สุสุเ สุ เ สุ มเรีรีย รีรี นสู่สู่กสู่สู่ าร ประดิดิษฐ์ฐ์ตั ฐ์ ตั ฐ์ ตั ว ตั ว อัอั อั ก อั กษรคูคูนิ คู นิ คู ฟนินิ อร์ร์ม ร์ร์ การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม
คำคำ คำคำ นำนำนำนำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือE-BOOKเล่มนี้ จัดทำ ขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ประวัติศาสตร์ และ ให้ได้ศึกษาและได้ ประโยชน์ทำ ให้ผู้อ่านได้รับความรู้จาก เรื่องการประดิษฐ์อักษรคูมิฟอร์มโดย ชาวสุเมียเรียซึ่งอักษรชนิดแรกของโลก
เกริ่ริ่ริ่ริ่นนำนำนำนำถึถึ ถึถึ งอารยธรรมเมโซโปเตเมีมี มีมี ย สู่สู่สู่สู่การประดิดิดิดิษฐ์ฐ์ ฐ์ฐ์อัอั อัอั กษรคูคู คูคู มิมิมิมิฟอร์ร์ ร์ร์ ม ภาพแผนที่ของอารยธรรมเมโซโปเตเมียมี
นอกจากนั้นแล้ว ทางบกยังติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชื่อมต่อลอียิปต์และอารยธรรมที่กำ ลังก่อตัวในยุโรปได้ ทางตอนใต้ก็ยังเปิดสู่อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเออำ นวยต่อการ ขนส่งค้าขายทางทะเลกับอารยธรรมที่ห่างไกล เช่น สินธุ ลักษณะเช่นนี้เอง ทำ ให้ดินแดนเมโสโปเตเมียแห่งนี้ เป็น ที่หมายปองของชนกลุ่มต่างๆ จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมโสโปเตเมีย เป็นที่ราบ ลุ่มแม่น้ำ มีการทับถมของดินตะกอนตามชายฝั่งแม่น้ำ ทั้ง สอง ทำ ให้บริเวณแถบนี้อุดมสมบูรณ์และมีสภาพเหมาะ สมแก่การเพาะปลูก แม้ว่าสภาพอากาศในดินแดนแถบ นี้จะแปรปรวนไม่จนสามารถคาดเดาได้ก็ตาม เกิดความ แห้งแล้งลำ น้ำ ท่วมเป็นประจำ อันเป็นเหตุให้การควบคุม น้ำ หรือการชลประทานสำ คัญจำ เป็นต่อการทำ กสิกรรม ของผู้คนแถบนี้
ช่วงประมาณ 4000 ปีก่อนคริสตกาลลงมาพบว่า มนุษย์ที่เมโสโปเตเมียเริ่มเรียนรู้การใช้โลหะทองแดง และพบหลักฐานความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ และ ดาราศาสตร์ เป็นต้น ถัดมาประมาณ 3600-2800 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ในยุคอูรุก (uruk) ถือเป็นการเริ่ม ต้นอารยธรรมเมืองในลักษณะนคร-รัฐ (city-state) และที่นี้มีวิหารสองแห่ง คือ วิหารสำ หรับบูชาเทพอาทิตย์ และวิหารสำ หรับบูชาเทพอินันนา (Inanna) ซึ่งเป็นเทพี แห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ เทพในช่วงนี้ของเมโสโปเตเมียมีหลายองค์ เช่น วัวกระทิง ซึ่งมีความหมายถึงสวรรค์ enlil เป็นเทพ ของสายฟ้าหรือดินฟ้าอากาศ ea เป็นเทพแห่งน้ำ รูป รู ภาพของเทพี inanna
ลักษณะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในแหล่งอารยธรรม เมโสโปเตเมีย เป็นชนหลายกลุ่มเผ่าผลัดกันมาตั้ง ถิ่นฐานและมีอำ นาจในดินแดนแถบนี้ ได้แก่ พวก สุเมเรียน ต่อมาเป็นพวกเผ่าเซเมติก ได้แก่ แอค คัด และพวกอามอไรต์ หลักจากนั้นมีพวกอินโด อารยัน ได้แก่ พวกฮิตไทต์ และพวกเปอร์เซียน รูปภาพแบบจำ ลองของ ซิกกูแรต
ชาวสุเมเรียนเป็นชนเผ่าแรกที่มีอำ นาจครอบ ครองดินแดนเมโสโปเตเมีย ชาวสุเมเรียน เอาชนะธรรมชาติด้วยการสร้างทำ นบใหญ่สอง ฟากฝั่งแม่น้ำ สร้างครองระบายน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ ประตูน้ำ และอ่างเก็บน้ำ เพื่อระบายน้ำ ไปยัง บริเวณที่แห้งแล้งที่อยู่ไกลออกไป ชาวสุเม เรียนจึงเป็นพวกแรกที่ทำ ระบบชลประทานได้ วัฒนธรรมสุเมเรียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยว กับศาสนาแทบทั้งสิ้น พวกสุเมเรียนจึงนิยม สร้างศาสนสถานขนาดใหญ่เรียกว่า “ซิกรู แลต”นั้นเองซึ่งมีรูปร่างแบบสถาปัคยกรรม คล้ายภูเขาขนาดใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ที่ประทับ ของเทพเจ้าต่างๆ ซิกรูแรตสร้างด้วยอิฐตาก แห้งสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นสถานที่ติดต่อหรือ เชื่อมระหว่างโลกและสวรรค์
การประดิดิษดิดิฐ์ฐ์ตั ฐ์ตั ฐ์ ตั ว ตั วอัอั อั ก อั กษรคูคูมิ คู มิ คู ฟมิมิอร์ร์ม ร์ร์ พวกสุเมเรียนเป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักประดิษฐ์ อักษรได้ราว 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช อักษรที่ใช้ในการบันทึกนี้เรียกว่า “อักษาลิ่ม” หรือ “คูนิฟอร์ม” อักษรลิ่มนี้นับว่า เป็นหลัก ฐานที่เป็นลายอักษรที่เก่าแก่ที่สุดในทาง ประวัติศาสตร์โดยพัฒนามาจากอักษรภาพ ชาวสุเมเรียนจะใช้ไม้เสี้ยนปลายให้แหลม หรือใช้กระดูทำ ปลายให้มีลักษณะคล้ายรูปลิ่ม กดลงบนแผ่นดินเหนียวที่ยังอ่อนอยู่ทำ ให้เกิด เป็น รอย แล้วนำ ไปตากแดดให้แห้งหรือเผา ไฟตัวอักษรชนิดนี้เรียกว่าตัวอักษรคูนิฟอร์ม (CUNEIFORM) หรือตัวอักษรรูปลิ่มและใช้ตัว อักษรนี้ เขียนข้อความต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อ การเขียนตัวอักษรของกรีกและโรมันในสมัย ต่อมา
อักษรรูปลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม (CUNIFORM) เป็นระบบ การเขียนที่หลากหลาย เป็นได้ทั้ง อักษรพยางค์ อักษร คำ และอักษรที่มีระบบสระ – พยัญชนะ คำ ว่า “CUNEIFORM”นั้นมาจากภาษาละตินคำ ว่า “CUNEUS” ที่แปลว่า ลิ่ม ดังนั้นอักษรรูปลิ่มจึงรวม อักษรที่มีรูปร่างคล้ายลิ่มทั้งหมดไว้ด้วยกันเชื่อว่า เขียนขึ้นด้วยก้านอ้อหรือไม้ที่ตัดปลายเป็นเหลี่ยม แล้ว กดลงไปบนแผ่นดินเหนียวที่อ่อนตัว จากนั้นก็นำ ไป เผาหรือตากแดดให้แห้ง แผ่นดินเหนียวจะมีขนาดยาว ประมาณ 6 นิ้ว กว้างประมาณ 3 นิ้ว หนาประมาณ 1 นิ้ว ส่วนวิธีการรักษาให้อยู่ได้นานๆ นั้น บางครั้งเมื่อ เผาหรือตากแดดจนแห้งแล้วจะหุ้มด้วยดินเหนียวบ างๆ อีกชั้น แล้วเขียนทับลงไปใหม่นำ ไปเผาซ้ำ อีกครั้ง เผื่อว่าอักษรด้านนอกลบเลือนหรือกะเทาะแตก ส่วนที่ อยู่ด้านก็ในยังเหลือให้เห็นสำ หรับแผ่นดินเหนียวที่เป็น รูปทรง 3 มิติ มี 2 ชนิดคือ แบบแผ่นแบนและแผ่น ซ้อน
มีภาษาหลายตระกูล ทั้งตระกูลเซมิติค ตระกูลอินโด – ยุ โรเปียน และอื่นๆ ที่เขียนด้วย อักษรนี้ เช่น 1. อักษรสุเมเรียน 2. อักษรอัคคาเดีย/ บาบิโลเนีย/ อัสซีเรีย (เซมิติคตะวัน ออก) 3. อักษรอีลาไมต์ 4. อักษรเอบลาไอต์ 5. อักษรฮิตไตน์ 6. อักษรฮูร์เรีย 7. อักษรอูตาร์เตีย 8. อักษรยูการิติค (ระบบพยัญชนะ) 9. อักษรเปอร์เซียโบราณ (ส่วนใหญ่ใช้แทนพยางค์)
ตัวอย่างเก่าสุดของอักษรในเมโสโปเตเมีย เริ่มราว 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช พบใน บริเวณ อูรุก (Uruk) นิปเปอร์ ซูซา และเออร์ (Ur) ส่วนใหญ่เป็นบันทึกเกี่ยวกับการค้าขาย บันทึกเหล่านี้ พัฒนามาจาก ระบบการนับ ที่ใช้ มาตั้งแต่ 5,000 ปี ก่อนหน้านั้น แผ่นดิน เหนียวเริ่มใช้ตั้งแต่ 8,000 ปีก่อนคริสต์ ศักราช ในเมโสโปเตเมีย โดยทั่วไป เป็นรูป ทรง 3 มิติ มี 2 ชนิดคือ แบบแผ่นแบน และ แผ่นซ้อน
แบบแผ่นแบน เป็นรูปแบบโบราณ พบ ตั้งแต่ 8,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ใน บริเวณกว้าง ตั้งแต่ ตุรกี ซีเรีย อิสราเอล จอร์แดน อิหร่าน และอิรัก เป็นแบบที่แพร่หลายกว่า คล้ายกับว่า เป็นแบบที่ใช้ในการนับทาง เกษตรกรรม เช่น การนับธัญพืช
แบบแผ่นซ้อน เป็นแบบที่ตกแต่งด้วย เครื่องหมาย เริ่มพบในช่วง 4,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ทางภาคใต้ของเมโส โปเตเมีย ใช้บันทึกเกี่ยวกับสินค้า แปรรูป ซึ่งพบในบริเวณ ที่มีการขยาย ตัวของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เช่น สุเมเรีย ตัวอย่างที่เก่าสุด พบในวิหาร เทพีอินอันนา เทพีแห่งความรักและ ความอุดมสมบูรณ์ ของชาวสุเมเรีย ใน เมืองอูรุก ซึ่งทางวิหารใช้บันทึก เกี่ยว กับการแปรรูปสินค้าของวิหาร
แผ่นดินเหนียวเหล่านี้ ถูกเก็บในห่อที่แข็งแรง ทำ ด้วย ดินเหนียว เรียกว่าบุลลา (bulla) เพื่อป้องกันการ สูญหาย เนื่องจากการนับแผ่นดินเหนียวภายในบุลลา หลังการผนึกทำ ได้ยาก การแก้ปัญหาจึงใช้การกดแผ่นดินเหนียว ลงบนผิวนอกของบุลลา ในขณะที่ดินเหนียว ยังอ่อนตัวอยู่ แล้วจึงใส่แผ่นดินเหนียวเข้าไปข้างใน และปิดผนึก การนับจำ นวนแผ่นดินเหนียวอีกครั้ง ใช้ การนับรอยกดบนผิวด้านนอก จากรอยกดนี้ ชาวสุเม เรียได้พัฒนามาเป็นสัญลักษณ์รูปลิ่ม เพื่อใช้บอกความหมายและจำ นวน เช่นรูปลิ่ม 1 อัน หมายถึง 1 รูป วงกลม หมายถึง 10 การบันทึกว่า “แกะ 5 ตัว” ใช้ การกดลงบนดินเหนียวเป็นรูปลิ่ม 5 อัน แล้วตามด้วย สัญลักษณ์ของแกะ
สรุรุ รุ ป รุ ปโดยย่ย่ ย่ อ ย่ อ อักษรคูมิฟอร์มคือตัวอักษรชนิด แรกของโลกโดยเป็นการพัฒนา มาจากอักษรรูปภาพสลักลงบนดิน เหนียวบอกเล่าเรื่องราวในอดีต และอารยธรรมเมโซโปเตเมียเป็น รูปแบบตัวอักษรที่พัฒนาเป็นตัว อักษรต่างๆ เช่น อักษรอาราบิค
มหากาพย์กิลกาเมช เป็นตำ นานน้ำ ท่วมโลกที่เก่า แก่ของเมโสโปเตเมียโบราณ เป็นหนึ่งในงาน วรรณกรรมประเภทนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นักวิชาการเชื่อว่ามหากาพย์เรื่องนี้มีกำ เนิดมา จากตำ นานกษัตริย์สุเมเรียนและบทกวีเกี่ยวกับ วีรบุรุษในตำ นานที่ชื่อว่า กิลกาเมช ซึ่งถูก รวบรวมเอาไว้กับบรรดาบทกวีอัคคาเดียน มหากาพย์ย์ย์ กิ ย์ กิกิ ล กิ ลกาเมช
ในยุคต่อมา มหากาพย์ชุดที่สมบูรณ์ที่สุดใน ปัจจุบันปรากฏในแผ่นดินเหนียว 12 แท่งซึ่ง เก็บรักษาไว้ที่หอเก็บจารึกของกษัตริย์แห่งอัส ซีเรีย เมื่อราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล มีชื่อดั้งเดิมว่า ผู้มองเห็นเบื้องลึก (He who Saw the Deep; Sha naqba īmuru) หรือ ผู้ ยิ่งใหญ่กว่าราชันทั้งปวง (Surpassing All Other Kings; Shūtur eli sharrī) กิลกาเม ชอาจจะเป็นผู้ปกครองที่มีตัวตนจริงในอดีต ระหว่างราชวงศ์ที่ 2 ของยุคต้นของสุเมเรีย (ประมาณ 2,700 ปีก่อนคริสตกาล)
หลังจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำ นาจลงเพราะการทำ สงครามกับชนเผ่าอื่นๆที่เข้ามารุกรานและแย่งชิง ความเป็นใหญ่ในระหว่างพวกสุเมเรียนด้วยกันเอง ต่อมาพวกอามอไรต์ (Amorite) ได้ตั้งอาณาจักร บาบิโลเนีย (Babylonia Kingdoms) ขึ้นมา มีเมือง หลวงอยู่ที่เมืองบาบิโลน ริมฝั่งแม่น้ำ ยูเฟรทีส อาณาจักรบาบิโลเนียเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการ ปกครองแบบรวมศูนย์ (Centralization) มีการเก็บ ภาษีอากรและการเกณฑ์ทหาร รัฐควบคุมการค้า ต่างๆ อย่างใกล้ชิด
ผลงานที่สำ คัญของอาณาจักรบาบิโลเนีย ได้แก่ การ ประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยพระเจ้า ฮัมมูราบี (Hammurabi, 1792-1745 ปี ก่อนคริสต์ ศักราช) ซึ่งมีชื่อเรียกว่าประมวลกฎหมายของพระเจ้า ฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) จารึกอยู่บน แผ่นศิลา หลักการของกฎหมายมีรากฐานมาจาก กฎหมายของพวกสุเมเรียน แต่ได้จัดให้เป็นระบบ และ ให้อำ นาจหน้าที่ในการลงโทษผู้กระทำ ผิดแก่ชนชั้น ปกครองยิ่งขึ้น ประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี ยึดถือ หลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (an eye for eye, atooth for a tooth) ในการลงโทษ กล่าวคือ ให้ใช้การทดแทน ความผิดด้วยการกระทำ อย่างเดียวกัน
สวนลอยบาบิโลน สวนที่สวยงามดั่งสวรรค์ เป็นดั่ง วิมานกลางทะเลทราย ต้นปาล์มใหญ่สลับซับซ้อนอยู่ กับสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหิน เรียงขึ้นเป็นชั้นๆ มีระบบ ชลประทาน คอยหล่อเลี้ยงชีวิตพืชพรรณนานา และ สร้างเป็นน้ำ ตกในอาคาร จนกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่ง มหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
เมื่อพระนาง Amytis แห่งกรุง Media พระสนมของ พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 (Nebuchadnezzar II) แห่งกรุงบาบิโลนเกิดคิดถึงวิวทิวทัศน์ของบ้านเกิดอย่างสุดคะนึงทั้งพันธุ์ไม้และ ภูเขาที่เคยคุ้นตวิมานท่ามกลางทะเลทรายจึงต้องถูกสร้างขึ้นมา อาคารหินสลับซับซ้อนหลายชั้น ที่มีรูปทรางคล้ายสิ่งปลูกสร้างในยุคนั้นที่เรียกว่า‘Ziggurat’ถูกประดับไปด้วยต้นปาล์มขนาดใหญ่ ตามระเบียงมีการใช้ดินแปะไปที่ผนังให้หนามากพอที่จะปลูก ต้นไม้และดอกไม้ได้(ฟีลเดียวกับสวนแขนผนังตามระเบียงคอน โด) แต่ต้นไม้ไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวเองจึงเกิดระบบชลประทานที่ ใช้ในอาคารที่หยิบยืมเอาน้ำ จากแม่น้ำ ยูเฟรติส (Euphrates)ใกล้ๆ นั้นมาจัดสรรหมุนเวียนผ่านกังหันน้ำ และถังเก็บน้ำ บนอาคาร แบ่งเป็นที่ใช้หล่อเลี้ยงเหล่าพืชพรรณและประดับประดาเป็นน้ำ ตกหมุนเวียนด้วย
สมาชิก นายพีรพัฒน์ ชาติรัก ม.5/5 เลขที่7 นายวันชนะ ยุติกรณ์ ม.5/5 เลขที่14 นายปัณณธร ทองดี ม.5/5 เลขที่17 นายทรงสิทธิ์ พณิชพงศ์ภักดี ม.5/5 เลขที่19 นายพชรพล ตระการกสิกิจ ม.5/5 เลข ที่20 นายกิตติภูมิ ชื่นชูวิทย์ ม.5/5 เลขที่21 นายนพดล เกิดสุวรรณ ม.5/5 เลขที่43