The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by iris.jing2511, 2021-09-16 01:47:44

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์




จัดทำโดย
นางสาวไอรีส เช็ง ม.6/5 เลขที่ 28

เสนอ
ผศ.ดร.อำพร ขุนเนียม



รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาอารยธรรมโลก ส30109

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

คำนำ




รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาอารยธรรมโลก ส30109 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ ซึ่งรายงานนี้

ประกอบด้วยแหล่งที่ตั้ง ยุคสมัยของอิยิปต์ และสังคมวัฒนธรรมต่างๆทั้งด้านการปกครอง

เศรษฐกิจ ภาษาและวรรณกรรม

ขอขอบคุณ ผ.ศ.ดร.อำพร ขุนเนียม ผู้ให้ความรู้และให้คำแนะนำในการศึกษา รวมถึง
เพื่อนๆทุกคนซึ่งให้ความช่วยเหลือมาตลอด ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็น
ประโยชน์แก่ผู้อ่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ และจะนำไปปรับปรุงต่อไป

ไอรีส เช็ง

หน้า

สารบัญ 1



1


เนื้อหา 3


ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ 6
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

สมัยอาณาจักรอิยิปต์ 8
ด้านการเมืองการปกครอง

ด้านเศรษฐกิจ 8
ด้านสังคม

ด้านศาสนา 9
ด้านภาษาและวรรณกรรม

ด้านศิลปวิทยาการ 9


10

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์หรืออารยธรรม
อียิปต์โบราณก่อกำเนิดบริเวณดินแดนสองฝั่ ง
แม่น้ำไนล์ตั้งแต่ปากแม่น้ำไนล์จนไปถึงตอน
เหนือของประเทศซูดานในปัจจุบัน
ทิศเหนือ ติดกับ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและ
คาบสมุทรไซนายอียิปต์
ทิศตะวันตก ติดกับ ทะเลทรายลิเบียและทะเล
ทรายซาฮารา
ทิศตะวันออกและทิศใต้ ติดกับทะเลทราย
นูเบียและทะเลแดง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอารยธรรมลุ่มน้ำไนล์

ที่ตั้ง ทรัพยากรธรรมชาติ

เนื่องจากหิมะละลายในเขตที่ราบสูง แม้อียิปต์จะแห้งแล้ง แต่สองฝั่ งแม่น้ำไนล์ก็
เอธิโอเปีย ทำให้บริเวณแม่น้ำไนล์มีดินตะกอน ประกอบด้วยหินแกรนิตและหินทราย ซึ่งใช้
มาทับถมจึงเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ ก่อสร้างและพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองด้าน
สถาปัตยกรรม วัสดุเหล่านี้มีความแข็งแรง
ความได้เปรียบทางธรรมชาติ เนื่องจาก คงทนแข็งแรงและช่วยรักษามรดกทางด้าน
ประเทศอียิปต์เป็นดินแดนที่ล้อมรอบด้วย อารยธรรมของอียิปต์ให้ปรากฏแก่ชาวโลกมา
ทะเลทรายทำให้มีปราการธรรมชาติในการ จนกระทั่งปัจจุบัน
ป้องกันศัตรูภายนอก

1

ระบบการปกครอง

-ตอนต้น (สมัยราชอาณาจักรต้นและ -พลเมืองอิยิปต์โบราณมีหลายชนชั้น แต่ไม่มี
การแบ่งวรรณะตายตัว (อย่างอินเดีย) ชนชั้น
อาณาจักรกลาง) อิยิปต์ปกครองด้วยระบบ ดังกล่าว ได้แก่ พระ นักรบ เสมียน ช่าง
กรรมกร ชาวนา และพวกทาส
เจ้าผู้ปกครองนคร ฟาโรห์ทรงเป็นทั้งกษัตริย์

และประมุขทางศาสนาด้วย

-ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้นและขยายตัวกว้าง -สตรีอียิปต์ได้รับการยกย่องและมีสิทธิมาก มี
ออกไป พระมีอำนาจมากขึ้น ศาสนาจึงแยก
ตัวออกไปเป็นหน้าที่ของพระ การปกครอง การทำทะเบียนสำมะโนครัวใหม่ เพื่อ
ภายใน (ส่วนกลาง) ฟาโรห์ทรงเป็นหัวหน้า
รัฐบาลกุมอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ประโยชน์ในการเรียกเก็บภาษีทุกๆ 3 ปี และมี
และตุลาการ
การออกกฎหมายใช้บังคับเหมือนกันทั่ว

ประเทศ

ภูมิปัญญาของชาวอียิปต์

ชาวอียิปต์สามารถคิดค้นเทคโนโลยีและ

วิทยาการความเจริญด้านต่างๆเพื่อตอบสนอง

การดำเนินชีวิต ความเชื่อทางศาสนาและการ

สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่อียิปต์ เช่น

ความรู้ทางคณิตศาสตร์ เรขาคณิต และฟิสิกส์

ได้ส่งเสริมความเจริญในด้านการก่อสร้างและ

สถาปัตยกรรม เป็นต้น

2

สมัยอาณาจักรอิยิปต์

ปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อนค.ศ.)

หนึ่งหมื่นปีก่อน ทะเลทรายซาฮารายังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ในช่วงแรกดำรงชีวิต
โดยการล่าสัตว์ และทำปศุสัตว์ จนเมื่อราวเจ็ดพันปีก่อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้ซาฮารา กลายเป็น
ทะเลทราย เหลือแต่เพียงพื้นที่ริมสองฝั่ งแม่น้ำไนล์ที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่

ผู้คนอพยพจากพื้นที่รอบนอกเข้ามาอาศัยที่พื้นที่ริมฝั่ งแม่น้ำ เริ่มมีการเพาะปลูกขึ้น และแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เรียก
ว่าโนมส์ ซึ่งปกครองโดยกลุ่มนักบวช ต่อมาความจำเป็นในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ทำให้ต้องมีการจัดระบบ
ชลประทานขึ้น เมื่อขนาดของชุมชนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆก็มีการพัฒนาเป็นนครรัฐขนาดเล็กกระจัดกระจายตามริมฝั่ ง
แม่น้ำดินแดนของแม่น้ำไนล์ และถูกแบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์เป็น "อียิปต์บนและอียิปต์ล่าง"

อิยิปต์บนและอิยิปต์ล่าง อิยิปต์ล่าง

อิยิปต์บน ตั้งบริเวณทิศเหนือซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำไหลลง
ทะเลและมีพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่
เนื่องจากแม่น้ำไนล์ไหลจากทางใต้ขึ้นสู่ทาง สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก มีเมืองการค้า
เหนือ ดังนั้นอียิปต์บนจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ และศูนย์กลางที่สำคัญชื่อว่า บูโท
แม่น้ำไนล์อันเป็นทิศที่แม่น้ำไหลมาพื้นที่ส่วนนี้
มี ทุ่งหญ้าและเขตป่าละเมาะที่เหมาะแก่การ ในราวสี่พันปีก่อนคริสตกาลชาวอียิปต์เริ่ม
ล่าสัตว์และทำปศุสัตว์ พัฒนารูปแบบอักษรจากรูปภาพ และกลายเป็น
พลเมืองจะอาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณเมือง อักษรเฮียโรกลิฟฟิคในเวลาต่อมา
นากาดา และเฮียราคอนโพลิส

การกำเนิดแห่งอาณาจักร

ในราว 3200ปีก่อนคริสตกาล ราชาแมงป่อง (Scorpion king) ผู้ครองนครธีส (This) อันตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งลุ่ม
น้ำไนล์ เข้ายึดครองนครรัฐต่างๆในอียิปต์บนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน และปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วย
กันแต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อน จนกระทั่งมาถึงสมัยของ ฟาโรห์เมเนส(Menese)พระองค์สามารถผนวกทั้งสอง
อาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จและ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์โดยตั้งเมืองหลวงที่ เมมฟิส
(Memphis) ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์ ฟาโรห์เมเนสเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่หนึ่งของอียิปต์โบราณ

3

สมัยอาณาจักรเก่า (2950 – 2150 ปีก่อน ค.ศ.)

ประกอบด้วยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด
อียิปต์มีความเจริญก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และศิลปกรรม มีการก่อสร้างพีระมิด
เมืองหลวงของอียิปต์คือ นครเมมฟิส (Memphis) โดยมีพระเจ้าเมเนส (Menes) เป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครอง
อียิปต์ทั้งหมด ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า องค์ฟาโรห์คือร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาปกครองมนุษย์
ดินแดนอียิปต์มีแต่ความสงบสุขและรุ่งเรือง ปราศจากจากสงครามและการคุกคามจากชนต่างชาติ

ยุครอยต่อของอาณาจักร (2125 – 1975 ปี ก่อน ค.ศ.)

ประกอบด้วยราชวงศ์ที่เก้าถึงสิบเอ็ด

ปีที่2200ก่อนคริสตกาล ขุนนางเริ่มท้าทายอำนาจฟาโรห์ แต่ละตระกูลเหล่าขุนนางต่างสะสมที่ดินและกำลังคนมากขึ้น

อำนาจของฟาโรห์ถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆและกลุ่มอิทธิพลที่ทรงอำนาจมากที่สุดก็คือเหล่าหัวหน้านักบวชในอาราม สุริยเทพ-รา

ปีที่ 2180 ก่อน ค.ศ. อำนาจรัฐของฟาโรห์ที่เมมฟิส สิ้นสุดลง บรรดานครรัฐต่างตั้งตนเป็นอิสระและทำสงครามกับเอง ดินแดน

แม่น้ำไนล์ที่เคยอุดมสมบูรณ์เกิดภัยแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน ฟาโรห์อ่อนแอเกินกว่าที่จะสร้างระบบชลประทานขึ้นมา

อิยิปต์ถูกแบ่งเป็นสองเขต คืออิยิปต์ต่ำ ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมมฟิสถูกปกครองโดยตระกูลหนึ่งจากเมืองเฮรักลีโอโพ

ลิส(Herakleopolis) ส่วนอีกเขตหนึ่งคืออียิปต์สูงที่อยู่ทางใต้ของเมมฟิสถูกปกครองโดยตระกูลจากเมืองธีบีส(Thebes)

ยุคอาณาจักรกลาง (1975 – 1520 ปีก่อน ค.ศ.)

ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบสองถึงสิบเจ็ด พระเจ้ามอนตูโฮเทป ที่2 ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ที่ ธีบีส ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่ งตะวัน
ตกของแม่น้ำไนล์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้างโบสถ์ใหญ่อันสวยงามที่ เดียร์ เอล-บาฮารี (Deir el-Bahari) โบสถ์นี้ยังเป็น
ที่ฝังพระศพของพระองค์อีกด้วย ในสมัยมอนตูโฮเทปที่ 4 พระองค์ถูกแย่งชิงราชสมบัติ โดยขุนศึกนาม
อาเมเนมฮัท(Amenamhat) ซึ่งได้ตั้งราชวงศ์ที่12 ขึ้น ราชวงศ์ที่12นี้ได้นำความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองกลับมา สู่อียิปต์อีกครั้ง
มีการทำเหมืองแร่และอู่ต่อเรือ นอกจากนี้มีการสร้างพีระมิดขนาดใหญ่ขึ้น หลายแห่งการเพาะปลูกอุดมสมบูรณ์ และฟื้ นฟู
เส้นทางการค้าต่างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง มีการส่งกองเรือสินค้า ไปค้าขายกับชาวต่างชาติเช่น ครีทและเลบานอน อิยิปต์ยังทำ
ศึกกับพวกนูเบียทางใต้(ปัจจุบันคือ ซูดาน)และแผ่อิทธิพลไปทางภาคตะวันตกเพื่อป้องกันเส้นทางการค้า นอกจากนี้เครื่อง
บรรณาการเช่นทองคำและทาสเชลย ที่ชาวอียิปต์ได้จากการทำสงคราม ก็ทำเศรษฐกิจของอียิปต์เจริญรุ่งเรืองขึ้น อำนาจของ
ฟาโรห์กลับมายิ่งใหญ่และมั่งคั่งอีกครั้งหนึ่ง

การรุกรานของชนต่างชาติ {The invasion from Asia} 1630 – 1520 ก่อน ค.ศ.

การรุกรานของพวก ฮิกโซส (Hyksos) ซึ่งในภาษาอียิปต์แปลว่า ” กษัตริย์ต่างชาติ ” ชนเผ่านี้อพยพมาจากทุ่ง
หญ้าในเอเชียและทำสงครามโค่นล้มราชวงศ์อียิปต์ พวกฮิกโซสมีชัยชนะเหนืออียิปต์ได้ด้วย รถศึกและม้า ซึ่งชาวอียิปต์ไม่
เคยรู้จักมาก่อน พวกฮิกโซสจึงก่อตั้งราชวงศ์ปกครองอียิปต์ โดยตั้งเมืองหลวงชื่อ อวารีส(Avaris) ขึ้นที่บริเวณสามเหลี่ยม
ปากแม่น้ำไนล์ และครอบครองดินแดนส่วนเหนือของประเทศ พวกฮิกโซสนำอียิปต์สู่โลกภายนอกและนำวิทยาการใหม่ๆ
มาสู่อียิปต์ ปรับวัฒนธรรมและศาสนาของชาวอียิปต์เข้าด้วยกัน ในเวลาที่พวกฮิกโซสตั้งราชวงศ์นั้น พวกอียิปต์ก็ได้ตั้ง
ราชวงศ์ที่17 อยู่ที่ธีบีส ในเวลาต่อมาธีบีสก็ลุกขึ้นทำสงครามกับฮิกโซส ในการสงครามฟาโรห์สองพระองค์ของ ธีบีสคือ
ฟาโรห์เซเกนองแร(Sequenenre) และฟาโรห์กาโมส(Kamose) สิ้นพระชนม์ในสนามรบและในที่สุดฟาโรห์อาห์โม
ซิส(Amosis) ก็สามารถขับไล่พวกฮิกโซสออกไปได้สำเร็จ และก่อตั้ง

4

สมัยอาณาจักรใหม่ (1567 – 1085 ก่อนคริสต์ศักราช)

ชาวอียิปต์สามารถขับไล่ชาวต่างชาติ และกลับมาปกครองดินแดนของตนอีกครั้งหนึ่ง สมัยนี้ฟาโรห์มีอำนาจ
เด็ดขาดในการปกครองและขยายอาณาเขตเหนือดินแดนใกล้เคียงจนเป็นจักรวรรดิ นักประวัติศาสตร์ต่างยอมรับ
กันว่ายุคนี้เป็นยุคที่อียิปต์รุ่งเรืองที่สุด โดยหลังจากพวกฮิกโซสถูกขับไล่ไปแล้ว อำนาจของฟาโรห์ เหนือนครต่างๆ
ในลุ่มน้ำไนล์กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ในยุคของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 (Thutmosis) แห่งราชวงศ์ที่ 18 ในยุคนี้เมือง
หลวงของอียิปต์คือนครธีบส์(Thebes) และฝั่ งตรงข้ามของเมืองหลวงคือ หุบเขาแห่งกษัตริย์อันเป็นสถานที่ฝังพระ
ศพฟาโรห์ในยุคอาณาจักรใหม่ ชาวอียิปต์ได้ยกเลิกประเพณีการสร้างพีระมิดไปตั้งแต่ตอนปลาย ของอาณาจักรเก่า
เนื่องจากสิ้น เปลืองวัตถุดิบและหันมาใช้วิธีเจาะหน้าผาเป็นสุสานแทน นอกจากธีบส์แล้วทุตโมซิสที่1 ยังได้สร้างนคร
อบีดอส (Abidos)ให้เป็นเมืองสำคัญในสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 นี้เมืองหลวงคือ กรุงธีบส์เจริญรุ่งเรืองมากมีการ
สร้างวิหารขนาดใหญ่เพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ซึ่งก็รวมทั้งมหาวิหารคาร์นัค นอกจากนี้ อียิปต์ยังได้เริ่มการแผ่อำนาจ
เข้าไปในดินแดนเอเชียตะวันออกใกล้และนูเบีย อีกด้วย

สมัยเสื่อมอำนาจ การเสื่อมและการล่มสลายของอียิปต์
(ปีที่1075 – 332 ก่อน ค.ศ.)

-หลังการสวรรคตของรามเสสที่2 และโอรสของพระองค์มเนปตาห์ ขึ้นครองราชย์ จักรวรรดิอียิปต์เริ่มส่อเค้าวุ่นวาย
บรรดาเมืองขึ้นต่างๆ เช่นนูเบียและลิเบียได้ก่อกบฎขึ้นแต่โชคดีที่ทางอียิปต์สามารถปราบปรามลงได้ ในช่วงเวลาเดียวกัน
นี้เองทางฝ่ายฮิตไตท์ประสบภาวะ แห้งแล้งขาดแคลนอาหารทำให้ทางอียิปต์ต้องส่งอาหารไปช่วยตามข้อตกลงที่มีใน
สมัยรามเสสที่2 หลังการสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์มเนปตาห์อียิปต์ต้องพบกับปํญหาการเมืองภายในฟาโรห์แต่ละองค์ครอง
ราชย์เพียงช่วงสั้นๆ จนมาถึงปีที่1186ก่อนค.ศ.ฟาโรห์รามเสสที่3ขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่ม
ทำให้ปัญหาการเมืองภายในหมดไป แต่ในช่วงที่อียิปต์เริ่มจะฟื้ นตัวนั้นเหตุการณ์สำคัญก็ได้เกิดขึ้น

การมาถึงของชนทะเล (Sea people)

หลังการครองราชย์ของรามเสสที่3 ทางด้านเมดิเตอเรเนียนได้เกิดความวุ่นวาย เนื่องจากภาวะแห้งแล้ง ที่เกิดขึ้น
ทำให้เกิดการรุกรานและการอพยพจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ประชาชนจากเมดิเตอเรเนียนต้องอพยพออกจาก
ถิ่นฐานเดิม กลุ่มชนเหล่านี้ถูกเรียกว่าชาวทะเล(sea people) นักรบชาวทะเลเหล่านี้ประกอบด้วยคนเชื้อชาติต่างๆ เช่นไม
ซีเน่ อีเจียน ฟิลิสทีนแม้กระทั่งชาวซีเรียโดยพวกเขาได้เข้ารุกรานและทำลายบ้านเมืองต่างๆเรื่อยมา

สิ่งที่พวกนี้ต้องการ คือดินแดนใหม่ที่ อุดมสมบูรณ์ซึ่งพวกเขาจะตั้งถิ่นฐานได้ นอกจากนี้ชาวทะเลเหล่านี้ยังได้เข้าโจมตี
และทำลายนครฮัตตูซัสเมืองหลวงของจักรวรรดิฮิตไตท์จน ราบคาบจากนั้นชาวทะเลจึงมุ่งหน้ามายังอียิปต์ดินแดนอู่ข้าว
อู่น้ำของโลกโบราณ และในปีที่1179 ก่อน ค.ศ. ได้เกิดสงครามระหว่างชาวทะเลกับอียิปต์

ฟาโรห์รามเสสที่3 สามารถพิชิตกองทัพชาวทะเลได้ทั้งทางบกและทางน้ำ ทำให้สามารถปกป้องจักรวรรดิได้สำเร็จชื่อ

เสียงของพระองค์เลื่องระบือ หลังสงครามพระองค์ยังปราบปรามพวกลิเบียที่ก่อกบฎลงได้ ทำให้จักรวรรดิเริ่มฟื้ นตัวอีก

ครั้งแต่ทว่าสงครามที่ยาวนานทำให้อียิปต์สูญเสียกำลัง คนไปมากการค้าก็หดหายไปทำให้อียิปต์ขาดรายได้และ

ท่ามกลาง ปัญหานี้เองรามเสสที่3 ก็สวรรคตลง

5

บทสุดท้าย แห่งอาณาจักร

หลังการสวรรคตของรามเสสที่3 อียิปต์กลับสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง ทั้งจากปัญหาการเมืองและความอดอยาก ใน
ที่สุดอียิปต์ก็แตกแยกกลายเป็นก๊กเป็นเหล่า บรรดาเมืองต่างๆตั้งตนเป็นอิสระ ชาวลิเบียซึ่งเป็นนักโทษสงครามของ
รามเสส ถือโอกาสตั้งตนเป็นอิสระผู้นำของพวกเขานามว่าโชชอง(Chochong) ได้เป็นฟาโรห์และรวบรวมแผ่นดินได้
สำเร็จ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆและบ้านเมืองก็เข้าสู่สภาพแตกแยกอีกครั้ง ในปีที่663 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์อัสซูบานิปาล
แห่ง อัสสิเรีย ได้ยกกองทัพเข้ารุกรานอียิปต์ เมืองต่างๆถูกทำลาย ทรัพย์สมบัติถูกปล้นชิง และอียิปต์ก็ไม่อาจฟื้ นตัว
ได้อีก ในปีที่525 ก่อนค.ศ. อียิปต์ก็ถูกปกครองโดยชาวเปอร์เซียและเมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซีโดเนีย ซึ่ง
เป็นชนเชื้อชาติกรีกพิชิตเปอร์เซียลง อียิปต์ก็ตกเป็นของมาซีโดเนียในปีที่335 ก่อน ค.ศ.

หลังการสวรรคตของอเล็กซานเดอร์จักรวรรดิมาซิโดเนียของพระองค์ล่มสลายลง เหล่าขุนศึกมาซีโดเนียต่างตั้งตน
เป็นใหญ่ในดินแดนต่างๆที่พระองค์พิชิตมา นายพลปโตเลมีขุนศึกของพระองค์ก็ตั้งตนเป็นฟาโรห์และ ตั้งราชวงศ์ป
โตเลมีซึ่งถือเป็นราชวงศ์สุดท้าย ขึ้นปกครองอียิปต์โดยมีเมืองหลวงที่อเล็กซานเดรีย ปีที่ 36 ก่อน ค.ศ.
พระนางคลีโอพัตราแห่งราชวงศ์ปโตเลมีพ่ายแพ้กองทัพโรมันที่แอคติอุม(Actium) และได้ปลิดชีวิตตนเองลงจาก
นั้นจักรวรรดิโรมันจึงผนวกอียิปต์เข้าเป็นส่วน หนึ่งของโรมและ นั่นคือการล่มสลายลงโดยสิ้นเชิงจากนั้นมา อียิปต์
กลายเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของโรมและกลายเป็นของจักรวรรดิไบเซนไทน์ในเวลาต่อมา และได้ถูกพวกมุสลิมเข้ายึด
ครองในภายหลัง

ด้านการเมืองการปกครอง

สมัยอาณาจักรเก่า

กษัตริย์หรือฟาโรห์ (Pharaoh) มีอำนาจสูงสุด โดยมีผู้ แต่ละอาณาจักรมีอำนาจปกครองเหนือมณฑลต่าง ๆ
ช่วยในการปกครองคือ ขุนนาง หัวหน้าขุนนางเรียกว่า หรือเรียกว่าโนเมส ซึ่งแต่ละโนเมสมีสัญลักษณ์แตกต่าง
“วิเซียร์” และมีหน่วยงานย่อย ๆ ในการบริหารประเทศ กัน ต่อมามีการรวมกันเป็นอาณาจักรใหญ่ 2 แห่ง คือ
อียิปต์บนและอียิปต์ล่าง ต่อมาทั้ง 2 อาณาจักรได้ถูก
แต่ละเมืองแต่ละหมู่บ้านมีผู้ปกครองระดับต่าง ๆ ดูแล รวมเข้าด้วยกันเกิดราชวงศ์อียิปต์โดยประมุขแห่งอียิปต์
เป็นลำดับขั้น แต่ละชุมชนถูกเกณฑ์แรงงานมาทำงานให้ (เมเนสหรือนาร์เมอร์)
แก่ทางการซึ่งส่วนใหญ่คือ การสร้างพีระมิด

การสร้างพีระมิดขนาดใหญ่ เป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจและแรงงานของอียิปต์ ซึ่งนำความเสื่อมมาสู่ราชวงศ์อียิปต์

6

สมัยอาณาจักรกลาง

-ฟาโรห์เปลี่ยนภาพลักษณ์จากผู้ปกครองที่อยู่ห่างไกลประชาชนมาเป็นผู้ปกป้องประชาชน

-ลดการสร้างพีระมิด แต่ประชาชนต้องตอบแทนด้วยการทำงานสาธารณะต่าง ๆ เช่น การระบายน้ำใน
บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพื่อช่วยการเกษตร การขุดคลองเชื่อมแม่น้ำไนล์กับทะเลแดงเพื่อการสะดวกใน
การค้าและขนส่ง

สมัยอาณาจักรใหม่ฟาโรห์อเมนโฮเตปที่ 4

-ทรงเปลี่ยนแปลงความเชื่อในเรื่องการนับถือ
เทพเจ้าหลายองค์มาเป็นการนับถือเทพเจ้าองค์
เดียว คือ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ทำให้เกิด
ความไม่พอใจในหมู่ขุนนางและประชาชน

-เมื่อฟาโรห์ตุตันคาเมนขึ้นครองราชย์จึงเปลี่ยน
กลับไปนับถือเทพเจ้าหลายองค์เช่นเดิม

-ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสต์ศักราช อียิปต์
สูญเสียความเข้มแข็ง ชนเผ่าต่าง ๆ สลับกันมี
อำนาจปกครองอียิปต์ เช่น อัสซีเรีย ลิเบีย
เปอร์เซีย สุดท้ายอียิปต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของ
อาณาจักรโรมัน

7

ด้านเศรษฐกิจ

อาชีพหลักของชาวอียิปต์ คือ เกษตรกรรม เพราะว่าดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลิตอาหารเกินความต้องการ
การผลิตทางการเกษตรที่เป็นหลักของอียิปต์ คือ ข้าวสาลี บาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ถั่วฝักยาว ถั่ว ผักและผลไม้ และ
ต่อมามีการพัฒนางานหัตถกรรมและอุตสาหกรรม ทอผ้า ผลิตเครื่องตกแต่ง หม้อ ลินิน และอัญมณี เหล็ก
และทองแดงมีการถลุง นำมาใช้ในการทำเครื่องมือ แก้ว และเครื่องปั้ นดินเผา มีการผลิตทั้งแบบเรียบ ๆ และ
วาด ทั้งยังมีวิศวกร จิตรกร ประติมากร และสถาปนิกอีกด้วย

ด้านสังคม

เป็นสังคมแบบลำดับชั้น ผู้ปกครองสูงสุด คือ ฟาโรห์ และชนชั้น
ปกครองอื่น ๆ คือ ขุนนางและนักบวช ชนชั้นรองลงมาคือ พ่อค้าและ
ช่างฝีมือ ชนชั้นล่าง คือ ชาวนา และทาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ที่ดิน
ทั้งหมดเป็นของฟาโรห์ สำหรับขุนนางและนักบวชก็ได้ครอบครองที่ดิน
จำนวนมาก ชาวนาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือเมืองเล็กๆ และเสียภาษีเป็น
ผลผลิตให้ฟาโรห์ ขุนนาง และพระ รวมทั้งต้องถูกเกณฑ์แรงงานไป
ทำงานให้รัฐ และเป็นทหาร

สตรีมีบทบาทสูงไม่น้อยกว่าผู้ชาย คือ ให้สถานภาพแก่สตรีสูง ยอมให้
สตรีขึ้นครองราชบัลลังก์ได้ มีสิทธิในการมีทรัพย์สินและมรดก ราชินีที่
มีชื่อเสียงของอียิปต์ คือ แฮตเชพซุต (Hatchepsut) ซึ่งปกครองใน
ศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสต์ศักราช และทำความงดงามให้กับเมืองคาร์นัก

ชาวอียิปต์ไม่ยอมให้ชายแต่งงานกับสตรีเป็นภรรยามากกว่า 1 คน แลัช
อบให้พี่ชาย-น้องสาวแต่งงานกัน หรือแต่งงานภายในตระกูล ฟาโรห์
แต่งงานกับตระกูลของตน เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือด

8

ด้านศาสนา

ชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้าหลายองค์ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจธรรมชาติ และยกย่องกษัตริย์ให้เทียบเท่าเทพเจ้า
ทำให้สถาบันกษัตริย์มีความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อนี้จึงมีผลต่อการสร้างอารยธรรมเช่น การสร้างพีระมิด

ด้านภาษาและวรรณกรรม

•เฮียโรกริฟฟิก: เริ่มใช้ในสมัยราชวงศ์ที่ 1 มี •อักษรเดโมติค: ดัดแปลงต่อมาจ่กอักษรเฮียราติค
ทั้งหมด 600 กว่ารูป แปลว่า “อักษรหรือหรือรอย ใช้สำหรับวงการธุรกิจอยู่ระยะหนึ่งแล้วเลิกไป
สลักอันศักดิ์สิทธิ์” เนื่องจากพระเป็นผู้เริ่มใช้อักษร
เหล่านี้ก่อน และใช้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา

•อักษรเฮียราติค: ดัดแปลงมาจากเฮียโรกริฟฟิก •อักษรคอปติค: เป็นอักษรกรีกผสมเฮียโรกริฟฟิก
เป็นตัวเขียนหวัด ใช้สำหรับเขียนทั่วไป มี 24 ตัว ใช้สืบต่อกันมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 จึงเปลี่ยน
มาใช้ภาษาอาหรับ

อุปกรณ์การเขียน อิยิปต์เป็นชาติแรกที่คิดทำกระดาษขึ้นใช้ กระดาษดังกล่าวทำจากต้นพาไพรัส ซึ่งมี
มากมายตามริมฝั่ งแม่น้ำไนล์ เครื่องเขียนใช้ก้านอ้อ ส่วนหมึกใช้ยางไม้ผสมเขม่า

9

ด้านศิลปวิทยาการ

ดาราศาสตร์

สังเกตปรากฏการณ์จากการเกิดน้ำท่วมของแม่น้ำไนล์ ซึ่ง
ได้นำความรู้นี้มาคำนวณเป็นปฏิทินแบบสุริยคติที่แบ่งวัน
ออกเป็น 365 วันใน 1 ปี ซึ่งมี 12 เดือน และในรอบ 1 ปี ยัง
แบ่งออกเป็น 3 ฤดูกาล ที่กำหนดตามวิถีการประกอบ
อาชีพ คือ ฤดูน้ำท่วม ฤดูไถหว่าน และฤดูเก็บเกี่ยว

คณิตศาสตร์

ริเริ่มการบวก ลบ และหาร และการคำนวณพื้นที่วงกลม
สี่เหลี่ยม และสามเหลี่ยม ความรู้ดังกล่าวเป็นฐานของวิชา
ฟิสิกส์ที่ใช้คำนวณในการก่อสร้างพีระมิด วิหาร เสาหิน
ขนาดใหญ่ และวัดที่ดิน อ้กทั้งพบสูตรคำนวณหาพื้นที่
วงกลม (Pi R) และกำหนดค่าของ Pi = 3.14

การแพทย์

การแพทย์ของอิยิปต์ถูกนำไปใช้แพร่หลายในทวีปยุโรป
ทั้งการเสริมความงาม ,การทำมัมมี่ รู้จักการใช้น้ำเกลือ
ล้างแผล การทำฟันปลอมทอง อุดฟันผุ และแพทย์อิยิปต์
โบราณรู้จักทำสถิติโรคภัยไข้เจ็บที่ปรากฏมากตามท้อง
ถิ่นต่างๆ มีการจัดหมวดหมู่และแบ่งประเภทของโรคตาม
อาการที่ปรากฏ

สถาปัตยกรรม

ชาวอิยิปต์โบราณได้รับการยกย่องเป็นสถาปนิกชั้นยอด
ของโลก เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมอียิปต์ คือ พีระมิด
ที่บรรจุศพของฟาโรห์ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ทาง
ศาสนาและอำนาจทางการปกครอง มีการสร้างวิหาร
จำนวนมาก เพื่อบูชาเทพเจ้าในแต่ละองค์ และเป็นสุสาน
ของกษัตริย์ เช่น วิหารแห่งเมืองคาร์นัก และลุคซอร์ ซึ่ง
สร้างขึ้นเพื่อสักการบูชาเทพแห่งนครธีบส์ เป็นต้น

10

ประติมากรรม

ชาวอียิปต์สร้างประติมากรรมไว้จำนวนมากทั้งรูปปั้ นและภาพสลักที่ปรากฏในพีระมิดและวิหาร อย่างอักษร
เฮียโรกริฟฟิคอยู่ตามผนังวิหารอย่างงดงาม

•ภาพสลักที่มีชื่อเสียงในด้านความงาม ได้แก่
-ภาพหินสลักพระพักตร์ของฟาโรห์คาฟรา (หัวสฟิงค์)
-พระเศียรของพระนางเนเฟอร์ติติ (มเหสีฟาโรห์อัคนาตอน)
-รูปสลักเต็มตัวของฟาโรห์ต่างๆ พระมเหสี และเทพเจ้าของ
ชาวอิยิปต์ตามหน้าผาและวิหาร (ในนครธีบส์)

•ภายในวิหาร
-มีรูปปั้ นสัญลักษณ์ของเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น สุนัข แมว
เหยี่ยว เป็นต้น
-ภาพสลักที่แสดงเรื่องราวและเหตุการณ์
-บรรดาสิ่งก่อสร้างที่ใช้เสาใหญ่ๆ เรียงรายเป็นแนวรองรับ
หลังคาอาคาร
-การแกะสลักเสา การตกแต่งหัวเสารูปใบปาล์ม
-รูปโค้งเหนือบานประตูหน้าต่าง อิยิปต์เป็นผู้เริ่มใช้ก่อนชาติอื่นๆ
ได้แบบอย่างไปดัดแปลงสมัยต่อมา

จิตรกรรม

ผลงานด้านจิตรกรรมมีเป็นจำนวนมาก มักพบในพีระมิด
และสุสานต่างๆ ภาพวาดของชาวอียิปต์ส่วนใหญ่มีสีสัน
สดใส มีทั้งภาพสัญลักษณ์ของเทพเจ้าที่ชาวอียิปต์นับถือ
พระราชกรณียกิจของฟาโรห์และสมาชิกในราชวงศ์ ภาพ
บุคคลทั่วไปและภาพที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวอียิปต์

วิศวกรรม

เป็นชาติแรกที่รู้จักการใช้เครื่องผ่อนแรง เช่น เลื่อน
ลูกรอก และคันกว้าน สำหรับเคลื่อนที่และยกของหนัก มี
ความเจริญทางด้านวิศวกรรมและชลประทานมาก เป็นชาติ
แรกที่ริเริ่มการทดน้ำด้วยวิธีสร้างเขื่อนด้วยคันดิน ขุด
ทะเลสาบและคูคลองระบายน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตรและการ
คมนาคม สำหรับการชลประทานนั้นมีการตรวจสอบระดับน้ำ
ทุกปี เพื่อประโยชน์สำหรับการทดน้ำในปีต่อไป

11

บรรณานุกรม




1. https://sites.google.com/site/historyinter123/xarythrrm-tawan-tk-smay-
boran/xarythrrm-lum-na-nis

2.
https://chalita006.wordpress.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%
E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8
%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E
0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9
9%E0%B8%A5%E0%B9%8C/


Click to View FlipBook Version