พระราชกรณียกิจของ
พระมหากษัตริย์ไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทำโดย
นาย เจนณรงณ์ ประสานพิมพ์ ม.4/7 เลขที่8
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือ ขุนรามราช เป็ น
พระมหากษั ตริย์ พระองค์ที่ 3 ใน ราชวงศ์ พระร่วง แห่ง ราช
อาณาจักรสุ โขทัย เสวยราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822 ถึง
ประมาณ พ.ศ. 1842 พระองค์ทรงเป็ นกษั ตริย์พระองค์แรก
ของไทยที่ได้รับการยกย่องเป็ น "มหาราช" ด้วยทรงบำเพ็ญ
พระราชกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน ทรง
รวบรวมอาณาจักรไทยจนเป็ นปึ กแผ่นกว้างขวาง ทั้งยังได้
ทรงประดิษฐ์ ตัวอักษรไทยขึ้น ทำให้ชาติไทยได้สะสมความรู้
ทางศิ ลปะ วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ สื บทอดกันมากกว่า
เจ็ ดร้ อยปี
ด้านการเมืองการปกครอง
ปรากฏข้อความในศิ ลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่าพ่อขุน
รามคำแหงมหาราชทรงใช้ พระราชอำนาจในการยุ ติ ธรรมและ
นิ ติ บั ญญั ติ ไว้ ดั งต่ อไปนี้
1) ราษฎรสามารถค้าขายได้โดยเสรี เจ้าเมืองไม่เรียกเก็บ
จังกอบหรือภาษี ผ่านทาง
2) ผู้ใดล้มตายลง ทรัพย์มรดกก็ตกแก่บุตร
3) หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็ นธรรมในกรณีพิพาท ก็มีสิ ทธิไป
สั่ นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าประตูวังเพื่อถวายฎีกาต่อพระมหา
กษั ตริย์ได้ พระองค์ก็จะทรงตัดสิ นด้วยพระองค์เอง
นอกจากนี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังทรงใช้พุ ทธศาสนา
เป็ นเครื่องช่วยในการปกครอง โดยได้ทรงสร้าง "พระแท่นม
นังคศิ ลาบาตร" ขึ้นไว้กลางดงตาล เพื่อให้พระเถรานุเถระ
แสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันพระ ส่ วนวันธรรมดา
พระองค์จะเสด็จประทับเป็ นประธานให้เจ้านายและข้าราชการ
ปรึ กษาราชการร่ วมกั น
ด้ านเศรษฐกิ จและการค้ า
โปรดให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า “สรีดภงส์ ” เพื่อนำน้ำไป
ใช้ในตัวเมืองสุ โขทัยและบริเวณใกล้เคียง โดยอาศั ยแนวคัน
ดินที่เรียกว่า “เขื่อนพระร่วง” ทำให้มีน้ำสำหรับใช้ในการเพาะ
ปลูกและอุปโภคบริโภคในยาม ที่บ้านเมืองขาดแคลนน้ำ
ทรงส่ งเสริมการค้าขายอย่างเสรีภายในราชอาณาจักรด้วย
การไม่เก็บภาษี ผ่านด่าน
ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ทรงเจริญสั มพันธไมตรีกับมหาอำนาจอย่าง "จีน" โดย
นอกจากการเพิ่มพู นสั มพันธไมตรีตามปกติแล้ว ยังโปรดให้
นำช่ างจากชาวจี นมาเพื่ อก่ อตั้ งโรงงานตั้ งเตาทำถ้ วยชามทั้ ง
เพื่อใช้ในประเทศ และสามารถส่ งออกไปยังประเทศใกล้เคียง
ได้ด้วย ถ้วยชามที่ผลิตในยุคนี้เรียกว่า "ชามสั งคโลก"
ด้านศาสนาและวัฒนธรรม
ทรงคิดประดิษฐ์ อักษรไทยขึ้นใช้แทนตัวอักษรขอมที่เคยใช้กัน
มาแต่เดิม เมื่อ พ.ศ. 1826 เรียกว่า “ลายสื อไทย” และได้มี
การพัฒนาการมาเป็ นลำดับจนถึงอักษรไทยในยุคปั จจุบัน
ทำให้ คนไทยมี อั กษรไทยใช้ มาจนถึ งทุ กวั นนี้
โปรดให้จารึกเรื่องราวบางส่ วนที่เกิดในสมัยของพระองค์ โดย
ปรากฏอยู่ในศิ ลาจารึกสุ โขทัยหลักที่ 1 ทำให้คนไทยยุคหลังได้
ทราบ และนักประวัติศาสตร์ได้ใช้ศิ ลาจารึกดังกล่าวเป็ นข้อมูล
หลักฐานในการศึ กษาค้นคว้าเรื่องราวประวัติศาสตร์สุ โขทัย
ทรงรับเอาพระพุ ทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ จาก
ลังกา ผ่านเมืองนครศรีธรรมราช มาประดิษฐานที่เมือง
สุ โขทัย ทำให้พระพุ ทธศาสนาวางรากฐานมั่นคงในอาณาจักร
สุ โขทัย และเผยแผ่ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในราชอาณาจักร
สุ โขทัย จนกระทั่งได้กลายเป็ นศาสนาประจำชาติไทยมาจนถึง
ทุ กวั นนี้
ด้านความสั มพันธ์ระหว่างประเทศ
การใช้ความสั มพันธ์ทางด้านการทูตและความสั มพันธ์ทาง
ด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางด้านพระพุ ทธศาสนาแทนการ
ทำสงคราม ทำให้สุ โขทัยมีแต่ความสงบร่มเย็น ไม่เกิดสงคราม
กับแคว้นต่าง ๆ ในสมัยของพระองค์ และได้หัวเมือง
ประเทศราชเพิ่ มขึ้ นอี กด้ วย
ด้านวรรณกรรม
วรรณกรรมสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชสู ญหายไปหมด
แล้ว คงเหลือแต่ศิ ลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง (พ.ศ. 1835)
ซึ่งแม้จะมีข้อความเป็ นร้อยแก้ว แต่ก็มีสั มผัสคล้องจองทำให้
ไพเราะซาบซึ้งตรึงใจ เช่น
...ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว...ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไป
ขาย...เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสิ นท่านบ่ใคร่เดือด
นับเป็ นวรรณคดีเริ่มแรกของกรุงสุ โขทัยซึ่งตกทอดมาถึง
ปั จจุบัน โดยอย่างไรก็ดี ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2520 เป็ นต้นมา มี
ข้อสงสั ยทางวิชาการว่าศิ ลาจารึกดังกล่าวจะมิได้ทำขึ้นใน
สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และมีผู้เสนอว่า พระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพบศิ ลานั้นเมื่อเสด็จ
จาริกธุดงค์ เป็ นผู้ทรงทำศิ ลานั้นขึ้นเพื่อเหตุผลทางการเมือง
ในการสร้ างประวั ติ ศาสตร์ ชาติ ไทยให้ ชาติ ตะวั นตกเห็ นว่ ามี
และรุ่ งเรื องมาอย่ างยาวนาน
พระบาทสมเด็ จพระ
จุ ลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่ หั ว
พระบาทสมเด็ จพระปรมิ นทรมหาจุ ฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช เป็ นพระมหากษั ตริย์สยาม
รัชกาลที่ 5 แห่ง ราชวงศ์ จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวัน
อังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปี ฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน
พ.ศ. 2396 เป็ นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4 ใน พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็ นพระองค์ที่ 1 ใน
สมเด็จพระเทพศิ รินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติเมื่อวัน
พฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปี มะโรง พ.ศ. 2411
เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปี จอ ตรง
กับวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ด้วย โรคพระวักกะ
ด้ านการไปรษณี ย์ โทรเลข
พระบาทสมเด็ จพระจุ ลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่ หั วทรงเห็ นการ
สื่ อสารเป็ นเรื่องสำคัญ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวง
กลาโหมดำเนิ นการก่ อสร้ างวางสายโทรเลขสำหรั บสาย
โทรเลขสายแรกของประเทศเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2418
จากกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ และได้วางสายใต้น้ำต่อยาว
ออกไปจนถึ งประภาคารที่ ปากแม่ น้ำเจ้ าพระยาสำหรั บบอก
ข่าวเรือเข้า - ออก ต่อมาได้วางสายโทรเลขขึ้นอีกสายหนึ่ง
จากกรุงเทพฯ - บางปะอิน และขยายไปทั่วถึงในเวลาต่อมา
สำหรับกิจการไปรษณีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นเป็ นครั้งแรกในวัน
ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2424 มีที่ทำการเรียกว่าไปรษณียาคาร
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเปิ ดดำเนินการอย่างเป็ น
ทางการครั้งแรกในวันที่ 4 สิ งหาคม พ.ศ.2426 หลังจากนั้น
จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมโทรเลขรวมเข้ากับกรมไปรษณีย์ชื่อว่า
กรมไปรษณี ย์ โทรเลข
ด้านการโทรศั พท์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระวิสั ย
ทัศน์ที่ก้าวไกล และพระปรีชาสามารถอย่างมากในการ
พัฒนาประเทศ โดยกระทรวงกลาโหมได้นำโทรศั พท์อัน
เป็ นวิทยาการในการสื่ อสารที่ทันสมัยเข้ามาทดลองใช้เป็ น
ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2424 จากกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ
เพื่อแจ้งข่าวเรือเข้า - ออกที่ปากน้ำต่อมากรมโทรเลขได้
มารับช่วงต่อในการวางสายโทรศั พท์ภายในกรุงเทพฯ ซึ่ง
ใช้เวลา 3 ปี จึงแล้วเสร็จพร้อมเปิ ดให้บริการกับประชาชน
และพั ฒนามาจนกระทั่ งทุ กวั นนี้
ด้านการพยาบาลและสาธารณสุ ข
พระบาทสมเด็ จพระจุ ลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่ หั วมี พระราชดำริ ที่ จะ
สร้ างโรงพยาบาลเพื่ อรั กษาประชาชนด้ วยวิ ธี การแพทย์ แผน
ใหม่ เนื่องจากการรักษาแบบเดิมนั้นล้าสมัย ไม่สามารถช่วย
คนได้อย่างทันท่วงทีทำให้มีผู้เสี ยชีวิตมากมายเมื่อเกิดโรค
ระบาด พระองค์จึงทรงจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นบริเวณริม
คลองบางกอกน้อย อันเป็ นที่ตั้งของพระราชวังบวรสถานพิมุข
หรื อวั งหลั ง
ด้านการขนส่ งและสื่ อสาร
ในปี พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะเสนาบดีและกรมโยธาธิการสำรวจ
เส้ นทาง เพื่อวางรากฐานการสร้างทางรถไฟจาก
กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ มีการวางแผนให้ทางรถไฟสายนี้ตัด
เข้าเมืองใหญ่ๆ ในบริเวณภาคกลางของประเทศแล้วแยก
เป็ นชุมสายตัดเข้าสู่ จังหวัดใหญ่ทางแถบภาค ตะวันออก
เฉียงเหนือ เนื่องจากเป็ นหัวลำโพงเมืองที่เป็ นศู นย์กลาง
ธุ รกิ จการค้ า
การสำรวจเส้ นทางในการวางเส้ นทางรถไฟนี้เสร็จสิ้ นเมื่อปี
พ.ศ. 2434 และในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 พระบาท
สมเด็ จพระจุ ลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่ หั วได้ เสด็ จพระราชดำเนิ นขุ ด
ดินก่อพระฤกษ์ เพื่อสร้างทางรถไฟครั้งแรกที่เกิดขึ้นใน
ประเทศไทย โดยโปรดเกล้า ฯ ให้ทางรถไฟสายนี้เป็ นรถไฟ
หลวงแห่ งแรกของไทย
ด้านการไฟฟ้ า
ทรงเห็นถึงประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดจากการมีไฟฟ้ า
พระองค์จึงทรงมอบหมายให้กรมหมื่นไวยวรนารถเป็ นผู้ริเริ่ม
ในการจ่ายกระแสไฟฟ้ าขึ้นในปี
พ.ศ. 2433 ซึ่งเป็ นการเปิ ดใช้ไฟฟ้ าครั้งแรกของไทย
และปี เดียวกัน (พ.ศ. 2433) มีการก่อตั้งโรงไฟฟ้ าที่วัดเลียบ
หรือวัดราชบูรณะ จนกระทั่งถึงพ.ศ. 2436 ต่อมาเพื่อให้
กิจการไฟฟ้ าก้าวหน้ายิ่งขึ้น รัฐบาลได้โอนกิจการให้ผู้ชำนาญ
ด้านนี้ ได้แก่ บริษั ทอเมริกัน ชื่อ แบงค็อค อิเลคตริกซิตี้ ซิดิ
แคท เข้ามาดำเนินงานต่อ และในปี พ.ศ. 2437 บริษั ท
เดนมาร์กได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้ าเพื่อใช้ใน
การเดินรถรางที่บริษั ทได้รับสั มปทานการเดินรถในเขต
พระนคร ต่อมาบริษั ทต่างชาติทั้ง 2 บริษั ทได้ร่วมกันรับช่วง
งานจากกรมหมื่นไวยวรนาถ และก่อตั้งเป็ นบริษั ทไฟฟ้ าสยาม
ขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นับเป็ นการบุกเบิกไฟฟ้ าครั้งสำคัญของ
ประวัติศาสตร์ไทย ในการเริ่มมีไฟฟ้ าใช้เป็ นครั้งแรก
ด้านการกฎหมาย
กฎหมายในขณะนั้นมีความล้าสมัยอย่างมาก เนื่องจากใช้มา
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และยังไม่เคยมีการชำระขึ้นใหม่ให้
เหมาะสมกับยุคสมัย ทำให้ต่างชาติใช้เป็ นข้ออ้างในการเอา
เปรียบไทยเรื่องการทำสนธิสั ญญาเกี่ยวกับการขึ้นศาล
ตัดสิ นคดีที่ไม่ให้ชาวต่างชาติขึ้นศาลไทย โดยตั้งศาลกงสุ ล
พิจารณาคดีคนในบังคับต่างชาติเอง แม้ว่าจะมีคดีความกับ
ชาวไทยก็ ตาม
ดั งนั้ นพระบาทสมเด็ จพระจุ ลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่ หั วจึ งทรง
โปรดเกล้าฯ สร้างประมวลกฎหมายอาญาขึ้นใหม่เพื่อให้ทัน
สมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ ในปี พ.ศ.2440 พระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง
โรงเรียนกฎหมายแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเป็ นสถานที่
สำคั ญที่ ผลิ ตนั กกฎหมายที่ มี ความรู้ ความสามารถในการ
พัฒนาประเทศ
ด้านการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา
ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำธนบัตรขึ้นเรียกว่า อัฐ เป็ นกระดาษมี
มูลค่าเท่ากับเหรียญทองแดง 1 อัฐ แต่ใช้ได้เพียง 1 ปี ก็เลิกไป
เพราะประชาชนไม่ นิ ยมใช้
ในปี พ.ศ. 2441 ได้มีการผลิตธนบัตรรุ่นแรกออกมา 5 ชนิด
คือ 1,000 บาท 100 บาท 20 บาท 10 บาท 5 บาท ภายหลังมี
ธนบัตรใบละ 1 บาทออกมาด้วย รวมถึงพระองค์โปรดเกล้าฯ
ให้กำหนดหน่วยเงินตรา โดยให้หน่วยทศนิยมเรียกว่า สตางค์
กำหนดให้ 100 สตางค์ เท่ากับ 1 บาท พร้อมกับผลิตเหรียญ
สตางค์ขึ้นมาใช้เป็ นครั้งแรกเรียกว่าเบี้ยสตางค์ มีอยู่ด้วยกัน
4 ชนิด คือ ราคา 20 สตางค์ 10 สตางค์ 4 สตางค์ 2 สตางค์
ครึ่ง ใช้ปนกับเหรียญเสี้ ยว และอัฐ
ต่อมาในปี พ.ศ.2451 ทรงออกประกาศยกเลิกใช้เงินพดด้วง
และทรงออกพระราชบัญญัติมาตราทองคำ ร.ศ.127
ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451
ด้านการศึ กษา
พระบาทสมเด็ จพระจุ ลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่ หั วทรงสนพระทั ยใน
การศึ กษารูปแบบใหม่โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียน
ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึ กษาทั่วกัน เพราะการศึ กษา
สมัยนั้นส่ วนใหญ่ยังศึ กษาอยู่ในวัด เมื่อมีการสร้างโรงเรียน
และการศึ กษาเจริญก้าวหน้าขึ้นเท่ากับเป็ นการบ่งบอกถึง
ความเจริญทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง จึงโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างโรงเรียนหลวงแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2444