- ก -คำนำการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถเชิงแข ่งขันสูงสุด โดยเป้าหมายที่สำคัญของการจัดการความรู้มุ่งพัฒนาใน 4 ประเด็น ได้แก่ พัฒนางานพัฒนาคน พัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ มีความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่ดำเนินการร ่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรหรือหน ่วยงานย ่อยขององค์กร เพื ่อสร้างและใช้ความรู้ในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นกว่าเดิม (วิจารณ์ พาณิช)สำนักงานส ่งเสริมและสนับสน ุนวิชาการ 10 เป็นองค์กรหลักในการส ่งเสริมและสนับสนุนวิชาการด้านการพัฒนาสังคมแก ่ภาคีเครือข ่าย ศึกษา วิเคราะห์ สถานการณ์เพื ่อคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ทางสังคมและผลกระทบ การถ ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาสังคมในระดับพื้นที่ รวมถึงเป็นศูนย์บริการวิชาการในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัด โดยมีพื้นที ่รับผิดชอบ 7 จังหวัด ได้แก ่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง พังงา กระบี ่ ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช
- ข -ซึ ่งในปี 2569 ได้จัดการความรู้ เรื ่อง \"บ ่มเพาะรัก สร้างครอบครัวอุปการะที ่ยั ่งยืน : บทเรียนความสำเร็จ 22 ปี จากบ้านศรีธรรมราช\" ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์เจ้าของเคส พ่อ - แม่อุปการะ ตัวเด็ก และผู้นำชุมชนหรือเพื่อนบ้าน เพื่อจัดทำองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ เพื่อส่งต่อให้กับหน ่วยงาน พม. และครอบครัวอ ุปการะอ ื ่น ๆ ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน นำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวอุปการะ ต่อไป สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 10พฤษภาคม 2569
- ค -สารบัญเรื่อง หน้าบทนำ : ความเป็นมาและหลักการเสริมพลังครอบครัว 1อุปการะ/อุปถัมภ์ (Foster Care)กระบวนงาน ครอบครัวอุปการะ/อุปถัมภ์ 3(Foster Care Process)- 8 ขั้นตอนหลักในการดำเนินงานถอดรหัสความสำเร็จ : การสัมภาษณ์เชิงลึก 6ครอบครัวตัวอย่าง- ปฐมบทแห่งความเมตตา – จาก “เด็กในสถาน” 6สู่ “ลูกในบ้าน”- ศิลปะการสื่อสารความจริง – การสร้าง 7ความมั่นคงในใจ- บททดสอบแห่งช่วงวัย – วิกฤตวัยรุ่น 9และการก้าวข้าม- เบื้องหลังความสำเร็จ – พลังสนับสนุน 10เชิงระบบ- ปัจจัยความสำเร็จ (Key Success Factors) – 13สรุปจากวง KM- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้บริหาร 16
-งสารบัญเรื่อง หน้าคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) 17สำหรับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ต้นแบบการปฏิบัติงานระดับพื้นที่ 21ภาคผนวก 22
- 1 -บทนำกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั ่นคงของมนุษย์ มีภารกิจสำคัญในการจัดสวัสดิการสำหรับเด็กและครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยยึดถือหลักการตามอนุสัญญาว ่าด้วยสิทธิเด็กที ่ตระหนักว ่า “เด็กมีสิทธิที ่จะเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมของครอบครัว ด้วยบรรยากาศของความสุข ความรัก และความเข้าใจ” เพื่อลดการพึ่งพิงสถาบันและส ่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กในรูปแบบครอบครัวอุปถัมภ์ (Family-based Care) ซึ ่งถือเป็นประโยชน์สูงสุดต่อเด็ก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้การอุปการะเด็กมีความเข้มแข็งและยั ่งยืน สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 10 (สสว.10) จึงได้จัดทำโครงการการจัดการความรู้ (KM) เพื ่อถอดบทเรียนความสำเร็จ 22 ปี จากบ้านศรีธรรมราช ซึ่งเป็นต้นแบบที่หาได้ยากในการประคับประคองเด็กตั้งวัยแบเบาะจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยมีจุดเน้นที ่การสร้าง“สายใยความผูกพัน” และการจัดการภาวะวิกฤตในแต ่ละช่วงวัยอย่างเหมาะสมเล ่มการจัดการความรู้ฉบับนี้ ได้รวบรวมทั้งอ งค ์ความรู้เช ิงว ิชาการ (Explicit Knowledge) และ
- 2 -ประสบการณ์จริง (Tacit Knowledge) จากทีมสหวิชาชีพและครอบครัวตัวอย ่าง เพื ่อพัฒนาเป็น คู ่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) สำหรับเจ้าหน้าที ่รุ ่นใหม ่ เรื ่อง \"การเสริมพลังครอบครัวอุปการะ\" และสื ่อ Infographic ที ่เป็นต้นแบบการปฏิบัติงานระดับพื้นที่ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก การจับคู ่ (Matching) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสู ่การพึ ่งพาตนเอง (After Care) คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ ่งว ่า องค์ความรู้นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักสังคมสงเคราะห์และผู้ปฏิบัติงานในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็ก เพื ่อให้เด็กทุกคน \"อยู่ดี มีสุข ปลอดภัย ในครอบครัวและชุมชน\" อย่างแท้จริง
- 3 -กระบวนงานครอบครัวอุปการะ/อุปถัมภ์ (Foster Care Process)การดำเนินงานประกอบด้วย 8 กระบวนการสำคัญ เพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด1. การสรรหา ประเมิน และการขึ้นทะเบียนครอบครัวอุปถัมภ์ : เป็นขั้นตอนเริ ่มต้นที ่ครอบคลุมตั้งแต่การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การรับสมัคร การเยี่ยมบ้านเพื ่อประเมินความพร้อมอย ่างไม ่เป็นทางการและเป็นทางการ ไปจนถึงการพิจารณาอน ุมัติโดยคณะทำงานครอบครัวอุปถัมภ์จังหวัด2. การประเมินเด็กเข้าสู่ครอบครัวอุปถัมภ์ : เป็นการประเมินสภาพปัญหา ความเสี ่ยง และความต้องการที ่แท้จริงของเด็กทุกคนที ่เข้ารับการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื ่อวางแผนการดูแล (Care Plan) ที ่เหมาะสมรายบุคคล3. การพิจารณาจัดให้เด็กได้อยู่ในครอบครัวอุปถัมภ์ที ่เหมาะสม (Matching) : กระบวนการค้นหาและคัดเลือกครอบครัวอุปถัมภ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้โดยพิจารณาจ ากค ว ามส าม า รถขอ งค รอบค รั วท ี ่ตอบสนอ งต่อความต้องการของเด็กได้ดีที่สุด4. การเตรียมความพร้อมเด็กและครอบครัวเข้าสู่ครอบครัวอุปถัมภ์ : การให้ข้อมูลรายละเอ ียดของแต่ละฝ่ายแก่กัน การจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้าน (Home
- 4 -Tour) เพื ่อสร้างความคุ้นเคย และการฝึกอบรมเสริมพลังก่อนการส่งมอบเด็ก5. การดูแลเด็กในครอบครัวอุปถัมภ์ : ครอบคลุมการส ่งเด็กเข้าสู ่ครอบครัว การสนับสนุนเงินอุดหนุนและสิ่งของจำเป็น การติดตามเยี่ยมบ้านอย่างสม่ำเสมอ และการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหากเด็กถูกละเมิด6. การดำเนินการเพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวถาวรหรือการเลี้ยงดูระยะยาวในลักษณะอื ่น : การทำงานร ่วมกับครอบครัวโดยกำเนิดเพื ่อเตรียมความพร้อมรับเด็กกลับไปดูแล หรือการจัดหาครอบครัวบุญธรรมในกรณีที่เด็กไม่สามารถกลับสู่ครอบครัวเดิมได้7. การเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กและครอบครัวอุปถัมภ์ในการแยกจาก : เมื ่อถึงเวลาที ่เด็กต้องย้ายออกจากครอบครัวตามแผนจัดการรายกรณี เจ้าหน้าที ่จะต้องเตรียมใจและเตรียมแผนการย้ายเพื่อลดผลกระทบทางจิตใจของทุกฝ่าย8. การยุติการเป็นครอบครัวอุปถัมภ์และการทบทวนสถานะ : ขั้นตอนสุดท้ายเมื ่อสิ้นสุดการอุปการะตามเงื ่อนไขที่กำหนด เช ่น เด็กบรรลุนิติภาวะ ได้รับสัญชาติ หรือถูกรับเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมทั้งการบันทึกข้อมูลและทบทวนสถานะของครอบครัวอุปถัมภ์ในระบบที่มา : แนวปฏิบัติการดำเนินงานครอบครัวอุปถัมภ์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม.
- 5 -
- 6 -ถอดรหัสความสำเร็จ : การสัมภาษณ์เชิงลึกครอบครัวตัวอย่างปฐมบทแห่งความเมตตา – จาก “เด็กในสถาน” สู่ “ลูกในบ้าน”ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2546 เมื ่อทารกน้อยวัยเพียง 3 เดือนต้องก้าวเข้าสู ่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช โชคชะตาได้ขีดเขียนให้ครอบครัวหนึ่งในอำเภอสิชลได้รับรู้ข ่าวสารนี้ผ ่าน “ผู้นำชุมชน” พ ่อแม่อุปการะเล่าว่า\"ตอนนั้นฟังข่าวจากผู้นำชุมชนและสถานสงเคราะห์ฯก็รู้สึกสงสารจับใจ คิดแค ่ว ่าอยากให้เด็กคนหนึ ่งมีบ้าน ไม่อยากให้เขาต้องโตในสถานสงเคราะห์ เราเป็นคนรักเด็กอยู่แล้ว ลูก ๆ ของเราเองก็โตกันหมด เราคิดว่าเรามีแรง มีความรักที่จะดูแลเขาได้\" เสียงจากหัวใจพ่อแม่อุปการะ: ในวันแรกที่ตัดสินใจรับน้องมาดูแล แรงผลักดันสำคัญคือ “ความสงสาร” และความเชื่อมั่นว่าตนเองมีศักยภาพเพียงพอที่จะเลี้ยงดูเด็กคนหนึ ่งให้เติบโตได้ เนื ่องจากลูกแท้ๆ เริ ่มเติบโตและพึ ่งพาตนเองได้แล้ว ประกอบกับพื้นฐานนิสัยที่รักเด็กเป็นทุนเดิม
- 7 -นิยามของคำว่าลูก: เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้มั่นใจว่าเด็กคนนี้ คือ “ลูกที่แท้จริง” คำตอบที่ได้รับสะท้อนถึงความผูกพันที่ก้าวข้ามสายเลือด“เพราะเราเลี้ยงเขามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ป้อนข้าวป้อนน้ำ เห็นทุกพัฒนาการ จนความสงสารในวันแรกถูกแทนที่ด้วยความรักที ่ไม ่มีเงื่อนไข ความตั้งใจที ่จะส่งคืนสถานสงเคราะห์จึงไม่เคยอยู่ในความคิดของเราเลย”แรงผลักดันเริ่มต้นคือ \"ความเมตตา\" แต่สิ่งที่ทำให้ยั่งยืนคือการยอมรับเด็กเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอย่างแท้จริงศิลปะการสื่อสารความจริง – การสร้างความมั่นคงในใจหนึ ่งในความท้าทายที ่ใหญ ่ที ่สุดของครอบครัวอ ุปการ ะค ือ “การบอกความจร ิงเร ื ่อ งต้นกำเน ิด” ซึ่งครอบครัวนี้ทำได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านความจริงใจเทคนิคการสื่อสาร: พ่อแม่อุปการะไม่ได้เลือกใช้การ “ปิดบัง” แต่เลือกใช้ “ความจริงใจ” เป็นที่ตั้ง เมื่อน้องเริ่มรับรู้เรื ่องครอบครัวที ่แท้จริง พ ่อแม ่จะคอยพูดคุยและย้ำเตือนเสมอว่า
- 8 -“ไม่ว่าหนูจะเกิดมาจากใคร แต่หนูคือคนสำคัญที่สุดของบ้านหลังนี้ พ่อกับแม่จะรักและอยู่เคียงข้างหนูแบบนี้ตลอดไป”การให้ความมั่นคงทางใจ เช่นนี้เอง ทำให้น้องสาไม่รู้สึกว่าตนเองแปลกแยก แต่กลับยิ่งรักและกตัญญูต่อพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมามากขึ้นแม้ในวันที ่ได้รับรู้เรื ่องราวเกี ่ยวกับครอบครัวผู้ให้กำเนิด แต่น้องสากลับก้าวข้ามความสงสัยนั้นได้อย ่างสง่างาม น้องสะท้อนว่า\"ความรักและความอบอุ่นที่ได้รับจากพ่อและแม่ที่นี่มันมากพอ จนทำให้หนูไม่รู้สึกโหยหาหรือขาดหาย หนูรู้ว่าหนูมาจากไหน แต่หนูรู้ยิ่งกว่าว่าหนูเป็นลูกของใครและใครที่รักหนูที่สุด\"
- 9 -บททดสอบแห่งช่วงวัย – วิกฤตวัยรุ่นและการก้าวข้ามช่วงอายุ 13-18 ปี คือช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด จากบันทึกการเยี ่ยมนิเทศพบว ่ามีความท้าทายเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช ่วงรอยต ่อที ่น้องต้องไปเรียนมหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2564-2565)ความเข้าใจเหนือคำสั่ง : ในวันที ่น้องเริ่มมีโลกส่วนตัวและต้องออกไปอยู่หอพัก พ่อแม่อุปการะยอมรับว่ามี “ความกังวลใจ” สูงมาก ทั้งเรื ่องการใช้ชีวิตและการใช้จ ่ายเงิน แต ่บทเรียนสำคัญที่ได้คือการ “เปลี่ยนบทบาท”พ ่อแม ่เลิกใช้กฎระเบียบที ่เข้มงวด แต ่เปลี ่ยนมาใช้การ “รับฟัง” และ “ไว้ใจ” โดยสร้างเงื ่อนไขร ่วมกันว่าให้รับผิดชอบตนเองให้ดีที่สุด\"ตอนอยู่หอพักครั้งแรกหนูรู้เลยว่าพ่อแม่ห่วงมาก หนูจึงตั้งใจเรียนบัญชีให้จบเพื ่อพิสูจน์ความรับผิดชอบ ตอนนี้หนูเรียนจบปี 4 แล้ว เป้าหมายถัดไปคือการทำงานเลี้ยงดูท่าน เหมือนที่ท่านดูแลหนูมาตลอด หนูอยากเป็นที่พึ่งพาให้ท่านภูมิใจที่สุด\"- น้องสา -
- 10 -ผลลัพธ์ที ่งดงาม : ความไว้ใจที ่พ ่อแม ่มอบให้ กลายเป็นเกราะป้องกันให้น้องสาสามารถบริหารจัดการชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีได้เป็นอย่างดี ความรับผิดชอบ : การเรียนจบบัญชี ปี 4 สะท้อนถึงระเบียบวินัยและความละเอียดรอบคอบจิตสาธารณะ : ในช่วงวิกฤต COVID-19 น้องสาไม ่ได้อยู ่นิ ่งเฉย แต ่ได้นำจิตวิญญาณของการเป็นผู้ให้ (ที่ได้รับมาจากพ่อแม่อุปการะ) ไปช่วยงานพยาบาลจิตอาสาในโรงเรียนที ่พึ ่งของครอบครัว : ปัจจุบันน้องสาไม ่ใช ่เพียงผู้รับ แต่กำลังก้าวสู่การเป็น \"เสาหลัก\" ที่ช่วยดูแลพ่อแม่และจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ในบ้าน เป็นความภูมิใจที่จับต้องได้ของครอบครัวอุปการะเบื้องหลังความสำเร็จ – พลังสนับสนุนเชิงระบบความสำเร็จ 22 ปีนี้ไม ่ได้เกิดจากครอบครัวเพียงลำพัง แต่เกิดจาก “ตาข่ายรองรับ” ที่แข็งแกร่งบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ : บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ที ่โดดเด ่นและเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในเคสนี้ได้ คือ
- 11 -1. ผู้เชื่อมประสานและคัดเลือก (The Matchmaker)นักสังคมสงเคราะห์ทำหน้าที่คัดเลือกครอบครัวอุปการะท ี ่ม ีความพร้อมเชิง \"ทัศนคติ\" ไม ่ใช ่แค ่ฐานะทางการเงิน โดยพิจารณาจากครอบครัวที ่มีพื้นฐานความรักเด็กและมีคนในชุมชนรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและอบอุ่นจริง ๆ2. ผู้หนุนเสริมและประคองใจ (The Empowerer & Supporter) การจัดการวิกฤต : บทบาทนี้เด ่นชัดมากในช ่วงปี 2564-2565 เมื ่อน้องสาต้องไปอยู ่หอพักและครอบครัวเกิดความกังวล นักสังคมสงเคราะห์ได้เข้ามามีส่วนช่วยในการรับฟังและให้คำปรึกษา เพื่อประคองความสัมพันธ์และลดช่องว่างความกังวลระหว่างพ ่อแม่กับเด็ก การให้คำแนะนำเรื่องการสื่อสาร : ช ่วยชี้แนะแนวทางการบอกความจริงเรื ่องครอบครัวผู้ให้กำเนิดแก่น้องสา เพื ่อให้น้องยังคงรู้สึกมั ่นคงทางอารมณ์และผูกพันกับครอบครัวอุปการะอย่างเหนียวแน่น3. ผู้จัดการสวัสดิการ นักสังคมสงเคราะห์ทำหน้าที่ประสานสวัสดิการจากหลายส ่วนเพื ่อให้เด็กเติบโตได้อย ่างไร้รอยต ่อ จากข้อมูลพบว ่ารัฐและมูลนิธิฯ สนับสนุนงบประมาณรวมกว ่า 100,000 บาทต่อปี(รวมเงินอ ุดหน ุน, ค ่าหอพัก, และค ่าธรรมเนียมการศึกษาเทอมละ 10,500 บาท) และยังเป็น \"พี่เลี้ยงทางการเงิน\" ช ่วยสอนเด็กและครอบครัวจัดทำบัญชี
- 12 -รายรับ - รายจ ่าย เพื ่อให้รู้จักวางแผนการเงินและใช้เงินอย่างรู้คุณค่า4. ผู้ติดตามและประเมินผล การเยี ่ยมนิเทศงานเชิงรุก จากบันทึกการเยี่ยมนิเทศงานในอดีต แสดงให้เห็นว่านักสังคมสงเคราะห์ไม่ได้ทำงานแค่ตามระเบียบ แต ่มีการสังเกตพัฒนาการและมองหา \"สัญญาณความเสี่ยง\" ในแต ่ละช ่วงวัย เพื ่อเข้าแทรกแซงและช ่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม5. ผู้วางแผนส่งต่อ การเตรียมความพร้อมสู ่การพึ ่งพาตนเอง เมื ่อน้องสาเข้าสู ่ช ่วงปี 4 และกำลังจะจบการศึกษา นักสังคมสงเคราะห์ได้วางแผนการติดตามผลและเตรียมความพร้อมให้น้องสาสามารถยืนได้ด้วยขาของตัวเอง โดยที่ยังคงความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวอุปการะไว้บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในเคสนี้ไม ่ใช ่แค่เจ้าหน้าที ่รัฐที ่มาตรวจเยี ่ยม แต ่เป็น \"คนกลางที ่เชื่อมรอยต่อ\" ระหว่างนโยบาย งบประมาณ และหัวใจของคนในครอบครัว จนทำให้การดูแลเด็กต ่อเนื ่องยาวนานถึง 22 ปีประสบความสำเร็จอย่างงดงามวิเคราะห์ความคุ้มค่า: การลงทุนในตัวเด็ก 1 คนตลอด 22 ปี อาจดูเป็นตัวเลขที ่สูง แต ่เมื ่อเทียบกับ “ทรัพยากรมนุษย์” ที ่เติบโตมาเป็นนักบัญชีที ่มีคุณภาพ มีจิตอาสา (ตามประวัติที่เป็นจิตอาสาพยาบาลช่วง COVID-19)ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาลต่อสังคม
- 13 -ปัจจัยความสำเร็จ (Key Success Factors) – สรุปจากวงสนทนาจากการล้อมวงสนทนาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 สสว.10 ได้สกัดเอา “หัวใจ” ของโมเดลนี้ออกมาได้ดังนี้1. การเลี้ยงดูด้วยความรักที่ไร้เงื่อนไข สร้างบ้านให้เป็น \"พื้นที่ปลอดภัยทางใจ\" ที่เด็กมั่นใจได้ว่าความรักที่ได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือสถานะใด ๆ2. เปิดใจด้วยความจริง สร้างตัวตนด้วยความรักครอบครัวเลือกที่จะไม่ปิดบังเรื่องอดีต แต่เน้นเติมเต็มความรักในปัจจุบันให้มากพอ จนเด็กไม่รู้สึกว ่าตนเองขาดอะไรไป เมื ่อเด็กมั ่นใจในความรักที ่ได้รับ เขาจึงเติบโตมาด้วยความภาคภูมิใจและกตัญญู โดยไม ่ต้องเสียเวลาค้นหาหรือโหยหาอดีตที่หายไป3. การปรับเปลี่ยนบทบาทตามช่วงวัย ความสามารถของพ ่อแม ่ในการเปลี ่ยนจาก \"ผู้ควบคุมกฎ\" ในวัยเด็ก มาเป็น \"ที่ปรึกษาและผู้ไว้วางใจ\" ในวัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงรอยต่อมหาวิทยาลัย การให้ อิสระที่มาพร้อมความรับผิดชอบ ทำให้เด็กไม ่หลุดออกจากระบบและกล้าเผชิญโลกภายนอก4. ระบบสนับสนุนที่ไร้รอยต่อและนักสังคมสงเคราะห์ที่เป็นเพื่อนคู่คิด การผสานพลังระหว่าง \"งบประมาณ\"ที่ต่อเนื่องจนจบปริญญาตรี (รัฐ + มูลนิธิฯ) เพื่อเป็นตาข ่ายรองรับความมั ่นคงทางเศรษฐกิจ เข้ากับ\"บทบาทเชิงรุกของนักสังคมสงเคราะห์\" ที ่มองเห็นความเสี ่ยงล ่วงหน้า และพร้อมช ่วยเหลือเสมือนเป็น
- 14 -สมาชิกในครอบครัว ช ่วยลดความกังวลด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ทำให้พ่อแม่โฟกัสกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของเด็กได้อย่างเต็มที่5. พลังของเครือข่ายชุมชน การที ่ชุมชน (ผู้นำชุมชน/เพื่อนบ้าน) ยอมรับและมองน้องสาเป็น \"ลูกหลานของช ุมชน\" ผ ่านกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม (เช ่น มโนราห์และกิจกรรมโรงเรียน) ช ่วยลดอคติและสร้างที่ยืนที่สง่างามให้เด็กในสังคมพลังแห ่งความกตัญญูและการส ่งต ่อคุณค่าเราไม ่อาจละเลยตัวแปรสำคัญค ือ \"ตัวน้องสา\" เองความกตัญญูที่เปลี่ยนเป็นพลัง น้องสาทราบถึงความเหนื่อยยากของพ่อแม่และตระหนักในโอกาสและคุณค่าของตนเอง จึงเปลี ่ยนความกดดันเป็นความรับผิดชอบ (เรียนจบปี 4 บัญชี) และการเป็นจิตอาสาช ่วง COVID-19 สะท้อนว่าน้องได้รับการส่งต่อ \"จิตวิญญาณของผู้ให้\" มาอย่างสมบูรณ์
- 15 -ก้าวต่อไปของครอบครัวอุปการะคำพูดทิ้งท้ายจากครอบครัวเมื ่อถามว ่าอยากเห็นน้องประสบความสำเร็จแบบไหน พ่อแม่ตอบเพียงสั้นๆ แต่กินใจว่า“อยากให้เขาเป็นคนดี มีอาชีพที่มั่นคงเลี้ยงตัวได้ และเป็นที่พึ่งพาของผู้อื่นเหมือนที่เขาเคยได้รับมา”นี่คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อ \"กฎหมาย\" และ \"สวัสดิการ\" มาพบกับ \"หัวใจที ่เปี ่ยมความเมตตา\" ผลลัพธ์ที ่ได้คือทรัพยากรมนุษย์ที่งดงามและยั่งยืนอย่างที่สุด
- 16 -ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้บริหาร เสนอให้ปรับเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กในครอบครัวอุปการะให้สอดคล้องกับค ่าครองชีพจริง และขยายการสนับสนุนทุนการศึกษาจนจบปริญญาตรีอย่างเป็นระบบ พัฒนาครอบครัวต้นแบบ (เช่นเคสนี้) ให้เป็นวิทยากรพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อขยายผลครอบครัวอุปการะคุณภาพใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เพิ่มสัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่อจำนวนเคส เพื่อให้การนิเทศงานมีความลึกซึ้ง (Intensive Care) มากกว่าการติดตามตามรอบระยะเวลา
- 17 -คู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP)สำหรับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่เพื ่อให้ \"สิชลโมเดล\" สามารถนำไปใช้ได้จริง เจ้าหน้าที่ควรดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้การเตรียมความพร้อม คัดกรองด้วยความจริง บ่มเพาะด้วยความเข้าใจก ่อนจะไปถึงการคัดเลือก เจ้าหน้าที ่ควรมีกระบวนการ \"สร้างความเข้าใจที ่ตรงกัน\" ระหว ่างรัฐและผู้ที่สนใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้❖ การให้ข้อมูลความเป็นจริง เจ้าหน้าที ่ต้องให้ข้อมูลเรื ่อง \"ความท้าทาย\" ที ่อาจเกิดขึ้น เช ่น ปัญหาพฤติกรรมเด็กที ่เกิดจากบาดแผลในใจ (Trauma), ปัญหาสุขภาพ หรือความซับซ้อนทางกฎหมาย เพื่อให้ครอบครัวประเมินศักยภาพของตนเองอย ่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ❖ การชี้แจงสิทธิและหน้าที่ อธิบายบทบาทของครอบครัวอุปการะว ่าคือ \"ผู้ดูแลชั ่วคราวที ่มีคุณภาพ\" (ไม ่ใช่เจ้าของเด็กโดยเด็ดขาด) ชี้แจงบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ที ่จะต้องเข้ามานิเทศงานอย ่างต ่อเนื ่อง เพื่อลดความรู้สึกว่าถูก \"จับผิด\" ในภายหลัง
- 18 -❖ การเตรียมใจสมาชิกทุกคนในบ้าน ต้องมีการพูดคุยกับลูกแท้ ๆ หรือผู้สูงอายุในบ้านของผู้ขออุปการะ เพื่อให้ทุกคนยอมรับและพร้อมที่จะต้อนรับสมาชิกใหม่ที่จะเข้ามาในฐานะ \"คนในครอบครัว\"❖ แบบประเมินความพร้อมเบื้องต้น (Self-Assessment) ให้ครอบครัวประเมินตัวเองการเสาะหาและการจับคู่ที่เหมาะสม (Matching)การวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของเด็ก (เช่น ส ุขภาพ, อ ุปนิสัย) ให้ตรงกับศักยภาพและความถนัดของครอบครัว เพื ่อลดความเสี ่ยงในการ \"ส ่งคืนเด็ก\" ภายหลัง❖ หัวใจ : ไม ่มองเพียงฐานะ แต ่เน้น \"ทัศนคติ\" และ \"ความยินยอมของทุกคนในบ้าน\"❖ การปฏิบัติ: ใช้เครือข ่ายชุมชนตรวจสอบพฤติกรรมเชิงลึก และทำ Matching ระหว่างบุคลิกเด็กกับวิถีชีวิตครอบครัว
- 19 -การสร้างความมั่นคงทางใจและการสื่อสารความจริง❖ หัวใจ : สร้างพื้นที่ปลอดภัย และความโปร่งใส❖ การปฏิบัติ : อบรมครอบครัวเรื ่อง \"การสื ่อสารเรื่องรากเหง้า\" และเทคนิคการเลี้ยงดูเด็กที ่ผ่านภาวะวิกฤต รวมถึงการจัดกิจกรรมสร้างความผูกพัน การสนับสนุนเชิงระบบและดูแลเชิงรุก❖ หัวใจ : ลดภาระ ลดความกังวลของครอบครัว และป้องกันความเสี่ยง❖ การปฏิบัติ: ติดตามงบประมาณให้ต่อเนื่องไร้รอยต่อ และเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่เป็น \"พยากรณ์ความเสี่ยง\"โดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (รอยต่อการศึกษา/วัยรุ่น) พร้อมระบบช่วยเหลือยามวิกฤต และการประสานงานกับ โรงเรียน (ครูแนะแนว/ครูประจำชั้น) และสถานพยาบาลในพื้นที่ เพื่อให้ช่วยสังเกตพฤติกรรมเด็กในมิติที ่พ ่อแม ่หรือนักสังคมสงเคราะห์อาจมองไม่เห็น การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้การ \"พยากรณ์ความเสี่ยง\" แม่นยำขึ้น
- 20 -การบ่มเพาะทักษะชีวิตและปรับบทบาท❖ หัวใจ : จาก \"ผู้ปกครอง\" สู่ \"ที่ปรึกษา\"❖ การปฏิบัติ: เน้นการฝึกทักษะการบริหารเงินและวินัย (Life Skills) ให้เด็ก โดยเจ้าหน้าที ่ช ่วยปรับทัศนคติครอบครัวให้ปล ่อยวางการควบคุมและเน้นการให้คำปรึกษาแทนการติดตามผลหลังพึ่งพาตนเอง❖ หัวใจ : ความสัมพันธ์ไม่สิ้นสุดแม้บรรลุนิติภาวะ❖ การปฏิบัติ: ติดตามผลหลังเด็กเรียนจบ 1 - 2 ปี เพื ่อให้มั ่นใจว ่าเด็กยืนได้มั ่นคง และชวนครอบครัวนี้มาเป็น \"ครอบครัวพี่เลี้ยง\" (Mentor) ให้กับครอบครัวรายใหม่
- 21 -ต้นแบบการปฏิบัติงานระดับพื้นที่
- 22 -ภาคผนวกเอกสารทางกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ ว่าด้วยการสงเคราะห์เด็กแบบครอบครัวอุปถัมภ์ พ.ศ. 2544 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 แนวปฏิบัติการดำเนินงานครอบครัวอุปถัมภ์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เครื่องมือปฏิบัติงาน (Toolkit) สำหรับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่1. บันทึกช่วยจำ (Cheat Sheet) : SOP 0-5 การเสริมพลังครอบครัวอุปถัมภ์ Gate 0 : เน้น \"ความจริง\" (Reality Check) คุยเรื่อง Trauma และกฎหมายก่อนเริ่ม Step 1 : \"Matching\" จับคู ่บุคลิกเด็กกับไลฟ์สไตล์ครอบครัว Step 2 : \"Identity\" อบรมพ ่อแม ่เรื ่องการบอกความจริงอย่างจริงใจ
- 23 - Step 3 : \"Monitoring\" ต ิดตามเง ินอ ุดหนุนอย ่าให้ขาด และ \"พยากรณ ์ความเส ี ่ยง\" ช่วงรอยต่อมหาวิทยาลัย Step 4 : \"Life Skills\" ฝึกเด็กบริหารเงิน และเปลี่ยนพ่อแม่เป็น \"ที่ปรึกษา\" Step 5 : \"After Care\" ติดตามหลังเรียนจบ 1 - 2 ปี และชวนเป็น \"ครอบครัวพี่เลี้ยง\"2. ตัวอย่างแบบฟอร์ม : แบบประเมินความพร้อมครอบครัวอุปการะ (Family Readiness Checklist)(สำหรับเจ้าหน้าที่ใช้ประเมินเบื้องต้น) สมาชิกทุกคนในบ้านรับทราบและยินยอม (Consensus) มีทัศนคติเชิงบวกต ่อเด็กที ่ไม ่ได้มาจากสายเลือด (Empathy-based Attitude) พื้นที ่ในบ้านเอื้อต ่อการเติบโตและมีความปลอดภัย (Physical Safety) ความมั ่นคงทางรายได้เบื้องต้น (Financial Stability)3. ตัวอย ่างแบบฟอร์ม : แบบบันทึกเสียงสะท้อนจากหัวใจเด็ก (Child’s Perspective Record)(เน้นการสังเกตและพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ) หัวข้อที่ 1 : ความรู้สึกที่มีต่อบ้านหลังนี้ (Sense of Belonging)
- 24 - หัวข้อที่ 2 : ความกังวลหรือสิ่งที่อยากขอให้ช่วย (Current Concerns) หัวข้อที ่ 3 : เป้าหมายหรือความฝันในอนาคต (Future Aspirations)ข้อมูลสนับสนุนและหลักฐานเชิงประจักษ์1. รายชื่อหน่วยงานประสานงาน (เครือข่าย 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน) พมจ. นครศรีธรรมราช :โทร. 0 7535 6165 สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช :โทร. 0 7535 6166 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช :โทร. 0 7535 7990 พมจ. สุราษฎร์ธานี:โทร. 0 7727 3965 สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดสุราษฎร์ธานี:โทร. 0 7735 6020 - 21 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี:โทร. 0 7735 5092 - 3 พมจ. ชุมพร : โทร. 0 7750 3466 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชุมพร :โทร. 0 7750 6782
- 25 - พมจ. ระนอง :โทร. 0 7780 0113 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดระนอง :โทร. 0 7781 0347 พมจ. พังงา :โทร. 0 7648 1449 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา :โทร. 0 7648 6814 - 6 พมจ. ภูเก็ต :โทร. 0 7621 1546 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต :โทร. 0 7621 3315, 0 7621 8165 พมจ. กระบี่ :โทร. 0 7561 1139 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกระบี่ :โทร. 0 7561 2323
- 26 -2. ตารางสรุปการสนับสนุนงบประมาณ (กรณีศึกษา 22 ปี)รายการสนับสนุนรายละเอียดการเบิกจ่ายหน่วยงานสนับสนุนค่าตอบแทนเลี้ยงดูเด็ก2,000 บาท/เดือน (24,000/ปี)งบประมาณรัฐ/พม.ค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวัน2,000 บาท/เดือน (24,000/ปี)มูลนิธิสงเคราะห์เด็กฯค่าหอพัก (มหาวิทยาลัย)2,000 บาท/เดือน (24,000/ปี)มูลนิธิสงเคราะห์เด็กฯค่าเทอม/อุปกรณ์การศึกษาตามจ่ายจริง (เฉลี่ย 23,000/ปี)มูลนิธิสงเคราะห์เด็กฯ
- 27 -3. บันทึกถ้อยคำสัมภาษณ์ฉบับเต็มhttps://shorturl.asia/G6mgaคุณแม่อุปการะ : \"ความสงสารในวันแรกถูกแทนที่ด้วยความรักที่ไม ่มีเงื่อนไข... ความตั้งใจที่จะส่งคืนสถานสงเคราะห์จึงไม่เคยอยู่ในความคิดของเราเลย\"น้องสา : \"หนูรู้ว่าหนูมาจากไหน แต่ความรักที ่พ ่อแม ่ให้มาตลอด 22 ปี มันยิ ่งใหญ ่จนคำว่า 'ลูกนอกไส้' ไม่มีผลกับใจหนูเลย... เป้าหมายของหนูคือ เรียนจบเพื่อไปเลี้ยงดูท่าน\"
- 28 -ภาพประกอบ
- 29 -
- 30 -
- 31 -
- 32 -
- 33 -ขอขอบคุณนางสาวชนานันท์ วุฒิทวี ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ เด็กชายบ้านศรีธรรมราชนางกันถ์ฏกาญจน์ กวีพันธ์ นักสังคมสงเคราะห์นายสมศักดิ์ ชูประสงค์ พ่ออุปการะนางเรียง ชูประสงค์ แม่อุปการะนางสาวภานุชนารถ สิงห์เถื่อน (น้องสา)ผู้นำชุมชนและเพื่อนบ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
- 34 -คณะผู้จัดทำที่ปรึกษานายสุพิพัฒน์ อนุราช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 10นางสาวจิรัชยา ศุทธางกูร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษคณะทำงานนางสาวพนิดา แซ่ตั้ง นักพัฒนาสังคมชำนาญการนางสาวกมลวรรณ บุญทัน นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการนางสาวนิศากร หนูนวล นักพัฒนาสังคมจัดทำและเรียบเรียงนางสาวกมลวรรณ บุญทัน นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการออกแบบและประชาสัมพันธ์นางสาวนิศากร หนูนวล นักพัฒนาสังคมจัดพิมพ์และเผยแพร่สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 10ปีที่พิมพ์ : เมษายน 2569
- 35 -