The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 641081393, 2022-09-15 12:00:29

กฎหมายอาญา

Giggling (1)

อาญา ภาคความผิด

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

นายอธิป จิสูงเนิน
รหัสนิสิต641081393 s104

www.reallygreatsite.com

คำนำ

วิชากฎหมายอาญาภาคความผิดเล่มนี้ได้จัดทําขึ้นมา

โดยสรุป เนื้อหาสาระสําคัญจากตำราเรียนและ

แหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือในปัจจุบันโดยเน้นมาตราสําคัญและ

ค่าพิพากษาฎีกาทําให้หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่สมบูรณ์และ

ตรงประเด็นการศึกษาจากหนังสือเล่มนี้
เนื่องจากแบ่งสือเล่มนี้มีเนื้อหาครอบคลุมแทบทุก

ประเด็นจึงเหมาะแก่การใช้อ่านเพื่อเตรียมสอบและเห

มาะสําหรับการอ่านเพื่อเน้นเข้าใจภายในเวลาไม่นานและ

เหมาะสำหรับการอ่านทบทวนเนื้อหาที่เรียนมาในห้องเรียน
ท้ายนี้ หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์แก่นักศึกษา

ในการเตรียมตัวก่อนสอบไม่มากก็น้อยหากหนังสือเล่มนี้มี

ข้อผิดพลาดประการใดทางผู้จัดทําต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

ด้วย

จัดทำโดย
นายอธิป จิสูงเนิน
14 กันยายน 2656

www.reallygreatsite.com

สารบัญ หน้า

เนื้อเรื่อง 1-3
4-5
มาตรา136เเละมาตรา393 6-8
ดูหมิ่น 9-11
12-14
มาตรา137 15-16
เเจ้งข้อความอันป็นเท็จ 17-18
19-21
มาตรา138
ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน 22

มาตรา144
ให้สินบนเจ้าพนักงาน

มาตรา167
ให้สินบนเเก่เจ้าพนักงานในการยุติธรรม

มาตรา149
เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน

มาตรา157

เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

มาตรา172
แจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา

มาตรา173
รู้ว่าไม่มีความผิด เเต่เเจ้งว่ามีการทำผิด

www.reallygreatsite.com

มาตรา136,มาตรา393 1

ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่ง กระทำการตามหน้าท่ี
หรือเพราะได้กระทกการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน
หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา393 ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณาต้อง
ระวางโทษจาคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือท้ั งจาท้ั งปรับ

2

การดูหมิ่น (Insult)

หมายถึง การดูถูก เหยียดหยาม ทาให้เสียหายเป็นที่เกลียดชัง สบประมาท หรือ
ด่ากรณีคาหยาบคายไม่สุภาพ คาแดกดัน คาสาปแช่งคาขู่อาฆาตคาปรารภปรับ
ทุกข์คาโต้เถียงคากล่าวติชม ตามปกติวิสัยไม่เป็นการดูหมิ่นและการดูหมิ่นน้ั น
อาจเป็นการกระทาด้วยวาจา กริยาท่าทาง หรือโฆษณาก็ได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ของ
การดูหมิ่นซึ่งหน้าตามมาตรา ๓๙ ต้องมีลักษณะของการเจตนาดูถูก เหยียด
หยาม ทาให้อับ อาย เสียหาย เป็นที่เกลียดชัง สบประมาทหรือด่า อันเป็นการ
ประทุษร้ายต่อความรู้สึกของผู้อื่น อาจกระทา ด้วยวาจาหรือกริยาท่าทางก็ได้
การกระทาความผิดฐานดูหม่ินซ่ึงหรือหน้าดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ตามมาตรา
393 เป็นความผิด ลหุโทษ ซึ่งจะต้องเป็นการกระทาระหว่างบุคคลธรรมและ
บุคคลธรรมดา แตกต่างจาก ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้า พนักงานตามมาตรา 136
ผู้เสียหายที่ถูกดูหมิ่นต้องเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทาตามหน้าที่หรือเพราะได้
กระทา การตามหน้าที่
ซ่ึงความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตาม ป.อ.มาตรา 393 นั้น กฎหมายมิได้
บัญญัติว่าการดูหมิ่นซึ่ง หน้าจะต้องกระทาด้วยการใช้คาพูด จึงอาจเป็นการ
ใกนรละัทกาษดณ้วยะเวปิธรีีกยาบรเอปยร่ายงว่อ่าืนเขเาชผู่น้นั
้สน่งเปก็นรสะุดนัาขษเทีพ่ีมยีข้งอแคต่วกาามรดก่ารวะ่ทาใาหดู้ผูห้อืม่ิน่นชนี้ั้ไนปจทีะ่สตุ้นอัขง
เป็นการ กระทาซึ่งหน้าผู้อื่นที่ผู้กระทาน้ั นเจตนาต้องการดูหมิ่น ถ้ามิได้กระทาซึ่ง
หน้าผู้เสียหาย จึงขาดองค์ประกอบ ภายนอกของความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 ซึ่งเป็นไปตามหลักการตีความ
กฎหมายอาญาที่ว่า “กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด”

องค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 136 ดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น มีองค์ประกอบ
ความผิดดังนี้
1. ดูหมิ่น
2. เจ้าพนักงานซึ่งกระทาตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทาการตามหน้าที่
3. โดยเจตนา

3

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2558

การที่จำเลยที่ 1 พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจค้นร้านโดย
ใช้คำว่า "ปลัดส้นตีน" ซึ่งเป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นการกระทำความผิด
ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 136 สำเร็จ
แล้วกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเกิด
ความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญขณะที่ผู้เสียหายเข้าตรวจภายในร้าน
โดยจำเลยที่ 1 พูดขึ้นว่า ไปเอาปืนมายิงให้ตาย อย่าให้ออกไปได้ แล้วจำเลยที่
2 วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย 1 ที จำเลยที่ 1 เอาไม้กวาดไล่ตีผู้เสีย
หาย เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไป โดยมีเจตนาเดียวกันคือทำร้ายผู้เสียหาย
จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับการร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่ นโดยไม่ถึงกับ
เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548

จำเลยด่าว่าผู้เสียหายว่า อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง
และชี้มือไปที่ผู้เสียหาย ถ้อยคำดังกล่าวนอกจากจะเป็นคำหยาบคายแล้ว ยังมี
ลักษณะเป็นการเปรียบเทียบผู้เสียหายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สี่เท้า และ
กล่าวหาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายว่าภริยาจำเลยของจำเลยเอาเงินของกลุ่มแม่
บ้านไปใช้เป็นการส่วนตัว ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย
จำเลยจึงมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
393 พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระ
ค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 (ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ), มาตรา 30
(กักขังแทนค่าปรับ)

4

มาตรา137

เเจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน

ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่ นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวาง

โทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบมาตรา

1.(1.1)แจ้งความ (1.2)อันเป็นเท็จ
2.แก่เจ้าพนักงาน
3.ซึ่งอาจะทำให้ผู้อื่ นหรือประชาชนเสียหาย
4.โดยเจตนา

แจ้งข้อความ หมายความว่าการนำข้อเท็จจริงแจ้งแก่เจ้าพนักงาน ซึ่ง อาจ
จะทาโดยวาจา หรือ ลายลักษณ์ อักษรก็ได้
ข้อความอันเป็นเท็จ หมายความว่า ข้อความนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 5

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10570/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วน
บริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด
จำนวน 1 ฉบับ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่จำนวน 1 ฉบับ โดยมี
ข้อความระบุไว้ว่าหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ของจำเลยที่ 1 จำนวน
100,000,000 บาท จำเลยทั้งสองได้เรียกชำระเงินไปจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ด
คนครบถ้วนเต็มจำนวน ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองยัง
มิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนค้างชำระอยู่อีก 49,500,000
บาท อาจทำให้โจทก์หรือประชาชนได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็น
เจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการที่จะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้หรือบังคับคดีเอาแก่
สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา
1096 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมเป็นผู้เสียหายใน
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2561

การที่จำเลยรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะ แต่กลับแจ้งแก่พนักงาน
สอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์รถกระบะที่จำเลยเช่าซื้อไป เพื่อจะนำเงินที่ได้รับ
จากบริษัทผู้รับประกันภัยไปชำระค่างวดแก่ธนาคาร ก. ผู้ให้เช่าซื้อ การกระทำ
ของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว
ไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 137 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความ
อันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และเมื่อไม่เกิดมีความผิดอาญาฐานลัก
ทรัพย์เกิดขึ้นในคดีนี้ จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172

มาตรา138 6

ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 138 ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซ่ึงต้องช่วย
เจ้า
พนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจา
คุกไม่ เกินหน่ึงปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือท้ั งจาทั้งปรับ
วรรคสอง ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลัง
ประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1. ต่อสู้ หรือขัดขวาง
2. เจ้าพนักงาน หรือ ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ในการปฏิบัติการตาม
หน้าที่
3. โดยเจตนาผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงาน หมายความว่า จะต้องมีกฎหมายบัญญัติให้
บุคคลนั้นช่วยเจ้าพนักงาน จึงจะเรียกว่า ผู้ซึ่งต้องช่วยพนักงาน

7



ต่อสู้ หมายความว่า การใช้กำลังขัดขืน ไม่ให้การกระทำของเจ้าพนักงานสําเร็จผล
การใช้กำลัง หมายถึง การใช้กำลังประทุษร้ายตาม มาตรา1(6)

ขัดขวาง หมายถึง การกระทำด้วยประการใด ๆ ที่ก่อให้เกิด อุปสรรค ในการ
ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน หรือทำให้การปฏิบัติ หน้าที่ของเจ้าพนักงานเป็นไป
ด้วยความยากลำบาก




ผู้กระทำผิดขัดขวางเอง เป็นกรณีที่ผู้กระทำ “กระทำการ” บางอย่างเพื่อต่อ
ต้าน เช่น เจ้าพนักงานจะค้นบ้าน แต่ไม่ยอมให้ค้น หรือเผารถยนต์ของตำรวจเพื่อ
มิให้ติดตามจับกุมตนเอง แต่ถ้าผู้กระทำมิได้กระทำการใดอันเป็นการต่อต้าน
เพียงแต่กระทำเพื่อให้ตนพ้นจากการจับกุมโดยมิได้ใช้หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ทำร้าย ไม่เป็นการขัดขวาง เช่น ไม่ยอมเปิดประตูให้ค้นบ้าน” หรือการขัดขืนไม่
ยอมเดินเมื่อเจ้าพนักงานพาไปยังสถานีตำรวจ

ผู้อื่นเป็นคนขัดขวาง เป็นกรณีที่ผู้กระทำได้กระทำเพื่อช่วยผู้กระทำผิดมิให้
ถูกจับกุม เช่น ก. วิ่งหนีตำรวจ ข. ยกสะพานขึ้นให้ หรือหลอกให้ตำรวจวิ่งไป
จับกุมคนร้ายในทางที่คนร้ายไม่ได้ไป เผารถตำรวจไม่ให้ใช้ติดตามคนร้ายได้ หรือ
ยืนเป็นแถวเรียงหน้ากระดานเพื่อขวางทางมิให้ตำรวจไปจับคนร้าย เป็นต้น

8

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6875/2557

พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 30 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจ
พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าไปในสถานที่ที่มีการขุดดินหรือ
ถมดินเพียงเพื่อตรวจสอบว่ามีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงหรือข้อ
บัญญัติท้องถิ่นหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่เท่านั้น กรณีหาจำ
ต้องมีหมายค้นของศาลไม่ เมื่อผู้เสียหายแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.การ
ขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 และแจ้งว่ามีความประสงค์จะตรวจสอบที่ดินตามที่มี
การแจ้งว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 แต่
จำเลยไม่ยอมให้เข้าไปในที่ดินเพื่อตรวจสอบ การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาขัด
ขวางผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตาม
ป.อ. มาตรา 138 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2554

สิบตำรวจเอก ป. แจ้งข้อหาจำเลยว่า เล่นการพนันจับยี่กีโดยเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้า
มือ จำเลยปฏิเสธ สิบตำรวจเอก ป. กับพวกรวม 5 คน จะเข้าจับกุม จำเลยไม่
ยินยอมโดยสิบตำรวจเอก ป. มีรูปร่างใหญ่กว่าจำเลยมาก การที่จำเลยเดินหนีออก
นอกร้านก๋วยเตี๋ยวจนสิบตำรวจเอก ป. กับพวกต้องใช้กำลังล็อกแขน กดหน้าจำเลย
กับพื้นระเบียงเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยในลักษณะไขว้หลัง ขณะจำเลยดิ้นรนขัดขืน
เพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัวเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด ซึ่งแม้ในการ
ดิ้นรนของจำเลยจะเป็นเหตุให้มือของจำเลยไปโดนหน้าอกของสิบตำรวจ ป. เกิด
เป็นรอยถลอกขนาดเล็กก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าว ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการ
ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138

มาตรา144 9

ให้สินบนเจ้าพนักงาน

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือ
ประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง
รัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้
กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบ
ด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน
หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบภายนอก 10

(2) กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ให้
(2.2) ขอให้ หรือ
(3) ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด
(4) แก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด

องค์ประกอบภายใน

(1) เจตนาธรรมดา
(1) ผู้ใด
(2.3) รับว่าจะให้สมาชิกสภาเทศบาลการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
(2) เจตนาพิเศษ - เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมอบ
ด้วยหน้าที่

ให้ หมายถึง มอบโดยส่งหรือยื่นให้เพราะถูกเรียก ส่วนคำว่า “ขอให้หมายถึง ขอม
อบให้โดยส่งหรือยื่นให้โดยไม่ได้ถูกเรียก และคำว่า “รับว่าจะให้” หมายถึง สัญญา
ว่าจะมอบให้ในอนาคต ไม่ว่าจะถูกเรียกหรือไม่ก็ตาม

ขอให้ คือ เสนอจะยกกรรมสิทธิ์หรือประโยชน์ใดๆ ให้
รับว่าจะให้ เป็นคำมั่นว่าจะยกกรรมสิทธิ์หรือประโยชน์ใดๆ ให้ใน
อนาคต
ทรัพย์สิน คือ วัตถุมีหรือไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้

ประโยชน์ คือ บริการใดนอกจากทรัพย์สินจะเป็นประโยชน์ใดๆ ก็ได้
- จำกัดเฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเหล่านี้เท่านั้น
- ต้องกระทำผิดในขณะบุคคลเหล่านี้อยู่ในตำแหน่ง
- เป็นเจตนาพิเศษหรือความมุ่งหมายในการกระทำ
- สาระสำคัญของเจตนาพิเศษ คือ การอันมิชอบด้วยหน้าที่
- ต้องเป็นการอันมิชอบด้วยหน้าที่ของเจ้าพนักงานหรือสมาชิกนั้นๆ ถ้า
มิใช่หน้าที่หรือพ้นหน้าที่แล้ว ก็ไม่ผิด
- ถ้าเจตนาพิเศษเพื่อการอันชอบด้วยหน้าที่ก็ไม่ผิด

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 11

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 342/2506

ความผิดฐานให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 144 จะต้องเป็นเรื่องให้หรือขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้
กระทำการหรือไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งอยู่ใน
อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นเอง การที่จำเลยให้เงินกำนันเพื่อให้กำนันช่วย
เหลือไปติดต่อกับเจ้าพนักงานอำเภอหรือพนักงานสอบสวนให้กระทำการให้คดีของ
จำเลยเสร็จไปในชั้นอำเภออย่าให้ต้องถึงฟ้องศาลเนื่องจากกำนันรายงานกล่าว
โทษจำเลยไปอำเภอและอำเภอเรียกพยานทำการสอบสวนไปแล้วดังนี้ เป็นการพ้น
อำนาจหน้าที่ของกำนันแล้วจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้า
พนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144

คำพิพากษาฎีกาที่ 2221/2519

จำเลยเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเมืองทองการก่อสร้าง จำกัด ได้มอบเงิน
จำนวน 50,000 บาท แก่นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งมีอำนาจ
หน้าที่พิจารณาอนุญาตให้ทำการก่อสร้างอาคารในเขตเทศบาล เพื่อจูงใจให้นายก
เทศมนตรีอนุมัติให้จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยเร็ว ทั้งที่เรื่องราวหลักฐานการขอ
อนุญาตปลูกสร้างอาคารยังไม่เรียบร้อยพอที่จะอนุญาตได้ อันเป็นการมิชอบด้วย
หน้าที่ จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144

มาตรา167 12

ให้สินบนเเก่เจ้าพนักงานในการยุติธรรม

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 167 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือ

ประโยชน์อื่ นใด แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ

พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อ

จูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำใด

อันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

13

องค์ประกอบความผิด
องค์ประกอบภายนอก

(1) ผู้ใด
(2) กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ให้
(2.2) ขอให้ หรือ
(2.3) รับว่าจะให้
(3) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
(4) แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือ
พนักงานสอบสวน

องค์ประกอบภายใน

(1) เจตนาธรรมดา
(2) เจตนาพิเศษ - เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระ
ทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที

(1) “เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ” หมายความถึง เจ้าพนักงานผู้มี
อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ ซึ่งได้แก่ ผู้พิพากษา
ตลอดจนผู้ที่กฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ เช่น
ผู้พิพากษาสมทบตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธี
พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 26

(2) “พนักงานอัยการ” หมายความถึง ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรง
ตำแหน่งเป็นพนักงานอัยการตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติองค์กร
อัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553

14

(3) “ผู้ว่าคดี” เดิมมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธี
พิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 5 แต่ต่อมาตำแหน่งนี้
ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2517 มาตรา 4 และให้เปลี่ยนเป็นพนักงาน
อัยการตามมาตรา 5 ทุกแห่ง ดังนั้น การฟ้องคดีในศาลแขวงจึงเป็นอำนาจ
หน้าที่พนักงานอัยการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

(4) “พนักงานสอบสวน” หมายถึง เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและ
หน้าที่ทำการสอบสวน โดยเฉพาะการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการ
ทั้งหลายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้
ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด
และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าลูก
หนี้หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้กระทำความผิดในทางอาญาเกี่ยวกับการล้มละลาย ให้เจ้า
พนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญาด้วย

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2529

ข้อความในจดหมายที่จำเลยเขียนถึง บ.พนักงานสอบสวน มีลักษณะขอร้องให้
บ.ช่วยเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปในชั้นสถานีตำรวจโดยไม่
ต้องให้คดีถึงศาลเท่านั้น เพื่อทั้งฝ่ายผู้ต้องหาและฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจจะได้ไม่
เสียเวลาและเป็นการประหยัด เพราะจำเลยมีความเห็นว่าไม่ว่าจะชั้นศาลหรือชั้น
สถานีตำรวจก็ถูกลงโทษปรับเหมือนกัน จึงไม่พอแปลความหมายได้ว่าจำเลยขอ
ให้หรือรับว่าจะให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ บ. เพื่อจูงใจไม่ให้ดำเนินคดี
แก่ผู้ต้องหาดังกล่าว อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144,
167

มาตรา149 15

เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน

ประมวลกฎหมาย ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภา
อาญา

มาตรา ๑๔๙

นิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภา

เทศบาล เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์

อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการ

หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบ

หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง

ยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสน

บาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

16

องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 149

(1) เป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือ
สมาชิกสภาเทศบาล

มาตรานี้บัญญัติไว้ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานต่างๆไว้กว้าง
ขวาง มิได้หมายถึงเจ้าพนักงานเพียงอย่างเดียว สำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แห่งรัฐ ก็ได้แก่ พวก สส. สว.

(2) เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
โดยมิชอบนอกจากจะเรียกรับทรัพย์สินแล้ว มาตรานี้ยังรวมถึงประโยชน์อื่นใด
ด้วย

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

พฤติการณ์ที่ถือว่าเรียกทรัพย์สินแล้วแต่ยังไม่กำหนดจำนวนเงิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3155/2531

จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด ได้
จับกุมผู้กระทำผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบพร้อมของกลางแล้วไม่นำส่ง
สถานีตำรวจทันที กลับพาไปที่ป้ายรถโดยสารประจำทางในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุผล
และความจำเป็นและให้ผู้ถูกจับกุมโทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มา
ตกลงกันที่ป้ายรถโดยสารประจำทางและรออยู่เป็นเวลานานเมื่อพาผู้ถูกจับไป
สถานีตำรวจจำเลยเข้าไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ไม่มอบบันทึกการจับกุม
และของกลางให้ ทั้งไม่นำตัวผู้ต้องหาเข้าไปด้วย แสดงว่าเป็นเพียงแผนการของ
จำเลยให้ผู้ต้องหากลัวและหาทางตกลงกับจำเลย จำเลยไม่มีเจตนาที่จะมอบผู้
ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวนจริงจัง พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นการ
เรียกทรัพย์สินจากผู้ต้องหาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดจำนวนเงิน และฝ่ายผู้
ต้องหายังไม่ได้ตอบตกลงเท่านั้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 149.

มาตรา157 17

เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏบัติ

หน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสยี หายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ

ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหนา้ ที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษ

จาคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,0000 บาทถึง

200,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ

ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติ หน้าที่อนัเป็นความผิดตามมาตรา157
แบง่ได้เป็น2ฐาน
1.ผ้ใูดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่ผ้หูนึ่งผู้ใด
2. ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ทั้งสองฐานความผิดนี้ต้องมีองค์ประกอบที่สาคัญ 2 ประการคือ
1.เป็นเจ้าพนักงาน
2.ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ
3.ต้องมีเจตนาพเิศษด้วย(คือต้องเป็นการกระทาเพื่อให้เกิดความเสีย
หายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด)เมื่อไม่มีอานาจก็ไม่มีหน้าที่ก็ไมาผิดดมาตรา

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 18

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3079/2562

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 มีอายุความสิบห้าปี ความผิดฐานสนับสนุน
การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177
วรรคแรก มีอายุความสิบปี โจทก์จึงต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยผู้กระทำความผิด
มายังศาลภายในกำหนดอายุความดังกล่าว นับตั้งแต่วันกระทำผิด มิฉะนั้นคดี
โจทก์ย่อมขาดอายุความ
โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ใน
การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ถึง
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มาศาล
อย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 กับฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 6
ถึงที่ 8 มาศาลอย่างช้าภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 255 ความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 177 วรรคแรก โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ว่ากระทำความ
ผิดในวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 7 และที่ 10 กระทำความผิดในวันที่ 22
มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 โจทก์
ต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 6 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 มาศาลภายในวันที่ 21
มิถุนายน 2559 ฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 7 และที่ 10 มาศาลภายในวันที่ 22
มิถุนายน 2559 กับฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 1 มาศาลภายในวันที่ 28 กรกฎาคม
2559 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ซึ่งแม้จะยังอยู่ภายใน
กำหนดอายุความสิบห้าปีและสิบปีก็ตาม แต่เมื่อคดีโจทก์ยังอยู่ระหว่างการ
ไต่สวนมูลฟ้อง กรณีจึงไม่อาจถือว่าได้ตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12
มาอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว เนื่องจากตราบใดที่ศาลยังไม่ประทับฟ้อง ป.วิ.อ.
มาตรา 165 วรรคสาม มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น อันเป็นเหตุให้อายุ
ความไม่หยุดนับ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้เสร็จสิ้นในวันที่
13 มีนาคม 2560 จึงเป็นระยะเวลาที่ล่วงเลยอายุความสิบห้าปีและสิบปีแล้ว
คดีโจทก์สำหรับจำเลยแต่ละคนจึงขาดอายุความ

มาตรา172 19

แจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 172 ผู้ใดเเจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิด

อาญา เเกพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือ

เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่น

หรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี

หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบกฎหมาย

1. ผู้กระทำ คือ “ผู้ใด
2. การกระทำ คือ “แจ้งฯ ประกอบด้วยเงื่อนไขคือ “ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยว
กับความผิดอาญา แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้า
พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
ในส่วนของการกระทำ ตามองค์ประกอบความผิดนี้ ผลของการกระทำคือ
ผู้รับแจ้ง “ได้ทราบข้อความที่แจ้ง” เป็นความผิดสำเร็จ ส่วนผู้รับแจ้ง จะเชื่อ
ข้อความดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่ผลของการกระทำความผิด
3. เจตนา คือ รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดต่างๆ ครบถ้วน
พฤติการณ์ประกอบการกระทำ คือ “ซึ่ง (การแจ้งข้อความฯ นั้น) อาจทำให้ผู้
อื่ นหรือประชาชนเสียหาย”

20

ข้อสังเกตุ

1. ผู้แจ้งความเท็จนั้นอาจเป็น บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ก็ได้
2. การแจ้งความเท็จอาจทำโดย
– การบอกกับเจ้าพนักงาน
– การตอบคำถามเจ้าพนักงาน เช่น ให้การเท็จในฐานะเป็นพยาน
– การแจ้งโดยวิธีแสดงหลักฐาน
3. ข้อความที่แจ้งต้องเป็นข้อเท็จจริงในอดีตหรือในปัจจุบัน หากเป็นเรื่อง ‘อนาคต’
ไม่เป็นความเท็จ
4. การแจ้งความเท็จนั้นต้องมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง มิใช่การแสดง
ความคิดเห็น หรือการคาดคะเนถึงเหตุการณ์ในอนาคต
5. การแจ้งความเท็จนั้น ผู้แจ้งต้องกระทำโดยเจตนา กล่าวคือ ต้องรู้ข้อเท็จจริงว่า
สิ่งที่แจ้งนั้นเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริงตามที่แจ้งเพราะหากแจ้งตามที่เข้าใจเช่นนี้
ถือว่าผู้แจ้งไม่มีเจตนา

บทบัญญัติตามมาตรา 172 นี้เป็นการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา
โดยเฉพาะ

ซึ่งหมายถึง การแจ้งข้อความที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำ
ความผิด เช่น
(1) มีผู้มาลักทรัพย์ไปแต่กลับแจ้งว่าทำทรัพย์นั้นตกหายเอง
(2) เห็นว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น แต่ให้ถ้อยคำต่อตำรวจว่าไม่เห็น
(3) เห็นผู้กระทำความผิดสวมเสื้อสีแดงกลับบอกว่าสวมเสื้อสีเหลือง
(4) เห็นผู้กระทำความผิดในเวลากลางวัน แต่บอกว่าเห็นในเวลากลางคืน เป็นต้น

21

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

ค่าพิพากษาฎีกาที่ 897/2507

จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยเล่าเรื่องให้ฟังตามเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นว่า จำเลยไม่เห็นคนยิง แต่เชื่อหรือเข้าใจว่า โจทก์เป็นผู้ยิงพนักงาน
สอบสวนได้สรุปข้อความตามค่าแจ้งความ แล้วให้ตำรวจบันทึกคำแจ้งความไว้
มีความตอนหนึ่งว่าโจทก์ใช้ปืนพกยิง จำเลยเข้าใจว่า โจทก์มีเจตนาจะยิงจำเลย
ให้ถึงแก่ความตาย จำเลยไปแจ้งความ โดยเล่าเรื่องตามที่เกิดขึ้น ซึ่งมี
เหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นได้ ข้อความที่บันทึกไว้นั้นก็เป็นข้อความที่
พนักงานสอบสวนบอกให้ตำรวจเขียน ไม่ใช่ถ้อยคำที่จำเลยแจ้ง โดยแท้จริง ทั้ง
มีพฤติการณ์ต่อมาแสดงว่าจำเลยมิได้เจตนาแกล้งเอาความเท็จไปกล่าวหา
โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จเกี่ยวกับ
ความผิดอาญา

คำพิพากษาฎีกาที่ 3383/2541

ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
เพื่อแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จ
ด้วย เมื่อพฤติการณ์เป็นการแจ้งความตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จําเลย มี
เหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้องดำเนินคดีแก่โจทก์ ส่วนการจะตั้งข้อหา
ดำเนินคดีแก่โจทก์หรือไม่เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หาได้เกิดจาก
การกระท่าของจําเลย โดยตรงไม่ กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐาน
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

มาตรา173 22

รู้ว่าไม่มีความผิด เเต่เเจ้งว่ามีการทำผิด

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๑๗๓ ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มี

อำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ต้อง

ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก

(1) ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
(2) แจ้งข้อความว่าได้มีการกระทำความผิด
(3) แก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

องค์ประกอบภายใน

-เจตนาธรรมดา

การแจ้งความ หมายถึง การแจ้งเฉพาะข้อเท็จจริงไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย
เมื่อการแจ้งความร้องทุกข์ตรงกับสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและข้อเท็จ
จริงที่ปรากฏ ดังนั้นแม้ต่อมาพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจะมี
ความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาก็ตาม การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิด
ฐานแจ้งความเท็จ

23

บรรณานุกรม

ศาสตราจารย์ ดร. คณพล จันทน์หอม. คำอธิบายกฎหมายอาญา
ภาคความผิด1. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2565.

นพนภัสทนายความเชียงใหม่. 2562. คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับ
มาตราในหนังสือเล่มนี้.สืบค้น 14 กันยายน
2565.https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/
ประมวลกฎหมายอาญา%20มาตรา%20201.html


Click to View FlipBook Version