ประวตั ิศาสตร์ยโุ รป
ประวัตศิ าสตร์ยโุ รปยุคกลาง
ประวัติศาสตร์ยุโรป
ประวัติศาสตร์ยโุ รป
การลม่ สลายลงของจกั รวรรดิโรมันตะวนั ตก
ศาสนาคริสต์เปลี่ยนแปลงกรุงโรม ในคริสต์ศักราช 380 จักรพรรดิธีโอโดเซียส (Theodosius) ได้ทาให้
ศาสนาครสิ ต์เป็นศาสนาอยา่ งเป็นทางการของกรงุ โรม สิบเอด็ ปตี ่อมา จกั รพรรดิธโี อโดเซียส ได้ปิดโบสถ์ที่ไม่ได้เป็น
ศาสนาคริสต์ทั้งหมด พระองค์กล่าวว่า "ประชาชนทุกชาติที่เราปกครองควรจะปฏิบัติศาสนาที่ปีเตอร์อัครสาวก
ส่งไปยังชาวโรมนั "
การเร่ิมตน้ ของนิกายโรมันคาธอลิก ศาสนาคริสตใ์ นเมืองโรมันได้รับเอาโครงสร้างท่ัวไป พระสงฆแ์ ละผูด้ ูแล
วัดเช่ือฟังพระสังฆราช (bishops) หรือผู้นาคริสตจักรท้องถิ่น ตามประเพณีโรมันคาทอลิก บิชอปคนแรกของกรุง
โรม คือ อัครสาวกปีเตอร์ ต่อมา บิชอปผู้ใหญ่แห่งกรุงโรมจะกลายเป็นบาทหลวงที่สาคัญท่ีสุดหรือสมเด็จพระ
สันตะปาปา (Pope) นี่เป็นจุดเรมิ่ ตน้ ของนิกายโรมันคาทอลิก นกิ ายศาสนาคริสตน์ ิกายหนึ่งท่ีก่อรากฐานในกรงุ โรม
คาทอลิก (Catholic )หมายความวา่ "สากล"
นักเขียนคริสเตียนในยุคแรกบางคน ที่ได้รับการเรียกว่าบิดาแห่งคริสตจักร ได้พัฒนาลัทธิความเชื่อหรือ
สภาวะของความเช่ือ ลัทธิความเชื่อน้ีได้ทาให้ความเชื่อเด่นข้ึนในรูปตรีเอกานุภาพ (สาหรับชาวคริสเตียน ชาว
คริสตัง เรียกว่า ตรีเอกภาพ – Trinity) หรือการรวมกันเป็นหน่ึงในภาวะอันเป็นทิพย์สามภาวะ คือ พระบิดา พระ
บุตร (พระเยซู) และพระวิญญาณบริสุทธใิ์ นพระเจ้าองค์เดียว ออกัสติน บดิ าแห่งคริสตจักรจากแอฟริกาเหนอื สอน
ว่ามนุษย์ต้องการพระกรุณาคุณของพระเจ้าท่ีจะได้รับความคุ้มครอง ต่อมาเขาก็สอนว่าคนไม่สามารถที่จะได้รับ
พระกรณุ าคุณของพระเจา้ จนกว่าพวกเขาจะเปน็ คริสตจกั ร
คริสตจกั รยังได้พัฒนาพิธีกรรมทางศาสนาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของพระเยซู การลา้ งบาป ซึ่งเป็น
พิธีการทาให้บริสุทธิ์โดยน้า ได้ส่งสัญญาณการเข้ามาในคริสต์ของพระเยซู พิธีเป็นสัญลักษณ์การยอมรับผู้ศรัทธา
ทุกคนเข้ามาในศาสนา เพื่อจะมีชีวิตอยู่แบบชีวิตคริสเตียนท่ีดีเลิศและเพ่ือเฉลิมฉลองการให้ศีลเหล่าน้ีพร้อมกัน
ผชู้ ายและผู้หญิงที่นับถือศาสนาคริสต์ ได้ก่อให้เกิดชุมชนทเี่ รียกว่า monasteries ขน้ึ เม่ือเวลาผ่านไป เหล่าผู้ชายก็
ได้เข้ามาสู่การบรรพชาท่ีสูงส่งของคริสตจักร กลายเป็นหัวหน้าบาทหลวง นักบวชและพระลูกวัด ศาสนาคริสต์
เปลยี่ นจากนิกายขนาดเล็กไปสศู่ าสนาที่มีประสิทธภิ าพ อดุ มสมบรู ณ์
อย่างไรก็ตาม ในขณะท่ีศาสนาครสิ ต์เจริญข้ึน จกั รวรรดิโรมันก็เสอื่ มลง
1
การเสือ่ มโทรมและลม่ สลายของจกั รวรรดิ
ความอ่อนแอในจกั รวรรดิ
ในช่วงปลายครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 1 จักรวรรดิยงั คงดูเหมือนจะแขง็ แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนมีคนมากทส่ี ุด แต่เริ่มจะมีปัญหา
ภายในคุกคามการดารงอยู่ของกรุงโรมมาเร่ือย ๆ
ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาบางส่วนของกรุงโรมมาจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 จักรวรรดิ
หยุดการขยายตัว การสิ้นสุดของชัยชนะครั้งใหม่หมายถึงการสิ้นสุดการขยายตัวไปยังแหล่งความมั่งค่ังแห่งใหม่ เป็นผลให้
รฐั บาลเพิ่มภาษี สร้างความยากลาบากให้กับประชาชน การเส่ือมโทรมในภาคเกษตรยังทาให้จักรวรรดิอ่อนแออีกด้วย การ
ศึกสงครามและการใช้มากเกินไปมีอย่างต่อเนื่องทาให้พ้ืนที่เกษตรถูกทาลาย นอกจากนี้เทคโนโลยีก็ไม่ได้รับการปรับปรุง
เพราะเกษตรกรต้องพ่ึงพาทาสมากกว่าเครื่องมือใหม่ ๆ ในการทางาน ทาให้เกิดการขาดแคลนอาหาร อันก่อให้เกิดจาก
ความไม่สงบ
ปัญหาทางด้านทหาร ในขณะเดียวกัน ครั้งหน่ึง วงการทหารที่มีประสิทธิภาพของกรุงโรม เริ่มแสดงอาการมี
ปัญหา จักรวรรดิทาสงครามกับคนเร่ร่อนในภาคเหนือและตะวนั ออกเฉยี งเหนืออยู่ตลอดเวลาและกบั คนที่อาศัยอยู่ตามแนว
ชายแดนตะวันออกอีกด้วย โรมต้องการกองทัพขนาดใหญเ่ พ่ือรับผดิ ชอบตอ่ ภัยคุกคามจานวนมากเช่นน้ัน จึงได้วา่ จ้างทหาร
รับจ้างต่างประเทศ ทหารรับจ้าง (Mercenary - MUR •suh•NEHR•ee) คือ ทหารที่ได้รับจ้างวาน ทหารรับจ้างมักจะไม่มี
ความจงรักภักดตี ่อจักรวรรดิ เมื่อเวลาผ่านไปทหารโรมันทั่วไปท่ีมีระเบียบวินัยและมคี วามจงรักภักดีมีจานวนน้อยกว่า พวก
เขาใหส้ ัตย์ปฏิญาณจะจงรกั ภกั ดไี มใ่ ชต่ อ่ โรม แต่จะจงรกั ภักดีต่อผูน้ าทหารแต่ละคน
ปัญหาทางด้านการเมืองและสังคม ขนาดที่แท้จริงของจักรวรรดิโรมันทาให้ยากที่จะบริหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐมี
ปัญหาในการรับข่าวเก่ียวกับกิจการในภูมิภาคที่ห่างไกลของจักรวรรดิ นี่เองที่ทาให้มันยากขึ้นท่ีจะทราบว่าที่ใดมีปัญหา
เพ่ิมขึ้น นอกจากน้ีเจ้าหน้าท่ีของรัฐหลายคนยังทุจริต แสวงหาเพียงเพ่ือที่จะเสริมสรา้ งตัวเองให้ร่ารวย ปัญหาทางการเมือง
เหลา่ น้ี ไดท้ าลายความรูส้ กึ ความเป็นพลเมอื งของผคู้ น ชาวโรมนั หลายคนไมม่ ีความรูส้ กึ ในภาระหน้าท่ีต่อจักรวรรดอิ ีกตอ่ ไป
ด้านอื่น ๆ ของสังคมโรมันยังได้รบั ความเดือดร้อนเช่นกัน ค่าใช้จ่ายการศึกษาเพ่ิมขึ้นจนชาวโรมันท่ียากจนเห็นวา่ มันยากที่
จะไดร้ ับการศกึ ษา ประชาชนไดร้ บั การพฒั นาทางดา้ นข่าวสารเกยี่ วกบั เรอื่ งประชาสังคมน้อยลง
กรงุ โรมแบ่งออกเป็นตะวนั ออกและตะวันตก
การเปล่ียนแปลงของจักรพรรดิที่เป็นไปเร่ือย ๆ อย่างรวดเร็ว ทาให้รัฐบาลอ่อนแออีกด้วย ในช่วง 49 ปี ต้ังแต่
ครสิ ต์ศกั ราช 235-284 โรมมจี กั รพรรดิ 37 คน ในจานวนน้ี 34 คน เสยี ชีวติ ในสงครามกลางเมอื งหรือถกู ลอบสังหาร เม่ือมี
การเปลีย่ นแปลงจักรพรรดบิ ่อยขน้ึ ชาวโรมันจึงมีความสานกึ เลก็ น้อยต่อการปกครองทีเ่ ปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย
การแบ่งแยกจกั รวรรดิ ในคริสต์ศกั ราช 284 จักรพรรไดโอคลีเซียน (Diocletian - DY•uh•KLEE•shuhn) ไดย้ ึด
อานาจ พระองค์ได้ฟ้ืนฟูระเบียบให้กบั จกั รวรรดโิ ดยการปกครองดว้ ยกาปัน้ เหลก็ และทนความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ได
โอเชียนได้เปลีย่ นแปลงวิธีการให้กองทัพดาเนินการโดยการวางกองกาลงั อย่างถาวรที่พรมแดนจกั รวรรดิ นอกจากนเ้ี ขายัง
แนะนาให้ปฏิรปู เศรษฐกจิ ตวั อย่างเชน่ เพื่อช่วยในการเลี้ยงคนยากจน พระองค์ยงั คงราคาอาหารให้ต่าไว้
นอกจากน้ี ไดโอเชียนได้ตระหนักว่าพระองค์ไม่สามารถปกครองอาณาจักรขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใน
คริสต์ศักราช 285 พระองค์ได้แบ่งอาณาจักรออกเป็นส่วนตะวันออกและส่วนตะวันตก พระองค์เองปกครองส่วนทางทิศ
ตะวันออก และไดเ้ ลือกพื้นท่ีนี้เพ่ือความมั่งค่ังและการค้าขายท่ีใหญ่ข้ึน และให้เป็นเมืองที่งดงาม ไดโอเชียนได้แต่งตัง้ แม็กซิ
มิเลียน (Maximilian) ให้ปกครองจกั รวรรดติ ะวันตก บุรุษทงั้ สองได้ปกครองเปน็ เวลา 20 ปี
2
เมืองหลวงแห่งใหม่ ในคริสต์ศักราช 306 สงครามกลางเมืองได้ระอุไปท่ัวจักรวรรดิ ผู้บัญชาการกองทัพส่ีคน ได้
ต่อสู้เพื่อการควบคุมส่วนแบ่งท้ังสองส่วน หนึ่งในผู้บัญชาการเหล่าน้ี คือ คอนสแตนติน (Constatine) เขาได้เข้าควบคุม
ในช่วงสงครามกลางเมืองและกลายเปน็ จักรพรรดิ
การกระทาที่สาคัญครั้งท่ีสองของคอนสแตนตินปรากฏในคริสต์ศักราช 330 เมื่อพระองค์ได้ย้ายเมืองหลวงของ
จักรวรรดิจากกรุงโรมไปยังเมืองกรีกโบราณ ช่ือ ไบแซนเทียม (Byzantium - bih•ZAN•shee•uhm) คอนสแตนตินได้
เปล่ียนชื่อเมือง เป็นคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) ที่ส่ีแยกระหว่างตะวันออกและตะวันตก เมืองได้ต้ังอยู่อย่าง
ม่ันคงเพ่ือการป้องกันและการค้าขาย เมืองหลวงแห่งใหม่ ได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอานาจจากส่วนตะวันตกของ
จักรวรรดไิ ปยงั สว่ นตะวนั ออก
จักรวรรดิตะวันตกล่มสลาย
นอกจากปัญหาภายใน ชาวโรมนั ตอ้ งเผชญิ กับปัญหาที่สาคัญอีก กลุม่ ชาวต่างชาติกร็ ุมล้อมอยู่รอบ ๆ ชายแดนของ
กรุงโรม ในไม่ช้าพวกเขาก็ได้บุกรุก และจกั รวรรดิทีเ่ สื่อมลงอยา่ งช้า ๆ กลับหายนะอยา่ งรวดเรว็
การบุกรกุ และชัยชนะ ประชาชนด้ังเดิมจานวนหน่ึงและกลุ่มอน่ื ๆ ไดอ้ าศัยอยู่ทางชายแดนของกรุงโรม ชาวโรมัน
ดหู มิ่นกลุ่มคนเหล่าน้ี แต่ยังกลัวพวกเขา สาหรบั ชาวโรมัน ประชาชนด้ังเดิมเป็นคนป่าเถ่ือน สาหรับชาวโรมันโบราณ คาว่า
อนารยชน (barbarian) หมายถึง บางคนท่ีเป็นคนดั้งเดิมและไม่มีวัฒนธรรม ชาวโรมันใช้คาน้ันกับใครก็ได้ท่ีอาศัยอยู่นอก
อาณาจักร
ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 3 กลุ่มชนดั้งเดิมนี้เร่ิมผลักดันเข้าไปดินแดนโรมัน เหตุผลของการบุกรุกแตกต่างกัน
บางคนมามองหาดินแดนที่ดีกว่าหรือหาวิธกี ารท่ีจะมีส่วนร่วมกับความมัง่ ค่ังของกรุงโรม คนอ่ืน ๆ เป็นจานวนมาก หนีกลุ่ม
ผูบ้ กุ รุกท่ีโหดรา้ ยจากเอเชยี ท่ีรจู้ กั กันวา่ ชาวฮ่ัน (Huns – เป็นประชากรสว่ นใหญใ่ นประเทศจีน)
กรุงโรมล่มสลาย ในคริสต์ศักราช 410 ประชาชนด้ังเดิม (คือชาวนอร์สเม็น หมายความว่า “ผู้มาจากทางเหนือ”
และเปน็ คาทใ่ี ช้สาหรับชนนอร์ดคิ ทเ่ี ดิมมาจากทางตอนไตแ้ ละตอนกลางของสแกนดเิ นเวยี ชาวนอร์สได้ตงั้ ถิ่นฐานและอาณา
บริเวณการปกครองในดินแดนต่าง ๆ ท่ีรวมท้ังบางส่วนของหมู่เกาะฟาโร อังกฤษสกอตแลนด์ เวลส์ ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์
ไอร์แลนด์ รัสเซีย อิตาลี แคนาดา กรีนแลนด์ฝรั่งเศส ยูเครน เอสโตเนีย ลัตเวีย และ เยอรมนี) ได้โจมตีและปล้นกรุงโรม
ปล้นหมายถึงการแย่งชิงหรือการถือเอาสิ่งต่าง ๆ โดยการบังคับขู่เข็ญ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กอลยึดกรุงโรม เม่ือ 390 ปี
กอ่ นคริสต์ศักราช ซ่ึงผู้เขา้ มารุกรานเป็นเผา่ เร่รอ่ นที่เขา้ มาส่กู รุงโรม ในท่ีสุด ชาวฮั่นก็จบกุ รุกจกั รวรรดิ ในคริสต์ศักราช 476
ชนเผา่ ดงั้ เดมิ พชิ ิตโรม ยุคนี้นบั เปน็ การล่มสลายของจักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ตก
ผลพวงจากการล่มสลายของกรงุ โรม ในหลายปีต่อมา การครอบครองครั้งสุดท้ายของอานาจโรมันในส่วนตะวันตก
ก็ล่มสลาย ในคริสต์ศักราช 486 โคลวิส (Clovis - KLOH•vihs) ผู้นาของกลุ่มด้ังเดิมที่รู้จักกันว่า ชนแฟรงค์ (Franks) ได้
พชิ ติ ดนิ แดนที่เหลือของโรมันในจงั หวัดกอล (ปัจจุบนั คอื ฝรัง่ เศสและสวติ เซอร์แลนด)์ และก่อตัง้ อาณาจักรแฟรงค์ข้ึน
หลังจากการล่มสลายของกรุงโรม การดาเนินชีวิตในยุโรปตะวันตก ได้เปล่ียนแปลงไปหลายแนวทาง ถนนและ
อาคารสาธารณะอ่ืน ๆ ทรุดโทรมลง และการค้าและการพาณิชย์ได้เสื่อมลง ราชอาณาจักรด้ังเดิม ได้เรียกร้องสิทธิ์ดินแดน
ของชาวโรมันในอดตี และนิกายโรมนั คาทอลิกก็รวมกนั และมปี ระสทิ ธภิ าพ
แม้ว่าสว่ นตะวันตกของจักรวรรดิได้ล่มสลาย ส่วนตะวนั ออกก็ยังคงอยู่รอด ซ่ึงจกั รวรรดนิ ้ีก็ได้กลายเป็นท่ีรจู้ ักกันว่า
จกั รวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire)
3
ยุคมดื
ยุคกลาง (the Middle Ages) อยูระหวางชวงศตวรรษที่ 5 ถึงประมาณกลางศตวรรษที่ 15 ยุคกลางเป็นยุคท่ี
อานาจของฝายศาสนจักรมีอิทธิพลเหนืออานาจของฝายอาณาจักร ซ่ึงเปนผลสืบเน่ืองจากอานาจฝายอาณาจักรของ
จักรวรรดิโรมัน (the Roman empire) ที่ยิ่งใหญเส่ือมลง ขุนศึกศักดินา (landlords) มีเอกสิทธิเหนือท่ีดินในมณฑลของ
ตัวเอง ขณะเดียวกันก็เกิดแควนตางๆ มากมายข้ึนในยุโรปตอนกลางจากการอพยพลงทางใตของชนเผาอนารยชนจากยุโรป
เหนือ ขุนศึกศักดินาจึงแพรสะพัดทั่วไปในยุโรปและมีเอกสิทธิเหนือมณฑลตัวเอง ขุนศึกศักดินาคนใดตองการสถาปนา
ตัวเองขึ้นเปนกษัตริยตองไดรับการสวมมงกุฎจากพระสันตะปาปาจึงจะเปนกษัตริยท่ีสมบูรณและเปนที่ยอมรับ อานาจ
ของฝายศาสนจกั ร (Christendom) จงึ เขามามีอทิ ธิพลเหนือพฤติกรรมทางเศรษฐกิจการเมอื งการปกครอง และสังคมในยุค
กลางไดอยางเบด็ เสรจ็
ยุคมืด คือ ชื่อเรียกของยุคกลางในทวีปยุโรปในช่วงเวลาหน่ึงเรม่ิ ตน้ ตงั้ แต่เม่อื โรมันตะวันตกล่มสลายลงเนือ่ งจากถูก
รุกรานจากอนารยชนทางตอนเหนือซึ่งอาณาจักรโรมันในขนาดน้นมีสภาพท่ีเสื่อมโทรม อ่อนแอลงอย่างมากบ้านเมือง
แตกแยก ไม่มีความมั่นคงทาให้เม่ือถูกรุกรานจึงไม่อาจต้านทานได้ พวกอนารายชนที่สามารถเข้ามายึดครองเป็นใหญ่ใน
ดินแดนนี้ได้คือพวกแฟรงค์ท่ีมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเยอรมันนีและฝรั่งเศษเข้ายึดครอง และก่อตั้งราชวงศ์ปกครองโดยมีศาสน
จักรคอยใหก้ ารสนบั สนนุ ดังนั้นเร่ืองหารเมืองการปกครองของอาณาจักรจงึ มีนักบวชจากศาสนจกั รเข้ามาร่วมดว้ ย
ในช่วงสมยั ของกษัตรยิ ์ชาร์เลอมาญข้นึ ครองราชย์ด้วยการสนับสนุนจากศาสนจกั รโดยได้รับการปราบดาภิเษกจาก
องค์พระสันตปาปา จนเป็นท่ีมาในต่อมาที่ภูที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ราชาหรือราชินีต้องได้รับการแต่งต้ังจากศาสน
จกั ร พระเจา้ ชาร์เลอมาญทรงวางรากฐานการปกครองในยุโรปใหม่เรียกว่าระบบศักดินาสวามภิ ักด์ิ หรือฟิวดลั เปน็ ระบบการ
ปกครองในยุโรปสมัยกลางท่ีกระจายอานาจสู่ท้องถิ่นและมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์และการดารงชีวิตของคนในสังคม
โดยเฉพาะยุโรปตะวันตกท้ังทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทาให้บ้านเมืองเริ่มมีสเถียรภาพข้ึนมาพร้อมๆกับความ
เจริญร่งุ เรอื งของศาสนจักร
ศาสนาคริศต์หรือศาสนจักรในสมัยกลางของยุโรปก็เป็นอีกสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้นักวิชาการขนาน นามยุคน้ีว่ายุคมืด
เพราะอานาจของศาสนจักรน้ันแทรกซึมเข้าไปได้ถึงกษัตริยถ์ ึงการปกครอง มีการให้พระเข้าไปร่วมเปน็ ขนุ นางหรอื ทป่ี รึกษา
มีศักดินาในการปกครองบ้านเมือง ทั้งยังมีทหารหรือกองกาลังเป็นของตัวเอง ศาสนจักรมีท้ังการประกาศ ปลุกระดมให้
ชาวบา้ นเข้าทาสงครามแย่งดินแดนกบั ชาวมุสลิมหรอื ท่ีเรยี กกนั วา่ สงครามครูเสด
จะเห็นได้ว่ายุคมืดน้ันหมายถึงช่วงท่ียุโรปในสมัยกลางเข้าสู่ความเส่ือมโทรม ศิลปะ และวฒั นธรรมหยุดการพัฒนา
จนถงึ ชว่ งท่ียโุ รปถูกฟน้ื ฟูข้นึ มาใหมพ่ ร้อม ๆ กับความรุง่ เรอื งของศาสนจักรที่เร่ิมมีอานาจอิทธิพลมากข้ึนในยุโรป
ยุคกลาง (The Middle Ages) หรือยุคมืด (The Dark Ages) อยูระหวางชวงศตวรรษที่ 5 ถึงประมาณกลาง
ศตวรรษท่ี 15 หลังจากจักรวรรดิโรมันลมสลายลง “ขุนศึกศักดินา (landlord)” แตละคนตางก็แยงชิงกันเปใหญ กอปรกับ
การอพยพลงทางใตของอนารยชนจากยุโรปเหนือ ที่ประกอบดวยพวก กอธส (Goths) วิสิกอธส(Visigoths) แวนดัลส
(Vandals) แองเกิลส (Angles) แซกซอนส (Saxons) เบอรกันเดียนส (Bergundians) และฟรองคส (Francs) เปนตน
อนารยชนเหลาน้ีตางก็ตั้งรัฐอิสระของตนขึ้นมา และมีอานาจสิทธิ์ขาดเหนือที่ดินภายในรัฐหรือมณฑลที่ครอบครองอยูและ
บางคนก็ต้งั ตวั เองเปนกษตั รยิ และพระราชทานทดี่ นิ ใหกบั ขุนศึกท่ีสนับสนนุ ตัวเอง
1. ชนชัน้ ขนุ ศกึ ศักดินา (landlord)
2. ชนช้ันทาสติดท่ีดิน (serf)
ชนช้ันแรก เปนเจาของท่ีดินผืนใหญและมีกรรมสิทธิ์เหนือท่ีดินในมณฑลท่ีครอบครองอยู ชนชั้นน้ีไดที่ดินมาจาก
การชวยกษัตริยทาสงครามและกษัตริยยกที่ดินใหครอบครองเปนการตอบแทน หรือไมก็ไดที่ดินมาจากการรุกรานแลวเข้า
ครอบครอง การไดทีด่ นิ มาลักษณะดงั กลาวจึงเรยี กวา “ขนุ ศกึ ศักดนิ า (landlord or feudal lord)”
4
ชนช้ันท่ีสอง เปนชนช้ันผลิตท่ีไมมีที่ดินเปนของตัวเอง แตเชานา (tenant) คือ เกษตรกรท่ีไมมีที่นาทากินเปนของ
ตัวเองหรือมีที่นาทากนิ แตผลผลิตท่ไี ดไมเพยี งพอที่จะเล้ียงตัวเองและครอบครัวไดจงึ ตองไปเชานาของขุนศึกศักดินาเพ่ือทา
กิน และตอมากก็ ลายเปนทาสติดที่ดนิ (serf) ในทายทส่ี ุด ทาการผลติ บนผนื ดินของขนุ ศกึ ศักดนิ า ชนชนั้ น้ีเปนคนของขุนศึก
ศักดินาและจะไมไดรับอนุญาตใหออกจากที่ดินท่ีตัวเองทาการผลิตอยู จึงเรียกชนช้ันนี้วา “ทาสติดที่ดิน (serf)” ระบบการ
ผลิตดังกลาวจึงเปน “ระบบศักดินา (feudal system)” และสังคมก็เปน “สังคมศักดินา (feudal society)” การผลิตของ
ระบบศักดินาเรยี กวา “ระบบการผลิตแบบขุนนางศักดนิ า (manorial system)” ซึ่งเปนการถอดดามมาจากสังคมการผลิต
แบบ latifundia ของโรมันการเปนศักดินาท่ีดินหมายถึงการถือครองที่ดินผืนใหญท่ีไดรับพระราชทานมาจากกษัตริยหรือ
ครอบครองท่ีดินโดยการบุกรุกก็ตาม แตท่ีดินที่ถือครองนั้นกวางใหญไพศาลมาก ถึงระดับท่ีเรียกวา “มณฑลศักดินา
(feudal province)” เปนมณฑลท่ีมีขอบเขตอาณาบริเวณท่ีชัดเจน และมีกองกาลังทหารทาหนาท่ีปกปองมณฑล มณฑล
ศักดินาบางแหงอยูภายใตการควบคุมดูแลของรัฐบาลกลาง บางแหงมีอิสระทางการเมืองการปกครองและการเศรษฐกจิ ทุก
มณฑลศักดินามีอานาจสิทธ์ิขาดในการบริหารจัดการดานการผลิต การควบคุมการผลิตและการใชคนในการผลิตภายใน
มณฑลของตนเองเพราะเปนการผลิตบนผนื ดนิ ขนาดใหญ พวกศกั ดนิ าจึงใหผูเชานา (tenants) และทาส
ยุคมดื คือ ตอนต้นของสมัยกลางราว ๆ คริสตศตวรรษท่ี 5 – 6 ที่เรียกวา ยุคมืดเพราะยุโรปและกรงุ โรมถกู ปลนสะ
ดม ถูกทาลายโดยอนารยชนเผาตาง ๆ ท่ีอพยพมาจากทางเหนือเพื่อแสวงหาที่อยูใหมเชน วิสิกอธ ลอมบารด ชนเผา
เยอรมันนิค ประชาชนไมมีท่ีพ่ึงจึงตองอพยพหลบหนีอยู่ตลอดเวลา เกิดการขาดแคลนอาหาร ชีวิตขาดสุขอนามัยเจาของ
ทดี่ ินและชาวนาตองมักยกที่ดนิ ของตนให้กับผูท่ีเขมแข็งหรือมีกองทัพ เพื่อขอความคุมครองเจาของที่ดินจึงเปล่ียนมาเป็นผู้
เชาที่ดินแทน จากเหตุการการรุกรานของอนารยชนสงผลใหความเจรญิ หยุดชะงัก ประชนตองหาท่ียึดเหนี่ยวทางจิตใจเพ่ือ
เกิดความหวงั มกี าลังใจในการตอสูในการมีชี ีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกขในขณะน้นั ดว้ ยเหตุนศี้ าสนาครสิ ต์จึงเปนที่
ยึดเหนี่ยวจิตใจของผูคน เมื่อศรัทธาอยางจริงจังในพระเจาจะไดลางบาปและเกิดในดินแดนท่ีมีแตความสุข เม่ือเจ็บปวย
จะใชวิธีการสวดมนตขอใหพระเจาคุมครอง ความรูทางวิทยาการตารายาคัมภีรไบเบิลใชภาษาลาตนิ บันทกึ ถือและเกบ็ ไวใน
สานักสงฆ ภาษาลาตินกลายเป้นภาษาศักด์ิสิทธิ์พระเทานั้นที่สามารถอานได พระเป็นผู้จดบันทึกอานตาราสมัยโบราณ คน
ทั่วไปไมคอยรูหนังสือผูท่ีฉลาดท้ังผูหญิงและชายทสี่ ามารถอานออกเขียนไดมักถูกมองวาเปนพอมดแมมด ด้วยเหตุนี้พระจึง
อานาจมาก
การปกครองในยุคกลางเนนอานาจการครอบครองที่ดินที่เรียกวาศักดินาสวามิภักด์ิ หรือฟวดัล (Feudalism) เป
นลักษณะการปกครองและสังคมของชนเผาเยอรมัน เนนความผูกพันระหวางนักรบกับและหัวหน้านักรบตามประเพณี
Comitatus โดยกษัตริย์กระจายอานาจไปสู่หัวหนาหรือกลุมนักรบ และลักษณะการปกครองท่ีสืบทอดมาจากโรมนั ระหว
างผูอปุ การะกับผูรับอปุ การะ และความสมั พันธระหวาง นายกับขาทาสผสมผสานกนั เป็นรากฐานของยุโรปสมัยกลาง
“Feudal” มาจากภาษาลาตินวา “Feudum” ตรงกับภาษาอังกฤษวา Fief แปลวา ดินเนื้อท่ีหนึ่ง ระบบฟวดัล
เร่ิมจากในฝรั่งเศสคริสตศตวรรษที่ 5 ขยายไปยังอิตาลีคริสตศตวรรษที่ 6 นามาใชในอังกฤษราว ๆ ตอนตนศตวรรษท่ี 11
และในเยอรมันจนถงึ ศตวรรษท่ี 15
โครงสร้างทางสังคมของระบบฟวดลั
1. กษัตริยเปนเจานายหรือเรียกวา Lord สูงสุดมอบท่ีดินใหแกขุนนางโดยขุนนางมีหนาที่ชวยเหลือพระเจ้าแผ
นดินยามสงคราม ที่ดินท่ีกษัตริยพระราชทานใหสามารถริบคืนไดถา Vassal ไมปฏิบัติตามสัญญาหรือสิ้นชีวิตโดยไมมี
ทายาท
5
2. ชนชั้นปกครองหรือขุนนาง เปนเจาของท่ีดิน (Suzerain) นับต้ังแตอัศวินขึ้นไป มีบรรดาศักดิ์เปน Duke, Earl,
Lord, Baron, Count มกี ารปกครองลดหลนั่ ตามลาดบั ข้ัน ดูแลปกครองเสรีชน ๆ มีฐานะเป็ผู้ใตปกครอง ยังมีขุนนางท่ผี าน
การฝกไดรับการสถาปนาแตต้ังใหเปนอศั วิน (Knight) ไมใชขนุ นางทส่ี ืบทอดทางสายโลหิต
3. เสรีชน (Villain) สวนใหญเปนชาวนา เชาที่ดินซึ่งเคยเปนของตนเองแตไมมีภาระผูกตดิ กับท่ีดิน หรอื เป็นเจาของ
ท่ีนาขนาดเลก็ ต้องจายภาษีผลผลติ ใหขุนนางและอาจทาอาชีพอน่ื เชน ชางฝมือ พอคาท่วั ไป
4. ทาสติดที่ดนิ (Serf) คือ ชาวนาท่ีอาศยั ทากินบนที่ดินตัง้ แต่ บรรพบุรุษ ตองผูกติดกบั ทด่ี ิน จะโยกยายไปไหนไม
ไดอยูในการควบคมุ ของเจานายตองเสียภาษผี ลติ ผล ท่ีผลิตไดให้เจา้ นาย มกั ถูกเกณฑ์แรงงานขดุ คสู รางสะพาน
5. พระและนักบวช มบี ทบาททางการอบรมจิตใจใหแก่สามัญชน การเล่ือนชัน้ ทางสงั คม ของชาวนาอิสระและทาส
ตดิ ที่ดินทาได้ยาก เพราะชนชัน้ เจาของท่ีดินและชาวนามีระบบสืบทอดกรรมสิทธต์ิ ามสายโลหิต นอกจากอาสาไปรบเชนใน
สงครามครูเสด การขยายพ้ืนที่ อาณาเขตของขุนนางทาไดโดย วิธีแยงชงิ ทาสงคราม การแตง งานและการรบั มรดก
6. อัศวิน (Knight) ตรงกับภาษาฝร่ังเศสวา Chevalier บุตรชายของขุนนางเทาน้ันที่จะไดรับการเลี้ยงดูอบรมเพื่อ
เตรียมตัวเป็นนักรบ อัศวินท่ีผานการฝกต้ังแตอายุ 7 ปเริ่มจากการรับใชทานผูหญิง ภรรยาเจาของปราสาท อบรมมารยาท
ราชสานักรองเพลง เตนรา เรียนรูความสาคัญของธรรมะอัศวินหรือระบบวีรคติ (Chivalry) ฝกความสุภาพออนโยน กล
าหาญ เสียสละให้เกียรตแิ ก่ขาศึก เม่ือขาศึกยอมแพเน้นความเปนสุภาพบุรุษ ปกปก รกั ษาสตรี คนชรา เด็ก หญิงหมาย ส่ิง
ท่ีตองฝกฝนอีกอยางหน่ึงคือ ฝกข่ีมาโดยเรียนรูจากทหารคนสนิทของขุนนาง เม่ืออายุ 14 ปไดเล่ือนฐานะจากมหาดเล็ก
มาเปน Squire ตองดแู ลรักษาความสะอาดเสือ้ เกราะใหขุนนาง และรบั ใชขุนนางจนอายุ 21 ปจงึ ไดรับการเขาพิธีแตงตั้งให
เปน็ อศั วินก่อนท่ีจะเลอื่ นเปนขุนนางตอไป
ระบบแมเนอร (Manorial System) เปนระบบเศรษฐกิจคาวา “Manor” แปลวาคฤหาสน หมายถึงบริเวณที่ดิน
ท่ีกวางใหญอยูรอบ ๆ คฤหาสนของขุนนาง ขนาดของที่ดินข้ึนอยูกับอานาจและความมั่งค่ังของเจาของ บริเวณรอบ ๆ
คฤหาสจะมีหมูบาน ชาวนาและทาสติดที่ดิน ชางฝีมือ พอคาแต่ละแมเนอรจะมีการผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองโดยขุนนาง
ควบคุมการผลิต ท่ีดินทข่ี นุ นางใหชาวนา ทาสตดิ ท่ดี ินทาจะแบงการเพาะปลูกในระบบ Three field System ออกเปน 3 ส
วน หมุนเวียนทา ปแรกทาแปลงท่ี 1 และแปลงท่ี 2 แปลงที่ 3 จะเก็บไวเลย้ี งสตั ว
เพราะเหตใุ ดระบบฟวดัลจึงเสอ่ื ม
1. ในคริสตศตวรรษที่ 11 มีการปฏวิ ัติทางเศรษฐกจิ จากเศรษฐกจิ พ่งึ ตนเองเปนการผลิตเพื่อการคา
2. การฟนฟูการคากับตะวนั ออกใกล มีการไถตัวทาสตดิ ที่ดนิ เปนอิสระ โดยไปทาการคา เปนชางฝมอื มีการเล่ือน
ฐานะเปนชนชัน้ กลางและมีอิทธพิ ลางเศรษฐกิจ
3. เกิดโรคระบาด “กาฬโรค” ระบาด ทั่วยุโรปในคริสตศตวรรษท่ี 14 ทาใหแรงงานหายากทาสติดท่ีดินมีโอกาส
เปน็ อสิ ระ และโยกยายทอี่ ยูทาใหระบบแมเนอรสลายตวั
4. ความตองการทหารรบั จาง ทาใหชาวนา หนีไปเปน็ ทหารรบั จาง เกิดจลาจลชาวไรช่ าวนา
5. ผลจากสงครามครูเสดและสงคราม 100 ปทาใหอัศวนิ เสยี ชวี ติ มาก กษัตริยย์ ึดอานาจคนื จากขุนนางโดยมีพอคา
ชนชั้นกลางสนับสนุน กษัตริย์เริ่มติดตอโดยตรงกับประชาชน ทรงมีอานาจปกครองอยางแท้จริง จึงยุบกองทัพของขุนนาง
กลาวได้ว่าระบบฟวดลั ไดวิวัฒนาการเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชยในสเปนและฝรงั่ เศส
6
จุดเริม่ ตน้ ของสมยั ฟนื้ ฟูศิลปวทิ ยา
เหตุการณท่ีเกิดข้ึนและทาให้ยุโรปมีการเปล่ียนแปลงกอนเกิดการฟนฟูศิลปะวิทยา The Black Death
เปนการระบาดของกาฬโรคคร้ังใหญในชวงค.ศ 1328 -1351 เกิดจากหมดั หนสู ีดาท่มี ากบั การคาจากเอเชียหรือจากทะเลดา
มากับเรือสินคามาแพรกระจายที่อิตาลีและไปยังยุโรป มีการระบาดรุนแรงค.ศ. 1347 – 1351 มีประชากรลมตาย 25 ล้าน
คน (1ใน 4 ของประชากรยุโรป) บางหมู่บ้านไมเหลือประชากรเลยและไมมีคนฝงศพบางมีการท้ิงศพลงแมน้าทาใหการ
ระบาดรนุ แรง
ผลจากการระบาด มีการยายถน่ิ ของชาวยิว เพราะคนไม่เขาใจการระบาดของโรคจึงกลาวหาชาวยิววา เปน็ ตนเหตุ
มีการขับไลยิวออกจากยุโรปตะวันตก บางเมืองในยุโรปจับชาวยิวเผาทั้งเป็นยิวอพยพเขาไปอยูในโปแลนดจานวนมากและ
ไดรับการตองรับอยางดี เม่ือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ล่มสลาย เกิดการขาดแคลนพลังงานสินคาอุปโภค อานาจศาสนจักร
ลดลง มีความขัดแยงในการแตงต้ังหวั หนานักบวช
สถาปตยกรรมในสมยั กลาง
สถาปตยกรรมในสมัยกลางสวนเกี่ยวของกับศาสนาคริสต โบสถเปนศูนย์กลางของประชาชนเปนสถานที่แสดง
ความย่ิงใหญของพระเจา โบสถในศตวรรษที่ 11- 12 ผังการกอสรางเปนแบบจาลองไมกางเขน ผนังทึบ ไมมีหนาตาง เจาะ
ช่องรับแสง เรียกแบบโรมาแนสก (Romanesque) ตอมาเปล่ียนเปนแบบกอธิค (Gothic) สรางโบสถสูงยอดแหลม สราง
เสาคา้ ยนั ผนังดานนอกและเสารบั นา้ หนักเพดานไวในอาคาร เจาะชองหนาตางประดับกระจกสี
การฟนฟูศลิ ปวทิ ยาการกับการเปลีย่ นแปลงความคดิ ของมนุษย
การฟนฟูศลิ ปวทิ ยา (Renaissance)
ประเด็นสาคัญ : เพราะเหตุใดการฟน่ื ฟศู ิลปวทิ ยาจงึ เรม่ิ ทีอ่ ติ าลีกอน
: การฟนฟูศลิ ปวทิ ยาทาให้เปลยี่ นแนวความคิดของมนษุ ยอยางไร
แนวคิดสาํ คัญ
การฟนฟูศิลปวิทยา คือ การนาศิลปวิทยาการของกรีกและโรมัน (สมัยคลาสิก) มาศึกษาและเปนแนวคิด นาไปสู
ความสามารถของมนุษยคิดอยางมเี หตผุ ลกลาแสดงออกถึงอารมณความรูสึกสนใจธรรมชาติรอบตัวเปนตุใหสังคมยุโรปกาว
สูความรูใหม ๆ
“Renaissance” เปนภาษาฝร่ังเศส มาจากคาวา re – birth แปลวาการเกิดใหมหมายถึงการหันกลับมาสนใจ
การศกึ ษา รอื้ ฟนอารยธรรมคลาสิกเปนการเปลย่ี นแปลงปรบั ปรุงความคิดที่คบั แคบในสมยั กลางเขาสูสมัยใหม
การฟนฟูศิลปวิทยาเร่ิมตนเม่อื ครสิ ตศตวรรษท่ี 15 -17 ณ ประเทศอติ าลีเนื่องจากสงครามครูเสด ดินแดนอิตาลีเป
นเส้นทางทะเลเมดิเตอรเรเนียนผานไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทาใหเมืองเวนิส ฟลอเรนสไดรับความรูจากไบเซนไทนมีการ
แลกเปลี่ยนสินคาและวัฒนธรรมกับตะวันออก ความรูขยายจากปญญาชนช้ันสูง สูชนชั้นกลาง ศาสนจักรท่ีเคยควบคุม
อานาจตาง ๆ เริ่มเปลี่ยนมาเปนสมัยแหงวิทยาศาสตร และปจเจกชน ความเปนตนเอง มีอิสระทางความคิดและการ
แสดงออก นักมนุษยนยิ ม เหน็ ความสาคัญของมนษุ ยเชื่อในความสามารถของมนษุ ยสนใจโลก
ศิลปกรรมสมัยนี้เน้นความงามแบบสมดุล ใชโดมและวงโคงในการตกแตงภายใน ตกแตงประดับประดาหรูหรา
เปนศิลปะแบบบาโรก (Baroque) เชน วิหารเซนตปเตอรในอิตาลี พระราชวังแวรซายสในฝรั่งเศส ศิลปนที่มีช่ือ
ไมเคิลแองจโล บวั นารโรติ ราฟาแอล บอตตเิ ชลลเี ลโอนารโดดาวนิ ชี
ีนักมนุษยวิทยาชาวอติ าลี ที่เปนบิดาแหงวรรณคดีสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา คือ เพทราคเขียนบทกวที ่ีเปนต้น แบบของ
กวีแบบ Sonnet ท่ีนิยมในอิตาลี เรื่อง เดคาเมรอน เปนนิทานที่เลาแสดงถึงชีวิตดานมืดท่ีปกปดซึ่งขัดตอศาสนา ดังเต
7
(Dante Alighieri) เขียน Devine Comede เป็นภาษาลาตินเปนเร่ืองความรักท่ีไมสมหวังและกลาวถึงบุคคลที่ไมเลื่อมใส
ในศาสนาและตกนรกเพราะบาปของตน มาคิอาเวลลี นักปราชญดานการปกครองเนนมนุษยเป็นศูนย์กลาง เห็นวา
คุณธรรมเปนสิ่งสาคัญแตสาหรับผูปกครองประเทศ “เหตผลของรัฐเปนสิ่งสาคัญที่สุด” เพ่ือความปลอดภัยของประเทศ
หากจะขัดแยงกับคุณธรรม ผูปกครองก็ตองกระทาความคิดแสดงออกในบทประพันธเรื่อง “The Prince” เสนอแนวการ
ปกครองวา “ไมมีที่สาหรบั ศีลธรรมในการปกครองประเทศ” ในประเทศอังกฤษ สมัยพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 เปนยุคทอง
ของวรรณคดสี มัยฟนฟศู ลิ ปวิทยา มีนกั มนุษยน์ ิ ยมทส่ี าคญั คอื
เซอรทอมัส มอร (ค.ศ. 1478 - 1535) มีผลงาน “ยูโทเปย” เปนสังคมอุดมคติที่ไมมีความเหล่ือมล้า
เปนจิตนาการถึงสังคมนิยมทุกส่ิงเป็นของสวนรวม มีเสรีภาพ เหล็กมีคากวาทองคาเพราะมีประโยชนมากกวาและทา
สงครามเพอื่ ปองกนั ตนเอง
วลิ เลี่ยม เชคสเปยร (ค.ศ. 1564 - 1616) แตงวรรณกรรมอิงประวัตสิ ษสตรจูเลียส ซีซาร เรื่อง โศกนาฎกรรม โรมิ
โอ- จเู ลยี ต ฯลฯ
เซอรฟราซสิ เบคอน (ค.ศ. 1561- 1626) เปนผูได้รบั ยกยองวาเป็นผู้วางรากฐานการทดลองวทิ ยาศาสตรเน่ืองจาก
เช่ือวาการทดลองเปนส่ิงจาเปน ผู้สังเกตทองปลอยใหธรรมชาติเขียนบันทึกตนเอง มนุษยเปนเพียงผูสังเกตอยู่วงนอกเท
าน้ัน
การฟนฟูศิลปวิทยาขยายตัวอย่างรวดเร็วเน่ืองจากความเจริญของการพิมพที่คิดคนโดย จอหน กูเตนเบอร์ก ชาว
เยอรมนั ในป ค.ศ. 1447 การรบั รูวทิ ยาการตาง ๆ กาวไปอยางรวดเรว็ สมัยน้ี
กลาวไดว้ า่ เป็นสมยั แหงการสารวจคนพบดนิ แดนใหม่
ท่มี าของการปฏริ ูปศาสนา
การปฏิรูปศาสนาเกดิ ขน้ึ ตอนปลายศตวรรษท่ี 15 เนื่องจากศาสนจักรมาสรางอิทธิพลทางการเมือง มีการซ้ือขายตา
แหนงทางศาสนา และพระช้ันสูงปฏิบัติตนไมถูกต้องทางศีลธรรม ประกอบกับอิทธิพลความเชื่อเรื่องมนุษยนิยม การ
ประดิษฐเคร่ืองพิมพ์ทาใหการศึกษารพระคัมภีร์ในคริสตศตวรรษท่ี 16 แพร่หลาย การตอต้านศาสนจักรคาทอลิกเริ่มใน
อังกฤษและโบฮเี มียกอน
จอหน วิคลิฟ (ค.ศ. 1320 31384) อาจารยมหาวิทยาลัยออกฟอรดแสดงความคิดเห็นติเตียนศาสนา ต้ังคณะลอล
ลารดเนนการปรับปรุงศาสนาตอตานการสารภาพบาป การเชื่อเคร่ืองรางของขลังไดใชพระคัมภีร์ไบเบิลที่แปลงเปนภาษา
พนื้ เมอื งแทนใชภาษาลาตนิ เพื่อใหประชาชนได้ศกึ ษาด้วยตนเอง
ยัง โชแวง หรือ John Calvin (ค.ศ.1509 3 1564) ชาวฝร่ังเศส เรียกตัวเองวาแคลวินุสหรือแคลวิน ต้ังลัทธิ
แคลวิน เน้นเร่ืองการปรับปรุงศีลธรรมประชาชน มีการลงโทษตอผูขัดขืนอยางรุนแรงลัทธินี้เผยแพรในยุโรปและในสกอต
แลนดสาวกของลทั ธนิ เ้ี รยี กวา เพรสบทิ ีเรียน (Presbyterian)
การปฏิรูปศาสนาประสบความสาเร็จในเยอรมันโดย มาร์ติน ลูเธอร นักเทววิทยาที่ศึกษาวาทาอยางไร
มนุษย์จึงรอดพนจากบาป เมื่อศาสนจักรสงเสริมการขายใบไถบาป ใน ค.ศ.1517 ทาใหมารติน ลูเธอรเขียนเอกสาร
โจมตีศาสนจักรรวม 95 ขอเรียกวา 95 Theses ไปติดไวที่ประตูแหงวิคเตนเบอร์ก ทาใหถูกบัพพาชนียกรรม ขับไลจาก
สังคมและศาสนจักรและถูกตามจับ แต่ผูปกครองรัฐแซกโซนีใหความชวยเหลือ ขณะที่หลบซอนตัวเขาแปลคัมภีรไบเบิล
เป็นภาษาเยอรมันออกเผยแผ ประชาชนสนใจศึกษาและเห็นด้วยในท่สี ุดมกี ารแยกนกิ ายศาสนาคริสตเปนโปรเตสแตนทซ่ึง
ถือพระคัมภีรไบเบิลเปนหลัก ทาใหคริสจักรคาทอลิกตองแก้ไขความเส่ือมโดยต้ังคณะสงฆเยซูอิต ประชุมสังคายนาที่เมือง
เทรนส์
8
ความเจริญสมัยแหงการปฏิวตั ิวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) และเกษตรกรรม
การคนควาดานวิทยาศาสตร ในคริสตศตวรรษที่ 17 เปนช่วงท่ีนักประวัติศาสตร เรียกวา การปฏิวัติวิทยาศาสตร
คอื การคนควาหาความจริงเก่ยี วกบั ธรรมชาติ ลักษณะการเปล่ยี นแปลงที่ครอบคลมุ ระยะเวลาหลายศตวรรษ สงผลตออารย
ธรรมตะวนั ตกทาใหกาวหนาอยางรวดเรว็ เขาสู่ประเทศมหาอานาจ
วิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตรทาใหประชาชนต้องการหาคาตอบจากท่ีจะอธิบายเกี่ยวกับความลี้ลับทางธรรมชาติ
กษัตริยรัฐบาล และเจาผูครองนครสนับสนุนสงเสริมพัฒนาการทางวิทยาศาสตรมีหองทดลองทางวิทยาศาสตรใน
มหาวิทยาลยั มกี ารตงั้ สถาบนั ทางวทิ ยาศาสตรแหงชาตในอังกฤษ โรม ฝร่ังเศส
พัฒนาการทางวทิ ยาศาสตรระยะแรกเปนการหาขอมลู ทฤษฎใี หมเพ่ือลมกฎเกณฑ์เกา่ ๆ เช่น นโิ คลสั โคเปอรนคิ ัส
ค.ศ.1473 - 1543) ชาวโปแลนด์ใชค้ วามรูทางคณิตศาสตร อธบิ ายระบบสุริยจักรวาล ทฤษฎขี องโคเปรนิคสั ลมลา้ งแนวคิด
ของปโตเลมแี ละคาสอนของศาสนจกั รในสมยั กลาง ทีเ่ ชอ่ื วาโลกเปน็ ศูนยก์ ลางของจักรวาล กลา่ ววา เป็นการค้นพบทางดาน
ดาราศาสตร แนวคิดของโคเปอรนิคสั จุดประกายความคิดทางวิทยาศาสตรแกยโุ รปตะวันตก
ตอมากาลิเลโอ สนับสนุนแนวคิดของโคเปอรนิคัส ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน (Telescope) ในปค.ศ. 1609 ทาให
ความรูเ้ รอื่ งระบบสุริยจักรวาลชัดเจนยิ่งขน้ึ เชน ไดเหน็ จดุ ดับในดวงอาทิตย์ ไดสังเกตการเคลื่อนไหวของดวงดาวและไดเห็น
พ้นื ขรขุ ระของดวงจันทร เปนตน
โจฮันเนส เคปเลอร (Johannes Kepler) ชาวเยอรมัน คนพบทฤษฎีการโคจรของดาวเคราะหในชวงตน
คริสตศตวรรษท่ี 17 สรุปไดวา เสนทางโคจรของดาวเคราะหรอบดวงอาทิตยเปน็ รปู ไขหรือรปู วงรี
เซอรไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) นักวิทยาศาสตรชาวอังกฤษคนพบ กฎแรงดึงดูดของจักรวาลและกฎแห
งความโนมถวงโดยใชหลักทางคณิตศาสตรของเดสการตส ประกอบกับแนวคิดของเคปเลอรและกาลิเลโอ แนวคิดท่ีพบเป
นการเปดโลกทรรศทางวิทยาศาสตรใหเขาใจเรื่องของจักรวาล พลังงาน สสาร กลาวได้ว่า การปฏิวัติวิทยาศาสตรนาไปสู
การปฏิวัติอุตสาหกรรม ในคริสตศตวรรษที่ 18 ทาใหเกิด “ยุคภูมิธรรม” (The Enlightenment) ยุคแหงเหตผลุ (Age of
Reason) ทาใหชาวตะวนั ตก เชื่อมนั่ ในเหตุผล ความสามารถและภูมิปญญาของตน
การปฏิรูปทางการเกษตรในคริสต์ศตวรรษท่ี 18 การทากสิกรรมของอังกฤษเปนระบบนาปดก้ันร้ัวก้ันคอก เจโทร
ทลั ล (ค.ศ. 1674 - 1741) ปรับปรุงการปลกู พืชแบบยกรอ่ ง คิดเคร่ืองหวานเมล็ดพืช ชาลส เทานเซนส (ค.ศ. 1674 -1738)
คิดวิธีบารุงดินโดยใชโคลนและหินปูนผสม เปนปุย ปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นท่ีเดียว ทานาเปน สามแปลงปลูกพืชสลับกันเป
นป ๆ และมีแปลงที่ปลอยวางเพื่อใหดินมีการพักฟ้ืนตัวและการเล้ียงสัตวจากเดิมปล่อยให้สัตวหากนรวมกันปรับเปล่ียน
มาเปนแบบคดั เลือกพันธุ
การพฒั นาระบบการเกษตรเปนเหตกุ ารณหนง่ึ ที่นาไปสูการปฏิวัตอิ ตุ สาหกรรม
รายการอา้ งอิง
แนวคดิ เศรษฐศาสตรยคุ กลาง http://e-book.ram.edu/e-book/e/EC214(51)/EC214(51)-3.pdf
อนนั ต์ชยั เลาหะพนั ธ.ุ (2558). เร่ืองน่ารูใ้ นยุโรปสมัยกลาง. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4 กรงุ เทพฯ: ศกั ดิโสภาการพิมพ.์
9
ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป
ประวตั ศิ าสตร์ยุคฟื้นฟูศลิ ปวิทยากร - การสาํ รวจทางทะเล
ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป
ประวัตศิ าสตรย์ ุคฟน้ื ฟศู ิลปวิทยากร - การสาํ รวจทางทะเล
ยุคของการสารวจ
นบั ตงั้ แต่ยคุ กลางเป็นตน้ มา ชาวยุโรปตอ้ งการสินค้าหรหู รา เช่น ผา้ ไหมและเคร่ืองเทศจากเอเชีย ในช่วงนี้
เหล่าพ่อค้าชาวอิตาลีและชาวมุสลิมควบคุมการค้าขายทางบกระหว่างยุโรปและเอเชีย เหล่าพ่อค้าจากหลาย
ประเทศ เช่น โปรตุเกส สเปน อังกฤษและฝรั่งเศส ต้องการมีส่วนร่วมในการค้าขายนี้ เพื่อการน้ี พวกเขาจึง
จาเป็นต้องค้นหาเสน้ ทางทางทะเลเพอื่ ไปยังเอเชยี
เฮนรี (Henry) นักสารวจทางทะเล เหล่าพ่อค้าชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปพวกแรกท่ีติดต่อค้าขายทาง
ทะเลกับเอเชีย ที่ทาเช่นนี้ได้เพราะมีผู้ปกครองสนับสนุนอยู่เบ้ืองหลัง คือ เจ้าชายเฮนรี โอรสของกษัตริย์แห่ง
โปรตุเกส ทรงเป็นผู้สนับสนุนการสารวจอย่างเข้มแข็ง โดยการสร้างโรงเรียนฝึกหัดคนเขียนแผนที่ นักสารวจทาง
ทะเล และช่างต่อเรือเดินทะเล (หรือเดินสมุทร) และยังทรงสนับสนุนการเดินทางสารวจอีกด้วย (คนท่ีสนับสนุน
(Sponsor) คอื ผู้ที่ให้การสนับสนุนด้านเงินในการดาเนินกิจกรรม เช่น การเดินทาง เป็นต้น) แม้ว่าเจ้าชายเฮนรีไม่
ค่อยได้เดินทางไปสารวจดว้ ยพระองคเ์ อง แต่พระองค์กร็ ู้จักกนั ว่า “เปน็ นักสารวจทางทะเล (the Navigator)”
เทคโนโลยีและการสารวจ ในโรงเรียนของเจ้าชายเฮนรีสรา้ งความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยขี ้ึนเพื่อสนบั สนุน
การสารวจของชาวโปรตุเกส ในโรงเรยี นนนั้ ชา่ งต่อเรอื เดินทะเลต่อเรือใบขนาดเล็ก (caravel - KAR—uh—VEHL)
ซึ่งเป็นเรือที่ออกแบบให้เดินทางได้ระยะไกลสาเร็จ เรือใบขนาดเล็กมีใบเป็นส่ีเหลี่ยมจัตุรัสใช้สาหรับเรือของชาว
ยุโรปและใบสามเหลี่ยมใช้สาหรับเรือของชาวอาหรับ ใบสี่เหล่ียมให้พลังแก่เรือและใบสามเหล่ียมทาให้เรือเล้ียวได้
เร็ว
นักเดินเรือชาวโปรตุเกสได้ยืมอุปกรณ์มาจากวัฒนธรรมประเทศอ่ืน ๆ อีกด้วย เช่น ยืมเข็มทิศซึ่งเป็น
สิ่งประดิษฐ์ของจีนมาเป็นเครื่องนาทาง ใช้เครื่องมือดาราศาสตร์โบราณใช้หาตาแหน่งดวงดาวในอวกาศ
(astrolabe) ซ่ึงเป็นส่ิงประดิษฐ์ของกรีกโบราณและชาวอาหรับนามาปรับปรุง เครื่องมือดาราศาสตร์โบราณใช้หา
ตาแหน่งดวงดาวในอวกาศวัดมุมตาแหนง่ ดาวฤกษ์บนทอ้ งฟ้าชว่ ยใหน้ ักเดินทางเรือหาตาแหน่งเส้นรุ้ง หรือเส้นศูนย์
สตู รของโลกที่มีระยะหา่ งจากขั้วโลกเหนือและใต้เท่ากัน
การเดินทางมาถึงอินเดีย ในช่วงที่เจ้าชายเฮนร่ีส้ินพระชนม์ใน ค.ศ. 1460 ชาวโปรตุเกสก็ได้ต้ังท่ีมั่น
ทางการค้าขายตามแนวฝ่ังตะวันตกของแอฟริกาเรียบร้อยแล้ว โดยได้พัฒนาผลกาไรจากการค้าขายเป็นทอง งา
และทาส ในไม่ชา้ พวกโปรตเุ กสก็มงุ่ หน้าไปไกลกวา่ แอฟริกา
ใน ค.ศ. 1488 นักสารวจชาวโปรตุเกส ช่ือ บาร์ตูลูเมว ดีอัช (Bartolomeu Dias) เดินทางอ้อมปลาย
แหลมทางตอนใต้ของแอฟริกา แล้วก็แล่นเรือขึ้นไปทางฝ่ังตะวันออกของแอฟริกาก่อนจะกลับบ้านเกิด วัชกู ดา
กามา (Vasco da Gama) ขยายเส้นทางของดิอซั โดยการแล่นเรือไปตลอดฝั่งตะวันออกจนถึงอนิ เดยี ใน ค.ศ. 1498
สองสามปีต่อมา ชาวโปรตุเกสก็ตั้งที่ม่ันการค้าขายในอินเดียได้ แล้วก็เดินทางต่อไปยังตะวันออก ในท่ีสุดชาว
1
โปรตุเกสก็ต้ังศูนย์กลางการค้าขายข้ึนเป็นอันมากในหมู่เกาะเครื่องเทศ (Spice Island – หมู่เกาะโมลุกกะ) ซ่ึงปัจจุบันคือ
ประเทศอินโดนีเซีย
การค้าขายทางบกต้ังแต่เอเชียถึงยุโรปมีแนวโน้มว่าจะเป็นการส้ินเปลืองมาก เนื่องจากสิ้นค้าถ่ายเข้าถ่ายออก
มากมายหลายครง้ั อยา่ งไรกต็ าม การค้าขายทางทะเลก็ส้นิ เปลอื งน้อยกว่า เนื่องจากสินคา้ ไม่ตอ้ งขนถ่ายบ่อยครงั้ เป็นผลให้
ชาวโปรตุเกสตีราคาเครอื่ งเทศถกู ลง บางครัง้ บางคราว โปรตุเกสก็ยึดครองการคา้ ขายกับเอเชยี
โคลัมบสั (Columbus) เดินทางมาถึงอเมรกิ า
ในขณะทช่ี าวโปรตเุ กสมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเพ่ือรักษาเส้นทางการค้าขาย นักเดินเรอื ชาวอติ าลี ชื่อ ครสิ โตเฟอร์
โคลัมบัส (Christopher Columbus) ก็มุ่งหน้าไปทางตะวันตกด้วยหวังว่าจะพบเส้นทางทางตะวันตกที่มุ่งสู่แหล่งที่อุดม
สมบรู ณ์คอื เอเชยี
การเดินทางไกลคร้ังแรกของโคลัมบัส ด้วยการศึกษาแผนท่ีและบันทึกที่มีอยู่ โคลัมบัสก็รู้ว่าโลกกลม อาศัยความรู้
นี้ โคลัมบัสจึงคิดวา่ ตนเองน่าจะเดินทางถึงเอเชียในไมช่ ้าถ้าเขาแล่นเรือไปทางตะวันตกแทนการเดนิ ทางไปทางทิศตะวันอก
อ้อมแอฟริกา อย่างไรก็ตาม โคลัมบัสคานวณระยะทางรอบโลกผิดพลาด เขาประมาณว่าระยะทางนี้อยู่ท่ีเศษ 3 ส่วน 4
เท่านนั้ ซึ่งไกลพอ ๆ กับความเป็นจริง (ไกลกวา่ ทเ่ี ดินทางไปทางตะวนั ออกเสยี อีก)
สาหรับผู้คนเป็นอันมาก แนวความคิดของโคลัมบัสท่ีแล่นเรือไปทางตะวันตกมุ่งสู่ตะวันออกดูเป็นเร่ืองประหลาด
เล็กน้อย ชาวโปรตุเกสปฏิเสธแนวความคิดน้ี ชอบค้นหาเส้นทางไปทางตะวันออกมุ่งสู่เอเชียมากกว่า แม้สเปนซ่ึงกระหาย
ความสาเร็จด้านการค้าขายก็ยังคลางแคลงใจอยู่ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น 6 ปี โคลัมบัสก็ทาให้พระเจ้าเฟอร์ดินานด์
(Ferdinand) กษัตริยส์ เปนและพระนางอิซาเบลลา (Isabella) ม่นั พระทยั ในการสนบั สนนุ แผนการของเขา
ในต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1492 โคลัมบัสเดินทางออกจากสเปนดว้ ยเรือใบขนาดเล็กสามลาพร้อมกบั ชายประมาณ
90 คน หลังจากน้ันเกือบ 10 สัปดาห์ ณ ท้องทะเล ลูกเรือของโคลัมบัสก็เกิดอาการกระสับกระส่าย เน่ืองจากไม่พบ
แผ่นดินมาเป็นเวลามากกว่า 1 เดือนและต้องการจะกลับบ้าน โคลัมบัสจึงกล่อมพวกเขาให้เดินทางต่อไป ครั้นแล้วในวันที่
12 เดือนตลุ าคม ลูกเรอื ก็ตะโกนว่า “Tierra, Tierra (แผน่ ดิน แผน่ ดิน)”
ความผิดพลาดของโคลัมบัส โคลัมบัสคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นอินเดีย และเรียกผู้คน (พ้ืนเมือง) ที่มาทักทายเขากับ
ลูกเรือของเขาว่า Indios (ชาวอินเดีย) เป็นความผิดพลาดอีกคร้ังหน่ึงของโคลัมบัส ความจริงโคลัมบัสจอดเรือ ณ หมู่เกาะ
ในทะเลแคริบเบียนและสารวจหมู่เกาะอื่น ๆ แต่ไม่ได้ข้ามมาขายสินค้าใด ๆ แม้กระน้ัน เขาก็ตื่นเต้นที่ค้นพบส่ิงท่ีตัวเองคิด
ว่าเส้นทางไปสู่เอเชีย โคลัมบัสจึงต้ังถิ่นฐานบนหมู่เกาะ Hispaniola แล้วก็แล่นเรือกลับไปยังสเปน ใน ค.ศ. 1504 นัก
สารวจชาวอติ าลี ชอื่ อเมริโก เวสปุชชี (Amerigo Vespucci) เป็นคนแรกทีพ่ ิสจู นว์ ่าแผ่นดนิ นไี้ มใ่ ชเ่ อเชยี แต่เปน็ ทวีปใหม่
การสารวจทางทะเล
การสารวจทางทะเลของยุโรปเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ. 1450-1750 ซึ่งเกิดข้ึนในช่วงเวลาใกล้ เคียงกับยุคฟ้ืนฟูศิลปวิทยา
การของยุโรป และต่างก็มีบทบาทสาคัญต่อประวัติศาสตร์ยุโรปในยุค ใหม่ กล่าวได้ว่า การฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการเป็นพ้ืนฐาน
สาคญั ทาใหเ้ กดิ การสารวจทางทะเล ซึง่ เปน็ ผลให้ยโุ รปเผยแพรว่ ัฒนธรรมของตนไปส่ภู ูมิภาคอืน่ ๆ ของโลกไดใ้ นเวลาตอ่ มา
สาเหตขุ องการสารวจทางทะเล มดี งั นี้
1. การมีวิทยาการที่ก้าวหน้า ในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ ชาวยุโรปได้เร่ิมหันมาสนใจ ศึกษาส่ิงแวดล้อมรอบๆ ตัว
และผลจากการตดิ ตอ่ กับโลกตะวนั ออกในสมยั สงครามครเู สด รวมทั้ง การขยายตัวของเมืองในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ทาให้
ชาวยุโรปได้สัมผัสกับอารยธรรมความเจริญ ของโลกตะวันออกหลายอย่าง โดยเฉพาะทางด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ และ
2
ดาราศาสตร์ ทาให้ ปัญญาชนเร่ิมตรวจสอบความรู้ของตนและค้นหาคาตอบให้กับตนเองเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว ซึ่ง
ผลักดันให้ชาวยุโรปหันมาสนใจต่อความล้ีลับของท้องทะเลท่ีกั้นระหว่างโลกตะวันออกกับโลก ตะวันตก โดยเฉพาะความรู้
ทางภูมิศาสตร์และแผนท่ีของโตเลมี (PTOLEMY) นักดาราศาสตร์และ นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ที่แสดงที่ตั้งของทะเลเมดิ
เตอร์เรเนียน ดินแดนริมฝ่ังทะเลคาบสมุทร ไอบีเรีย จนถึงดินแดนฝ่ังทะเลตอนเหนือของทวีปแอฟริกา รวมทั้งดินแดน
ทางด้านตะวันออกท่ี เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ถึงอินเดียและจีน นอกจากน้ีความรู้ในการใช้เข็มทิศและการพัฒนารูปทรง และ
ขนาดของเรือให้แข็งแรงทนทานต่อสภาพลมฟ้าอากาศ สามารถที่จะเดินทางไกลได้ดีขึ้น ทาให้ชาติตะวันตกหลั่งไหลสู่โลก
ตะวันออกอยา่ งกว้างขวาง
2. แรงผลักดันทางด้านการค้า เม่ือพวกมุสลิมสามารถยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิล และดินแดนจักรวรรดิไบ
แซนไทน์ได้ท้ังหมดใน ค.ศ. 1453 ทาให้การค้าทางบกระหว่างโลก ตะวันออกกับโลกตะวันตกหยุดชะงัก แต่สินค้าต่างๆ
จากตะวันออก เชน่ ผ้าไหม เครื่องเทศยาต่างๆ ยังเปน็ ที่ต้องการของตลาดตะวนั ตก ซ่ึงหนทางเดียวท่ีพ่อค้าจะติดต่อค้าขาย
ได้ก็คือ การติดต่อค้าขายทางทะเล ดังน้ันจึงจาเป็นต้องสารวจเส้นทางทางทะเล เพื่อหาเส้นทางติดต่อกับ ดินแดนต่าง ๆ
ทางตะวนั ออก
3. แรงผลักดันทางด้านศาสนา เน่ืองจากความคิดของผู้นาชาติต่าง ๆ ในขณะน้ันเห็น ว่าการเผยแผ่คริสต์ศาสนา
เป็นกุศลอย่างมาก รวมทั้งต้องการแข่งขันกับชาวมุสลิมที่เข้ามาขยาย อิทธิพลอยู่ในขณะนั้น จึงสนับสนุนให้มีการค้นหา
ดนิ แดนใหม่ ๆ และเผยแผ่คริสตศ์ าสนาไป พรอ้ มกันดว้ ย
4. อิทธิพลของแนวคิดในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ แนวความคิดในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยา การ ทาให้ชาวยุโรปมุ่งหวัง
ท่ีจะสร้างช่ือเสียงเกียรติยศและความต้องการที่จะเส่ียงโชคเพื่อชีวิต ที่ดีกว่า ผลักดันให้ชาวยุโรปเกิดความกล้าหาญที่จะ
เผชิญกับสิ่งต่างๆ รวมทั้งความกระตือรือร้น ท่ีจะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และรักการผจญภัย เป็นปัจจัยสาคัญท่ีทาให้ชาว
ยโุ รปกลา้ เสี่ยงภัยเดนิ ทางสารวจมหาสมุทรทก่ี วา้ งใหญ่ไพศาล
บทบาทของชาตติ า่ ง ๆ ในการสารวจทางทะเล
โปรตุเกส
ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เจ้าชายเฮนรี นาวิกราช (HENRY THE NAVIGATOR) พระอนุชาของพระเจ้าจอห์นท่ี 1
(JOHN I) แห่งโปรตุเกส ได้จัดตั้งโรงเรียนราชนาวเี พ่ือเป็น ศนู ย์กลางการเรยี นรู้เก่ียวกับการเดินทางทะเล การใช้ เครื่องมือ
และเทคนคิ การสร้างเรอื ซ่งึ ส่งผลให้ชาว โปรตเุ กสสามารถค้นพบเสน้ ทางเดินเรือส่ดู ินแดนทาง ตะวนั ออก ไดแ้ ก่
- บาร์โธโลมิว ไดแอส (BARTHOLOMEU DIAS) สามารถเดินเรือเลียบชายฝ่ังทวีปแอฟริกาผ่านแหลม กู๊ดโฮป
(CAPE OF GOOD HOPE) ไดส้ าเร็จใน ค.ศ. 1488
- วสั โก ดา กามา (VASCO DA GAMA) แล่นเรือตามเส้นทางสารวจของไดแอสจนถึงทวปี เอเชีย และสามารถข้ึนฝั่ง
ที่เมืองกาลิกัต (CALICUT) ของอินเดียได้เม่ือ ค.ศ. 1498 ต่อมา ชาวโปรตุเกสสามารถควบคุมเมืองต่างๆ ทางชายฝั่ง
ตะวนั ออก ของทวปี แอฟริกาและอนิ เดยี ทางชายฝ่งั ตะวนั ตก สามารถยึด เมืองกัว (GOA) ในมหาสมทุ รอนิ เดยี ได้
สเปน
ค.ศ. 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (CHRISTOPHER COLUMBUS) ชาวเมืองเจนัว (ประเทศอิตาลี) ซึ่งมีความเช่ือ
ว่าโลกกลม ได้รับ การสนับสนุนจากกษัตริย์สเปนให้เดินทางข้าม มหาสมุทรแอตแลนติก เพ่ือสารวจเส้นทางเดินเรือ ไป
ประเทศจีน แต่เขาได้พบหมู่เกาะเวสต์อินดีสซง่ึ เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมรกิ าใตโ้ ดยบงั เอญิ ใน ค.ศ. 1492 ซ่ึงทาใหส้ เปนได้
ครอบครองดนิ แดนส่วนใหญ่ ในอเมรกิ าใต้ทอี่ ดุ มสมบูรณด์ ้วยแรเ่ งินและทองคา ในเวลาตอ่ มา
3
คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นช่วงการแข่งขันอานาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสและสเปนเพื่อ หาเส้นทางไปหมู่เกาะ
อีสต์อินดีส (EAST INDIES) ซึ่งเป็นแหล่งเคร่ืองเทศและพริกไทย ใน ค.ศ. 1494 สันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ท่ี 6
(ALEXANDER VI) ได้ให้สเปนและโปรตุเกสทาสนธิสัญญา ทอร์เดซียัส (TREATY OF TORDESILLAS) กาหนดเส้นสมมติ
แบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน โดยสเปนมีสิทธิ สารวจและยึดครองดินแดนทางด้านตะวันตกของเส้นเมริเดียน ที่ 51 ส่วน
โปรตุเกสไดส้ ทิ ธิทาง ด้านตะวันออกและนาไปสู่การสร้างจักรวรรดิทางทะเลของโปรตเุ กสในเอเชีย
ในคริตส์ศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสได้ขยายอานาจมาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเข้า ยึดครองมะละกา ทาให้
บริเวณคาบสมทุ รมลายูและหมเู่ กาะอนิ โดนเี ซยี ตกอยู่ภายใตอ้ ทิ ธิพลของ โปรตเุ กส
ค.ศ. 1519 เฟอรด์ ินันด์ แมกเจลลัน (FERDINAND MAGELLAN) นกั เดินเรือชาวโปรตุเกส โดยความสนบั สนุนจาก
กษัตรยิ ์สเปน ได้เดินทางไปทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนตกิ ผ่านช่องแคบที่ภายหลังต้ังชอ่ื ว่าแมกเจลลันทางตอน
ใต้ของทวปี อเมริกาใต้ ขา้ มมหาสมุทรแปซิฟกิ มายังทวีปเอเชีย เขาถกู ชาวพน้ื เมอื งฆ่าตายเม่ือพยายามเผยแผ่ครสิ ตศ์ าสนาท่ี
เกาะฟิลิปปินส์ แต่ ลูกเรือของเขาสามารถเดินทางกลับสเปนทางมหาสมุทรอินเดียได้สาเร็จใน ค.ศ. 1522 นับเป็นเรือ ลา
แรกทแ่ี ล่นรอบโลกไดส้ าเรจ็
ในยุคนี้โปรตุเกสและสเปนกลายเป็นชาติที่มีอานาจ มีความม่ังค่ัง ทาให้หลายชาติทาการ สารวจเส้นทางเดินเรือ
การแข่งขันอานาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสกับสเปนยุติลงเมื่อโปรตุเกส ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนในช่วง ค.ศ.
1580-1640
ฮอลนั ดา
เดมิ ฮอลันดาเคยอยู่ใต้การปกครองของสเปน และทาหน้าท่ีเป็นพ่อค้าคนกลางในการคา้ เครอ่ื งเทศ จนกระทัง่ ค.ศ.
1581 ได้แยกตัวเป็นอิสระจากสเปน ทาให้สเปนประกาศปิดท่าเรอื ลิสบอนส่งผลให้ฮอลันดาไม่สามารถซ้ือเครื่องเทศได้อีก
ฮอลันดาจึงต้องหาเส้นทางทางทะเลเพื่อ ซ้ือเคร่ืองเทศโดยตรง ในที่สุดกองทัพเรือของฮอลันดาก็สามารถยึดครองอานาจ
ทางทะเลใน ค.ศ. 1598 และได้จดั ตั้งสถานีการค้าในเกาะชวา และจดั ต้ังบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา เพื่อ ควบคุม
การค้าเคร่ืองเทศ
ใน ค.ศ. 1605 เรือดุฟเกน (DUYFKEN) ของฮอลันดา ที่เป็นเรือค้นหาเกาะทองคาที่เช่ือว่า อยู่ทางทิศใต้และทิศ
ตะวันออกของเกาะชวา ได้ค้นพบทวปี ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก และเรียก ทวีปน้ีว่า นวิ ฮอลแลนด์ (NEW HOLLAND) แตใ่ น
คริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษได้ครอบครองและ เรียกทวีปน้ีว่า ออสเตรเลีย ซึ่งมาจาก AUSTRALIS ในภาษากรีก แปลว่า
ดินแดนทางซีกโลกใต้
อังกฤษ
ใน ค.ศ. 1588 กองทัพเรือของอังกฤษทาสงครามชนะกองทัพเรืออาร์มาดา (ARMADA) ของสเปนท่ีมีช่ือเสียงได้
ทาให้อังกฤษขยายอิทธิพลสู่ดนิ แดนตะวนั ออก สามารถสลายอานาจทาง ทะเลของโปรตุเกสและเข้าไปมีอานาจและอทิ ธิพล
ในอินเดีย และเป็นคู่แข่งทางการค้ากับฮอลันดา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีเพียงอังกฤษ ฮอลันดา และฝรั่งเศส แข่งขันกันมี
อานาจทางทะเลและ แสวงหาอาณานิคม ท้ังน้ีได้มีการทาสงครามกันหลายคร้ัง ในท่ีสุดฮอลันดายังคงมีอานาจแถบ มะละ
กาและควบคุมการค้าเคร่ืองเทศในหมู่เกาะเคร่ืองเทศต่อไป จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 18 อังกฤษกลับเป็นประเทศที่มี
แสนยานุภาพกลางทะเลเหนอื กว่าทกุ ชาติ โดยได้อาณานิคมในอนิ เดยี อเมรกิ าเหนอื และทวีปออสเตรเลียทง้ั ทวปี
4
ผลการสารวจทางทะเล มีดงั นี้
1. อารยธรรมยุโรปเผยแพรไ่ ปสู่ดินแดนอ่ืน ๆ ท่ีชาวยุโรปเดินทางไปถึง โดยชาวยุโรป ได้สรา้ งเมืองและความเจริญ
ต่างๆ เพื่อให้ตนสามารถดาเนินชีวิตได้ตามแบบท่ีคุ้นเคย จึงเกิดการ แพร่กระจายวัฒนธรรมตามแบบตะวันตก เช่น ภาษา
การแตง่ กาย อาหาร ระบบการปกครอง ศิลปกรรม เช่น การกอ่ สรา้ งถนน สะพาน สถานทร่ี าชการ โบสถ์ วหิ าร เปน็ ต้น
2. ยุโรปได้รับอารยธรรมจากดินแดนอื่นๆ เช่น วิทยาการของชาวตะวันออก เช่น การ เดินเรือ ศิลปะจีนท่ีเน้น
ความงดงามของธรรมชาติ อารยธรรมของอิสลาม เช่น คณิตศาสตร์ การ ด่ืมชาแบบจีน กาแฟจากตุรกี ยาสูบจากหมู่
เกาะเวสตอ์ นิ ดีส นา้ ตาลจากบราซิล และมันฝรัง่ จาก อเมริกาใต้ ไดม้ บี ทบาทสาคญั ตอ่ การดาเนนิ ชีวิตของชาวยุโรป
3. เกิดการแพร่กระจายของพันธุ์พืชและพันธ์ุสัตว์ ชาวยุโรปได้นาพันธ์ุพืชจากถ่ินกาเนิด ไปยังภูมิภาค
อ่ืน ๆ เช่น นากาแฟจากดินแดนตะวันออกกลางมาปลูกที่เกาะชวา ต่อมาได้แพร่ขยาย ไปปลูกยังอเมริกาใต้ ต้นยางพารา
จากบราซิลมาปลูกที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต่อมาได้ขยายมาปลูก ทางภาคใต้ของไทย มันฝรั่งและข้าวโพดจากทวีปอเมริกา
มาปลกู ในยโุ รป ปลูกขา้ วโอ๊ตและ ข้าวโพดในทวปี แอฟรกิ า หัวผักกาดหวานจากทวปี อเมรกิ ามาปลกู ท่จี ีน และนาสตั วต์ า่ ง ๆ
ไปยงั ทวปี อืน่ เชน่ แกะ ไปแพร่พนั ธุ์ท่ีออสเตรเลยี และนวิ ซีแลนด์ และนาลา ลอ่ ววั แพะ มาเลีย้ งใน อเมรกิ า เปน็ ตน้
4. เกดิ การระบาดของโรคภัยไขเ้ จ็บ ซึ่งมาพร้อมๆ กับเรอื ของชาวยุโรป โรคระบาดที่ สาคัญ เช่น โรคหัดและฝีดาษ
ในอเมริกาเหนือ ไขเ้ หลืองและไข้มาลาเรยี ที่มมี ากในแอฟริกามา ระบาดในอเมรกิ ากลางและใต้ เป็นต้น
5. ศาสนาคริสต์ได้แผ่ขยายไปในดินแดนต่าง ๆ ท่ชี าวยุโรปเข้าไปติดต่อค้าขาย หรือ ดินแดนที่ยุโรปได้เข้ายึดครอง
จัดตั้งเป็นอาณานิคม ในบางแห่งใช้แบบสันติวิธี โดยบาทหลวงจะทา หน้าท่ีส่ังสอนให้การศึกษากับชาวพ้ืนเมืองและช่วย
เหลือด้านมนุษยธรรม ในบางแห่งใช้วิธีการรนุ แรงบีบ บังคับคนพื้นเมืองในบรเิ วณอเมริกากลางและ อเมริกาใต้ ให้มาเข้ารีต
นับถือครสิ ต์ศาสนา ทาให้ ศาสนาครสิ ตเ์ จริญอยา่ งมนั่ คงในดินแดนทวีปอเมรกิ า และดนิ แดนตา่ ง ๆ
6. การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของยุโรป การขยายตัวทางการค้าทาให้ สมาคมอาชีพ (GUILD) ท่ีมีมาตั้งแต่
สมัยกลางล่มสลายลง การค้นพบดินแดนใหม่ส่งผลให้การค้า ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นาไปสู่การปฏิวัติทางการค้า ประเทศ
ต่าง ๆ ในตะวันตกต่างใช้นโยบาย แข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก บรรดาพ่อค้าและนายทุนรวมตัวกันจัดตั้งบริษัทโดยมี
กษัตริย์ให้ การสนับสนุนทาการค้าในนามของประเทศ เช่น บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ บริษัท อินเดียตะวันออก
ของฮอลันดา เป็นต้น ซ่ึงทาให้บรรดาพ่อค้าและนายทุนมีฐานะมั่นคงและกลาย เป็นบุคคลช้ันนาทางการเมืองการปกครอง
เศรษฐกิจ และสงั คมในเวลาต่อมา
การค้นพบโลกใหม่
การค้นพบเสน้ ทางเดนิ เรอื สู่ดนิ แดนทางตะวันออกและการค้นพบโลกใหม่ของชาตติ ะวนั ตก
โปรตุเกสและสเปน
นับต้ังแต่ต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 15 เปน็ ต้นมา ชาวยุโรปเริ่มให้ความสนใจและพยายามแสวงหาเส้นทางเดนิ เรือมายัง
ตะวันออก เจ้าชายเฮนรี นาวิกราช (Henry the Navigator ค.ศ.1394-1460) แห่งโปรตุเกส พระอนุชาของพระเจา้ จอรน์ ที่
1 (John I) ทรงจัดตั้งโรงเรยี นราชนาวีขนึ้ ท่ีแหลมซาเกรสเป็นศนู ย์กลางของการเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆในการเดนิ ทะเล และ
เป็นแหล่งรวบรวมการสารวจเส้นทางเดินเรือด้วยพระอปุ ถัมภ์ของพระองค์ประกอบกับความรูใ้ นการใช้เข็มทิศ และเทคนิค
การสร้างเรือขนาดใหญท่ ี่สามารถตา้ นคลน่ื ลมไดท้ าใหน้ ักเดนิ เรอื ของโปรตุเกสสามารถเดินทางจนถึงแหลมกรนี ในแอฟริกา
หลังจากที่เจ้าชายเฮนรี นาวิกราชสิ้นพระชนม์ บาร์โธโลมิว ไดแอส (Bartholomeu Dias) สามารถเดินเรือเลียบ
ชายฝ่ังทวีปแอฟริกาจนผ่านแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ได้สาเรจ็ ในค.ศ.1488 และนักเดนิ เรือชาวโปรตุเกสอีกผู้
หน่ึง คอื วัสโก ดา กามา (Vasco da Gama) แล่นเรือในเส้นทางสารวจของไดแอสจนถึงเอเชีย และหลังจากใชเ้ วลาเดนิ ทาง
ได้ 93 วันก็ข้ึนฝั่งที่เมืองกาลิกัต (Calicut) ของอินเดีย ค.ศ.1498 และสามารถซื้อเคร่ืองเทศโดยตรงจากอินเดียนากลับไป
5
ขายในยุโรปได้กาไรมากกว่า60เท่าของค่าใช้จ่ายในการเดินเรือท้ังหมด ระยะก่อนหน้านั้น ใน ค.ศ.1492 คริสดตเฟอร์
โคลมั บสั (Christopher Columbus) ชาวเมอื งเจนัว ซ่ึงเช่อื ว่าสัณฐานของโลกกลมก็รับอาสากษัตรยิ ์สเปนเดินทางไปสารวจ
เส้นทางเดินเรือไปประเทศจีน โดยข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และสามารถค้นพบทวีปอเมริกาได้ในท่ีสุด ซ่ึงทาให้สเปนได้
ครอบครองดินแดนสว่ นใหญ่เกือบทัง้ หมดของทวีปอเมริกาใต้ท่ีอดุ มด้วยแหล่งแรเ่ งินและทองคา
ในปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 15 เป็นระยะเวลาแห่งการเร่ิมต้นแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและอานาจทางทะเลระหว่าง
สเปนกับโปรตุเกส ดังน้ัน เพ่ือเป็นการรักษาสัมพันธไมตรีต่อกันในฐานะเป็นราชอาณาจักรที่นับถือศาสนานิกาย
โรมันคาทอลิกเหมือนกัน ใน ค.ศ.1494 สันตะปาปา อะเล็กซานเดอร์ท่ี 6 (Alexander VI) ทรงให้สเปนและโปรตุเกสทา
สนธิสัญญาทอร์เดซียัส (Treaty of Tordesillas) กาหนดให้เส้นเมริเดียนท่ี 370 ทางตะวันตกของหมู่เกาะเคปเวิร์ด ซ่ึง
ปจั จุบันคือเส้นเมริเดียนท่ี 51 ทางตะวันตกของกรีนิช เป็นเส้นสมมติท่ีแบง่ โลกออกเป็น 2 ส่วน โดยสเปนมีสิทธิสารวจและ
ยึดครองดินแดนทางด้านตะวันตกของเส้นเมริเดียนที่ 51 และโปรตุเกสได้สิทธิทางด้านตะวันออก อาณาเขตที่เกิดข้ึนจาก
การแบ่งเสน้ สมมติดังกล่าวนับวา่ มีความสาคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการนาไปสู่การครอบครองทวปี อเมรกิ าใต้ของสเปนเกือบ
หมด ยกเว้นบราซิล ซึ่งตกเป็นของโปรตุเกสตามข้อตกลงของสนธิสัญญานี้ และนาไปสู่การสร้างจักรวรรดิทางทะเล
(maritime empire) ของโปรตเุ กสในเอเชีย
โปรตุเกสประสบความสาเร็จอย่างยิ่งในการกาจัดอานาจของพวกมุสลิมในมหาสมุทรอินเดียจนสามารถควบคุม
เมืองต่างๆทางชายฝ่ังตะวันออกของทวีปแอฟริกาและรัฐอินเดียจนสามารถควบคุมเมืองต่างๆทางชายฝ่ังะวันตก และยึด
เกาะเมืองกัว (Goa) ซ่ึงเป็นศูนย์บัญชาการของสันนิบาตมุสลิม (Mohammedan League) ในมหาสมุทรอินเดียได้ และใช้
เมืองกัวเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโปรตุเกสในตะวันออก ในค.ศ.1511 อาฟองโซ เดอ อัลบูเกร์เก (Afonso de
Albuquerque) ข้าหลวงโปรตุเกสประจาตะวันออก สามารถขยายอานาจและแผ่อิทธิพลจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และเข้ายึดครองมะละกาซ่ึงเป็นชุมทางของเรือสินค้าจากอินเดีย อาหรับ อียิปต์ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การยึดครอง
ดนิ แดนดังกล่าวทาใหห้ มู่เกาะอินดิสตะวันออกทั้งหมด คือ บริเวณคาบสมทุ รมลายูและหมู่เกาะอินโดนเี ซียต้องตกอยูภ่ ายใต้
อทิ ธิพลของโปรตเุ กส และสรา้ งความมนั่ คงอย่างมหาศาลใหแ้ กโ่ ปรตเุ กสจากการผกู ขาดการค้าเคร่ืองเทศ
ในค.ศ.1519 เฟอร์ดินันด์ มาเจลลัน(Ferdinand Magellan) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ซึ่งเคยมีประสบการณ์
เดินเรือมายังหมู่เกาะเครื่องเทศโดยทางมหาสมุทรอินเดีย ได้รับอาสากษัตริย์สเปนและคุมเรือสเปน 5 ลา ออกค้นหา
เส้นทางเดินเรือสายใหม่มายังตะวันออกโดยแล่นเรือออกจากท่าเรือสเปนไปทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก
และอ้อมผ่านช่องแคบมาเจลลัน ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกซ่ึงเขาต้ังช่ือว่า มาเร ปาซิฟิโก
(Mare Pacifico) ซ่ึงแปลว่า ทะเลสาบ (The Peaceful Sea) แต่ต้องใช้เวลา 4 เดือน จึงได้ขึ้นฝั่งอีกครั้งที่หมู่เกาะ
ฟิลิปปนิ ส์ การเดนิ ทางของมาเจลลนั ครั้งนนี้ บั เป็นการเดินเรอื ครั้งแรกท่ขี า้ มมหาสมุทรแปซฟิ ิกมายังทวปี เอเชีย และสามารถ
พิสูจน์ได้ว่าอเมริกาและเอเชียตั้งอยู่คนละทวีป คนละซีกโลกและรู้ว่าเกาะเฮติและคิวบาไม่ใช่ญี่ปุ่นและจีนตามที่
ชาวตะวนั ตกเขา้ ใจผิดกันมาตงั้ แต่เม่อื โคลัมบัสคน้ พบทวปี อเมริกา
อย่างไรก็ดี มาเจลลันไม่ได้มีโอกาสแล่นเรือกลับสเปน เขาถูกคนพื้นเมืองฆ่าตาย เมื่อพยายามเผยแผ่ศาสนา แต่
ลูกเรือที่เหลือโดยการนาของ เซบาสเตียน เดล กาโน (Sebastian del Cano) สามาถหลบหนีออกจากฟิลิปปินส์ได้และ
เดินทางต่อไปจนพบโมลุกกะ หรือหมู่เกาะเคร่ืองเทศ ได้แวะซ้ือเครื่องเทศจากชาวพื้นเมืองบรรทุกจนเต็มคันเรือ วิคโตริโอ
(Victorio) และสามารถหลบเรือโปรตุเกสซ่ึงควบคุมการค้าในหมู่เกาะเครื่องเทศ เดินทางกลับสเปนทางมหาสมุทรอิเดียได้
สาเรจ็ เรอื วคิ โตริโอ เข้าเทียบท่าสเปนใน ค.ศ.1522 ซึง่ นบั ได้ว่าเป็นเรอื ลาแรกทแี่ ล่นรอบโลกและสามารถพิสูจนท์ ฤษฎโี ลก
กลมวา่ เปน็ ความจรงิ
การค้นพบเส้นทางเดินเรือมายังตะวนั ออกของดา กามา และมาเจลลันนับว่ามีความสาคญั อย่างมากเพราะเปน็ การ
เปิดน่านน้าให้เรือจากทวีปยุโรปสามารถแล่นมายังทวีปเอเชียทางมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นก้าว
6
สาคัญท่ีทาให้อารยธรรมตะวันตกหล่ังไหลมายังเอเชีย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท้ังทางด้านการปกครอง เศรษฐกจิ สังคม
และวฒั นธรรม
ใน ค.ศ.1580 ได้เกิดความผันผวนทางการเมืองในโปรตุเกสเม่ือพระเจ้าฟิลิปท่ี 2 แห่งสเปน (Philip II ค.ศ.1556-
1598) ทรงยกกองทพั เข้ายึดครองโปรตุเกส และทาใหโ้ ปรตุเกสต้องตกอยู่ในอานาจของสเปนจนถึง ค.ศ.1640
ฮอลนั ดา หรือฮอลแลนด์
หรือเรียกอีกชือ่ หนึ่งว่า เนเธอร์แลนด์ เป็นดินแดนแห่งหน่ึงในทวีปยุโรปท่เี คยอยู่ใต้การปกครองของพระเจา้ ฟิลิปที่
2 แห่งสเปน ก่อนหน้าน้ีชาวดัตซ์ไดท้ าหน้าทเี่ ปน็ พ่อค้าคนกลางในการค้าเคร่ืองเทศในยุโรปมาโดยตลอด โดยส่งเรอื สินคา้ ไป
รับเครื่องเทศจากโปรตุเกสท่ีท่าเรือลิสบอน แต่เม่ือฮอลันดาได้ก่อกบฏและแยกตัวเป็นอิสระใน ค.ศ.1580 ห้ามไม่ให้พ่อค้า
ดัตซ์เข้าไปซื้อเครื่องเทศในตลาดโปรตุเกสอีกต่อไป นโยบายดังกล่าวจึงเท่ากับบีบบังคับให้ฮอลันดาต้องหาเส้นทางเพื่อ
ติดต่อซ้ือเครื่องเทศโดยตรงกับอินดิสตะวันออกของโปรตุเกส ในไม่ช้ากองทัพเรือที่เข้มแข็งของฮอลันดาก็สามารถยึดครอง
อานาจการคา้ เคร่ืองเทศของโปรตุเกสได้ใน ค.ศ.1598 ฮอลันดาไดจ้ ัดต้ังสถานีการคา้ ในเกาะชวา และอีก 4 ปีต่อมาได้จัดต้ัง
บรษิ ัทอนิ เดียตะวนั ออกของฮอลนั ดาข้ึนเพ่ือควบคุมการค้าในหมูเ่ กาะเครอ่ื งเทศ
การครอบครองหมู่เกาะเคร่ืองเทศของฮอลันดามีผลกระทบท่ีสาคัญอีกประการหนึ่ง คือ ใน ค.ศ.1606 บริษัท
อินเดียตะวันออกของฮอลันดาได้ส่งวิลเล็ม เจนซ์ (Willem Jansz) คุมเรือ ดุฟเกน (Duyfken) จากบันดา (Banda) เพ่ือ
ค้นหาเกาะทองคาท่ีเช่ือว่าอยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันออกของเกาะชวา การเดินเรือคร้ังนี้ทาให้เจนซ์ และลูกเรือชาวดัตซ์
เปน็ คนขาวกลุ่มแรกทไี่ ดเ้ ห็นทวปี อสเตรเลยี และทาให้ฮอลนั ดาไดร้ ับการยกย่องวา่ เป็นชาตแิ รกที่ค้นพบทวปี ออสเตรเลีย
แม้ว่าเดิมฮอลันดาเดินทางมายังตะวันออกเพื่อความมุ่งหมายทางการค้าเป็นสาคัญ แต่ภายหลังฮอลันดาก็เปลี่ยน
นโยบายโดยยดึ เอาดินแดนที่ตนครอบครองไวใ้ หอ้ ยู่ในฐานะเป็นอาณานิคม
องั กฤษ
อังกฤษได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในตะวันออกในปลายคริสต์ศตวรรษที่16 ซ่ึงเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับฮอลันดา ใน
ค.ศ.1588 อังกฤษในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทท่ี 1 (Elizabeth I ค.ศ.1558-1603) ได้ทาสงครามกับ
สเปนและสามารถรบชนะกองทัพเรืออาร์มาดา (Armada) อันเกรียงไกรของสเปนได้ ชัยชนะดังกล่าวได้กลายเป็นแรง
กระตุ้นและสร้างความเช่ือมั่นให้อังกฤษเดินทางแสวงหาผลประโยชน์ในการค้าและสร้างอิทธิพลในตะวันออก และ ค.ศ.
1591 อังกฤษได้ส่งกองเรือเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปมายังอินเดียเป็นคร้ังแรก และใน ค.ศ.1600 บริษัทอินเดียตะวันตก
ออกของอังกฤษก็ได้รับพระราชทานกฏบัตร (Charter) จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทท่ี 1 ให้มีสิทธิพิเศษในการทา
การค้าต้ังแต่แหลมกู๊ดโฮปจนถึงช่องแคบมาเจลลัน ต่อมาอังกฤษสามารถสลายอานาจทางทะเลของโปรตุเกสท่ีควบคุม
มหาสมทุ รอินเดีย จนเข้าไปมีอานาจและอิทธิพลในอินเดียและอ่าวเปอรเ์ ซยี นบั ต้ังแต่น้ันอังกฤษกก็ ลายเป็นคแู่ ขง่ ขันในทาง
การค้ากับฮอลันดาในตะวันออก อย่างไรก็ดีหลัง ค.ศ.1660 เป็นต้นมา อังกฤษได้ทาสงครามชนะฮอลันดาและฝรั่งเศส ซ่ึง
เป็นประเทศมหาอานาจยุโรปอีกประเทศหนึ่งที่จะควบคุมตลาดการค้าในตะวันออก แต่ฮอลันดายังควบคุมช่องแคบมะละ
กาและมอี านาจในการค้าเคร่ืองเทศในหมู่เกาะอนิ ดิสตะวนั ออกต่อไป
หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษเข้ามามีบทบาทแทนบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษแล้ว รัฐบาลอังกฤษดาเนิน
นโยบายสร้างอิทธิพลในตะวันออกอังกฤษอย่างเต็มที่โดยยึดดินแดนต่าง ๆ เป็นอาณานิคมของตน เช่น อินเดีย พม่า มลายู
สงิ คโปร์
7
รายการอา้ งอิง
ประทมุ พร วชั รเสถยี ร. 2551. โลกร่วมสมยั : ตอบคาถามของคนรุน่ ใหม.่ พมิ พค์ ร้งั ที่ 3. กรุงเทพฯ:ปาเจรา.
อนันต์ชยั เลาหะพันธุ. 2554. ยโุ รปสมัยใหม่ ค.ศ.1492-1815. กรุงเทพฯ: ศักดโิ สภาการพิมพ.์
8
ประวตั ศิ าสตรย์ ุโรป
ประวตั ศิ าสตร์ยโุ รป มหาอํานาจยโุ รปคริสต์ศตวรรษท่ี 15-17
ประวัติศาสตร์ยุโรป
ประวตั ศิ าสตร์ยโุ รป มหาอาํ นาจยุโรปครสิ ต์ศตวรรษท่ี 15-17
1. การส้นิ สุดของยุคแหง่ การสารวจ
เม่ือมาถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรือของยุโรปก็ได้รับการวัฒนาการดีขึ้นจนนักเดินเรือผู้มีผู้เชี่ยวชาญ
สามารถนาเดินทางไปยังจุดหมายใดก็ได้ในโลก การสารวจทางทะเลก็ยังคงดาเนินต่อไป ในคริสต์ศตวรรษท่ี 17 ฝั่ง
ตะวันตกและฝั่งเหนือของออสเตรเลียก็ได้รับการเขียนเป็นแผนท่ี แต่ฝั่งตะวันออกยังคงต้องรอต่อมาอีกร้อยปี ใน
ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 มหาสมุทรแปซิฟิกก็กลับมาเป็นจุดสนใจของนักสารวจ และทะเลอาร์กติกและอันตาร์
กติกก็ไม่ได้รับการสารวจจนกระท่ังมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักสารวจเข้าไปถึงใจกลางของทวีปอเมริกาในกลาง
คริสต์ศตวรรษท่ี 16 และก็ยังคงมีอาณาบริเวณท่ียังไม่ได้รับการสารวจจนกระท่ังถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19
ดินแดนตอนกลางของออสเตรเลียและแอฟริกาไม่ได้รับการสารวจโดยชาวยุโรปจนคริสต์ศตวรรษท่ี 19 และต้น
คริสต์ศตวรรษท่ี 20 เพราะในบริเวณเหล่านี้ไม่มีแน้วโน้มที่มีประโยชน์ต่อการค้าขาย นอกจากน้ันก็ยังเป็นบริเวณที่
เต็มไปดว้ ยโรคร้ายของเมืองร้อนต่าง ๆ ที่เป็นอนั ตรายต่อชวี ติ
2. ผลกระทบกระเทอื นตอ่ โลกของยุคแหง่ การสารวจ
เส้นทางข้ามมหาสมุทร (Trans-Oceanic) ใหม่น้ีเป็นการนามหาอานาจยุโรปเข้าสู่ยุคจักรวรรดินิยมเมื่อ
ยุโรปเข้ามาควบคุมประเทศต่าง ๆ เกือบทั้งโลก ความต้องการของยุโรปในการทาการค้าขาย หาวัตถุดิบ ค้าทาส
และขยายจักรวรรดิมีผลต่อบรเิ วณต่าง ๆ ของโลก สเปนดาเนินนโยบายการทาลายวัฒนธรรมต่างๆ ในทวปี อเมรกิ า
จนวอดวาย และแทนที่วัฒนธรรมเหล่านั้นด้วยวัฒนธรรมของตนเองและบังคับให้ชนท้องถ่ินละทิ้งประเพณีทาง
ศาสนาของตนเองและเปล่ียนมานบั ถือคริสต์ศาสนา พฤติกรรมน้ีกลายเป็นมาตรฐานทั่วไปของชาติต่างๆ ในยุโรปใน
การปฏิบัติต่อดินแดนต่างๆ ที่เข้ายึดครองโดยเฉพาะดัตช์, รัสเซีย, ฝรั่งเศส และอังกฤษ ศาสนาใหม่เข้ามาแทนที่
ศาสนาที่ชาวยุโรปถือว่าเป็น “ลัทธิเพกัน” นอกจากศาสนาแล้วก็ยังมีการบังคับใช้ภาษา ระบบการบริหาร และ
ประเพณีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศในบริเวณต่างๆ เช่นอเมริกาเหนือ , ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และ
อาร์เจนตินา ชนท้องถิ่นถูกขับออกจากท่ีอยู่อาศัยเดิมหรือถูกจากัดให้อยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่เจ้าของอาณา
นิคมก่อตั้งให้ ประชากรท้องถ่ินถูกลดจานวนลงไปเป็นจานวนมาก และในที่สุดก็กลายเป็นชนกลุ่มน้อยท่ีต้องอาศัย
พ่ึงพารฐั บาลของอาณานิคมที่เข้ามายดึ ครองทางฝงั่ แอฟริกาก็เช่นกัน รัฐต่าง ๆ เปน็ แหล่งสาคัญของการค้าทาสซง่ึ มี
ผลต่อการเปลี่ยนแปลงบรเิ วณไม่แต่เพียงชายฝ่ังของแอฟริกา และทางโครงสร้าของสังคมและทางเศรษฐกิแต่ยังลึก
เขา้ ไปถงึ ใจกลางของทวปี ด้วย
ในอเมริกาเหนือชาวยุโรปก็มีปัญหากับชนพื้นเมืองท่ีต้ังถิ่นฐานอยู่ก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจ ะเข้ามายึดครอง
ชาวยุโรปได้เปรียบกว่าชนพ้ืนเมืองหลายประการ นอกจากน้ันแล้วก็ยังนาเช้ือโรคใหม่เข้ามาเผยแพร่ที่เป็นผลให้
จานวนประชากรพน้ื เมืองที่ไมเ่ คยประสบกบั เชอื้ โรคใหม่นีต้ ้องเสยี ชวี ติ ไปถึง 50-90% ของจานวนประชากรท้งั หมด
1
สมัยใหม่
ในช่วงเวลาต้ังแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ( ค.ศ 1453 – 1945 ) เร่ิมต้นในช่วงเวลาที่การฟ้ืนฟูศิลปะวิทยาการกาลัง
รุ่งเรือง ซึ่งนาไปสู่การเปล่ียนแปลงมากมายในยุโรป ซึ่งนาไปสู่การเปล่ียนแปลงมากมายในยุโรป ทาให้ยุโรปรุ่งเรืองและมี
อานาจสูงสุดในยุคจักรวรรดินิยม ประวัติศาสตร์สมัยใหม่สิ้นสุดใน ค.ศ 1945 เม่ือยุโรปประสบความหายนะจาก
สงครามโลกครั้งท่ี 2
ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่มี เหตุการณ์สาคัญเกิดข้ึนมากมายในเวลาเกือบ 5 ศตวรรษ ทาให้เกิดสมัยย่อยใน
ประวตั ิศาสตรส์ มยั ใหมห่ ลายสมยั ทสี่ าคัญดงั ตอ่ ไปน้ี
1. สมยั การสารวจทางทะเล (ค.ศ. 1415 – 1673) อาจสรุปเหตุจูงใจที่ทาให้เกิดการสารวจเส้นทางเดินเรือที่สาคัญ
ได้แก่
1) ชาวยโุ รปตอ้ งการสนิ ค้าตะวันออกที่สาคัญได้แก่เครื่องเทศ ผา้ ไหม แต่เส้นทางคา้ ขายทางบกถกู ขัดขวาง
โดยพวกเตอร์ก มาตงั้ อานาจักรออตโตมัน
2) ชาวยโุ รปมีความต้องการแร่เงิน และทองคา เพอ่ื ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเน่ืองจากการค้าขาย
ขยายตวั มากขึน้
3) ชาวคริสเตียนกระตือรือร้นท่ีจะออกไป เผยแพร่ศาสนาในทวีปเอเชียและแอฟรกิ า สเปน โปรตเุ กส เป็น
สองชาติแรกที่เริ่มทาการสารวจทางทะเล เนื่องจากมีดินแดนติดชายฝ่ังมหาสมุทรแอตจแลนติก และมีกษัตริย์ ให้การ
อปุ ถมั ภ์แกน่ ักสารวจอยา่ งจริงจัง
การค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัส ใน ค.ศ. 1492 ทาให้ความรู้เกี่ยวกับโลกของชาวยโุ รปเปล่ียนแปลงไปอย่างส้ินเชิง
ในค.ศ. 1498 นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ช่ือวาสโก ดา กามา ได้ค้นพบเส้นทางเดินเรือไปอินเดีย โดยเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ด
โฮป ทวีปแอฟริกา ต่อมา ค.ศ. 1500 โปรตุเกสค้นพบดินแดนบราซิลในอเมริกาใต้ และได้ยึดครองเป็นอาณานิคม นัก
เดินเรือชาวอังกฤษ ช่ือ จอห์น คาบอต ทาการสารวจแคนนาดาใน ค.ศ. 1497 และระหว่าง ค.ศ 1519-1522 เฟอร์ดินาน
แมกแจลแลนสามารถเดนิ ทางรอบโลกไดส้ าเร็จ
ผลการค้นพบโลกใหม่ทาให้สเปนกลายเป็นชาติท่ีมีความม่ังค่ังมากที่สุด สเปนภายใต้การนาของเฮอร์นานโด คอร์
เตซ นาทหารเพียง 500 คน เข้ายึดอาณาจักรของพวกชาวพ้ืนเมืองเผ่าเอสเตค ซ่ึงตั้งอยู่ท่ีเมืองเม็กซิโกเมื่อ ค.ศ. 1521 อีก
10 ปีต่อมา ฟรานซีสโก ไพซาโร นาทหาร 180 คน เข้ายึดอาณาจักรอินคาที่เปรูจากการเข้ายึดอาณาจักรดังกล่าวทาให้
สเปนได้ทองคาและเงินเป็นจานวนมหาศาลกลับเข้าสู่ยุโรป ส่วนชาติโปรตุเกตุก็มีความม่ังค่ังเช่นกันเน่ืองจากการค้นพบ
เสน้ ทางเดินเรอื ในไปอินเดีย สามารถนาสนิ คา้ จากตะวันออกมาขายได้โดยไมต่ ้องผ่านท่าเรือเมือเวนสี อีกต่อไป
ในยุคท่ีโปรตุเกสและสเปน กลายเปน็ ประเทศท่มี ่ังคั่ง มีอานาจ ทาให้หลายชาติต้ังบริษัทเดินเรอื สารวจเส้นทางและ
ทาการค้า เช่น อังกฤษและฮอลันดา เรียกว่า บริษัทอินเดียตะวันออกของชาติต่าง ๆ ซ่ึงทาให้เกิดการปฏิวัติทางการค้า
ตามมา ทาใหช้ าติในยโุ รปมีอาณานิคมในแอฟริกาและเอเชยี
2. ยุคแห่งการปฏิรูปศาสนา (Age of Reformation) การปฏิรูปศาสนาเกิดขน้ึ ในช่วงคริสต์วรรษท่ี 16 อันเป็นผล
มาจากข้อสงสัยเร่อื งราวของจักรวาล จากการค้นพบทตี่ รงขา้ มกับคาตอบของศาสนาหลาย ๆ เรอ่ื งประกอบกับการประพฤติ
ผิดศิลธรรมการไม่ปฏิบัติตามคาสอนของศาสนาของบรรดาพวกพระต่าง ๆ สันตปะปาบางองค์ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
มากเกินไป ความร่ารวยของศาสนานาไปสู่การละโมบและคอรัปช่ัน ดังน้ัน จึงมีผู้ต้องการปฏิรูปศาสนาให้บริสุทธ์ิผุดผ่อง
การฟื้นฟูศลิ ปะวิทยามสี ่วนทาใหค้ นมีอสิ ระมากขึ้นในการตัง้ ขอ้ สงสัยศาสนจักรและคาสอนต่าง ๆ
การปฏิรูปทางศาสนาเร่ิมต้นขึ้นเมื่อนักบวชชาวเยอรมัน ชื่อมารติน ลูเธอร์ ค.ศ. 1483-1546 ติดประกาศคา
ประท้วงการกระทาที่ไม่ชอบธรรมของศาสนจักรกรงุ โรม 95 ขอ้ ทห่ี น้าวิหารวิตเต็นเบอรก์ เม่อื ค.ศ. 1517 เขากล่าวว่าความ
เช่ือของมนษุ ยเ์ กิดจากศรัทธาของมนุษยผ์ ู้นั้นที่มีต่อพระผเู้ ป็นเจ้า ไม่ใช่โดยผ่านพิธีกรรมเหลอื ความช่วยเหลือใด ๆ จากพระ
2
เขาประณามการซื้อใบไถ่บาปจากการกระทาของมาร์ติน ลูเธอร์ในคร้ังน้ัน ทาใหช้ าติต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากอยู่ในยุโรปทางตอน
เหนือ ประกาศไม่ขึ้นต่อสันตประปาแห่งกรุงโรมอีกต่อไป ชาติเหล่าน้ีได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย
ฮอลแลนด์ สกอตแลนด์ เกิดเปน็ นกิ ายใหม่ข้นึ รวมเรียกว่า นกิ ายโปรเตสแตนต์
นับตั้งแต่ได้มีการปฏิรูปศาสนาข้ึนระบบสังคมและอานาจการปกครองของศาสนจักรที่เปล่ียนแปลงไป กรุงโรม
ไม่ได้เป็นศูนย์กลางแหง่ อานาจของยุโรปอีกต่อไป ความเชื่อทางคริสต์ศาสนาอันเป็นพ้ืนฐานของอารยธรรมยุโรปมานานนับ
พันปีก็ถูกยกเลิกด้วยทฤษฎีการค้นพบใหม่ ๆ ชาวยุโรปกล้าที่จะละทิ้งความเช่ือถือเก่า ๆขณะเดียวกันชนช้ันกลางที่มีฐานะ
ทางเศรษฐกิจดีข้นึ และได้รบั การศกึ ษาอย่างดกี ็มีจานวนเพ่ิมมากข้นึ ในสังคม
3. ยุคแห่งเหตุผล และการปฏวิ ัติทางวทิ ยาศาสตร์ (ค.ศ. 1543 – 1687) การปฏวิ ัติทางวทิ ยาศาสตร์เป็นผลมาจาก
ความรใู้ หม่เยวกับกับธรรมชาติ การสงสัยในคาสอนเดิม การแสวงหาความรู้ใหม่ การทดลอง การสังเกต การใช้เหตผุ ลจาก
การทดลองนั้น เช่น เซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบทฤษฎีความโน้มถ่วง นิโคลฃัสโคเปอร์นิคัส เสนอทฤษฎีใหม่ว่าด้วยดวง
อาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่โลกดังท่ีเคยเชื่อมาก่อน ขณะที่โลกและดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาลจะโคจร
ไปรอบ ๆ ดวงอาทิตยน์ อกจากน้ียังมีความเชื่อว่าโลกกลมไม่ใช่แบน ความรู้ใหม่ยังเกิดในด้านอน่ื ๆเช่นการปกครอง ศาสนา
และกฎหมาย
ความรู้ใหม่ที่เกิดจากวิธีใหม่ ทาให้โลกก้าวหน่าเร็วกว่าสมัยก่อน ทาให้เกิดสมัยแห่งการใช้เหตุผล (Age of
Reason) หรือยุคแห่งการรู้แจ้ง (Age of Enlightenment) ค.ศ. 1715-1789 เป็นการปฏิวัติทางภูมิปัญญาและการแสดง
ทัศนะใหม่ ๆ ทางการเมืองของนักปรัชญาเมธี เช่น วอลแตร์ มองเตสกิเออ ซ่ึงกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติทางการเมืองครั้ง
สาคัญของโลกในเวลาต่อมา คือ การปฏิวตั ขิ องชาวอเมริกนั ค.ศ. 1776 และการปฏวิ ตั ฝิ รัง่ เศส 1789
4. สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ. 1700-1900) เป็นการนาเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานมนุษย์เพื่อผลิตเครื่อง
อุปโภคบริโภคได้เป็นจานวนมาก และได้มาตรฐานเดียวกัน ทาให้วิถีชีวิติและการทางานของมนุษย์เปลี่ยนไป อีกท้ังทาให้
โลกตะวันตกมีความม่ังคั่งมีอานาจจนเกิดสมัยจักรวรรดินิยม มีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าคล่ืนลูกท่ี 2 ต่อจาการ
ปฏวิ ัตเิ กษ๖รกรรมหรือคลื่นลูกท่ี 1 การปฏิวัติอตุ สาหกรรมเร่มิ ต้นในประเทศอังกฤษ และเริ่มจาการผลิตเครื่องจักรเพือ่ การ
ทอผ้า ผลิตเหล็กกล้าการขนส่ง ต่อจากน้ันการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเริ่มในภาคพื้นยุโรปในคริสต์ศตวรรษท่ี 19 นอกจากนี้
การปฏิวัติอุตสาหกรรมยังเปล่ียนวถิ กี ารผลติ เป็นแบบระบบโรงงาน ซึ่งทาใหผ้ ลติ เร็วข้นึ ปรมิ าณและคุณภาพดีข้นึ กว่าเดมิ
5. สมัยเสรีนิยม ชาตินิยม และประชาธิปไตย (ค.ศ. 1798 – 1914) ความคิดทางการเมืองใหม่ ๆ ในสมัยแห่งการ
ใช้เหตุผลหรืยุคแห่งการรู้แจ้ง ทาให้เกิดความคิดในเรื่องเสรีนิยม ชาตินิยมประชาธิปไตย จนนาไปสู่การปฏิวัติในฝร่ังเศส
และประเทศอน่ื ๆ ตามมา ทาให้มีการปกครองแบบใหม่คอื ระบอบประชาธิปไตย ส่วนความคิดในเรื่องชาตนิ ิยมนาไปสู่การ
รวมประเทศ เยอรมัน อิตาลี ต่อมาแนวความคิดน้ี ได้แพร่หลายไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลกรวมท้ังประเทศไทย สมัยนี้ส้ินสุด
ลงใน ค.ศ. 1914 เมื่อเกดิ สงครามโลกครง้ั ที่ 1
6. สมัยจักรวรรดินิยม (ค.ศ. 1870-1914) เป็นชว่ งท่ีประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาแสวงหาอาณา
นิคมจนกระท่ังเกิดสงครามโลกครั้งท่ี 1 สมัยจักรวรรดินิยมเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทาให้ต้องการแหล่ง
ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งขายสินค้า แหล่งการลงทุน การแข่งขันเพื่อความยิ่งใหญ่ของชาติ ข้ออ้างในการแสวงหาอาณา
นิคม คือ การทาให้ชาติแอฟริกา เอเชีย และท่ีอื่นมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีอารธรรม โดยถือเป็นภาระของคนผิวขาว ซึ่ง
เป็นจริงในบางเรื่องบางประเทศ เช่น ทาให้ยกเลิกการมีทาส การทาให้เกิดความยุติธรรม การให้การศึกษา การรักษาโรค
แต่ในบางเรอื่ งบางประเทศชาวอาณานคิ มกถ็ กู กดขี่ ขดู รดี ผลประโยชน์ เป็นต้น
7. สมัยสงครามโลก (ค.ศ. 1914-1945) เป็นช่วงเวลาที่โลกอยู่ในสภาวะสงครามขนาดใหญ่ รุนแรงอย่างไมเ่ คยมมี า
ก่อน จึงเรียกว่าสงครามโลก ซึ่งเกิดข้ึนคร้ังแรกระหว่าง 1914-1918 คร้ังท่ี ค.ศ. 1938-1945 การสิ้นสุดสงครามโลกคร้ังที่
2 ถือเปน็ การสนิ้ สดุ ประวัตศิ าสตรส์ ากลสมยั ใหม่
3
2. ผลกระทบกระเทอื นทางเศรษฐกิจและวฒั นธรรมของยคุ แห่งการสารวจ
เมื่อสินค้าตา่ ง ๆ ทีเ่ คยเป็นสินคา้ ฟมุ่ เฟอื ยมาจากการสารวจเป็นท่ีแพร่หลายมากข้ึนกท็ าให้ราคาสนิ คา้ เหล่านเ้ี ริ่มคง
ตัว การค้าขายทางมหาสมุทรแอตแลนติกมาแทนที่อานาจการค้าขายของอิตาลีและเยอรมนีที่เคยใช้ทะเลบอลติกในการ
เดินทางขนส่งสินค้ากับรัสเซีย และมาแทนการค้าขายผ่านชาติอิสลาม นอกจากนั้นสินค้าใหม่ก็ยังสร้างความเปลี่ยนแปลง
ให้แก่โครงสร้างทางสังคม เม่ือน้าตาล, เคร่ืองเทศ, ไหม และเคร่ืองถ้วยชามของจีนเข้ามาในตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยของยุโรป
ความมงั่ คัง่ ท่ีสเปนประสบประจวบกับภาวะเงินเฟ้อทั้งภายในสเปนและยโุ รปโดยทั่วไป ภายในไม่ก่ีสิบปีการทาเหมืองในทวีป
อเมริกาก็มีผลผลิตมากกว่าการทาเหมืองในยุโรปเอง สเปนย่ิงต้องพึ่งรายได้จากการค้าจากทวีปอเมริกาเพ่ิมข้ึนจนในท่ีสุดก็
นาไปสู่การล้มละลายของสเปนคร้งั แรกในปี ค.ศ. 1557 ท่ีเปน็ ผลมาจากคา่ ใชจ้ ่ายทางการทหารที่มากข้ึนจนเกินตัว การทวี
ตัวของราคาเป็นผลใหม้ ีการหมุนเวยี นทางการเงินในยุโรปมากข้นึ และทาใหเ้ กิดการขยายตวั ทางการค้าในบรรดาชนชน้ั กลาง
ในยุโรป ท่มี ามอี ิทธิพลต่อสถานะภาพทัง้ ทางการเมืองและทางวฒั นธรรมในหลายประเทศในยุโรปโดยทวั่ ไป
ครสิ ต์ศตวรรษที่ 15-16 ยคุ แห่งการสารวจและปฏริ ูปศาสนาครสิ ต์ ศตวรรษนถี้ ือได้วา่ เป็นยคุ แห่งการสารวจ พรอ้ ม
กับเผยแผ่ศาสนาวัฒนธรรมล่าอาณานิคมหรือล่าเมืองขึ้น (ตรงกับสมัยกรงุ ศรีอยุธยาของเรา, 1350-1767 AD) วิทยาการที่
เจริญก้าวหน้าขึน้ ทงั้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ ภูมิศาสตรแ์ ละการเดนิ เรือ นักสารวจชาวยุโรปตา่ งพากนั ออกทะเลล่องเรอื สารวจ
โลกใหม่ท้ังทางตะวันตกและตะวันออกท่ีพวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นทวีปเอเชีย อเมริกา อาฟริกาหรือ
ออสเตรเลีย การเดินทางของพวกเขาถอื ได้ว่าเป็นการเผยแผเ่ ชอื่ มโยงวัฒนธรรมของโลกเป็นคร้ังแรก เป็นจดุ เร่ิมต้นของการ
แพร่กระจาย “ความทันสมัย” แบบตะวันตกไปทั่วโลก ความเป็นไปในทุกระบบของสังคม มักมีศาสนาเข้าไปมีอิทธิพล
บทบาทเก่ยี วข้องในทุกสว่ น ระหว่างยุคกลางสังคมยุโรป (1000 – 1500 AD) คริสต์ศาสนาอิทธิพลบทบาทอย่างมากในทุก
ระบบของสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เพราะความเจริญเปล่ียนแปลงทางสังคม การปฏิรูปศาสนา
คริสต์โดยคริสต์ศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งก็เกิดข้ึน โดยการตั้งนิกายโปรเตสแตนต์ข้ึนมา เน่ืองจากพวกเขาเห็นว่า คริสต์ศาสนา
แบบดั้งเดิมนิกายคาทอลิกเก่าล้าหลังไม่ทันสมัย ไม่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตทางสังคมให้ดีข้ึน ซ้ายังเป็นแหล่งมั่วสุมอิทธิพล
ผลประโยชน์ของคนบางกลมุ่ และพวกเขาเชื่อว่า คาสอนของนิกายใหม่โปรเตสแตนต์จะช่วยฟื้นฟูสนบั สนุนสง่ เสริมคาสอน
เดิมให้ทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัยอย่างแท้จริง สามารถช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้ ทาให้เกิดการขัดแย้งทางความคิดและ
การปฏิบัติอย่างรุนแรง สร้างความสับสนสงสัยในศาสนาคาสอนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้คริสต์ศาสนาแบบดั้งเดิมลดอานาจ
อทิ ธิพลและบทบาทลงเปน็ อยา่ งมาก นาไปสกู่ ารแตกแยกระหวา่ งอาณาจกั รและศาสนจักรในเวลาต่อมา
คริสต์ศตวรรษที่ 17 ยุคแห่งวิทยาศาสตร์ ในศตวรรษน้ี ศาสนาคริสต์มีอิทธิพลบทบาททางสังคมและการเมืองลด
น้อยลงตามลาดับ (Secularization) เมอื่ มีความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาและวิทยาศาสตร์มากข้ึน มนษุ ย์รู้จักใช้ปัญญา
อย่างมีเหตุผล คิดมองเห็นชีวิตและสังคมตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องของเทพเจ้าสิ่งศักด์ิสิทธ์ิดลบันดาลให้เป็นไป แต่เป็น
เร่ืองของความจรงิ มีเหตุผล คนเลยหันไปสนใจในความจริงธรรมชาติและเหตุผลมากขึ้น สนใจความเป็นจริงของมนุษย์และ
โลกทางสังคม ศึกษาหาความรู้ต่างๆ ท้ังหลายท่ีสามารถพิสูจน์ทดลองได้ตามหลักวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ศึกษาค้นคว้า
พสิ จู นท์ ดลองอย่างมีเหตุผลเปน็ ระเบียบแบบแผน ทเี่ รียกกนั ว่า “วทิ ยาศาสตร์สมัยใหม่” (New science)
ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทาให้มนุษย์มีชีวิตที่สะดวกสบายพรั่งพร้อมไปด้วยวัตถุเคร่ืองอานวย
ความสะดวกสมัยใหม่ ละเลยไม่สนใจความสุขทางจิตใจ เป็นสังคมวัตถุหรือวัตถุนิยม ความเจริญทาให้เกิดแนวคิดและ
ทฤษฎีใหมต่ ่างๆ มากมาย ชว่ ยในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและความเรน้ ลับทั้งหลายท่ีเคยสงสัยกนั มา คาถาม
ที่วิทยาศาสตร์พยายามแสวงหาคาตอบ คือ ความจริงแท้ของความเป็นมนุษย์คืออะไร มนุษย์จะปฏิบัติตนต่อส่ิงต่างๆ
ทั้งหลายให้ถูกต้องได้อย่างไร พยายามรู้เข้าใจตนเองและสังคมอย่างถ่องแท้ เป็นคาถามเกี่ยวกับรูปแบบชีวิตและหลักการ
ดาเนินชีวิตจรงิ โดยอาศัยความรูท้ างวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการหาคาตอบเกี่ยวกับชีวิตและสงั คมมนุษย์ ส่งผลให้เกิด
4
การคิดใหม่ เขียนเรียบเรียงใหม่ และตั้งทฤษฎีใหม่ในหลายศาสตร์หลายด้าน (Metatheory = second order accounts
of theories or second order theories of theories) ไม่ว่าในวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ แพทยศาสตร์ ไม่ว่าทางสังคม
เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และพฤติกรรมมนุษย์ มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาตามลาดับ กลายเป็นว่าความรู้แนวคิด
ทฤษฎีท้ังหลายที่มีอย่เู ดมิ น้นั ไม่ดีไม่ถูกต้องเท่ียงธรรมไมม่ เี หตผุ ลไร้ประสิทธิภาพประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั ไิ ด้อยา่ งแทจ้ ริง
การเปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกจิ และระบบการค้า
การขยายอิทธิพลของประเทศในยุโรปไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลก ๆ ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระบบ
เศรษฐกิจของโลกตะวันตกเองด้วย เพราะเป็นส่วนสาคัญที่ทาลายระบบสมาคมเปลี่ยนแปลงระบบสมาคมอาชีพ ( guild)
หรือสมาคมการค้าประเภทหนึ่งประเภทใดที่มีมาตั้งแต่สมัยกลาง การค้นพบดินแดนใหม่และการจัดต้ังสถานีการค้าและ
อาณานิคมช่วยให้ชาติตะวันตกขยายตัวทางการค้าอย่างรวดเร็ว จนในท่ีสุดเกิดการปฏิวัติการค้า ( commercial
revolution) การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าของชาวยุโรปที่ทากันในระดับท้องถ่ินหรือภูมิภาคได้ขยายขอบเขตกว้างขวางไป
ท่ัวโลก มีการใช้เงินตราและเกิดระบบพาณิชยนิยม (mercantile system) ในระบบน้ีรัฐบาลของกษัตริย์เข้าควบคุมการ
ผลิตและการค้า เน้นการส่งออก กีดกันสินค้านาเข้า และแสวงหาอาณานิคมเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบและเป็นแหล่งระบาย
สินค้าในคริสต์ศตวรรษท่ี 16-17 รัฐต่าง ๆ ในโลกตะวันตกได้ยึดถือนโยบายแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นนโยบายหลักในการ
สร้างความม่ังค่ังและความม่ันคงให้แก่ประเทศ เพราะถือว่าทรัพยากรต่าง ๆ ท่ัวโลกมีจานวนจากัด จึงจาเป็นต้องใช้วิธีการ
ต่าง ๆ ทั้งโดยสันติวิธีและความรุนแรงเพื่อเป็นเจ้าของทรัพยากรน้ัน เพื่อนาความอุดมสมบูรณ์และอานาจมาสู่รัฐของตน
ในช่วงน้ีบรรดาพ่อค้าและนายทุนได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทรวมทุน (Joint Stock Company) ขึ้น เปิดโอกาสให้บุคคลร่วมกัน
ลงทุนเพ่ือขยายการค้าละผูกขาดสินค้าต่าง ๆ โดยมีรัฐหรือกษัตรยิ ์ให้การสนับสนุน บริษัทรวมทุนดังกล่าวน้ีจะทาการค้าใน
นามของประเทศและมีบทบาทสาคัญในการส่งเสริมประเทศของตนให้สามารถยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในพระนามของ
กษัตรยิ ์ ตัวอยา่ งเช่น บรษิ ัทอนิ เดยี ตะวันออกของอังกฤษได้ก่อต้ังมลรัฐเวอรจ์ ิเนยี มลรัฐแมสซาชเู ซตส์ ในทวีปอเมริกาเหนือ
และเบิกทางให้รัฐบาลอังกฤษสามารถเข้าครอบครองอินเดียในเวลาต่อมา และบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาเข้า
ควบคุมศูนย์กลางการค้าเคร่ืองเทศในช่องแคบมะละกา เป็นต้น บรรดาพ่อค้านายทุนท่ีมีบทบาทในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวนี้
ก็ล้วนแต่มีฐานะมั่นคงจากผลกาไรของการค้า และกลายเป็นบุคคลช้ันสูงท่ีมีบทบาทสาคัญในด้านารเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ตลอดจนเป็นผู้นาการเปล่ียนแปลงด้านวัฒนธรรม และเป็นคู่แข่งขันสาคัญของชนช้ันขุนนางเจ้าของที่ดิน ซ่ึงจะนาไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงในแนวทางใหม่ทางดา้ นระบบการเมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คมของโลกตะวันตกในคริสต์ศตวรรษท่ี 18-19
นอกจากนี้การขยายตวั ทางการค้าอยา่ งรวดเรว็ ไปทั่วโลก การค้นพบเหมอื งแรเ่ งินและทองในทวีปอเมรกิ า และการ
หล่ังไหลของแร่ท่ีมีคา่ ดงั กล่าวมาสู่ทวีปยุโรปทาให้เกิด การปฏิวัติทางราคา (Price Revolution) สินค้าอุปโภคและบริโภคที่
จาเป็นต่อการครองชีพมีราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัวในคริตส์ศตวรรษที่ 16 และ 17 การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าอย่างมากน้ี
ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทาให้การดาเนินชีวิตประจาวันของชาวตะวันตกในด้านสังคมและเศรษฐกิจแบบเก่าแก่ส้ินสุดลง
รัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศต่างพยายามหาวิธีการใหม่ ๆ ท่ีจะเพ่ิมรายรับให้ทันกับรายจ่าย โดยท่ัวไปคนยากจนจะได้รับ
ผลกระทบต่อการปฏิวัติทางราคาน้ีมากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องซื้อสินค้าที่ราคาแพงแล้ว ยังต้องรับภาระการจ่ายภาษี
อากรที่เพิ่มขนึ้ อีกด้วย
การเผยแผ่ศาสนา
หลังจากการค้นพบเส้นทางเดินเรือมายังตะวันออก ตลอดจนการคน้ พบ โลกใหม่ (New World) หรือทวปี อเมริกา
ของชาติตะวันตกแล้ว อารธรรมยุโรปก็เริ่มหลั่งไหลไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลกอย่างรวดเรว็ ในขณะเดียวกนั ประเทศผู้บุกเบิก
ก็ถือโอกาสาคริสต์ศาสนาเข้าไปเผยแผ่ในประเทศที่ติดต่อทาการค้า หรือดินแดนที่เข้ายึดครองและจัดต้ังเป็นอาณานิคม
5
การเผยแผ่ใช้ทั้งสันติวิธีโดยคณะนักบวชท่ีเรียกว่า บาทหลวง ทาหน้าท่ีสอนศาสนาและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
แลพการศึกษาแก่คนพื้นเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจใช้วิธีรุนแรงเพ่ือบีบบังคับให้คนพ้ืนมืองในบางดินแดนซ่ึงถือว่าเป็น
พวกนอกรีต (Heresy) ให้หันมายอมรับนับถือคริสต์ศาสนา และเป็นนโยบายของประเทศด้วย เช่น ในคริสต์ศตวรรษที่16
สเปนใช้ศาลศาสนาเป็นเคร่ืองมอื ในการส่งกองทหารเข้าทาลายล้างอารยธรรมของเผ่ามายา (Maya) แอสเต็ก (Aztec) และ
อนิ คา (Inca) ในทวีปอเมริกาใต้ โดยใช้เหตผุ ลว่าชนพนื้ เมอื งเหล่านเี้ ป็นพวกนอกศาสนาและบีบบงั คบั ให้นับถือครติ ส์ศาสนา
นิกายโรมันคาทอลิก จนในที่สุดคริสต์ศาสนานิการโรมันคาทอลกิ ก็สามารถหยั่งรากลกึ ในดินแดนของโลกใหม่นับแต่น้ันเป็น
ต้นมา
การเปลย่ี นแปลงด้านอนื่ ๆ
การสารวจทางทะเลและการขยายอิทธิพลของชาวตะวันตก มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการเปลี่ยนแปลงทาง
ส่ิงแวดล้อมด้วย กล่าวคือ ก่อให้เกิดการกระจายและแพร่พันธสุ์ ัตว์และพืชจากถิ่นกาเนิดไปยังภูมิภาคอ่ืนๆทั่วโลก ในปลาย
คริสต์ศตวรรษท่ี 17 ชาวดัตซ์ไดน้ าตน้ กาแฟจากตะวันออกกลางมาปลูกท่ีเกาะชวาเพ่ือให้เป็นพืชเศรษฐกิจแทนเคร่ืองเทศที่
ทากาไรไดน้ ้อยลง จนในทสี่ ุดกาแฟไดก้ ลายเป็นสนิ ค้าสาคัญอย่างหน่ึงของภมู ิภาคนี้ ยิ่งไปกว่านัน้ กาแฟยังได้แพร่หลายไปยัง
ทวีปอเมริกาใต้กลายเป็นผู้ผลิตกาแฟท่ีมีปริมาณรวมกันได้ 4 ใน 5 ของผลผลิตท่ัวโลก นอกจากนี้ก็มีผู้นาเอาต้นยางพารา
จากบราซิลมาปลูกในแถบทะเลใต้ (South Seas) และได้แพร่กระจายไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ของไทย จน
ประเทศต่างๆเหล่าน้ีกลายเป็นแหล่งผลิตยางพาราที่สาคัญของโลก หรือแม้กรทั่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซ่ึงเป็นดินแดน
สุดท้ายท่ีชาวตะวันตกไปบุกเบิกในปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 18 ก็มีการนาเอาแกะไปแพร่พันธ์ุ จนปัจจุบันออสเตรเลียและ
นิวซีแลนด์เป็นผู้ผลิตขนแกะทม่ี ีจานวนรวมกันมากกว่าคร่ึงหนึ่งของประมาณท่ผี ลิตท่ัวโลก พืชผลของทวีปอเมรกิ าทีม่ คี ุณค่า
ทางอาหารและเติบโตได้ง่าย เชน่ ขา้ วโพดและมนั ฝร่งั แพร่หลายอยา่ งรวดเรว็ จนกลายเป็นอาหารสาคญั ของชาวยโุ รป เอเชีย
และแอฟริกา ในทางกลบั กันสัตว์หลายประเภทที่ไม่เคยปรากฏมากอ่ นในทวีปอเมรกิ า เช่น ลา ลอ่ ววั แพะ ก็กลายเปน็ สตั ว์
ที่จาเป็นในการใช้เป็นพาหนะในการคมนาคมขนส่งหรือใช้เป็นอาหารในทวีปอเมริกา นอกจากน้ียังมีการเผยแพร่โรคบาง
ชนิดที่เคยมีเฉพาะยุโรปไปยังดินแดนอาณานิคม ขณะเดียวกันชาวยุโรปก็ได้รับเชื้อโรคจากดินแดนอาณานิคมกลับไป
เผยแพรใ่ นเมืองแมด่ ว้ ย
การท่ีชาติตะวันตก โดยเฉพาะสเปน โปรตุเกส และอังกฤษ ขยายอิทธิพลเข้าสู่ดินแดนอื่น ทาให้เกิดความ
เปล่ียนแปลงข้ึนในดินแดนท้ังสองฝ่าย กล่าวคือ ชาวตะวันตกมีความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ชาติต่าง ๆ ดีขึ้น มีการพัฒนาการด้าน
วชิ าการและเทโนโลยีมากขน้ึ เชน่ การเดินเรือ การสารวจดินแดนใหม่ ๆ การทาสงคราม เปน็ ตน้ ส่วนดนิ แดนอาณานคิ มอยู่
ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตกก็ต้องยอมรับภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมของชาติตะวันตกเข้ามา อารยธรรมเก่าแก่
จึงถูกทาลาย ทาให้สภาพสังคม เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมของประชากรในดินแดนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังที่
ปรากฏอยา่ งชัดเจนในอเมรกิ ากลางและอเมริกาใต้
ความคดิ หลังสมัยใหม่ (Postmodernism)
จากการศึกษาวิเคราะห์สังคมและวัฒนธรรมตะวันตก พอจะได้ภาพปรากฏการณ์ธรรมชาติทั่วไปว่า สังคมโลก
ตะวันตกเป็นสังคมที่เจริญพัฒนาถึงจุดสูงสุด พรั่งพร้อมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุ เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ เป็นสังคมท่ีผ่าน
พ้นความเจริญสูงสุดหรือผ่านเลยสังคมอุตสาหกรรมไปแล้ว (Postmodern society or postindustrial society) ผู้คนใน
ยคุ น้หี นักไปในการเสพบริโภคใชส้ อย ท่ีเรยี กกันวา่ สังคมบรโิ ภค (Consumer society) ภูมิหลงั ทางวฒั นธรรม เปน็ สังคมท่ี
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กบั พระเจ้า เช่ือศรัทธาในเร่ืองเทพเจ้า ในสากลโลกน้ี มีพระเจา้ ผู้ยิง่ ใหญ่พระองค์หน่ึงทรงพลานุภาพสูงสุด
เหนือส่ิงอ่ืนใด ทรงสรา้ งสรรค์สรรพสิ่งทกุ อย่าง ทรงกาหนดลิขิตบันดาลทกุ ส่ิงทุกอยา่ งตามอานาจของตน ทรงเอาพระทัยใส่
6
ใจดูแลทุกส่ิงทุกอย่างให้ดาเนินไปด้วยดี สร้างมนุษย์ขึ้นมาก็เพ่ือให้รู้จักกับพระองค์ท่าน มนุษย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลัก
คาส่ังสอนของพระองค์ท่าน เพ่ือให้พระองค์ท่านโปรดปราน ตายไปแล้วไปอยู่กับพระองค์ท่านในสวรรค์ตลอดกาล ผู้ท่ีไม่
เคารพศรัทธายาเกรงในพระผู้เป็นเจ้า ตายไปแล้วดวงวิญญาณของเขาก็จะไปอยู่ในนรกตลอดกาลเช่นกัน แนวคิดและการ
ปฏิบัติในลักษณะน้ียังมีอิทธิพลแพร่กระจายครอบคลุมไปท่ัวสังคม แม้ว่าสังคมตะวันตกเจริญพัฒนาถึงจุดสูงสุด พรั่งพร้อม
สมบูรณ์ไปด้วยวัตถุ แทนท่ีจะสุขสมหวังกับความพรั่งพร้อมสมบูรณ์น้ัน แต่กลับผิดหวังหาคุณค่าความหมายของชีวิตไม่ได้
เหมือนเดิม กลับสร้างปัญหาก่อความเดือดร้อนให้กับสังคมมากกว่าเดิม เพราะขาดแคลนแร้นแค้นวัฒนธรรมทางจิต เกิด
วกิ ฤตการณ์ทางวัฒนธรรมทางจิตอยู่เสมอ สับสนสงสยั ไม่รู้เขา้ ใจในความจริงของชีวิตและหลักการดาเนินชีวิตอย่างตอ่ เนอ่ื ง
พยายามสนใจใฝ่รู้ในเร่ืองความเป็นมนุษย์ คุณภาพมนุษย์ และลักษณะมนุษย์ (General sense of humanity, human
qualities and identities) ไม่หยุดย้ังแม้แต่ในปัจจุบัน แม้วิทยาการตะวันตกเป็นแม่แบบแพร่กระจายไปทุกวงวิชาการทั่ว
โลก ความจริง ความรู้ท่ีเจริญถึงจุดสูงสุดแบบตะวันตกก็ยังไม่สามารถตอบปัญหาชีวิตทางสังคมได้ จึงสาคัญจาเป็นต้อง
กลบั มาคิดทบทวนกระบวนการความคิดและองคค์ วามรตู้ ่างๆ ท้งั หลายกนั ใหม่ บนพ้ืนฐานความจริงสมยั ใหมท่ นั สมัย
ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 สังคมโลกตะวันตก เพื่อความเจริญถูกต้องดีงามของชีวิตและสังคม เกิดมีกระบวนการ
เปลย่ี นแปลงพฒั นาแนวคิดทางสังคม เป็นการตีความอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมอื ง และวฒั นธรรม
อกี ครั้งหนึง่ ตามปรากฏการณ์ธรรมชาติทเ่ี กิดขนึ้ อันนาไปสกู่ ารแตกทาลายหรือมาแทนความคดิ สมัยใหม่(Modernism) ทา
ให้เกิดความแตกต่างระหว่างสมัยใหม่ทันสมัยและหลังสมัยใหม่ เพราะพวกเขาไม่มีความเชื่อมั่นในวิทยาการความรู้ที่มีอยู่
ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาชีวิตทางสังคมได้อย่างแท้จริง จึงเกิดแนวความคิด
ทางสังคมตามภาพท่ีปรากฏจริงอีกคร้ังหนึ่ง ท่ีเรียกว่า ความคิดหลังสมัยใหม่ทันสมัย (Postmodernism) อันหมายถึง
กระบวนการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรม ศิลปะ วิทยาการทั้งหลาย ความคิดทฤษฎีทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ
วฒั นธรรม ความเชอื่ และการปฏิบัติ รูปแบบชีวิต หลักการดาเนินชวี ิต และเร่ืองอน่ื ๆ ทั้งหลาย ท่ีเกี่ยวกับการเปลีย่ นแปลง
พัฒนาของโลกสังคมอยา่ งตอ่ เน่อื งทั้งหมด
รายการอ้างองิ
สัญชยั สุวังบตุ ร และอนนั ตช์ ยั เลาหะพนั ธุ. 2558. ยโุ รปสมยั ใหม่ ค.ศ.185-1918.กรุงเทพฯ: ศักดโิ สภาการพิมพ์.
อนนั ต์ชยั เลาหะพนั ธ.ุ 2554. ยโุ รปสมยั ใหม่ ค.ศ.1492-1815. กรุงเทพฯ: ศกั ดิโสภาการพมิ พ์.
เอกชยั จันทรา. 2554.จักรวรรดยิ ิ่งใหญเ่ ปลยี่ นแปลงโลก.กรุงเทพฯ: ยิปซ.ี
7
ประวตั ศิ าสตรย์ ุโรป
ประวตั ศิ าสตร์ยโุ รป มหาอํานาจยโุ รปคริสต์ศตวรรษท่ี 18-20
ประวตั ศิ าสตร์ยโุ รป
ประวัตศิ าสตร์ยุโรป มหาอํานาจยุโรปคริสต์ศตวรรษท่ี 18-20
1. ศตวรรษแห่งสงคราม
สงครามโลกครั้งท่ี 1 (World War I) เป็นสงครามที่เร่ิมข้ึนเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 และสิ้นสุดเม่ือ
เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 สงครามโลกครั้งนี้เป็นสงครามท่ีเกิดจากความขัดแย้งของประเทศในทวีปยุโรปและ
ลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า 30 ประเทศ สร้างความเสียหายให้แก่มนุษยชาติอย่างรุนแรง จึงเรียก
สงครามโลกครัง้ นอี้ กี อย่างหนึง่ วา่ มหาสงคราม (Great War)
สาเหตุของสงครามโลกคร้งั ท่ี 1 ได้แก่
1. ลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ภายหลังสงครามฝร่ังเศส-ปรัสเซีย (Franco-Prussia) ระหว่าง ค.ศ.
1870-1871 ซ่ึงเกิดจากการแย่งชิงอานาจทางการเมืองระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซีย ผลของสงครามก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงอย่างมากในทวีปยุโรป ฝร่ังเศสซ่ึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามต้องยอมเสียแคว้นอัลซาซ ลอเรน (Alsace
Larraine) ให้แก่เยอรมนี ทาให้รัฐเยอรมนีสามารถรวมตัวกันและสถาปนาเป็นจักรวรรดิเยอรมัน (German
Empire) เป็นมหาอานาจที่สาคัญในยโุ รป ขณะเดียวกันก็ทาให้การปกครองในระบบจักรวรรดิฝร่ังเศสต้องสิ้นสุดลง
และเปล่ียนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ รวมท้ังยังส่งผลให้อิตาลีรวมชาติได้สาเร็จ ทาให้เกิดลัทธิชาตินิยมใน
ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลี ในเวลาใกล้เคียงกันก็เกิดลัทธิชาตินิยมในคาบสมุทรบอลข่าน ที่ประชากรส่วนใหญ่ที่
เปน็ ชาวสลาฟตอ้ งการเปน็ อสิ ระ ต่างก็พยายามทสี่ รา้ งชาตขิ องตนให้เป็นชาตทิ ี่ยง่ิ ใหญ่
2. การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคม ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยุโรปประสบความสาเร็จในการพัฒนา
อุตสาหกรรมและการค้าแบบเสรีได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มหาอานาจตะวันตกจึงแสวงหาอาณานิคมในแอฟริกา
และเอเชีย เพื่อเป็นแหลง่ วตั ถุดบิ ที่จะนามาป้อนโรงงานอุตสาหกรรมโดยใชก้ าลังทหารเข้ายดึ ครองดนิ แดนทม่ี ีแหล่ง
ทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นเหตุให้เกิดสงครามหลายคร้ังเพื่อแย่งชิงดินแดนใน 2 ทวีปดังกล่าว ดินแดนในแอฟริกา
ได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฝร่ังเศส ดัตช์ (เนเธอร์แลนด์) เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม และโปรตุเกส ในทวีป
เอเชีย อังกฤษครอบครองอินเดีย พมา่ มลายู บอร์เนียว ออสเตรเลีย และนิวซแี ลนด์ ฝรั่งเศสครอบครองลาว เขมร
ญวน รวมเป็นอินโดจีนฝรั่งเศส ส่วนในตะวนั ออกกลางเปน็ ดินแดนแขง่ ขันอทิ ธิพลระหว่างอังกฤษ ฝร่ังเศส สหภาพ
โซเวียต และตุรกี การขัดแย้งดังกล่าวนาไปสู่การสะสมกาลังทหาร กาลังอาวุธยุทโธปกรณ์และมีความหวาดระแวง
ต่อกนั มากขนึ้
3. ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอานาจต่าง ๆ ในยุโรปด้านผลประโยชน์ อานาจทางการเมืองและ
เศรษฐกิจ รวมท้ังความมั่นคงของประเทศ ปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 19 มหาอานาจในยุโรปมีความขัดแย้งกันหลาย
ฝ่าย ไดแ้ ก่
3.1 ความขัดแย้งระหวา่ งฝรง่ั เศสกับปรสั เซยี ฝรง่ั เศสมคี วามขัดแย้งกบั ปรสั เซยี ซง่ึ เป็นผู้นากองทัพ
เยอรมนีท่ีพยายามจะรวมชาติให้สาเร็จ ฝร่ังเศสพยายามกีดกันไม่ให้เยอรมนีรวมชาติ เพราะเกรงว่าจะเป็นภัยต่อ
ฝร่ังเศส จนตอ้ งทาสงครามฝรั่งเศส-ปรสั เซีย ผลคอื ฝรั่งเศสพา่ ยแพต้ ้องทาสัญญาสงบศกึ ต่อมารฐั บาลฝร่งั เศสไดท้ า
1
สัญญาแฟรงค์เฟิร์ต (Treaty of Frankfurt) ต้องสูญเสียดินแดนอัลซาซ-ลอเรน ที่อุดมด้วยแร่เหล็กและต้องจ่ายค่า
ปฏิกรรมสงครามเปน็ จานวนมาก
3.2 ความขัดแย้งระหว่างออสเตรีย-ฮังการีกับสหภาพโซเวียต ทั้งออสเตรีย-ฮังการีต่างแข่งขันกันขยาย
อิทธิพลในดนิ แดนยุโรปตะวนั ออกและแหลมบอลข่าน แหลมบอลข่านนีใ้ นครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 15 ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครอง
ของจักรวรรดิออตโตมัน แต่ต่อมาจักรวรรดิออตโตมันอ่อนแอลง ทาให้สูญเสียดินแดนในครอบครองให้กับชาติยุโรปอ่ืน ๆ
เช่น ตามสนธิสัญญาคาร์โลวิทซ์ (Treaty of Karlowitz : ค.ศ. 1699) ออสเตรียได้ครอบครองฮังการี ทราน-ซิลเวเนีย
โครเอเชีย และสลาโวเนีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 จักรวรรดิออตโตมันทาสนธิสัญญากูชุก ไกนาร์จี (Treaty of Kuchuk
Kainarji : ค.ศ. 1774) ทาให้สหภาพโซเวียตได้ดินแดนชายฝ่ังตอนเหนือของทะเลดาและสิทธิในการคุ้มครอง
คริสต์ศาสนิกชนนิกายกรีกออร์ธอดอกซ์ในดินแดนของจักรวรรดิออตโตมัน นอกจากน้ีสหภาพโซเวียตยังดาเนินนโยบาย
ต่างประเทศที่เรียกว่า “อุดมการณ์รวมกลุ่มสลาฟ” (Pan-Slavism) และเขา้ แทรกแซงทางการเมือง ทาให้ชนชาติสลาฟ ใน
คาบสมุทรบอลข่านหวงั ให้สหภาพโซเวียตชว่ ยให้ตนเองไดต้ ัง้ รฐั อิสระและปกครองตนเอง
นอกจากน้ีภายหลังสนธิสัญญาบูคาเรสต์ (Treaty of Bucharest : ค.ศ. 1812) ได้เป็นผู้ค้าประกันเซอร์เบีย ใน
ค.ศ. 1875 พวกสลาฟในบอสเนียได้ก่อกบฏข้ึน เพื่อแยกตนเป็นอิสระ ซง่ึ ถือว่าตนเป็นผู้พิทักษ์ชาวสลาฟในแหลมบอลข่าน
และหวังผลประโยชน์ในการใช้แหลมบอลข่านเป็นทางออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงประกาศสงครามกับจักรวรรดิออตโต
มนั เมื่อ ค.ศ. 1877 สงครามยุติลง โดยสหภาพโซเวียตเป็นฝา่ ยชนะ จึงสนบั สนุนเซอรเ์ บียในการรวมชาวสลาฟในแหลมบอล
ข่านดังนั้นเม่ือออสเตรีย-ฮังการีใช้เหตุการณ์ท่ีพวกเติร์กหนุ่มก่อการปฏิวัติ ผนวกดินแดนท่ีมีชาวสลาฟ 2 แคว้น คือ
บอสเนยี และเฮอร์เซโกวีนาเปน็ ของตน เพ่ือป้องกันมิใหข้ บวนการรวมกลุม่ สลาฟซง่ึ มเี ซอร์เบยี เปน็ ผู้นาดาเนินการเคลื่อนไหว
กับพวกสลาฟในบอสเนีย เซอร์เบียและสหภาพโซเวียต จึงยุยงพวกสลาฟให้ก่อกบฏข้ึน จึงเกิดวิกฤตการณ์บอสเนียขึ้นเมื่อ
ค.ศ. 1908 ภายหลังการเจรจาวิกฤตการณ์ดังกล่าวส้ินสุดลง แม้ปราศจากสงครามแต่ก็ก่อความร้าวฉานระหว่างเซอร์เบีย
และสหภาพโซเวยี ตกบั ออสเตรีย-ฮังการี
3.3 ความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับเยอรมนีอังกฤษไม่พอใจเยอรมนีท่ีเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหาร
เพ่ิมขน้ึ ตลอดเวลา รวมทง้ั การแขง่ ขนั ด้านการคา้ ทาให้อังกฤษเหน็ วา่ ความเขม้ แข็งของเยอรมนเี ปน็ ภยั คกุ คามอังกฤษ
4. มหาอานาจในยุโรปแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ความขัดแย้งกันท้ังทางด้านการแสวงหาอาณานิคม ความขัดแย้งทาง
การเมืองและเศรษฐกิจทาให้ชาติมหาอานาจแสวงหาพันธมิตรไว้เป็นพวก แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง คือกลุ่มประเทศ
สนธิสัญญาพันธไมตรีไตรภาคี ประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี กับกลุ่มประเทศความตกลงไตรภาคี
ประกอบด้วยฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และอังกฤษ มหาอานาจทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน และแขง่ ขันกันเพื่อให้ประเทศ
อ่ืน ๆ เข้าเป็นพันธมิตรของตน เม่ือท้ังสองฝ่ายเผชิญวิกฤตการณ์ต่างๆ ก็มักไม่ยอมกัน ทาให้กรณีพิพาทระหว่างประเทศ
ขยายตวั เปน็ สงครามโลก
การรวมกลุ่มของมหาอานาจในยุโรป เร่มิ เมอื่ เยอรมนีกับออสเตรีย-ฮังการีไดล้ งนามในสนธิสญั ญาพันธไมตรีทวิภาคี
(Dual Alliance : ค.ศ. 1869) เพราะออสเตรีย-ฮังการคี าดว่าอาจตอ้ งทาสัญญากับสหภาพโซเวียต เนื่องมาจากการแข่งกัน
ขยายอานาจในคาบสมุทรบอลข่าน ส่วนเยอรมนีต้องการหาพันธมิตรหากเกิดสงครามกับฝร่ังเศสหรือสหภาพโซเวียต โดย
ทั้งคู่สัญญาว่าจะช่วยเหลือกันและกันถ้าถูกสหภาพโซเวียตโจมตี ต่อมาสัญญาฉบับน้ีได้ขยายเป็นสนธิสัญญาพันธไมตรี
ไตรภาคี (Triple Alliances : ค.ศ. 1882) โดยรวมอิตาลีเข้ามาดว้ ย เพราะอิตาลเี กรงว่าจะถูกฝร่ังเศสโจมตี กลุ่มพันธมติ รนี้
ถกู เรียกวา่ มหาอานาจกลาง (Central Powers) เพราะท้ังเยอรมนีและออสเตรยี -ฮังการี ตัง้ อย่ตู อนกลางของทวปี ยุโรป อีก
ฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มประเทศความตกลงไตรภาคี คือ สหภาพโซเวียตกับฝรั่งเศสได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทาง
ทหาร (Military Convention : ค.ศ. 1892) เพราะสหภาพโซเวียตกาลังแข่งอานาจกับออสเตรีย-ฮังการี และหว่ันเกรงว่า
2
เยอรมนีจะเข้าข้างออสเตรีย-ฮังการี อนุสัญญานี้ต่อมาได้กลายเป็นสนธิสัญญาพันธไมตรฝี ร่ังเศส-รัสเซีย (Franco-Russian
Alliance: ค.ศ. 1894) โดยตกลงที่จะใหค้ วามช่วยเหลอื ทางทหารตอ่ กันในกรณีท่ีถกู เยอรมนีและพนั ธมิตรโจมตี
ทางด้านอังกฤษ ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษดาเนินนโยบายต่างประเทศแบบอยู่อย่างโดดเด่ียว (Splendid
Isolation) ไม่ข้องเก่ียวกับระบบพันธไมตรีของประเทศมหาอานาจ แต่ภายหลังสงครามบัวร์ (Boer War: ค.ศ. 1899-
1902) อังกฤษถูกประนามจากประเทศมหาอานาจ รวมทั้งไม่พอใจการเสริมกาลังกองทัพและการขยายแสนยานุภาพทาง
ทะเลของเยอรมนี ในคริสต์ศตวรรษท่ี 20 อังกฤษจึงดาเนินนโยบายและแสวงหาพันธมิตร โดยทาความตกลงฉันท์มิตร
(Entente Condial) กับฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1904 และทาการตกลงอังกฤษ-รัสเซีย (Anglo-Russian Entente: ค.ศ. 1907)
และตอ่ มากลายเป็น “ความตกลงไตรภาคี” (Triple Entente) ระหว่างอังกฤษ ฝร่ังเศส และรสั เซีย เพ่อื แก้ไขกรณพี ิพาทใน
เร่ืองอาณานิคมและการแย่งผลประโยชน์ระหว่างกันในกลุ่มพันธมิตรนี้ ถูกเรียกว่า ฝ่ายมหาอานาจสัมพันธมิตร ( Allied
Powers) ในสงครามโลกคร้งั ที่ 1
ผลของสงครามโลกคร้ังที่ 1 มดี ังน้ี
1. เกิดความเสียหายด้านชีวิตและทรัพยส์ ินจานวนมหาศาล มีทหารเสียชีวิตประมาณ13 ล้านคน บาดเจ็บมากกว่า
20 ล้านคน ภายหลังสงครามประชาชนในยุโรปต้องเผชิญกับโรคระบาด ความอดอยาก เศรษฐกิจตกต่าลง อุตสาหกรรม
และการค้าถกู ทาลาย
2. เกิดความเปล่ียนแปลงทางด้านมหาอานาจในยุโรป ดลุ อานาจในยุโรปเปลยี่ นไปจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และ
จักรวรรดิออตโตมันสลายตัว ดินแดนส่วนใหญ่ถูกแบ่งแยกให้ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรแม้จะชนะ
สงครามก็อ่อนแอลงและเสียหายอย่างหนักในระหว่างสงคราม ทาให้เกิดมหาอานาจใหม่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่มีบทบาท
เพิ่มขึ้นในการเมืองโลก ญป่ี ุน่ กลายเป็นมหาอานาจในเอเชยี และไดค้ รอบครองอาณานิคมตา่ ง ๆ ของเยอรมนีในเอเชีย
3. เกิดประเทศใหม่ ดินแดนของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีแบ่งแยกออกเป็นประเทศออสเตรียและประเทศฮังการี
บางส่วนแยกเป็นประเทศใหม่ ได้แก่ ประเทศเชคโกสโลวะเกียและยูโกสลาเวียจักรวรรดิรัสเซียแยกเป็นประเทศเอกราช
ไดแ้ ก่ ฟนิ แลนด์ เอสโตเนีย ลตั เวีย และลทิ ัวเนยี จกั รวรรดอิ อตโตมันแยกเป็นประเทศแอลเบเนยี
4. เกิดการพัฒนาเครื่องมือ เคร่ืองใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เช่น ปืนใหญ่ ปืนกล แก๊สพิษ รถถัง เรือดาน้า โดยเฉพาะ
เคร่อื งบินประเภทตา่ งๆ ซึ่งนาไปสู่การประดิษฐ์เครื่องบนิ โดยสารในเวลาตอ่ มา
5. เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรยี เปลยี่ นการปกครองเปน็ สาธารณรัฐ เรยี กว่า
“สาธารณรัฐออสเตรียท่ี 1” (The First Austrian Republic) ส่วนเยอรมนี เปล่ียนการปกครองเป็นสาธารณรัฐ ซ่ึงต่อมา
เรียกวา่ “สาธารณรัฐไวมาร์” (The Weimar Republic)
สาหรับสหภาพโซเวียตเปล่ียนแปลงการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยม โดยเปล่ียนช่ือประเทศเป็น “สหภาพ
สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต” หรือสหภาพโซเวียต (The Union of Soviet Socialist Republics: U.S.S.R) เม่ือ ค.ศ.
1918 เนื่องจากการทาสงครามยาวนานทาให้เกิดภาวะขาดแคลนต่าง ๆ และรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ประกอบกับการ
พา่ ยแพ้ในการรบอยเู่ นอื งๆ ชาวรัสเซียจงึ ก่อการปฏิวัติขึ้นก่อนสงครามโลกยุติลง กล่าวไดว้ ่าสงครามโลกคร้งั ที่ 1 เป็นตัวเร่ง
ท่ีทาให้เกิดรัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แห่งแรกของโลก อียิปต์ ปาเลสไตน์ จอร์แดน และอิรัก เปลี่ยนเป็นรัฐในอารักขาของ
อังกฤษ สว่ นซเี รยี และเลบานอนอยใู่ นอารกั ขาของฝรัง่ เศส
6. ประเทศผู้แพ้สงครามเม่ือถูกลงโทษด้วยการเสียดินแดน สูญเสียแหล่งทรัพยากรและต้องจ่ายค่า
ปฏิกรรมสงครามอย่างหนัก สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างย่ิงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นสาเหตุหน่ึงที่ทาให้เกิด
สงครามโลกครัง้ ที่ 2 ขึ้นอีก
3
7. ประเทศทั้งหลายตระหนักถึงความหายนะของสงคราม และพยายามที่จะหาทางไม่ให้เกดิ สงครามอีก ผูน้ าแต่ละ
ประเทศตา่ งต้องการเจรจาทาสญั ญาสันติภาพ โดยจัดตง้ั องคก์ ารระหว่างประเทศ “สันนบิ าตชาติ” ขน้ึ
สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามท่ีเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งท่ี 1 เพียง 20 ปี สงครามครั้งน้ีขยายไปทั่วโลก
ท้ังยุโรป แอฟริกา และเอเชีย สงครามครั้งนี้มีระยะเวลายาวนานถึง 6 ปี จึงยุติเป็นสงครามที่ทาลายล้างผู้คนและทรัพย์สิน
เป็นจานวนมหาศาล
สงครามโลกครั้งท่ี 2 เกิดจากหลายสาเหตปุ ระกอบกนั ดงั น้ี
1. ความไม่พอใจท่ีเยอรมนีมีต่อสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ดังกล่าวข้างต้นว่าเยอรมนีไม่พอใจสนธิสัญญาแวร์ซายส์ท่ี
ประเทศผู้ชนะสงครามกาหนดเป็นเง่ือนไขลงโทษตน เช่น การยึดครองดินแดนของเยอรมนีและการบังคับให้ชดใช้
ค่าเสียหายจากสงคราม การท่ีเยอรมนีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจานวนมาก ทาให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อ
ประชาชนชาวเยอรมัน และการท่ีเยอรมนีต้องถูกยึดดินแดนบางส่วนไปทาให้เกิดความรู้สึกอัปยศเสียศักดิ์ศรีของชาติ
นาไปสูก่ ารเกิดความรู้สกึ ชาตินิยมรนุ แรงเพอ่ื สร้างความย่ิงใหญ่ให้แกช่ นชาติเยอรมนั
2. ความอ่อนแอของสันนิบาตชาติวัตถุประสงค์สาคัญของการก่อต้ังสันนิบาตชาติ กเ็ พ่อื ใหเ้ ปน็ องค์การนานาชาติท่ี
จะทาหน้าท่ีช่วยรักษาสันติภาพของโลก แต่การที่องค์การระหว่างประเทศจะสามารถรักษาสันติภาพของโลกหรือไกล่เกล่ีย
ข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ องค์การน้ันจะต้องมีความน่าเช่ือถือ เป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศ มีอานาจใน
การบังคับให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม แต่สันนิบาตชาติขาดความน่าเช่ือถือเนื่องจากประเทศมหาอานาจซ่ึงมีกาลังเศรษฐกิจและ
ทหารท่ีจะสามารถบีบบังคับประเทศที่ก่อปัญหาระหว่างประเทศให้เชื่อฟังอย่างเช่นสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตไม่ร่วมเป็น
สมาชกิ ต้ังแต่เร่ิมก่อต้ัง สหภาพโซเวียตน้ันเข้าเป็นสมาชกิ อีก 14 ปีใหห้ ลงั คือ ใน ค.ศ. 1934 นอกจากนั้นสันนิบาตชาตเิ องก็
ไม่มีกลไกอานาจท่ีจะบังคับให้ประเทศใดปฏิบัติตาม (ไม่มีกองทหารท่ีจะบังคับให้ประเทศใดปฏิบัติตาม) ตัวอย่างเช่น ใน
ค.ศ. 1932 ญ่ีปุ่นบุกเข้ายึดแมนจูเรียของจีน สันนิบาตชาติก็ไม่สามารถเรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนทหารออกได้ ซ้าญี่ปุ่นยัง
ลาออกจากการเป็นสมาชิกของสันนิบาตชาติอีกด้วย อีก 4 ปีต่อมา อิตาลีเข้ายึดครองเอธิโอเปีย สันนิบาตชาติได้ประกาศ
คว่าบาตรอติ าลแี ต่กไ็ ม่มผี ลอะไร และอิตาลีกล็ าออกจากการเปน็ สมาชกิ ของสนั นบิ าตชาติเชน่ เดียวกับญป่ี ุ่น
3. ความอ่อนแอของมหาอานาจเดิม อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นมหาอานาจเดิมในทวีปยุโรปและเป็นประเทศที่ยึด
มั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลงหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากประสบกับความเสียหายในช่วง
สงครามมาก ดังนั้นเม่ือมีประเทศที่เข้มแข็งทางทหารเกิดขึ้นและรุกรานประเทศหรือดินแดนท่ีอ่อนแอกว่า อังกฤษกับ
ฝรั่งเศสจึงไม่พร้อมที่จะทาตนเป็นผู้ปกป้องได้ ดังน้ันจึงใช้นโยบายรอมชอม ผลก็คือประเทศท่ีมีกาลังทหารท่ีเข้มแข็งและมี
นโยบายรกุ รานจะทาอะไรได้ตามความพอใจของตน
4. การรวมกลุ่มพันธมิตรของประเทศท่ีนิยมใช้กาลังทหาร หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศเยอรมนีและอิตาลีใช้
การปกครองระบอบอานาจนิยม ที่เรียกว่า ฟาสซิสม์ (Fascism) ซ่ึงผู้นาประเทศจะมีนโยบายชาตินิยมและมีกาลังทหาร
สนับสนุน เยอรมนีและอิตาลีได้ตกลงเปน็ พันธมติ รกันใน ค.ศ. 1936 ต่อมาญ่ีปนุ่ ซ่งึ อยู่ในยุคที่มีการปกครองด้วยระบบทหาร
นยิ มเช่นกันได้มาร่วมทาสัญญากับเยอรมนีว่าดว้ ยการขัดขวางระบอบคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต อิตาลีได้เข้าร่วมด้วย
จึงทาให้ 3 ประเทศที่ต่างก็ปกครองภายใต้ระบอบอานาจนิยมทหารรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม “แกนแห่งอานาจ” (Axis
Powers) หรือทม่ี ักจะเรียกกันในตาราภาษาไทยว่าฝ่าย “อกั ษะ” ซง่ึ การทาสัญญาพันธมติ รกันของ 3 ประเทศนี้ ทาให้ทัง้ 3
ประเทศเกิดความม่ันใจและดาเนินการรุกรานทางทหารเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายที่ตนต้องการทั้งในทวีปยุโรป แอฟริกา และ
เอเชีย
สงครามโลกคร้ังที่ 2 เกิดข้ึนเป็นบริเวณกว้างกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีประเทศเข้าร่วมมากกว่า รวมท้ัง
เทคโนโลยีทางดา้ นการทหารก็ก้าวหนา้ ขน้ึ ทาใหเ้ กดิ การทาลายลา้ งมากกวา่ โดยมีผลดงั น้ี
4
1. มีผู้คนเสียชีวิตเป็นจานวนมาก โดยมีทหารเสียชีวิตไปประมาณ 15 ล้านคน ส่วนพลเรือนเสียชีวิตไปประมาณ
35 ลา้ นคน มผี บู้ าดเจบ็ และพิการอีกมาก นอกจากนนั้ ยงั เกิดความเสียหายต่อทรพั ย์สินบ้านเมอื งในยุโรปอยา่ งมากมาย
2. เกิดการเปลี่ยนแปลงอานาจของประเทศท่ีมีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศจากเดิมที่ยุโรปเป็นศูนย์กลาง
โดยเฉพาะองั กฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ซึ่งลว้ นเป็นประเทศท่ีมีอาณานิคมอยู่ในทวปี เอเชยี และแอฟรกิ ามากมาย ไป
เป็นสหรัฐอเมริกา และอดีตสหภาพโซเวยี ต ซ่งึ กลายมาเปน็ มหาอานาจใหม่ เนอื่ งจากได้รับความบอบชา้ จากสงครามโลกทั้ง
สองครง้ั นอ้ ย ในขณะทม่ี หาอานาจเดมิ ไดร้ บั ผลกระทบในทางลบจากสงครามโลกท้งั สองคร้ังอยา่ งมาก
3. การเข้ามามีบทบาทในสงครามโลกคร้ังท่ี 2 และการยึดครองดนิ แดนในยุโรปตะวันออก ท่ีถกู เยอรมนยี ึดครองใน
ระหวา่ งสงคราม ทาให้สหภาพโซเวียตมอี ิทธิพลในดนิ แดนเหลา่ นัน้ และได้ทาการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสตเ์ ข้าครอบงา
4. ความสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตมนุษย์อย่างมากมายในสงครามครั้งน้ี ทาให้นานาชาติพยายามหาวิธีการที่จะ
ป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขึ้นอีกครั้งด้วยการก่อต้ังองค์การสหประชาชาติโดยแก้ไขจุดอ่อนท่ีเคยเกิดขึ้นกับองค์การสันนิบาต
ชาติ
5. ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกต่างได้รับเอกราช อันเนื่องมาจากสนธิสัญญาที่ฝ่ายชนะสงคราม
วางเงื่อนไขให้ประเทศผู้แพ้สงครามให้ปฏิบัติตาม โดยการปลดปล่อยอาณานิคมของประเทศผู้แพ้สงครามให้เป็นเอกราช
และจากการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของอาณานิคมในกรณีที่หลาย ๆ ประเทศยังไม่ได้รับเอกราชสหรัฐอเมริกาจึงแทรกแซง
เชน่ ชว่ ยเหลือสนบั สนนุ กบฏเพอ่ื ให้ลม้ รฐั บาลทไี่ มใ่ ช่ฝา่ ยสหรัฐอเมริกา เชน่ ควิ บา เปน็ ตน้ แต่ไมส่ าเรจ็
เมื่อสงครามโลกคร้ังที่ 2 ยุติลงเมื่อ ค.ศ. 1945 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างตระหนักถึงภัยพิบัติของสงคราม เพราะ
การสู้รบใช้เทคโนโลยีและยุทธวิธีทางอากาศที่ก่อความเสียหายอย่างมากมายในสมรภูมิรบที่กระจายในภูมิภาคต่าง ๆ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงทวีปยุโรป ซ่ึงเคยเป็นหาอานาจในโลกยุคใหม่เพราะเป็นผู้นาการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเจ้าแห่ง
จักรวรรดินิยมได้สูญเสียอานาจและอิทธิพลทางการเมือง ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาซ่ึงเป็นประเทศที่เสียหายน้อยมากใน
สงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจได้กลายเป็นผู้นาโลกเสรี ส่วนสหภาพ
โซเวียตซง่ึ เปล่ยี นการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยมเมื่อ ค.ศ. 1918 หลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 ได้ฟนื้ ตัวอย่างรวดเร็ว ได้เป็น
ผนู้ ากลุม่ ประเทศยโุ รปตะวันออกและพยายามที่จะเปน็ ผนู้ าการปฏิวตั ิโลกตามแนวความคิดของลัทธคิ อมมิวนิสต์
โลกหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 จึงเป็นการเผชิญหน้าของสองกลุ่มอานาจที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน
เรียกว่า ประเทศอภมิ หาอานาจ หรอื Super Powers โดยมสี หรัฐอเมริกาเป็นผู้นากลุ่มโลกเสรีและสหภาพโซเวียตเป็นผู้นา
กลมุ่ ประเทศคอมมวิ นิสต์ ซ่ึงตา่ งแข่งขนั กนั ขยายอานาจจนทาให้เกดิ สงครามเย็น (Cold War)
2. ภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ คร้ังใหญ่
ภาวะเศรษฐกิจตกตา่ คร้งั ใหญ่ (The Great Depression) ปี 1929-1933
ภาวะเศรษฐกิจตกต่าคร้ังใหญ่ (Great Depression) น้ันเริ่มต้นในประเทศสหรัฐอเมริกาจากเหตุการณ์หุ้นตกอย่าง
รุนแรงในตลาด Wall Street ในวันท่ี 24 ตุลาคม 1929 และตกต่อเน่ืองอีกหลายคร้ัง หนักที่สุดในวันอังคารที่ 29 ตุลาคม
1929 จนเรียกกันว่า Black Tuesday ส่งผลให้ดชั นีอุตสาหกรรมดาวน์โจนสต์ กลงกว่า 50% ภายในเวลาไมถ่ ึง 2 เดือน ทา
ให้นักลงทุนและนักเก็งกาไรในตลาดหุ้นขาดทุนอย่างหนัก จนถึงข้ันล้มละลายไปก็มาก ฟองสบู่เศรษฐกิจที่สะสมมาหลายปี
จึงแตกออก ตามมาดว้ ยภาวะแห้งแลง้ ในปี 1930 สร้างความเสยี หายตอ่ ผลผลิตทางการเกษตร จนทาให้ภาวะเศรษฐกิจจริง
ก็เกิดภาวะถดถอย ซ้าเติมด้วยการดาเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางท่ัวโลก, การล้มละลายของธนาคาร
พาณิชย์ 744 แห่งในสหรัฐฯเพียง 10 เดือนแรกของปี 1930 (ตลอดทศวรรษท่ี 30 น้ันมีธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯต้องปิด
กจิ การลงกว่า 9,000 แห่ง) การค้าระหว่างประเทศทีห่ ดตัวจากการตงั้ กาแพงภาษีการคา้ ระหว่างกัน ส่งผลให้ในสหรฐั ฯมีคน
5
ตกงานในปี 1932 สูงถึง 34 ลา้ นคนจากประชากรทัง้ หมดราว 122 ล้านคน รายไดต้ ่อประชากรลดลง 40% มีคนถูกไลอ่ อก
จากบา้ นกวา่ 273,000 ครอบครวั และมคี นอเมรกิ ันกว่า 60% ถกู จดั วา่ เป็นคนจนตามดัชนีชวี้ ัดของรฐั บาลกลางตอนนน้ั
สาหรับประเทศอ่ืน ๆ นั้นก็ได้รับผลกระทบไปไม่น้อย สาธารณรัฐไวร์มาร์ในเยอรมนี ท่ีเกิดข้ึนหลังการพ่ายแพ้
สงครามโลกคร้ังที่ 1 มีอัตราคนว่างงานสูงถึง 30% ผลผลิตลดลง 40% ซ้าเติมด้วยการยกเลิกเงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของ
สหรัฐอเมริกา ทาใหเ้ ศรษฐกิจของเยอรมนไี ด้รบั ผลกระทบอย่างหนกั รัฐบาลเสื่อมความนิยม เปิดโอกาสให้ฮติ เลอร์นาพรรค
นาซีขึ้นบริหารประเทศในปี 1933, ประเทศสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน มีคนว่างงาน
สูงถึง 2.5 ล้านคนหรือ 20% ของประชากรวัยทางาน มูลค่าการส่งออกลดลงถึง 50% , ทางด้านประเทศออสเตรเลียก็
ประสบปญั หาคนว่างงานสูงถึง 29%ในปี 1932 และ GDP ลดลง 10%, ทวีปอเมริกาใต้ ประเทศชิลปี ระสบปัญหาไม่แพ้กัน
การส่งออกหดตัว 28% ในปี 1930 พอมาถึงปี 1932 GDP ลดลงเหลือเพียงคร่ึงเดียวของ GDP ในปี 1929 ส่วนทางทวีป
แอฟริกาและทวีปเอเชยี ก็ได้รับผลกระทบไม่แพก้ นั เน่ืองจากการค้าระหวา่ งประเทศท่ีลดลงอย่างฮวบฮาบ
สาหรับประเทศไทยน้ัน ค.ศ. 1929 ตรงกับ พ.ศ. 2472 ภาวะเศรษฐกิจตกต่าครั้งใหญ่ส่งผลให้พระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 7 ต้องดาเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายทางการคลังด้วยการตัดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลและส่วน
พระมหากษัตริย์ รวมถึงการยุบหน่วยงานราชการทั้งกระทรวง มณฑล กองพล และดุลข้าราชการออกจากงาน สร้างความ
ไมพ่ อใจให้ข้าราชการ เปน็ สาเหตหุ นึง่ ท่ีนาไปสกู่ ารปฏิวัตเิ ปลยี่ นแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932)
ระยะเวลาท่ีเกดิ ภาวะเศรษฐกิจตกต่าคร้ังใหญ่นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และขึ้นอยู่กับดัชนีชี้วัด ผนวกกับ
ความเห็นของผ้เู ชยี่ วชาญ ในเว็บไซต์ wikipedia.org ระบุว่า Great Depression เริ่มต้นในปี 1929 และส้ินสุดแตกต่างกัน
ไปในแต่ละประเทศระหว่างปีทศวรรษท่ี 30 จนถึงต้นทศวรรษที่ 40 ส่วน Bill Meridian นักโหราศาสตรก์ ารเงินช่ือดังระบุ
ว่า Great Depression เกิดข้ึนระหว่างปี 1930-1940 และสภาวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ (NBER) สหรัฐอเมริกา ได้ระบุว่า
Great Depression เกิดข้ึนระหว่างปี 1929-1933 นั้น โดยมีระยะเวลาจากภาวะเศรษฐกิจระดับสูงสุดจนกระท่ังถึงจุด
ต่าสุด (Peak to Trough) ยาวนานถึง 43 เดือน หรือ 3 ปี 7 เดือน (ส.ค. 1929 – มี.ค. 1933) แม้ว่าความเห็นเร่ือง
จดุ สิ้นสดุ ของ Great Depression จะแตกตา่ งกัน แตม่ ีความเหน็ ตรงกันวา่ ปี 1932 เป็นปีท่ีเศรษฐกิจตกตา่ ถึงจดุ ตา่ สุด
หลังสงครามโลกครง้ั ท่ีหนึ่งผ่านไป บรรดาประเทศมหาอานาจในยุโรปอย่าง อังกฤษ ฝร่ังเศส เยอรมัน ท่ีเข้าร่วมใน
สงครามต่างเสียหายเป็นอันมาก ในขณะที่สหรัฐซึ่งเข้าร่วมรบด้วยเช่นกัน กลับเสียหายไม่มากเม่ือเทียบกับประเทศร่วมรบ
อนื่ ๆ โดยในสงครามครัง้ นี้ มีชาวอเมริกันเสียชีวิตเพียง 320,000 คน ขณะท่ีฝรง่ั เศสและเยอรมันนีสูญเสยี ประชากรไปมาก
ถึง 6.2 ล้าน และ 7.2 ล้าน ตามลาดับ ส่วนอังกฤษก็สูญเสียประชากรไปมากถึง 3 ล้านคน ซึ่งประชากรท่ีล้มตายไปเหล่าน้ี
ส่วนใหญ่เป็นทหาร ซึ่งอยู่ในวยั ทางานแทบท้ังส้นิ การสูญเสียประชากรวัยทางานจานวนมากเชน่ นสี้ ่งผลกระทบต่อการผลิต
และการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ในชว่ งหลังสงครามเปน็ อยา่ งมาก
ในช่วงสงครามโลกครั้งท่ีหนึ่ง ทั้งอังกฤษ ฝร่ังเศสและอีกหลายประเทศในยุโรป ต่างก็กู้ยืมเงินจานวนมหาศาลจาก
สหรัฐมาใช้ในการทาสงคราม พอมาถงึ ปี ค.ศ. 1919 ประเทศเหล่านกี้ ็เป็นหนส้ี หรฐั อเมริกาเป็นจานวนนับหมื่นลา้ นดอลลาร์
ซง่ึ หนส้ี ินเหลา่ น้ยี ง่ิ เพ่มิ ขึน้ ไปอกี เมอื่ เยอรมันนีกู้ยืมเงินจากสหรฐั มาใช้จา่ ยคา่ ปฏิกรรมสงครามใหฝ้ รัง่ เศส
การที่สหรัฐมีสถานภาพเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของยุโรป ทาให้ดุลอานาจทางเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งนี้
สหรัฐอเมริกาได้ยืนยันใหบ้ รรดาลกู หนข้ี องตนชาระคา่ สินคา้ และอาหารท่นี าเข้า เป็นเงินสด ประกอบกับการทธี่ รุ กจิ ต่างๆใน
ยุโรปกาลังย่าแย่ ได้เปิดโอกาสใหน้ ักธุรกิจของสหรัฐขยายการลงทนุ เข้าไปในยุโรปไดม้ ากข้ึน จงึ ส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐ
ในระยะนัน้ เฟ่ืองฟูข้ึนเป็นอนั มาก
อย่างไรก็ตาม แม้สภาพเศรษฐกิจจะกาลังเฟ่ืองฟูแต่ สหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาในประเทศแอบแฝงอยู่ นั่นคือการที่
สหรัฐลดจานวนกาลังพลในกองทัพของตนที่มีอยู่ส่ีล้านคนลง ทาให้มีอดีตทหารหล่ังไหลเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศเป็น
จานวนมาก การมีแรงงานเพ่ิมขึ้นอย่างฉับพลันส่งผลให้ค่าแรงลดฮวบและคนจานวนมากได้กลายเป็นผู้ว่างงาน ทว่าการ
6
เติบโตในอัตราสูงของเศรษฐกิจจากการส่งออกท่ีนาเงินสดไหลเข้าประเทศเป็นจานวนมหาศา ลส่งผลให้ตลาดหุ้นเฟ่ืองเป็น
ประวัติการณ์ บรรดานกั ธุรกิจท้ังหลายต่างม่งั ค่ังไปตามๆ กัน ซึ่งภาพลวงตาของความมั่งคั่งเหล่านี้ บดบังปัญหาที่แท้จรงิ ซ่ึง
แฝงตวั อยู่เอาไว้
ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงคร้ังใหญ่ของสหรัฐอเมริกา โดยมีการกาหนดกฏหมายข้อ
ห้ามต่าง ๆ ออกมามากมาย จนแม้กระทั่งการขายหรือมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ในครอบครองก็ยังถือเป็นเร่ืองผิดกฎหมาย
นอกจากน้ี ยังเป็นคร้ังแรกทีส่ ตรไี ดม้ ีสทิ ธอิ อกเสยี งเลือกตั้งอีกด้วย
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรุ่งเรืองและม่ังคั่งน้ี บรรดาชนช้ันสูงต่างเอาแต่ร่ืนรมย์กับงานเล้ียงสังสรรค์ ความ
หรูหราและเสยี งดนตรี ในขณะที่รายได้ของประชาชนท่ัวไปในสาขาอาชีพต่างๆ ส่วนใหญ่ได้เพิ่มขึ้นราวรอ้ ยละ 1 ต่อปี ส่วน
บรรดาผ้มู ง่ั คั่งซ่งึ มสี ดั ส่วนเพยี งร้อยละหนงึ่ ของประชากรทั้งหมดนั้น มรี ายได้เพมิ่ ขนึ้ ถงึ ร้อยละ 8 ตอ่ ปี
ซง่ึ บรรดาเศรษฐีเหล่าน้ีคอื พลังขับเคล่ือนเศรษฐกิจของประเทศ ท้ังน้ี ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรอื งดังกล่าว เหล่าผู้
มีฐานะปานกลางต่างจบั จา่ ยใชส้ อยด้วยวิธีการผอ่ นจ่าย ขณะที่ผมู้ ่ังคงั่ ใช้เงนิ สด
จนมาถึงเดือนกันยายน ปี ค.ศ.1929 ราคาหุ้นก็เร่ิมอ่อนตัวลง แต่ดูเหมือนบรรดานักลงทุนจะยังไม่ใส่ใจจนมาถึง
วันท่ี 21 ตุลาคม ราคาหุน้ กด็ ิ่งลงอยา่ งรวดเร็วทาใหน้ ักเก็งกาไรพากนั เสยี ขวัญและเทขายจนราคาหนุ้ ร่วงกราวรูด
วนั ที่ 28 ตลุ าคม ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงถึงร้อยละ 13 และวันตอ่ มา ก็ตกลงอีกรอ้ ยละ 12 ซง่ึ ในช่วงเวลาดงั กล่าว ไม่
มีใครซื้อหุ้นเลย ส่วนผู้ที่กู้เงินมาซื้อหุ้นก่อนหน้านั้นก็พากันเป็นหนี้สินล้นพ้น คนจานวนมากหมดตัวและล้มละลาย ในช่ัว
ข้ามคืน นักเกง็ กาไรหลายตอหลายคนเลอื กทีจ่ ะปลิดชีพตัวเองเพอ่ื หนีหนจ้ี านวนมหาศาล
ท่ีผ่านมา เศรษฐกิจของสหรัฐเฟื่องฟูก็เน่ืองจากความเช่ือม่ันในตลาดหุ้น ทว่าเมื่อราคาดิ่งลง ความเชื่อม่ันของ
ผู้บริโภคก็หมดไป อัตราการบริโภคลดลงอย่างรวดเร็ว ความพินาศของตลาดหุ้นยังส่งผลให้คนขาดความเชื่อมั่นในธนาคาร
มีคนจานวนมากแห่กันไปถอนเงินออกจากธนาคารในเวลาเพียงไม่กี่วัน และเมื่อธนาคารบางแห่งอย่าง ธนาคารสหภาพ
อเมริกา (American Union Bank) มีเงินสารองไม่พอจ่ายใหแ้ ก่ผู้ท่ีไปถอนเงิน ก็เกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่า ธนาคารกาลังจะ
ลม้ ยิ่งส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกข้ึนเป็นเท่าทวี ความต่ืนตระหนกในการแห่ไปถอนเงินของคนจานวนมหาศาล ได้ทาให้
ธนาคารจานวนมากต้องปิดตัวลง ในขณะเดียวกัน กาลังซื้อที่ลดลง ทาให้โรงงานขนาดใหญ่ลดกาลังการผลิต ตาแหน่งงาน
ลดน้อยลง ประชากรจานวนมากกลายเป็นคนว่างงาน ย่ิงส่งผลต่อกาลังซ้ือให้ลดลงไปอีก จนทาให้เศรษฐกิจหดตัวอย่าง
รุนแรง จนเมื่อถึง ปี ค.ศ.1930 อัตราคนว่างานก็พงุ่ ขน้ึ เป็น 5 ลา้ นคน ก่อนจะขยายเปน็ 13 ล้านคนในปีต่อมา
เมื่อถึงปี ค.ศ. 1932 เศรษฐกิจของสหรัฐก็ถอยลงถึงร้อยละ 31 พร้อม ๆ กับท่ีเงินสดกว่า 2,000 ล้านเหรียญใน
ธนาคารสญู ไป หลงั จากธนาคาร 10,000 แหง่ ปดิ ตัวลง ราคาที่ดินตกลงร้อยละ 53
ชาวนาเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงท่ีสุด ทั้งนี้ แต่เดิมคนกลุ่มน้ีก็มีรายได้น้อยกว่าชาวอเมริกันโดยท่ัวไปอยู่
แล้ว แต่เมอ่ื เศรษฐกิจเขา้ ส่ภู าวะถดถอย รายไดข้ องพวกเขากย็ ่ิงลดน้อยลงไปอีก ประกอบกบั ได้เกิดภาวะภัยแล้งข้นึ ในหลาย
พ้ืนท่ี จนในที่สุด พ้ืนท่ีกสิกรรมส่วนใหญ่ของประเทศก็กลายสภาพเป็นทะเลฝุ่นที่ว่างเปล่า ขณะท่ีเกษตรกรจานวนมากพา
กนั สิน้ เนื้อประดาตวั
ในระยะเวลาดังกล่าว ประธานาธิบดี แฟลงคลิน ดี. โรสเวลต์ ซ่ึงข้ึนดารงตาแหน่งแทนประธานาธิบดี เฮอรเ์ บิร์ต ฮู
เวอร์ ได้กาหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ ท้ังน้ี โรสเวลต์ได้ตัดสินใจแก้ปัญหาท่ีส่งผลชัดเจนต่อคน
ส่วนใหญ่ของประเทศก่อน นั่นคือ ปัญหาการว่างงาน โดยหลังดารงตาแหน่งได้ 100 วัน โรสเวลต์ได้ตั้งหน่วยงานใหม่ 10
องค์กรเพ่ือบรรเทาทุกข์และชว่ ยเหลือผู้ท่ีเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่า พรอ้ มกับรับคนว่างงานเข้าทางานในโครงการ
สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อแกป้ ญั หาผวู้ า่ งงาน
ตัวอย่างขององค์กรเหล่าน้ีคือ องค์การท่ีราบลุ่มแม่น้าเทนเนสซี่ (Tennessee Valley Authority) หรือTVA ท่ีว่า
เกษตรกรที่สิ้นเนื้อประดาตัวมาสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนพื้นท่ีเขตเทือกเขาแอปพาลิเชียน ส่วนองค์หารบริหาร
7
ความก้าวหน้า (Works Progress Administration) ก็สามารถสร้างงานได้ถึง 8 ล้านตาแหน่ง ซึ่งมีทั้งงานซ่อมแซมอาคาร
เรยี น โรงพยาบาล สนามบนิ และงานสาธารณูปโภคอนื่ ๆ
นอกจากนี้ โรสเวลต์ยังออกกฏหมายฟื้นฟูอุตสาหกรรมของชาติ ซ่ึงกาหนดให้มีการขึ้นค่าจ้างเพ่ือให้ประชากรมี
รายได้มากพอในการจับจ่ายซ้ือหาสินค้า ซึ่งจะช่วยประคองระดับราคาของสินค้าและผลผลิตที่กาลังตกต่าลงไปเรือ่ ย ๆ สว่ น
ในด้านของตลาดหลักทรัพย์ โรสเวลต์ได้ตัง้ คณะกรรมการหลักทรพั ย์และซ้อื ขายแลกเปลีย่ นเพื่อปฏิรูปและกาหนดกฏเกณฑ์
ใหม่ของตลาดหลักทรัพย์รวมทั้งดูแลการซื้อขายเก็งกาไรหลักทรัพย์ต่างๆ ซ่ึงการแก้ปัญหาของโรสเวลต์น้ี ทาให้บรรดานัก
ธุรกจิ ชัน้ นาหลายคนของสหรัฐมองวา่ แนวทางดังกล่าวดูคล้ายกบั หลักการของลัทธิสังคมนิยมหรือแม้แต่คอมมิวนสิ ตด์ ้วยซ้า
ไป
แม้ว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐจะกาลังดาเนินไปได้ดี ทว่าภายนอกประเทศนั้น ผลกระทบท่ีลุกลามมาก่อน
หน้าน้ี ได้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว การท่ีกาลังซ้ือของสหรัฐตกลง ส่งผลให้ยุโรปขายสินค้าได้น้อยลง ขณะท่ีการลงทุนของ
สหรัฐในยุโรปก็น้อยลงเช่นกัน สิ่งเหล่าน้ีส่งผลให้ยุโรปที่เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งท่ีหน่ึงต้องทรุดลงไปอีก นอกจากน้ี
การท่ีสหรัฐได้ออกกฏหมายข้ึนภาษีควบคุมการนาเข้า ส่งออก เม่ือ ปี ค.ศ. 1930 ขณะที่หลายประเทศก็ดาเนินนโยบาย
จากัดการค้าระดับโลกในรูปแบบเดียวกันก็ย่ิงสง่ ผลให้ภาวะเศรษฐกิจของโลกยง่ิ ทรุดหนักลง จนถึงจดุ วิกฤตต่าสุดในปี ค.ศ.
1932 ที่อัตราการผลติ ของโลกลดลงเหลือเพยี งรอ้ ยละ 62 และมีคนตกงานมากกวา่ 30 ล้านคน
แม้ว่าหลังปี ค.ศ. 1932 ภาวะวิกฤตจะทุเลาลง จนเริ่มกลับคืนสู่สภาพเดิมในปี ค.ศ. 1937 แต่ความเสียหายที่
เกิดขึ้นยังส่งผลเสียทางสังคมเป็นอันมาก ที่สาคัยเหตุการณ์ดังกล่าวได้บ่มเพาะความไม่พอใจและความวุ่นวายท่ีต่อมาได้
ปะทุข้ึนและลุกลามไปทั่วโลก จนในที่สุด ความขัดแย้งเหล่านกี้ ็นาไปสู่การเผชิญหน้าทีป่ ่าเถ่อื นและรุนแรง ที่ชาวโลกรู้จักใน
ชอ่ื มหาสงครามโลกคร้งั ทสี่ อง ซงึ่ เกดิ ขน้ึ หลังจากสงครามโลกคร้งั ที่หนึง่ ผ่านพน้ ไปไม่ถึง 20 ปีเท่าน้นั
รายการอา้ งองิ
วณี า เอย่ี มประไพ. 2554. ประเทศมหาอานาจยโุ รปในคริส์ศตวรรษที่ 19-20. โครงการตาราวิชาการเฉลิมพระเกยี รติ 84
พรรษา. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา.
สัญชยั สวุ ังบุตร และอนันต์ชัย เลาหะพนั ธุ. 2558. ยโุ รปสมยั ใหม่ ค.ศ.185-1918.กรุงเทพฯ: ศกั ดิโสภาการพิมพ์.
สัญชัย สุวังบุตร และอนันต์ชัย เลาหะพันธุ. 2554. ทรรปณะประวัติศาสตร์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19. พิมพ์
คร้งั ท่ี 2 กรุงเทพฯ: ศกั ดโิ สภาการพิมพ.์
8
ประวตั ิศาสตร์ยุโรป
อิทธพิ ลประเทศมหาอาํ นาจยุโรปในสงั คมโลก
ประวัติศาสตรย์ ุโรป
อทิ ธิพลประเทศมหาอาํ นาจยุโรปในสังคมโลก
1. สงครามเย็น
สงครามเย็น คือ สงครามแนวคิดทางเศรษฐกิจและการเมอื งที่เกิดขึน้ หลังสงครามโลกครั้งท่ี 2 ยุติไปไมน่ าน
นัก เป็นสงครามแนวคิดระหว่างแนวคิดประชาธิปไตยกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ โดยค่ายประชาธิปไตยมีมหาอานาจ
ใหม่คือสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นา และประเทศที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตยอันประกอบไปด้วยประเทศต่าง ๆ ท่ีเป็น
ฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกคร้ังที่ 2 และประเทศเกิดใหม่ที่เคยเป็นเมืองข้ึนของประเทศเหล่าน้ีเป็นสมาชิก ส่วน
สมาชิกคอมมิวนิสต์มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นา และมีประเทศที่นิยมแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์อันประกอบด้วย
ดินแดนท่ีถูกสหภาพโซเวียตยึดครองหรือปกครองหลังสงคราม (ส่วนใหญ่คือยุโรปตะวันออก) และประเทศที่ได้รับ
เอกราชใหม่ ๆ อกี หลายประเทศทร่ี ับแนวคดิ คอมมวิ นสิ ต์หรอื ถูกบบี ให้รับแนวคดิ คอมมิวนสิ ต์
เน่ืองจากการต่อสู้ทางแนวคิดระหว่างสองค่ายเป็นการต่อสู้ระดับโลก และมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมเกือบ
ทั่วโลก โดยไม่ได้มีการใช้อาวุธเข้าเผชิญหน้ากันเป็นวงกว้างดังเช่นสงครามโลกท้ัง 2 คร้ัง จึงเรียกการต่อสู้กัน
ทางด้านแนวความคิดนี้ว่าสงครามเย็น แต่ในช่วงเวลาที่ถือกันว่าเป็นช่วงแห่งสงครามเย็นน้ัน ก็มีสงครามที่ใช้อาวุธ
เข้าห้าห่ันกันอยู่หลายกรณี เพียงแต่ความขัดแย้งและสงครามเหล่าน้ันเป็นสงครามที่จากัดอยู่ในบริเวณใดบริเวณ
หน่ึงเท่านั้น
คาว่าสงครามเย็น ซึ่งแปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Cold War น้ัน มีท่ีมาจากชาวอเมริกัน 2 คน คือ เบอร์
นาร์ด บารุค (Bernard Baruch) และวอลเตอร์ ลิปป์มานน์ (Walter Lippmann) ซึ่งใน ค.ศ. 1947 ใช้คาน้ี
บรรยายความตึงเครียดระหว่างประเทศท่ีกาลังก่อตัวข้ึนระหว่างกลุ่มประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรกันในสงครามโลก
ครงั้ ที่ 2 โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมรกิ ากับสหภาพโซเวยี ต ซง่ึ กลายเป็นอภมิ หาอานาจของโลกหลังสงคราม
ความเป็นปฏิปักษ์กันทางด้านอุดมการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เริ่มต้ังแต่พรรคบอลเช
วคิ ของสหภาพโซเวียตไดร้ ับชัยชนะในสงครามกลางเมอื ง ใน ค.ศ. 1917 ซงึ่ เปลย่ี นให้สหภาพโซเวียตเป็นประเทศที่
ปกครองดว้ ยระบอบคอมมิวนิสต์ประเทศแรก และเน่ืองจากอุดมการณ์เศรษฐกิจ-การเมืองแบบคอมมวิ นสิ ตน์ ้ันเป็น
แนวคิดท่ีต่างขั้วกันเกือบทุกด้านกับแนวคิดแบบเสรีนิยม-ประชาธิปไตย ความเป็นปฏิปักษ์กันทางด้านอุดมการณ์ก็
ทวคี วามตงึ เครียดเพิ่มขึน้ เมอื่ พรรคบอลเชวิคประกาศท้าทายระบอบทุนนยิ มทัว่ โลก
อาจกล่าวได้ว่า สงครามเย็นเกิดขึ้นต้ังแต่ก่อนสงครามโลกครั้งท่ี 2 จนกระทั่งสงครามยุติลง จากการที่
สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตมีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องแนวทางการฟ้ืนฟูโลกหลังสงคราม โดย
สหรฐั อเมริกามองว่าโลกหลังสงครามจะมสี ันติได้ก็ตอ่ เมื่อประเทศต่าง ๆ มีรฐั บาลแบบเดียวกับสหรัฐอเมรกิ า มกี าร
ใช้ระบบตลาดเสรี และมีองค์การระหว่างประเทศมาช่วยเป็นผู้ไกล่เกล่ียข้อพิพาทดังท่ีวางแนวไว้ในกฎบัตร
แอตแลนติก (The Atlantic Charter) เม่ือ ค.ศ.1941 ส่วนสหภาพโซเวียตมองว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการ
ทาลายเยอรมนีไม่ให้สามารถสร้างตัวขึ้นมาเป็นมหาอานาจได้อีก ทั้งนีเ้ นื่องจากสหภาพโซเวียตถกู เยอรมนีบุกโจมตี
1
สร้างความเสียหายมากมาย จึงต้องการยึดครองดินแดนเพ่ือเป็นกันชนให้แก่ประเทศของตน พร้อมกับใช้กองทัพยึดครอง
โปแลนด์และยุโรปตะวันออก
เม่ือฝ่ายพันธมิตรเป็นผู้มีชัยในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 น้ัน สหภาพโซเวียตได้ยึดครองบรรดาประเทศยุโรป
ตะวันออกไว้เกือบทั้งหมด ขณะที่สหรฐั อเมรกิ ายึดครองยโุ รปตะวันตกสว่ นใหญ่ สาหรบั การยดึ ครองเยอรมนนี ้ัน ไดม้ กี ารขีด
เส้นแบ่งเขตยึดครองเยอรมนี ออกเป็น 2 ส่วน คือ เบอร์ลินตะวันตกอยู่ในความดูแลของฝ่ายพันธมิตร แ ละเบอร์ลิน
ตะวันออกอยู่ภายใต้ความดูแลของสหภาพโซเวยี ต
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 นายจอร์จ เคนนัน (George Kennan) ข้าราชการสถานทูตสหรัฐอเมริกา ในกรุง
มอสโค ได้ส่งโทรเลขท่ีอธิบายเหตุผลว่า สหภาพโซเวียตมีแนวโน้มจะเป็นจักรวรรดินิยมจากจารีตทางประวัติศาสตร์และ
อุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ต่อมาเขาเขียนบทความลงในวารสารกิจการ
ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1947 เสนอแนวคิดให้สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายปิดล้อม
(Containment Policy) สหภาพโซเวียต แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อผู้นาและผู้วางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
โดยเฉพาะอย่างย่ิงเม่ือนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) ของอังกฤษได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวเรื่อง
“Sinews of Peace” ท่ีเมืองฟูลตัน รัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันท่ี 5 มีนาคม ค.ศ. 1946 ซึ่งเขากล่าวว่า ม่าน
เหล็ก (Iron Curtain) ได้ถูกปิดลงมาก้ันยุโรปแล้ว ในสุนทรพจน์น้ี เชอร์ชิลล์เรียกร้องให้มีการจับข้ัวพันธมิตรระหว่าง
สหรัฐอเมริกากับอังกฤษเพ่ือต่อต้านสหภาพโซเวียต ซ่ึงถกู กล่าวหาว่าเป็นผู้สร้างม่านเหล็กก้ันยุโรปจากเมอื งสเตตตินในบอล
ติกไปจนถึงเมืองทริเอสเตในทะเลอเดรียติก ก็ย่ิงทาให้แนวคิดเก่ียวกับการขีดแนวป้องกันการขยายตัวของคอมมิวนิสต์มี
ความนา่ เชอ่ื ถือมากขนึ้
สงครามเย็นยุตลิ งเมือ่ ใดยังเปน็ ปัญหาที่มกี ารอภปิ รายกนั แตก่ ็คงมคี วามคดิ ตา่ งกันเป็น 2 แนว คอื แนวทางหนึ่งถือ
ว่าสงครามเยน็ ส้ินสุดลงใน ค.ศ. 1989 เม่ือเยอรมนีช่วยกนั ทาลายกาแพงเบอรล์ ินซึ่งถือกันว่าเปน็ สัญลักษณ์ของสงครามเย็น
ส่วนอีกแนวทางหนึ่งถือว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1991 เป็นจุดสิ้นสุดสงครามเย็น เน่ืองจากทาให้โลก
เหลือเพียงสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงชาติอภิมหาอานาจชาติเดียว และการแข่งขันกันทางอุดมการณ์ก็ยุติลง ซึ่งท้ัง 2 แนวคิด
ตา่ งก็มเี หตุผลท่ดี ีในการสนับสนุนไม่ว่าจะถือว่าเหตุการณ์ใดเป็นการส้ินสุดของสงครามเย็น แต่ผลสาคญั ของการสิ้นสุดของ
สงครามเย็นซ่ึงดาเนินมาหลังจากสงครามโลกครั้งท่ี 2 จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 20 คือ การทาให้การเมืองโลกท่ีเคยตึง
เครียดมาเป็นเวลากว่า 50 ปีผ่อนคลายลงอย่างมาก พร้อมกันนั้นก็เกิดความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างโลกค่ายประชาธิปไตย
กับรัสเซียซ่ึงเป็นสาธารณรัฐแกนนาของสหภาพโซเวียตเดิม รวมทั้งสาธารณรัฐใหม่ท่ีแยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต
นอกจากนั้นสงครามตัวแทนท่ีเคยเป็นเหตุการณ์ท่ีทาให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองโลกก็จบลงไปด้วย ในช่วงทศวรรษ
สดุ ทา้ ยของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นอดุ มการณ์ทางเศรษฐกจิ การเมืองทมี่ ีอิทธิพลเหนือเกือบครึ่งหนึ่ง
ของประชากรโลก และเป็นลทั ธิทีป่ ระชากรในค่ายโลกเสรีเคยวติ กหวาดกลัวดเู หมือนจะพา่ ยแพ้ภัยตนเอง ทาใหป้ ระเทศซ่ึง
เดิมเคยใช้ระบอบคอมมิวนิสต์ เป็นแนวทางหลักในการเมืองและเศรษฐกิจของตนเปล่ียนมารับแนวปฏิบัติแบบเสรีนิยม
ประชาธิปไตยเปน็ จานวนมาก
2. หลังสงครามโลก
หลังส้ินสุดสงครามประเทศต่าง ๆ ในยุโรปล้วนแต่ได้รับความบอบช้าทั้งทางด้านการทหาร การเมือง เศรษฐกิ จ
และปญั หาสังคมเกิดข้นึ ตามมามากมาย ประเทศเหลา่ นจ้ี งึ ต้องเร่งบรู ณะฟน้ื ฟูประเทศ ดังนี้
2
ประเทศในยุโรปตะวนั ตก
ด้านการเมือง: ประเทศในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยต้ังแต่ก่อนสงคราม เช่น
อังกฤษ ฝร่ังเศส เบลเย่ียมเนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และท่ีเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตยในช่วงส้ินสงคราม เช่น
เยอรมันนีตะวันตก อติ าลี
ด้านเศรษฐกิจ: ประเทศในยุโรปตะวันตกต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ผ่านทางแผนมาร์แชลล์
(Marshall Plan) โดยได้รับการสนับสนุนท้ังในด้านเงินทุน วัตถุดิบ เครื่องจักรเพื่อขยายเศรษฐกิจทั้งด้านเกษตรกรรม
อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เป็นเวลา4ปีในงบประมาณ 13,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยประเทศต่าง ๆ จะร่วมมือกัน
จดั ตั้งเป็นกลมุ่ ความรว่ มมือทางเศรษฐกจิ
ด้านสังคม: รัฐบาลของประเทศในยโุ รปตะวันตกวางนโยบายการปฏิรปู สังคม โดยเนน้ การกระจายรายไดอ้ ยา่ งเสมอ
ภาคเท่าเทียมกัน ใช้นโยบายรฐั สวัสดิการท้ังด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา การเคหะ สงั คมสงเคราะห์ เป็นตน้ ส่งผลให้
ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น ทาให้ปัญหาความยากจนและความเหล่ือมล้าทางสังคมลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม สังคม
ยุโรปตะวันตกก็ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคมในรูปแบบอ่ืนๆท่ีเกิดข้ึน เช่น ปัญหาทางด้านอาชญากรรม ยาเสพติด
เปน็ ตน้ น่นั คือความมนั่ คงของชวี ิตกส็ รา้ งผลกระทบตอ่ จติ ใจและวถิ ีชวี ติ ของประชากรชาวยุโรปด้วยเชน่ กนั
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเทศในยุโรปตะวันตกได้ดาเนิ น
นโยบายต่างประเทศใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปตะวันตกเองก็พยายามรวมกลุ่มกัน ท้ังด้านความม่ันคง
และด้านเศรษฐกิจ โดยได้มีการจัดต้ังองค์กรต่างๆขึ้นมา เช่น องค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(NATO) องค์การ
ประชาคมยุโรป(EC) ซง่ึ กลายเปน็ สหภาพยุโรป(EU) ในปจั จุบัน
ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกซึ่งประสบความเสียหายจากสงครามได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนกลับสู่สภาพปกติ
เชน่ เยอรมนั นตี ะวันตกได้พฒั นาประเทศจนมีความเจรญิ ก้าวหนา้ เป็นอนั ดับหน่ึงของยุโรป ขณะท่ีฝรัง่ เศส องั กฤษ และกลุ่ม
ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ก็ฟ้ืนฟูประเทศจนมีความเจรญิ ก้าวหน้าเกือบทดั เทียมประเทศเยอรมันนีตะวันตก จนกลายเป็น
ภูมิภาคท่ีประสบความสาเร็จมากท่ีสุดภูมิภาคหนึ่งทั้งทางด้านการเมืองท่ีเป็นประชาธปิ ไตย เศรษฐกิจมีความเจริญก้าวหน้า
สงั คมมีความม่ันคง และคณุ ภาพชีวติ ของประชากรมีมาตรฐานสูง
ประเทศในยุโรปตะวนั ออก
ด้านการเมือง: ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออกต่างปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว
ภายในประเทศ โครงสร้างการปกครองและรปู แบบรัฐธรรมนูญเป็นแบบสหภาพโซเวยี ต กล่าวคือ เป็นระบอบการปกครอง
แบบรวมอานาจเขา้ ทีพ่ รรคคอมมิวนสิ ต์เพยี งแห่งเดียว
ด้านเศรษฐกิจ: เน่ืองจากสหภาพโซเวียตหวาดระแวงแผนการมาร์แชลล์ของสหรัฐอเมริกาว่าเป็นแผนการขยาย
อิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคยุโรปตะวันออก จึงบีบให้ประเทศยุโรปตะวันออกปฏิเสธแผนการดังกล่าว และได้เสนอแผน
เศรษฐกจิ โมโลตอฟ (Molotov Plan) แทน
ประเทศในยุโรปตะวันออกทุกประเทศใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ซ่ึงรัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทุก
อย่างรวมถึงเป็นผคู้ วบคุมวางแผลการผลิตเองดว้ ย การพัฒนาเศรษฐกิจและกิจการทางเศรษฐกจิ จึงถูกยึดเป็นของรฐั มีการ
ใชร้ ะบบนารฐั ตามแบบสหภาะโซเวยี ตส่งเสรมิ การลงทุนดา้ นอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ เศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปตะวันตกก็อยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียตด้วย โดยสหภาพโซเวีย
ตจะเปน็ ผูก้ าหนดวา่ ประเทศใดควรผลติ อะไร และประเทศเหลา่ น้ีจะตดิ ต่อการคา้ กับสหภาพโซเวยี ต
3
ดา้ นสังคม: รัฐบาลควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ของประชาชนให้สอดคล้องกับหลักสังคมนิยม ศาสนาถูกลดบทบาท รัฐ
ใหส้ วสั ดิการสังคมและพยายามลดความเหล่ือมลา้ ทางสงั คม แต่การแสดงความคดิ เหน็ ต้องถูกรฐั ควบคุมอย่างเข้มงวด
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ช่วงแรกหลังสงคราม รัฐบาลในยุโรปตะวันออกดาเนินนโยบาลผูกพันกับ
สหภาพโซเวียตอย่างแน่นแฟ้น แต่ต่อมาบางประเทศพยายามดาเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระมากขึ้น เช่น
แอลเบเนยี ไปสรา้ งความสัมพนั ธ์กับสาธารณรฐั ประชาชนจีน เปน็ ตน้
การพัฒนาประเทศในยโุ รปตะวันออกมีข้อจากัดของระบอบสังคมนยิ มและความไม่พรอ้ มของสหภาพโซเวียต จึงทา
ใหป้ ระเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออกพัฒนาได้อย่างลา่ ชา้
ความอ่อนแอของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปช่วงหลังสงครามโลกคร้ังที่สอง ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมโลกหลาย
ประการดว้ ยกนั ไดแ้ ก่
1. สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาได้กา้ วขึ้นมาเป็นชาติมหาอานาจ ดังน้ันสหภาพโซเวยี ตและสหรฐั อเมริกาจึงมี
บทบาทในสังคมโลกมากขนึ้
2. ความอ่อนแอของชาติมหาอานาจเป็นเหตุให้เกิดการเรียกร้องขอเอกราชของชาติอาณานิคมในทวีปต่างๆ จน
มหาอานาจตอ้ งยอมใหเ้ อกราช โดยมีการมอบเอกราชโดยสนั ติ เช่น องั กฤษมอบเอกราชให้อินเดยี และพมา่
3. ประเทศเอกราชใหม่ซึ่งเป็นชาติกาลังพัฒนา พยายามรวมกลุ่มกันเพ่ือคานอานาจกับกลุ่มประเทศมหาอานาจ
ตะวันตกและกลุ่มประเทศสังคมนิยมแต่ก็ไม่มบี ทบาทท่ีชดั เจนมากนัก จนเม่ือเริ่มเข้าส่สู ภาวะสงครามเยน็ ชาติกาลังพฒั นาก็
เกิดความแตกแยกหนั ไปฝักใฝ่กบั ชาติอภมิ หาอานาจแตล่ ะฝา่ ยมากข้ึน
การไดร้ บั เอกราชและการสร้างชาตขิ องชาติอาณานิคม
ผลกระทบประการหน่ึงของสงครามโลกคร้ังที่สอง คือ ชาติจักรวรรดินิยมเกิดความอ่อนแอลง ก่อให้เกิดการ
เรยี กรอ้ งเอกราชจะประเทศจกั รวรรดิวรรษนยิ มตะวันตก
หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ชาติตะวันตกได้กลับมาฟ้ืนฟูอานาจของตนในดินแดนอาณานิคม แต่ก็เป็นไปได้ยาก
และถูกต่อต้านจากขบวนการชาตินิยมของชาวพื้นเมือง ช่องว่างทางอานาจดังกล่าวทาให้ขบวนการชาติ นิยมเข้มแข็งข้ึน
ขบวนการชาตินิยมเกดิ ขน้ึ เกือบทกุ ประเทศทเ่ี ปน็ ดนิ แดนอาณานคิ มในอวปี เอเชียและแอฟริกา
ประเทศในทวปี เอเชีย
เม่ือสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาติอาณานิคมต่าง ๆ ได้เรียกร้องเอกราชจากชาติตะวันตก ซ่ึงชาติจักรวรรดิ
นิยมบางชาติไดเ้ จรจายินยอมใหเ้ อกราชแกช่ าติเมืองข้ึนแต่โดยดี เชน่ อังกฤษได้ยนิ ยอมให้เอกราชแต่โดยดีกบั พมา่ เมือ่ ค.ศ.
1948 ซึง่ กอ่ นทชี่ าตเิ มืองแม่จะให้เอกราชนี้ ในบางประเทศเกดิ ขบวนการชาตนิ ิยมขนึ้ มกี ารเรยี กรอ้ งเอกราช มีการตอ่ สแู้ ละ
เจรจาต่อรองกบั ประเทศเมืองแม่จนปรากฏผู้นาสาคญั ในการตอ่ ส้เู พอื่ เอกราช เช่น อองซาน แห่งพมา่ เป็นตน้
อย่างไรก็ตาม หลงั จากประเทศในเอเชียได้รับเอกราชแล้ว ประเทศเหล่าน้ีได้พยายามสร้างชาตแิ ละพัฒนาประเทศ
ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ผู้นาของรัฐบาลของประเทศเกิดใหม่มันเป็นกลุ่มผู้นาของขบวนการเรียกร้องเอกราช
เชน่ ซูการ์โน ได้เป็นประธานาธิบดีอินโดนเี ซยี ประเทศเหล่าน้ีต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ ปัญหาที่
สาคัญ ได้แก่
4
1. ปญั หาภายในประเทศ
1.1 ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ประเทศเกิดใหม่ได้พยายามนาเอาระบบการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยและระบบสงั คมนิยมมาใช้ แต่ก็ไม่ประสบความสาเร็จ โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตยท่ีมปี ัญหา
เก่ียวกับการคอรัปชั่น การแย่งชิงอานาจทางการเมืองได้ก่อให้เกิดการปกครองแบบเผด็จการตามมา ดังท่ีเกิดในพม่าและ
อนิ เดยี
1.2 ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาอย่างเร่งรีบได้สร้างปัญหาในด้านการกระจายรายได้ และการจัด
สวสั ดกิ ารสงั คม ปัญหาความยากจนยังคงเป็นปญั หาสาคัญของประเทศเหล่านี้
1.3 ปัญหาด้านสังคม ปัญหาความแตกแยกด้านเชื้อชาติ ศาสนา และชนกลุ่มน้อย ทาให้ประเทศต่าง ๆ
เกดิ ขบวนการแยกตัวเป็นอสิ ระต้งั ประเทศของตนเอง จนก่อให้เกิดสงครามความขดั แย้งภายในประเทศ
2. ปญั หาจากนอกประเทศ
ในช่วงที่ประเทศต่าง ๆ ทยอยกันได้รับเอกราชเป็นช่วงระยะเวลาเริ่มต้นของสงครามเย็น ชาติอภิมหาอานาจคือ
สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตต่างเข้าไปขยายอิทธิพลในประเทศเหล่าน้ี ถึงแม้ประเทศเกิดใหม่พยายามดาเนินนโยบาย
ต่างประเทศอยา่ งเป็นอิสระ แต่การด้อยพัฒนาของประเทศเหล่าน้ียังต้องการความชว่ ยเหลือทางด้านเงินทุนเทคโนโลยี และ
บุคลาการจากประเทศอื่น ๆ เพ่ือการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชาติมหาอานาจเข้าไปช่วยเหลือและขยาย
อทิ ธิพลเขา้ ไปแทรกแซงภายในประเทศเหลา่ นใ้ี ห้กาหนดนโยบายให้สอดคลอ้ งกับผลประโยชน์ของตน
ประเทศลาตนิ อเมริกา
แต่เดิมดินแดนประเทศลาตินอเมริกาตกเป็นอาณานิคมของสเปน ต้ังแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ยกเว้นบราซิลซ่ึงเป็น
อาณานิคมของโปรตุเกส ดนิ แดนลาตนิ อเมริกาตกเป็นอาณานิคมของชาวยุโรปกว่า300ปี ทาให้ไดร้ ับอทิ ธพิ ลจากอารยธรรม
สเปนและโปรตุเกส รวมทั้งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกอย่างมาก หลังจากได้รับเอกราชแล้ว กลุ่มประเทศลาติน
อเมรกิ าลว้ นประสบปัญหาทางดา้ นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อันไดแ้ ก่
ทางด้านการเมอื ง แม้ว่าประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาจะเลือกระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ทหารก็
เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลมากในการเมืองของประเทศ จนกระท่ังบางคร้ังทหารได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลปกครอง
ประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหาร ขณะเดียวกันประเทศลาตินอเมริกาก็ต้องเผชิญกับการคกุ คามของพรรคคอมมิวนิสต์ซ่ึง
ไดร้ บั การสนบั สนนุ จากประชาชน จนบางประเทศไดเ้ ปลีย่ นแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ เชน่ ควิ บา เปน็ ต้น
3. สหภาพยโุ รป
สหภาพยุโรป (European Union: EU) เปนองคกรของกลุมประเทศสมาชิกในทวีปยุโรปท่ีมีการรวมกลุมกันทาง
เศ รษ ฐ กิ จ ม าก ข้ึ น เป น ล าดั บ ข้ั น รวม ถึ งก ารเส ริม ส ร างค ว าม แ ข็งแ ก ร งระห ว างป ระเท ศ ส ม าชิ ก ใน ก ลุ ม
ปจจุบันสหภาพยุโรปมีสานักคณะกรรมาธิการ (European Commission) ซึ่งอาจจะถือไดวาเปนสานักงานใหญท่ีดูแล
กิจการตางๆ ของสหภาพยุโรปมากที่สุดหนวยงานหนึ่งทตี่ ง้ั อยูท่ีกรุงบรสั เซลสเบลเยียม โดยสถานะของสมาชิกภาพลาสุดนั้น
สหภาพยโุ รปมีสมาชกิ รวมท้ังหมด 27 ประเทศ
สหภาพยโุ รปตั้งขึน้ อยางเปนทางการในวันท่ี 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1993 จดั ไดวาเปนองคกรทีม่ ีความรวมมอื ระหวาง
กันมากท่ีสุดในยุโรปและในโลกแหงหนึ่งทีเดียว โดยเริ่มตนจากการรวมกลุมของประชาคมถานหินและเหล็กกลายุโรป
(European Coal and Steel Community: ECSC) ใน ค.ศ.1951 ซ่ึงพัฒนาจนกลางเปนประชาคมยุโรป (European
Community: EC) ใน ค.ศ.1967 และมีการดาเนินการตอมาจนใน ค.ศ.1991 ไดมีการลงนามในสนธิสัญญากอตั้งสหภาพ
5
ยุโรป (Treaty on European Union) ขึ้นหรือท่ีเรียกอีกชื่อหน่ึงวา สนธิสัญญามาสตริกต (Maastricht Treaty) ที่ไดรับ
การใหสัตยาบันจากรัฐสภาของชาติสมาชิกในขณะนั้นที่มีดวยกัน 12 ประเทศทั้งหมด สนธิสัญญามาสตริกตไดเปล่ียนให
ประชาคมยุโรปกลายเปนสหภาพยุโรปท้ังโดยชื่อและโครงสรางขององคกร หลังจากน้ันใน ค.ศ.1995 ไดมีการขยายสมาชิก
ภาพเปน 15 ประเทศโดยมีออสเตรีย ฟนแลนด และสวีเดนเขารวม กอนท่ีจะมาถึงในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2004 ท่ีเปนการ
ขยายสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปคร้ังที่มีสมาชิกใหมมากท่ีสุดคือ 10 ประเทศ อันประกอบไปดวย 8 ชาติจากยุโรปกลาง
และตะวนั ออก และอีก 2 ชาติจากเมดิเตอรเรเนีย และการขยายสมาชิกภาพครงั้ ลาสุดก็มีขน้ึ ในวันท่ี 1 มกราคม ค.ศ.2007
โดยโรมาเนียและบัลแกเรียเปน 2 ชาติลาสุดท่ีเขามาเปนสมาชิกของสหภาพยุโรปในตัวของสหภาพยุโรปน้ันมีวัตถุประสงค
ในการดาเนินงานหลายประการแตจุดประสงคหลักก็เพ่ือสงเสริมและขยายความรวมมือระหวางประเทศสมาชิกใน
ดานตาง ๆ เชน เศรษฐกิจ การคา นโยบายตางประเทศ ความม่ันคงและการปองกัน กิจการยุติธรรม เปนตน ภายใต
สนธิสัญญามาสตริกตประชาชนท่ีอยูในสหภาพยุโรปจะไดรับสิทธิตางๆ ท่ีมีแนวโนมจะทาใหการดาเนินชีวิตมีความ
สะดวกสบายยิ่งขึ้น ไมวาจะเปนการเดินทางผานเขาออกประเทศตาง ๆ ในสหภาพยุโรป หรือขอตกลงในดานตางๆ ท่ีไดมี
การปรับเพื่อใหประชาชนของประเทศสมาชิกหรือที่เรียกวา ‘European Citizen’ มีอิสระมากขนึ้ ในการใชชีวิต การทางาน
การศึกษา
วัตถุประสงคที่สาคัญอีกประการของสหภาพยุโรปก็เพื่อสรางกระบวนการปฏิบัติใชใหเกิดการรวมกลุมทาง
เศรษฐกิจที่มีความกาวหนาอันไดแก สหภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union: EMU) ท่ีทา
ใหเกิดการพัฒนาในการใชนโยบายทางไปในทิศทางเดียวกันพรอมกับการใชสกุลเงินเดียวกันไดแก เงินยูโร (Euro) ท่ีเริ่มใช
ใน ค.ศ.2002 ท่ีใชแทนเงินสกุลของแตละชาติโดยเร่ิมแรกประเทศท่ีใชเงินยูโรหรือท่ีเรียกวา ‘Eurozone’ มีดวยกัน 12
ชาติสมาชิก รวมไปถึงสหภาพยุโรปยังพยายามจะพัฒนาไปถึงการเปนสหภาพทางการเมือง (Political Union) ดวยการ
พยายามเสนอธรรมนูญยุโรป (Constitution for Europe) และสนธิสัญญาลสิ บอน (Treaty of Lisbon) หรือท่ีเรียกอีกช่ือ
หน่ึงวา ‘Reform Treaty’ แมจะยังไมสาเร็จแตความพยายามของสหภาพยุโรปก็ยังดาเนินตอไปเพ่ือสงเสริมและขยาย
ความรวมมอื ระหวางกนั ใหมากข้นึ ดงั วัตถปุ ระสงคหลักของการรวมกลุมของชาติสมาชกิ
ในทศวรรษที่ 1980 การเปลี่ยนแปลงทางดานการเมืองตาง ๆ ทาใหยุโรปมีการรวมกลุมและสรางความ
รวมมือกันมากขึ้น มกี ารเปลี่ยนแปลงในยุโรปกลางและยุโรปตะวนั ออกจากการลมสลายของสหภาพโซเวียต ทาใหประเทศ
เหลาน้ีตองปรบั เปลี่ยนตัวเองท้งั ทางดานการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะสวนใหญประเทศเหลาน้ีจะมสี ภาพเศรษฐกจิ ทํ่ียา่ แย
หลังจากหลดุ จากการเปนรัฐบรวิ ารของสหภาพโซเวียต ประเทศในยโุ รปกลางและยุโรปตะวันออกจะมองหาความชวยเหลือ
จากประชาคมยุโรปเปนสวนใหญ ซ่ึงประชาคมยุโรปยินยอมใหการชวยเหลือในรูปแบบตางๆ แตยังไมยอมรับเขามารวมเป
นสมาชิกประชาคมยุโรปในเวลาอันรวดเร็วกอนมีเพียงเยอรมันตะวันออกเพียงกรณีเดียวเทานั้น เนื่องจากกอนสิ้นสุด
สงครามเย็นเยอรมันตะวันออกไดรวมกับเยอรมันตะวันตกรวมเปนประเทศเยอรมนีประเทศเดียวจึงไดสิทธิเขาประชาคม
ยโุ รปในทันที
ในชวงของการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วทางดานการเมืองในเวทีโลกในชวงปลายศตวรรษที่ 1980 เปน
ชวงการลมสลายของคอมมิวนิสตทง้ั เยอรมนแี ละฝรัง่ เศสเสนอใหมีการจัดประชุม Intergovernmental Conference (IGC)
เพ่ือแสวงหาอัตลักษณของการรวมยุโรปใหมีสูงขึ้น IGC เปนการประชุมของประเทศสมาชิกในลักษณะท่ีเปนทางการ โดย
พยายามท่ีจะแกไขหรือเปล่ียนแปลงขอตกลงหรือเนื้อหาของสนธิสัญญาที่มีอยูเดิม ใน ค.ศ.1989 การประชุมอีกคร้ังของ
IGC เปนการประชุมเพ่ือท่ีจะกาหนดตารางเวลาและโครงสรางเร่ืองการจัดตั้งสหภาพการเงิน ซึ่งบรรดาประเทศสมาชิกใน
ประชาคม มีแนวทางแนวคิดในการสรางเงินตราสกุลเดียวขึ้นมา แตสหราชอาณาจักร สมัยนายกรัฐมนตรีมารกาเร็ตแทต
เชอร (Margaret Thatcher) ไมเห็นดวยกับความพยายามที่จะรวมกลุมในลกั ษณะอยางน้ีเนื่องจากเกรงผลกระทบท่ีจะเกิด
ข้ึนกับเศรษฐกิจการเงินของสหราชอาณาจักร แตใน ค.ศ.1990 ทาทีของสหราชอาณาจักรเปล่ียนแปลงไปเม่ือ
6
นายกรัฐมนตรจี อหน เมเจอร (John Major) ขึน้ ดารงตาแหนงนายกรัฐมนตรีเน่อื งจากมแี นวนโยบายประนีประนอมมากขึ้น
จึงทาใหการประชุมของ IGC เร่ิมดาเนนิ งานไปในทางที่สรางหรือปรบั ขอตกลงตางๆ ใหมปี ระสิทธิภาพและความคลองตัวใน
การดาเนนิ งานใน “สนธิสัญญาในการจัดตั้งสหภาพยุโรป” (Treaty on European Union: TEU)
สนธิสัญญาที่จัดตั้งสหภาพยุโรป (The Treaty on European Union: TEU) หรือ สนธิสัญญามาสตริกต (The
Maastricht Treaty) และมีความตั้งใจที่จะจดั ระบบการรวมกลุมยุโรปไมวาจะเปนแบบเชิงลึกหรอื เชิงกวาง หรือเปนองคกร
เหนือรัฐหรือ Intergovernmental Organization ไมวาจะเปนเร่ืองการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของกลุมประเทศสมาชิก
หลังจากมีการเจรจามาอยางยาวนาน ไดมีการยอมรับขอตกลงในการประชุมของบรรดาผูนารัฐสมาชิกในท่ีประชุม
European council เม่อื เดือนธนั วาคม ค.ศ.1991 โดยเฉพาะอยางยิ่งสนธสิ ัญญานี้ยังไดผูกมัดใหสหภาพยุโรปปรับตัวเองให
เปนสหภาพเศรษฐกิจและการเงินยุโรป (European Economic and Monetary Union: EMU) เปนการปรับตัวเองให
ขึน้ มารวมกลุมในระดับท่ี 4 ตามแนวความคิดของ เบลา บาลาสซากลาวคือ กลุมประเทศสมาชิกจะตองมีการรวมกลุมทาง
นโยบายทางดานเศรษฐกิจการเงนิ และมีการปรบั ใชเงนิ ตราสกุลเดียวภายใน ค.ศ.199910 โดยสนธิสัญญาน้ไี ดมีการกาหนด
ในเรื่องกฎเกณฑท่ีเขมงวดกับประเทศสมาชิกทจ่ี ะเขารวมเปนสมาชิกทางดานเศรษฐกิจและการเงินนีเ้ พ่อื ท่ีจะไมเปนปญหา
ของสหภาพยโุ รปตอไป
นอกจากนี้สนธิสัญญามาสตริกตยังไดมีการรูปแบบของการบริหารสหภาพยุโรปออกเปน 3 สวน หรือทีเรียกวา
Three Pillars เปนการสะทอนใหเหน็ ถงึ การแบงสวนการบรหิ ารงานในเร่อื งตางของสหภาพยโุ รปใหชัดเจนดงั นี้
1. ประชาคมยุโรปเปนเสาแรก เรื่องตาง ๆ ที่อยูใน EC เปนประเด็นที่บริหารโดยอานาจเหนือรัฐ (Supranational
Power) ที่ คณะกรรมาธิการยโุ รปเปนผูดูแลหลักในเสานี้
2. นโยบายทางดานตางประเทศและความม่ันคงรวม (Common Foreign and Security Policy: CFSP) เสาที่
สอง เปนลักษณะอานาจบริหารแบบความรวมมือระหวางรัฐ (Intergovernmental Power) เปนเรื่องความสมัครใจใน
ความรวมมือของแตละประเทศสมาชกิ เอง
3. กระบวนการยุติธรรมและกิจการภายในของสหภาพยุโรป (Justice and Home Affairs) เสาที่สาม
เปนเรื่อง เปนลักษณะอานาจบริหารแบบความรวมมือระหวางรัฐเชนเดียวกับเสาท่ีสอง่ิงไปกวานั้นสนธิสัญญามาสตริกตได
สรางโครงสรางใหม ๆ ข้ึนเพื่อที่จะเป นการดาเนินการในการส งเสริมการรวมกลุมดานอ่ืน ๆ นอกเหนือ
จากดานเศรษฐกิจเพิ่มมากข้ึน อยางที่เห็นในเสาท่ีสองและสามขางตน ซ่ึงบรรดาสมาชิกไดใหสหภาพยุโรปท่ีมีการ
จดั รปู แบบการบริหารใหมนี้มีอานาจเพิ่มมากข้ึนในหลาย ๆ สวน ไมวาจะเปนทางดาน ส่ิงแวดลอม การศึกษา การคุมครอง
ผูบริโภค กรณีสนธิสัญญาใหมน้ีไดมีการกระตุนใหมีการดาเนินการกับคนในสหภาพยุโรปใหมากขึ้นในสวนของสหภาพ
การเงินและเศรษฐกิจยุโรปซึ่งจะตองมีการใชเงินตราสกุลเดียวไปทดแทนเงินตราสกุลของแตละชาติในสวนน้ีสหราช
อาณาจกั รปฏิเสธท่ีจะรับรองเงอื่ นไขบางประการทาใหสหราชอาณาจักรประกาศไมเขารวมในสหภาพการเงินและเศรษฐกิจ
ยุโรปน้ีหรอื ท่เี รียกวา ‘opt-out’ รวมไปถึงไมรับในมาตรการทางดานสงั คม วตั ถปุ ระสงคของสนธิสญั ญามาสตริกตท่กี าหนด
ไวในนโยบายทางดานสงั คม เร่อื งของการจางงานประกอบไปดวยหลายสวน เชน ขอกาหนดรวมในเรอ่ื งสทิ ธิของแรงงาน เป
นตน
กรณีเดนมารกผูมีสิทธิลงประชามติลงมติไมยอมรับตอสนธิสัญญามาสตริกต (กลาวคือทุกครั้งที่มีการกาหนด
สนธิสัญญาตาง ๆ ข้ึนมาบรรดาประเทศสมาชิกจะตองเอาเน้ือหาแหงสนธิสัญญากลับมาใหประชาชนลงประชามติไมว
าจะเปนทางตรงหรือทางออมก็ไดโดยใหรัฐสภาของประเทศนั้นลงสัตยาบันเห็นชอบจึงจะสามารถนามาใชได) ในขณะท่ี
ฝร่ังเศสมีมติยอมรับ สวนเยอรมนีคอนขางมีปญหาถกเถียงภายในประเทศกวาท่ีจะผานประชามติออกมาไดจากการที่มี
ลักษณะของความํก้ากึ่งในเรื่องการลงประชามติจึงมีการเรียกประชุมดวนของEuropean Council ซ่ึงผูนาประเทศสมาชิก
จะตองเขารวม กรณเี ดนมารกทป่ี ระชามติไมผานน้ันใหมกี ารยกเวนการเขารวมไปกอนในสวนของสนธสิ ญั ญามาสทรคิ ททัง้ น้ี
7
รวมไปถึงสหภาพการเงินและเศรษฐกิจและหมายรวมถึงนโยบายในอนาคตเร่ืองการปองกันและความม่ันคงดวย ในสวนที่
เก่ียวกับสนธิสัญญาในอนาคต ภายหลังจากที่รัฐบาลเดนมารกกลับไปชี้แจงใหประชาชนเขาใจมากขึ้น ก็มีมติใหผานและ
รับรองใหรัฐบาลเดนมารกเขารวมในสนธิสัญญามาสตริกตไดสนธิสัญญามาสตริกตมีการใชอยางเปนทางการเมื่อเดือน
พฤศจิกายน ค.ศ.1993 ปฏิกริยาตอบกลับของประชาชนตอ สนธิสัญญามาสตริกตมีอยางหลากหลายในประชากรของ
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
สหภาพเศรษฐกจิ และการเงนิ ยุโรป (European Economic and Monetary Union: EMU)
สหภาพยุโรปมีความพยายามที่จะจัดสรางเงินตราสกุลเดียวข้ึนมาด่ังที่เร่ิมตนไวในสนธิสัญญามาสตริกต ซ่ึงบาง
ประเทศเชน สหราชอาณ าจักรมีความกังวลต อการเขาไปรวมเงินตราสกุลยุโรปนี้วาจะเขาไป คุกคามตอ
อัตลักษณของชาติหรืออานาจของรัฐท่ีเคยควบคุมนโยบายดานการเงินและเศรษฐกิจไวหรืออาจจะมีขอกังวลตาง ๆ แต
บรรดาประเทศสมาชิกพยายามที่จะดาเนินการเพ่ือใหไดตามกฎเกณฑหรือขอบังคับที่กาหนดไวกอนที่จะเขารวมสหภาพ
การเงินและเศรษฐกจิ ยุโรปหรือสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน รวมไปถึงการปรับใชเงินตราสกุลเดียวกัน รวมไปถึงขอกาหน
ดกอนท่จี ะเขารวมเปนสมาชกิ สหภาพเศรษฐกิจและการเงนิ คอนขางจะเขมขน
กฎเกณฑขอบังคบั การเขารวม สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน มี 4 ประการคอื
1. ภาวะเงินเฟอของประเทศนั้นจะตองไมมากกวา 1.5 เปอรเซ็นตและตองไมสูงกวาอัตราเฉล่ีย 3 ประเทศท่ีมี
อัตราเงินเฟอํตา่ ทีส่ ดุ
2. การขาดดุลงบประมาณของประเทศจะตองไมเกิด 3 เปอรเซ็นตของผลิตภัณฑมวลรวมภายในประเทศ (Gross
Domestic Product: GDP) และหนส้ี ินของประเทศนั้นจะตองไมเกนิ 60 เปอรเซ็นตของ GDP
3. อัตราดอกเบ้ียระยะยาวภายในประเทศ จะตองไมมากกวา 2 เปอรเซน็ ตและไมสงู กวาอัตราเฉล่ียของ 3 ประเทศ
อตั ราดอกเบ้ยี ต่าทสี่ ดุ
4. ประเทศน้ัน ๆ จะตองไมลดคาเงินของตนเองท่ีมีตอประเทศอ่ืนอยางนอย 2 ปกอนที่จะเขารวม สหภาพ
เศรษฐกิจและการเงินได
ดังนั้น ประเทศท่ีจะเขารวม สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน ตองยอมรับในขอตกลงท่ีเรียกวา “Stability and
Growth Pact” ซึ่งถือเปนขอตกลงทางดานงบประมาณที่เปนการวางรูปแบบไวเพ่ือสนับสนุนเงินสกุลยูโร หลังจากแผนที่
วางไววาจะใชไดใน ค.ศ.1999 โดยตองการใหประเทศท่ีเขารวมสามารถรักษาการขาดดุลงบประมาณของตนเองํต่ากวา 3
เปอรเซ็นตของ GDP ซึ่งประเทศที่ตองการสมัครเขาเปนสมาชิกของ สหภาพเศรษฐกิจและการเงินก็พบวาเปนการยากเช
นกนั ทีจ่ ะดาเนินการตามระเบยี บท่ี สหภาพเศรษฐกจิ และการเงนิ วางไวมาตรการดังกลาว อาทเิ ชน การลดอตั ราเงินเฟอและ
อัตราดอกเบ้ียท่ีคอนขางที่จะสูงซ่ึงมาตรการน้ีจะ สงผลใหเกิดอัตราการวางงานท่ีสูงข้ึนในขณะเดียวกันความพยายามท่ีจะ
ควบคุมเรือ่ งงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลจะนาไปสูอัตราภาษีภายในประเทศที่จะสูงขน้ึ ผลที่ตามมาจะนาไปสูปญหาการ
ถดถอยทางดานเศรษฐกิจ
สวนหนึ่งในเรื่องของความกังวลตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นจากกาหนดเวลาการเขาเปนสมาชิกของ สหภาพเศรษฐกิจและ
การเงิน ที่มีเพ่ิมมากขึ้นกับการที่ประเทศสมาชิก มีสถานะทางดานเศรษฐกิจที่แตกตางกันหรือไมเขากับมาตรฐานที่กาหนด
ไวตามสนธิสัญญามาสตริกตไดกาหนดไวในการเปนสมาชิกของ สหภาพเศรษฐกิจและการเงนิ ถึงแมจะมีขอกังวลสงสัยทาย
ที่สุดในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1998 สหภาพยุโรป มีขอตกลงนาเงินตราสกุลเดียวคือเงิน Euro ใชกับ 11 ประเทศสมาชิก
จาก 15 ประเทศสมาชิก ซึ่งเรียกวา Euro zone ซ่ึงเร่ิมใชเงินตราสกุล Euro ต้ังแตวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1999 รวมไปถึงข
อตกลงทจ่ี ะสรางธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) เพื่อท่ีจะตรวจตราในเรื่องอตั ราการแลกเปล่ียนเงิน
สกุลใหมและมีหนาท่ีรับผิดชอบนโยบายทางดานการเงินสกุลยุโรปซึ่ง 11 ประเทศท่ีเขารวมใชเงินตราสกุลเดียวคือ
8
ออสเตรีย เบลเยียม ฟนแลนด ฝร่ังเศส เยอรมนีไอรแลนดอิตาลีลักเซมเบิรก เนเธอรแลนดโปรตุเกส สเปน สาหรับสห
ราชอาณาจักร สวีเดน เดนมารก แมวาสภาพเศรษฐกิจการเงินจะผานตาม ขอกาหนดหรือเขาตามกฎเกณฑของสหภาพ
เศรษฐกิจและการเงินแตก็ตัดสินใจไมเขารวม ในขณะทก่ี รีซหวงั จะเขารวมใชเงิน Euro ในชวงแรกแตกไ็ มสามารถทาไดตาม
กฎเกณฑที่วางไวดงั นั้นในวันท่ี 1 มกราคม ค.ศ.1999 จึงมี 11 ประเทศท่ีรวมใชเงินสกุล Euro กรซี สามารถเขาใชเงิน Euro
ไดในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.2001 นับเปนประเทศที่ 12 ท่ใี ชเงิน Euro
ใน ค.ศ.2002 ธนาคารกลางยุโรปเริ่มออกเงิน Euro ที่เปนเหรียญและธนบัตรออกใชแมวาจะใชเงิน Euro ตั้งแต
ค.ศ.1999 แตกเ็ ปนการใชในเร่ืองของการโอนเงนิ ผานบัญชีหรือเงินท่ีเปนอิเล็กทรอนิกสมากกวาท่จี ะเปนเงนิ จริงหลังจากที่มี
เหรียญและธนบัตรสกุลยูโรออกมาก็ถือเปนการส้ินสุดเงินสกุลที่แตละประเทศใชในระบบเศรษฐกิจการเงินในกลุมประเทศ
ทอ่ี ยูใน Euro zone กรณีของ 10 ชาติสมาชกิ จากยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออกรวมไปถึงแถบเมดิเตอรเรเนียน ท่ีจะสมัครเป
นสมาชิกสหภาพยุโรปใน ค.ศ.2004 มีชวงเวลาท่ีคอนขางแตกตางกันในการท่ีจะใช Euro มีความพยายามจะสนับสนุน
และตอตานการเขารวมใชเงนิ สกุล Euro ในกรณีของสมาชิกใหม เชน ไซปรัส ลิทัวเนีย สโลเวเนีย ประกาศวาจะดาเนินการ
อยางรีบเรงเพ่ือท่ีจะไดอยูใน Euro zone รวมทั้งพยายามเจรจาที่จะสมัครเขาเปนสมาชิกของสหภาพยุโรปเพ่ือท่ีจะใชเงิน
สกุลเดียวกันไปพรอม ๆ กัน กรณีเงินสกุลยูโรสมาชิกใหมจะตองมีคุณสมบัติตาม สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน โดยตอง
แสดงใหเห็นวาเงินสกุลของตนเองน้ันสามารถที่จะมีสถานะที่มั่นคงและเม่ือเปรียบเทียบกับเงินยูโรช วงเวลาที่กาหนดไว
ประมาณ 2 ปซึ่งสโลเวเนียถือเปนประเทศในกลุม 10 ชาติสมาชิกท่ีสมัครเขาเปนสมาชิก สหภาพยุโรป ใน ค.ศ.2004 เป
นประเทศแรกท่ีทาไดตามขอบังคับของ สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน และสามารถท่ีจะใชเงินสกุล Euro ไดในวันที่ 1
มกราคม ค.ศ. 2007 นับเปนประเทศท่ี 13 ใน Eurozoneสาหรับปญหาอน่ื ๆ ที่เกดิ ขน้ึ ในกรณเี งนิ ยูโรยังเปนท่ีกังวลกนั อยูใน
การใชในตลาดการเงินระหวางประเทศ เพราะฉะนั้นในสวนนีก้ ็ไดมีความพยายามตาง ๆ ท่ีจะทาใหระบบดานเศรษฐกิจและ
การเงินยุโรปมีความมั่นคงใหสูงข้นึ โดยการเนนเรื่องกฎเกณฑกฎระเบียบใหดาเนนิ การตามขอกาหนดของ สหภาพเศรษฐกิจ
และการเงิน ใหไดเพราะหากประเทศใดทาตามขอกาหนดตาง ๆ ไดก็จะทาใหประเทศน้ัน ๆ มีระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง
พอสมควร ผลของการจดั ตั้ง EMU (สหภาพเศรษฐกิจและการเงนิ ยโุ รป) ไดนาไปสูการรวมกลุมที่ไมเคยปรากฎขึ้นมากอนใน
การรวมกลุมของกลุมสมาชกิ ในสหภาพยุโรป คอื
1. ทาใหเกิดการเพิ่มขึ้นและการเติบโตของประชาชนในยุโรปซ่ึงมีความตระหนักในเรื่องตาง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่อง
สหภาพยุโรปเพ่มิ มากขนึ้
2. ความโปรงใสและความนาเช่ือถือ นอกเหนือจากเร่อื งเศรษฐกิจการเงินสถาบันตาง ๆ ที่ยังดเู หมือนดาเนินการท่ี
ยังไมโปรงใสหรือยังไมเปนประชาธิปไตยมากเพียงพอ กรณีที่คณะกรรมาธิการที่มีอานาจมากในการที่จะควบคุมการ
บริหารตาง ๆ กจ็ ะมีองคกรอนื่ มาควบคุมหรอื ถวงดุลนอยมาก ก็ถือวาเปนคร้ังแรก ๆ ท่ีมีการพดู ถึงความนาเช่อื ถือและความ
โปรงใสในการบริหารงานของสหภาพยโุ รป
บางหนวยงานเชนรัฐสภายุโรป ถงึ แมวาจะมคี วามเปนประชาธปิ ไตยเพราะวาตัวท่ีจะเขามาเปนสมาชิกรัฐสภาของ
รัฐสภายุโรปมาจากการเลือกต้ังโดยตรงแตวาอานาจการตรวจสอบและถวงดุลก็ยังควรมีการเพํ่มเติมเพ่ือใหมีประสิทธิภาพ
ขึ้นอกี ตวั อยางเชนใน ค.ศ.1999 มีรายงานจากผูตรวจสอบอสิ ระจากภายนอก ที่เขามาตรวจสอบจากการรองขอของรฐั สภา
ยุโรปท่ีอางถึงการบริหารงานทผ่ี ิดพลาดจากหลายกรณขี องคณะกรรมาธกิ าร กรรมธกิ ารหลาย ๆ คนทร่ี ับผิดชอบในดานตาง
ๆ ของสหภาพยุโรป มีปญหาเรื่องการคอรัปชัน เอื้อประโยชนแกพวกพองรวมไปถือการตรวจสอบที่ต่ากวามาตรฐานที่ควร
จะเปน ผลจากการรายงานฉบับน้ีทาใหคณะกรรมาธิการยุโรปท้ังคณะตองลาออกจากตาแหนงเพ่ือรับผิดชอบต
อสาธารณชน และยังผลทาใหมีการเพิ่มอานาจรัฐสภายุโรปใหมีอานาจการเขาไปถวงดุลการบริหารของคณะกรรมาธิการ
ยโุ รปซ่ึงถือวาเปนฝายบริหารของสหภาพยโุ รปมากขน้ึ อยางเหน็ ไดชัด ตัง้ แตปลายทศวรรษที่ 1990 ถงึ ปจจุบนั
9
รายการอา้ งอิง
ฉัตรทพิ ย์ นาถสภุ า. 2549. ประวตั ิศาสตรก์ รปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรมเปรยี บเทียบ.พมิ พ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์.
ประทุมพร วัชรเสถยี ร. 2551. โลกรว่ มสมัย: ตอบคาถามของคนร่นุ ใหม่. พมิ พค์ รง้ั ที่ 3. กรุงเทพฯ:ปาเจรา.
10