The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปัญหาสุขภาพจิตเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by benjamasjaja24, 2022-12-22 23:18:40

ปัญหาสุขภาพจิตเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น

ปัญหาสุขภาพจิตเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น

ปญั หาสขุ ภาพจติ เดก็ วัยเรยี นและวัยร่นุ

โดย ศูนยส์ ขุ ภาพจิตท่ี 5

ปญั หาสุขภาพจิตเด็กวัยเรียนและวัยรุน่
ท่ีพบบอ่ ย

▪ ออทสิ ติก (Autistic spectrum disorder)
▪ สติปัญญาบกพร่อง (Intellectual disability)
▪ สมาธสิ นั้ (Attention-Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD)
▪ เดก็ บกพรอ่ งทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD)
▪ เดก็ ตดิ เกม
▪ การรังแกกัน
▪ โรคซึมเศร้า

ออทิสตกิ (Autistic spectrum disorder)

ความผิดปกตขิ องสมองแบบหนง่ึ ทเ่ี กิดขนึ้ ในวยั เดก็
แสดงอาการผดิ ปกติออกมาใน 2 ดา้ นใหญ่ ไดแ้ ก่

ด้านการสื่อสารและ ด้านอารมณ์
ปฏสิ มั พันธท์ างอารมณ์ และพฤตกิ รรม

สาเหตขุ องโรคออทสิ ตกิ

โรคออทิสติกเกิดจากความผิดปกติของสมองที่เป็นมาต้ังแต่กาเนิด ปัจจุบัน

ยงั ไมส่ ามารถสรุปสาเหตุทีช่ ัดเจนได้ แต่พบว่าอาจมปี ัจจยั บางอย่างทเ่ี กีย่ วข้อง ได้แก่

▪ การเจรญิ เตบิ โตของสมองผิดปกติตง้ั แต่อยูใ่ นครรภ์
▪ โรคทางกายทม่ี ีผลต่อสมอง เชน่ โรคลมชกั บางชนิด
▪ พันธุกรรม ซ่ึงคาดว่าเป็นสาเหตุสาคัญของโรคออทสิ ติก พบว่าพนี่ อ้ งของเด็ก
ออทิสตกิ มีโอกาสเป็นโรค สูงกวา่ คนปกตถิ งึ 50 เท่า

ออทสิ ติก (Autistic spectrum disorder)

อาการ ดา้ นภาษา ดา้ นกจิ กรรม
และการ ที่ทา้ และ
ดา้ น ส่อื สาร ความสนใจ
ปฏิสมั พนั ธ์
กับบคุ คลอนื่

ไมใ่ ชภ้ าษาท่าทาง พัฒนาการในการ มพี ฤตกิ รรมซ้าๆ
เชน่ ไม่สบตาไม่ พดู ชา้ หรอื ไม่พูดเลย
แสดงสีหนา้ ตดิ กับกิจวัตรหรอื ย้าทา
ใชค้ า้ พูดซ้าๆหรือใช้ บางอย่างแบบไมย่ ดื หยุน่
ไมอ่ ยากเขา้ รว่ ม ภาษาท่ไี มม่ ีใครเขา้ ใจ
สนุกรว่ มทาส่งิ ที่ กริ ิยาซา้ ๆเช่นเล่นสะบดั
สนใจกับคนอ่ืนๆ มือหมุนโยกตัวเขย่งเท้า

ปัญหาการเรยี นรขู้ องเดก็ ออทสิ ตกิ

▪ ปัญหาการสื่อสาร เด็กมักไม่ค่อยเข้าใจคาสั่ง และมีภาษาพูดของตนเองที่คนท่ัวไปไม่เข้าใจ
->อาจต้องใช้รปู ภาพหรอื สีชว่ ยในการส่ือสาร
▪ เด็กมักเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือได้ไม่ดี แต่เด็กจะจาได้ดีเม่ือเห็นเป็นภาพ -> ใช้รูปภาพ
ประกอบสอน
▪ เดก็ มักขาดความสามารถในการสรา้ งจินตนาการ ดูการจากท่เี ล่นสมมติไมเ่ ปน็ -> การวาด
ภาพเหมอื นของจรงิ และการใช้หุ่นมอื เล่านิทานจะช่วยใหเ้ ดก็ ออทิสตกิ จินตนาการได้ดขี ้ึน

การดูแลชว่ ยเหลือเดก็ ออทิสติก

• ครอบครวั มบี ทบาทสาคัญที่สดุ ในการสง่ เสริมพัฒนา รวมถงึ การปรบั พฤติกรรม
• บุคลากรทางการศึกษา เชน่ ครูการศกึ ษาพเิ ศษ ครูทโี่ รงเรยี น เพื่อช่วยเหลอื ในด้านการ
จัดการเรียนการสอนทเี่ หมาะสม
• บุคลากรทางการแพทย์ เช่น จิตแพทย์เด็กและวัยร่นุ กมุ ารแพทย์ นกั จติ วทิ ยาเดก็
นกั กิจกรรมบาบัด นกั แก้ไขการพูด เพื่อการชว่ ยเหลือในกรณีทต่ี อ้ งทาการรักษาด้วยยา
รวมถงึ กระตุน้ พัฒนาการด้านต่างๆ
การชว่ ยเหลือเด็กที่ดที ่ีสดุ คือ การร่วมมอื กันทงั้ “ครู หมอ พ่อแม่” เพ่ือใหส้ ามารถ
ชว่ ยเหลือเดก็ ได้อยา่ งรอบดา้ น และเหมาะสมตามความต้องการของเด็กแตล่ ะคน

การดูแลชว่ ยเหลือเดก็ ออทสิ ตกิ

ให้คาปรกึ ษาจิตบาบดั การรกั ษาดว้ ยยาและรกั ษา
ครอบครวั บาบัดตามสภาพ โรคทพี่ บรว่ มดว้ ยที่พบบ่อย

ปัญหา เช่นสมาธิสัน้

เสริมสรา้ งทกั ษะสังคม
เสรมิ สร้างความภาคภูมใิ จใน

ตนเอง

ฟน้ื ฟูสมรรถภาพทางสงั คม
อาชพี และการดูแลในชุมชน

สง่ เสริมปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรม ฟน้ื ฟูสมรรถภาพทางการ
กิจกรรมบา้ บัดแกไ้ ขการพูด ศกึ ษาจัดทาแผนการ
ศึกษารายบุคคล

สตปิ ญั ญาบกพรอ่ ง (Intellectual disability)

เ ป็ น ค ว า ม ผิ ด ป ก ติ ข อ ง พั ฒ น า ก า ร
ด้านสติปัญญา ท้าให้ความสามารถทางปัญญา
ทั่วไปบกพร่อง (การท้าความเข้าใจข้อมูล
การเรียนรู้และการใช้ทักษะใหม่ ๆ) มีข้อจ้ากัด
ของการใช้ความคิด การเข้าใจแนวคิดที่ซับซอ้ น
การสรุปความคิดรวบยอด การใช้เหตุผล
การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และการเรียนรู้
จากประสบการณ์ ส่งผลให้มีปัญหาการปรับตัว
ในการด้ารงชวี ิตประจา้ วัน

สาเหตุสตปิ ัญญาบกพร่อง

1) กรรมพันธ์ุ พบไม่เกนิ 40% ของสาเหตคุ วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา
เช่นกลมุ่ อาการดาวน์ (Down syndrome) กลมุ่ อาการโครโมโซมเอก็ ซ์
เปราะ (Fragile X syndrome)

2) ทางชวี ภาพ
-ขณะตงั้ ครรภ์ เช่น มารดาตดิ เชอื้ มารดาดื่มสรุ าหรอื ได้รบั สารพษิ ขณะต้งั ครรภ์
-ขณะคลอด เชน่ การคลอดกอ่ นกา้ หนดหรอื การบาดเจบ็ ขณะคลอด เป็นต้น
-หลังคลอด เช่น การติดเชอื้ ทางระบบประสาทขาดสารอาหารได้รับความ
กระทบกระเทอื นทางสมอง
3) สิ่งแวดล้อม คือ การขาดสิง่ แวดล้อมทมี่ สี ่วนชว่ ยให้เกดิ การเรียนรู้เช่นในเด็กที่ถกู
ละเลยทอดท้ิง

เด็กที่ถูกทารณุ กรรมในครอบครัวทพี่ อ่ แม่มีฐานะยากจนขาดการศกึ ษาขาดความรู้

การแบง่ ประเภทของภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญา

ประเภท ระดบั สตปิ ัญญา ความสามารถรบั การศึกษา
เดก็ เรียนชา้
71-90 สามารถรับการศึกษาพิเศษสาหรับเด็กเรียนช้าและประกอบ
อาชพี ช่างฝีมือได้

บกพรอ่ งทาง 50-70 ปรบั ตัวทางสงั คมได้แต่ขาดความสามารถในการวางแผนอาจ พอรบั
สตปิ ัญญา ระดบั นอ้ ย/ 35-49 การศกึ ษาในระดบั ประถมตน้ หรือการศึกษาพเิ ศษและ ประกอบ
พอเรยี นได้ อาชพี ที่ไม่ต้องใชค้ วามรับผิดชอบสงู หรืองานประเภท ช่างฝมี ือ
บกพร่องทางสติปัญญา
ระดบั ปานกลาง สามารถอ่านเขยี นและคดิ เลขไดเ้ พยี งเลก็ นอ้ ยเรยี นรไู้ ดช้ า้ ถ้า ได้รบั
การฝึกสอนที่เหมาะสมอาจพอดูแลตนเองใน ชีวิตประจาวันไดแ้ ละ
ทางานง่ายๆภายใต้การควบคมุ ดแู ล

บกพร่องทาง ต่า้ กวา่ 34 มคี วามบกพรอ่ งอย่างเห็นไดช้ ัดในพฤตกิ รรมการปรับตัว และ อาจมี
สตปิ ัญญา ระดับมาก พัฒนาการบกพร่องในด้านภาษาการรับรู้และการ เคลือ่ นไหวการ
ดารงชวี ติ ต้องอย่ภู ายใตก้ ารควบคุมดแู ล เชน่ เดียวกับเด็กเลก็

ลกั ษณะเด็กทบี่ กพรอ่ งทางสติปญั ญา

มปี ญั หา
การเรียน

คิดชา้ พูด ลักษณะเดก็ ท่ี แก้ปญั หา
ช้า บกพร่องทาง ไมเ่ ปน็
สติปัญญา

ทกั ษะตา่ งๆ
ต่า้ กว่าเด็ก
วัยเดยี วกนั

การดแู ลช่วยเหลอื สติปญั ญาบกพรอ่ ง

▪ ถา้ ไมแ่ น่ใจวา่ เดก็ มีภาวะเรยี นรชู้ ้า หรือ บกพรอ่ งทางสติปัญญาหรือไม่ ใหช้ ว่ ยเหลอื ไวก้ อ่ น
▪ เพราะการชว่ ยเหลือหรือกระตนุ้ พฒั นาการน้นั ไมไ่ ด้มีโทษกบั เดก็ หากสุดทา้ ยพบว่าเป็น
เดก็ ปกติ การช่วยเหลือทไ่ี ดไ้ ปก็ทาให้เด็กมีพฒั นาการทด่ี ีขน้ึ กว่าเดมิ ได้
▪ เดก็ ท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญาไมว่ า่ ระดับใด ลว้ นแต่จาเปน็ ต้องเรยี นรทู้ ักษะทาง
วิชาการ การดแู ลตนเอง การทกั ษะสงั คม และทักษะอาชีพ แตจ่ ะมากหรือนอ้ ยเพียงใดก็
ขึ้นอยกู่ ับศกั ยภาพของเดก็ แตล่ ะคน

การสร้างทกั ษะสติปัญญาบกพร่อง

1) ฝึกสอนตามระดับ • การศกึ ษาพเิ ศษ
ความสามารถจรงิ • การชว่ ยเหลอื ตนเอง
• ทกั ษะสงั คม
• ฝกึ อาชพี

2) สง่ เสรมิ • ดนตรี
ความสามารถด้านอ่นื • กฬี า

เพ่ือสรา้ งความ • ศลิ ปะ
ภาคภมู ใิ จในตนเอง • งานชา่ ง, งานฝมี ือ

สมาธสิ ้ัน (Attention-Deficit
Hyperactivity Disorder: ADHD)

เป็นความผดิ ปกตขิ องสมอง (Neuropsychiatric disorder) ที่ทาใหเ้ ด็กมคี วาม
บกพรอ่ งของสมาธแิ ละความสามารถในการควบคุมตวั เอง โดยพบในกลุม่ เดก็
นักเรยี นชายมากกวา่ กลุ่มเด็กนักเรยี นหญิง

ขาดสมาธิ ซนอยู่ไม่น่ิง

สมาธสิ ั้น

(Attention-Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD)

1) กลุม่ อาการขาดสมาธิ • วอกแวกงา่ ย
(Attention Deficit) • เบือ่ ง่ายเปลีย่ นความสนใจบ่อย
• เหม่อลอยฝนั กลางวัน

• ขี้ลมื ทาของหายบอ่ ย

2) กลุม่ อาการซนอย่ไู มน่ ิ่ง • ซนอยูไ่ ม่นิง่ หยกุ หยกิ ขยับตวั ตลอดเวลา
• ชอบปนี ปา่ ยเลน่ ผาดโผน
(Hyperactivity) • เลน่ เสยี งดัง

• พดู มากพูดไม่หยุด

3) กลุ่มอาการว่วู ามหุนหัน • ใจรอ้ นรอคอยอะไรไดไ้ มน่ าน
• ชอบพูดโพลง่ พูดแทรก
พลนั แล่น (Impulsivity) • ทาอะไรโดยไม่ขออนุญาต

สาเหตุของโรคสมาธิสนั้

▪ พนั ธกุ รรม ถ่ายทอดทางยีน ในครอบครัวอาจมีพี่น้อง หรือญาตขิ องเดก็ ทีม่ ีอาการสมาธิสนั้

เช่นกนั
▪ สารเคมีในสมองที่หลงั่ ผิดปกติ
▪ มีปัญหาตงั้ แตอ่ ยใู่ นครรภ์หรือหลงั คลอด เชน่ คลอดก่อนกาหนด ขาดออกซิเจน หรือเคยเกิด
อบุ ตั ิเหตทุ างสมอง โรคไข้สมองอกั เสบ การได้รับสารพษิ บางอยา่ ง

สาเหตดุ งั กลา่ วทาให้ “สมองส่วนหน้า” ซง่ึ ทาหน้าท่ี ควบคุมตนเองและตงั้ สมาธิ
ทางานได้ไมเ่ ต็มท่ี

ปัจจบุ นั เช่อื ว่าโรคสมาธิสนั้ เป็ นความผิดปกตขิ องสมอง ไม่ได้เกดิ จากการเลยี้ งดทู ่ผี ดิ วธิ ี
(แต่การเลีย้ งดทู ่ผี ดิ วธิ ีจะทาให้อาการของโรครุนแรงขนึ้ )

หลากหลายค้าถามเกี่ยวกับสมาธิสนั้

สมาธสิ น้ั ….สน้ั อยา่ งไรจงึ เรยี กวา่ ผดิ ปกติ ?

▪ อาการขาดสมาธิ ซน อยไู่ มน่ งิ่ หุนหนั พลนั แลน่ สามารถพบได้ในคนปกติทว่ั ไป
▪ แต่สาหรับเดก็ สมาธิสั้นนน้ั อาการตอ้ งเป็น “เกือบตลอดเวลา” ทกุ สถานท่ี ทกุ บคุ คล
▪ ทาให้เสยี หายตอ่ การเรียน เชน่ เรียนไมท่ นั เพอ่ื น ผลการเรยี นตกตา่ และสง่ ผลตอ่ การใช้
ชวี ติ ประจาวัน เชน่ โดนครแู ละพอ่ แมด่ ุ โดนทาโทษบ่อยๆ เพือ่ นไมอ่ ยากเลน่ ด้วย

เดก็ แค่เบือ่ งา่ ยเวลาทา้ งาน ไมเ่ ห็นซน จะเรยี กวา่ สมาธิส้นั ได้อย่างไร ?

▪ เป็นไปได้ เพราะเดก็ บางคนจะมีอาการสมาธิสนั้ เพียงอยา่ งเดียวแตไ่ มซ่ นหรือววู่ าม
▪ ลกั ษณะดงั กลา่ วพบได้ทงั้ ในเดก็ ผ้ชู ายและเดก็ ผ้หู ญิง มกั ทาให้ผู้ใหญ่มองข้ามไป ถกู
วินิจฉยั ได้ช้าและไมไ่ ด้รับความชว่ ยเหลือเทา่ ที่ควร

หลากหลายค้าถามเก่ยี วกับสมาธิส้นั

บอกวา่ เดก็ เปน็ โรคสมาธิสั้น แลว้ ท้าไมเดก็ ดูทีวหี รือเลน่ เกมนานเปน็ ชั่วโมงๆ ?

▪ สมาธิถูกกระตุ้นได้จากสิ่งเร้าท่ีน่าสนใจ ซ่ึงโทรทัศน์หรือเกม ซ่ึงมีภาพและเสียง
ประกอบที่สนุก ตื่นเต้นเร้าใจ ไม่น่าเบ่ือ ดังนั้นเด็กสมาธิสั้นจึงดูมีสมาธิ จดจ่อกับ
โทรทศั นห์ รือเกมได้นานๆ
▪ การจะพิจารณาว่าเด็กสามารถจดจ่อ มีสมาธิดีหรือไม่ ควรสังเกตเม่ือเด็กทางาน
ท่ีไม่ชอบ และเป็นงานที่น่าเบื่อ (สาหรับเด็ก) เช่น การทาการบ้าน การทบทวน
บทเรียน การทางานทไ่ี ด้รับมอบหมาย

หลากหลายค้าถามเกย่ี วกบั สมาธิส้ัน

จะเปน็ อะไรไหม…ถ้าไม่รกั ษา ?

▪ เด็กประถมกลุ่มขาดสมาธิอย่างเดียว ไม่ซน -> ผลการเรียนต่ากว่าความสามารถจริง
จะพบอารมณ์เศร้า มองตวั เองไมด่ ี ขาดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง
▪ เดก็ ประถมกลุ่มซน/หนุ หันพลันแล่น -> มักโดนตาหนิโดนลงโทษ เข้ากับเพ่ือนได้ยาก
อาจมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่เช่ือฟัง พบอารมณ์หงุดหงิด กังวล เครียด มองไม่เห็นคุณค่า
ภายในตัวเอง
▪ เมื่อเข้าวัยรุ่น เด็กมักไปรวมกลุ่มกับเด็กท่ีเรียนไม่เก่ง พฤติกรรมต่อต้าน ก้าวร้าว
โกหก ขโมย หนีเรียน จะย่ิงเห็นได้ชัดขึ้น บางรายเริ่มใช้ยาเสพติด การเรียนที่ตกต่าลง
ทาใหเ้ กดิ ความเบอื่ หน่าย และอาจออกจากโรงเรยี นกอ่ นวยั อันควร

การดูแลชว่ ยเหลอื เดก็ สมาธิสั้น

รักษา การปรับ การปรับ จัดสงิ่ แวดล้อมในบ้านใหม้ ี
ด้วยยา พฤติกรรมทงั้ ที่ พฤติกรรมที่ ระเบยี บจดั สถานทีท่ ีส่ งบและไมม่ ี

บา้ นและท่ี บ้าน แบ่งงาสนง่ิ ทรบ่มี กากวนหสรอืมทาธเ่ี ดิ ็กเบ่อื
โรงเรยี น
การปรับ ใหท้ ลี ะน้อย
การสอื่ สารกบั พฤตกิ รรมที่ ใหเ้ ดก็ น่งั หน้าชนหรือใกล้ครูฝึกการ
เด็กสมาธสิ ้ัน โรงเรียน
จดั ระเบียบวางแผนแบ่งเวลา

ชว่ ยเหลอื เป็นพิเศษทางด้านการ
เรยี นมองหาจุดดีของเด็ก

ดึงความสนใจ

บอกความตอ้ งการ

เช็คความถูกตอ้ ง

เดก็ บกพรอ่ งทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD)

รูปร่างหน้าตาของเดก็ จะปกติ เหมือนเพ่ือนในห้องทกุ อยา่ ง
พดู คยุ ตอบคาถามทว่ั ไปได้รู้เร่ืองดี

ดเู ฉลียวฉลาดดี แก้ปัญหาโดยการลงมือทาได้ดี
แตค่ วามสามารถในการเรียนของเดก็ จะต่ากวา่ เดก็ คนอ่ืนในวยั เดียวกนั

ประมาณ 2 ระดบั ชนั้ เรียน

บกพร่อง บกพร่อง บกพร่อง
ด้านการอา่ น ดา้ นการเขยี น ดา้ นคณิตศาสตร์

สาเหตขุ องเดก็ บกพรอ่ งทางการเรยี นรู้

สาเหตุ: ความผดิ ปกติของสารเคมใี นสมอง ทาให้ความสามารถในการรับรู้
การเรยี บเรียงการแปลความขอ้ มูลทไี่ ด้รับและการประมวลผลข้อมลู เพ่อื
สง่ ออกหรอื โต้ตอบเสยี ไปทาใหเ้ ด็กไมส่ ามารถเรยี นรูไ้ ด้เตม็ ศักยภาพท้ังๆ
ที่เดก็ กลุม่ นไ้ี มไ่ ดป้ ญั ญาออ่ นไมไ่ ดม้ ีความพิการ

เด็กบกพรอ่ งทางการเรยี นรู้ (Learning Disability: LD)

ประเภทของภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้: แบง่ ออกเป็น3ประเภท

1) ความบกพรอ่ ง
ด้านการอ่าน

▪ อา่ นหนงั สอื ไมอ่ อก โดยเฉพาะคายาก เช่น คาควบกลา้ การันต์ หรือคาท่ีสะกดไม่
ตรงมาตรา
▪ อา่ นช้า ตะกกุ ตะกกั มกั อา่ นข้ามคา
▪ อา่ นผดิ เพีย้ นจากคาเดิม เน่ืองจากเดาคาจากตวั อกั ษรแรก เชน่ เพื่อน อ่านเป็น พี่,
เที่ยว อา่ นเป็น ท่ี, เขา อา่ นเป็น ขา
▪ แยกพยางค์ในการอา่ นไมไ่ ด้ เชน่ พยายาม = พา-ยาย เขลา = เข-ลา
▪ เรียนรู้คาศพั ท์ใหมๆ่ ได้จากดั สอนแล้วจาไมไ่ ด้ ได้หน้าลืมหลงั
▪ สรุปใจความของการอา่ นไมไ่ ด้

เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD)

2) ความบกพรอ่ งดา้ น
การเขยี นสะกดค้า

▪ เขียนพยญั ชนะ สระได้ไมค่ รบ
▪ เขียนตวั หนงั สือกลบั ด้าน สบั สนหวั เข้าหวั ออก เช่น พ-ผ ค-ด ถ-ภ และหวั หยกั เชน่ ต ฆ ฎ ฏ
▪ สะกดคาผิด วางตาแหนง่ พยญั ชนะ สระ วรรณยกุ ต์ ไมถ่ กู ต้อง และมีปัญหาในการเขียน
คายาก คาพ้องเสียงหรือคาท่ีสะกดไมต่ รงมาตรา
▪ เขียนช้าเพราะต้องดตู ามแบบทลี ะตวั
▪ ลายมือหวดั การเขียนไมเ่ ป็นระเบียบ ตวั อกั ษรขนาดและชอ่ งไฟไมเ่ ทา่ กนั เขียนไมต่ รงบรรทดั
▪ มีปัญหาการแตง่ ประโยค การเว้นวรรค การใช้ไวยากรณ์ และการเรียบเรียงเนือ้ หาในการ
เขียน มกั เลือกใช้คาศพั ท์ง่ายๆ ใช้คาซา้ ๆ

เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD)

3) ความบกพร่อง
ด้านคณติ ศาสตร์

▪ ไมเ่ ข้าใจลาดบั ตวั เลข พดู ตวั เลข 1-20 กลบั ไปมาไมไ่ ด้ ไมเ่ ข้าใจคา่ ของจานวนนบั
▪ เขียนตวั เลขกลบั กนั เช่น 35 เขียนเป็น 53
▪ จาสตู รคณู สตู รคณิตศาสตร์ และสญั ลกั ษณ์คณิตศาสตร์ไมไ่ ด้ (เชน่ =, ≠, >, <)
▪ มีปัญหาความเข้าใจพืน้ ฐานทางคณิตศาสตร์ (บวก ลบ คณู หาร) สบั สนในหลกั การ
ยืมเลข/ทดเลข ทาให้คิดเลขไมไ่ ด้ หรือคิดเลขช้า
▪ มีปัญหาในการวเิ คราะห์โจทย์ปัญหาจากภาษาเขียน และแปลงเป็นประโยคสญั ลกั ษณ์
▪ มีปัญหาในการนบั เงิน การทอนเงิน

เดก็ บกพรอ่ งทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD)

การดูแลช่วยเหลือ

ตอ้ งอาศัยความรว่ มมือจากบุคคลหลายฝ่าย ได้แก่ ทางการศึกษา ทางการแพทย์ ทาง
ครอบครวั และสังคม
▪ การใหค้ วามช่วยเหลือทางการแพทย์ ตรวจวนิ ิจฉัยตงั้ แต่เดก็ เริม่ เขา้ สู่ระบบการศึกษา มีการ
ตรวจรกั ษาความผิดปกตอิ น่ื ท่พี บรว่ มกับเด็ก LD เชน่ โรคสมาธิส้ัน ปญั หาอารมณแ์ ละพฤตกิ รรม
▪ การช่วยเหลอื ทางครอบครวั และสังคม ควรใหค้ าแนะนาแกพ่ อ่ แมเ่ กย่ี วกับปัญหาของเด็ก เพือ่
ลดความเครยี ดและความวิตกกังวลของครอบครัว และเปล่ียนพฤติกรรมจากการตาหนิ ลงโทษ
เป็นความเขา้ ใจ และสนบั สนนุ ส่งเสริมทกั ษะการเรยี นรู้ของเดก็

▪ ***การใหก้ ารช่วยเหลอื ทางการศึกษา*** สร้างทัศนคตใิ ห้เข้าใจและเห็นความสาคญั
แผนการเรยี นรายบุคคล ปรบั วิธกี ารประเมนิ ผล สง่ เสรมิ ทักษะดา้ นอ่ืนๆ

สิ่งส้าคญั ในการชว่ ยเหลอื เดก็ แอลดี

▪ การทางานเป็นทีมระหวา่ งคณุ ครูและผ้ปู กครอง ต้องมีการส่อื สารระหวา่ งครู
และผ้ปู กครองอยา่ งสม่าเสมอ ผ้ปู กครองจะได้เข้าใจปัญหา และร่วมมือกนั ใน
ชว่ ยเหลือเดก็ ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพและทนั ทว่ งที
▪ เดก็ แอลดีมีความจาเป็นต้องได้รับการสอนเสริมพเิ ศษ เพื่อท่ีเด็กจะได้ติดตาม
การเรียนการสอนในชนั้ เรียนได้ทนั

สรุปการดูแลสุขภาพจิตวัยเรียน 4 โรค

ปัญหา อาการแสดงสา้ คัญ วธิ กี ระตนุ้ และดูแล
สมาธสิ ้ัน ซนเกนิ ไป
ใจลอย 1.ดึงความสนใจ : ลดสง่ิ เรา้ สบตา สัมผัสตวั
เรียนรู้บกพรอ่ ง คอยไม่ได้ 2.บอกความตอ้ งการ : ส้ัน ชัด หนักแนน่ จากัดเวลา ส่ังทีละอยา่ ง
สติปญั ญาบกพรอ่ ง อา่ นเพ้ียน 3. เชค็ ความถูกตอ้ ง ใหพ้ ูดทวน
เขยี นผดิ
ออทิสติก คดิ เลขพลาด 1.เล้ียงดตู ามปกติไม่ให้สทิ ธพิ เิ ศษ หาจุดเดน่ ของเด็กมาสร้างความ
เช่อื คนงา่ ย ภมู ใิ จ
ไรไ้ หวพรบิ 2.ชว่ ยการฝกึ อ่านเขยี นคานวณให้ถกู ตอ้ ง
คดิ อ่านชา้
1.ฝกึ สอนตามระดับความสามารถจรงิ :การช่วยเหลอื ตนเอง
ไม่สบตา ทักษะสังคม ฝกึ อาชีพ
ไมพ่ าที 2. สง่ เสรมิ ความสามารถด้านอ่นื เพือ่ สร้างความภาคภมู ใิ จ เชน่
ไมช่ ้ีนวิ้ ดนตรี กีฬา งานชา่ ง งานฝมี อื
1.กระตนุ้ ให้เดก็ สือ่ สาร
2.ให้ความสนใจเดก็ เช่น สบตา พูดช้าๆชดั ๆ ทาเสยี งใหน้ า่ สนใจ
3.ใหร้ างวัล ชมเชย เมือ่ มีพฤตกิ รรมเหมาะสม เพิกเฉยเมือ่ งอแง

เดก็ ตดิ เกม

ลักษณะของการตดิ เกม

คดิ หมกมนุ่ อยแู่ ตก่ บั ใช้เวลาไปกบั การ ถ้าถกู ห้ามไมใ่ ห้เลน่
การเลน่ เกม เลม่ เกมมากขนึ ้ เร่ือย ๆ จะหงดุ หงิด อาจถงึ

มากกวา่ ที่ตงั ใจไว้ ขนั้ ก้าวร้าวได้

สง่ ผลกระทบต่อการเรียน การทางาน สขุ ภาพ ความสัมพนั ธ์ในครอบครัว และการเข้าสังคม
อาจมีปัญหาพฤติกรรมหลายอย่างตามมา เชน่ โกหก ขโมย หนีเรยี น หนีออกจากบ้าน
และตดิ การพนัน

อาการท่ีนา่ สงสัยวา่ เด็กอาจติดเกม

▪สมาธิในการเรียนลดลง
▪ความรับผิดชอบลดลงจากเดมิ เช่น ท าการบ้านไมเ่ สร็จ หรือท าไมเ่ รียบร้อย
▪ดงู ่วงบอ่ ยๆ หรือแอบหลบั ในห้องเรียน
▪อารมณ์อาจดหู งดุ หงิด กระสบั กระสา่ ย
▪ไมค่ อ่ ยเข้าสงั คมกบั เพ่ือนเหมือนเคย
▪แอบเอาโทรศพั ท์มาเลน่ ในห้องเรียน (กรณีที่โรงเรียนให้น าโทรศพั ท์มาได้)
▪มาเรียนสาย หรือโดดเรียน

การชว่ ยเหลือเด็กตดิ เกม

▪ ลองพดู คยุ หาสาเหตดุ ้วยทา่ ทีเป็นกลางไมต่ ดั สิน โดยเกริ่นนาจากพฤตกิ รรมท่ีครู
เหน็ วา่ เป็นปัญหา เช่น เดก็ ดงู ่วงๆ อาจถามถงึ การนอนวา่ เพียงพอหรือไม่ เกิดอะไร
ขนึ ้ ท่ีท าให้เดก็ นอนไมพ่ อ เป็นต้น
▪ สอ่ื สารกบั ผ้ปู กครองถึงปัญหาทคี่ รูพบในชนั้ เรียน ให้ผ้ปู กครองคอยสงั เกต
พฤติกรรมที่บ้าน

การรงั แกกัน (Bullying)

ความเชอ่ื ที่ผิด

▪ เป็นการเลน่ กนั ธรรมดา
▪ เป็นเรื่องปกติ เป็นสว่ นหนง่ึ ของการเตบิ โต
▪ เป็นเรื่องของเดก็ ๆไมเ่ กี่ยวกบั ครู
▪ ควรปลอ่ ยให้เดก็ จดั การปัญหากนั เอง เด็กควรได้เรียนรู้วา่ คนเราต้องชว่ ยตวั เอง
▪ เดก็ ที่รังแกคนอน่ื จะเลกิ ท าไปเองเมื่อโตขนึ ้
▪ ถ้าลกู ฉนั ส้กู ลบั สกั ครัง้ การรังแกกนั จะไมเ่ กิดขนึ ้ อีก
▪ พอ่ แมไ่ มแ่ จ้งที่โรงเรียน เพราะลกู ขอให้เก็บเป็นความลบั เพราะกลวั สถานการณ์
จะยงิ่ แยล่ ง
▪ ลกู ฉนั ไมม่ ีวนั รังแกผ้อู ื่น

การรังแกกัน (Bullying)

▪ เป็นพฤติกรรมที่ทาร้ายคนอื่น
▪ ผ้รู ังแกมีอานาจเหนือกวา่ ผ้ถู กู รังแก
▪ มีทงั้ แบบเผชิญหน้าหรือทางตรง และแบบไมเ่ ปิ ดเผย
▪ รูปแบบท่พี บมากสดุ คือ ทางวาจา รองลงมาคือ ทางความสมั พนั ธ์ ทางร่างกาย
และทางสงั คมออนไลน์
▪ ผ้ชู ายมีพฤตกิ รรมรังแกผ้อู ่ืนมากกวา่
▪ ผ้หู ญิงมกั ใช้วิธีรังแกแบบไมเ่ ปิ ดเผย
▪ พบได้มากสดุ และรุนแรงสดุ ชว่ งเปล่ยี นผา่ นจากชนั้ ประถมไปสมู่ ธั ยมศกึ ษา และ
มีแนวโน้มลดลงในช่วงมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย



ความสา้ คัญหากการรังแกกนั ไม่ไดร้ บั การจัดการ

▪ สร้างวฒั นธรรมวา่ การรังแกกนั เป็นเร่ืองธรรมดา ยอมรับได้ หรือเป็นเรื่องบนั เทิง
▪ เด็กจะเข้าใจว่า เป็ นเรื่องท่ียอมรับได้ ผู้รังแกจะกล้ารังแกมากขึน้ ไม่กลัวผล
ท่ีตามมา
▪ ผู้รังแก เรียนรู้การใช้อานาจและความก้าวร้ าว น าไปสู่การเป็ นหัวโจก เพ่ือน
นกั เรียน เรียนรู้ท่ีจะยอมตามหวั โจกเพื่อจะได้รู้สกึ ปลอดภยั ผ้รู ังแกย่ิงรู้สกึ ได้รับการ
เสริมพลงั
▪ ผ้ถู ูกรังแก เรียนรู้ว่าไม่มีใครช่วยเหลือ สิน้ หวงั สมยอม เพ่ือนมองในทางลบหรือ
มองเป็นตวั ปัญหา ถกู ตอกยา้ บทบาทความเป็นเหย่ือ
▪ เพ่ือนท่ีเข้าข้างผู้รังแก อาจกลายเป็ นคนก้าวร้ าวไปด้วย จับกลุ่มรวมตัวกัน
เพื่อโจมตีผ้อู ื่น
▪ เพื่อนที่เข้าข้างผ้ถู กู รังแก เสย่ี งที่จะกลายเป็นเหยื่อรายตอ่ ไป











โรคซมึ เศรา้ ในวัยเรยี นวัยร่นุ

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

• เกิดจากหลายปัจจยั ร่วมกนั
• ปัจจยั ทางพันธกุ รรมและชีวภาพ

• ความผิดปกตขิ องสารส่อื ประสาทในสมอง
• การถา่ ยทอดพันธุกรรมในครอบครวั ครอบครวั ท่มี ปี ระวัตโิ รคซึมเศร้าหรือโรคจติ เวช
มกั มีโอกาสเสย่ี งสงู กวา่ คนทั่วไป
• ปัจจัยโรคทางกายอ่นื ๆ หรอื ยาบางชนดิ เชน่ การมโี รคทางกายเรื้อรัง
• ปจั จยั ดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม หรือ ปัญหาดา้ นจติ สังคม
• ปัญหาการเลย้ี งดู ความรุนแรงในครอบครัว
• เหตกุ ารณค์ วามเครียดในชีวติ
• การเผชญิ ความรนุ แรงทางจติ ใจ
• มมุ มองต่อตนเองและลักษณะการแก้ไขปญั หา

การชว่ ยเหลอื เด็กท่มี ภี าวะซึมเศรา้

การพูดคุยกับนักเรยี น

▪ แสดงความหว่ งใย วา่ สังเกตเหน็ นักเรยี นเปล่ยี นไป (ดูเศร้ามากขึ้น เหมอ่ ระหว่างเรยี น
แยกตัว)
▪ มีทา่ ทีสงบ ไม่ตนื่ ตระหนก ไม่ตัดสนิ
“ชว่ งนีค้ รสู งั เกตว่า A ดูไม่ค่อยรา่ เรงิ เหมือนเดิม มีอะไรท่ที าใหห้ นกั ใจบอกครูได้นะคะ

การรกั ษาความลับ

▪ ให้ความม่นั ใจวา่ เรือ่ งทคี่ ยุ จะเป็นความลับ
▪ ยกเวน้ เรอ่ื งทเ่ี ปน็ อนั ตราย เช่น การทารา้ ยตัวเอง ความคิดอยากตาย
▪ อย่าสัญญาวา่ จะเก็บเปน็ ความลับถา้ ทาไมไ่ ด้

การชว่ ยเหลือเดก็ ทีม่ ภี าวะซมึ เศรา้

สอน ปรับ แลกเปลย่ี น

สอนทกั ษะให้นักเรียน ปรบั การใหง้ านและการบา้ น แลกเปล่ียนขอ้ มลู กบั
• สอนเทคนิคการแกไ้ ขปัญหา • ไมค่ วรลดความคาดหวังที่มี ผู้ปกครองและแพทย์
• แนะนาวิธกี ารตงั้ เปา้ หมายใน ต่อเดก็ • แจง้ ข้อมลู ดา้ นการเรยี นอารมณ์
การเรียน • ใหเ้ วลาในการทางานมากข้ึน และพฤตกิ รรมท่ีโรงเรยี น
• แนะนาวธิ ีจัดลาดบั การ • ติดตามการสง่ งาน และแนะนา • สังเกตผลข้างเคยี งจากยาเช่น
ทางาน วางแผนงาน และ ปวดศรี ษะงว่ งนอน
ทางาน จุดพัฒนา (feedback) • ติดตามความคิดอยากตายหรอื
ทาร้ายตัวเอง

เทคนิคทีน่ า้ ไปแนะน้านักเรยี นได้

การจัดการกับการท้ารา้ ยตนเอง

• จดั ครู/นกั จิตวิทยา/บคุ ลากรท่ีนกั เรียนไว้ใจ 1 คน เป็นผ้ปู ระสานการดแู ล
ระหวา่ ง ครู ผ้ปู กครองและแพทย์
• หากิจกรรมเบ่ียงเบน เช่น ออกกาลงั กาย ดหู นงั ฟังเพลง
• ทาพฤตกิ รรมทดแทน (ฝึกหายใจผอ่ นคลาย ตอ่ ยหมอน)

การจดั การกับอารมณด์ า้ นลบ

• เขียนบนั ทกึ วาดภาพหรือพดู คยุ เกี่ยวกบั อารมณ์
• เขียนจดหมายระบายความรู้สกึ
• พยายามบรรยายความรู้สกึ ของตนเองออกมา
• จดั สภาพแวดล้อมให้ปลอดภยั เกบ็ อปุ กรณ์และยาที่อนั ตรายออก

พฤติกรรมการเลียนแบบ การท้าร้ายตนเอง

▪ ในโรงเรยี น พฤตกิ รรมการทารา้ ยตวั เองสง่ ผลตอ่ นักเรียนคนอืน่ ด้วย
▪ ให้การพดู คุยชว่ ยเหลือเป็นการส่วนตวั

หลกี เลี่ยง การพูดถงึ เหตุการณท์ ารา้ ยตัวเองในหอ้ งเรยี น หรือห้องประชุมที่มนี กั เรยี นหลายคน

ผลกระทบตอ่ บคุ ลากรในโรงเรยี น

▪ สง่ ผลให้เกิดความเครียดได้
▪ เม่ือนกั เรียนทาร้ายตวั เอง →เศร้า ตกใจ โกรธ กงั วล ทาตวั ไมถ่ กู
▪ ให้ยอมรับความรู้สกึ แง่ลบที่เกิดขนึ ้
▪ เลา่ ความรู้สกึ ให้เพ่ือนร่วมงานฟัง
▪ ดแู ลสภาพจิตใจและร่างกายของตนเอง


Click to View FlipBook Version