The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 1สารรอบตัว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jubjang_dz, 2022-07-14 08:29:17

หน่วยที่ 1สารรอบตัว

หน่วยที่ 1สารรอบตัว

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๑ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์
สารรอบตวั หน่วยของสิง่ มชี วี ิต
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๓
การดารงชวี ติ ของพืช

นางสาวอจั ฉริยา เทย่ี งอยู่

20 พ.ค.65 ๑หน่วยการเรียนรทู้ ่ี

สารรอบตัว

สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

• อธิบายสมบตั ทิ างกายภาพบางประการของธาตโุ ลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ โดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ท่ไี ด้จากการสงั เกตและการทดสอบ และใช้สารสนเทศทีไ่ ด้จาก

แหลง่ ขอ้ มลู ต่าง ๆ รวมทั้งจดั กลมุ่ ธาตุโลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ
• วเิ คราะหผ์ ลจากการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ และธาตุกมั มันตรังสที ีม่ ตี ่อสิ่งมชี ีวติ สิ่งแวดลอ้ ม เศรษฐกิจและสังคม จากขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้
• ตระหนักในคณุ คา่ ของพชื ทีม่ ีตอ่ ส่งิ มีชวี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม โดยการรว่ มกนั ปลูกและดูแลรักษาตน้ ไม้ในโรงเรยี น
• เปรียบเทยี บจุดเดอื ด จดุ หลอมเหลวของสารบริสทุ ธ์แิ ละสารผสม โดยการวัดอุณหภมู ิ เขียนกราฟ แปลความหมายขอ้ มลู จากกราฟหรือสารสนเทศ
• อธบิ ายและเปรียบเทยี บความหนาแน่นของสารบริสุทธแ์ิ ละสารผสม
• ใชเ้ คร่อื งมือวดั มวลและปรมิ าตรของสารบรสิ ุทธแ์ิ ละสารผสม
• อธิบายเก่ยี วกับความสัมพันธ์ระหวา่ งอะตอม ธาตุ และสารประกอบ โดยใชแ้ บบจาลองและสารสนเทศ
• อธบิ ายโครงสรา้ งอะตอมท่ปี ระกอบดว้ ยโปรตอน นิวตรอน และอิเลก็ ตรอน โดยใช้แบบจาลอง
• อธบิ ายและเปรียบเทียบการจดั เรียงอนภุ าค แรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนทขี่ องอนภุ าคของสสารชนดิ เดยี วกนั ในสถานะของแขง็ ของเหลว และแกส๊ โดยใช้

แบบจาลอง
• อธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งพลงั งานความรอ้ นกับการเปล่ยี นสถานะของสสาร โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษแ์ ละแบบจาลอง

สมบตั ขิ องสาร

สมบัติของสารแบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ดังน้ี

สมบัติทางกายภาพ

สมบัติทางกายภาพเป็นสมบัตทิ ี่สามารถสังเกตไดจ้ ากภายนอกของ
สาร เช่น สี กลน่ิ รส การละลาย ความแขง็ การนาไฟฟ้า จุดเดอื ด
ความหนาแน่น เปน็ ตน้

สมบัตทิ างเคมี

สมบัตทิ างเคมีเป็นสมบัติทเี่ กิดจากการทาปฏิกิริยาเคมี ซึ่งทาให้
เกิดสารใหมท่ ่ีมอี งค์ประกอบภายในและภายนอกเปล่ียนแปลงไป เช่น
การเกดิ สนมิ การเผาไหม้ ความเป็นกรด-เบสของสาร เป็นต้น

การเผาไหม้ การเกดิ สนมิ เหล็ก น้ามะนาวมฤี ทธ์เิ ปน็ กรด

การจาแนกสาร

การจาแนกสารเพ่อื ระบวุ ่าสารน้นั ๆ เปน็ สารชนิดใด มีเกณฑ์ในการจาแนก ดงั นี้

1. การใช้สถานะเปน็ เกณฑ์

เป็นการจาแนกสารโดยใช้สมบตั ทิ างกายภาพของสาร ซึง่ สารแตล่ ะชนิดมีรูปรา่ งและปริมาตรต่างกนั

เนื่องจาก การจดั เรียงอนภุ าคภายใน ทาให้ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกลุ สง่ ผลให้ อนภุ าคของสารเคลื่อนที่
สารแต่ละชนดิ ไมเ่ หมือนกัน ของสารแตล่ ะชนดิ ไมเ่ ทา่ กนั แตกตา่ งกนั

สารแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 สถานะ ดงั นี้ แก๊ส

ของเหลว อนภุ าค : อย่หู า่ งกันมาก
แรงยึดเหน่ยี ว : น้อยทสี่ ดุ
อนภุ าค : อยู่ใกล้กนั การเคลอื่ นท่ี : เคลื่อนที่ไดอ้ ยา่ งอิสระ
แรงยึดเหนย่ี ว : ปานกลาง รปู รา่ ง : ไมค่ งที่
การเคลือ่ นท่ี : เคลื่อนที่ได้ แต่ไม่อสิ ระ ปรมิ าตร : ไม่คงที่
รูปร่าง : ไม่คงท่ี
ปริมาตร : คงที่ ของแขง็

อนภุ าค : เรียงชิดกัน
แรงยดึ เหน่ยี ว : มากที่สุด
การเคลอ่ื นท่ี : ส่นั อยกู่ ับท่ี
รูปร่าง : คงที่
ปรมิ าตร : คงที่

2. การใชเ้ น้ือสารเปน็ เกณฑ์ จาแนกสารออกไดเ้ ปน็ 2 กลุ่ม ดงั น้ี น้าเต้าหเู้ ปน็ สารเนื้อเดียว
สลดั เปน็ สารเนอื้ ผสม
สารเนื้อเดียว

สารเนือ้ เดียว หมายถงึ สารทม่ี ีเนื้อสารเหมือนกนั ทกุ ส่วน
ทาให้สารมสี มบัติเหมือนกนั ตลอดทุกสว่ น เช่น นา้ เกลอื
ทองคา เป็นต้น

สารเนือ้ ผสม

สารเนือ้ ผสม หมายถงึ สารทีม่ เี นอ้ื สารแตกต่างกัน ทาใหส้ าร
มีสมบตั ไิ ม่เหมอื นกันตลอดทุกสว่ น เช่น นา้ อบไทย นา้ คลอง
ส้มตา เปน็ ตน้

3. การใชข้ นาดของอนุภาคเปน็ เกณฑ์ จาแนกสารออกได้เป็น 3 ประเภท ดงั น้ี

1. สารแขวนลอย 2. คอลลอยด์ 3.สารละลาย

สารผสมท่ีประกอบดว้ ยอนุภาคทม่ี ีเสน้ สารผสมทปี่ ระกอบด้วยอนภุ าคทม่ี ีเส้น สารผสมที่ประกอบด้วยอนภุ าคท่มี ีเส้น
ผ่านศนู ย์กลางมากกว่า 10−4 เซนติเมตร ผา่ นศูนยก์ ลางระหวา่ ง 10−4- 10−7 ผ่านศูนยก์ ลางนอ้ ยกว่า 10−7 เซนตเิ มตร
เชน่ นา้ โคลน นา้ แป้ง เปน็ ต้น เซนติเมตร เช่น น้านม หมอก เป็นตน้ เชน่ น้าเกลือ น้าหวาน นา้ ทะเล เป็นต้น

น้าโคลนเป็นสารแขวนลอย นา้ นมเป็นคอลลอยด์ นา้ ทะเลเปน็ สารละลาย

การเปล่ียนแปลงของสาร

การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ : คือ สารบางชนดิ มีสี กลน่ิ รูปร่าง หรือสถานะเปล่ียนแปลงไปจากเดิม โดยไมเ่ กิดเป็นสารใหม่
การเปล่ียนแปลงทางเคมี : คือ การเปลย่ี นแปลงของสารบางชนิด ท่ีมีผลต่อองคป์ ระกอบเคมภี ายใน ทาให้เกดิ เปน็ สารใหม่

พลังงานความร้อนเปน็ ปัจจัยหนง่ึ ท่สี ่งผลใหส้ มบัตทิ างกายภาพหรือสถานะของสารเปลย่ี นแปลง ดงั นี้

ของแขง็ >> ของเหลว ของเหลว >> แกส๊ แกส๊ >> ของเหลว ของเหลว >> ของแขง็

เรียกอณุ หภูมิน้ีว่า จุดหลอมเหลว เรียกอุณหภูมนิ วี้ ่า จดุ เดอื ด เรยี กอณุ หภูมินีว้ า่ จดุ ควบแนน่ เรียกอณุ หภูมินี้วา่ จดุ เยอื กแขง็
(ซึ่งเป็นอณุ หภมู เิ ดียวกับจุดหลอมเหลว)

การหลอมเหลวของน้าแข็ง การเดือดของนา้ กลายเป็นไอ ไอน้าควบแน่นกลายเปน็ นา้ น้าแข็งตวั กลายเป็นนา้ แข็ง

การเยอื กแข็ง ของแขง็ การหลอมเหลว

ของเหลวเปลยี่ นสถานะเป็นของแขง็ ท่ีอุณหภูมิหนึ่ง แขง็ ตวั หลอมเหลว ของแข็งเปลยี่ นสถานะเปน็ ของเหลวทอ่ี ุณหภูมหิ นึง่

เรียกวา่ จุดเยอื กแข็ง เรียกว่า จุดหลอมเหลว

ของเหลว

ควบแนน่ ระเหย

การควบแน่น การเดอื ด

แกส๊ เปลย่ี นสถานะเปน็ ของเหลวท่อี ณุ หภูมิหนึง่ ของเหลวเปล่ียนสถานะเปน็ แกส๊ ที่อุณหภูมิหนึ่ง

เรียกวา่ จดุ ควบแนน่ เรียกว่า จุดเดือด

แก๊ส

การเปล่ียนสถานะของน้าในธรรมชาติ 2 เมือ่ ไอน้าในอากาศมอี ณุ หภูมติ า่ ลง
จะควบแนน่ กลายเป็นละอองนา้
1 เม่อื นา้ ในแหลง่ นา้ ไดร้ บั ความรอ้ นจาก และรวมตัวกันเป็นเมฆ

ดวงอาทิตย์ น้าจะระเหยกลายเป็นไอน้า 3 เม่ือละอองน้าในช้ันเมฆตกลงมาเป็น
ลอยขน้ึ ไปในอากาศ หยดน้า กระทบกบั อากาศท่มี ีอณุ หภูมติ ่า
ทาใหห้ ยดน้ากลายเปน็ ลกู เห็บ
4 เม่ือลกู เหบ็ ได้รับความรอ้ นจาก
ดวงอาทิตย์ ลกู เห็บจะหลอมละลาย
กลายเปน็ นา้ แล้วไหลลงสนู่ า้

สารบริสทุ ธ์ิ

สารบริสทุ ธ์ิ แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ดังน้ี
1. ธาตุ คือ สารบริสุทธ์ทป่ี ระกอบด้วยอะตอมเพยี งชนิดเดียว ไมส่ ามารถแยกหรือสลายออกเปน็ สารอ่ืนได้

ธาตแุ ตล่ ะชนดิ มสี มบตั ติ ่างกนั และบางชนดิ มีความคลา้ ยคลึงกนั เมื่อพจิ ารณาสมบตั ิของธาตุ จะแบง่ ธาตุไดเ้ ปน็ 3 กลุ่ม ดงั น้ี

ธาตุโลหะ ธาตุก่ึงโลหะ ธาตอุ โลหะ

เป็นธาตุท่มี สี ถานะเปน็ ของแขง็ ท่ี เป็นธาตุที่มีสมบัติบางประการเหมอื นโลหะ เปน็ ธาตุทมี่ ที ง้ั 3 สถานะ คอื ของแขง็
อุณหภมู หิ ้อง (ยกเวน้ ปรอท) มผี ิวมันวาว และบางประการเหมือนอโลหะ ซงึ่ นาไฟฟ้า ของเหลว แกส๊ และมีสมบตั ิตรงขา้ มกับ
นาไฟฟา้ และความร้อนไดด้ ี นยิ มนามาใช้ ไม่ดีเม่อื อย่ใู นอณุ หภูมหิ อ้ ง แต่จะนาไฟฟา้ ธาตุโลหะ เช่น ผวิ ไมม่ ันวาว ไมน่ าไฟฟา้
ในงานกอ่ สร้าง ได้ดีเม่อื อณุ หภูมิสงู ขน้ึ และความร้อน เปราะและแตกหกั งา่ ย

สารบรสิ ุทธิ์

ธาตุโลหะ กึง่ โลหะ และอโลหะ ท่มี เี ลขอะตอมสูงกวา่ 83 จะสามารถแผร่ งั สีได้ เรียกธาตเุ หลา่ นี้ว่า ธาตุกมั มันตรงั สี
และเรยี กรงั สที แ่ี ผอ่ อกมาจากธาตวุ า่ กมั มันตภาพรงั สี

กัมมันตภาพรังสี มี 3 ประเภท ดังนี้

๑ รังสีแอลฟา
อนภุ าคแอลฟามีโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 อนภุ าค มีอานาจทะลุทะลวงต่า ไมส่ ามารถทะลุผ่านแผ่นกระดาษบาง ๆ ได้

๒ รงั สีบีตา
อนุภาคบีตาเกดิ จากการสลายตวั ของนวิ เคลียสทีม่ ีจานวนโปรตอนมากหรือน้อยเกินไป มอี านาจทะลทุ ะลวงสงู แตไ่ มส่ ามารถทะลผุ า่ น
แผน่ อะลมู ิเนยี มหนา 2 มิลลิเมตรได้

๓ รงั สีแกมมา
อนภุ าคแกมมาไมม่ ปี ระจุและมวล มอี านาจทะลทุ ะลวงสงู กวา่ รังสีบีตามาก แต่ไม่สามารถทะลุผ่านแผน่ ตะก่ัวหนา 10 เซนติเมตรได้

รังสีท่ีแผอ่ อกมาจากธาตุมพี ลงั งานสูง และมอี านาจทะลุทะลวงในระดับทแ่ี ตกต่างกนั
สามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ ห้เกดิ ประโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆ ดงั นี้

ดา้ นอุตสาหกรรม ดา้ นการแพทย์ ด้านการเกษตร ดา้ นธรณวี ทิ ยา

ตัวอยา่ งเช่น ตัวอย่างเช่น ตัวอยา่ งเช่น ตวั อย่างเชน่

การใชร้ ังสีแกมมา่ หารอยรวั่ การใช้ไอโอดีน–131 ตรวจ การใชโ้ คบอลต์-60 การใชค้ าร์บอน–14
ของทอ่ ลาเลยี งนา้ ความผดิ ปกติของต่อมไทรอยด์ ยับย้งั การเจรญิ เติบโต หาอายขุ องซากวัตถุโบราณ
เชอื้ จุลินทรยี ใ์ นอาหาร

สารบรสิ ุทธิ์

2. สารประกอบ คอื สารบรสิ ุทธ์ทเี่ กิดจากอะตอมของธาตตุ ้ังแต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไปมารวมกันทางเคมี โดยมีอัตราส่วน

โดยมวลคงที่กลายเป็นสารใหมท่ มี่ สี มบัติแตกต่างไปจากธาตทุ ่เี ป็นองคป์ ระกอบเดิม

สตู รเคมขี องสารประกอบบางชนดิ

สารประกอบ สูตรเคมขี องสารประกอบ
โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ)
โพแทสเซยี มไฮดรอกไซด์ (ดา่ งคลี) NaOH
แคลเซยี มไฮดรอกไซด์ (นา้ ปูนใส) KOH
โซเดยี มคลอไรด์ (เกลือแกง) Ca(OH)2
โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (ดา่ งทับทิม) NaCl
แคลเซียมคาร์บอเนต (หินปนู ) KMnO4
กรดคาร์บอนกิ CaCO3
กรดไฮโดรคลอริก (กรดเกลอื ) H2CO3
HCl

สารผสม

สารผสม แบ่งออกเปน็ 3 ชนดิ ดังน้ี
๑ สารละลาย

เปน็ สารผสมเน้อื เดียวทปี่ ระกอบดว้ ยสารตั้งแต่ 2 ชนิดขน้ึ ไปมารวมเป็นเน้อื เดยี ว และมีสมบัตเิ หมือนกนั ทกุ ส่วน เช่น น้าเกลอื
นา้ หวาน เป็นตน้

๒ สารแขวนลอย

เป็นสารผสมที่เกิดจากสาร 2 ชนดิ รวมกนั โดยโมเลกุลของสารมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกวา่ 10−4 เซนติเมตร ลอยกระจาย
อย่ใู นสารอีกชนิดหนึง่ ถ้ามองดูด้วยตาเปล่าจะมีลักษณะขนุ่ เมอื่ ตงั้ ท้งิ ไว้อนภุ าคจะตกตะกอน เช่น นา้ โคลน นา้ แปง้ เป็นต้น

๓ คอลลอยด์

เป็นสารผสมท่เี กดิ จากสาร 2 ชนิดรวมกัน โดยโมเลกลุ ของสารมีขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 10−4- 10−7 เซนติเมตร เชน่ หมอก
น้าสลดั เป็นต้น

สารผสม

โมเลกุลของสารในสารแขวนลอยและคอลลอยดม์ ีขนาดใหญ่

เมื่อมลี าแสงสอ่ งผา่ นสารทงั้ สองชนิด จะทาให้เกิดปรากฏการณ์ทินดอลล์

สารคอลลอยด์อกี ชนิดหนึ่งท่เี กดิ ซึง่ ต้องมีตวั ประสาน
จากการผสมกันของของเหลวตั้งแต่ ให้ของเหลวท้ังสองรวมกนั ได้
2 ชนดิ ที่ไมล่ ะลายซึง่ กนั และกนั

เรยี กว่า อิมัลชนั (emulsion) เรยี กว่า อิมลั ซไิ ฟเออร์ (emulsifier)

สมบตั ิของสารบรสิ ทุ ธ์แิ ละสารผสม

จดุ เดอื ด อณุ หภมู ิ

สารบรสิ ุทธิ์มีจุดเดือดคงท่ี แต่ในทางกลับกนั สารผสมมจี ุดเดอื ดไมค่ งที่ เนอ่ื งจากสารผสมเกดิ จากสาร สารผสม
ตง้ั แต่ 2 ชนิด มาผสมกนั โดยสารทม่ี จี ุดเดือดต่าจะระเหยเร็วกว่าสารทมี่ ีจดุ เดอื ดสงู ส่งผลให้อัตราสว่ นระหวา่ ง สารบรสิ ุทธ์ิ
สารทมี่ าผสมเปลี่ยนแปลงไป สารท่มี ีจดุ เดอื ดสงู จงึ มีปรมิ าณมากกว่าทาให้จุดเดอื ดสูงขนึ้ เร่อื ย ๆ ดังกราฟ
จุดเดือด
จดุ หลอมเหลว อณุ หภูมิ
สารบรสิ ุทธิ์
สารบริสุทธ์ิจะมีจุดหลอมเหลวคงที่ และมีช่วงอุณหภูมิการหลอมเหลวแคบ แตใ่ นทางกลับกนั สารผสม สารผสม
จะมีจดุ หลอมเหลวไม่คงที่ และมชี ว่ งอณุ หภูมกิ ารหลอมเหลวกว้าง ดังกราฟ
จดุ หลอมเหลว
ความหนาแนน่

สารบริสุทธ์จิ ะมีความหนาแนน่ คงท่ี แตส่ ารผสมมคี วามหนาแน่นไมค่ งท่ี





คาถาม

1. สารรอบตวั นกั เรยี น ท่ีมีสถานะเป็นของแข็ง มีอะไรบา้ ง บอกมา 5 ชนิด
ตอบ 1. ดินสอ 2. ปากกา 3.โทรศพั ทม์ ือถือ 4........... 5.............

2. สารรอบตวั นกั เรยี น ท่ีมีสถานะเป็นของเหลว มีอะไรบา้ ง บอกมา 5 ชนิด
ตอบ 1.นา้ เปลา่ 2. นา้ มนั 3. นม 4. นา้ ยาลา้ งจาน 5.นา้ ปลา

3. สารรอบตวั นกั เรยี น ท่ีมีสถานะเป็นก๊าซ (Gas) มีอะไรบา้ ง บอกมา 5 ชนิด
ตอบ 1.ก๊าซออกซิเจน 2. ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ 3.ก๊าซไฮโดรเจน

4.ก๊าซไนโตรเจน 5. ก๊าซมีเทน












Click to View FlipBook Version