเลข เช่น ชอ่ื ทีอ่ ยู่ สถานภาพ เปน็ ต้น (กลุ ยา นิ่มสกุล, 2536)

ความหมายของสารสนเทศ
คาว่า “สารสนเทศ” หรอื “สารนิเทศ” ทง้ั สองคานม้ี ีความหมายอย่างเดียวกันและสามารถใช้แทนกัน

ได้ (มาลี ล้าสกุล, 2549) โดยความหมายของสารสนเทศ (information)น้ันหมายถึง ข่าวสาร คาแนะนา
ความรู้ หรือความคิดท่ีถ่ายทอดออกมาเป็นคาพูหรือข้อเขียนท่ีได้รับการบันทึกบนกระดาษ หรือวัสดุอื่นๆ ใช้
ประโยชน์เพอื่ การสื่อสาร เพ่ือการถา่ ยทอดข้อมลู และเพื่อการตดั สินใจ (สมสิทธ์ิ จติ รสถาพร, 2542)

สารสนเทศ หมายถึง ข้อมลู ข่าวสาร ความร้ตู ่างๆ ท่ีได้รบั การสรุป คานวณ จัดเรยี ง หรอื ประมวลแล้ว
จากข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการจนได้เป็นข้อความรู้ เพื่อนามาเผยแพร่และใช้
ประโยชน์ในงานดา้ นตา่ ง ๆ

เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษา
พัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ก็เพ่ือให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ และหาทางนามาประยุกต์ให้เกิด
ประโยชน์ (อิศรา กา้ นจักร, 2557)

เม่ือรวมคาว่า เทคโนโลยีกับสารสนเทศเขา้ ด้วยกัน จึงหมายถึง เทคโนโลยที ่ีใช้จัดการสารสนเทศ เป็น
เทคโนโลยีท่ีเก่ียวข้องต้ังแต่การรวบรวม การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การ
สื่อสารข้อมลู ฯลฯ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยที ่ีทาให้เกิดระบบการให้บรกิ าร การใช้และการ
ดแู ลขอ้ มูล (อิศรา ก้านจกั ร, 2557)

สารสนเทศ
(information)

ขอ้ มลู (data)

ภาพที่ 2 ข้อมลู และสารสนเทศ
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา

กระทรวงศึกษาธิการ (2554) 1ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา หมายถึง
เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ระบบซอฟแวร์ ระบบข้อมูลสารสนเทศ ระบบเครือข่าย ระบบ
โทรคมนาคม วทิ ยโุ ทรทศั นท์ ใี่ ชเ้ พื่อการศึกษา

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543) 2ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษาเป็นการนาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ และเครือข่าย
โทรคมนาคมท่ีเชื่อมต่อกันสาหรับใช้ในการส่งและรับข้อมูลและมัลติมีเดียเก่ียวกับความรู้ โดยผ่าน
กระบวนการประมวลหรือจัดทาให้อยู่ในรูปแบบท่ีมีความหมายและความสะดวก มาใช้ประโยชน์สาหรับ
การศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้คนไทยสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้
อย่างตอ่ เนอ่ื งตลอดชีวิต

ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และ ไพบูลย์ เกียรติโกมล (2542)ได้กล่าวไว้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศต้องมี
องค์ประกอบท่ีสาคัญ 3 ประการ ตอ่ ไปนี้

1 กระทรวงศึกษาธกิ าร (2554). แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพ่ือการศึกษา พ.ศ. 2554-
2556. สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร กระทรวงศึกษาธกิ าร.
2 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543). นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยี
สารสนเทศเพือ่ การศึกษาของประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: พมิ พด์ ี.

1) ระบบประมวลผล ความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและความต้องการสารสนเทศท่ีหลากหลาย
ทาให้การจัดการและการประมวลผลข้อมูลด้วยมือไม่สะดวก ล่าช้า และอาจผิดพลาด จึงต้องทาการจัดเก็บ
และประมวลผลข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนในการจัดการข้อมูล
เพ่อื ใหก้ ารทางานถูกต้องและรวดเร็วขน้ึ

2) ระบบส่ือสารโทรคมนาคม การสื่อสารข้อมูลเป็นเร่ืองสาคัญสาหรับการจัดการและ
ประมวลผล ตลอดจนการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศท่ีดีต้องประยุกต์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์
ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ใช้ท่ีอยู่ห่างกันให้สามารถส่ือสาร
กันได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

3) การจัดการข้อมูล เป็นศิลปะในการจัดรูปแบบและการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ

เทคโนโลยที ่เี ก่ยี วขอ้ งกับงานสารสนเทศประกอบดว้ ยเทคโนโลยที ่ีสาคัญ 3 ประเภท คือ
1) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย ฮารด์ แวร์ (hardware)และซอฟต์แวร์ (software)โดย

ในส่วนของฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ปัจจุบันเป็นท้ังเครื่องแม่ข่าย (server)เคร่ืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
(personal computer: PC)สาหรับซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้มีการปฏิรูปการสร้างโปรแกรม เรียกว่า Graphic
User Interface หรอื GUI ซึ่งเป็นการติดตอ่ ส่ือสารกบั ผใู้ ช้ด้วยรูปภาพ ทาให้การใช้คอมพิวเตอร์ใช้ได้ง่ายและ
สะดวกข้ึน

2) เทคโนโลยีส่ือสารข้อมูล ประกอบด้วย เทคนิคของเครือข่ายข้อมูล หมายถึง โครงข่ายของ
ระบบสื่อสารโทรคมนาคมประกอบด้วยเครอื ข่ายข้อมูลรูปแบบต่างๆ ขึ้นอยกู่ ับลักษณะการใช้งาน จาแนกเป็น
เครือข่ายระยะใกล้ (local area network: LAN)เครือข่ายระยะไกล (wide area network: WAN)และทาง
ด่วนข้อมูล (information superhighway)ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรคมนาคมที่สามารถขนถ่ายข้อมูลในรูปแบบ
ตา่ งๆ ได้ในปรมิ าณมากดว้ ยความเรว็ สูงในระยะไกล

3) เทคโนโลยีข้อมูลหลายสื่อหรือมัลติมีเดีย (multimedia)เป็นเทคโนโลยีท่ีเก่ียวข้องกับการ
ทางานของข้อมูลและสัญญาณท่ีปรากฏอยู่ในรูปดิจิตอล (digitized code)ซ่ึงข้อมูลอาจอยู่ในรูปของอักขระ
เสียง ภาพนง่ิ หรือภาพเคลื่อนไหว

จากองค์ประกอบและประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสรุปถึงความสาคัญของเทคโนโลยี
สารสนเทศได้ดังน้ี (วิชชา ฉมิ พลี, สขุ มุ เฉลยทรพั ย์ และ จติ ตมิ า เทยี มบญุ ประเสรฐิ , 2542)

1) ช่วยในการจดั ระบบข่าวสารจานวนมหาศาลของแตล่ ะวัน
2) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ เช่น การคานวณตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน การจัด
เรียงลาดับสารสนเทศ ฯลฯ

3) ช่วยใหส้ ามารถเก็บสารสนเทศไวใ้ นรปู ที่สามารถเรียกใชไ้ ด้ทุกคร้งั อยา่ งสะดวก
4) ชว่ ยใหส้ ามารถจดั ระบบอัตโนมัติเพอื่ การจัดเกบ็ ประมวล และเรียกใชส้ ารสนเทศ
5) ชว่ ยในการเข้าถึงสารสนเทศไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ มีประสิทธิภาพมากขนึ้
6) ช่วยในการสือ่ สารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทาง
โดยการใชร้ ะบบโทรศัพทแ์ ละอื่นๆ
ประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา
ครรชิต มาลัยวงศ์ (2540)ไดก้ ลา่ วถงึ การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ทางการศึกษาไว้ว่า
1) การใช้คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
2) ระบบสื่อประสม (multimedia)เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์แสดงได้ทั้งข้อความ ภาพกราฟิก
ภาพเคล่ือนไหว และเสยี งไดพ้ ร้อมกัน ช่วยใหก้ ารจัดทาโปรแกรมบทเรียนนา่ สนกุ ขึน้ ใช้ได้เพลดิ เพลินมากข้นึ
3) ระบบสารสนเทศ (information system)เป็นระบบสาหรับรับข้อมูลต่างๆ ท่ีเข้ามาสู่
หน่วยงานเพ่ือดาเนินงานที่เก่ียวข้อง เช่น ลงทะเบียนนักศึกษา จัดทาทรานสคริปต์ จัดระบบบัญชีพัสดุ
จัดระบบบุคลากร จัดทาสถิติต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษา ตรวจข้อสอบ และคานวณผลสอบ เก็บเงิน
ค่าลงทะเบียน และคา่ บารุงตา่ งๆ การบริการของหอ้ งสมดุ
4) ระบบฐานข้อมูล (database system) การบันทึกขอ้ มูลไว้ในระบบคอมพวิ เตอร์
5) ระบบอินเทอร์เน็ต (internet system) เป็นเครือข่ายท่ีมีแม่ข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมา
ตอ่ เชอ่ื มกันเปน็ จานวนมาก บรกิ ารทางอินเทอร์เน็ต มีดังต่อไปน้ี

5.1 ไปรษณยี อ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นการรบั -สง่ จดหมายอเิ ล็กทรอนกิ ส์จากผใู้ ชค้ นหนึง่ ไปยังผใู้ ช้
คนอน่ื หรือหลายคน

5.2 การถ่ายโอนข้อมูล เป็นการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่อยู่ในระบบ
อนิ เทอร์เนต็ มาใช้ในเคร่ืองของผใู้ ช้

5.3 การขอใช้ระยะไกล (telnet) เป็นการขอใชเ้ ครื่องคอมพวิ เตอรท์ ่ีอยูใ่ นระบบเครอื ข่าย
5.4 กลุ่มข่าว (user network: Usenet) เป็นบริการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านระบบ
อนิ เทอร์เนต็ โดยผสู้ นใจเลือกจบั กลมุ่ ตามเนื้อหาท่ีตนสนใจ
5.5 การค้นหาข้อมูลขา่ วสาร เป็นการรวบรวมข่าวสารมานาเสนอเปน็ รูปแบบขอ้ ความหลาย
มิติ (hypertext)
วิชชา ฉิมพลี, สุขุม เฉลยทรัพย์ และ จิตติมา เทียมบุญประเสริฐ (2542) และได้กล่าวถึงแนวทางใน
การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษาวา่ โดยท่ัวไปมกี ารใชใ้ น 6 ประเภท คือ

1) การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนาเอาคาอธิบายบทเรียนมาบรรจุไว้ในคอมพิวเตอร์
แล้วนาบทเรียนนัน้ มาแสดงแก่ผูเ้ รยี น เมื่อผู้เรียนอ่านคาอธบิ ายนัน้ แล้ว คอมพวิ เตอร์กจ็ ะทดสอบความเข้าใจว่า
ถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องก็จะมีวิธีการอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมให้เข้าใจมากขึ้น แล้วถามซ้าอีก ซึ่งปัจจุบันมี
พฒั นาการถึงระดับใช้สอื่ ประสม และใชเ้ ทคนคิ ตา่ งๆ เพ่ือให้การเรยี นการสอนบรรลุผลสัมฤทธิม์ ากขนึ้

2) การศึกษาทางไกล มีหลายทาง เช่น การใชว้ ิทยุ วิทยุโทรทัศน์ ออกอากาศให้ผู้สอนศึกษาเอง
ตามเวลาทอี่ อกอากาศไปจนถึงระบบแพรภ่ าพจานดาวเทยี ม หรอื การประยุกต์ใช้ระบบประชุมทางไกล

3) เครอื ข่ายการศึกษา เพื่อใหอ้ าจารย์และนักศึกษามโี อกาสใชเ้ ครอื ขา่ ยเพ่อื เสาะแสวงหาความรู้
ท่ีมีอยุ่อย่างมากมายหลากหลายในโลก และใช้บริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา เช่น บริการส่ง
ไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนกิ ส์ การคน้ หาขอ้ มลู ในระบบเวบ็ เป็นตน้

4) การใช้งานห้องสมุด ห้องสมุดมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนส่วนใหญ่ได้นาเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ในการดาเนินงาน เช่น บริการยืมคืน การค้นหาหนังสือ ข่าวสารตีพิมพ์ต่างๆ ที่ต้องการได้
อย่างสะดวกและรวดเร็ว

5) การใช้งานในห้องปฏิบัติการ นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทางานในห้องปฏิบัติการ
เช่น การจาลองแบบการออกแบบวงจรไฟฟ้า การควบคมุ การทดลอง

6) การใช้ในงานประจาและงานบริหาร เช่น การจัดทาทะเบียนประวัติของนักเรียนนักศึกษา
การเลือกเรยี น การลงทะเบียนเรียน การแสดงผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน การแนะแนวอาชพี และศึกษาต่อ ข้อมูล
ผปู้ กครองและข้อมูลอาจารย์ บุคลากร

ประโยชน์ของเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา
ไพรชั ธชั ยพงษ์ และ พเิ ชฐ ดุรงคเวโรจน์ (2541)ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้

ทางการศึกษาไวด้ งั นี้
1) เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยลดความเหลื่อมล้าของโอกาสทางการศึกษา ซ่ึงเป็นเง่ือนไขสาคัญ

ในการตอบสนองนโยบายการศึกษาท่ีเป็น “การศึกษาเพ่ือประชาชนทุนคน” (education for all)ซึ่งจะเป็น
การสร้างความเท่าเทียมทางสงั คม (social equity)และการศึกษา อีกทัง้ ยงั เปดิ โอกาสให้คนพิการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศเพ่ือการเรยี นรแู้ ละเพือ่ การประกอบอาชพี ดว้ ย

2) เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาได้ในรูปแบบต่าง ๆ
เช่น เพ่ิมศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเอง (self-directed learning)ระบบสืบค้นข้อมูล (world wide web:
WWW)ในอินเทอร์เน็ตยังเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาสามารถพัฒนาคุณ ภาพการเรียนรู้จากฐานข้อมูลท่ี
หลากหลายและกว้างขวาง

3) เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้สื่อทางเสียง (audio)สื่อข้อความ (text)สื่อทางภาพ (graphic
and video)สามารถผนวกเข้าด้วยกันและนาเสนอ (presentation)ได้อย่างมีความน่าสนใจและไม่น่าเบื่อ ใน
ขณะเดยี วกันยังสามารถเก็บบันทึกและเรยี กใช้ร่วมกันได้

4) เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการจัดการและบริหารการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
การจัดทาระบบฐานข้อมูลการศึกษา การจัดเครือข่ายบริหาร ท่ีจะช่วยลดงานกระดาษ หรือทาให้สามารถ
วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและจัดการทางการศึกษา รวมทั้งใช้อิน เทอร์เน็ตเพื่อ
ประชาสัมพันธส์ ถาบนั การศึกษาระหวา่ งผู้บรกิ ารและบคุ ลากรในส่วนตา่ งๆ ขององค์กรและภายนอกองค์กร

บทท่ี 2
การส่อื สาร

1.1 ความหมายของการสื่อความหมาย
1.2 ลักษณะของการสื่อความหมาย
1.3 จดุ ประสงค์ในการสอื่ ความหมาย
1.4 รปู แบบของการส่ือความหมาย
1.5 ปัจจัยทส่ี ่งผลตอ่ ประสิทธภิ าพการสือ่ ความหมาย
1.6 อุปสรรคขดั ขวางกระบวนการส่อื ความหมาย
1.7 กระบวนการส่ือสารการศึกษา
1.8 องค์ประกอบของกระบวนการสื่อสารการเรียนการสอน
1.9 การสือ่ ความหมายกับการเรียนรู้

1. กระบวนการสื่อความหมาย
1.1 ความหมายของการส่ือความหมาย
ฮอฟแลนด์ และคณะ (Hovland and others, 1953) ให้คาจากัดความว่า การส่ือความหมายคือ

กระบวนการที่บุคคลหรือผู้สื่อสารส่งผ่านสิ่งเร้า ซ่ึงปกติ ได้แก่ คาพูด ไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอ่ืน
ซงึ่ ได้แก่ ผู้ฟงั

แซนนอน และ วีเวอร์ (Shannon and Weaver, 1949) กล่าวว่า การส่ือความหมายมีความหมาย
กว้าง โดยหมายรวมถึงกระบวนการทุกอย่างที่ความรู้สึกนึกคิดจิตใจของบุคคลหนึ่งมีผลกระทบต่ออีกบุคคล
หนึ่งด้วย ซึ่งท้ังนี้ไม่เพียงแต่จะสื่อความหมายกันด้วยการเขียนและการพูดเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ดนตรี
ศลิ ปะการวาดภาพ การแสดง ระบา บัลเล่ท์ และพฤตกิ รรมตา่ งๆ ของมนุษย์

วีเวอร์ (Weaver, 1949) อธิบายว่า การสอื่ ความหมาย คอื กระบวนการทั้งหลายที่บคุ คลหนึง่ สามารถ
กระทาให้เกดิ ผลตอ่ บคุ คลอืน่

ไรท์ (Wright, 1967) ให้ความหมายว่า การสื่อความหมายเป็นกระบวนการในการส่งทอดความหมาย
ระหว่างบคุ คลตา่ งๆ

เกษม ศิริสัมพันธ์ (2515) อธิบายว่า การสื่อความหมายเป็นการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์
เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นการถ่ายทอดความคิดเห็น ประสบการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆ ของ
มนุษยใ์ นสังคม

หลุย จาปาเทศ (2522) ให้ความหมายว่า การสื่อความหมายคือ การติดต่อส่งข่าวสาร ข้อเท็จจริง
ความคิดเห็น และท่าทตี ่างๆ จากบคุ คลหนึ่งหรือหลายคนไปยงั อกี บคุ คลหนง่ึ หรือหลายคน

1.2 ลกั ษณะของการสื่อความหมาย
การสื่อความหมายอาจแบ่งได้หลายลักษณะ โดยมีการแบ่งลักษณะของการส่ือความหมายได้เป็น

การแบง่ ปรมิ าณของผู้รบั และการแบง่ ตามลักษณะของการโต้ตอบกลับ (Feedback) ของผู้รับดงั นี้
1) ลกั ษณะของการสื่อความหมาย แบง่ ตามปรมิ าณของผูร้ บั
การสื่อความหมายโดยทั่วไปจะต้องมีผู้ส่งและผู้รับ การสื่อความหมายจึงอาจพิจารณาแบ่งตาม

การสอื่ ความหมายด้วยปริมาณของผรู้ ับได้ดงั นี้
1.1 การสื่อความหมายในตนเอง (Intra-personal communication) เป็นการสื่อความหมายท่ี

เกิดขึ้นในตัวบุคคล แล้วตนเองเป็นผู้พินิจพิจารณาค้นคว้าหาคาตอบให้กับตนเอง ซ่ึงการให้คาตอบกับตนเอง
อาจจะมที ้งั คาตอบทถี่ ูกตอ้ งครบถว้ นและคาตอบทีผ่ ิดพลาดคลาดเคล่ือนได้

1.2 การสื่อความหมายระหว่างบุคคล (Inter-personal communication) เป็นการส่ือ
ความหมายท่ีเกิดข้ึนระหว่างบุคคลสองคน หรืออาจะเรียกอีกอย่างหน่ึงว่าเป็นการสื่อความหมาย
แบบประจนั หนา้ (face-to-face communication) ตวั อย่างเช่น การพูดคยุ กนั ระหว่างบุคคลสองคน เป็นต้น

1.3 การสื่อความหมายแบบเป็นกลุ่มเล็ก (Small group communication) เป็นการส่ือ
ความหมายกับกลุ่มคนท่ีมีมากกว่าหน่งึ คน แต่ไม่เป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก เช่น การส่ือความหมายในห้องเรียน ซ่ึงมี
ผู้เรียนตั้งแต่สองคนข้ึนไป จนถึงขนาดประมาณ 50 คน เป็นต้น ทั้งน้ี เกณฑ์ท่ีจะบ่งบอกว่าปริมาณเท่าใดเป็น
กลุ่มเล็กนั้นจะอยู่ท่ีว่าขนาดของกลุ่มที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลในกลุ่มน้ันมีโอกาสที่จะสื่อสารกลับมายังผู้ส่งได้
ทันทีทันใด เสมือนหนึ่งเป็นการส่ือความหมายแบบประจันหน้าเป็นรายคู่น่ันเอง เพียงแต่ความต่างของกรณี
การสื่อความหมายแบบกลุ่มเล็กจะมีบริบทของกลุ่มบุคคลรอบข้าง อาจจะมีผลในเชิงสังคม จิตวิทยาเข้ามา
มากกว่าการส่ือความหมายแบบประจันหน้า

1.4 การสื่อความหมายแบบมวลชน (Mass communication) เป็นการส่ือความหมายกับกลุ่ม
คนท่ีมีปริมาณมาก จนไมส่ ามารถสื่อความหมายได้ด้วยแบบประจันหน้า แต่จะเป็นการสื่อความหมายท่ผี า่ นสื่อ
ที่สามารถนาข้อมูลสาระไปถึงผู้รับพร้อม ๆ กันได้คร้ังละจานวนมาก ๆ เช่น หนังสือพิม พ์ แผ่นปลิว
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต เสียงตามสาย นิตยสาร วารสาร เป็นต้น จุดอ่อนของการสื่อ
ความหมายแบบมวลชน คือ โอกาสการโตต้ อบกลบั ของกลมุ่ เปา้ หมายจะเปน็ ไปได้ยากลาบากและล่าช้า

2) ลักษณะของการส่ือความหมาย แบ่งตามลักษณะของการโต้ตอบกลับ (Feedback) ของผู้รับ
สามารถแบง่ ไดด้ งั นี้

2.1 การสื่อความหมายแบบเอกวิถีหรือทางเดียว (One way communication) เป็นการสื่อ
ความหมายที่ผู้ส่งสารได้ส่งสารไปถึงผู้รับเป้าหมายแล้วผู้เรียนไม่สามารถโต้ตอบกลับได้ เป็นการส่งไปได้
ทางเดียวจากผู้ส่งเท่านั้น อาจจะเกิดจากข้อจากัดของเคร่ืองมือ เช่น วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์
หนังสือพิมพ์ เสียงตามสาย เป็นต้น หรืออาจจะเกิดจากข้อจากัดของระบบ เช่น ระบบโครงสร้างขององค์กรท่ี
ไมม่ ีช่องทางให้โต้ตอบกลับ หรือระบบโครงสรา้ งของสังคมและวฒั นธรรมที่ไม่เอ้ืออานวยหรอื ไม่เปดิ โอกาสให้มี
การส่ือสารโต้ตอบกลบั ได้

2.2 การสื่อความหมายแบบบุคคลวิถีหรือสองทาง (Two way communication) เป็น
การสื่อความหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้รับและผู้ส่งได้โต้ตอบกลับไป-มาระหว่างกันและกันได้ ทาให้เกิด
กระบวนการปรับเปล่ยี นบทบาท ท่าทีของทงั้ ผู้ส่งสารและผูร้ ับสารไดอ้ ย่างเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั สาระที่กาลัง
สอ่ื ความหมายกันในขณะนน้ั ทาให้เปน็ กระบวนการสอ่ื ความหมายท่มี ีประสทิ ธภิ าพมากทส่ี ดุ

1.3 จดุ ประสงคใ์ นการส่ือความหมาย
ในการส่ือความหมายนั้น ผู้ส่งสารจะต้องตกลงว่าตนเองมีความประสงค์ให้ผลของการส่งสารเป็น

เช่นไร ดังนั้นนอกจากผู้ส่งสารจะต้องหาความรู้เก่ียวกับสถานการณ์ต่างๆ ในการส่งสาร เช่น จานวนคน เวลา
แล้วยังต้องทาความเข้าใจเก่ียวกับลักษณะของสารท่ีตนต้องการส่งด้วยเพื่อที่จะกาหนดได้ว่า ผู้รับสารจะมี
ตอบสนองอยา่ งไร และผ้สู ่งสารยังคาดหวงั ท่ีจะให้ผู้รบั สารเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย ซ่งึ พฤตกิ รรมท่ี
ผู้สง่ สารกาหนดให้เกิดในการส่อื ความหมายนนั้ มี 3 ประเภท คอื

1) พฤติกรรมประเภทพุทธิพิสัย (Cognitive behavior) เป็นการมุ่งให้ผู้รับได้รับความรู้ ความคิด
ข่าวคราว เน้ือหาสาระและประสบการณ์ต่างๆ อาทิเช่น ผู้รับสามารถนาความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพนิ่งไป
ประยุกต์ใช้กบั การถา่ ยภาพเคลอ่ื นไหวได้ หรอื การประชาสัมพันธท์ วั่ ๆ ไป

2) พฤติกรรมประเภทจิตพิสัย (Affective behavior) เป็นพฤติกรรมท่ีเก่ียวกับความรู้สึก อารมณ์
ทา่ ที คา่ นิยม ความชอบไมช่ อบ เช่น การโฆษณาชวนเช่อื โฆษณาแจง้ ความ เปน็ ตน้

3) พฤติกรรมประเภทจติ พสิ ัย (Psychomotor behavior) เป็นพฤติกรรมทมี่ งุ่ ให้ผู้รบั สารเกิดทักษะ
ความชานาญ ในการกระทาบางอย่าง ท้ังที่เป็นทักษะทางด้านร่างกาย เช่น การใช้มือ แขน -ขา
และทักษะเกีย่ วกบั สติปัญญา เชน่ ทกั ษะการคิดทางคณิตศาสตร์ การแกโ้ จทย์เลข เป็นตน้

1.4 รูปแบบของการสอ่ื ความหมาย
การสื่อความหมายของคนและสัตว์มีหลายรูปแบบ ท่ีนิยมมี 3 รูปแบบคือ 1) จาแนกตามลักษณะ

ภาษาที่ใช้ส่ือความหมาย 2) จาแนกตามตาแหน่งของผู้ส่งและผู้รับ และ 3) จาแนกตามความสามารถใน
การตอบโต้กัน ซ่งึ พอจะกลา่ วโดยสงั เขปดังนี้

1) จาแนกตามลักษณะภาษา มี 2 ประเภท คอื

1.1 การสื่อความหมายด้วยภาษาพูด/เขียน เป็นการส่ือความหมายด้วยการพูดตอบโต้กันหรือ
เขยี นตอบโตก้ ัน ตวั อย่างเชน่ มนษุ ยอ์ าจสือ่ ความหมายด้วยคาพูดหรือการเขียน

1.2 ส่ือความหมายด้วยภาษาท่าทาง เครื่องหมายและสัญญาณเป็นการสื่อความหมายด้วย
การแสดงท่าทาง เช่น พยักหน้าแสดงว่า “รับ” นอกจากการส่ือความหมายด้วยภาษาท่าทางแล้ว มนุษย์อาจ
สอื่ ความหมายด้วยสญั ญาณและเครือ่ งหมายต่างๆ เช่น เครอ่ื งหมายจราจร เป็นตน้

2) จาแนกตามตาแหน่งของผู้สง่ และผ้รู ับ มี 2 ประเภท คอื
2.1 การสื่อความหมายทางตรง (Direct communication) เป็นการส่ือความหมายท่ีผู้ส่งและ

ผู้รับอยู่ในเวลาและสถานท่ีเดียวกัน สามารถตอบโต้กันได้โดยไม่ต้องผ่านส่ือหรือช่องทางอื่น สามารถมองเห็น
หน้าตา กริยาท่าทางกันได้ เชน่ การสนทนากนั การสอนหน้าชัน้ เรียน เป็นต้น

2.2 การสื่อความหมายทางอ้อม (Indirect communication) เป็นการส่ือความหมายท่ีผู้ส่งและ
ผู้รับอยู่ต่างท่ีต่างเวลากัน มีการถ่ายทอดสารโดยผ่านส่ือกลางหรือช่องทาง เช่น ผ่านสิ่งพิมพ์ วิทยุ ภาพยนตร์
โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรเลข จดหมาย โทรพิมพ์ เป็นตน้

3) จาแนกตามความสามารถในการตอบโตก้ นั มี 2 ประเภท คอื
3.1 การสื่อความหมายทางเดียว (One-way communication) เป็นการสื่อสารท่ีผู้ส่งสารและ

ผู้รบั สารไม่มโี อกาสไดโ้ ตต้ อบกัน อาจะเห็นหนา้ หรือไม่เห็นก็ได้ โดยผู้ส่งสารไม่เปิดโอกาสใหผ้ ้รู ับสารได้พดู หรือ
โตต้ อบกัน เชน่ ครกู าลังสอนนักเรยี น โดยไม่เปดิ โอกาสให้นักเรยี นไดซ้ กั ถาม หรอื แสดงความคิดเห็นเลย

3.2 การสื่อสารสองทาง (Two-way communication) เป็นการส่ือสารท่ีผู้ส่งสารและผู้รับสาร
สามารถตอบโต้ได้ขณะทาการสื่อสาร เช่น การคุยตอบโต้กันทางโทรศัพท์ การเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้
นักเรียนไดซ้ กั ถาม หรอื แสดงความคดิ เหน็

1.5 ปจั จัยที่สง่ ผลต่อประสิทธิภาพการสือ่ ความหมาย
ผลของการส่ือความหมายก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้หลายทางทั้งทางลบและทางบวก ผลท่ี

ได้รับน้ันอาจจะไม่ตรงกับเป้าหมายของผู้ส่งก็ได้ เน่ืองจากองค์ประกอบหลายๆ อย่างทาให้สารไปถึงผู้รับเกิด
การผิดพลาดไป นักวิชาการส่ือความหมายได้พยายามศึกษาถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่ือความหมาย
โดยศกึ ษาถงึ องคป์ ระกอบแหง่ ความสาเร็จในการสื่อความหมาย ดงั น้ี

ชแรมม์ (Willbur Schramm) นักการศึกษาที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่ง ได้กล่าวถึงเงื่อนไขท่ีมีผลต่อ
ประสิทธภิ าพของการตดิ ตอ่ ส่อื สาร 7 ประการ คือ

1. การเคลื่อนไหวท่ีมีการวางแผนมาก่อน (A planed dynamic) การเปล่ียนแปลงตอ้ งเกี่ยวข้อง
กับการเคลื่อนไหวทางจติ วิทยาและสังคม ซง่ึ จะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ต้องการ ทฤษฏีการส่ือสาร

สว่ นใหญ่น้ันจาเป็นต้องเกี่ยวขอ้ งกับความเขา้ ใจใน 2 ด้านน้ี ดังนั้นการวางแผนสอ่ื ความหมายท่ีมีประสทิ ธภิ าพ
ต้องอาศัยพ้ืนฐาน และความเคล่ือนไหวทางจิตวิทยาและสังคมของบุคคลมาประกอบกันเพ่ือออกแบบ
การเปลี่ยนแปลง เช่น ความเชื่อของนักติดต่อสื่อสารและข่าวสาร การเลือก พฤติกรมของผู้รับสาร
ความสัมพันธ์กับการเปล่ียนแปลงทางทัศนคติ หน้าที่ของผู้นาทางความคิดและนักนวัตกรรมในการยอมรับ
การกระทาใหม่ๆ

2. ความเหมาะสมกับวัฒนธรรม (A fit to the culture) การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่มี
ผลกระทบอย่างมากต่อขนบธรรมเนียม คุณค่าและการปฏิบัติท่ีมีอยู่เดิมในท้องถ่ินนั้นจาเป็นต้องได้รับ
การพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีความเหมาะสมกับวัฒนธรรมในท้องถ่ินนั้นมากเพียงไร ความต้องการพ้ืนฐาน
เพ่ือการส่ือความหมายที่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนการเปล่ียนแปลงเป็นเรื่องของความเข้าใจและ
ความเหมาะสมกบั วฒั นธรรมท่ีตอ้ งการให้มีการเปลีย่ นแปลงน้นั

3. การส่งข่าวสาร (Delivering) การส่ือความหมายจะมีประสิทธิภาพข่าวสารต้องถึงผู้รับ เช่น
เอกสารเผยแพร่ อาจกองอยู่ในสานักงาน เพราะไม่มีผู้ท่ีจะนาไปเผยแพร่ในหมู่บ้าน รถหน่วยเคล่ือนท่ีไม่
สามารถออกปฏิบัติงานให้คลุมพื้นท่ีอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ การส่งข่าวสารในประเทศกาลังพัฒนาจึงมีความ
แตกต่างในการกระจายสารไปยังหน่วยงานท่ีต้องการติดต่อส่ือสารและการให้บริการกลุ่มที่ต้องการได้อย่าง
สะดวกรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารต้องมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงไปยังบุคคลท่ีสามารถจะตัดสินใจใน
การเปลี่ยนแปลงน้นั ไดโ้ ดยตรง

4. การใช้การสื่อความหมายแบบ 2 ทาง (Two-way communication) เป็นท่ียอมรับกัน
โดยทั่วไปว่าท่ีใดก็ตามซึ่งต้องการให้มีการเปล่ียนแปลงท้ังในทางทัศนคติหรือพฤติกรรม การใช้การสื่อ
ความหมายแบบ 2 ทาง จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการสื่อความหมายแบบทางเดียว (One-way
communication) เพราะการส่ือความหมายแบบ 2 ทาง ต้องการการมีส่วนร่วมของบุคคลทั้งผู้รับและผู้ส่ง
และต้องมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (feedback) เช่น ส่ือมวลชนประเภทวิทยุ นักจัดรายการเกษตร อาจ
กาหนดให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในรายการด้วยการเขียนจดหมายมาถามปัญหาหรือจัดผู้ฟังเป็นกลุ่มๆ เพ่ือให้มี
กิจกรรมต่อเน่ืองหลังจากฟังรายการวิทยุแล้ว หลังจากการฟังกจ็ ะจัดให้มีการอภิปรายถึงสงิ่ ท่เี ขาได้ฟังและสิ่งที่
จะทากนั ตอ่ ไป

5. การทาซ้า ความน่าเช่ือถือ และความสนใจ (Repetition, credibility and attention)
การสอื่ ความหมายต้องทาให้เกิดการได้ยนิ การเห็นในลกั ษณะบ่อยๆ ใช้หลายๆ ชอ่ งทางและใช้แหลง่ ข่าวสารท่ี
น่าสนใจมีคุณค่า เช่น นอกจากจะใช้โปสเตอร์แล้วควรสนับสนุนด้วยสื่ออื่นๆ อาทิ รายการวิทยุ การอภิปราย
การเยี่ยมเยียนและการรณรงค์ การใช้ช่องทางต่างๆ ควบคู่กันไปก็เพ่ือให้ผู้รับมีโอกาสตรวจสอบความถูกต้อง
ขจดั ความสงสัยและทาใหก้ ารกระจายของสารไปถงึ กลุ่มเปา้ หมายได้อย่างกว้างขวางด้วย

การใช้แหล่งสารที่นามาซึ่งความน่าเช่ือถือ และน่าสนใจจะมีพลังสูงและเป็นที่ยอมรับของ
ประชาชน เช่น ข่าวที่ได้รับจากการให้สัมภาษณ์ของบุคคลท่ีสาคัญใน ระดับผู้บริหารประเทศได้แก่
นายกรัฐมนตรี ยอ่ มน่าเช่อื ถือและนา่ สนใจกว่าที่ไดร้ บั ทราบขา่ วจากเพอ่ื นบ้าน

การสื่อความหมายท่ีเกิดขึ้นจะมีประสทิ ธิภาพเพียงใด ขึ้นอยู่กบั ปัจจัยต่างๆ ท่ีส่งผลต่อระบบการสื่อ
ความหมาย ดังตอ่ ไปนี้ (มนตรี แย้มกสกิ ร, 2547)

1. ทกั ษะการส่ือความหมาย (Communication skills)
ทักษะการส่ือความหมาย หมายถึง ความชานาญ ความคล่องแคล่วในการเข้ารหัสสาร

(Encode) และการถอดรหัสสาร (Decode) ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการนาเร่ืองที่มีความซับซ้อนมา
อธิบายด้วยภาษาพูดที่เข้าใจง่ายๆ หรือความสามารถในการฟังและสรุปประเด็นที่ได้ฟังอย่างคมชัดและยังคง
ใจความสาคญั ของเรอื่ งได้ครบถ้วน

2. ระดบั ความรู้ (Knowledge levels)
ระดับความรู้ หมายถึง การมีข้อมูล เข้าใจภาพรวม มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้น ซ่ึงระดับ

ความรู้ในการสื่อความหมายจะหมายถงึ ระดบั ความร้ทู ั้งของผู้ส่ง (Sender) และผู้รับ (Receiver) ควรจะต้อง
มีระดับท่ีไม่แตกต่างกันมากจนเกินไป โดยเฉพาะผู้ส่งจะต้องคานึงถึงและปรับระดับของสาระท่ีจะสื่อ
ความหมายให้เหมาะสมกับระดบั ความรู้ของผรู้ ับ หากสง่ สารท่ีสงู เกินกว่าระดับพื้นฐานความรู้ของผ้รู ับจะทาให้
ผู้รับอาจจะไมเ่ ขา้ ใจ และไม่สามารถถอดรหสั สารท่ีสง่ มาได้

3. ทศั นคติ (Attitude) ท่ีมตี ่อสารและผ้รู บั
ทัศนคติท่ีมีต่อสาร หมายถึง ความรู้สึก ท่าที อารมณ์ ที่มีต่อเรื่องราวที่กาลังสื่อความหมาย เช่น

สังคมไทยโดยท่ัวไปเม่ือจาเป็นต้องสื่อความหมายเก่ียวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ผู้ส่งสารและผู้รับสารจะพยายาม
พดู แบบอ้อม หรือเปรียบเทยี บ ไม่กล้าท่ีจะพูดแบบตรงไปตรงมา ผลท่ีเกิดขึ้นคอื อาจก่อให้เกิดความเขา้ ใจผิด
ได้

ทัศนคติท่ีมีต่อผู้รับ หมายถึง ความรู้สึก ท่าที อารมณ์ท่ีมีต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีกาลังส่ือ
ความหมายด้วย เช่น อาจจะไม่ชอบ ขัดแย้งกัน อาจะส่งผลทาให้ผู้ส่งหรือผู้รับไม่ต้ังใจที่จะส่งสารหรอื รับสาร
ทาใหส้ ื่อความหมายดว้ ยอารมณห์ รือความไม่พงึ พอใจ

4. กรอบประสบการณ์เดิม (Frame of reference)
กรอบประสบการณ์เดิม หมายถึง สิ่งที่บุคคลเคยประสบ เคยประพฤติปฏิบัติเก่ียวกับเร่ืองน้ันมา

ก่อนจนอาจจะเคยชิน และเม่ือสื่อความหมายถึงเรื่องนั้นๆ ก็จะเกิดความคิด เกิดการอ้างอิง หรือใช้กรอบ
ประสบการณ์เดิมมาตดั สนิ ใจ หรอื ยดึ ถอื เป็นแนวปฏิบัติ

5. ระบบสังคมและวฒั นธรรม (Social and culture system)

ระบบสังคมและวัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดาเนินชีวิต จารีต ประเพณี ความเชื่อของบุคคลใน
สังคมใดสังคมหน่ึง ซึ่งมีระบบท่ีปฏิบัติยึดถือกันจนเป็นสิ่งปกติของสังคมนั้นๆ ในกรณีของการส่ือความหมาย
ทั้งผู้ส่งและผู้รับจาเป็นอย่างยิ่งจะต้องทาความเข้าใจและเรียนรู้ระบบสังคมและวัฒนธรรมของกันและกัน
เพื่อท่ีจะได้ปฏิบัติตนที่สอดคล้องกับแนวคิด ความเช่ือ จารตี ประเพณี วัฒนธรรม ของอีกฝ่ายหนึ่ง หรืออย่าง
น้อยต่างฝ่ายต่างต้องทาความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของวิถีชวี ิต ความเช่อื จารีต และประเพณีของ
อกี ฝ่ายหนึง่

1.6 อปุ สรรคขดั ขวางกระบวนการส่ือความหมาย
มนตรี แย้มกสิกร (25473) กล่าวถึงอุปสรรคขัดขวางท่ีอาจทาให้กระบวนการสื่อความหมาย

ด้อยประสิทธภิ าพลงได้ โดยระบุว่าส่ิงที่เป็นอุปสรรคขดั ขวางกระบวนการส่ือความหมาย อาจแบ่งออกได้เป็น
2 ลักษณะ คือ

1) อุปสรรคทางด้านจิตภาพ ได้แก่ การท่ีผู้ส่งหรือผู้รับมีสภาพภายในจิตใจท่ีไม่พร้อมจะสื่อ
ความหมายตัวอย่างเช่น ความกังวลใจกับปัญหาใดปัญหาหน่ึงจนทาให้เสียสมาธิ หรือการขาดทักษะการส่ือ
ความหมาย ความตน่ื เต้น และความประหมา่ เปน็ ตน้

2) อุปสรรคทางด้านกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมในการสื่อความหมายท่ีบ่ันทอน
ประสิทธิภาพในการรับการส่งสารของผู้ส่งและผู้รับ เช่น มีเสียงเคร่ืองจักรดังจนทาให้พูดกันไม่ร้เู รื่อง หรือโต๊ะ
เกา้ อ้ี ท่นี ั่งแล้วไม่สบายทาใหเ้ ม่ือย กระดานดาสกปรกมากจนแทนอ่านตัวอกั ษรไมร่ ู้เร่ือง เป็นต้น

อุปสรรค์ของการสื่อสารหรือการส่ือความหมายอาจจะเกิดจากอุปสรรคระหว่างผู้ส่งและรับ หรือ
ผูส้ อนและผู้เรยี นในด้านต่างๆ ไดเ้ ช่นกนั (กดิ านนั ท์ มลทิ อง, 25484)

1) คาพูด (Verbalism) ลักษณะการใช้ภาษาหรือคาพูดในการสื่อความหมายอาจจะยากเกินไป
ทาให้ผูร้ ับไมเ่ ขา้ ใจ

2) ฝันกลางวัน (Day dreaming) ผู้รับมีจิตใจเล่ือนลอย ไม่มีสมาธิในการรับรู้ทาให้ไม่เข้าใจ
ความหมายทสี่ ่งมานั้น

3) ขอ้ อ้างถงึ ท่ีขัดแยง้ (Referent confusion) ข่าวสารหรือบทเรยี นท่สี ่งมานนั้ มคี วามขดั แยง้ กับ
ประสบการณเ์ ดิมของผรู้ ับ ทาให้ผรู้ ับเกิดความขดั แยง้ ไม่เข้าใจได้

4) การรับร้ทู ี่จากัด (Limited perception) ผู้รับอาจมขี ีดจากัดของการรับรู้ซึง่ เกี่ยวกับประสาท
สมั ผสั เฉพาะของแต่ละคน เชน่ สายตาสั้น พิการทางโสต เปน็ ต้น

3มนตรี แย้มกสิกร. (2547). การวิจัยและทฤษฏเี ทคโนโลยีการศึกษา. เอกสารคาสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
4 กดิ านันท์ มลิทอง. (2548). เทคโนโลยแี ละการสือ่ สารเพ่อื การศึกษา. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์อรณุ การพิมพ์.

5) สภาพแวดล้อมทางกายภาพไม่เอ้ืออานวย (Physical discomfort) ลักษณะสภาพแวดล้อม
ทางกายภาพต่างๆ อาจไม่เอ้ืออานวยในการส่ือสารหรือการเรียนรู้ เช่น การที่ผู้รับไม่สามารถได้ยินหรือเห็น
ข้อมูลท่ีส่งมาทาให้ไม่เข้าใจสิ่งที่ส่งมาได้ ห้องเรียนท่ีร้อนอบอ้าวหรืออาจมีเสียงดังรบกวนจากภายนอกห้อง
เป็นการรบกวนสมาธิในการเรยี น เป็นตน้

6) การไม่ยอมรับ (Imperceptions) ผู้ส่งอาจไม่เป็นท่ียอมรับของผู้รับทาให้ผู้รับเกิดความ
ต่อต้านหรือไม่สนใจที่จะรับข้อมูลที่ส่งมา หรือการเรียนในวิชาบังคับจาใจต้องเรียนเป็นเหตุให้ไม่สนใจใน
การเรียนเท่าทคี่ วร

1.7 กระบวนการสือ่ สารการเรยี นการสอน

ผู้สง่ สารหรอื สาร (เนื้อหา ส่ือหรอื ช่องทาง ผูร้ ับสาร ผลลพั ธ์
แหลง่ ขา่ ว (ครู) เร่อื งราว) (เอกสาร เทป (นกั เรียน)
เสยี ง เทปภาพ ถอดรหสั
ใสร่ หสั
ฯลฯ)

ผลยอ้ นกลบั

ภาพ 1 กระบวนการส่อื สารการเรยี นการสอน

1. จากภาพ1 การสื่อสารการศึกษา จะเริ่มต้นจากผู้ส่งสารมีความคิด ข้อมูล ข่าวสาร
ความรู้ หรือข้อเท็จจริงที่จัดส่งไปยังผู้รับ หรือเรียกว่ามีแหล่งข้อมูล ตัวอย่างเช่น กรณีท่ีครูจะสอนนักเรียน
เรอ่ื ง “ผลไม”้ ครกู ็คือแหลง่ เรียนรู้หรือผู้ส่งสาร

2. หลังจากนั้นก็จะนาความคิด ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ หรือข้อเท็จจริงมาเรียบเรียงแปล
ความในรูปของสญั ลักษณ์ หรือสัญญาณต่างๆ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ท่าทาง เป็นต้น การกระทาดังกล่าว
เรียกว่า การเข้ารหัส (Encoding) ตัวอย่าง เช่น นารายละเอียดเร่ืองผลไม้มาเรียบเรียงแปลงสภาพ อาจเป็น
เอกสาร คาพูด ภาพ หรือเสยี ง เพ่อื ใหผ้ า่ นช่องทางทเ่ี หมาะสม

3. ความคิด ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ หรือข้อเท็จจริงท่ีเข้ารหัสเรียบร้อยแล้วพร้อมท่ีจะส่ง
เรยี กว่า สาร (Massage) เชน่ เอกสารเร่ืองผลไม้ เทปภาพเร่ืองผลไม้ เทปเสยี งเรื่องผลไม้ เปน็ ตน้

4. หลังจากนั้นก็จะเลือกส่ือหรือช่องทางที่จะส่ง อาจเป็นสื่อบุคคล โดยการพูดคุยโดยตรง
หรือส่ือสิ่งพิมพ์ในรูปเอกสาร บันทึกข้อความ หรือสอ่ื ทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์ เชน่ วิทยกุ ระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์
คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ตัวอย่าง เช่น สื่อส่ิงพิมพ์ รายการวิทยุกระจายเสียง รายการวิทยุโทรทัศน์ เสนอเน้ือหา
สาระเรอ่ื ง ผลไม้

5. ต่อจากนั้นขา่ วสารจะถึงผู้รับสารหรือเป้าหมายที่ตอ้ งการจะสอ่ื สารด้วย ผ้รู ับสารเมอื่ ได้รับ
ขา่ วสารแล้วจะแปลหรือแปลงความหมายข่าวสารอยู่ในรูปท่ีนาไปใช้ได้ (หรอื พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การอ่านข่าว
น่ันเอง) เรียกว่า การถอดรหัส (Decoding) ตัวอย่างเช่น เมื่อนักเรียนได้อ่านเอกสาร ได้ฟังเทปเสียง หรือชม
เทปภาพเร่ืองผลไม้ เกดิ ความเข้าในเร่อื งผลไม้

6. เม่ือผู้รับได้รับข่าวสารของผู้ส่งแล้วเกิดผลลัพธ์ (Effect) ตามมา เช่น ยอมรับหรือปฏิเสธ
เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ตัวอย่างเช่น นักเรียนมีความเข้าใจเกดิ ปฏิกิรยิ า มีความรู้สึกสนุกสนานเกี่ยวกับเรื่อง ผลไม้
หรอื สนใจอยากจะปลูกไมผ้ ล

7. หลังจากผู้รับสารรับข่าวสารและเกิดผลลัพธ์แล้ว ผู้รับมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับ เช่น
ถ้าเข้าใจนักเรียนพยักหน้าหรือปฏิบัติตาม ถ้าไม่เข้าใจนักเรียนสั่นหน้าหรือพูดโต้ตอบกลับ หรือนักเรียนทา
แบบทดสอบหลังเรียนเรื่องผลไม้ไดถ้ ูกตอ้ ง

1.8 องคป์ ระกอบของกระบวนการส่ือสารการเรยี นการสอน
องค์ประกอบของกระบวนการสื่อสารการเรียนการสอนมี ผู้สอน ผู้เรียน เน้ือหาสาระวิชา ช่องทาง

และสื่อ และสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอน โดยแต่ละองค์ประกอบมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (เปร่ือง
กุมทุ และ นคิ ม ทาแดง, 2549)5

1. ผูส้ อน
ครูหรือผู้สอน คือผู้ส่งสาร หรือผู้ถ่ายทอดการเรียนการสอน เป็นต้นทางของกระบวนการส่ือสาร

การเรียนการสอนทาหน้าท่ีนาเอาเนื้อหา หรือสารวิชา หรือประสบการณ์การศึกษามาเข้ารหัส (Encode) คือ
มาปรงุ แต่งใหอ้ ยใู่ นลักษณะทน่ี า่ สนใจ และถา่ ยทอดออกไปสผู่ ้เู รยี นได้

ในกรณีของการเรียนการสอน นอกจากผสู้ ่งสารจะหมายถึงครูหรือผู้สง่ สารแล้ว องค์ประกอบ
ของกระบวนการส่ือสารท่ีเป็นต้นทางของการส่งสารอาจได้แก่ผู้เรียนด้วยกันก็ได้ เช่น ในการสนทนา
การอภิปราย การแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นและประสบการณซ์ ึ่งกันและกนั

5 เปร่ือง กุมุท และนิคม ทาแดง. (2549). เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีการสอน. สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.

นอกจากต้นทางของกระบวนการสื่อสารการเรียนการสอนจะขึ้นอยู่กับบุคคล ได้แก่ ครู เพ่ือน
วิทยากร หรือนักเรียนแล้ว อาจอยู่ในระบบส่ือที่ทาหน้าที่สอนหรือถ่ายทอดการเรียนการสอนแทนครู หรือ
ผสู้ อน เปน็ ต้น เชน่ บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เปน็ ตน้

2. ผู้เรียน
นักเรียนหรือผู้เรียนในกระบวนการส่ือสารการเรียนการสอนก็คือ ผู้รับสาร หรือผู้รับ

ประสบการณ์การเรียนการสอนอยู่ปลายทางของกระบวนการสื่อสาร เป็นกลุ่มเล็กเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเป็น
สมาชกิ แตล่ ะคนในกลุม่ มวลชนและเอกัตบคุ คลที่เรียนด้วยตนเอง

ในกระบวนการสื่อสารการเรียนการสอนนั้นนักเรียนหรือผู้เรียนเมื่อได้รับสารท่ีผู้สอนหรือครู
ถ่ายทอดมาได้แล้ว เขาจะต้องแปลรหัส หมายถึง การทาความเข้าใจความหมายของคาพู ด สัญลักษณ์
เครื่องหมาย ภาพ อักษร ฯลฯ ของสาร หรือเน้ือหาวิชาด้วยการอ่าน ฟัง ดู สังเกต และทากิจกรรมบางอย่าง
ถ้าเขาอ่านออก ฟังเป็น รู้จักสังเกต และทากิจกรรมได้ เขาก็จะเข้าใจความหมายของส่ิงท่ีส่ง หรือถ่ายทอดมา
ได้ ซง่ึ หมายถงึ เขาสามารถเรียนรไู้ ด้นัน่ เอง

3. เนื้อหาสาระวิชา
เนื้อหาสารวิชาในกระบวนการส่ือสารการเรียนการสอนก็คือ สาระทางวิชาการ หรือ

ประสบการณ์ที่ผู้สอน หรือแหล่งสอน นามาถ่ายทอดให้ผู้เรียนหรือนักเรียนรับรู้หรือเรียนรู้ ในการนี้ผู้สอน
หรือผู้ถ่ายทอดจะใส่รหัสให้กับสารของเขาเสียก่อน โดยเอาข้อสารสนเทศทางวิชาการนั้นมาแปลงรูป เป็น
รูปแบบท่ีสามารถจะถ่ายทอดออกไปได้เสียก่อน เช่น เรียบเรียงเป็นคาพูลาดับเป็นเรื่องราว มีภาพและส่ิง
ประกอบอื่นๆ เพื่อให้ถ่ายทอดออกไปแล้ว การสื่อสารการเรียนการสอนจะครบกระบวนการ สารนั้นจะต้อง
ได้รับการถอดรหัสหรือแปลความหมายออกมาโดยผู้เรียนหรือนักเรียน ตรงนี้แหละท่ีจะทาให้ทราบว่า
นักเรียนหรือผู้เรียนรับได้ตรงกับความหมายที่ครูหรือผู้สอนต้องการหรือไม่ มีอะไรผิดเพ้ียนไปหรือไม่
การเข้ารหสั นี้บางทีเราก็เรียกว่าปรุงแต่งสาร โดยสรปุ แล้ว การปรุงแตง่ สารการเรยี นการสอน ครูเปน็ ผู้นาเอา
สัญลักษณ์ เน้ือหา เรื่องราวที่นักเรียนจะต้องเรียนมาจัดระเบียบ เรียบเรียง ในรูปแบบท่ีเหมาะสมกับผู้เรียน
น่าสนใจ เข้ากันได้กับประสบการณ์ของครูและของนักเรียน และสถานการณ์ในขณะท่ีมีการรับสาร และมี
การสนองตอบเกดิ ข้นึ ในการเรียนการสอน และสามารถถ่ายทอดไปยงั ผู้เรยี นได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

4. ช่องทางและส่อื
ช่องทางและสื่อ เป็นองค์ประกอบสาคัญของกระบวนการส่ือสารการเรียนการสอนอีก

องค์ประกอบหน่ึง ช่องทางการสอนเป็นช่องทางการสื่อสารท่ีเป็นทางซ่ึงทาให้ผู้สอนกับผู้เรียนติดต่อส่ือสารถึง
กันได้ โดยทางเคร่ืองมือและวิธีทางการสื่อสาร และโดยทางประสาทรับรู้ ส่วนส่ือการเรียนการสอน หมายถึง
วัสดุ อุปกรณ์และวิธีการ ที่เป็นตัวกลางให้ผู้สอนสามารถถ่ายทอดเน้ือหาสาระไปสู่ผู้เรียนได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ

ช่องทาง ได้แก่ วิธีที่ใช้ในการถ่ายทอดการเรียนการสอนต่างๆ เช่น ทางวิธีบรรยาย วิธี
อภิปราย หรือการใช้โครงสร้างทางการส่ือสารที่มีอยู่ เช่น สอนทางวิทยุโทรทัศน์ หรือทางวิทยุกระจายเสียง
หรอื ทางคอมพวิ เตอร์ หรอื ส่ือต่างๆ

ส่วนส่ือในการกระบวนการส่ือสารการเรียนการสอน ได้แก่ ส่ือประเภทบุคคล วัสดุ อุปกรณ์
และวิธีการต่างๆ สื่อบุคคล หรือบุคคลในฐานะส่ือการเรียนการสอน ได้แก่ (1) ครูผู้สอนท่ีแสดงบทบาทในการ
เสนอความคิดเห็น ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัว แสดง สาธิตหรือทาตนให้เป็นแบบอย่าง เป็นต้น
(2) วิทยากร ได้แก่ ผู้ชานาญการในเน้ือหา ผู้ประกอบการในเรื่องที่สอนที่ได้รับเชิญ หรือให้ความร่วมมือใน
การนาเสนอ สาธิต แนะนาแก่ผู้เรียนในข้ันตอนใดข้ันตอนหนึ่งของการเรียนการสอน (3) ผู้เรียนและกลุ่มของ
ผู้เรียน เป็นส่ือบุคคลเม่ือทาบทบาทในการเสนอความคิดเห็น แลกเปล่ียนความรู้และประสบการณ์ ร่วมทา
กจิ กรรมและปฏบิ ตั ิงานในกจิ กรรมการเรียนการสอน เป็นตน้

ส่วนส่ือท่ีไม่ใช่บุคคล คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการน้ัน อาจแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
(1) ประเภทฮาร์ตแวร์ (Hardware) ได้แก่ (1.1) วสั ดุส้ินเปลือง (Materials) เช่น กระดาษ หมึก สารเคมี เป็น
ต้น (1.2) เครื่องมือ (Tools) เช่น ปากกา ดินสอ หลอดทดลอง เป็นต้น (1.3) อุปกรณ์ (Equipment) เช่น
เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เคร่ืองฉายภาพยนตร์ เป็นต้น (2) ประเภทซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ (2.1) วัสดุ
สาเร็จรูป (Composted materials) เช่น ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทาเป็นเร่ืองราวเรียบร้อยแล้ว ตารา
แบบโปรแกรม เป็นต้น (2.2) กิจกรรมและเกม (Activities and Games) เช่น การเลียนแบบ สถานการณ์
จาลอง บทบาทสมมติ เป็นต้น (2.3) วิธีการ (Methods) เช่น การจัดระบบ การจัดลาดับขั้นตอน จัดลาดับ
กิจกรรมทาใหไ้ ดร้ บั ประสบการณ์

5. สภาพแวดลอ้ มทางการเรยี นการสอน
สภาพแวดล้อทางการเรียนการสอน เป็นองค์ประกอบของกระบวนการส่ือสารการเรียน

การสอนที่เป็นด่านหน้า ดึงดูดความสนใจ และเสริมเติมเต็ม (Enrichment) กระบกวนการเรียนการสอน
โดยรวม ประกอบด้วย (1) สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ โต๊ะ เก้าอ้ี กระดาน เคร่ืองมือ อุปกรณ์ต่างๆ
ตลอดทั้งสภาพการจัดวางส่ิงต่างๆ เหล่านี้ (2) สภาพแวดล้อมทางจิตภาพ ได้แก่ สภาพท่ีเกิดจากองค์รวม
ระหว่างส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ พฤติกรรมของบุคคลท่ีทาให้เกิดผล หรือมีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความรู้สึกท้ัง
ในทางบวกและทางลบต่อบุคคลท่ีอยู่ภายใต้สภาพแวดล้มนั้น และ (3) สภาพแวดล้อมทางสังคม ได้แก่
ลกั ษณะและรูปแบบของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เก่ียวข้อง ซ่ึงเป็นผลมาจากเงื่อนไขและสภาพแวดล้อม
ทางกายภาพ และจิตภาพของสถานการณ์นัน้ ๆ

โดยสรุปแล้ว องค์ประกอบของกระบวนการสื่อสารการเรียนการสอน ประกอบด้วย ครูหรือ
ผู้สอน นักเรียนหรือผู้เรียน เน้ือหาหรือสารวิชา ช่องทางและสื่อการสอน และสภาพแวดล้อมทางการเรียน
การสอน

1.9 การส่อื ความหมายกับการเรียนรู้
การเรียนรู้ต้องอาศัยรูปแบบการสื่อความหมายท่ีเก่ียวข้องกับการให้สิ่งเร้าหรือแรงกระตุ้น

การแปลความหมาย และการตอบสนอง ดังนี้ (ดารา รชั นวิ ัต, ม.ป.ป)6

6 ดารา รชั นิวตั . (ม.ป.ป). http://e-book.ram.edu/e-book/e/ET201(55)/ET201-3.pdf)

1. การเรียนรู้ในรูปแบบการสื่อความหมายทางเดียว (One-way communication) การให้สิ่งเร้า
แก่ผู้เรียนในรูปแบบการสื่อความหมายทางเดียวนี้ สามารถให้ได้โดยใช้การฉายภาพยนตร์ วีดิทัศน์ การใช้
โทรทศั นว์ งจรปดิ ในการสอนแก่ผเู้ รยี นจานวนมากในหอ้ งเรยี นขนาดใหญ่ หรือการสอนโดยใชว้ ิทยุและโทรทัศน์
การศึกษาแก่ผู้เรียนที่เรียนอยู่ท่ีบ้าน การแปลความหมายของผู้เรียนต่อสิ่งเร้าก่อนจะมีการตอบสนองท่ี
เหมาะสมน้ันนับว่าเป็นส่ิงสาคัญย่ิง เพราะถ้าขอบข่ายประสบการณ์ของผู้เรียนมีน้อยหรือแตกต่างไปจาก
ผ้สู อนมากจะทาใหก้ ารเรยี นนั้นไมป่ ระสบผลสาเรจ็ เท่าทคี่ วร เช่น ในการฉายภาพยนตรใ์ ห้ผเู้ รยี นชม ถา้ ภาษาที่
ใชห้ รอื เนอื้ หาในภาพยนตร์น้นั ยากเกินไป ผเู้ รยี นอาจจะไม่ยอมรับและไม่อยากดภู าพยนตร์ซง่ึ เป็นสิ่งเรา้ นนั้ อัน
จะทาให้เกิดความไม่เข้าใจเน้ือหาและทาให้ไม่สามารถเกิดการเรียนรู้ได้ หรือบางคร้ังผู้เรียนอาจจะมี
ความเข้าใจไม่ถูกต้องในเร่ืองท่ีดูเน่ืองจากมีความรู้หรือประสบการณ์เก่ียวกับเรื่องนั้นไม่เพียงพอ การใช้ส่ือ
การสอนประเภทภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในรูปแบบของการสอ่ื ความหมายทางเดียวนี้อาจจะเป็นปัญหาสาคัญ
สาหรับผู้สอน เนื่องจากผู้เรียนจะไม่มีการตอบสนองโดยตรงต่อส่ิงเร้านั้นได้ หรือผู้เรียนเกิดการแปล
ความหมายที่ผิด ทาให้เกิดการตอบสนองที่ผิดได้ในภายหลัง ถึงแม้ว่าผู้เรียนจะมีการตอบสนองและให้ผล
ย้อนกลับก็ตาม แต่ส่วนมากแล้วการตอบสนองและผลย้อนกลับน้ันมักจะไปไม่ถึงตัวผู้สอนหรืออาจถึงได้ช้า
มาก นอกจากนี้แลว้ การใช้การสื่อความหมายทางเดยี วยังทาให้ผสู้ อนเองไมส่ ามารถทานายการตอบสนองของ
ผูเ้ รยี นลว่ งหน้าได้อีกด้วย

ผู้สอน/ส่งิ เร้า การแปลความหมาย ผู้เรยี น/การตอบสนอง

ภาพ 2 รปู แบบของสง่ิ เร้า การแปลความหมาย และการตอบสนองในการสื่อความหมาย

ทางเดียว โดยไม่มีผลย้อนกลับส่งไปยังผ้สู อนหรือส่ิง

จากภาพ 2 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผู้สอนหรือใช้ส่ือการสอนในรูปแบบการสื่อความหมาย
ทางเดียวนี้ ควรจะมีการอธิบายความหมายของเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนการเรียนหรืออาจจะมี
การอภิปรายภายหลังจากการเรียนหรอื ดูเรอ่ื งราวน้ันแล้วก็ได้ เพ่ือให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและแปลความหมาย
ในสิ่งเรา้ นั้นอยา่ งถกู ตอ้ งตรงกนั จะไดม้ ีการตอบสนองและเกิดการเรียนรไู้ ด้ในทานองเดยี วกันด้วย

2. การเรียนรู้ในรปู แบบการสอ่ื ความหมายสองทาง (Two-way communication) การใหส้ ิ่งเร้าแก่
ผู้เรียนในรูปแบบการส่ือความหมายสองทางนี้ สามารถให้ได้โดยการใช้อุปกรณ์ประเภทเคร่ืองช่ วยสอน
(Teaching machine) หรือการอภิปรายกันในระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ทั้งนี้เพราะในสถานการณ์ของการส่ือ
ความหมายแบบน้ี เน้ือหาข้อมูลต่างๆ จะผ่านอยู่แต่เฉพาะในระหว่างกลุ่มบุคคลที่อยู่ในท่ีน้ัน โดยถ้าเป็น
การเรียนโดยการใชบ้ ทเรยี นการสอนใชค้ อมพิวเตอร์ช่วยหรือการใช้เครอ่ื งช่วยสอน เน้ือหาความรู้จะถูกส่งจาก

เครื่องไปยังผู้เรียนเพ่ือให้ผู้เรียนทาการตอบสนองโดยส่งคาถามหรือข้อมลู กลับไปยังเครื่องอีกครง้ั หนึ่ง หรือถ้า
เป็นการอภิปรายในห้องเรียนผสู้ อนและผู้เรียนจะมกี ารโต้ตอบเน้ือหาความรู้กัน เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน
เช่นเดียวกับการใช้อุปกรณ์การสอนดงั กล่าวมาแล้ว การใช้การสื่อความหมายรูปแบบน้ีในการเรียนการสอนมี
ข้อดีที่สาคัญหลายประการ อาทิเช่น ความฉับพลันของการให้คาตอบจากผู้สอนหรือจากโปรแกรมบทเรียนท่ี
วางไว้เพื่อความเข้าใจท่ีถูกต้องแก่ผู้เรียน หรือการที่บทเรียนถูกแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ และเสนอต่อผู้เรียนเป็น
ลาดับข้ัน เป็นการทาให้ง่ายต่อการเรียนรู้และทาให้การถ่ายทอดความรู้บรรลุผลด้วยดีเหล่านี้เป็นต้น ส่วน
การแปลความหมายในการเรียนการสอนในการสอ่ื ความหมายสองทางน้ัน ในขัน้ แรกผู้สอนจะเป็นผู้ส่งเน้ือหา
บทเรียนไปยังผู้เรียนโดยวิธีการบรรยายหรือโดยผ่านสื่อการสอนต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งเร้า เม่ือผู้เรียนได้รับเนื้อหา
บทเรียนแล้วก็จะทาให้การแปลความหมายของเน้ือหานั้นเพ่ือมีการตอบสนองกลับไปยังผู้สอน ในข้ันนี้ผู้เรียน
จงึ กลับกลายเป็นผสู้ ่งขอ้ มูลและมีการตอบสนองเป็นผลป้อนกลับไปยงั ผ้สู อนซ่ึงจะกลับเป็นผู้รับเพอ่ื ทาการแปล
ความหมายข้อมูลท่ีผู้เรียนส่งกลับมา ดังนั้นในลักษณะของการส่ือความหมายสองทางนี้ ทั้งผู้สอนและผู้เรียน
จงึ เปน็ ผมู้ บี ทบาทเป็นทงั้ ผ้รู บั และผสู้ ่งไดท้ ัง้ สองอย่าง ดังภาพ

ผสู้ อน/ผูส้ ่ง/สิ่งเรา้ สง่ สาร ผู้เรยี น/ผู้รบั
การแปลความหมาย ผลยอ้ นกลับ
การแปลความหมาย
ผู้สอน/ผ้รู ับ
การตอบสนอง
ผเู้ รียน/ผ้สู ่ง

ภาพ 3 รปู แบบของสง่ิ เร้า การแปลความหมาย และการตอบสนอง ในการส่ือความหมายโดยเมือ่ ผเู้ รยี นมี
การตอบสนองแลว้ จะเปลี่ยนบทบาทเปน็ ผู้สง่ และมีผลยอ้ นกลบั สง่ ไปยงั ผูส้ ง่ เดิม ซง่ึ จะกลายเป็นผรู้ บั

มขี อ้ สังเกตอยา่ งหนึ่งว่า การเรียนรู้ในรปู แบบการสื่อความหมายสองทางนี้ เป็นการเรียนที่ผู้เรยี น
จะมีการแปลความหมายและการตอบสนองที่ถกู ต้องมากกว่าการเรียนรู้ในรูปแบบการสอื่ ความหมายทางเดียว
ทั้งน้ีเพราะผู้สอนจะอยู่เผชิญหน้ากับผู้เรียนจึงสามารถจะอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ผู้เรียนเข้าใจได้อย่างชัดเจน เมื่อ
ผู้เรยี นแปลความหมายผดิ หรือมีการตอบสนองผิด ส่งกลับไปยงั ผ้สู อน ผู้สอนก็สามารถจะใหค้ าตอบทีถ่ ูกต้องได้
ในทันทแี ละสามารถอธิบายส่ิงทผี่ ู้เรียนยังเข้าใจไม่แจ่มแจ้งอยู่น้นั ใหเ้ ข้าใจได้ดีย่งิ ข้ึน หรอื ในการเรียนโดยโดยใช้
บทเรียนการสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วยหรือเคร่ืองช่วยสอนก็เช่นกัน ผู้เรียนก็สามารถได้รับคาตอบที่ถูกได้ โดย

ทันที และในบางโปรแกรมจะมีการให้ผู้เรียนย้อนกลับไปอ่านเน้ือหาบทเรียนอีกคร้ังหน่ึง หรือมีการอธิบาย
เนอ้ื หาเพิม่ เติมเพื่อความเข้าใจท่ีถูกต้องชดั เจนเพ่ือให้ผู้เรยี นสามารถมีการตอบสนองและเกิดการเรียนรูไ้ ด้

ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ในรูปแบบการส่ือความหมายสองทางนี้จะมีประสิทธิภาพดีต่อการเรียนรู้
มากกว่าการส่ือความหมายทางเดียวก็ตาม แต่บางคร้ังแล้วในลักษณะของการศึกษาบางอย่างก็มี
ความจาเป็นต้องใช้การเรียนการสอนในรูปแบบการส่ือความหมาย เช่น ในการศึกษาทางไกล มีการใช้ส่ือ
การสอนประเภทส่ือส่ิงพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ระบบวงจรเปิดและวงจรปิด เพ่ือการให้ความรู้แก่ผู้เรียน ท้ังน้ี
เพราะผู้เรียนจะเรียนเองอยู่ท่ีบ้านโดยการศึกษาจากตาราเรียน ฟังวิทยุหรือชมโทรทัศน์ตามรายการท่ีจัดสอน
ประกอบวิชา หรือในการศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิดที่ผู้เรียนมีจานวนมากเกินกว่าจะนั่งเรียนรวมกันในห้อง
เดียวกันได้ ก็จาเป็นต้องถ่ายทอดการสอนโดยใช้โทรทัศน์วงจรปิด เพ่ือให้ผู้เรียนในห้องต่างๆ สามารถเรียนได้
พร้อมๆ กัน ด้วยวิธีการนี้ จึงทาให้ผู้สอนไม่สามารถจะทราบได้ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนน้ันมาก
นอ้ ยเพียงใด และมีการตอบสนองต่อบทเรียนนั้นอยา่ งไรบา้ ง แต่ก็อาจมีการเสริมการเรยี นได้โดยการสอนเสริม
หรอื การพบกลุ่ม ทาให้ผ้สู อนหรือผูท้ บทวนบทเรยี นสามารถอธิบายส่ิงท่ีผู้เรียนเข้าใจผดิ หรอื ไม่แจ่มชัดใหเ้ ข้าใจ
ชดั เจนถกู ตอ้ งได้

บทท่ี 3
แหล่งเรียนรู้

1. แหลง่ เรยี นรู้
1.1 ความหมายของแหลง่ เรียนรู้
1.2 ความสาคญั ของแหลง่ เรียนรู้
1.3 ประโยชนข์ องแหล่งเรยี นรู้กบั การจดั การเรยี นการสอน
1.4 ประเภทของแหลง่ เรียนรู้
1.5 แหล่งเรียนรู้ดิจทิ ลั
2.7 การสรา้ งเครือขา่ ยการศกึ ษา

1. แหลง่ เรียนรู้
1.1 ความหมายของแหล่งเรยี นรู้
มีผ้ใู หค้ วามหมายของแหล่งเรียนรู้ไว้ ดงั น้ี
Wittich & Schuller (1962) กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ หมายถึง บุคคล สถานท่ีสิ่งต่างๆ ในชุมชน ที่

สามารถนามาใช้เพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รยี นมีประสบการณ์ตรง
Nichols (1971) กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้หมายถึง แหล่งวิชาการสาหรับโรงเรียนซึ่งได้แก่ บุคคล

สถานท่ี สิ่งต่าง ๆในชุมชน และกิจกรรมที่สามารถนามาใช้ประกอบการศึกษาของนักเรียนได้ ท้ังนี้โดยมุ่งหวัง
พัฒนานกั เรียนเป็นพลเมืองดี

กรมสามัญศึกษา (2544) กล่าวถึงแหล่งเรียนรู้ว่า หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ
แหล่งความรู้ทางวิทยาการ และประสบการณ์ท่ีสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ และ
เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวาง และต่อเน่ืองจากแหล่งต่างๆ เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิด
กระบวนการเรยี นรู้ และเปน็ บุคคลแหง่ การเรยี นรู้

เนาวรัตน์ ลิขิตวัฒนเศรษฐ (2544) กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้คือ ถ่ินที่อยู่ บริเวณที่เกิดแห่งท่ีหรือศูนย์
รวมความรู้ที่ได้เข้าไปศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจและความชานาญ ตามความหมายน้ีแหล่งเรียนรู้จึงอาจ
เป็นได้ทง้ั สง่ิ ที่เป็นธรรมชาติหรอื ส่ิงท่ีมนษุ ย์สร้างขึน้ เป็นไดท้ ้งั บคุ คลส่งิ มีชีวิตและไมม่ ีชวี ติ

ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ และ ดารณี คาวัจนัง (2545) กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ คือ สภาพแวดล้อมท้ังใน
โรงเรียนและนอกโรงเรียน ท่ีจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่งท่ีจะทาให้ผู้สอนสามารถออกแบบ
การเรยี นรูใ้ หผ้ เู้ รียนไดฝ้ ึกปฏบิ ัตหิ รือไดศ้ กึ ษาค้นคว้าดว้ ยตนเองเพอ่ื ให้เกดิ การแลกเปลี่ยนเรียนรซู้ งึ่ กนั และกัน

กรมวิชาการ (2545) ได้ให้คานิยามความหมายของแหล่งเรียนรู้ หมายถึงแหล่งข้อมูลข่าวสาร
สารสนเทศและประสบการณ์ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนใฝ่เรียน แสวงหาความรู้ และเรียนรดู้ ้วยตนเองตามอธั ยาศัย
อย่างกวา้ งขวางและต่อเนอ่ื ง เพือ่ เสรมิ สรา้ งให้ผู้เรยี นเกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็นบคุ คลแหง่ การเรยี นรู้

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2554) ได้กาหนดความหมายไว้ว่า หมายถึง “แหล่ง”
หรือ “ทรี่ วม” เปน็ สถานที่ ศูนย์รวมท่ีประกอบด้วยข้อมูล ข่าวสาร ความรู้และกิจกรรมที่มีกระบวนการเรยี นรู้
หรือกระบวนการเรียนการสอนที่มีรูปแบบแตกต่างจากกระบวนการเรียนการสอนท่ีมี ครูเป็นผู้สอนเป็น
ผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้กาหนดเวลาเกิดการเรียนรู้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการและความพร้อมของ
ผู้เรียน การประเมินและการวัดผลการเรียนมีลักษณะเฉพาะ สร้างขึ้นให้เหมาะสมกับการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง
ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งเปน็ แบบเดียวกับการประเมินผลในช้ันเรยี น

1.2 ความสาคญั ของแหล่งเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้มีบทบาทสาคัญต่อการจัดการเรียนรู้ท้ังในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ดังที่

กรมสามญั (2544) ไดใ้ ห้แนวคดิ ไวด้ ังน้ี
1) แหล่งเรียนรู้สามารถตอบสนองการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ (Process of learning)

โดยการปฏิบัติจริง (Learning by doing) ทั้งการเรียนรู้ของคนในชุมชนท่ีมีแหล่งเรียนรู้ของตนเองอยู่แล้ว
และการเรียนของคนอื่นๆ ท้งั ในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศยั

2) เป็นแหล่งกจิ กรรม แหลง่ ทศั นศึกษา แหลง่ ฝึกงานและแหลง่ ฝึกอาชีพของผู้เรยี น
3) เปน็ แหล่งสร้างกระบวนการเรียนรใู้ ห้เกิดขนึ้ โดยตนเอง
4) เปน็ หอ้ งเรยี นทางธรรมชาติ เปน็ แหล่งศกึ ษาค้นควา้ วจิ ัยและฝกึ อบรม
5) เปน็ องค์กรเปิด ผูเ้ รยี นสามารถเข้าถงึ ขอ้ มูลได้อย่างเตม็ ท่แี ละทัว่ ถึง
6) สามารถเผยแพร่ข้อมลู แกผ่ เู้ รยี นในเชงิ ลึก เขา้ สู่กลุม่ เปา้ หมายอย่างทั่วถึง ประหยัดและสะดวก
7) มีสื่อประเภทต่างๆ ประกอบด้วย ส่ือสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสริมกิจกรรมการเรียน
การสอนและพัฒนาอาชีพ
ดาริ บุญชู (2548) ไดก้ ล่าวถึงความสาคัญของแหลง่ เรียนร้ไู ว้ดงั น้ี
1) เป็นแหล่งที่รวมขององค์ความรู้อันหลากหลาย พร้อมที่จะให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาค้นคว้าด้วย
กระบวนการจัดการเรียนรูท้ แี่ ตกต่างกนั ของแต่ละบคุ คล และเปน็ การสง่ เสริมการเรียนรู้ตลอดชีวติ
2) เป็นแหล่งเชื่อมโยงให้สถานศึกษาและชุมชนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ทาให้คนในชุมชน
มีสว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษาแก่บุตรหลานของตน
3) เป็นแหล่งข้อมูลท่ีทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เกิดความสนุกสนานและมี
ความสนใจทจ่ี ะเรียนรู้ ไมเ่ กดิ ความเบื่อหนา่ ย

4) ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการคิดได้เอง ปฏิบัติเอง และสร้างความรู้ด้วยตนเอง
ขณะเดยี วกันก็สามารถเข้าร่วมกจิ กรรมและทางานรว่ มกับผู้อื่นได้

5) ทาให้ผเู้ รยี นไดร้ ับการปลูกฝังให้รูแ้ ละรักท้องถ่ินของตน มองเห็นคุณค่าและตระหนักถึงปัญหาใน
ชุมชนของตน พรอ้ มท่ีจะเปน็ สมาชกิ ทีดขี องชุมชนทงั้ ในปจั จบุ นั และอนาคต

นอกจากน้ัน กง่ิ แกว้ อารีรกั ษ์ และคนอน่ื ๆ (2548) ยงั ไดก้ ล่าวถงึ ความสาคัญของแหล่งเรียนรู้ ดงั นี้
1) กระต้นุ ให้เกดิ การเรยี นรใู้ นเรอ่ื งใดเร่ืองหนึ่ง โดยอาศยั การมปี ฏิสมั พนั ธก์ บั ส่ือทห่ี ลากหลาย
2) ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้ลึกซ้ึงขึ้น โดยใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลและสะท้อนความคิดเห็น
เกีย่ วกับข้อมลู
3) กระตุ้นให้มุ่งเน้นลงลึกในเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง ซึ้งผลักดันให้นักเรียนแสวงหาข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องเพ่ิม
มากขึ้น สามารถสร้างผลผลติ ในการเรียนใหม้ คี ุณภาพสงู ขน้ึ
4) เสริมสร้างการเรียนรู้ จนเกิดทักษะในการแสวงหาข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ โดยอาศัยการสร้าง
ความตระหนักเชงิ มโนทัศน์เก่ยี วกบั ธรรมชาติและความแตกต่างของข้อมลู
5) เสริมสร้างการพัฒนาทักษะการคิด เช่น การแก้ปัญหา การให้เหตุผล และการประเมินอย่างมี
วิจารณญาณ โดยอาศัยการวิจัยอสิ ระและการควบคมุ ข้อมลู
6) เปลี่ยนเจตคตขิ องครแู ละนักเรยี นท่ีมีตอ่ เน้ือหารายวชิ าและผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
7) พัฒนาทักษะการวิจัยและความเชื่อม่ันในตนเองในการค้นหาข้อมูลโดยบูรณาการทักษะการใช้
ห้องสมุด เข้าเปน็ สว่ นหนึ่งของหลักสูตร
8) เพม่ิ สัมฤทธผิ์ ลด้านวิชาการในดา้ นเน้ือหา เจตคติ และการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณโดยอาศยั แหล่ง
เรยี นรู้ที่หลากหลายในการเรยี นรู้

1.3 ประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้กับการจดั การเรียนการสอน
อรทัย มูลคา และ สุวิทย์ มูลคา (2544) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้ท่ีมีต่อ

การจดั การเรียนการสอนไวด้ ังน้ี
1) ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาคาตอบ ออกไปนอกสถานที่ เรียนรู้ส่ิงที่แปลกใหม่ น่าสนใจ ทาให้เกิด

การอยากรู้อยากเห็น เกิดจินตนาการ ไม่ซ้าซากจาเจ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับชุมชน
ดังน้ันแหล่งเรียนรู้จึงกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของการคิด ได้แก่ การคิดไตร่ตรอง การคิดสร้างสรรค์
และการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ ตลอดจนสรา้ งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมและค่านยิ มทีพ่ ึงประสงค์ให้แก่ผเู้ รียน

2) ผูเ้ รยี นได้เรียนรู้จากของจริง ไดเ้ รียนรู้โดยใชป้ ระสาทสัมผสั ครบถว้ น ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความคิด
รวบยอดได้ง่ายข้ึน เร็วขึ้น ผู้เรียนมองเห็นสิ่งท่ีกาลังเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นกระบวนการ
เกดิ การเรยี นรดู้ ้วยตนเอง สร้างสภาพแวดลอ้ มและประสบการณ์

3) ครู ผู้เรียนและแหล่งเรียนรู้ ต่างได้แลกเปล่ียนเรียนรู้ไปด้วยกัน เกื้อหนุนกัน ผู้เรียนที่มี
ความสนใจและความสามารถในการเรยี นรทู้ ต่ี ่างกัน สามารถเรียนรูไ้ ด้เทา่ เทียมกัน

4) เป็นการบูรณาการสาระการเรียนรู้ต่างๆ ให้เช่ือมโยงกัน โดยเช่ือมโยงท้ังส่ิงท่ีอยู่ใกล้และไกลตัว
ของผู้เรยี นให้เข้ามาสูก่ ารเรียนการสอน

5) ผูเ้ รียนไดร้ ับการพัฒนาทักษะการค้นคว้า การใช้ การเลอื กและการรู้เทา่ ทันแหลง่ ขอ้ มูลตา่ งๆ
6) บุคลากรในสถานศึกษา บุคลากรในชุมชนและในท้องถ่ิน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
อย่างแทจ้ ริง ก่อเกิดสัมพันธภาพ ความรว่ มแรงร่วมใจ และความภาคภมู ใิ จทง้ั สถานศึกษาและชุมชน
1.4 ประเภทของแหล่งเรยี นรู้
การจัดแบ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้มีแนวคิดท่ีหลากหลาย เช่น กรมวิชาการ (2545) ได้แบ่ง
ประเภทแหลง่ เรยี นรู้ออกเป็น 6 ประเภท ไดแ้ ก่
1) แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ปราชญ์ชาวบ้านที่มคี วามรู้ มีประสบการณ์ ประสบความสาเรจ็ ใน
งานอาชีพที่มอี ยใู่ นชมุ ชนทอ้ งถิ่น
2) แหลง่ วิทยาการ ไดแ้ ก่ สถาบัน องค์กร หนว่ ยงาม หอ้ งสมุด ซึ่งให้บริการความรใู้ นเร่อื งตา่ งๆ
3) สถานประกอบการ ซ่ึงให้บริการความรู้ ฝึกอบรมเกี่ยวกับงานและวิชาชีพต่างๆ ท่ีมีอยู่ในชุมชน
ทอ้ งถน่ิ
4) ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม เช่น อทุ ยานแหง่ ชาติ สวนสตั ว์ พพิ ธิ ภณั ฑ์ เป็นตน้
5) สอ่ื สิง่ พมิ พต์ า่ งๆ เช่น แผน่ พบั วารสาร หนังสืออ้างอิง หนงั สือพิมพ์ เปน็ ต้น
6) สื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ เชน่ อินเทอร์เนต็ วีดทิ ัศน์ คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เป็นต้น
ประจกั ษ์ บุญอารีย์ (2545)ได้แบง่ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ไว้ดังน้ี
1) แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ ได้แก่ แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น ดิน หิน น้า สัตว์ พืช
อากาศ หรือสง่ิ แวดล้อมทเ่ี กดิ ขึ้นตามธรรมชาติ
2) แหลง่ เรยี นรทู้ ่สี ร้างขึน้ โดยองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่น

2.1 หอสมุดของท้องถิ่น และห้องสมุดเอกชน ทั้งที่อยู่ในและนอกสถานศึกษาขององค์กรเอกชน
หรอื ของส่วนบคุ คล

2.2 สถาบันการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นในท้องถ่ิน เช่น ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เมือง
พพิ ธิ ภัณฑป์ ลานา้ จืด สวนสัตว์ สวนสมุนไพร สวนหิน สวนรุกขชาติ ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์ ฯลฯ

2.3 แหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นสถานที่อันมีร่องรอยความเป็นมาในอดีต เช่น ซาก
ปรักหกั พงั ของชมุ ชนเกา่ วัดเกา่ ภาพเขยี นสผี นงั ถา้ เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ

2.4 สถานที่ราชการ ใหป้ ระชาชนได้สามารถเรียนรแู้ ละเขา้ ใจในภารกจิ ต่างๆ
2.5 สถานประกอบการของเอกชน สามารถให้ผตู้ ้องการเรยี นรู้เขา้ ไปเรียนรู้กจิ กรรมตา่ งๆ ได้
2.6 สถานท่ีสาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ อนุสาวรีย์ สนามกีฬา วนอุทยาน ป่าชุมชน
คา่ ยลกู เสอื ฯลฯ
2.7 แดนเคารพและสถานที่ศักดิ์สทิ ธิ์ เปน็ สถานที่สร้างข้ึนใหเ้ ป็นส่ิงศักดิ์สิทธิ์หรือจิตวญิ ญาณของ
ความเชือ่ ของแต่ละชุมชน
3) วัดวาอารามและสถานท่ีสาคัญทางศาสนา เช่น วัดของชุมชนชาวพุทธ โบสถ์ในชุมชนคริสต์
มสั ยดิ ในชุมชนอสิ ลาม ฯลฯ
4) ภูมิปญั ญาและแหลง่ ภมู ิปญั ญาท้องถิน่ มีแหล่งภูมิปัญญาท่ีเปน็ บุคคลหรือที่เรยี กกันว่า ภมู ิปัญญา
ชาวบา้ น (ตัวคน) และมสี ถานทีท่ ีเ่ ก็บรวบรวมผลผลิตหรือผลงานอันเกดิ จากการกระทาของภูมปิ ัญญาบุคคล
5) กิจกรรมในวิถีชวี ิตและตามประเพณีท้องถ่ิน มีการละเล่นและประเพณวี ัฒนธรรมมากมายทคี่ นใน
แตล่ ะสังคมตอ้ งเรยี นรูแ้ ละถือปฏิบตั ิ ซง่ึ มคี วามรู้และการปฏิบัตแิ ตกต่างกันไป
6) วัตถเุ ครือ่ งมอื เครือ่ งใช้ในท้องถิน่ อันเปน็ ผลผลติ จากภมู ิปัญญาของคนในทอ้ งถ่นิ
7) แหลง่ ท่องเทยี่ วและนักทอ่ งเท่ยี ว เป็นแหลง่ เรียนร้ดู า้ นภาษาและวฒั นธรรมซงึ่ กันและกนั
8) แหล่งการเรียนรู้จากสื่อสารมวลชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ความเจริญก้าวหน้าด้านการสื่อสาร
และโทรคมนาคมในทกุ ทอ้ งถ่ินสามารถมีส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ ซึง่ สามารถจัดได้ทงั้ ในสถาบนั การศึกษาและธุรกจิ
สานักงานคณะกรรมการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2547) ได้จัดแบ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้ไว้ 2 แบบ
ดังนี้
แบบท่ี 1 จดั ตามลกั ษณะของแหลง่ เรียนรู้
1. แหลง่ เรียนรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีนักเรียนจะศึกษาหาความรู้ได้จากสง่ิ ท่มี ีอยู่แล้ว
ตามธรรมชาติ เชน่ แม่นา้ ภูเขา ปา่ ไม้ ลาธาร กรวด หนิ ดนิ ทราย ชายทะเล ฯลฯ
2. แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างข้ึน เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีมนุษย์สร้างขึ้นเพ่ือสืบทอดศิลปวัฒนธรรม
ตลอดจนเทคโนโลยี และสงิ่ อานวยความสะดวกของมนุษย์ เชน่ โบราณสถาน โบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์ หอ้ งสมุด
ประชาชน สถาบนั ทางการศึกษา สวนสาธารณะ ตลาด บ้านเรอื นทอี่ ยู่อาศัย สถานประกอบการ
3. แหล่งเรียนรู้ที่เปน็ บุคคล เป็นแหล่งเรียนรูท้ ี่สามารถถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ คุณธรรม
จริยธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งด้านการประกอบอาชีพและการสืบสานวัฒนธรรม ตลอดจนนักคิด
นกั ประดิษฐ์ และผมู้ คี วามคดิ ริเร่มิ สร้างสรรคใ์ นด้านต่างๆ

แบบที่ 2 จัดตามแหล่งทตี่ ง้ั ของแหล่งเรียนรู้
1. แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เช่น ครู อาจารย์ ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
ห้องปฏิบัติการทางภาษา หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ ห้องโสตทัศนศกึ ษา ห้องจรยิ ธรรม หอ้ งศลิ ปะฯลฯ
2. แหลง่ เรียนรู้ในชุมชน แหล่งเรียนร้ใู นชุมชนครอบคลุมทัง้ ดา้ นสถานที่และบุคคล ซงึ่ อาจอยใู่ น
ชุมชนใกล้เคียงโรงเรียน และชุมชนที่โรงเรียนพานักเรียนไปศึกษาหาความรู้ เช่น แม่น้า ภูเขา ชายทะเล วัด
ตลาด ห้องสมุดประชาชน สถานีตารวจ สถานีอนามัย สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทุ่งนา สวนผัก สวนผลไม้
แหล่งทอผ้า ร้านอาหาร ดนตรีพ้ืนบ้าน การละเล่นพ้ืนเมือง เทคโนโลยีพื้นบ้าน เทคโนโลยีในชีวิตประจาวัน
แหลง่ ขอ้ มูลข่าวสารต่างๆ ฯลฯ
1.5 แหล่งเรียนรู้ดจิ ทิ ัล
แหล่งเรยี นรดู้ ิจิทัลสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ ในระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน หรือที่เรียกกันว่า CAI (Computer Aided Instruction) ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาส่ือดิจิทัลใน
รูปแบบของเว็บเพจ และในระยะท่ี 3 เป็นการพัฒนาสื่อดิจิทัลในระบบการจัดการเรียนแบบออนไลน์
(Learning management system หรือ LMS)
ระยะท่ี 1 การพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะใช้เครื่องมือที่เป็น Authoring tools เช่น
Author ware หรือ Tool Books เป็นส่วนใหญ่ โดยเครื่องมอื เหล่าน้เี ป็นซอฟต์แวรท์ ่ีมีค่าใช้จ่าย และผลลพั ธ์ท่ี
ได้จะเป็นการใช้งานในลักษณะ Stand alone ซ่ึงไม่เหมาะกับกระบวนทัศน์การเรียนรู้ในปัจจุบันท่ีเน้น
Anywhere, Anytime สื่อที่ผลิตส่วนใหญ่จะเป็นผลงานปริญญานิพนธ์ของนิสิต/นักศึกษา หรือผลงานจาก
หนว่ ยงานที่รับผิดชอบในการพฒั นาสือ่ โดยตรง หรือบรษิ ทั ทผี่ ลติ สือ่ ในเชิงพาณิชย์
ระยะที่ 2 การพัฒนาส่ือดิจิทัลในรูปแบบของเว็บเพจ ด้วยความก้าวหน้าทางอินเทอร์เน็ต ทาให้
การพัฒนาส่ือการเรียนการสอนและการเรียนรู้ในรูปแบบของเว็บเพจเป็นท่ีรู้จักกันอย่างกว้างขวางและเป็นท่ี
นิยม เนื่องด้วยเครื่องมือท่ีใช้ในการพัฒนาไม่มีค่าใช้จ่าย (ใช้ภาษา HTML โดยตรง) หรือมีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก
เช่น Microsoft Front Page หรือ Macromedia Dreamweaver สาหรับการสร้างเว็บเพจและการสร้าง
เว็บไซต์ และเคร่ืองมืออื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เช่น Adobe Photoshop สาหรับการตกแต่งภาพ Flash MX
สาหรับการสร้างภาพเคล่ือนไหว เป็นต้น อีกท้ังการติดต้ัง Server หรือการจด Domain Name เพ่ือเผยแพร่
ผลงานกเ็ ป็นเร่ืองท่ีไม่ยากในปจั จุบัน นอกจากนัน้ แล้วบราวเซอร์ (Browser)ในปจั จุบันยงั มีความสามารถสูงทา
ให้ เว็บเพจสามารถท่ีจะลิงค์ไปยังไฟล์ได้หลายประเภทท่ีหลากหลาย รวมท้ังไฟล์มัลติมีเดีย เช่น
ไฟล์เสียง และไฟล์วีดิโอได้ จึงเรียกได้วา่ การพัฒนาส่ือดิจิทัลในรูปแบบของเว็บเพจสามารถที่จะเสริมกระบวน
ทัศน์ใหม่ของการเรียนรู้ ซง่ึ เนน้ Anywhere, Anytime

ระยะท่ี 3 การพฒั นาส่ือดิจิทลั ในระบบการจัดการเรียนแบบออนไลน์ (Learning management
system หรือ LMS) ซ่ึงจะอานวยความสะดวกให้ผู้สอนสามารถจะสร้างเน้ือหาวิชาได้ง่าย และยังมีเคร่ืองมือ
ออนไลน์ต่าง ๆ สาหรับผู้สอนและผู้เรียนในการจัดกิจกรรมเพ่ือเสริมการเรียนการสอนและการเรียนรู้ได้
มากมาย

ตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล เช่น Macropolo เป็นโครงการท่ีมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นแหล่งทรัพยากร
ชน้ั นาท่ีมีเนื้อหาสอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้เพ่ือเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต รวมทง้ั เป็นแหล่งสารสนเทศท่ี
เปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาวิชาชีพครูในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีจุดม่งุ หมายเพอื่ ใหเ้ ป็นแหล่งทรัพยากรที่มี
การพัฒนายั่งยืน โดยโครงการ Macropolo ได้ต้ังเป้าหมายไว้ว่าในปี 2005 จะต้องจัดให้มีแผนการสอนที่
อิงตามมาตรฐานเพื่อให้ครูสามารถนาไปใช้เป็นทรัพยากรในการสอนอย่างน้อย 5,200 แผนการสอน โดยให้
ครอบคลุมสาระที่เป็นแกนของทุกวิชาและทุกระดับชั้น จะต้องสามารถเข้าถึงครูอย่างน้อย 2.4 ล้านคนทั่ว
ประเทศ ต้องมีครูผทู้ ผี ่านการอบรมจาก Macropolo อยา่ งน้อยโรงเรียนละ 1 คน และมีจานวนครูผเู้ ข้าใช้งาน
เป็นประจาอยา่ งนอ้ ย 1 ล้านคน

ภาพเว็บไซตโ์ ครงการ Macropolo
ทีม่ า http://www.marcopolosearch.org/

1.5.1 การสร้างและการใชแ้ หล่งเรยี นรู้เสมือน
ผู้สอนสามารถสร้างแหล่งเรียนรู้ดิจิทัลได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ การสร้าง

แหล่งเรยี นรเู้ ปน็ ชอ่ งทางที่ผู้สอนสามารถติดตอ่ กบั ผ้เู รียนไดท้ กุ ท่ีทกุ เวลา แหลง่ การเรยี นรูท้ ่ีผู้สอนสามารถสรา้ ง
ได้เองมีดงั นี้ (ธูปทอง กวา้ งสวาสด.ิ์ 2557)

1) Blog
คาว่า “Blog” ย่อมาจาก “Weblog” มีลักษณะเป็นอนุทินหรือไดอะร่ีออนไลน์ (Online

diary) ประกอบด้วยรายการเกี่ยวกับการโพสต์ (Post) เช่น วันท่ี หัวข้อ และข้อความท่ีโพสต์ ส่ิงที่โพสต์ คือ
ขอ้ ความหรอื รปู ภาพก็ได้ สามารถลิงค์ไปยงั เว็บไซต์ (Website) อ่ืนๆ ได้ด้วย ในเว็บมีบล็อกเป็นลา้ นๆ บล็อก
มีหัวข้อมากมายทั้งที่ฟรีและต้องเสียค่าบริการ ส่วนค่าบริการก็กาหนดราคาตามระดับของการให้บริการ
ยกตัวอย่างเว็บไซต์ท่ีให้บริการบล็อกที่เป็นท่ีนิยม เช่น http://www.blogger.com เป็นต้น ในแต่ละบล็อก
ผู้ใช้สามารถเข้าไปสร้างบล็อกของตนเองได้ โดยปฏิบัติตามข้ันตอนท่ีแนะนาไว้ ในกรณีของผู้สอนเม่ือสร้าง
เสร็จแล้วก็ต้องให้ URL แก่ผู้เรียนเพื่อท่ีจะเข้าไปในบล็อกของผู้สอนได้ เช่น การใช้บล็อกเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้
เส มื อ น ส า ห รั บ นั ก เรี ย น ข อ ง ค รู พิ ทั ก ษ์ ฉั ต ร เท พ ร า ช า ท่ี ใ ห้ ค ว า ม รู้ ด้ า น วิ ช า ฟิ สิ ก ส์
(https://krupitakchatr.wordpress.com/)

ภาพตวั อยา่ ง การใช้บลอ็ กเพ่ือเปน็ แหลง่ เรยี นรเู้ สมือนสาหรับนักเรยี นของครูพิทกั ษฉ์ ตั ร เทพราชา ที่
ให้ความร้ดู า้ นวิชาฟิสกิ ส์ (https://krupitakchatr.wordpress.com/)

2) พอดคาสต์ (Podcast)
เปน็ บริการบนเวลิ ด์ ไวด์ เว็บ (World Wide web) ในรปู แบบของการเผยแพร่กระจายเสยี ง โดย

เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลสามารถดาวน์โหลดและรับฟังข่าวสาร
จากเคร่ืองเล่นได้ทุกท่ีทุกเวลาที่ต้องการ คาว่าพอดแคสต์ (Podcast) หมายถึง เน้ือหาท่ีอยู่ในรูปของข้อมูลท่ี
เป็นเสียง (Content audio) ที่จัดทาขึ้นไว้บนอินเทอร์เน็ตเพ่ือให้ดาวน์โหลดอัตโนมัติไปยังคอมพิวเตอร์หรือ
เคร่ืองเล่นไฟล์ดิจิตอล คาว่าพอดแคสต์เป็นการผสมคาระหว่างคาว่า ไอพอด (iPod) ซึ่งเป็นเคร่ืองเล่นเพลง
ดิจิตอลยอดนิยมของบริษัทแอปเป้ิล (Apple company) กับคาว่า บรอดแคสต้ิง (Broadcasting) ที่หมายถึง
การกระจายเสียง เมื่อรวมสองคานี้เข้าด้วยกันจึงหมายถึง การกระจายเสียงผ่านเคร่ืองไอพอด โดยเครื่องไอ
พอดจะเล่นพอดแคสต์ (Podcast) บนเครื่องเล่นของบริษัทแอปเปิ้ลและเครื่องเล่น Audio ที่สามารถใช้
โปรแกรมมีเดียเพลเยอร์ (Media player) โดยการใช้พอดแคสต์น้ันผู้ใช้จะต้องสมัครสมาชิกกับบริการพอด
แคสต์น้นั ๆ ก่อน เชน่ การใช้พอดคาสต์เพอ่ื เปน็ แหลง่ เรียนรเู้ สมอื นสาหรบั นักศึกษาและผู้สนใจเรื่อง big data
โดยคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (https://itunes.apple.com/th/itunes-
u/big-data/id1109952360?l=th&mt=10)

ภาพตวั อย่าง การใช้พอดคาสตเ์ พือ่ เป็นแหล่งเรยี นรเู้ สมือนสาหรบั นกั ศึกษาและผูส้ นใจเร่ือง big data
โดยคณาจารยค์ ณะวศิ วกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย

(https://itunes.apple.com/th/itunes-u/big-data/id1109952360?l=th&mt=10)

3) วิกิ (Wiki)
วิกิคือเว็บไซต์ซ่ึงผู้ใช้สามารถเข้ามาเปล่ียนแปลงแก้ไขข้อมูลเนื้อหาได้ ผู้ที่เข้ามาใช้สามารถ

เปลี่ยนแปลงเน้ือหา เพ่ิมเติมข้อมูลหรือลบข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลได้ วิกิที่มีชื่อเสียงท่ีสุด คือ Wikipedia
(www.wikipedia.com) ซึ่งเป็นรูปแบบ Web-based encyclipedia การสร้างวิกิก็คล้ายกับการสร้างบล็อก
โดยเข้าไปที่เว็บไซต์แล้วปฏิบัติตามข้ันตอนที่แนะนาไว้ ก็จะมีวิกิเป็นของตนเอง โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้
ร่วมกนั เป็นกล่มุ แลกเปล่ียนข้อมูลซง่ึ กันและกันผ่านวกิ ิ เนื่องจากแต่ละคนสามารถเข้าไปแก้ไขงานได้ เมื่อแต่ละ
กลุ่มได้รับมอบหมายงานก็จะโพสต์ลงในวิกิ ให้เพ่ือนๆ เข้ามาปรับปรุงแก้ไขจนได้งานที่สมบูรณ์เป็นการฝึก
ทักษะการเขียนและการแลกเปลี่ยนเรยี นรเู้ ป็นกลุ่มทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่

ภาพตัวอย่าง เว็บไซต์ทใี่ ห้บริการวิกิสาหรบั การศกึ ษา (http://www.pbworks.com/)
4) เว็บไซต์ (Website)

ปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้ท่ีอยู่บนเว็บไซต์มากมายท้ังของรัฐและเอกชน ตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ของรัฐ
เช่น โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี (สสวท.) เป็นต้น

ภาพแหลง่ เรียนร้อู อนไลน์ของสสวท. (http://fieldtrip.ipst.ac.th/index_2.php)

รายการอ้างอิง
อภิชัย พันธเสน. (2533). สถาบันอุดมศึกษากับเครือข่ายการเรียนรู้แนวคิดทางทฤษฎีและประสบการณ์.

วารสารการศึกษาแหง่ ชาติ, ฉบบั ท่ี 2 ปีที่ 24, (ธันวาคม 2532 - มกราคม 2533).
อเนก นาคะบุตร. (2533). ระบบและรูปแบบเครือข่ายการเรียนรู้ในชนบท. วารสารการศึกษาแห่งชาติ,

ฉบบั ท่ี 3 ปีท่ี 24 , (กุมภาพนั ธ์- มีนาคม 2533).
พิมพ์วัลย์ ปรีดาสวัสดิ์ และ วาทินี บุญชะลักษี. (2533). การศึกษาเชิงคุณภาพ: เทคนิคการวิจัยภาคสนาม

การวเิ คราะหเ์ ครือข่ายสังคม. สถาบนั วจิ ัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลยั มหิดล
สุนทร สุนันชัย. (2535). แนวคิดในการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้. เครือข่ายการเรียนรู้และภูมิปัญญา

ชาวบา้ น. หน้า 35-40.
สมบตั ิ สวุ รรณพิทักษ์ และ กนกพรรณ สุวรรณพิทักษ์. (2534). การสง่ เสริมเครือข่ายการเรียนรู้ของชาวบ้าน

ในระดับตาบลและหมบู่ า้ น.
วิชัย ตันศิริ. (2536). เครือข่ายการเรียนรู้การศึกษาตลอดชีวิต. วารสารการศึกษาแห่งชาติ, 27 เมษายน-

พฤษภาคม, หนา้ 4-1.
กล้า สมตระกูล. (2535). การศึกษาเพื่อชีวิต: เครือข่ายการเรียนรู้. การศึกษานอกโรงเรียนเล่ม 11.

กรุงเทพฯ: ไอเดียสแควร,์ หน้า 189-190.
อเนก นาคะบุตร. (2532). ระบบและรูปแบบเครือข่ายการเรียนรู้ในชนบท. วารสารการศกึ ษาแห่งชาติ, 8(24)

: กมุ ภาพนั ธ์-มีนาคม 2532, หนา้ 29-46.


Click to View FlipBook Version