The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศีล 227 # 12 (III-31) R

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sakda.fullmoon, 2023-01-16 09:12:15

227 Precept

ศีล 227 # 12 (III-31) R

III รู้ ระวัง ศีล ๒๒๗ พื้นฐาน การ์ตูนเพื่อพระศาสนา โดย ศักดา วิมลจันทร์ ศักดา วิมลจันทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๒


IV


1 รู้ ระวัง ศีล ๒๒๗ การ์ตูนเพื่อพระศาสนา โดย ศักดา วิมลจันทร์ การ์ตูนเป็นสื่อที่น่าสนใจส�ำหรับคนทุกเพศทุกวัย การน�ำเสนอเรื่อง ศีล ๒๒๗ แก่พระภิกษุใหม่และญาติโยม เป็นการ์ตูน ก็เพื่อให้ความ รู้เรื่องศีลเผยแพร่ไปโดยกว้างขวาง โดยการ์ตูนช่วยลดทอนความ เคร่งเครียดของเรื่องราว และช่วยให้จดจ�ำได้ง่าย ด้วยภาพเชิงล้อเลียน และมุขข�ำขัน ขอได้โปรดทราบว่า ภาพและเรื่องราวเชิงล้อเลียนของ การ์ตูนนี้ เป็นไปเพื่อให้พระใหม่และคนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจดี ขึ้น ในเรื่อง ศีล ๒๒๗ ซึ่งเป็นเรื่องส�ำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตประจ�ำวัน ผู้จัดท�ำมิได้มีเจตนาที่จะลบหลู่หรือบิดเบือนพระวินัยแต่ประการใด. สารบัญ • รู้ ระวัง ศีล ๒๒๗ /๓ • ศีลในพุทธศาสนา /๖ • ศีลบารมี /๗ • บทสรรเสริญอานิสงส์ของศีล /๑๐ • ศีลของพระภิกษุ /๑๑ • การบัญญัติพระวินัยหรือสิกขาบท • อานิสงส์ ๑๐ ประการ แห่งการบัญญัติพระวินัย • อาบัติ /๑๔• อาการอาบัติ • ภิกษุที่ไม่ต้องอาบัติ • มหาปเทส ๔ ข้อวินิจฉัยปัญหาที่ยังไม่บัญญัติ/๑๖ • ศีล ๒๒๗ /๑๗ • อภิณหปัจจเวกขณธรรม อภิสมาจาร /๙๕


2 รู้ ระวัง ศีล ๒๒๗ ISBN 978-616-394-205-0 ผู้เขียน เรียบเรียง วาดภาพ และออกแบบ ศักดา วิมลจันทร์ ที่ปรึกษา พระครูสังฆกิจพิมล (วัดชลประทานรังสฤษดิ์ฯ จ.นนทบุรี) พระมหาวิสุทธิ านากโร (วัดจากแดง จ.สมุทรปราการ) พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท (ที่พักสงฆ์โพธิ์ฐานพระ จ.ร้อยเอ็ด) พระมหาสนธยา เขมาภิรโต (วัดชลประทานรังสฤษดิ์ฯ) อ.ธฤญเดชา ลิภา (มหาบาลีวิชชาลัย) คุณวิชนี รัตนพันธ์ และเพื่อนกลุ่ม “มหาชาติค�ำหลวง” จัดท�ำโดย ศักดา วิมลจันทร์ (สงวนลิขสิทธิ์) ส�ำนักพิมพ์พื้นฐาน 223/8 อัศวพิเชษฐ์ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ 10170 โทร. 02-884-3445, 081-646-9105 ผู้พิมพ์ บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง จ�ำกัด โทร. 02 584 2241 พิมพ์ครั้งที่ 1 : กันยายน 2558 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 7 : กรกฎาคม 2561 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 2 : ตุลาคม 2558 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 8 : กันยายน 2561 / 10,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 3 : มิถุนายน 2559 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 9 : กรกฎาคม 2562 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 4 : กรกฎาคม 2560 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 10 :ตุลาคม 2562 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 5 : กันยายน 2560 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 11 : มกราคม 2564 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 6 : มีนาคม 2561 / 5,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 12 : มกราคม 2566 / 5,000 เล่ม........................................................................................................................สั่งซื้อทางไปรษณีย์จ�ำนวน 50 เล่มขึ้นไป มีส่วนลดราคาพิเศษ ซื้อมากได้ลดมาก โปรดติดต่อ สนพ.พื้นฐาน หรือ ศักดา วิมลจันทร์ โทร. 081-646-9105 โดยโอนเงินเข้าบัญชี ศักดา วิมลจันทร์ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 211-0-45073-7 ส่งชื่อผู้รับและที่อยู่ พร้อมภาพหลักฐานการโอนเงิน ทาง Line : kruodt, หรือ E-mail : [email protected], หรือ Facebook : Kru Odt .....................................


3 รู้ ระวัง ศีล ๒๒๗ พระภิกษุ คือตัวแทนของพระสงฆ์ ผู้รักษาและเผยแผ่ พระธรรมค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดังนั้น พระรัตนตรัย อัน ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เคารพ สูงสุดของพระพุทธศาสนาจึงรวมกันอยู่ในตัวพระภิกษุ หากไม่มี พระภิกษุ พระพุทธศาสนาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก โอกาสที่จะได้พบเห็น พระพุทธศาสนายิ่งยากกว่า ครั้นได้พบเห็นแล้ว ที่จะได้บวชเป็น พระภิกษุก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ไม่ใช่จะท�ำได้ง่าย เพราะมีเงื่อนไข หลายข้อ เริ่มตั้งแต่ต้องเป็นชาย อายุครบ ๒๐ ปี เป็นต้นไป หาก ไม่ผ่านเกณฑ์ข้อใดเพียงข้อเดียวก็บวชไม่ได้ ครั้นเมื่อบวชแล้ว จะให้ได้บุญกุศลสมบูรณ์ ก็จะต้องรักษาความเป็นพระให้บริสุทธิ์ ด้วยการรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติตัวอยู่ในพระวินัย ที่บัญญัติไว้ถึง ๒๒๗ ข้อ การเป็นพระภิกษุไม่ใช่เพียงการโกนหัว โกนคิ้ว ห่มจีวร แต่อยู่ที่การรักษาศีลให้ได้ครบถ้วนต่างหาก การรักษาศีลให้ได้มั่นคงนั้นต้องอาศัยปัจจัย ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายตัวพระภิกษุเอง ว่าต้องมีศรัทธา มีความเข้าใจ มีวินัย และ ความละอายเกรงกลัวต่อบาป กับ ฝ่ายแวดล้อม ได้แก่ สังคม และญาติโยมที่พบปะด้วย ว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมดูแล ระมัดระวัง ให้พระภิกษุบริสุทธิ์ผ่องแผ้วอยู่ในศีลได้ครบถ้วนเพียงใด


4 การบกพร่องศีลของพระ บางครั้งเกิดจากญาติโยมที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องศีล พระท่านก็เกรงใจ ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือน บางครั้ง ก็เกิดจากความไม่รู้ของพระเอง เจตนาที่หวังจะสร้างบุญกุศลจาก การบวช กลายเป็นสร้างบาป ท�ำร้ายพระศาสนา เพราะความไม่รู้ เรื่อง ศีล ๒๒๗ เท่าที่หาอ่านได้ในที่อื่น เข้าใจยาก เพราะ เป็นภาษาไทยเก่ากึ่งบาลี ในการจัดท�ำนี้ โชคดีที่ได้พบภาคแปล อังกฤษของหนังสือ นวโกวาท พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหา สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลโดย พระภิกขุปัญญาวัฑโฒ๑ ซึ่งอ่านได้เข้าใจมากกว่าภาษาไทย (กึ่งบาลี) เสียอีก กับค�ำบางค�ำ ก็ได้รู้ความหมายจากภาคภาษาอังกฤษนี้เอง เช่น ท้ายบัญญัติหลายข้อ ระบุว่า ถ้ากระท�ำแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ ก่อนนี้นึกสงสัยว่า ทุกกฎ ที่ว่ามีอะไรบ้าง ภาคภาษาอังกฤษ แปลว่า It is a dukkatฺa. - อ้าว! ทุกกฏะ ดอกหรือ! แล้วเห็นว่าอักษรตัวท้าย คือ ฏ ปฏัก ไม่ใช่ ฎ ชฎา จึงไม่ใช่ กฎ ตามที่เข้าใจผิดมาตั้งนาน (ลืม ไปว่าบาลีไม่มี ฎ ชฎา) ทุกกฏ(ะ) แปลว่า ท�ำไม่ดี เป็นอาบัติเบา นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษก็ช่วยบอกความหมายแท้จริง ที่ บางครั้งเป็นตรงข้ามกับภาษาไทย (กึ่งบาลี) เช่น ข้อที่กล่าวว่า “เรา จักไม่ดูบาตรของผู้อื่น ด้วยคิดจะยกโทษ” เมื่อดูภาษาอังกฤษ กลับ เป็นว่า เพื่อหาเรื่องเอาผิด (finding fault) หนังสืออีกเล่มที่ช่วยได้มาก คือ พระไตรปิฎก ฉบับส�ำหรับ ประชาชน ของท่านอาจารย์สุชีพ ปัญญานุภาพ ซึ่งเล่าเรื่องที่มา ของพระวินัยแต่ละข้อ ช่วยในการเขียนภาพ เพราะได้รู้เหตุการณ์ ๑ พระภิกขุปัญญาวัฑโฒ (๒๔๖๘ - ๒๕๔๗) เป็นพระฝรั่งชาวอังกฤษ


5 นอกจากนี้ ผู้จัดท�ำได้พึ่งพาบุคคลหลายท่าน ดังนี้ ท่านพระครูสังฆกิจพิมล (สุรศักดิ์ สุรญาโณ) ที่ได้จุดประกาย ความคิด จากค�ำชวนให้บวช แล้วกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ พระมหาวิสุทธิ านากโร ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการ์ตูน พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท ให้ความถูกต้องชัดเจนของ ศีลแต่ละข้อ และมีเมตตาอย่างสูง ในการปรับให้เหมาะกับหนังสือ พระมหาสนธยา เขมาภิรโต ช่วยตรวจทานรายละเอียด คุณสิต อภัยรัตน์ ให้ความเห็นเรื่องรูปเล่ม อาจารย์ธฤญเดชา ลิภา ช่วยค้นคว้าจากภาษาบาลีในพระ ไตรปิฎก และแนะให้ศึกษาเรื่องศีลของพระภิกษุเพิ่มเติม จาก : พระไตรปิฎกบาลี (วินัยปิฎก เล่ม ๑-๕), พระไตรปิฎกแปลภาษา ไทย (วินัยปิฎก) เล่ม ๑-๘, สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย, สารัตถทีปนี (ฏีกาสมันตปาสาทิกา), ภิกขุปาติโมกข์ (บาลี-ไทย), กังขาวิตรณี (อรรถกถาพระปาติโมกข์), บุพพสิกขาวรรณนา, นวโกวาท เป็นต้น ผู้จัดท�ำขอกราบขอบพระคุณผู้ให้ความอนุเคราะห์ทุกท่าน ที่ได้มีส่วนช่วยให้หนังสือเล่มนี้ส�ำเร็จ สมเจตนา หวังว่าหนังสือนี้จะยังประโยชน์แก่พระศาสนา ตามเจตนา ของผู้จัดท�ำและผู้ร่วมสนับสนุนทุกท่าน ขอให้ศีลคุ้มครองท่าน (ศักดา วิมลจันทร์ สถ.บ., ว.ม.) กรกฎาคม ๒๕๕๘


6 ศีลในพุทธศาสนา ค�ำว่า ศีล ในศาสนาพุทธ แปลว่า ปกติ หมายถึง ปกติของ กาย วาจา และใจ ของผู้ถือศีล ผู้ถือศีล คือ ผู้ถือปฏิบัติตามที่ระบุ ในศีล เป็นปกติของเขา ศีลมีหลายระดับ ตามจ�ำนวนข้อ และระยะเวลาที่ปฏิบัติ ได้แก่ ศีล ๕, ศีล ๘, ศีลอุโบสถ, ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ และ ศีล ๓๑๑ กล่าวโดยย่อ ดังนี้ ศีล ๕ เป็นศีลส�ำหรับคนทั่วไป ทุกเพศทุกวัย ศีล ๘ คือ ศีลส�ำหรับผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่เข้ามาขอรับและรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น แม่ชี ศีลอุโบสถ คือ ศีล ๘ ที่ขอรับและรักษา เฉพาะวันอุโบสถ (วันพระ) ๑ วัน หรือก่อนและหลังด้วย รวมเป็น ๓ วัน ศีล ๑๐ คือ ศีลส�ำหรับสามเณร ผู้เข้ามาบวช (บรรพชา) ในพระพุทธศาสนา โดยอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี ศีล ๒๒๗ คือ ศีลส�ำหรับพระภิกษุ ผู้บวช (อุปสมบท) เป็น พระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ศีล ๓๑๑ คือ ศีลส�ำหรับภิกษุณี การรักษาศีล เป็นการท�ำบุญโดยตรงยิ่งกว่าการให้ทาน เพราะเป็นปฏิบัติบูชา๒ อันเป็นการบูชาที่สูงสุด ต่อพระพุทธองค์ ๒ ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติตามคำสอน ถือเป็นการบูชาสูงสุด เหนือการบูชาอื่นทั้งปวง


7 ศีลบารมี ตัดทอนมาจาก “อานิสงส์ ของการสร้างบุญบารมี (ทาน, ศีล, ภาวนา)” โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก “ศีล” นั้น แปลว่า ปกติ คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้อง ระวังรักษาตามเพศและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับคือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ และในบรรดาศีลชนิดเดียวกันก็ยังจัดแบ่ง ออกเป็นระดับธรรมดา มัชฌิมศีล (ศีลระดับกลาง) และอธิศีล (ศีล อย่างสูง ศีลอย่างอุกฤษฏ์) ค�ำว่า “มนุษย์” นั้น คือ ผู้ที่มีใจอันประเสริฐ คุณธรรมที่ เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไปก็คือศีล ๕ บุคคล ที่ไม่มีศีล ๕ ไม่เรียกว่ามนุษย์ แต่อาจจะเรียกว่า “คน” ซึ่งแปลว่า “ยุ่ง” ในสมัยพระพุทธกาลผู้คนมักจะมีศีล ๕ ประจ�ำใจกันเป็น นิจ ศีล ๕ จึงเป็นเรื่องปกติของบุคคลในสมัยนั้น และจัดว่าเป็น “มนุษย์ธรรม” ส่วนหนึ่ง ในมนุษย์ธรรม ๑๐ ประการ ผู้ที่จะมี วาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์จะต้องถึงพร้อมด้วยมนุษย์ธรรม ๑๐ ประการเป็นปกติ (ซึ่งรวมถึงศีล ๕ ด้วย) รายละเอียดจะมีประการ ใด จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ การรักษาศีลเป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกาย และวาจา อันเป็นเพียงกิเลสหยาบมิให้ก�ำเริบขึ้น และเป็นการ บ�ำเพ็ญบุญบารมีที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน ทั้งในการถือศีลด้วยกัน เองก็ยังได้บุญมากและน้อยต่างกันไป ตามล�ำดับต่อไปนี้ คือ


8 ๑. การให้อภัยทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญ น้อยกว่าการถือศีล ๕ แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม ๒. การถือศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อย กว่าการถือศีล ๘ แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม ๓. การถือศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อย กว่าการถือศีล ๑๐ คือการบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม ๔. การที่ได้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แล้ว รักษาศีล ๑๐ ไม่ให้ขาด ไม่ด่างพร้อย แม้จะนานถึง ๑๐๐ ปี ก็ยัง ได้บุญน้อยกว่าผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาที่มีศีล ปาติโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม ฉะนั้น ในฝ่ายศีลแล้ว การที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระ พุทธศาสนาได้บุญบารมีมากที่สุด เพราะเป็นเนกขัมบารมีใน บารมี ๑๐ ทัศ๓ ซึ่งเป็นการออกจากกามเพื่อน�ำไปสู่การปฏิบัติธรรม ขั้นสูงๆ คือการภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพาน ต่อๆ ไป ผลของการ รักษาศีลนั้นมีมาก ซึ่งจะยังประโยชน์สุขให้แก่ผู้นั้นทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า เมื่อได้ละอัตภาพนี้ไปแล้วย่อมส่งผลให้ได้บังเกิดใน เทวโลก ๖ ชั้น ซึ่งแล้วแต่ความละเอียดประณีตของศีลที่รักษาและ ที่บ�ำเพ็ญมา ครั้นเมื่อสิ้นบุญในเทวโลกแล้ว ด้วยเศษของบุญที่ยัง คงหลงเหลืออยู่แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ หากไม่มีอกุศลกรรมอื่นมา ให้ผล ก็อาจจะน้อมน�ำให้ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่ถึงพร้อมด้วย สมบัติ ๔ ประการ เช่น อานิสงส์ของการรักษาศีล ๕ กล่าวคือ ๓ ทัศ = คำวิเศษณ์ แปลว่า ครบ, ถ้วน คล้ายลักษณนามของ บารมี


9 ๑. ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๑ ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วย เศษของบุญที่รักษาข้อนี้ เมื่อน้อมน�ำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะมี พลานามัยที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มี ศัตรูเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ ไม่มีอุบัติเหตุต่างๆ ที่จะท�ำให้ บาดเจ็บหรือสิ้นอายุเสีย ก่อนวัยอันควร ๒. ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๒ ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น ที่เจ้าของมิได้เต็มใจให้ ด้วยเศษของบุญ ที่น้อมน�ำมาเกิดเป็น มนุษย์ ย่อมท�ำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร�่ำรวย การท�ำมาหาเลี้ยงชีพ ในภายหน้ามักจะประสบกับช่องทางที่ดี ท�ำมาค้าขึ้น และมั่งมี ทรัพย์ ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปด้วยภัยต่างๆ เช่น อัคคีภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ ๓. ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๓ ด้วยการไม่ล่วงประเวณีในคู่ครอง หรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลในข้อนี้ เมื่อน้อมน�ำเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็จะประสบโชคดีในความรัก มักได้ พบกับรักแท้ที่จริงจังและจริงใจ ไม่ต้องอกหัก อกโรย และอกเดาะ ครั้นเมื่อมีบุตรธิดาก็ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อด้าน ไม่ถูกผู้อื่นฉุดคร่า อนาจารไปท�ำให้เสียหาย บุตรธิดาย่อมเป็นอภิชาตบุตร ซึ่งจะน�ำ เกียรติยศชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล ๔. ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๔ ด้วยการไม่กล่าวมุสา ด้วยเศษ ของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมน�ำมาเกิดเป็นมนุษย์จะท�ำให้เป็น ผู้ที่มีสุ้มเสียงไพเราะ พูดจามีน�้ำมีนวลชวนฟัง มีเหตุมีผล ชนิดที่ เป็น “พุทธวาจา” มีโวหารปฏิภาณไหวพริบในการเจรจา จะเจรจา


10 บทสรรเสริญอานิสงส์ของศีล สีเลน สุคติํ ยนฺติ (สีเลนะ สุคะติง ยันติ) - ศีลนั้นจักเป็นเหตุให้ถึงความสุข สีเลน โภคสมฺปทา (สีเลนะ โพคะส�ำปะทา) - ศีลนั้นจักเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์ สีเลน นิพฺพุติํ ยนฺติ (สีเลนะ นิบพุติง ยันติ) - ศีลนั้นยังเป็นเหตุให้ได้ไปถึงนิพพาน ตสฺมา สีลํ วิโสธเย (ตัดสะหมา สีลัง วิโสทะเย) - ศีลจึงเป็นสิ่งที่วิเศษที่เธอทั้งหลายพึงยึดถือ เป็นหลักประจ�ำใจ และปฏิบัติให้ได้ แล. ความสิ่งใดก็มีผู้ฟังและเชื่อถือ สามารถว่ากล่าวสั่งสอนบุตรธิดา และศิษย์ให้อยู่ในโอวาทได้ดี ๕. ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๕ ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย เครื่อง หมักดองของมึนเมา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมน�ำ มาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมท�ำให้เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา ความคิดแจ่มใส จะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใดก็แตกฉาน และทรงจ�ำได้ ง่าย ไม่หลงลืมฟั่นเฟือนเลอะเลือน ไม่เสียสติวิกลจริต ไม่เป็นโรค สมอง โรคประสาท ไม่ปัญญาทราม ปัญญาอ่อนหรือปัญญานิ่ม อานิสงส์ของ ศีล ๕ มีดังกล่าวข้างต้น ส�ำหรับ ศีล ๘, ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนมากยิ่งๆ ขึ้นตามระดับและ ประเภทของศีลที่รักษา


11 ศีลของพระภิกษุ ศีลของพระภิกษุ คือ พระวินัย (สิกขาบท) เนื้อหาหมวด หนึ่ง ใน ๓ หมวด ของพระไตรปิฎก ได้แก่ กฎระเบียบและ ธรรมเนียมที่ภิกษุสงฆ์จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อ ให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น เพื่อมี อาจาระ๔ อันงาม เป็น ระเบียบเรียบร้อย อันจะน�ำไปสู่การปฏิบัติชอบ เพื่อเอื้อเฟื้อต่อ การประพฤติธรรมทางจิตต่อไป พระวินัยนี้เปรียบได้กับกฎกติกา ของสังคมหนึ่งๆ ที่มีการตกลงกันไว้ว่าถ้าใครฝ่าฝืน ต้องถูกลงโทษ ตามกติกาที่ตั้งไว้นั้น พระวินัยที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้เป็นกฎข้อบังคับ ให้สาวกปฏิบัติ มี ๒ อย่าง คือ ๑. พุทธบัญญัติ คือ ข้อที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้ ห้ามมิให้ ประพฤติ ถ้าภิกษุรูปใดฝ่าฝืนพุทธบัญญัตินี้ จะมีโทษปรับอาบัติ ตั้งแต่เบาๆ จนถึงโทษหนักสุด คือ ขาดจากความเป็นภิกษุ ๒.อภิสมาจาร คือ ข้อปฏิบัติหรือขนบธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนของพระภิกษุ เพื่อให้มีอาจาระเป็นที่ น่าเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น เช่น การตัดผม, การตัดเล็บ, การอาบน�้ำ, การนุ่งห่ม, การเดิน, การนั่ง, การนอน, การฉัน เป็นต้น ข้อปฏิบัตินี้ ไม่ระบุอาบัติไว้โดยตรงในพระวินัย ผู้ไม่ปฏิบัติตาม ส่วนใหญ่ก็ปรับ โทษเพียงอาบัติเบา คือ ทุกกฏะ อาบัติถุลลัจจัย มีบ้าง แต่น้อย ๔ อาจาระ = ความประพฤติดี มรรยาทดี


12 การบัญญัติพระวินัย หรือสิกขาบท เนื่องจากพระภิกษุสงฆ์จ�ำนวนมาก มาจากที่ต่างๆ กัน มี ศรัทธามาอุปสมบทร่วมกันในพระพุทธศาสนา จึงจ�ำเป็นจะต้อง วางระเบียบ โดยการบัญญัติพระวินัย ให้พระสงฆ์ปฏิบัติเป็นแนว เดียวกัน เพื่อป้องกันความยุ่งยากวุ่นวายอันอาจจะเกิดขึ้น การบัญญัติพระวินัยนี้มี ๒ ประเภทคือ ๑. มูลบัญญัติ ๒. อนุบัญญัติ มูลบัญญัติ คือ ข้อที่ทรงบัญญัติไว้เดิม (เหตุเกิดครั้งแรก) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มาติกา คือสิกขาบทที่ตั้งไว้เป็นบทแม่ การบัญญัติพระวินัยนั้น พระพุทธองค์มิได้ทรงบัญญัติ ไว้ล่วงหน้า ต่อเมื่อมีเหตุการณ์น่าติเตียนของภิกษุบางรูปเกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงประชุมพระสงฆ์สาวกทั้งหมด ไต่สวนมูลความผิด ว่าเกิดขึ้นจริงตามนั้นหรือไม่ และชี้แจงให้เห็นโทษความเสียหาย ที่เกิดจากความประพฤตินั้น แล้วทรงถือเอาความผิดนั้นเป็นต้น เหตุ เรียกว่า อาทิกัมมิกะ (ผู้ท�ำกรรมทีแรก คือ ภิกษุผู้เป็น ต้นบัญญัติในสิกขาบทนั้นๆ) ทรงบัญญัติห้ามภิกษุรูปอื่นประพฤติ เช่นนั้นอีก ถ้าใครฝ่าฝืนประพฤติอีก จะต้องอาบัติ คือ ต้องโทษ บทบัญญัติทุกข้อ เป็นไปในท�ำนองเดียวกันนี้ อนุบัญญัติ คือ ข้อบัญญัติที่ซ�้ำกับที่เคยบัญญัติไว้ก่อน แล้ว เพื่อเพิ่มเติมให้มีผลครอบคลุมมากกว่าเดิม เนื่องจากมีภิกษุ หลีกเลี่ยงพระวินัย ท�ำให้เกิดความเสียหายขึ้นอีก พระพุทธองค์


13 จึงทรงประชุมสงฆ์ ทรงชี้แจงให้เห็นโทษ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท เพิ่มเติมขึ้นอีก หรือบางครั้งพระพุทธบัญญัติเดิมอาจมีความเคร่ง ตึงเกินไป ก็ทรงบัญญัติเพิ่มเติม เพื่อผ่อนผันลดหย่อนลงมาให้ง่าย ต่อการปฏิบัติ ปัจจุบันข้อบัญญัติในพระวินัย หรือสิกขาบท มี ๒๒๗ ข้อ อย่างที่เรียกกันทั่วไปว่า ศีล ๒๒๗ อานิสงส์ ๑๐ ประการ แห่งการบัญญัติพระวินัย พระพุทธองค์ทรงชี้แจงต่อที่ประชุมพระสงฆ์สาวก ว่า การ บัญญัติพระวินัยนั้นมีประโยชน์ต่อพระสงฆ์หมู่มาก ต่อพระศาสนา และต่อพระสาวกที่มีศีลเป็นที่รัก พระองค์ทรงชี้ให้เห็นประโยชน์ ๑๐ ประการ ที่เกิดจากการบัญญัติพระวินัย ดังนี้ ๑. เพื่อการรับว่าดี แห่งสงฆ์ ๒. เพื่อความส�ำราญแห่งสงฆ์ ๓. เพื่อป้องปรามก�ำจัดบุคคลผู้ดื้อด้าน ๔. เพื่อความอยู่ส�ำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๕. เพื่อป้องกันอาสวะ๕ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๖. เพื่อก�ำจัดอาสวะอันจักมีในอนาคต ๗. เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๘. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๙. เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑๐. เพื่อให้ถือเอาตามพระวินัย (ยึดพระวินัยเป็นหลัก) ๕ อาสวะ = กิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดาน เป็นกิเลสที่ตัดได้ยากที่สุด


14 อาบัติ อาบัติ แปลว่า การตกไป (จากความดี) หมายถึง การต้อง โทษทางพระวินัย เพราะท�ำผิดต่อพระพุทธบัญญัติ หรืออภิสมาจาร (ธรรมเนียมประเพณี) ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามมิให้ประพฤติ ผู้ ฝ่าฝืนต้องมีโทษตามที่ก�ำหนดไว้ลดหลั่นกันไปตามโทษหรืออาบัติ อาบัติ มี ๗ อย่าง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏะ และทุพภาสิต ปาราชิก (ผู้แพ้) หากภิกษุต้องเข้าแล้วขาดจากภิกษุทันที แม้จะมิได้ลาสิกขา (สึก) ก็ตาม และไม่อาจกลับมาบวชได้อีก ภิกษุ ที่กระท�ำอาบัติปาราชิกแล้วไม่ยอมสึก เรียกว่า อลัชชี (ผู้หน้าด้าน) สังฆาทิเสส (อาศัยสงฆ์ในการออกจากอาบัติ) หากภิกษุ ต้องเข้าแล้ว ต้อง อยู่กรรม๖ และประพฤติ มานัต๗ จึงพ้นได้ ส่วนอาบัติอีก ๕ อย่างนั้น ภิกษุต้องเข้าแล้ว ต้องแสดงต่อ หน้าคณะสงฆ์หรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึงพ้นอาบัติ ๖ อยู่กรรม = การอยู่ชดใช้โทษ ตามจำนวนวันที่ปกปิดอาบัติ ระหว่างอยู่ กรรม ภิกษุต้องประพฤติวัตรต่างๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะตน ประจานตัว เป็นต้น หลังจากนั้นก็ประพฤติมานัต ก่อนจะหมดอาบัติ ๗ มานัต = นับ หมายถึงการนับราตรี ๖ ราตรี เป็นระเบียบวิธีในการปลด อาบัติสังฆาทิเสส โดยไปหาสงฆ์จตุรวรรค (สงฆ์ ๔ รูป) ทำผ้าห่มเฉวียง บ่าข้างหนึ่ง กราบภิกษุแก่กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวคำขอมานัต ตามอาบัติที่ต้อง ภิกษุรูปหนึ่งสวดประกาศให้มานัต ให้ภิกษุรูปนั้นปฏิบัติ ๖ ราตรี แล้วสงฆ์จึงสวดระงับอาบัตินั้น


15 การลงโทษทางพระวินัยไม่มีความยุ่งยาก ไม่ต้องสอบสวน หาผู้กระท�ำความผิด อาศัยส�ำนึกผิดชอบชั่วดีของพระภิกษุซึ่งพึงมี เป็นพื้นฐาน ยกเว้นอาบัติปาราชิก และอาบัติสังฆาทิเสส อาการอาบัติ อาการที่ภิกษุจะกระท�ำอาบัติ มี ๖ อย่าง คือ ๑. กระท�ำโดยไม่ละอาย ๒. กระท�ำโดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาบัติ ๓. กระท�ำโดยสงสัย แต่ยังขืนท�ำ ๔. กระท�ำโดยส�ำคัญว่าควร ในเรื่องที่ไม่ควร ๕. กระท�ำโดยส�ำคัญว่าไม่ควร ในเรื่องที่ควร ๖. กระท�ำโดยลืมสติ ภิกษุที่ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุไม่ต้องอาบัติ แม้กระท�ำเรื่องนั้น มี ๕ พวก คือ ๑. ภิกษุผู้ไม่รู้ตัว หรือถูกบังคับ ๒. ภิกษุผู้เป็นบ้า ๓. ภิกษุผู้เป็นบ้าชั่วขณะ หรือด้วยฤทธิ์ยา ๔. ภิกษุผู้เจ็บทรมานหนัก จนไม่รู้ตัว ๕. ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ


16 ศีล ๒๒๗ นี้ คือสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงประทานแก่ภิกษุ สงฆ์เพื่อประโยชน์ในการรักษาพรหมจรรย์อันเป็นพื้นฐานแก่การ บรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป และเพื่อความอยู่ดีของสงฆ์ บางท่านกล่าวว่า ศีล ๒๒๗ นี้ หลายข้อพ้นสมัยไปแล้ว หรือเป็นเรื่องจุกจิกที่ไม่อาจ เกิดซ�้ำได้อีก แต่ผู้จัดท�ำเห็นว่า ศีล ๒๒๗ นี้ เป็นทั้งบันทึกประวัติ- ศาสตร์พุทธกาล และเป็นเบาะแสให้ทราบพระเจตนาของพระ พุทธองค์ที่อาจจะน�ำไปเป็นแนวทางแก้ปัญหาปัจจุบันที่ไม่มี ตัวอย่างเปรียบเทียบในศีล ๒๒๗ จึงมีคุณค่าควรรักษาไว้ทุกข้อ อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ทรงทราบล่วงหน้าถึงปัญหาการ วินิจฉัยปัญหานอกเหนือจากสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว ที่จะเกิดขึ้น ในภายหน้า ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร จึงทรงให้แนวทางวินิจฉัยไว้ ใน มหาปเทส ๔ ดังนี้ ๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) และขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นนับว่าไม่ควร ๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) และขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นนับว่าควร ๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) และขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นนับว่าไม่ควร ๔. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) และขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นนับว่าควร นับเป็นพระปัญญาคุณและพระกรุณาคุณอันหาที่สุดมิได้ พวกเราผู้เป็นพุทธบริษัทพึงปฏิบัติตามด้วยความเคารพ มหาปเทส ๔ - ข้อวินิจฉัยปัญหาที่ยังไม่ทรงบัญญัติ


17 ศีล ๒๒๗ ศีล ๒๒๗ คือ ศีล ๒๒๗ ข้อ ในภิกขุปาติโมกข์๘ ในพระ วินัยส�ำหรับพระภิกษุถือปฏิบัติ หากภิกษุท�ำผิดถือว่าเป็นอาบัติ ซึ่งมีล�ำดับตั้งแต่ขั้นรุนแรงที่สุดจนถึงเบาที่สุด ดังนี้ ปาราชิก ๔ (อาบัติท�ำให้ขาดจากความเป็นพระ ๔ ข้อ) สังฆาทิเสส ๑๓ (อาบัติหนัก ๑๓ ข้อ) อนิยต ๒ (อาบัติตามการตัดสินของผู้พบเห็น ๒ ข้อ) นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ (อาบัติที่ต้องสละสิ่งของ ๓๐ ข้อ) ปาจิตตีย์ ๙๒ (อาบัติที่ไม่ต้องสละสิ่งของ ๙๒ ข้อ) ปาฏิเทสนียะ ๔ (อาบัติที่พึงแสดงคืน ๔ ข้อ) เสขิยะ ๗๕ (เรื่องมารยาท ๗๕ ข้อ) แบ่งเป็น - สารูป ๒๖ (ความเหมาะสมในการเป็นสมณะ) - โภชนปฏิสังยุตต์๓๐ (การฉันอาหาร) - ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์๑๖ (การแสดงธรรม) - ปกิณณกะ ๓ (เบ็ดเตล็ด) อธิกรณสมถะ ๗ (ส�ำหรับระงับข้อขัดแย้ง ๗ ข้อ) รวม ๒๒๗ ข้อ ผิดข้อใดข้อหนึ่งถือว่าต้องอาบัติ การต้อง อาบัติข้อใดๆ ทั้งปวง มีวิธีปลดอาบัติได้ ตามความหนักเบา ยกเว้น ขั้นปาราชิก ต้องสึกสถานเดียว และไม่อาจกลับมาบวชได้อีก ๘ ภิกขุปาติโมกข์ = หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์แสดงแทน เรียกอีกอย่างว่า อาณาปาติโมกข์


18 ปาราชิก ๔ ๑ (ปาราชิก ๔ /๑) เสพเมถุน* แม้กับสัตว์ตัวเมีย * มีเพศสัมพันธ์ ทางอวัยวะเพศ, ทวารหนัก, หรือปาก * ๑ มาสก = ราคาทองคำหนักเท่า ๔ เมล็ดข้าวเปลือก ในสมัยพุทธกาล ผู้ขโมยของราคานี้ มีโทษถึง ประหารชีวิต จึงมีโทษอาบัติหนักเทียบเท่ากัน ๒ (ปาราชิก ๔ /๒) ถือเอาทรัพย์ ตั้งแต่ ๕ มาสก* ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน ๓ (ปาราชิก ๔ /๓) ฆ่ามนุษย์ หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า หรือชักชวนให้ตาย พวกตรวจบัญชีท�ำให้วัดเรำยุ่งยำก เอ็งไปจัดกำรเก็บมันซะ!


19 ๔ (ปาราชิก ๔ /๔) กล่าวอวด อุตตริมนุสสธัมม์* ที่ไม่มีในตน เมื่อเช้าเข้าฌานไปคุยกะเทวดามา! * อุตตริมนุสสธัมม์ = ธรรมวิเศษของมนุษย์ ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาบัติ มรรค ผล เป็นต้น สังฆาทิเสส ๑๓ ๕ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๑) จงใจท�ำ ให้น�้ำอสุจิเคลื่อน ๖ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๒) สัมผัสหญิง ด้วยจิตก�ำหนัด


20 ๙ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๕) ท�ำตัวเป็นสื่อรัก ให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้หญิงขายบริการ ๗ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๓) พูดลวนลามหญิง ด้วยค�ำชั่วหยาบ* ได้บุญสูงสุดเลยนะ โยม! ๘ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๔) พูดล่อหญิงให้ สนองความใคร่ แก่ตน * คำพูดพาดพิงถึงอวัยวะเพศ หรือการร่วมเพศ เมื่อคืนคุณมีอะไรกับ สำมีหรือเปล่ำ ใช้ท่ำไหน?


21 ๑๐ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๖) สร้างกุฏิด้วยการขอ เป็นของตนเกินประมาณ* โดยสงฆ์มิได้ก�ำหนดที่ให้ ๑๑ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๗) สร้างกุฏิที่มีเจ้าภาพ โดยสงฆ์*มิได้ก�ำหนดที่ให้ ๑๒ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๘) แกล้งใส่ความภิกษุ ว่าปาราชิก โดยไม่มีมูล สงฆ์ = คณะภิกษุ ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป * กว้างยาวไม่เกิน ๗ x ๑๒ คืบพระสุคต (คืบพระพุทธเจ้า) ๑ คืบพระสุคต = ๑๓.๓๓ นิ้วอังกฤษ


22 ๑๓ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๙) กล่าวเปรียบเทียบ ใส่ความภิกษุอื่น ว่าปาราชิก โดยไม่มีมูล ๑๔ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๑๐) พยายามท�ำ ให้สงฆ์แตกกัน สงฆ์สวดเตือน แล้ว ๓ ครั้ง ๑๕ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๑๑) เป็นพวกของผู้ที่พยายาม ท�ำให้สงฆ์แตกกัน สงฆ์สวดเตือน แล้ว ๓ ครั้ง


23 จะกลับแล้วเหรอ โยม? สฺมโต เวรํ น จียติ. (สันยะมะโต เวรัง นะ จียะติ) เมื่อคอยระวังอยู่ เวรย่อมไม่ก่อขึ้น. ๑๗ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๑๓) ประจบคฤหัสถ์* สงฆ์สวดเตือน แล้ว ๓ ครั้ง * คฤหัสถ์ = ผู้ครองเรือน, ชาวบ้าน ๑๖ (สังฆาทิเสส ๑๓ /๑๒) เป็นผู้ว่ายากสอนยาก สงฆ์สวดเตือน แล้ว ๓ ครั้ง


24 อนิยต ๒ ๑๘ (อนิยต ๒ /๑) อยู่กับสตรีสองต่อสองในที่ลับตา มีผู้ที่เชื่อถือได้ มาพบเห็น กล่าวโทษว่า ปาราชิก, สังฆาทิเสส, หรือปาจิตตีย์ ภิกษุรับ ถือว่าผิดตามนั้น ๑๙ (อนิยต ๒ /๒) อยู่กับสตรีสองต่อสองในที่ลับหู มีผู้ที่เชื่อถือได้ มาพบเห็น กล่าวโทษว่า สังฆาทิเสส, หรือปาจิตตีย์ ภิกษุรับ ถือว่าผิดตามนั้น


25 ๒๑ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๒) (จีวรวรรค ๑๐ /๒) อยู่โดยไม่มีไตรจีวร ครบทั้ง ๓ ผืน แม้แต่คืนเดียว เว้นแต่ได้รับอนุญาต ๒๒ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๓) (จีวรวรรค ๑๐ /๓) เก็บผ้าส�ำหรับท�ำจีวรที่ยัง ไม่ได้อธิษฐาน หรือยังไม่ได้ วิกัปป์ เกินก�ำหนด ๑ เดือน เพราะหวังจะได้ผ้าเพิ่ม ๒๐ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑) (จีวรวรรค ๑๐ /๑) เก็บจีวรที่ไม่ได้อธิษฐาน*หรือไม่ได้วิกัปป์**ไว้ เกิน ๑๐ วัน *อธิษฐาน = ตั้งใจกำหนดให้เป็นของใช้ตามพระวินัย ** วิกัปป์ = วิธีเป็นเจ้าของบริขารได้เกินที่อนุญาตในพระวินัย โดยการมีเจ้าของร่วม นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐


26 ๒๓ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๔) (จีวรวรรค ๑๐ /๔) ใช้ภิกษุณีที่มิใช่ญาติ ให้ซัก, ย้อม, ทุบ จีวรที่นุ่งห่มแล้ว ๒๕ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๖) (จีวรวรรค ๑๐ /๖) ขอจีวรจากคฤหัสถ์ ผู้ไม่ใช่ญาติ และไม่ได้ปวารณา เว้นแต่จีวรหาย หรือถูกขโมย ๒๔ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๕) (จีวรวรรค ๑๐ /๕) รับจีวรจากมือภิกษุณี ที่มิใช่ญาติ ยกเว้นแลกเปลี่ยนกัน


27 ๒๖ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๗) (จีวรวรรค ๑๐ /๗) รับจีวรจากผู้ไม่ใช่ญาติ เกินกว่าที่ใช้นุ่งห่ม เมื่อจีวรหาย หรือถูกขโมย ๒๗ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๘) (จีวรวรรค ๑๐ /๘) ขอจีวรดีกว่า ที่เขาก�ำหนด จะถวายแต่เดิม ๒๘ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๙) (จีวรวรรค ๑๐ /๙) พูดให้เขารวมกัน ซื้อจีวรดีๆ มาถวาย ขอจีวรที่ผ้ำดี กว่ำนี้ได้ไหม? แทนที่จะต่างคนต่างซื้อ โยมรวมเงินกันซื้อดีกว่า จะได้ผ้ำเนื้อดีๆ หน่อย


28 ๒๙ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๐) (จีวรวรรค ๑๐ /๑๐) ทวงจีวรจากคนที่รับเงินเขามา เพื่อซื้อจีวรถวาย เกิน ๓ ครั้ง หรือยืนให้เห็นเกิน ๖ ครั้ง โยมต้มไหมเผื่ออำตมำหน่อยได้ไหม? อยากได้ใยไหมไปผสมขนสัตว์ หล่อสันถัตบ้ำง ๓๑ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๒) (โกสิยวรรค ๑๐ /๒) ใช้ให้หล่อสันถัต ด้วยขนเจียม*สีด�ำล้วน * สันถัต = เครื่องปูนั่ง ในสมัยพุทธกาล เป็นผ้าสักหลาด ทำจากขนสัตว์ หล่อ = เทเส้นใยขนสัตว์ลงในแบบ ๓๐ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๑) (โกสิยวรรค ๑๐ /๑) ใช้ให้หล่อสันถัต*ที่ผสมไหม ทวง ๓ ครั้งก็แล้ว นี่ก็ยืนให้เห็น ๖ ครั้งแล้ว สงสัยโยมคงลืมแล้วละ พระรูปนี้ท�ำที่รองนั่งสีด�ำล้วน อย่ำงพวกเศรษฐีใช้กัน * ขนเจียม = ขนแกะ, ขนแพะ หรือสัตว์จำพวกกวาง


29 สันถัตเก่ำเนื้อตรงขอบยังดีอยู่ ยังไม่ควรด่วนทิ้ง ๓๓ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๔) (โกสิยวรรค ๑๐ /๔) ใช้ให้หล่อสันถัตใหม่ เมื่อของเดิม ยังใช้ไม่ถึง ๖ ปี ๓๔ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๕) (โกสิยวรรค ๑๐ /๕) ใช้ให้หล่อสันถัตใหม่ โดยมิได้เอาของเก่า ผสมด้วย ๓๒ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๓) (โกสิยวรรค ๑๐ /๓) ใช้ให้หล่อสันถัต ด้วยขนเจียมสีด�ำ เกิน ๒ ใน ๔ ส่วน เรำผสมขนเจียมสีอื่นลงในสีด�ำ หน่อยหนึ่งแล้ว ไม่อาบัติแล้ว พระรูปนี้ ไม่สมถะ พระคุณเจ้าต้องการขนเจียม ไปท�ำสันถัตใหม่อีกแล้วหรือ! ของผมใช้อยู่ ๖ ปียังไม่เห็น จะต้องเปลี่ยนเลย!


30 อุตส่าห์หิ้ว มำตั้งไกล ขอฝำกซัก สำง ของอำตมำด้วยนะ ของขบฉันที่เตรียมไว้ ลูกมันร้องอยากกิน อิฉันเลยให้กิน จะท�ำถวายใหม่ไม่ทัน อิฉันขอถวายเงินแทนละกัน * ๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร ๓๗ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๘) (โกสิยวรรค ๑๐ /๘) รับเงินทอง, ให้รับแทน, หรือยินดีในเงินทอง ที่เขาเก็บไว้ให้ตน ๓๕ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๖) (โกสิยวรรค ๑๐ /๖) น�ำขนเจียมไปด้วยตนเอง เกิน ๓ โยชน์* เว้นแต่มีผู้น�ำไปให้ ค้าขายขนเจียมนี่ คงได้ก�ำไรดีนะ พระคุณเจ้า ๓๖ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๗) (โกสิยวรรค ๑๐ /๗) ใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ซัก, ย้อม, สาง ขนเจียม


31 รถรุ่นนี้เร่งถึงนิพพาน ไม่ถึงสิบวินาทีครับ งั้นเอาคันนี้แหละ อำตมำอยำกได้เทียน ขอแลกกับพระไตรปิฎกนี่ ๔๐ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๒๑) (ปัตตวรรค ๑๐ /๑) เก็บบาตรที่ไม่ได้ อธิษฐานหรือวิกัปป์ ไว้เกิน ๑๐ วัน พระมหำเดสะสม บำตรไปท�ำไม? คงคิดจะตั้ง ธนาคาร บำตรมั้ง ๓๘ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๑๙) (โกสิยวรรค ๑๐ /๙) ซื้อขาย ด้วยเงินทอง ๓๙ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ /๒๐) (โกสิยวรรค ๑๐ /๑๐) ซื้อขาย โดยใช้ของแลก


Click to View FlipBook Version