The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทำเนียบแหล่งเรียนรู้ อำเภอสะเดา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aus_wu, 2021-11-26 03:57:29

ทำเนียบแหล่งเรียนรู้

ทำเนียบแหล่งเรียนรู้ อำเภอสะเดา

ทำเนียบแหล่งเรียนรู้

อำเภอสะเดา

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสะเดา
สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษารตามอัธยาศัย
จังหวัดสงขลา

คำนำ

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
สะเดา ได้จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) ทำเนียบแหล่งเรียนรู้
ในพื้นที่อำเภอสะเดาขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น
ที่หลากหลาย เช่น ด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและหัตถกรรม
ด้านการแพทย์แผนไทย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเแวดล้อม
ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมให้ผู้ที่มี
ความสนใจศึกษาค้นคว้าด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล
ปลูกฝังให้ผู้เรียนได้รู้ และรักในท้องถิ่นของตนเอง มองเห็นคุณค่าของ
แหล่งเรียนรู้ในชุมชน และเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็น
แหล่งเชื่อมโยงให้สถานศึกษาและชุมชนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน

การจัดทำข้อมูลทำนียบแหล่งเรียนรู้อำเภอสะเดาครั้งนี้ ได้รับ
ความร่วมมือจากแหล่งสารสนเทศและแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่อำเภอสะเดา
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขยายผลและพัฒนาการดำเนินงานที่ถูกต้อง
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการดำเนินงานยิ่งขึ้นไป

กลุ่มงานอัธยาศัยอำเภอสะเดา
กศน.อำเภอสะเดา
ผู้จัดทำ

สารบัญ

เรื่อง หน้า




กลุ่มกะลามะพร้าวและผ้าบางติกยางกล้วย.................................1
วัดเขารูปช้าง.................................................................................3
วัดหัวถนน.....................................................................................5
เสาหลักเมือง(ทวดหลัก)................................................................6
ศูนย์เรียนรู้สมุนไพรบ้านคลองผ่าน..............................................7
ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านตะโล๊ะ..............................8
ศูนย์เรียนรู้สวนผสมป้าจวบชุมชนหมู่บ้านตัวอย่าง.....................9
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านหนำคอก..............................10
อ่างเก็บน้ำห้วยคู..........................................................................11
กลุ่มขันหมากมุสลิมบ้านหัวควน.................................................12
ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านพรุเตียว..........................13
พุทธอุทยานเขาเล่.......................................................................14
ศูนย์เรียนรู้สวนสำเริง 9 วันละ 9.................................................16
ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนเขามีเกียรติ...........................................17
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านท่าโพธิ์ตก..............................18
แหล่งพัฒนาต้นน้ำคลองยนต์......................................................19
ป่าชุมชนบ้านยางเกาะ.................................................................21
วัดพังลา.......................................................................................22
วัดสืบสุข......................................................................................23
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเทศบาลตำบลปริก.......................25

1

กลุ่มกะลา
มะพร้าว

และ
ผ้าบาติก
ยางกล้วย




หมู่ที่ 6 บ้านหน้าถ้ำ, ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
ประวัติและการบริหารจัดการ

เริ่มจาก นางบุญธรรม มโนเพ็ชร ประธานกลุ่มได้ย้ายครอบครัวจากจังหวัด
พัทลุง มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านหน้าถ้ำ และเริ่มสนใจผลิตภัณฑ์จากกะลา

มะพร้าวที่วางขายในตลาดในจังหวัดพัทลุง คิดว่าน่าจะทำเป็นอาชีพได้ จึง
ซื้อทัพพีกะลามะพร้าวมาเป็นตัวอย่าง และเริ่มทดลองทำดู แต่ไม่ประสบ

ความสำเร็จเท่าที่ควร ต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริม
อุตสาหกรรม ในด้านรูปแบบ ช่องทางการตลาด กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียน
ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดมากขึ้น จนสามารถตั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์กะลา
มะพร้าว และมีสมาชิกในกลุ่มเพิ่มขึ้น จาก 30 คน เป็น 65 คนในปัจจุบัน

โดยกลุ่มในชุมชน มี 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
2. กลุ่มอาชีพเลี้ยงไก่พื้นเมือง

3. กลุ่มอาชีพกะลามะพร้าว
อาชีพรองของชุมชน/กลุ่ม
รับจ้างทั่วไป ทำสวนยางพารา ตัดเย็บเสื้อผ้า

กลุ่มกะลา 2
มะพร้าว และ
ผ้าบาติกยาง

กล้วย



สำหรับผ้าบาติกสีธรรมชาติจากยางกล้วย เริ่มทำการย้อมผ้า
โดยใช้สีจากยางกล้วยมาตั้งแต่ประมาณปี 2537 ต่อมาประมาณ
ปี 2548 มีงานแสดงสินค้าก็นำผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปจัดแสดงและขาย
ซึ่งมาตรฐานก็ได้ระดับ 3 ดาว มาตลอด ส่วนตัวคิดว่าผลงานยังไม่ดี
เท่าไหร่ สู้ของที่อื่นไม่ได้เลยหยุดไประยะหนึ่งปี 2552 จึงได้เริ่มลงมือ
กันใหม่ โดยเพิ่มเติมลายต่างๆลงบนเนื้อผ้าซึ่งยึดลายธรรมชาติใกล้ตัว
ในท้องถิ่น เช่นลายใบฟักทอง ใบยาง ใบตำลึง ใบบอนเป็นต้น ทั้งนี้
เพื่อความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งปัจจุบันนี้มีกระแสตอบรับเป็น
อย่างดี และได้รับคำชมจากกลุ่มลูกค้าว่าผ้าของที่นี่สวยกว่าที่อื่น
ประกอบกับมีการตัดเย็บที่หลากหลายรูปแบบทำให้มีความนิยม ยอด
จองสินค้าทั้งที่ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป และผ้าเป็นชิ้นเพิ่มขึ้น ซึ่ง
ชุดที่นิยมคือชุดเดรสซึ่งใช้ได้กับชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นก็มีเสื้อ
หรือชุดลำลอง เสื้อสูทราคาเริ่มตั้งแต่ 400 – 2,000 บาท ส่วนผ้าเป็น
ชิ้นหรือผืน ราคาชิ้นละ 400 – 1,000 บาท แล้วแต่ความยากง่ายใน

การตัดเย็บหรือความสวยงามของลายผ้า

3

วัดเขารูปช้าง



ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
เป็นเจดีย์หินอ่อนจำลองขึ้นมาจากมหาเจดีย์พุทธคยา
ประเทศอินเดีย วัดแห่งนี้เกิดมาจากแรงศรัทธาของพระ

สิงคโปร์ อย่าง “พระมงคลญาณคุณ” หรือ “จวงเจีย ยสโร”
เจ้าอาวาสวัดเขารูปช้างรูปแรก ที่มรณภาพไปเมื่อวันที่
21 พฤศจิกายน 2553 วัดเขารูปช้างจะมีทั้งสิ้น 2 ชั้น

ชั้นที่ 1 มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน เสาที่ปั้ นเป็นรูป
มังกร มีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยสดงดงามให้ได้รับชม

ชั้นที่ 2 เมื่อเดินขึ้นบันใดจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังให้ได้ชม
ตลอดการเดิน เมื่อถึงชั้น 2 ก็จะเห็นยอดเจดีย์

และยังเป็นจุดชมวิวเทือกเขาแก้ว บริเวณด้านนอกรอบๆวัด
ก็ยังมีหินอ่อนแกะสลักเป็นรูปปั้ นพระหลายองค์
และหลายๆปางให้ได้รับชม

4

วัดเขารูปช้าง



จุดเด่นอีกอย่างของวัดเขารูปช้างแห่งนี้คือ การเดินเข้าไปชมภายในถ้ำ
ที่ทุกท่านจะได้เห็นความงดงามของหินงอกหินย้อย ที่มีพระพุทธรูปประดิษฐาน

อยู่ภายใน และยังมีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่
ให้นักท่องเที่ยวได้มาจุดธูปไหว้บูชา

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2511 วัดเขารูปช้างถูกสร้างขึ้นในรูปแบบศิลปะ
ของวัดจีน โดยชาวสิงคโปร์ผู้มีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

ชาวสิงคโปร์ผู้นี้ได้เดินทางมายังเขตแดนไทย-ปาดังเบซาร์ เพื่อบุกเบิกภูเขา
ศักดิ์สิทธิ์ และได้สร้างวัดขึ้นโดยใช้ชื่อว่า "วัดเขารูปช้าง"
มีการประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมไว้ภายในถ้ำขนาดใหญ่

วัดเขารูปช้าง มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นหลายแห่ง ที่สำคัญและสะดุดตาที่สุด
คงหนีไม่พ้น "มหาเจดีย์พุทธคยา" ซึ่งตั้งตระหง่านคอยต้อนรับทุกท่าน

ที่เดินทางมาถึง มหาเจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะที่วิวิจิตรตระการตา
เนื้อหินอ่อนรอบเจดีย์ถูกแกะสลักเป็นรูปองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปางต่างๆ

งดงามและล้ำค่ายิ่งนัก
ภายในมหาเจดีย์พุทธเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน โกฏิอัฐิของชาวไทย
เชื้อสายจีน รวมไปถึงภาพวาดเกี่ยวกับพุทธประวัติของประเทศจีน โดยภาพ

จิตรกรรมเหล่านี้เป็นศิลปะของวัดจีนแทบทั้งหมด
(พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน)

4

เสาหลักเมือง

(ทวดหลัก)
วัดหัวถนน




“วัดหัวถนน” เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่
บนถนนกาญจนวณิชย์ ต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา ด้วยเพราะวัดแห่งนี้มีการ
สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าวัด ประชาชนและนัก
ท่องเที่ยวที่ขับรถ นั่งรถผ่านก็จะมีการแวะไหว้พระ ทำบุญที่วัดแห่งนี้อยู่บ่อยๆ
นอกเหนือจากความสวยงามของพระประธานสี่ขาวองค์ใหญ่แล้ว ภายใต้

สถานที่ประดิษฐานองค์พระองค์ใหญ่ยังมีความน่าสนใจไม่น้อย
โดยภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเจ้าอาวาสวัดหัวถนนได้
อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย เมื่อต้นปี 2555 นี่เอง และนำมาประดิษฐานไว้

บนชั้น 2 ขององค์พระที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา
นอกจากนี้แล้วบริเวณโดยรอบขององค์พระยังมีรูปปั้ นองค์พระ พระ

เกจิอาจารย์ชื่อดังจากทั่วสารทิศให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้เพื่อเป็นสิริ
มงคล และด้านบนสุดสามารถเดินเวียนรอบองค์พระ ไหว้พระประจำวันเกิด

กันด้วย
วัดหัวถนน บ้านหัวถนน ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะหมู่บ้าน
แห่งนี้เป็นจุดบรรจบที่เจ้า เมืองไทรบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตมาเลเซีย) และเจ้า
เมืองสงขลา สร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเมืองและมาบรรจบกันที่ตรงนี้จึง
หมู่บ้านแห่งนี้จึง มีชื่อว่าบ้านหัวถนน และที่นี่ยังเป็นสถานที่ประดิษฐานทวด

หลัก ตำนานการสร้างเมืองอันยิ่งใหญ่ของจังหวัดสงขลาด้วย

5

วัดหัวถนน



“วัดหัวถนน” เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง
ของจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่บนถนนกาญจนวณิชย์ ต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา

ด้วยเพราะวัดแห่งนี้มีการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่
บริเวณหน้าวัด ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ขับรถ นั่งรถผ่านก็จะมีการ

แวะไหว้พระ ทำบุญอยู่บ่อยๆ
นอกเหนือจากความสวยงามของพระประธานสี่ขาวองค์ใหญ่แล้ว

ภายใต้สถานที่ประดิษฐานองค์พระองค์ใหญ่
ยังมีความน่าสนใจไม่น้อย โดยภายในเป็นที่ประดิษฐาน
พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเจ้าอาวาสวัดหัวถนนได้อัญเชิญมาจาก
ประเทศอินเดีย เมื่อต้นปี 2555 และนำมาประดิษฐานไว้บนชั้น 2
ขององค์พระที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา
นอกจากนี้แล้วบริเวณโดยรอบขององค์พระยังมีรูปปั้ น
องค์พระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากทั่วสารทิศให้พุทธศาสนิกชน

ได้กราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล
และด้านบนสุดสามารถเดินเวียนรอบองค์พระ

ไหว้พระประจำวันเกิดด้วย

6

เสาหลักเมือง

(ทวดหลัก)



ตั้งอยู่ ในศาลาทวดหลัก ก่อนถึงวัดหัวถนน
ต.ปริก อ.สะเดา บ้านหัวถนน ยังมีความสำคัญ

ทางประวัติศาสตร์ เพราะหมู่บ้านแห่งนี้
เป็นจุดบรรจบที่เจ้า เมืองไทรบุรี
(ปัจจุบันอยู่ในเขตมาเลเซีย)
และเจ้าเมืองสงขลา สร้างถนน

เชื่อมต่อระหว่างเมืองและมาบรรจบกันที่ตรงนี้
จึงเป็นหมู่บ้านที่ชื่อว่าบ้านหัวถนน

และที่นี่ยังเป็นสถานที่ประดิษฐานทวดหลัก
ตำนานการสร้างเมืองอันยิ่งใหญ่ของจังหวัดสงขลา

อีกด้วย

7

ศูนย์เรียนรู้สมุนไพร
บ้านคลองผ่าน




ตั้งอยู่ที่ ม.6 ต.พังลา อ.สะเดา รูปแบบของแหล่งเรียนรู้
เกษตรผสมผสาน ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ได้แก่ มะนาว มังคุด ลองกอง
กล้วย ผักปลอดสารพิษ มีแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นการเกษตรผสมผสาน
ใช้หลักการเกษตรธรรมชาติ ปุ๋ยอินทรีย์และสารกำจัดศัตรูพืช
จากธรรมชาติ ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนให้ผู้ที่สนใจทั้ง ในพื้นที่และ
ต่างพื้นที่ เป็นแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ กศน.ตำบลพังลา
เป็นศูนย์เรียนรู้โดยมีภูมิปัญญาที่มีความรู้ทางด้านสมุนไพร คือนาง

ลักขณา หมัดอาดัม ผู้มีความสนใจทางด้านแพทย์แผนไทย

8

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
บ้านตะโล๊ะ




นายบูสมาน (บังบูสมาน) จิตรตรง เกษตรกรตัวอย่าง
ผู้ริเริ่มการทำนา ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกผักปลอดสารพิษ

ทำน้ำหมักชีวภาพ และส่งเสริมให้ความรู้
การจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ในด้านการเกษตรผสมผสาน การทำนา
การปลูกผักยกแคร่ การทำปุ๋ยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

ที่นี่จึงเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียง
ตามศาสตร์พระราชา มีความเป็นอัตลักษณ์
จึงมีคณะจากที่ต่างๆสนใจเดินทางมาศึกษาดูงานที่นี่เสมอ

9

ศูนย์เรียนรู้สวนผสมป้าจวบ
ชุมชนหมู่บ้านตัวอย่าง




ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านตัวอย่าง ต.สะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา
โดยมี นางจวบ ไชยภักดี ส่งเสริมให้ความรู้ การจัดการศึกษา

เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่อง
การปลูกพืชแบบผสมผสาน เพื่อให้มีรายได้ตลอดปี
การขยายพันธุ์โดยวิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นศูนย์ถ่ายทอด
การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ร่วมกับภาครัฐและเอกชน

10

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
บ้านหนำคอก




ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ 6 ต.ทุ่งหมอ อ.สะเดา จ.สงขลา
โดยมี นายประยูร แสงแก้ว เป็นเจ้าของ

ผผผส่งเสริมให้ความรู้ การจัดการศึกษาในเรื่องการปลูกพืชผักแบบ
ผสมผสาน โดยไม่ใช้สารเคมี การทำปุ๋ยชีวภาพ การขยายพันธุ์พืช

การวิเคราะห์ค่าดิน และเป็นแหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับภาครัฐและเอกชน

11

อ่างเก็บน้ำห้วยคู


อ่างเก็บน้ำคลองสะเดา หรือเขื่อนห้วยคู แห่งนี้เป็นเขื่อนดินถมที่เริ่ม
สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2534-2541 ระยะเวลาการก่อสร้าง 8 ปี บริเวณ
ม.4 บ้านห้วยคู ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา มีพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำ
กว่า 4,500 ไร่ ระดับน้ำสูงสุดความจุ 67.23 ล้าน ลบ.ม. จุดประสงค์เพื่อ
เพิ่มเติมปริมาณน้ำให้แก่คลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบที่ใช้ใน
กิจการประปาเพียงแห่งเดียวในปัจจุบันจัดหาน้ำดิบเพื่อกิจการประปา
ให้เพียงพอต่อการขยายตัวของตัวเมืองหาดใหญ่ และสงขลา การเพิ่ม
ขึ้นของประชากร การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้า เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยในอำเภอ
สะเดา และอำเภอหาดใหญ่ ช่วยลดมลพิษของน้ำคลองอู่ตะเภา และไล่
ดันน้ำเค็มเพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ สำหรับให้ราษฎรใช้บริโภค
และมีการประมงเพิ่มเติมจากการเกษตรกรรม และเป็นแหล่งพักผ่อน
หย่อนใจของราษฎรในบริเวณใกล้เคียง

12

กลุ่มขันหมากมุสลิม
บ้านหัวควน




การรวมกลุ่มของแม่บ้านในหมู่บ้านหัวควน ม.6
ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา เป็นงานศิลปะพับผ้า
ประดับขันหมากอิสลาม หรือขันหมากมุสลิม

งานฝีมือสร้างรายได้เสริมของกลุ่มสตรีแม่บ้านชาวหัวควน
แห่งเดียวในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
มีทั้งความสวยงาม และใช้งานได้จริง

13

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอ
เพียงบ้านพรุุเตียว




ตั้งอยู่ ม.5 บ้านพรุเตียว ต.สำนักขาม อ.สะเดา
โดยมีนายปฏิญญา อิบรอเห็น เป็นเจ้าของและวิทยากร
ส่งเสริมให้ความรู้ การจัดการศึกษาการเรียนรู้ตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ การทำปุ๋ย
หมัก การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา ตลอดจน

เป็นศูนย์ถ่ายทอดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับภาครัฐและเอกชน

14

พุทธอุทยานเขาเล่


พุทธอุทยานเขาเล่ ทะเลหมอกแดนใต้

เขาเล่ เป็นภูเขาที่มีป่าไม้อุดมสมบูร์ อยู่ใจกลางเมืองสะเดา โดยมีโค
รงการ “พุทธอุทยานเขาเล่สะเดา” บนเนื้อที่ 250 ไร่ ซึ่งเทศบาลเมือง
สะเดาได้รับการยินยอมให้ใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้เพื่อพัฒนาเป็นสถาน

ที่ท่องเที่ยวและพื้นที่อนุรักษ์ป่า โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น
2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์

เทศบาลเมืองสะเดาได้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)
งานฐานทรัพยากรท้องถิ่น สนองพระราชดำริ โดยเทศบาลเมืองสะเดา
ได้ออกประกาศให้ “ป่าเขาเล่สะเดา” เนื้อที่ 325 ไร่ เป็นพื้นที่

ปกปักรักษาทรัพยากรท้องถิ่น ในการสนองพระราชดำริ
งานฐานทรัพยากรท้องถิ่น โครงการ อพ.สธ.

14

พุทธอุทยานเขาเล่


อีกด้านหนึ่ง มีประชาชนใช้ประโยชน์ในการทำสวน ปลูกยางพารา โดยใช้
เอกสารสิทธิซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ จ.สงขลา ให้การยินยอมใช้
พื้นที่เป็นแปลงเพาะปลูก ทำการเกษตร สำหรับโครงการพุทธอุทยานเขา
เล่สะเดา เป็นความร่วมมือกันของหลายหน่วยงาน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ สิริกิตติ์
บรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี
แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีการก่อสร้างองค์พระพุทธนิมิต
หน้าตักกว้าง 22 เมตร ดครงการสร้างองค์สมเด็จเจ้าพะโคะ
หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเจจืด หน้าตักกว้าง 15 เมตร
พร้อมอาคารศูนย์การเรียนรู้ตามรอยหลวงปู่ทวด,
พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม , พระอรหันต์จี้กง , เจ้าพ่อเสือ ,
และพระศรีอริยเมตไตร เพื่อเป็นที่เคารพสักการะบูชา

15

พุทธอุทยานเขาเล่


ของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และต่างชาติ

ปัจจุบัน มีผู้คนเดินทางขึ้นเขา ด้วยการเดินเท้า เพื่อชมความงดงาม
ทางธรรมชาติมากมาย หากจะเหน็ดเหนื่อยระหว่างเดินทาง

แต่เมื่อนึกถึงความสวยงามที่รออยู่ ก็คงจะทำให้ใครหลายคน “กัดฟัน”
ไปจนถึงยอดเขาได้ดั่งใจ “เขาเล่”แหล่งท่องเที่ยวใหม่

เชิงอนุรักษ์ ชายแดนไทย-มาเลย์ กับเส้นทางปีนเขาแนวแอดเวนเจอร์
เพื่อพิชิตยอดเขาหัวล้าน จุดพีคในการชมพระอาทิตย์ขึ้นกับหมอกยาม

เช้า เปิดให้เดินขึ้นเขาตั้งแต่ตี 5 โดยต้องโทรติดต่อเจ้าหน้าก่อน ที่
เทศบาลเมืองสะเดา ถ.กาญจนวณิชย์ อ.สะเดา

16

ศูนย์เรียนรู้สวนสำเริง
9 วันละ 9




ตั้งอยู่ ม.1 ต.ทุ่งหมอ อ.สะเดา
โดย นายสำเริง เพ็ชรรักษ์ ส่งเสริมให้ความรู้ การจัดการ

ศึกษาการทำเกษตรผสมผสานให้ความรู้วิธี และ
ขั้นตอนการทำอาหารสัตว์แบบธรรมชาติ การทำปุ๋ยหมัก

แบบน้ำและแบบแห้ง การปลูกพืชผักสวนครัว

17

ศูนย์จัดการดินปุ๋ย
ชุมชนเขามีเกียรติ




โดย นายดำรงศักดิ์ รามแก้ว ส่งเสริมให้ความรู้
การจัดการศึกษาเรื่องดิน การตรวจวิเคราะห์ดิน การใช้
ค่าปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การทำปุ๋ยหมัก ตลอดจนการ

ถ่ายทอดความรู้ การขยายพันธุ์พืช

18

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
บ้านท่าโพธิ์ตก




โดย นายอารี จินดามณี (บังอารีย์)
เกษตรกร ม.3 ต.ท่าโพธิ์ อ.สะเดา
ส่งเสริมให้ความรู้ การจัดการศึกษาเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องการเลี้ยงผึ้งชันโรง ตลอดจนการ

แปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง

19

แหล่งพัฒนาต้นน้ำคลองยนต์


โดย นายสมพร ยอดแก้ว ม.6 บ้านคลองยนต์
ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา ส่งเสริมให้ความรู้ การจัดการศึกษา
การอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำตามธรรมชาติ
เช่น การทำฝายชะลอน้ำ
ส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน

21

ป่าชุมชน
บ้านยางเกาะ




ป่าไม้ชุมชนบ้านยางเกาะ หมู่ที่ 9 ต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา
เป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่รอดพ้นจากการบุกรุกสร้างทำสวน
ยางพารา มีโรงเรียนบ้านยางเกาะอยู่ด้านหน้าสวนป่าชุมชน
เกิดจากสำนึกในการอนุรักษ์ป่าชุมชนใจกลางหมู่บ้านของชาวบ้าน
จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น พร้อมจัดกิจกรรมบวชป่าเพื่ออนุรักษ์
ฟื้ นฟูต้นไม้ให้สมบูรณ์ สร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญ

ของต้นไม้ ลดภาวะโลกร้อน รักษาระบบนิเวศ และเป็น
แหล่งเรียนรู้ของเยาวชน บนเนื้อที่ขนาด 33 ไร่

ซึ่งมีต้นยางขนาดใหญ่ ประมาณ 2 คนโอบ ถึง 7 คนโอบ
โดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์ ระบุว่า
ไม้แต่ละต้นมีอายุกว่า 400 ปี ประมาณ 400-500 ต้น
ลดหลั่นกันเต็มพี้นที่ นองจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้
และสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งนก ลิง อีเห็น ชะมด

22

วัดพังลา


วัดพังลา เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย
ตั้งอยู่ในตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
ก่อตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2405 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
เมื่อ พ.ศ. 2482 เป็นวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับศึกสงคราม
ปราบกบฎไทรบุรี เมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งต้องมีการเตรียมสร้างเรือและแพไว้เพื่อขนทหารและเสบียง
ดังปรากฏสร้างเรือในบริเวณนี้ ชื่อของวัดพังลามาจากเรื่องราวของช้างคู่
หนึ่งที่ต้องนำไปทำศึกสงครามจึงต้องพลัดพลากจากกันไป
ชาวบ้านและนายทหารนายกองต่างรับรู้และสงสาร
จึงตั้งนามหมู่บ้าน ณ ที่แห่งนี้ว่า บ้านพังลา ช้างพังบอกลาช้างพลาย แต่
นั้นมา เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานต่อกันมา
จนเมื่อสร้างวัดจึงได้ชื่อว่า "วัดพังลา"
วัดมีอุโบสถสร้างเมื่อ พ.ศ. 2482 ศาลพ่อท่านนายเขื่อน
พระพุทธรูปลีลา ปางลีลา บนพระเกตุมาลาบรรจุพระธาตุศักดิ์สิทธิ์
สร้างเมื่อ พ.ศ. 2539

23

วัดสืบสุข


วัดสืบสุข หรือวัดโคกศัก เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลพังลา
อ.สะเดา จ.สงขลา ติดถนนกาญจนวณิชย์ ถนนสายหลักที่ใช้
เดินทางจากอำเภอหาดใหญ่ไปยังอำเภอสะเดา
ย้อนกลับไปในอดีต เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2502
ในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. หลังจากที่พระบาทสมเด็จ
พระมหาภูมิพลอดุยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9
ได้เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่จังหวัดสงขลา และกำลัง
จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยใช้เส้นทางถนนกาญจนวณิชย์ เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าว
ต่างมาเฝ้ารอรับเสด็จตลอดสองข้างทาง เช่นเดียวกันกับที่
หน้าวัดสืบสุข ได้มีการตั้งพลับพลาที่หน้าวัดเพื่อให้พระสงฆ์
ได้สวดชยันโต (มงคลคาถา) ถวายพระพร

24

วัดสืบสุข



ขณะที่ขบวนรถพระที่นั่งของพระองค์เสด็จพระราชดำเนิน
ผ่านไปไม่นานนัก ราษฎรที่เฝ้ารอรับเสด็จต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อรถพระที่นั่งของพระองค์ค่อยๆ ถอยกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าวัด
ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จลงจากรถพระที่นั่ง

และเข้าไปกราบนมัสการพระพุทธไสนยาสน์ (พระนอน) ซึ่งมีความยาว
จากพระเศียรถึงพระบาทประมาณ 29 เมตร ความสูงจากฐาน 5.90 เมตร

พระพักตร์มีความสวยงามอิ่มเอิบ โดยพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้น
เพื่อเป็นถาวรวัตถุแห่งแรกของวัด สร้างโดยฝีมือช่างจากรัฐปีนัง

ประเทศมาเลเซีย นามว่า “นายลาว” เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าอาวาส
ภายหลังจากที่พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินชื่นชมองค์พระพุทธรูป
องค์นี้อยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสกับเจ้าอาวาสและนายช่างผู้สร้างพระพุทธรูป
ว่า “สร้างได้สวยงามมาก” สร้างความปลื้มปีติให้นายลาวเป็นอย่างมาก
ทั้งสองพระองค์ทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” และ “สก” เอาไว้ที่
เขนย (หมอนหนุน) ของพระพุทธไสยาสน์ พร้อมทั้งทรงฉายพระรูปคู่กับ

อดีตเจ้าอาวาส บริเวณหน้าองค์พระพุทธไสยาสน์ อีกด้วย

25

ศูนย์เรียนรู้บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
เทศบาลตำบลปริก




เป็นการพลิกฟื้ นผืนดิน จำนวน ๘ ไร่ ที่ไร้คุณค่า ให้กลับมาเป็น
ผืนดินที่มีคุณค่า สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด สามารถเป็นสถานที่เรียนรู้

เรื่องการบูรณาการการจัดการปัญหาต่างๆ ทั้งในส่วนของ
การจัดการปัญหาขยะและพลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง

แวดล้อม การใช้แนวคิดเรื่องการจัดการขยะฐานศูนย์
ตั้งแต่ ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง

คือการจัดการขยะที่ปลายทาง เป็นที่ทิ้งขยะของคนในชุมชน
มาตั้งแต่สมัยสุขาภิบาล จนถึงปัจจุบันร่วมประมาณกว่า ๒๐ ปี นอกจากนั้นจะ

นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง
รัชกาลที่ ๙ มาปรับใช้ในพื้นที่ ๘ ไร่ และนำยุทธศาสตร์ของ

เทศบาลคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon City มาปรับใช้
ทุกๆ ปี ทางกองสาธารณสุขฯ จะส่งน้ำ ผลผลิตต่างๆ เช่น พืชผัก ต่างๆ ไปยัง
ศูนย์ปฏิบัติการที่ มอ.หาดใหญ่ เพื่อตรวจหาค่าสารพิษที่อาจเจือปนได้ ซึ่งที่

ผ่านมาไม่มีสารพิษเจือปนทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน


Click to View FlipBook Version