The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานกาชาด บทที่ 1-5(แก้ไขล่าสุด)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by onjit2529, 2022-12-09 01:58:05

รายงานกาชาด บทที่ 1-5(แก้ไขล่าสุด)

รายงานกาชาด บทที่ 1-5(แก้ไขล่าสุด)

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

บทท่ี 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญ
สืบเนื่องจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช

กุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งถึงความห่วงใยต่อเด็ก
นักเรียนในถ่นิ ทรุ กนั ดารและห่างไกลท่ีมีเวลาเรียนน้อย ทำใหม้ ีปญั หาดา้ นการอ่านและเขยี นภาษาไทย
พระองค์ท่านอยากให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้ โดยให้น้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง
พัฒนา” มาปรับใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ โดยทรงเน้นในเรื่องความสำคัญของการใช้
ภาษาไทยให้สถานศึกษาในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และโรงเรียนทั่วไปในทุกสังกัดร่วมกันส่งเสริมและพัฒนา
ทักษะการฟัง การพูดการอ่าน และการเขียนภาษาไทยให้กับนักเรียนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้
ส่งผลให้เกิดการเข้าถึงทั้งในด้านการศึกษาในวิชาอืน่ ๆ ในการใช้ชีวติ ประจำวนั ด้านสาธารณสขุ หรือ
อ่นื ๆ ท่ีรฐั จัดสวสั ดกิ ารไว้ ซ่งึ จะไดไ้ ม่เปน็ อุปสรรคในการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต

จากพระราชดำริดังกล่าวทรงให้สำนักงานเหล่ากาชาดทุกจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัดดำเนินการ
จัดทำโครงการเพื่อพัฒนาส่งเสริมในด้านการพูด การอ่าน การเขียนและการสื่อสารภาษาไทย ตาม
บริบทของพื้นที่และสภาพการมีปัญหาของการใช้ภาษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่นั้น ๆ เพราะพระองค์
ท่านทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาถือเป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิต การที่ประเทศชาติจะ
พัฒนาได้นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เยาวชนจะต้องได้รับการศึกษาที่ดีเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการ
พัฒนาบ้านเมืองต่อไปในอนาคต แต่ว่าปัจจุบันปัญหาด้านการศึกษายังมีอยู่มากโดยเฉพาะเยาวชน
นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและนกั เรียนในถ่ินทุรกันดาร และโรงเรียนทั่วไป

สำหรับเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลาได้น้อมรับพระราชดำริดังกล่าวและได้ดำเนินการให้เกิด
กระบวนการดำเนินงานในการอบรมและพัฒนาเด็กนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ให้เกิดความ
ภาคภูมิใจเล็งเห็นถึงความสำคัญ รักและหวงแหนในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง รักษาภูมิปัญญาและ
องค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนที่เป็นวิถีชีวิตของชุมชน จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนและ
เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเบื้องต้นในการดำเนินวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงตามแนวทางพระราชดำริ และดูแลปกป้องรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงความสมบูรณ์
ผ่านการฝึกอบรมและการศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และโครงการตามแนวพระราชดำริ โดย
การสอดแทรกหลกั คุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน และการใชช้ ีวิตใหก้ บั เดก็ และเยาวชน ภายใต้
การสนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดสงขลากับเหล่ากาชาดจังหวัด
สงขลา

เหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียน
ภาษาไทย ในจังหวัดสงขลา โดยความร่วมมือจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 3 เขตพื้นที่การศึกษา ของสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน (สพฐ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 (กองกำกับตชด.ที่ 43) และ

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพฒั นาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒
สำนักงานกาชาดจงั หวดั สงขลา

สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะการฟังพูดภาษาไทยให้กับ
นักเรียนในสถานศึกษาทั้ง 4 หน่วยงาน สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ซึ่งส่งผลให้เข้าถึงทั้งในด้าน
ต่าง ๆ และผลการเรียนด้วย หรือด้านอื่น ๆ ที่รัฐจัดสวัสดิการไว้ ดังนั้น จากพระราชดำริดังกล่าว
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียนภาษาไทย
ให้กับนักเรียนที่ยังพูด อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการ
ดำรงชีวิตของนักเรียน เป็นอุปสรรคตอ่ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเพือ่ ให้สามารถ
ใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารกับคนในชุมชนและนอกชุมชนได้โดยไม่อาย ไม่กลัว ด้วยวิธีธรรมชาติใน
ชีวิตประจำวันแบบไร้กระบวนท่าของครู ผู้ช่วยครูที่เป็นบุตรหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และผู้นำ
กลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีที่มีในโรงเรียนและชุมชน ซึ่งเมื่อดำเนินการผ่าน
ไประยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่านักเรียนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ สามารถสื่อสารภาษาไทยเพื่อใช้ใน
การศึกษาเล่าเรียนกับเพื่อน ๆ คุณครู หรือคนในชุมชนเพิ่มมากขึน้ สามารถสื่อสารกับหมอ พยาบาล
เมื่อไมส่ บาย เป็นตน้

จากผลในการดำเนินงานโครงการดังกล่าวในการนำข้อมูลไปพัฒนา ปรับปรุงให้มี
ประสิทธิภาพมากข้ึน สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา ดำเนินการจัดทำรายงานโครงการส่งเสรมิ
และพัฒนาการพูด อ่านเขียนภาษาไทยสถานศึกษาในจังหวัดสงขลา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565
รวมทั้งทำหนา้ ทีส่ ่งเสริม สนับสนุน นิเทศ ติดตาม การดำเนินงานในพื้นที่ดำเนินงานทั้ง 13 โรงเรียน
จงั หวดั สงขลา และรายงานตอ่ สำนักงานสภากาชาดไทย ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

วัตถปุ ระสงค์

1. เพื่อเสริมสร้างทักษะในการอ่าน การเขียน ภาษาไทย และสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
ให้กบั เด็กนักเรยี นในถ่ินทรุ กนั ดารและเดก็ นักเรียนในพน้ื ท่ปี กติ

2. เพ่อื สร้างความตระหนกั รู้ในการใช้ภาษาไทย
3. เพอื่ ให้ผปู้ กครอง ผนู้ ำชุมชน ผ้นู ำศาสนา และประชาชนในพ้ืนที่ไดม้ ีสว่ นรว่ มกิจกรรมการ
สง่ เสริมการใชภ้ าษาไทย

เปา้ หมาย
โรงเรยี นกลุ่มเปา้ หมายจำนวน 13 โรง นกั เรยี นกลมุ่ เป้าหมายจำนวน 166 คน

จำแนกตามสงั กัด ตามตารางที่ ๑ ดงั น้ี

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพดู อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

ตารางที่ 1 โรงเรยี นกลุม่ เปา้ หมายจำนวน 13 โรง นกั เรียนกลมุ่ เป้าหมายจำนวน 166 คน
(ภาคเรยี นที่ 2/2564)

ที่ โรงเรยี น อำเภอ เด็กนกั เรียนทีเ่ ข้ารว่ ม สงั กดั หมายเหตุ
จะนะ โครงการ
๑ โรงเรยี นบา้ นสะกอม นาทวี สพฐ.
๒ โรงเรียนสง่ เสรมิ อิสลาม ๕
๓ ตชด.เชิญ พศิ ลยบุตร สะบา้ ย้อย ๑๗ สช.
๔ ตชด.บา้ นประกอบออก ๑๒
๕ โรงเรยี นบา้ นโมย สะเดา ๑๐ ตชด.
๖ โรงเรยี นบ้านควนหรัน ๑
๗ ตชด.มหาราช 1 ๑๕ ตชด.
๘ ตชด.บ้านสำนักเอาะ ๒๖
๙ ตชด.บา้ นหาดทราย ๑๐ สพฐ. ไดล้ งตรวจ
๑๐ ตชด.พลเอกนวลฯ ๒๕ สพฐ. เยย่ี มแลว้
๑๑ ตชด.บา้ นบาโรย ๒๖ ตชด.
๑๒ ตชด.สอื่ มวลชนกฬี า ๑ ตชด. ทุก
๑๓ ตชด.บา้ นชายควน ๑๕ ตชด. โรงเรยี น
รวม ๑66 ๓
ตชด.
คน
ตชด.

ตชด.

ตชด.

ตารางที่ ๒ โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 12 โรง นกั เรยี นกลมุ่ เปา้ หมายจำนวน 165 คน
(ภาคเรียนท่ี 1/2565)

ท่ี โรงเรยี น อำเภอ เด็กนกั เรียนที่เขา้ รว่ ม สังกัด หมายเหตุ
จะนะ โครงการ
๑ โรงเรยี นบา้ นสะกอม นาทวี สพฐ.
๒ โรงเรยี นส่งเสรมิ อิสลาม ๕ สช.
๓ ตชด.เชิญ พศิ ลยบตุ ร สะบ้ายอ้ ย ๑๗ ตชด. ได้ลงตรวจ
๔ ตชด.บา้ นประกอบออก ๑๒ ตชด. เยย่ี มแล้ว
๕ โรงเรียนบา้ นโมย ๑๐ สพฐ. ทกุ
๖ โรงเรียนบา้ นควนหรนั ๑ สพฐ. โรงเรยี น
๗ ตชด.มหาราช 1 ตชด.
๘ ตชด.บ้านสำนกั เอาะ ๑๕ ตชด.
๙ ตชด.บ้านหาดทราย ๒๖ ตชด.
๑๐
๒๕

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

ตารางท่ี ๒ (ตอ่ )

ท่ี โรงเรยี น อำเภอ เด็กนักเรียนทเี่ ขา้ รว่ มโครงการ สังกดั หมายเหตุ
๑๐ ตชด.พลเอกนวลฯ ๒๖ ตชด.
๑๑ ตชด.บ้านบาโรย
๑๒ ตชด.ส่ือมวลชนกฬี า สะเดา 0 ตชด.
๑๓ ตชด.บ้านชายควน ๑๕ ตชด.
รวม ๑65 ๓ ตชด.
คน

จากตารางที่ 2 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านบาโรย ปลอดนักเรียนอ่านไมอ่ อกเขียน
ไมไ่ ด้ จงึ ทำใหก้ ลุ่มเปา้ หมายลดลงไปจำนวน 1 โรง

ผลทคี่ าดวา่ จะได้รับ

1. ไดส้ นองงานตามโครงการพระราชดำริ

2. นกั เรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน นกั เรียนสงั กดั เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
และ และนักเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน เป็นนักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 13 โรงเรียน
สามารถพฒั นาการพดู อ่าน เขียนภาษาไทย

3. เด็กนักเรยี นสามารถอ่าน เขยี น ได้คล่องขึ้น และสามารถนำทกั ษะจากการจัดกจิ กรรม
ไปปรบั ใชใ้ นชีวิตประชำวัน

4. เด็กนักเรียนเกิดความตระหนักรู้ สามารถนำไปปรับใช้ในการช่วยเหลืองานครอบครัว
และชุมชน มคี วามสำนกึ รกั บ้านเกิด มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้

5. ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และประชาชน ได้ทำกิจกรรมการใช้ภาษาไทยที่เปน็
ประโยชนต์ ่อตนเองและชมุ ชนร่วมกัน

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพฒั นาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๕
สำนักงานกาชาดจงั หวดั สงขลา

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง

ในการดำเนินการโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียนภาษาไทย ของสำนักงาน
เหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา ได้ขับเคลื่อนโครงการและรายงานผลการดำเนินงานในพื้นที่อำเภอนาทวี
อำเภอสะเดา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอจะนะ โดยผู้รายงานได้มีวัตถุประสงค์ดำเนินงานโครงการ
ดงั น้ี 1. เพือ่ เสริมสรา้ งทกั ษะในการอา่ น การเขยี น ภาษาไทย และสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ให้กับ
เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารและเด็กนักเรียนในพื้นที่ปกติ 2. เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการใช้
ภาษาไทย 3. เพื่อให้ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมกิจกรรม
การส่งเสริมการใช้ภาษาไทยพร้อมทั้งผลักดันศักยภาพอาสาสมัครต่าง ๆ ของสภากาชาดไทยให้มี
กจิ กรรมบำเพญ็ ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ผ้รู ายงานได้รวบรวมเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง ดังนี้

๑. สาระสำคัญแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพ
รตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ฉบบั ท่ี ๕ พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๙

๒. ครจู ติ อาสา
๓. การสง่ เสรมิ และสนับสนนุ การพฒั นาการเรียนรกู้ ารอ่าน การเขยี นภาษาไทย
๔. แนวทางการเสริมสรา้ งจติ สาธารณะ
5. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย
6. ทฤษฎแี ละจติ วทิ ยาที่เกยี่ วข้องกบั การพฒั นาทางภาษา
7. การอา่ น และการเขยี น
๙. งานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้อง

๑ สาระสำคัญแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพ
รตั นราชสดุ าฯสยามบรมราชกมุ ารี ฉบับท่ี ๕ พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๙

แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารี ฉบับที่ ๕ เป็นแผนระยะ ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๙) จัดทำขึ้นในช่วงเวลาของ
การปฏิรูปประเทศไทย ปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ การเข้าเป็นสมาชิกของประชาคม
อาเซียน พร้อม ๆ กับสถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ และ
ยุคดิจิทัล แม้ว่าเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล แต่ก็ย่อม
ได้รับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงของโลกปัจจุบันที่เชื่อมต่อกันถึงด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมี
ความจำเป็นต้องเตรียมเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังน้ัน
แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกนั ดาร ตามพระราชดำริฉบับท่ี ๕ น้ี จึงได้จัดทำใหส้ อดคล้องกบั
ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๗๙) ซึ่งเป็นแผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๔) ที่น้อมนำ “หลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศ แผนการศึกษาแห่งชาติ

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๖
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

(พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๗๔) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals:
SDGs) โดยกำหนดเปน็ วัตถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมายหลกั ของการพฒั นาไว้ ดงั นี้

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตทีด่ ีโดยได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างสมดุลในด้าน
พุทธศิ ึกษา จรยิ ศึกษา หตั ถศกึ ษา และพลศึกษา ด้วยกระบวนการเรยี นรู้จากการปฏบิ ัติมีความรักและ
หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติภาคภูมิใจในความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและ
ประเทศชาติได้
๒. เพื่อขยายการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้
ครอบครัวและชุมชนเกิดการพัฒนา ช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนและโรงเรียนไป
พรอ้ ม ๆ กนั
๓. เพื่อผลักดันให้สถานศึกษาพัฒนาเป็นศูนย์บริการความรู้ สามารถถ่ายทอดความรู้และ
เทคโนโลยกี ารพัฒนาใหก้ บั ผูป้ กครอง ชุมชน และสถานศกึ ษาหรือองคก์ รอื่น ๆ ทงั้ จากภายในประเทศ
และจากต่างประเทศ เพื่อนำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละที่ สร้างความร่วมมือและ
เครือขา่ ยเชอื่ มโยงระหวา่ งประเทศ
เป้าหมายหลัก

การพฒั นาตามแผนฯ ฉบบั ท่ี ๕ ประกอบดว้ ย ๘ เปา้ หมายหลักดังน้ี
เปา้ หมายหลกั ท่ี ๑ เสรมิ สรา้ งสขุ ภาพของเด็กต้งั แตใ่ นครรภ์มารดา
เป้าหมายหลกั ท่ี ๒ เพิม่ โอกาสทางการศึกษา
เป้าหมายหลักท่ี ๓ เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางวิชาการ

และทางจริยธรรม
เป้าหมายหลักท่ี ๔ เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางการงาน

อาชพี
เป้าหมายหลักท่ี ๕ ปลูกฝังจิตสำนึกและพัฒนาศักยภาพของเด็กและ

เยาวชนในการอนรุ กั ษ์
เป้าหมายหลักท่ี ๖ เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์

และสบื ทอดวัฒนธรรมและภมู ปิ ัญญาของทอ้ งถน่ิ และของชาติไทย
เป้าหมายหลกั ท่ี ๗ ขยายการพัฒนาจากโรงเรียนสูช่ มุ ชน
เปา้ หมายหลกั ท่ี ๘ พฒั นาสถานศึกษาเป็นศนู ย์บรกิ ารความรู้

การจดั การศกึ ษาของโรงเรียนในโครงการพัฒนาเดก็ และเยาวชนในถ่ินทุรกันดาร ตามพระราชดำริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การจัดการศึกษาของโรงเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตาม
พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยึดหลักการจัดการศึกษา
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ และ
(ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๓ การจดั ระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศกึ ษา ยึดหลักมเี อกภาพด้าน
นโยบายและ มีความหลากหลายในการปฏิบัติ ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด โดยมีกระบวนการ

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๗
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

บริหารจัดการที่เป็นระบบ รูปแบบ ขั้นตอน วิธีดำเนินการที่มีคุณภาพ ตามหลักการกระจายอำนาจ
การบริหาร จัดการศึกษา ทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารบุคคล และงานบริหารทั่วไปซ่ึง
เป็นไปตาม หลักของการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School based management)
(กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๖, หน้า ๓๔) โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับบุคคล หน่วยงาน
องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน และการรวมกลุ่มสถานศึกษา ทั้งนี้เพราะการบรหิ ารโดยคณะกรรมการ
เปน็ องค์คณะบุคคล เป็นการเปิด โอกาสให้ผูเ้ ก่ยี วข้องเขา้ มามีส่วนร่วมในการบริหารจดั การซึ่งจะทำให้
เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงาน และองคก์ ร (ธรี ศักดิ์ อปุ ไมยอธิชัย, ๒๕๖๐, หน้า ๘๑-๘๒) มีกระบวนการ
ประเมินผลการจัดการศึกษาที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนให้
ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา โดยกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ถือว่าทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้นัน้ สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรยี นการ
สอนโดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน คำนึงถึง
ความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างสมดุล ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
จากประสบการณ์จริง โดยการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวก
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลผลิตที่พึงประสงค์ นำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย คือการมีพลเมืองท่ีมีคุณภาพเป็นกำลัง
สำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งสอดคล้อง กับแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตาม
พระราชดำรสิ มเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี

๒. ครจู ิตอาสา
ผรู้ ายงานโครงการไดร้ วบรวมเอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวขอ้ งดังน้ี
๒.๑ ทฤษฎแี ละแนวคดิ เกยี่ วกบั ครูจติ อาสา
๑) ความหมายของจติ อาสา
๒) ความสำคัญของจติ อาสา
๒.๑ ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกบั ครจู ติ อาสา
๑) ความหมายของจิตอาสา
ความหมายของ “จิตอาสา”ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ
พ.ศ.๒๕๔๒ ไดใ้ หค้ วามหมายของ “จิตอาสา” ดังน้ี
๑) “จิต” เป็นคำนาม หมายถึง ใจ ส่งิ ทีม่ ีหนา้ ทรี่ ู้ คดิ และนกึ
๒) “อาสา” เป็นคำกริยา หมายถึง เสนอตวั เขา้ รบั ทำ
ดังนั้น “จิตอาสา” จึงหมายถึง จิตแห่งการให้ความดีงามทั้งปวงแก่เพื่อนมนุษย์ โดยเต็มใจ

สมัครใจอิ่มใจ ซาบซึ้งใจ ปิติสุข ที่พร้อมจะเสียสละเวลา แรงกาย แรงสติปัญญา เพ่ือ
สาธารณประโยชน์ในการทำกิจกรรม หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และมี
ความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นจิตที่ไม่นิ่งดูดายเมื่อพบเห็นปัญหา หรือความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับ
ผู้คน เป็นจิตที่มีความสุขเมื่อได้ทำความดีและเห็นน้ำตาเปลี่ยนแปลงเป็นรอยยิ้ม เป็นจิตที่เปี่ยมด้วย
“บุญ” คือความสงบเยือกเย็น และพลังแห่งความดี อีกทั้งยังช่วยลด “อัตตา” หรือความเป็นตัวตน
ของตนเองลงได้

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๘
สำนกั งานกาชาดจังหวดั สงขลา

วิชัย วงษ์ใหญ่ (๒๕๕๙, หน้า ๓๖)ความหมาย จิตอาสา หมายถึง ความสำนักของ
บุคคลที่มีต่อส่วนร่วม เป็นจิตที่เป็นผู้ให้ คิดดี คิดทางบวก มีความหวังดีต่อผู้อื่น เป็นความสมัครใจ
เต็มใจ ตั้งใจทำ อยากช่วยเหลือ โดยไม่หวังผลตอบแทนและส่งผลให้เกิดความสุขทางจิตใจ ผู้ที่มีจิต
สาธารณะจะแสดงพฤติกรรมที่อาสาทำประโยชน์เพ่ือสว่ นร่วม การงดเว้นการกระทำที่จะส่งผลให้เกิด
ความชำรดุ เสยี หาย การมสี ว่ นรว่ มดแู ลรักษาและเคารพสทิ ธขิ องบุคคลอน่ื ในการใช้ทรัพยส์ ินสว่ นร่วม

“จติ ” (mind) หมายถึง ใจ สงิ่ ทมี่ หี นา้ ท่ีรู้ คิดและนกึ
“จิตสำนึก” (consciousness) หมายถึง เป็นภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัว รู้ว่าทำอะไร
อยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร สามารถตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส
และส่งิ ท่ีสมั ผสั ได้ดว้ ยกาย
“อาสา” (Service Volunteer) หมายถึง การเสนอตัวเข้ารับทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
ซ่งึ อาจเป็นประโยชน์ตอ่ บคุ คลใดบุคคลหนึ่งหรือเป็นประโยชน์ต่อสว่ นรว่ มก็ได้
“สาธารณะ” (public) หมายถึง ทัว่ ไป เป็นของกลางสำหรบั สว่ นรวม แสดงออกเพื่อ
สงั คมสว่ นรว่ ม เปน็ การบรกิ ารชมุ ชน ทำประโยชน์เพือ่ สงั คม ถา้ ใชข้ องก็จะใช้ประโยชนร์ ่วมกนั
๒) ความสำคญั ของจิตอาสา

๑) ทำให้บุคคลมีความคิดขั้นสูงช่วยยกระดับจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา

เพราะจิตอาสามุ่งเน้นการให้มากกว่าการรบั ทำให้ได้พบความสุขที่เกิดจากการให้ซึ่งเป็นความสุขที่มี

คุณค่ากว่า

๒) บุคคคลที่มีจิตอาสาย่อมเป็นทีร่ ักใคร่ของบุคคลรอบขา้ ง เพราะมองเห็น

คุณค่าในความดีที่มีอยู่ในบุคคลนั้น มากกว่ามูลค่าของทรัพย์สินใดๆ นอกจากนี้ยังเป็นการผูกมิตรแท้

ไดอ้ ยา่ งยั่งยนื

๓) ทำให้สังคมมีการแบ่งปัน การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกนั และกัน ร่วมมือกัน

ดูแลรกั ษาสง่ิ ของสาธารณะเพือ่ การใช้ประโยชน์รว่ มกัน รวมทงั้ สง่ิ แวดล้อมรอบตัว

๔) ทำให้สังคมน่าอยู่และเป็นสังคมคุณภาพที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้

พงึ่ พาอาศัยซง่ึ กนั และกัน

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งจติ อาสาและจิตสาธารณะ
“จิตอาสา” (volunteer mind) หมายถงึ จติ ใจทคี่ ิดช่วยเหลือผู้อ่าน จติ ใจทเ่ี ปน็ ผูใ้ ห้
เชน่ ให้ส่งิ ของ ใหเ้ งิน ใหค้ วามชว่ ยเหลือดว้ ยกำลงั แรงกาย แรงสมอง ซ่ึงเป็นการเสียสละ ส่งิ ที่ตนเองมี
แม้กระทั่งเวลา โดยมีปัญญาเป็นเครื่องกำกับ เป็นการกระทำที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ส่งผลให้แสดง
พฤติกรรมหลัก ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) การชว่ ยเหลอื ผ้อู ่านโดยไมห่ วังส่งิ ตอบแทน ๒) การเสยี สละประโยชน์
ส่วนตนเพือ่ ประโยชนส์ ่วนรวม และ ๓) การมุ่งม่ันพัฒนาสงิ่ รอบตวั ให้เกิดการเปลย่ี นแปลงทีด่ ขี ้ึน
“จิตสาธารณะ” (public mind) บางครั้งอาจใช้คำว่า จิตสำนึกสาธารณะ หมายถึง
จติ ใจทีค่ ำนงึ ถงึ ส่วนร่วมกัน คำนึงถึงบุคคลอน่ื ท่ตี า่ งมีความสัมพนั ธ์เช่อื มโยงเป็นหนง่ึ เดยี วกัน รวมทั้งมี
ความสำนึกและยึดมั่นในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยประหยัด
และมีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ส่งผลทำให้แสดงพฤติกรรมหลัก ๓ ด้าน ได้แก่

รายงาน โครงการส่งเสริมและพฒั นาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๙
สำนักงานกาชาดจงั หวดั สงขลา

๑) การงดเว้นการกระทำที่จะส่งผลทำให้เกิดความชำรุดเสียหายของทรพั ย์สินส่วนรวม ๒) การมีส่วน
ร่วมดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนรวม และ ๓) การเคารพสิทธิของบุคคลอื่นในการใช้ทรัพย์สินส่วนรวม
บางคร้ังหมายถึงจิตอาสา

จิตสาธารณะ (Public Mind) หรือจิตสำนึกสาธารณะ (Public Consciousness)
เป็นคำบ่งบอกถึงพฤติกรรมที่หลากหลายแต่มีความหมายเดียวกัน เช่นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
การช่วยกันดูแลรักษาสาธารณะสมบัติการมีความรับผิดชอบเป็นต้น จึงมีผู้ให้คำจำกัดความไว้
หลากหลายดังต่อไปนี้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (๒๕๔๒, หน้า ๑๔) ได้ให้ความหมาย
จติ สาธารณะว่าเปน็ การรจู้ กั เอาใจใส่เปน็ ธุระและเข้าร่วมในเร่ืองของส่วนรวมทีเ่ ป็นประโยชน์ต่อชาติ

อรญั ญา ตุ้ยคมั ภรี ์ และ จริ ะสขุ สขุ สวัสดิ์ (๒๕๕๙, หนา้ ๒๔) กล่าวว่า จติ สาธารณะ
หมายถึงความรู้สึกในการตระหนักรู้ ความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของบุคคลในการแสดงออก
พฤติกรรมจิตอาสาที่เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วยความสมัครใจรวมทั้งการมีคุณธรรม จริยธรรม
และการมีความรับผิดชอบในจิตสำนึกที่ดีทั้งต่อตนเองและส่วนรวม เช่น การให้ความช่วยเหลือ การ
เสียสละ การอุทศิ ตนเองแก้ไขปัญหาตา่ งๆ ทีเ่ กิดขึ้นภายในสังคมด้วยความเต็มใจ เสียสละ และไม่หวัง
ผลตอบแทนเพื่อใหเ้ กิดคุณคา่ สูงสดุ และเปน็ ประโยชน์แก่บคุ คลสว่ นรวมในสังคม

กรรยา พรรณนา (๒๕๕๙, หนา้ ๑๓) กล่าววา่ จติ สาธารณะ หมายถงึ การรู้จักเอาใจ
ใส่เป็นธุระในเรื่องของส่วนรวมที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การคิดในสิ่งที่ดี ประพฤติดี ยึดประโยชน์
ส่วนรวมเป็นที่ตั้งไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว การรู้จักสิทธิของตนเองและผู้อื่นการไม่ทำลาย
เบยี ดเบียนบคุ คลสงั คมวฒั นธรรม ประเทศชาติและส่ิงแวดลอ้ ม

วชั รา ไชยสาร (๒๕๕๕, หนา้ ๑๔-๑๖) กล่าวว่า จิตสาธารณะ หมายถงึ จติ สำนกึ เพ่ือ
ส่วนรวม จึงเป็นการแสดงออก เพื่อสังคมส่วนรวม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นการบริการชุมชน
ทำประโยชน์เพื่อสังคมการคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม การกระทำความดีการ
เอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ตลอดจนร่วมมือกระทำเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่ขัดต่อ
กฎหมาย คุณธรรมจริยธรรม หรือศีลธรรมอันดีการสร้างจิตสาธารณะในสังคมไทย การปลูกฝังให้
พลเมอื งมีจิตสาธารณะจงึ เป็นเรื่องทย่ี าก ตอ้ งมีการสัง่ สอน อบรม กลอ่ มเกลา ซงึ่ ตอ้ งใชเ้ วลาในการซึม
ซับอยา่ งต่อเนอ่ื งตลอดจนสภาวะแวดลอ้ ม ของสงั คมทเี่ อ้อื ตอ่ การสรา้ งจติ สาธารณะ

การสร้างจติ สาธารณะเปน็ แนวทางพฒั นาที่ย่งั ยืนและถาวร แตก่ เ็ ปน็ ความรบั ผิดชอบ
ต่อตนเอง หากบุคคลน้ัน ๆ ไม่ยอมรับจิตสาธารณะ ก็ไม่เกิดขึ้น ตัวบุคคลจงึ มีความสำคัญสว่ นหนึง่ ใน
การสร้างจิตสาธารณะ ซึ่งสิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การสร้างความคิดในเชิงบวก แล้วส่งเสริมให้มีการ
ยึดหลักคณุ ความดีในการดำเนินชวี ติ หลงั จากนั้นจะเกิดพฤติกรรมท่ีแสดงออกมาภายนอกที่กระทำต่อ
สาธารณชน และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายอย่างมีคุณค่า ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ซึ่งกระบวนการสร้างจิตสาธารณะในแต่ละขั้นตอนไม่สามารถแยกจากกันไดโ้ ดยเดด็ ขาด แต่ทุกสิ่งทุก
อย่างต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนือ่ งความจำเปน็ ต้องเข้าใจถึงแนวทางในการสร้างจิต
สาธารณะเพอ่ื กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อตนเองและตอ่ สังคมโดยสว่ นรวม ดงั นี้

๑. สร้างวินัยในตนเอง ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย รู้ถึง
ขอบเขตของสทิ ธิเสรีภาพ หนา้ ที่ ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองและสังคม

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๑๐
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

๒. ให้ความสำคัญต่อสิง่ แวดล้อม ตระหนักเสมอว่าตนเองคือสว่ นหนึง่ ของสังคมตอ้ ง
มคี วามรับผิดชอบในการดแู ลรกั ษาสิง่ แวดลอ้ ม เป็นเร่ืองของส่วนรวม ประเทศชาติและสงั คมโลก

๓. ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคม ถือว่าเป็นปัญหา ของตนเอง
อยา่ หลกี เลย่ี ง ต้องช่วยกนั แก้ไข

๔. ยึดหลักธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะหลักธรรมหรือคำสั่งสอน ในทุกศาสนาที่
นับถือ สอนให้คนทำความดี ถ้าปฏิบัติได้จะทำให้ตนเองและสังคมสามารถ อยู่ร่วมกันได้อย่างมี
ความสุข

ชัยวฒั น์ สุทธิรตั น์ (๒๕๕๒, หน้า ๙๓) ใหค้ วามหมายจิตสาธารณะว่าเปน็ การกระทำ
ด้วยจิตวิญญาณที่มีความรักความห่วงใย ความเอื้ออาทรต่อคนอื่นและสังคมโดยรวม การมีคุณธรรม
จรยิ ธรรม และการไม่กระทำทเ่ี ส่ือมเสยี หรือเป็นปัญหาต่อสังคม ประเทศชาตกิ ารมจี ิตที่คิดสร้างสรรค์
เป็นกศุ ล และมุง่ ทำกรรมดที เ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อส่วนรวม คดิ ในทางที่ดีไมท่ ำลายเบียดเบียนบุคคล สังคม
วัฒนธรรมประเทศชาติและสิ่งแวดล้อม การกระทำและคำพูดที่มาจากความคิดที่ดีการลดความ
ขัดแยง้ และการให้ขวญั และกำลังใจตอ่ กนั เพื่อใหส้ ังคมโดยสว่ นรวมมคี วามสุข

ดังนั้น จิตสาธารณะ หมายถึง พฤติกรรมของนักเรียนที่รู้จักดูแลเอาใจใส่และกระทำ การอัน
เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม มคี วามรักและความรูส้ ึกเปน็ เจา้ ของสาธารณะรว่ มกนั รักษาสมบตั สิ ่วนรวม
ไมท่ ำลายสมบัติของส่วนรวม พรอ้ มทจี่ ะมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมสาธารณะ รับรถู้ ึงปัญหาท่ีเกิดข้ึนและมี
ส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไข รวมทั้งติดตามประเมินผลปัญหานั้นตลอดจนอาสาทำบางอย่างเพ่ือ
สว่ นรวมดว้ ยความสมัครใจ

๒) ความสำคัญ ของจิตสาธารณะ
การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมด้านจิตสาธารณะกับบุคคลต่าง ๆ ให้มีความ

รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมหรือสาธารณะ จะเป็นการสร้างคุณธรรมจริยธรรม ให้เกิดขึ้นกับบคุ คล
โดยท่วั ไป โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน รวมทั้ง ประชาชนท่วั ไป ส่งิ เหลา่ น้เี ป็นเร่ืองท่ีเกิดข้ึนจากภายใน
กายของคน "จิตสาธารณะ" เปน็ ความสำคญั ในการปลุกจิตสำนกึ ใหผ้ คู้ นรจู้ ัก การเสยี สละ การรว่ มแรง
รว่ มใจร่วมมือในการทำประโยชนเ์ พื่อสังคมและสว่ นรวมอีกท้ังจะชว่ ยลดปัญหาทเี่ กิดขึ้นกบั ตนเองและ
สังคม การช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิต อันจะเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เป็นการแก้ปัญหาและ
สร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับสังคมอย่างได้ผลเป็นเชิงประจักษ์ได้ดังนั้นพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๔๕ หมวด ๑
บททวั่ ไปทว่ี ่าดว้ ยความม่งุ หมายและหลักการ มาตราท่ี ๗ ได้แสดงถงึ ความพยายามทจี่ ัดการศึกษาเพ่ือ
พฒั นาคน ได้ระบไุ วอ้ ยา่ งชดั เจนใน “พระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาตพิ ุทธศักราช ๒๕๔๒” (๒๕๔๒)
ว่า ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลุกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิหน้าที่เสรีภาพ ความ
เคารพกฎหมายความเสมอภาค และศักดิ์ศรคี วามเปน็ มนษุ ยม์ ีความภาคภมู ิใจในความเป็นไทย รูร้ กั ษา
ผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติรวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติการกีฬา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รูจ้ กั พึ่งตนเองมคี วามริเร่ิมสร้างสรรค์ใฝร่ ู้และเรียนรู้
ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และ

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพดู อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๑
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษา
ขั้นพื้นฐานผู้เรียนจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์เห็นคุณค่าของตนเองมีวินัย
และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง มีความรูค้ วามสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปญั หา การใชเ้ ทคโนโลยีและมี
ทกั ษะชวี ติ พรอ้ มทัง้ มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ที่ดมี สี ุขนสิ ยั และรักการออกกำลังกาย มีความรักชาติ
มีจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิ
ปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามใน
สงั คม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมคี วามสขุ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, ๒๕๕๑ : ๒-๓)

๓. การส่งเสรมิ และสนับสนนุ การพฒั นาการเรยี นรู้การอ่าน เขียนภาษาไทย
การส่งเสริมและสนับสนุน หมายถึง การให้ความสำคัญและการขยายขอบเขตในโครงการ

หรือกิจกรรมใหด้ ีมีคุณภาพสมบูรณ์ข้ึนดว้ ยปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่
บุคลากร ความรู้ โอกาส และกำลงั ใจ เพื่อใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์และเป้าหมายท่ีมีความเป็นไปได้อย่าง
เปน็ รปู ธรรม สามารถจะดำเนนิ การได้อยา่ งต่อเน่อื ง และยัง่ ยืน

การสร้างบรรยากาศสง่ เสริมการเรยี นรู้
การสร้างบรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียน ประกอบด้วยองค์ประกอบท่ี

สำคัญ ได้แก่ การจูงใจผู้เรียน สิ่งแวดล้อมในการเรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพ คุณลักษณะของครู
ซ่ึงมรี ายละเอยี ด ทีจ่ ะกลา่ วถึงดงั ต่อไปนี้

การจงู ใจผ้เู รยี น
การจงู ใจผูเ้ รยี น (motivation) หมายถงึ การกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นเกิดความต้องการและ
ความ กระตือรอื รน้ ท่จี ะเรยี นรู้ (Ryan & Deci, ๒๐๐๐, p.๕๔) กลวิธีท่จี ะทำใหผ้ เู้ รียนเกิดแรงจูงใจทั้ง
ภายในและภายนอกเพอ่ื มุง่ ไปสู่ความสำเรจ็ ในการเรยี นร้นู ั้นสามารถทำได้โดย
๑) ทำให้ผู้เรียนเชื่อมั่นว่าตนเองมีสมรรถภาพที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จได้
นักเรียนทุกคน มีความสามารถที่ติดตัวมาก่อนที่จะมาเข้าโรงเรียนโดยที่ครูไม่ต้องทำอะไรอีก ทั้งมี
ความคาดหวังที่เกิด จากครอบครัว พื้นฐานที่แตกต่างกันของผู้เรียนเหล่านี้ทำให้ผู้เรียนแสดงออก
แตกต่างกัน เช่น นักเรียน บางคนจะมีความเพียรพยายาม มุ่งมั่นในการเรียนรู้สูง แต่บางคนกลับไม่มี
เป้าหมายในการเรียนรู้ ลักษณะพื้นฐานเหล่านี้ครูไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่ครูสามารถทำได้
คอื ทำให้พวกเขาเช่ือมนั่ ว่า สามารถเรียนรไู้ ด้ โดยทำใหผ้ ้เู รียนประสบความสำเร็จในการเรยี นรู้
๒) หลีกเลี่ยงการใช้แรงจูงใจภายนอก การจูงใจผู้เรียนด้วยการใช้แรงจูงใจภายนอก
เป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลายในสังคมและดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่มีความสมเหตุสมผลในการพัฒนา
พฤติกรรมของผ้เู รียน อยา่ งไรก็ตามการใหร้ างวลั และการลงโทษไม่สามารถใช้ได้ผลในทุกกรณี การให้
รางวัลและการลงโทษ ก่อให้เกิดความรู้สึกกลัว ความไม่อิสระ ดังตัวอย่างที่พบว่า นักเรียนในสมัยนี้
บางคนไม่สนใจคะแนน ดังนั้นการใช้คะแนนในการกระตุ้นการเรียนรู้ก็ไม่มีความหมาย จึงควร
หลกี เล่ียงแรงจูงใจภายนอกมาเปน็ การสร้างแรงจงู ใจภายในดกี ว่า การใช้รางวัลเป็นแรงจูงใจภายนอก
นั้นจะทำต่อเมื่อไม่ไปทำลายแรงจูงใจภายใน เช่น ถ้านักเรียนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสนใจ ไม่มี

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพฒั นาการพดู อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๑๒
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

ความสามารถต่องานนั้น หรือไม่มีนักเรียนคนใด ที่สนใจงานนั้นอยู่เลย หรือเมื่อพบว่านักเรียนมี
แรงจูงใจภายในน้อยหรือมีการควบคุมตัวเองน้อย เป็นตน้ สภาพนก้ี ารให้แรงจูงใจภายนอกจึงเป็นวิธีท่ี
นำมาใชเ้ พือ่ ปรับพฤติกรรม

๓) การสร้างสถานการณ์การเรียนรู้ที่สร้างความรู้สึกทางบวก เช่น ทำให้ผู้เรียนรู้สึก
สนุกสนาน ปลอดภัยและมัน่ คง ทำให้นักเรียนมีความมุ่งม่นั และรบั ผดิ ชอบต่อการเรียนรูข้ องตนเอง

๔) ทำให้นักเรียนมีความสนใจการเรียนและเห็นคุณค่าของตนเอง ครูควรรู้จักช่ือ
นักเรยี นทกุ คน และเรียกชอื่ นักเรียนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้อย่างตรงตวั มากขึ้น เช่น
“นงลักษณ์ เธอเห็นด้วยไหมว่าความกตัญญูเป็นเครือ่ งหมายของคนดี” การระบุชื่อของนักเรยี นอย่าง
เจาะจงทำให้ นักเรียนรู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากครูถึงความมีตัวตนของนักเรียน นอกจากนี้ครูควร
จัดกิจกรรม การเรียนรู้ต่าง ๆ ให้หลากหลายน่าสนใจ เช่น เกม บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง
เพลง การศึกษา นอกสถานท่ี การทำให้บทเรยี นมีความสัมพันธ์กบั ชวี ิตจรงิ เปน็ ตน้ แต่ต้องระวังไม่ให้
ผู้เรียนสนใจนอกเรื่อง

๕) จัดโครงสร้างการเรียนรู้ให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ โดยมีหลักการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ ทีอ่ ยู่ในระดับความสามารถที่นักเรียนสามารถทำได้ คอื ไม่ยากเกนิ ไป ไมง่ ่ายเกินไป มีความ
ทา้ ทาย ความสามารถ กลา่ วคือเปน็ งานท่ีมีความยากง่ายในระดบั ท่ีผู้เรียนสามารถทำได้เม่ือได้รับการ
ชี้แนะจาก ครู ทำให้เห็นช่องทางทำให้ประสบความสำเร็จได้ หรืออยู่ในช่วงที่นักเรียนมศี ักยภาพที่จะ
ไปใหถ้ ึง (ZPD) ตามแนวคดิ ของไวก็อทสกี ซึ่งในการมอบหมายงานครูต้องบอกเป้าหมายและลักษณะ
ของงานให้ ชัดเจน ไม่กำกวม

๖) จัดให้มีข้อมูลย้อนกลับแก่งานของผู้เรียน คือการให้สารสนเทศที่ผู้เรียนสามารถ
นำไปใช้ ปรับปรงุ งานใหด้ ีข้นึ

๗) ใส่ใจตอ่ ความต้องการของผูเ้ รยี น ทฤษฎคี วามต้องการชี้วา่ มนุษย์มีความต้องการ
เป็นลำดับขัน้ และเป้าหมายมีหลายด้าน ได้แก่ ความต้องการได้รับความสำเร็จ การได้รับการยอมรับ
จากผู้อื่นและ การมีอิทธิพลต่อผู้อื่น ดังนั้นครูควรให้ผู้เรียนมีทางเลือกและตัดสินใจตามความมุ่งมั่น
ของตน

๘) ส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่มของผู้เรียนในหลากหลายลักษณะ เช่น การทำงาน
เปน็ กลุ่ม แบบรว่ มมอื การจัดเป็นกลุ่มแข่งขนั และการทำงานเด่ียว เพ่ือใหผ้ ู้เรียนนำลักษณะการเรียนรู้
ทั้งสามลักษณะมาใชใ้ นการพัฒนาการเรียนรู้

๔. แนวทางการเสรมิ สร้างจิตสาธารณะ
การสร้างจิตสำนกึ สาธารณะสำหรบั เยาวชนเป็นกระบวนการจัดกจิ กรรมเพือ่ พัฒนาสรา้ งเสริม

คุณลักษณะเพื่อการเกิดจิตสำนึกสาธารณะแนวทางในการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะ
สำหรบั เยาวชน เปน็ แนวทางท่ีหลากหลายเน้นกระบวนการของการจัดกิจกรรมเพ่ือปลูกฝังการเรียนรู้
จากการปฏิบตั ิจริง ภายใต้เง่อื นไขปฏริ ปู การศกึ ษาพัฒนาคณุ ภาพสือ่ ร่วมมือกันทำงาน และดำเนินการ
อย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเป็นเคร่ืองมือสำหรับการเรียนรู้อย่างหนึ่งของเยาวชน เสมือนเป็นรูปแบบหนึ่ง
ของการศกึ ษา (วรางคณา หุ่นสวุ รรณ, ๒๕๕๕ : ๖๘)

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๑๓
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

การจดั การศกึ ษาเพ่ือสร้างความเป็นพลเมือง จะเปน็ เงอื่ นไขเบือ้ งตน้ ท่ชี ่วยให้คนในสังคมมีจิต
สาธารณะซึ่งจะนำไปสู่การก่อตัวของประชาสังคม การจัดการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองนี้มิได้
หมายถึงการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ในประชากรวัยเรียนหรือการจัด
การศึกษาแบบเป็นทางการในรูปแบบอืน่ ๆ แต่ยังหมายถึง กระบวนการเสริมสร้างการเรียนรูท้ างตรง
อย่างไม่เป็นทางการในชีวิตประจำวัน ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสถาบันและกระบวนการ
ทางสังคมที่หลากหลายและต่อเนื่องทั้งในส่วนของสถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว องค์การ
มหาชนและองค์กรประชาสงั คม เป็นตน้ (มณีรัตน์ นุชชาติ, ๒๕๔๗ : ๒๕ – ๒๖)

5. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย
ได้กำหนดแนวทางในการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยไว้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ,
2551 : 1-28)

1. ความสำคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 1) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทยไว้ว่า ภาษาไทย

เป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้าง
บคุ ลกิ ภาพของคนในชาติให้มีความเปน็ ไทย เปน็ เคร่อื งมือในการติดต่อสื่อสารเพ่ือสร้างความเข้าใจและ
ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการ
พัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้าน
วัฒนธรรม ประเพณี และสนุ ทรียภาพ เป็นสมบัตลิ ้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนรุ กั ษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่
ชาติไทยตลอดไป

2. ขอบขา่ ยเน้ือหา
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการ
เรียนรู้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ และเพื่อนำไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ
2.1 การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ
การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป
ปรบั ใช้ในชีวิตประจำวัน
2.2 การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบ
ต่าง ๆ ของการเขยี น ซงึ่ รวมถงึ การเขียนเรยี งความ ย่อความ รายงานชนดิ ตา่ ง ๆ การเขยี นตามจินตนาการ
วิเคราะห์ วิจารณ์ และเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพัฒนาการพดู อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๔
สำนักงานกาชาดจงั หวดั สงขลา

2.3 การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความ
คิดเห็นความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งที่เป็น
ทางการและไม่เปน็ ทางการ และการพูดเพอ่ื โน้มนา้ วใจ

2.4 หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาไทยให้
ถูกตอ้ งเหมาะสมกบั โอกาสและบคุ คล การแตง่ บทประพนั ธป์ ระเภทตา่ ง ๆ และอิทธิพลภาษาต่างประเทศใน
ภาษาไทย

2.6 วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อศึกษาข้อมูล
แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และความเข้าใจในบทเห่ บท
ร้องเล่นของนักเรียน เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด
ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิด
ความซาบซงึ้ และภูมใิ จในบรรพบุรษุ ทไ่ี ด้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปจั จุบนั

3. คุณภาพของนักเรียน
หลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ได้กำหนดคุณภาพของนกั เรียนไว้ดังนี้
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 5)
3.1 คณุ ภาพนักเรียนเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3

3.1.1 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ
ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับ
เหตกุ ารณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรปุ ความรู้ขอ้ คิดจากเรื่องท่ีอา่ น ปฏบิ ตั ิตามคำสงั่ คำอธิบายจากเร่ือง
ที่อ่านได้เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ
และมมี ารยาทในการอ่าน

3.1.2 มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึก
ประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมี
มารยาทในการเขียน

3.1.3 เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดง
ความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูด
เชิญชวนให้ผู้อื่นปฏิบัตติ าม และมมี ารยาทในการฟัง ดู และพูด

3.1.4 สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์
หน้าที่ของคำในประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย
ๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับ
กาลเทศะ

3.1.5 เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อ
นำไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน แสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดีทีอ่ า่ น รูจ้ กั เพลงพน้ื บ้าน เพลงกล่อมนักเรียน
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับนักเรียนในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบท
รอ้ ยกรองที่มีคุณคา่ ตามความสนใจได้

3.2 คณุ ภาพนักเรียนเมื่อจบชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๑๕
สำนักงานกาชาดจังหวัดสงขลา

3.2.1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง
อธิบายความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั ของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเร่อื งท่ี
อ่านเข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความ
สำคญั ของเรื่องที่อ่าน และนำความร้คู วามคิดจากเร่ืองท่ีอา่ นไปตดั สินใจแกป้ ญั หาในการดำเนินชีวิตได้
มีมารยาทและมนี ิสัยรกั การอ่าน และเห็นคณุ คา่ ส่ิงท่ีอ่าน

3.2.2 มีทกั ษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึง่ บรรทัด เขยี นสะกดคำ
แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครง
เรือ่ งและแผนภาพความคดิ เพือ่ พัฒนางานเขยี น เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายสว่ นตวั กรอกแบบ
รายการตา่ ง ๆ เขียนแสดงความรสู้ กึ และความคดิ เห็น เขยี นเรือ่ งตามจินตนาการอย่างสรา้ งสรรค์และมี
มารยาทในการเขียน

3.2.3 พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจาก
เรื่องท่ีฟังและดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟัง
และดูโฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็น
ค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวไดอ้ ยา่ งมีเหตุผล รวมท้งั มมี ารยาทในการดูและ
พดู

3.2.4 สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และ
เข้าใจ ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้
คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอน
สภุ าพ และกาพยย์ านี 11

3.2.5 เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้อง
เพลงพ้นื บา้ นของท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเร่ืองที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยาน
ตามที่กำหนดได้

6. ทฤษฎแี ละจติ วิทยาที่เกี่ยวขอ้ งกบั การพัฒนาทางภาษา

1. ทฤษฎพี ฒั นาการทางสติปัญญา
สุรางค์ โค้วตระกูล (2552 : 47-50) ได้กล่าวถึงทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ

เพยี เจต์ ไวด้ งั น้ี
การจดั กระบวนการทางสติปญั ญา และความคิดออกเป็น 4 ขน้ั ในแต่ละขนั้ จะเกิดขึ้น

อย่างตอ่ เนื่อง จากระดบั ต่ำไปสู่ระดับทีส่ งู ข้นึ และจะเกิดข้นึ เองตามธรรมชาติ ดงั นี้
1. ขั้นการใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี

ความคิดของนักเรียนวัยน้ีขึ้นกับการรับรู้และการกระทำ นักเรียนยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และยังไม่
สามารถเข้าใจความคิดเหน็ ของผ้อู น่ื

2. ขั้นเตรียมการสำหรับการคิดที่มีเหตุผล อายุประมาณ 2 - 7 ปี ความคิดของ
นักเรียนวัยนี้ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถที่จะใช้เหตุผลอย่างลึกซึ้ง แต่สามารถ
เรียนรแู้ ละใชส้ ญั ลกั ษณ์ได้ การใชภ้ าษาแบ่งขน้ั ตอนย่อย ๆ ได้ 2 ข้ันตอนคือ

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพูด อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๖
สำนักงานกาชาดจงั หวัดสงขลา

2.1 ขนั้ กอ่ นเกิดความคดิ รวบยอด เป็นข้นั ตอนพฒั นาการในชว่ งอายุ 2 - 4 ปี
2.2 ขัน้ การคดิ ด้วยความเข้าใจของตนเอง เปน็ พัฒนาการในชว่ งอายุ 4 - 7 ปี
3. ขั้นการคิดอย่างมีเหตุผลเชิงรูปธรรม อายุประมาณ 7 - 11 ปี เป็นขั้นที่การคิด
ของนักเรียนไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น นักเรียนสามารถสร้างภาพในใจ และสามารถคิด
ย้อนกลับได้ และมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเลขและสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นลักษณะเด่น
ของวยั น้ี คือความสามารถในการคิดย้อนกลับ อนั เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการทางสติปัญญาเป็น
สิง่ ท่แี สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสามารถทางสมองทจ่ี ะคดิ แก้ปัญหาตา่ ง ๆ
4. ขน้ั การคดิ อย่างเหตุผลเชงิ นามธรรม อายุประมาณ 11 - 15 ปี นักเรยี นสามารถ
คดิ สงิ่ ทเี่ ป็นนามธรรมได้
ขั้นการพัฒนาการทางสติปัญญาที่เกี่ยวขอ้ งกับทักษะทางด้านภาษาของนกั เรียนในวัย
ประถมศึกษาปีที่ 4 ได้แก่ ขั้นการคิดอย่างมีเหตุผลเชิงรูปธรรม อายุประมาณ 7 - 11 ปี ในขั้นน้ี
เพยี เจตก์ ล่าววา่ นกั เรยี นสามารถสรา้ งภาพในใจ มีความเขา้ ใจเกย่ี วกับความสัมพนั ธ์ของตัวเลขและส่ิง
ต่าง ๆ ลักษณะเด่นของวัยน้ี คือความสามารถในการคิดย้อนกลับ อันเป็นหัวใจสำคัญของพัฒนาการ
ทางสตปิ ญั ญา

2. ทฤษฎกี ารเรียนรู้
บลูม กล่าวว่า การรับรู้ จำแนกออกเป็น 5 ขั้นคือ ( Bloom, 1961 อ้างถึงใน สุวิทย์

มูลคำ, 2550: 51) คอื 1) ขนั้ ความรู้ 2) ข้นั ความเข้าใจ 3) ข้ันวิเคราะห์ 4) ขน้ั สงั เคราะห์ และ 5) ขั้น
ประเมนิ

บลูมได้จัดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาไว้ 3 ด้านคือ ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะ
พสิ ยั ในดา้ นพุทธิพิสัย ได้จดั ระดบั จดุ มุ่งหมายตามระดบั จากต่ำไปสงู ที่ผู้สอนสามารถนำไปใชเ้ ปน็ แนว
ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรอบการถามในการตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เกิด
ทักษะการคิดในระดบั ท่ีสูงข้ึนเรอื่ ย ๆ ไว้ 6 ระดับดังนี้

1) ระดบั ความรู้ความจำ เป็นการเรยี นร้ทู ี่นักเรียนสามารถตอบได้ว่าส่ิงทไ่ี ด้เรียนรู้มามี
สาระอะไรบ้าง ซึ่งได้มาจากการจำ เป็นสำคัญ และพฤติกรรมที่บ่งชี้ว่านักเรียนมีความรู้ความจำ ได้แก่
บอก เล่า ชี้ ระบุ จำแนก ท่อง รวบรวม ประมวล จัดลำดบั ให้ความหมาย เปน็ ต้น

2) ความเข้าใจ คือความสามารถในการแปลความหมายของเรื่องที่เรียนรู้และบรรยาย
ด้วยภาษาของตนเอง การเข้าใจแบ่งเป็นทักษะ การแปลความได้แก่การอธิบายความหมาย ทักษะ
การตีความคือการอธิบายสรุป อาจเรียงเป็นลำดับขั้นตอนใหม่ และทักษะการขยายความ คือ การเพิ่มเติม
จากแนวคิดหรอื ข้อมลู

3) การนำไปใช้ คือความสามารถนำความรู้ ทฤษฎี หลักเกณฑ์ แนวคิดไปใช้ใน
สถานการณ์ใหมท่ ่ีเป็นรูปธรรม หรือทเี่ ป็นสภาพปญั หาใหมท่ ีไ่ มเ่ คยเห็นหรอื รู้จักมาก่อน

4) การวิเคราะห์ การคิดระดับวิเคราะห์คือ การที่สามารถแยกส่วนต่าง ๆ ของเรื่องได้
และสามารถชค้ี วามสมั พันธ์หรอื องค์ประกอบได้ ความสามารถในการวเิ คราะหห์ รอื การแยกรายละเอียดของ
เนื้อหาจะแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจหลักการที่เป็นส่วนของโครงสร้างเนื้อหา การวิเคราะห์ มี 3
ลักษณะคอื

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๑๗
สำนักงานกาชาดจังหวดั สงขลา

(1) วเิ คราะห์องคป์ ระกอบหรือสว่ นย่อยของเน้ือหา
(2) วเิ คราะห์ความสัมพนั ธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบ
(3) วิเคราะห์หลักการ วิธกี ารหรอื หลักการจดั การ
5) การสังเคราะห์ การคิดแบบสังเคราะห์จะมีลักษณะตรงข้ามกับแบบวิเคราะห์
กล่าวคือการคิดแบบสังเคราะห์จะคิดรวมส่วนต่าง ๆ ที่แยกแยะกระจัดกระจายให้เป็นแนวคิดเดียวและ
เป็นแนวใหม่ การคดิ แบบสังเคราะหจ์ ะมีลักษณะดังนี้ 1) เปน็ ผลการสอื่ ด้วยวาจาหรือลายลกั ษณ์อักษร 2)
มีผลเปน็ แผนงาน แผนการ แผนดำเนนิ งาน 3) มีผลเป็นทฤษฎีใหม่ หลักการและกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ
6) การประเมินผล การคิดแบบประเมนิ ผล ถือเป็นการคิดระดับสูงสุด เพราะสามารถมี
วิจารณญาณตัดสินประเมินผลได้ การตัดสินจะมีเกณฑ์ที่แต่ละคนตั้งขึ้น เกณฑ์ มี 2 ลักษณะคือ
เกณฑ์ภายนอก ได้แก่การเปรียบเทียบคุณภาพและคุณลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ส่วนเกณฑ์ภายใน
ได้แก่ ความเป็นเหตเุ ป็นผล ความสม่ำเสมอของหลกั การ

3. จติ วทิ ยาการศกึ ษา
ทัศนีย์ ศุภเมธี (2542 อ้างถึงใน ศุภลักษณ์ แสงอรุณรักษ์, 2553 : 27 - 28) ได้เสนอ

หลักจิตวิทยาการศึกษาต่าง ๆ ที่เป็นปจั จัยพืน้ ฐานที่มอี ิทธิพลสำคัญในการส่งเสริมการเรยี นรู้ที่ครูผู้สอน
ต้องคำนงึ ถงึ ดงั นี้

3.1 ความแตกต่างระหว่างบุคคล
นักเรียนแต่ละคนมีความรู้ความสามารถความสนใจความถนัดทางภาษาแตกต่างกัน

พิจารณาโดยส่วนรวมแล้วนักเรียนผู้หญิงมีความถนัด ความสามารถและทักษะทางภาษาสูงกว่า
นกั เรียนชายในวยั เดียวกัน เช่น นักเรียนผู้หญิงจะใช้ถ้อยคำภาษาที่สละสลวยและใช้คำ ประโยคได้
เหมาะสมกวา่ นักเรียนผู้ชายสว่ นนักเรียนผูช้ ายจะคิดได้ลึกซึ้งกว่าไม่ค่อยชอบพูด และแม้แต่เพศเดียวกัน
ก็ยังมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุหลายประการ เช่น สภาพทางร่างกาย
ความสามารถทางสติปัญญาพันธุกรรมสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้านและชุมชนฐานะทางครอบครัว การดูแล
เอาใจใส่ และการปลูกฝังทักษะทางภาษาจากบิดามารดา การสอนภาษาไทยท่ีนักเรียนได้รับจากโรงเรียน
และลกั ษณะนสิ ัยของนกั เรยี น

ครูผู้สอนควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลไว้เสมอแล้วคิดหาวิธีการที่จะ
ส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงออกตามความถนัด ความสามารถ เช่น ครูอาจทดสอบความสามารถทางภาษา
เสยี ก่อนเมอื่ ทราบวา่ นักเรียนคนใดมีความสามารถสงู ก็จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนส่งเสริมให้ได้มี
ทักษะและพัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นส่วนนักเรียนที่มีความสามารถต่ำก็จัดกิจกรรมการเรียนการสอนช่วย เช่น
จดั การสอนซอ่ มเสรมิ ใหเ้ ปน็ พิเศษ

3.2 ความพรอ้ ม
ความพร้อม หมายถึง สภาพระดับความเจริญเติบโตทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม

และสติปัญญาของนักเรียน รวมถึงความสนใจและความรู้พื้นฐานซึ่งสูงพอที่จะทำให้นักเรียนเกิดการ
เรียนรู้สง่ิ ทีจ่ ะเรยี นได้อย่างสะดวก หรืออาจกล่าวไดว้ า่ ความพร้อม คอื วฒุ ภิ าวะและประสบการณ์เดิม
ของนักเรียนทมี่ มี ากพอท่ีจะทำให้นกั เรียนรูส้ ่งิ ท่ีจะเรียนได้

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพฒั นาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๑๘
สำนกั งานกาชาดจังหวดั สงขลา

การสังเกตความพร้อมเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูภาษาไทยต้องถือเป็นหน้าท่ีเพราะเม่ือ
นักเรยี นเกดิ ความพร้อมทีจ่ ะเรียนแล้วได้เรยี นสมปรารถนาก็จะเกดิ ความพอใจ ครูควรปฏบิ ตั ดิ งั น้ี

3.2.1 ควรสำรวจความพร้อมของนักเรยี นก่อนเริ่มสอนทุกครง้ั
3.2.2 ควรมกี ารทดสอบความรูเ้ ดิมก่อนเรมิ่ สอนบทใหม่
3.2.3 ควรใชส้ อื่ การสอนและวิธีสอนทเ่ี หมาะสมกับวยั และบทเรยี น
3.2.4 จัดบรรยากาศของห้องให้เหมาะกบั บทเรียน
3.2.5 กระบวนการเรยี นรู้
3.3 การเรียนรู้
การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งมีผลเนื่องมาจากประสบการณ์ ครู
ภาษาไทยควรจัดสภาพการเรียนการสอนเพ่ือให้นักเรียนเกิดการเรยี นร้แู ละความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อ
ความร้จู ะได้คงทนถาวรไม่ลมื งา่ ยและครูภาษาไทยจะตอ้ งเขา้ ใจธรรมชาตขิ องการเรียนรมู้ ีดังนี้
3.3.1 การเรียนรู้เป็นกระบวนการ เมื่อมสี ิ่งเรา้ ให้นักเรียนรับรู้
3.3.2 การเรียนรู้เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงพฤติกรรมเมื่อได้รับ
ประสบการณ์
3.3.3 การเรยี นรู้ไมม่ ีวฒุ ิภาวะ
3.4 การเรียนรโู้ ดยการกระทำ
ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะการที่จะทำให้นักเรียนมีความคล่องแคล่วว่องไวในทาง
ทักษะกต็ ้องลงมือปฏิบตั ิและฝึกฝนบ่อย ๆ ถ้าเรียนการสอนภาษาไทยโดยใช้วิธีครูเป็นผูบ้ รรยายโดย
ตลอดไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนลงมือปฏิบัติแล้ว นักเรียนจะได้รับประโยชน์จากการเรียนน้อยที่สุด ดังนั้น
ครูภาษาไทยไม่ควรผูกขาดในการบรรยายความรู้ ควรให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกฝน ปฏิบัติศึกษา
ค้นคว้าด้วยตนเองให้มากที่สุด ครูควรเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง โดยจัดกิจกรรมให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ
เอง จะทำใหเ้ กิดการเรยี นรู้ได้อย่างแนน่ แฟ้น
3.5 การเรียนรู้โดยมเี ปา้ หมาย
ในการสอนของครูทุกคร้ัง ควรต้ังเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมายที่แน่นอนกอ่ นว่าสอน
เร่อื งน้ัน ๆ เพื่ออะไร และเวลาสอนก็ดำเนนิ การสอนไปตามเป้าหมายทว่ี างไว้
3.6 กฎแหง่ แรงจงู ใจ
แรงจูงใจ หมายถึง แรงดันท่ีทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาดังนั้นใน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครคู วรคำนึงถึงวา่ ผลลัพธ์ท่ีเกิดจากเน้ือหา ตลอดจนวธิ สี อนเกยี่ วข้องกับ
ความตอ้ งการและประสบการณท์ ่ีมีมาก่อนของนักเรยี นมากน้อยเพียงใด
เทคนคิ และการสอนส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจภายในและภายนอก เพ่ือ
เรา้ ให้นักเรียนสนใจเรียน แรงจูงใจแบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท คอื
3.6.1 แรงจูงใจภายนอก เป็นแรงจูงใจที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอกที่ครูเป็นผู้จัดขึ้น
เช่น การสร้างสถานการณ์ตา่ ง ๆ การจัดกิจกรรม และประสบการณ์ที่น่าสนใจ การสร้างบรรยากาศให้
สนุกสนาน อันเป็นแรงกระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนครูภาษาไทยอาจสร้าง
แรงจงู ใจภายนอกไดใ้ นการจัดการเรยี นการสอน

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๑๙
สำนกั งานกาชาดจงั หวดั สงขลา

3.6.2 แรงจงู ใจภายใน เป็นแรงจงู ใจท่ีเกิดขน้ึ ในตัวนักเรียนเอง เช่น เกิดความสนใจ
ความกระตือรือร้น ความอยากรู้อยากเห็น ความใฝ่รู้ มีความกระตือรือร้น หรือเกิดแรงบันดาลใจ
อยากทจี่ ะศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเองและสนกุ กบั การเรยี นภาษาไทย

3.7 การเสรมิ กำลงั ใจ
ในการเรียนการสอนภาษาไทย นักเรียนย่อมต้องการการเสริมกำลังใจในขณะท่ีการ

เรียนการสอนกำลังดำเนินไปนั้น ครูควรเสริมกำลังใจเป็นระยะ ๆ นักเรียนย่อมต้องการทราบว่า
พฤติกรรมหรือทักษะที่ตนแสดงออกมานั้นถูกต้อง หรือเหมาะสมเพียงใด เมื่อทราบว่าถูกต้องก็จะเกิด
ความภาคภูมิใจ และพยายามทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นโดยหวังว่าจะได้รับการชมเชยอีก การเสริม
กำลังใจจะเป็นหนทางช่วยให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน และยังส่งเสริมให้นักเรียนมีผลการเรียนดี
ข้นึ อกี ด้วยวธิ ีเสริมกำลังใจมหี ลายวธิ แี ต่ทน่ี ยิ มใชม้ ีดงั น้ี

การเสรมิ กำลงั ใจด้วยวาจา เปน็ การเสริมกำลังใจทีใ่ ชไ้ ดง้ ่ายท่ีสดุ และดที สี่ ดุ คือครูใช้คำว่า
ดี ดีมาก เข้าท่าดี น่าสนใจ เป็นความคิดที่ดี ในกรณีที่นักเรียนตอบผิด หรือตอบไม่ตรงจุด ครูไม่ควรใช้
ถ้อยคำที่ทำให้นักเรียนเกิดความสะเทือนใจ การเสริมกำลังใจด้วยท่าทาง เช่น การพยักหน้า ยิ้ม ผงก
ศรี ษะใชส้ ายตาแสดงความพอใจ บางครง้ั ใช้พร้อมกนั กับการเสรมิ กำลังใจดว้ ยวาจา

การเสรมิ กำลังใจด้วยการให้ไดร้ ับรางวัล เชน่ ให้สิ่งของให้บัตรเกียรติคุณ ใหด้ าว
การเสริมกำลังใจด้วยการให้นักเรียนมีส่วนร่วม เช่น ให้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเลน่
เกมต่าง ๆ ใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกวา่ เขามีความสำคญั หรือเป็นส่วนหนึ่งของกลมุ่
จากทฤษฎีและจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางภาษาดังกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า
ในการพัฒนาทักษะทางภาษาต้องคำนึงถึงทฤษฎีและจิตวิทยาเพื่อนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญา ดำเนินกิจกรรมไปตามลำดับขั้นของ
พฤติกรรมการเรยี นรแู้ ละโดยเฉพาะอย่างย่ิงสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ คือ ความแตกต่างระหว่าง
บุคคล ความพร้อม การเรียนรู้โดยการกระทำ การเรียนรู้โดยมีเป้าหมาย กฎแห่งแรงจูงใจ และการเสริม
กำลงั ใจ เพ่ือจัดสภาพการเรียนการสอนใหม้ ีประสทิ ธภิ าพย่ิงขึ้น

7. การอา่ น และการเขยี น
1. การอา่ น
1.1 ความหมายของการอ่าน
ไดม้ ีผู้ใหค้ วามหมายของการอ่านไวห้ ลายแนวทางดงั ต่อไปน้ี
พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 (2556: 1113) ไดใ้ ห้ความหมาย

ของการอา่ นไว้ว่า การอ่าน หมายถึง วา่ ตามตวั อกั ษร
จารุวรรณ พรหมวงศ์ (2551: 35) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการของ

การสื่อสารความหมาย โดยผู้อ่านแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นถ้อยคำและความคิด เพื่อ
เข้าใจความหมายของคำและขอ้ ความที่อา่ นน้ัน แลว้ นำความคดิ น้นั ไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์

สนิท ตั้งทวี (2548: 111) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง ความสามารถในการแปล
ความหมายของตัวอักษรออกมาเปน็ ถ้อยคำและความคดิ แลว้ นำความคิดนนั้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๒๐
สำนักงานกาชาดจงั หวดั สงขลา

มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (2548: 18) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง การอ่านออกเสียง
จากคำเป็นประโยค เข้าใจความหมาย แปลความได้ทั้งทางตรงและวิเคราะห์เนื้อหาที่มีความหมาย
ซอ้ นลึกลงไปจากความหมายในรูปประโยคท่ีเห็น

จากความหมายของการอ่านดังกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการ
ของการส่ือสารความหมาย โดยการมองดูหรือสังเกตตัวอักษรหรืออ่านออกเสียงและเข้าใจความหมายได้
ทัง้ ทางตรงและวิเคราะห์เนือ้ หา แล้วนำความหมายที่ไดไ้ ปใชเ้ ปน็ ประโยชน์

1.2 ความสำคญั ของการอ่าน
การอ่านมีความสำคัญและความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในปัจจุบัน

ผู้อ่านได้รับความรู้ต่าง ๆ ที่ทันต่อเหตุการณ์และมีความรอบรู้ เป็นช่องทางของการรับรู้ที่สามารถ
เลือกรับและแสวงหาได้ตามโอกาสที่ต้องการ ซึง่ มีผ้ใู หค้ วามสำคัญของการอ่านในทศั นะตา่ ง ๆ ดังนี้

อัจฉรา ชีวพันธ์ (2546: 47) กล่าวว่า การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญของบุคคล
ในการแสวงหาความรู้ การอ่านเป็นทักษะที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้บุคคลในทุกอาชีพและทุก
สาขาวิชา ตลอดจนรู้จักแสวงหาความรู้และติดตามความเจริญก้าวหน้าในสรรพวิทยาการ เพื่อ
นำไปใช้ในการพัฒนาตนเองและสังคม

สุปรียา มาลากาญจน์ (2547:55) กล่าวว่า การอ่านเป็นทักษะสำคัญในการเรียน
ภาษาของนักเรียน การแสวงหาความรู้ต่างๆต้องใช้การอ่านทั้งสิ้น การศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่ชั้นต้น
จนถึงระดับอุดมศึกษาทุกคนจำเป็นต้องใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการศึกษาเล่าเรียน แม้ใน
ชีวติ ประจำวันเราก็ตอ้ งใช้ทักษะการอา่ นเปน็ องค์ประกอบในการดำรงชีวิต

ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และประภาศรี สีหอำไพ (2548:12) กล่าวว่า การอ่านช่วย
ให้คนเรยี นเก่งเพราะการเรียนวิชาตา่ งๆ จำเปน็ ต้องอาศยั การอา่ นมาปรับปรุงงานของตน การอ่านทำ
ใหไ้ ด้รับความบันเทงิ ใหช้ ีวติ มากขนึ้ ทำให้ผอู้ า่ นเป็นทยี่ อมรับของสังคมเป็นที่นา่ สนใจ

ปราโมทย์ ชูเดช (2550: 60-55) กล่าวว่า การอ่านมีความสำคัญ 2 ประเภท คือ
1) สำคัญต่อบุคคล ช่วยให้เป็นคนรู้ข่าวสารทันโลก ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การอ่านเป็นการ
เปดิ โลกทัศนใ์ นการรบั ขอ้ มูลต่าง ๆ หลายดา้ น เชน่ ดา้ นการใช้ภาษา ผู้อ่านได้อา่ นหนังสือหลากหลายทำ
ให้มีคลังคำ และเรียนรู้การใช้สำนวนซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดในการใช้ภาษาของผู้อ่าน ก่อให้เกิด
ความคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหาทำให้เกิดแนวคิดในการปรับวิธีการจากเรื่องที่อ่านมาใช้กับตนเอง
ในสถานการณ์ทำนองเดียวกันและประการสุดท้าย คือ การอ่านช่วยสร้างความสุขกับผู้อ่าน และ 2)
สำคัญต่อสังคม ประเทศชาติ เพราะเป็นการพัฒนาประชากรในชาติให้มีความรู้ ในทางวิทยาการทำให้
ประเทศชาติเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ช่วยพัฒนาประชากรและส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ
และเปน็ พ้นื ฐานสำคัญในการสรา้ งความรคู้ วามชำนาญในวชิ าชีพ ช่วยใหผ้ อู้ า่ นนำความรู้ไปปรบั ปรุงสิ่ง
ตา่ ง ๆ ใหม้ ีประสิทธิภาพยงิ่ ขนึ้

จากความสำคัญของการอ่านที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านมีความสำคัญกับ
การครองชีวิต เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ช่วยให้มีความรู้เพิ่มขึ้น พัฒนาความคิด
ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ มีทักษะในการแก้ปัญหา สามารถนำความรู้ที่ได้ไปทำประโยชน์แก่ตนเองและ
สังคม และเป็นการเชื่อมโยงความคิดของผู้เขียนกับผู้อ่านใหเ้ ข้าใจไปในทางเดียวกัน สามารถปรับตัว
ให้ทนั กบั ความเจรญิ ของสงั คม

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพัฒนาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๒๑
สำนกั งานกาชาดจังหวดั สงขลา

1.3 กิจกรรมเพือ่ พัฒนาทักษะการอ่าน
กรมวิชาการ (2546 : 20) กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิด

ความรู้ ความฉลาดที่ผู้อ่านได้รับจากหนังสือโดยตรง ผู้อ่านสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองจาก
การอ่าน และสามารถนำเสนอโดยเขยี นแสดงความคิดเหน็ ความร้สู ึกของตนเองได้ ดงั นัน้ ทุกคนจึงควร
มคี วามรแู้ ละความสามารถ ในการอ่านเพอ่ื พัฒนาตนเอง

ในการจัดกิจกรรมพัฒนาการอ่าน ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกคิดด้วยตนเอง
ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เพื่อฝึกทักษะการจัดการ จัดกิจกรรมให้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม
เพื่อก่อให้เกิดความคิดอย่างอิสระ พัฒนาความอยากรู้อยากเห็นงานของตนเอง พึงพอใจ เป็นการจูงใจท่ี
ดี ทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ฝึกให้มีการทำงานเป็นทีม ช่วยให้เรียนรู้ พัฒนาความสามารถทาง
อารมณ์ และฝกึ สมาธคิ วบคุมจิตใจให้สงบ

บทบาทของครูที่มีต่อการพัฒนาการอ่าน โดยเริ่ม 1) เปิดโอกาสให้นกั เรียนสังเกต
สำรวจเพื่อเห็นปัญหา 2) มีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน เช่น แนะนำ ถามให้คิดเพื่อนักเรียนค้นพบ
หรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง 3) ช่วยพัฒนานักเรียนคิดค้นต่อไป ให้ทำงานเป็นกลุ่ม พัฒนาให้
นักเรียนมีประสบการณ์กว้างไกล 4) ประเมินความคิดรวบยอดของนักเรียน ตรวจสอบความคิด
และทักษะการคิดต่าง ๆ การปฏิบัติการแก้ปัญหาและพัฒนาให้เคารพความคิดและเหตุผลของคนอน่ื


กระทรวงศึกษาธิการ (ม.ป.ป. : 190-191) ได้เสนอแนะขั้นตอนการอ่านในใจไว้ดังนี้
ขัน้ ตอนการอา่ น ประกอบด้วย
1) การสร้างประสบการณ์พื้นฐานเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการอ่าน โดยการจัด
กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งหรือหลายกิจกรรม เช่น สนทนาเกี่ยวกับชื่อเรื่อง และแนวคิดเรื่องดูภาพใน
หนังสือแล้วสนทนาเกยี่ วกบั ภาพ เป็นตน้
2) การอ่านคำยาก เป็นการสอนอ่านคำยากในบทเรียนเพื่อให้เข้าใจความหมายได้ดี
ย่ิงข้ึน
3) การตง้ั จุดประสงค์ในการอ่านเปน็ การบอกแนวทางการเรยี นให้แก่นักเรียน

ขน้ั ตอนการอ่านในใจ ประกอบดว้ ย
1) อ่านสำรวจและตั้งคำถามให้นักเรียนอ่านเร็ว ๆ และตั้งคำถามช่วยกัน
บอกคำถามท่ีคิดข้ึนแล้วครูเขยี นบนกระดานดำ
2) อ่านพินิจพิจารณาแล้วตอบคำถาม เป็นการอ่านเรื่องอีกครั้งอย่างพินิจ
พิจารณา เพื่อหาคำตอบ จบั ประเด็นสำคัญ หารายละเอียดของเร่ือง หาเหตุและผลของเหตุการณ์เป็น
ตน้
3) ตอบคำถามและทบทวน ให้นักเรียนตอบคำถามแล้วตรวจสอบคำตอบจาก
เรอ่ื งท่ีอา่ นอกี ครง้ั หนึง่
ขั้นหลังอ่านในใจ ฝึกให้นักเรียนทำแผนภาพโครงเรื่องเพื่อสร้างความเข้าใจ ซึ่งจะ
นำไปส่กู ารพูด การฟงั การเขยี น

รายงาน โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๒๒
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

บันลือ พฤกษะวัน (2545: 106-113 อ้างถึงใน สุรอยยา โชคชัยอนันต์พร,
2552: 19-22) ได้เสนอกิจกรรมในการฝึกการอ่านในใจ จากวิธีที่ง่ายเป็นพื้นฐานของการฝึกที่ยาก
และซบั ซอ้ นขน้ึ โดยลำดับ กลา่ วคือ

1) ฝึกอ่านบัตรคำประกอบภาพอย่างรวดเร็วให้เห็นแวบเดียวแล้วให้อ่านและ
เขียนคำนน้ั ๆ ได้

2) เมื่ออ่านบัตรคำประกอบภาพตามข้อ 1 และเขียนคำได้ให้ใช้คำพูดเป็นวลี
ประโยคเพือ่ ใหค้ ำนั้นมคี วามหมายแจม่ ชดั

3) ฝึกอา่ นบัตรคำ วลีที่ไมม่ ภี าพที่เรียนมาแล้วเขยี นบนั ทึก
4) ฝึกอ่านแถบประโยคหรือบัตรประโยคสั้น ๆ ประกอบภาพแล้วแสดงอาการ
ทา่ ทางหรอื ทา่ ใบ้ จากนน้ั จึงพูดหรอื อ่านไปพร้อม ๆ กัน
5) ฝึกอ่านบัตรคำ วลี หรือประโยคแล้วให้พูดทวนคำ ทวนประโยค กิจกรรมนี้
อาจใช้การแข่งขันเป็นเกม
6) อ่านบัตรคำสั่งและบัตรคำสั่งซ้อนคำสั่งแล้วปฏิบัติตามหรือแสดงท่าใบ้แล้ว
ใหป้ ฏิบัตไิ ปพรอ้ มอา่ นประโยคคำส่ังดงั กล่าวไปดว้ ย
7) ฝึกอ่านเร่ืองราวส้นั ๆ ท่ีมคี ำแม่บท (ซำ้ กนั 6 ครงั้ ) แลว้ เลา่ เร่อื งท่ีอา่ น
8) ใช้คำแม่บท คำที่ยาก คำศัพท์ ศัพท์บัญญัติ หรือคำอรรถ (แล้วแต่กรณี)
นำไปสกู่ ารสรา้ งแผนภูมิประสบการณ์
9) ฝึกเขียนไทยโดยใช้เสียงพาไปเป็นการช่วยฝึกเขียนเบื้องต้น เพื่อให้การอ่าน
ออกเสียงสะกดตวั ผสมคำมีส่วนสัมพันธก์ นั (อ่านตวั สะกดเหมือนกับเขยี น)
10) ฝึกเขียนไทยโดยการบันทึกจากแถบประโยคครั้งละ 2-3 ประโยค และ
เพม่ิ ขน้ึ ตามลำดบั
11) ฝึกอ่านเรื่องราวสั้นหรือนิทานสั้น ๆ แล้วให้ตอบคำถามแบบถามให้อ่าน
ตามตัวอักษร การตรวจคำตอบนั้นให้นักเรียนอา่ นออกเสยี งเพือ่ ชว่ ยแนะการหาแหล่งคำตอบ
12) ในการอา่ นเรอื่ งราว นทิ าน นิยาย หรอื บทความทางวิชาการท่ีมเี รื่องราวใช้
ประโยคยาวขึ้น ครูจำเป็นต้องให้แบบอย่างในการอ่านประโยคยาวหรือประโยคที่มีวลีประกอบเป็น
ครงั้ คราวเพ่อื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจและเข้าใจวรรคตอนในการอ่าน
13) การตรวจสอบการอ่านในใจนั้น ควรกำหนดให้นักเรียนได้เตรียมการอ่านออก
เสียงมาจากทางบ้าน ให้กวาดสายตาอ่าน อา่ นเป็นประโยคทีละประโยค
14) กอ่ นมอบหมายการอา่ น ครคู วรสำรวจคำศพั ท์ คำยาก และหาวธิ ีที่จะช่วย
ให้นักเรียนเข้าใจคำศพั ท์อย่างย่อ ๆ
15) ใช้การอ่านแบบคร่าว ๆ ได้หลายทาง เช่น การสำรวจคำศัพท์ คำยาก คำ
ใหม่ โดยใช้คำศัพท์ลองแต่งประโยคแล้วอภิปราย อ่านเพื่อหาใจความสำคัญ หรือประโยคที่บอก
ใจความสำคญั หรือหาส่ิงท่สี นใจ เช่น บุคคลที่อา้ งองิ ประโยคท่เี ปน็ เหตเุ ป็นผลกัน ขอ้ ความขดั แย้งกัน
คำแปลกใหม่ คำพังเพย สุภาษิต สำนวนโวหาร เปน็ ต้น
16) ฝกึ ให้รายงานขา่ วเหตุการณ์ประจำวนั

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๓
สำนักงานกาชาดจังหวัดสงขลา

17) ถ้าเป็นสำนวนโวหารหรือสำนวนภาษาเชิงอุปมาอุปไมย คำคม สุภาษิต
ควรเสริมให้การอภิปราย ทำความเข้าใจแล้วแต่งความหรือแต่งเรื่องประกอบให้เห็นประโยชน์คุณค่า
ของคำพังเพยหรอื สภุ าษติ นน้ั ๆ ใหเ้ ห็นจริง

18) ส่งเสริมให้อ่านหนังสือสำหรับนักเรียน นิทาน นิยายต่าง ๆ แล้วเล่าสู่ครู
และเพือ่ นฟัง เลือกประเมนิ ตัวละคร ดี หรือไม่ดี (เลว) อยา่ งไร เพราะเหตุใด สรปุ ประโยชน์ของการอ่าน

19) ในการประดิษฐ์หรือทดลองวิทยาศาสตร์ ควรใช้ใบงาน ให้ลองปฏิบัติแล้ว
ใส่ตัวเลข (1,2,3) ตามลำดับที่ปฏิบัติ หากเป็นการทดลองให้บันทึก สังเกต สรุปผลการทดลองอย่าง
สมำ่ เสมอ

20) กำหนดบทความให้อ่านเป็นรายบุคคลหรือกลุ่ม โดยตั้งคำถามให้หาคำตอบ
เป็นตอนตามลำดับเหตุการณ์ ตรวจสอบคำตอบโดยอ่านออกเสียง สรุปใจความของเรื่องเป็นตอน ๆ เพื่อ
ถอดโครงเร่ือง

21) จากข้อท่ี 20 ฝึกอา่ นแลว้ ใหต้ ้งั ชื่อเรอ่ื งแตล่ ะอนเุ ฉท (แต่ละยอ่ หนา้ ) เรียบเรียง
ช่อื เรื่องทตี่ ้งั โดยแตง่ เติมถ้อยคำใหต้ ่อเน่ืองแต่ละย่อหนา้ จนจบ อา่ นทบทวนแล้วตงั้ ชอ่ื เร่ืองย่อความ

22) อา่ นแลว้ ปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำ เช่น งานเกษตร เกมเลน่ ลองเล่น หรือทำดู
แลว้ ลองเล่าถึงวิธปี ฏบิ ตั ิ จากนน้ั เขยี นตามความเขา้ ใจของตนเอง อ่านตรวจสอบจนเป็นท่ีนา่ พอใจ

23) จากการอ่านข่าวหรือเหตุการณ์ประจำวันให้ฝึกวิเคราะห์ข่าวว่าเชื่อได้หรือไม่
จัดเข้าประเภทของขา่ ว เผยแพรข่ า่ วดี เขยี นคำเชญิ ชวน ขา่ วรา้ ยควรหลีกเล่ียงหรอื วางแนวปอ้ งกนั

24) ก่อนอ่านบทประพันธ์ ร้อยกรอง ควรให้หาคำที่มีเสียงเหมือน ให้นักเรียน
สงั เกตว่าเปน็ กิจกรรมคล้ายการแจกลกู ฝกึ อา่ นลงจังหวะสมั ผสั อ่านออกเสียง

25) การอา่ นบทประพนั ธร์ ้อยกรอง วรรณคดตี ดั ตอน หากมวี รรณคดีฉบบั ง่าย ให้
อา่ นก่อน แล้วเล่าประวัตคิ วามเปน็ มาของเรือ่ ง ช่วยกันสรปุ ยอ่ เรือ่ งก่อนอ่านวรรณคดเี ร่อื งนั้น ๆ

26) ให้อ่านสารคดีการท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมแล้วเล่าถึงสถานที่ที่น่าศึกษา
หาความรู้ด้วยภาษาของตนเอง โดยเน้นถึงจุดดี เด่นแล้วเขียนคำเชิญชวน โน้มน้าวให้เห็นคุณค่าของ
สภาพแวดล้อม สรุปสาระสำคัญ ความปลอดภยั ในการเดนิ ทาง สถานท่ีน่าสนใจ ฯลฯ

28) ส่งเสริมให้อ่านนิทานเรื่องราวชวนขัน อภินิหาร ผจญภัย แล้วให้เล่าสู่ครู
และเพื่อนฟัง การจัดเวลาเพื่อการอ่านตามลำพังที่มุมอ่านหนังสือหรือมุมห้องสมุดเพื่อเพิ่มความสนใจใน
การอ่านมากยิ่งขึ้น กระตุ้นแนะนำหนังสือดี สำหรับนักเรียน หลังจากผู้อ่านเล่าแล้ว ควรส่งเสริมให้มี
การซกั ถาม

29) ในวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการอ่านจะต้องจัดกิจกรรมการอ่าน ค้นคว้า
รายงานอย่างสม่ำเสมอ โดยการกำหนดหัวข้อเรื่อง แหล่งที่จะค้นคว้า วิธีการเสนอรายงาน มีการบันทึก
เป็นลายลักษณ์อักษร รายงานด้วยวาจาให้ใช้ความเข้าใจจากการอ่านมาเสนอ ในขั้นแรกอาจให้อ่าน
จากการบันทึก และค่อย ๆ ลดการอ่านเป็นสนทนา ชักชวน อภิปรายเสนอสาระของเรื่อง ความสำคัญ
ประโยชน์ของเรอื่ งน้ัน ครคู วรแนะนำชว่ ยสรุปเรอื่ งเป็นคร้งั คราว

30) ส่งเสริมการจัดกิจกรรมเกมเล่น เกมแข่งขัน ที่ใช้เสริมบทเรียนการอ่าน
นิทานทุกเรื่องควรส่งเสริมให้แสดงประกอบนิทาน แสดงบทบาทสมมติ ละครใบ้ ให้นักเรียนผู้ดู ผู้ฟัง

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๔
สำนักงานกาชาดจังหวัดสงขลา

ช่วยกันสรุปบุคลิก พฤติกรรมของตวั ละคร หาเหตุผลที่ควรประพฤติปฏิบัติเพื่อเปน็ แนวคิดหรือเป็น
แบบอยา่ งทนี่ ักเรียนต้องการตามความสนใจและความต้องการแหง่ วยั

31) ควรสง่ เสรมิ ให้มีการประเมินงาน โดยวิธีรวบรวมแสดงผลงานของนักเรียนใน
รอบสัปดาห์ ครูควรส่งเสริมให้นักเรียนตรวจแก้ไขหรือตกแต่งผลงานของตนได้ เพื่อให้นักเรียนประเมิน
และปรับปรงุ ตนเองไดด้ ี

2. การเขยี น
2.1 ความหมายของการเขียน
ในการศึกษาความหมายของการเขยี น มีผู้ใหค้ วามหมายไวแ้ พรห่ ลาย ดงั นี้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556: 223) ให้ความหมายของคำ

วา่ “เขยี น” หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด เร่ืองราว ประสบการณ์ไปสู่ผอู้ น่ื โดยใชต้ วั อกั ษร
เป็นเครื่องมอื ในการถา่ ยทอด

กรมวิชาการ (2546: 223) กล่าวว่า การเขียน หมายถึง การเขียนบรรยาย
ถ่ายทอดความรู้ความคิดความรู้สึก ตลอดจนประสบการณ์ของผู้เขียนสู่ผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านได้รับ
ความรู้ความเพลิดเพลินและความคิดใหม่จากการอ่าน โดยผู้เขียนจะต้องเก็บสาระสำคัญ เนื้อหาและ
ความคดิ ทีไ่ ด้มาเรยี บเรยี งให้ถูกต้อง โดยใช้ภาษาของผู้เขียนเอง

ชำนะ บชู าสุข (2546: 51) กล่าววา่ การเขยี นหมายถึง การแสดงความรู้ ความคิด
และความรู้สึกทีม่ ีอยใู่ นใจออกมาใหผ้ ู้อ่ืน ๆ ได้รบั รู้ โดยวิธีใช้สัญลักษณ์ทเี่ รียกวา่ ตัวอักษรเพื่อให้ผู้อ่าน
ได้เข้าใจเจตนาของผู้เขียน ผู้อ่านจะสามารถรับรู้ความในใจของผู้เขียนได้ดีหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ว่าผู้เขียนมี
ทักษะในด้านการใชภ้ าษามากนอ้ ยเพยี งใด

วิรัตน์ วรรณรัตน์ (2552: 288) ได้กล่าวว่า การเขียนเป็นสมรรถภาพ ในการ
ถ่ายทอดความรู้ ความคิด และความรู้สึกของตนออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็น
ความสามารถในการบันทึกเรื่องราว ตามลำดับความคิด ความสามารถในการเขียนถือเป็นสมรรถภาพ
ทางการส่ือสารด้านการสง่ สาร การส่อื สารทีด่ ีจะตอ้ งใชภ้ าษาในการสอ่ื ความได้ถูกต้อง

จากความหมายของการเขียนดังกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การเขียน หมายถึง การเขียน
คำ ประโยค หรือข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่ได้รับรู้ และจากประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อสรุปใจความของ
เรอ่ื งและถา่ ยทอดความคดิ ความรู้ ความรู้สกึ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง

2.2 ความสำคญั ของการเขยี น
นกั การศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนไว้ ดังน้ี
กรมวิชาการ (2546: 223) กล่าวว่า การเขียนรายงานชนิดใดก็ตาม ก่อนลงมือเขียน
จะต้องคิด ขั้นตอนการคิดมีหลากหลายและดำเนินไปตามธรรมชาติของการคิด เมื่อคิดแล้วจงลงมือ
กระทำนำไปใชใ้ หเ้ หมาะสมแก่สถานการณ์ ถ้านกั เรียนไม่ได้วางแผน ดำเนินไม่เปน็ กย็ อ่ มทำให้เกิดผล
อย่างไร้ประสิทธิภาพ ดังนั้นครูจึงควรชี้แนะ ส่งเสริมให้นักเรียนคิดอย่างถูกแนวทาง ก็ทำให้นักเรียน
เขา้ ใจ คดิ เป็น นำความร้คู วามคิดไปใช้ในการเขยี นได้อยา่ งถูกต้อง

เรืองอุไร อินทรประเสริฐ และคณะ (2546: 124) กล่าวว่า การเขียนเป็นการส่งสาร
ของมนุษย์ที่มีประโยชน์นานัปการ เพราะสามารถใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานได้ เก็บข้อมูลได้ละเอียด
เที่ยงตรง และนานนับเป็นร้อยปี พันปี จนทำให้คนรุ่นหลังสามารถศึกษาเรื่องราว ความรู้ ความคิด

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๒๕
สำนกั งานกาชาดจังหวดั สงขลา

จากขอ้ มูลท่ีถูกบันทึกไว้ด้วยการเขียนจากคนรุ่นก่อน ทำให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ได้ อย่าง
ถกู ต้อง ไมเ่ หมอื น กบั การเล่าจากปากสปู่ าก ซงึ่ ข้อมูลทีไ่ ด้จะไมผ่ ิดเพี้ยนไป

ศุภวรรณ มองเพชร (2547: 51) กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนสรุปได้ดงั นี้
1) เปน็ เครื่องมอื แสดงความรู้ ความคดิ และความรูส้ ึกของมนุษย์
2) เป็นเคร่ืองมือสำคญั ในการวดั ความเจริญ หรืออารยธรรมในแตล่ ะยุคแต่ละสมัย
3) เป็นเครอ่ื งมือใชส้ ำหรบั สอ่ื สารเรือ่ งในอดตี ปัจจบุ ัน และอนาคต
4) เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้สนองความปรารถนาของมนษุ ย์ เชน่ ความรัก ความเข้าใจ
5) เปน็ เคร่อื งมือสำคัญทางวัฒนธรรมทีถ่ า่ ยทอดมรดกทางด้านสตปิ ญั ญาของมนษุ ย์
6) เปน็ ส่อื ทีช่ ่วยแพร่กระจายความรู้ ความคิด ให้กวา้ งไกล และได้รวดเร็ว
7) เปน็ ส่ือกลางท่ีใหค้ วามรู้ ความคิด ให้กวา้ งไกลและได้รวดเรว็
8) เป็นบันทกึ ทางสังคมท่ใี ห้คุณประโยชนแ์ กค่ นรุ่นปัจจุบัน และอนาคต
9) เป็นอาชีพทส่ี ำคญั อย่างหน่ึงในปัจจุบัน

วรรณี โสมประยูร (2540 อ้างถึงใน ศุภลักษณ์ แสงอรุณรักษ์, 2553: 25) กล่าว
ว่า การเขียนเป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือพัฒนาทางสติปัญญา ให้เกิด
ความคดิ สรา้ งสรรค์ เนื่องจากการเรียนรู้ ทกุ อยา่ งต้องอาศัยการเขียน เป็นเครือ่ งมือสำหรับบันทึก สิ่ง
ที่ไดฟ้ งั และอ่าน ตลอดจนใชก้ ารเขียนเปน็ การประกอบอาชพี ได้

จากความสำคัญของการเขียนดังกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การเขียนเป็นการ
สื่อสารที่สำคัญประการหนึ่ง โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียน
เรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเชิงสร้างสรรค์
มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อถ่ายทอดความคิดและความ
ต้องการของตนเอง

2.3 กจิ กรรมเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเขยี น
ในการจดั กจิ กรรมเพื่อพัฒนาทกั ษะการเขยี น ผ้รู ายงานได้รวบรวมหลักการสำคัญในการ
จดั กิจกรรมจากการคน้ คว้าข้อมูลต่าง ๆ ดงั นี้

กรมวิชาการ (2546: 257-269) กล่าวว่า ในการพัฒนาการเขียนในรูปแบบของ
การบนั ทกึ ความรู้ และการเขียนรายงานไวว้ ่า การเขียนบนั ทกึ ความรทู้ ่ีไดจ้ ากการอา่ น ครผู ูส้ อนควรจดั
กิจกรรมให้นักเรียนไดอ้ ่านเร่ืองราวจากหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ โดยขณะอ่านควรมีการจดบนั ทกึ โดยระบุ
ว่าบันทึกเรื่องอะไร จากไหน เมื่อบันทึกแล้วควรอ่านทบทวนตรวจสอบและแก้ไขให้ตรงตามเนื้อหาที่
ต้องการพร้อมทั้งแก้ไขคำผิด สำหรับการเขียนรายงานครูผู้สอนควรพัฒนานักเรียน โดยจัดกิจกรรม
พัฒนาการเขียนดังนี้

1) อ่านหนังสือ โดยอ่านชื่อเรื่อง คำนำ สารบัญ ของหนังสือเพื่อเลือกเรื่องที่ตรงกับ
ความต้องการในการคน้ ควา้

2) อ่านสารบัญเรื่องหรือดรรชนี ค้นเรื่องเพื่อเลือกบทหรือตอนที่ตรงกับเนื้อหา
ที่จะคน้ คว้า

3) อ่านบทหรือตอนทีต่ อ้ งการแล้วจดบันทึกข้อความสำคญั ลงในบตั รคน้ เรอ่ื ง

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๖
สำนักงานกาชาดจังหวัดสงขลา

4) จัดทำจุดประสงค์ของรายงานการค้นคว้า และโครงเรื่องให้สอดคล้องกับจุดประสงค์
โดยใช้บัตรคน้ ควา้ ประกอบเร่อื ง

5) ทำหัวข้อย่อยในโครงเรื่องเขียนเป็นย่อหน้า โดยเขียนแต่ละย่อหน้าให้สมบูรณ์
โดยใช้บัตรค้นคว้าประกอบเรื่อง

6) อา่ นเรื่องทงั้ หมดแล้วปรับปรุงแก้ไข ทำใหน้ า่ อ่าน คำสะกด การันต์ให้ถูกต้อง
7) เขียนรายงาน การค้นคว้า จัดทำรูปเล่มตามลักษณะของการเขียนรายงาน ได้แก่
หนา้ ปก คำนำ สารบัญ เนือ้ เรอ่ื ง และบอกรายละเอียดของชอื่ หนงั สอื ท่ีคน้ ควา้

นนทิยา ตันศรีเจริญ (2546: 24-27) กล่าวว่า การกำหนดกระบวนการ
ฝกึ หัดนักเรียน ใหเ้ ขียนเปน็ ไว้ 3 ขัน้ ตอน สรุปได้ดังน้ี

1) ขน้ั เตรียมก่อนเขียน ครกู ำหนดหัวข้อให้เขียน และควรเริ่มจากสง่ิ ที่นักเรียนคุ้นเคย
เหมาะสมไปกบั นักเรียนในแต่ละวยั จากนน้ั เข้าส่กู ระบวนการรวบรวมข้อมูลความคดิ และวางโครงเรือ่ ง ดงั น้ี

(๑) เขียนตามใจนึก ให้นักเรียนทบทวนหัวข้อที่จะเขียนแล้วให้นักเรียนลงมือใน
เวลาท่ีกำหนด โดยคดิ อะไรก็ใหเ้ ขียนไว้เป็นข้อ ๆ โดยไม่ตอ้ งกังวลในเรื่องผิดถูก เสร็จแล้วให้อ่านทบทวน
แล้วให้ขีดเส้นความคิดที่จะกำหนดให้เป็นหัวใจของเรื่อง รวมทั้งความคิดอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ
รองลงมา

(๒) ระดมความคิด โดยให้นักเรียนจับคู่หรือแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ผลัดกันแสดงความ
คิดเห็นแล้วให้นักเรียนบันทึกความคิดของตนและเพื่อนในกลุ่ม จากนั้นเลือกความคิดที่กำหนดให้เป็น
ประเดน็ หลัก ประเดน็ รอง และขอ้ มลู เสริมทจี่ ะใส่ไว้ในข้อเขียนของตน

(๓) วางโครงเรื่อง เป็นการเรียงลำดับเรื่องที่จะเขียนเพื่อให้ข้อเขียนนั้นสละสลวย
ลน่ื ไหลไปในทศิ ทางเดียวกัน และชวนอา่ น

(๔) ค้นคว้า เหมาะสำหรบั ข้อเขียนท่ีต้องอาศัยการรวบรวมข้อมูล ถา้ แหล่งข้อมูลไม่
อยู่ภายในห้องเรียนหรือต้องใช้ระยะเวลาเสาะหาข้อมูล ครูควรมอบหมายให้เป็นการบ้าน เพอ่ื ให้นักเรียน
มีเวลาออกไปค้นคว้าหาข้อมูลประกอบการเขียน โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลท่ี
ผเู้ ขียนค้นพบด้วยตนเอง จากการสังเกต สัมผัสหรอื ลงมือปฏบิ ตั ิ และข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการสอบถามหรือ
สัมภาษณ์ บุคคลที่สามารถให้ข้อมูลที่จะเขียนได้ หรืออาจจะเป็นข้อเขียนในหนังสือ นิตยสาร
หนังสอื พิมพ์ วารสาร แผน่ พบั และเว็บไซต์ตา่ ง ๆ

๒) ขั้นที่สอง ลงมือเขียน นำความคิดและข้อมูลที่ตระเตรียมไว้มาเรียบเรียงเขียนเป็น
ข้อเขียนประเภทต่าง ๆ ตามที่ครูกำหนดหรือตามความเหมาะสมของหัวข้อหรือให้นักเรียนเลือก
ตามความถนดั เช่น แสดงความคิดเห็น เปรียบเทียบ บอกขั้นตอนหรือกระบวนการ หรอื เลา่ เรอ่ื ง

๓) ขั้นที่สาม ตรวจทานแก้ไข (editing and revision) ข้อเขียนที่เขียนเสร็จในครั้ง
แรก มักจะยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องนำมาอ่านซ้ำอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบดูความถูกต้องของข้อมูลและ
ตัวสะกด อาจต้องเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนที่หลงลืมไป การเรียงลำดับข้อมูลเพื่อความสละสลวยของ
ข้อเขียน โดยให้นักเรียนตรวจทานแก้ไขด้วยตนเองก่อนในเบื้องต้น จากนั้นให้แลกเปลี่ยนข้อเขียนกับ
เพื่อนในห้องเรียน เพือ่ ช่วยกันอา่ นและเสนอข้อคิดตอ่ งานเขยี นของแตล่ ะคน

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพฒั นาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๒๗
สำนักงานกาชาดจังหวดั สงขลา

จากกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนดังกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การพัฒนาทักษะ
การเขียนสามารถทำได้หลายรูปแบบ และควรฝึกฝนให้นักเรียนเกิดการวางแผน และคิดอย่างเป็น
ขั้นตอนก่อนลงมอื เขยี น ทำให้การเขยี นลนื่ ไหล น่าอ่าน ชว่ ยให้รสู้ กึ วา่ การเขยี นไม่ใชเ่ รอ่ื งยาก โดยเปิด
โอกาสให้นักเรียนได้มีการระดมความคิด วางโครงเรื่อง ค้นคว้าข้อมูลก่อนลงมือเขียน และตรวจทาน
แกไ้ ขการเขียนให้ถกู ตอ้ งเพ่อให้ได้งานเขยี นทม่ี ีคุณภาพ

๘. งานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้อง
วันฤดี ปุยะติ (๒๕๖๒) ได้ศึกษาการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบและตรวจสอบความ

เหมาะสมของรูปแบบ การบริหารจัดการด้านการงานอาชีพสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนในโครงการ
พัฒนาเดก็ และเยาวชนในถ่นิ ทุรกันดาร ตามพระราชดำรสิ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารีวิธีดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้ขั้นตอนที่ ๑ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและ
สัมภาษณ์เชิงลึกในโรงเรียนที่มีวิธี ปฏิบัติที่เป็นเลิศ ๓ โรงเรียน จำนวน ๑๕ คน ขั้นตอนที่ ๒ การ
พัฒนารปู แบบโดยใช้เทคนิคเดลฟายโดยใช้ ความคิดเหน็ จากผเู้ ชย่ี วชาญ จำนวน ๑๗ คน ข้ันตอนที่ ๓
การตรวจสอบความเหมาะสมของ ๘ รูปแบบโดยใช้ การสนทนากลุ่มผู้บริหารโรงเรียนและครูจํานวน
๘ คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์
ผลการวจิ ัย พบวา่

๑. รูปแบบการบริหารจัดการด้านการงานอาชีพ มีองค์ประกอบ ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการ
บริหาร จัดการ ๒) ด้านหลักสตู รและการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ๓) ดา้ นคณุ ภาพผู้เรียน ๔) ด้านการมี
ส่วนร่วมของ ภาคีเครือข่าย และ ๕) ด้านผลลัพธ์และความสำเร็จ โดยองค์ประกอบแต่ละด้านมี
กระบวนการบริหารจัดการ ตามหลักวงจรคุณภาพ ๔ ขั้นตอน ประกอบด้วย ๑) การวางแผน (Plan)
๒) การลงมือปฏิบัติ (Do) ๓) การตรวจสอบ ประเมินผล (Check) และ ๔) การปรับปรุงแก้ไขและ
ปอ้ งกนั ปญั หา (Action)

๒. รปู แบบที่พัฒนาข้ึน มอี งคป์ ระกอบ ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการบรหิ ารจัดการ มี ๒ ข้นั ตอน
๓) ดา้ นหลกั สตู รและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มี ๑๕ ข้ันตอน ๓) ด้านคณุ ภาพผเู้ รียน มี ๑๕ ข้นั ตอน
๔) ด้านการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย มี ๑๑ ขั้นตอน และ ๕) ด้านผลลัพธ์และความสำเร็จ มี ๑๘
ขั้นตอน โดยองค์ประกอบแต่ละด้านมีกระบวนการบริหารจัดการตามหลักวงจรคุณภาพ ๔ ขั้นตอน
ประกอบด้วย ๑) การวางแผน ๒) การลงมือปฏิบัติ ๓) การตรวจสอบประเมินผล และ
๔) การปรับปรงุ แกไ้ ขและปอ้ งกนั ปัญหา รวม ๕ องคป์ ระกอบ มีข้นั ตอนย่อยทง้ั หมด ๘๑ ขั้นตอน

๓. ผลการตรวจสอบรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการ
นำไปปฏิบตั แิ ละมีข้นั ตอนเหมอื นกับรปู แบบท่ีสร้างขนึ้ ตามความคิดเหน็ ของผู้เช่ียวชาญ

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๒๘
สำนกั งานกาชาดจงั หวดั สงขลา

บทที่ 3
วิธดี ำเนินการ

การดำเนนิ โครงการ ได้ดำเนนิ การตามข้ันตอนต่าง ๆ ดังนี้
โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียนภาษาไทย ของสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด

สงขลามกี ารดำเนนิ งานตามข้ันตอนดังต่อไปนี้
การดำเนนิ โครงการส่งเสริมและพฒั นาการพูด อา่ นเขียนภาษาไทย เพ่อื สนองพระราชดำริ

สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี เปน็ ความร่วมมือ
ทั้งระบบระหว่างเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา โดยการประสานความร่วมมือจากสำนักงานศึกษาธิการ
จังหวัดสงขลา สำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ กองกับกบั การตำรวจตระเวน
ชายแดนที่ ๔๓ สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา และสำนักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัย กศน. อำเภอจะนะ และกศน.อำเภอสะบ้าย้อย ได้ดำเนินการในกิจกรรม
ต่อไปน้ี

1. จัดกิจกรรมประชุมชี้แจงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 4 หน่วยงาน ได้แก่
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการศึกษาเอกชน และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 เพื่อสร้างความรู้ ความ
เข้าใจการดำเนินกิจกรรม และรว่ มวางแผนการดำเนินงาน

๒. จัดกิจกรรมประชุมชี้แจงสถานศึกษากลุ่มเป้าหมาย จำนวน 13 แห่ง เพื่อสร้างความรู้
ความเข้าใจ และวิธีการในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูดภาษาไทย รายละเอียด
สถานศึกษากลมุ่ เปา้ หมาย ดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3 แสดงรายชอื่ สถานศึกษาแต่ละสังกดั

ท่ี โรงเรยี น อำเภอ สังกดั

๑ บ้านสะกอม จะนะ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา

ขัน้ พ้ืนฐาน

๒ สง่ เสริมอิสลาม นาทวี สำนักงานสง่ เสริมการศกึ ษาเอกชนจงั หวดั

สงขลา

๓ ตำรวจตระเวนชายแดนเชิญพิศลยบุตร นาทวี กองกำกบั การตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๔๓

๔ ตำรวจตระเวนชายแดนบา้ นประกอบออก นาทวี กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๔๓

๕ บ้านโมย นาทวี สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา

ขนั้ พ้ืนฐาน

๖ บ้านควนหรัน สะบา้ ย้อย สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษา

ขน้ั พื้นฐาน

๗ ตำรวจตระเวนชายแดนมหาราช1 สะบ้าย้อย กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนท่ี ๔๓

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพฒั นาการพดู อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๒๙
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

ตารางที่ 3 (ต่อ) อำเภอ สงั กดั
สะบ้ายอ้ ย กองกำกบั การตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๔๓
ท่ี โรงเรยี น สะบา้ ย้อย กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนท่ี ๔๓
๘ ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านสำนกั เอาะ สะบ้ายอ้ ย กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๔๓
๙ ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหาดทราย
๑๐ ตำรวจตระเวนชายแดนพลเอกนวล สะเดา กองกำกบั การตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๔๓
สะเดา กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนท่ี ๔๓
คณุ หญงิ บานช่นื จันทร์ตรี สะเดา กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนท่ี ๔๓
๑๑ ตำรวจตระเวนชายแดนบา้ นบาโรย
๑๒ ตำรวจตระเวนชายแดนส่ือมวลชนกฬี า
๑3 ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านชายควน

๓. สำรวจนักเรียนที่มีปัญหาการพูด อ่าน และเขียนในสถานศึกษาทั้ง ๑3 โรงเรียน ได้
จำนวนนกั เรียนรวมทั้งส้นิ 165 คน จาก 12 โรงเรียนทีอ่ า่ นไม่ออก รายละเอยี ดดังตารางท่ี 4

ตารางที่ 4 แสดงจำนวนนักเรียนทม่ี ปี ัญหาการพดู อา่ น และเขยี นในสถานศกึ ษาแต่ละแห่ง

ท่ี โรงเรียน จำนวน (คน)
๑ บา้ นสะกอม
๒ สง่ เสริมอิสลาม ๕
๓ ตำรวจตระเวนชายแดนเชญิ พศิ ลยบุตร ๑๗
๔ ตำรวจตระเวนชายแดนบา้ นประกอบออก ๑๒
๕ บา้ นโมย ๑๐
๖ บ้านควนหรัน ๑
๗ ตำรวจตระเวนชายแดนมหาราช 1 ๑๕
๘ ตำรวจตระเวนชายแดนบา้ นสำนักเอาะ ๒๖
๙ ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหาดทราย ๑๐
๑๐ ตำรวจตระเวนชายแดนพลเอกนวล คุณหญิงบานชื่น ๒๕
๒๖
จันทร์ตรี
๑๑ ตำรวจตระเวนชายแดนสอื่ มวลชนกีฬา ๑๕
๑๒ ตำรวจตระเวนชายแดนบา้ นชายควน ๓

รวม ๑65

หมายเหตุ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านบาโรย อำเภอสะเดา ปลอดนักเรยี นอา่ นไม่ออก
เขยี นไมไ่ ด้ (ภาคเรียนที่ 1/2565)

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพดู อา่ น เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๐
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

4. จดั กจิ กรรมฝึกอบรมพัฒนาครู บุคลากร หรือผปู้ ฏบิ ัตโิ ครงการขยายผลโครงการส่งเสริม
และพัฒนาการพดู อา่ นเขยี นภาษาไทยสถานศึกษาในจังหวดั สงขลา

5. จัดกจิ กรรมสง่ เสริมพฒั นาทักษะเชิงบูรณาการในสถานศึกษาท้ัง 12 โรงเรยี น
5.1 ส่งเสริมสถานศึกษาให้ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการ
เรียนรู้นักเรียนในการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียนภาษาไทยสถานศึกษาในจังหวัดสงขลา ตาม
บริบทของสถานศึกษา

5.2 เหล่ากาชาดจังหวดั สงขลาให้การสนบั สนุน สื่อการเรียนรู้ประกอบการจัดกิจกรรม
การเรยี นรูเ้ พือ่ พฒั นาการพูดอ่าน เขียน ดงั นี้

ท่ี โรงเรยี น อำเภอ สอื่ การเรยี นการสอนที่มอบให้สถานศึกษา
1 บา้ นสะกอม จะนะ บัตรคำภาษา ไทย
ซองใส่บัตรคำ
2 ส่งเสรมิ อิสลาม นาทวี นทิ าน
ดินสอสี
3 ตำรวจตระเวนชายแดนเชิญพิศลยบตุ ร นาทวี กระดาษเอ 4

4 ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านประกอบออก นาทวี แผน่ พบั /แผ่นพลิกอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้
5 บา้ นโมย นาทวี ง่ายนิดเดียว
6 บา้ นควนหรนั สะบา้ ยอ้ ย
วสั ดุอปุ กรณ์นำไปทำส่ือการเรียนการสอนเอง
7 ตำรวจตระเวนชายแดนมหาราช1 สะบา้ ยอ้ ย นทิ าน
8 ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านสำนักเอาะ สะบ้ายอ้ ย
9 ตำรวจตระเวนชายแดนบา้ นหาดทราย สะบ้าย้อย วสั ดอุ ุปกรณ์นำไปทำสื่อการเรียนการสอนเอง
10 ตำรวจตระเวนชายแดนพลเอกนวล สะบ้าย้อย วสั ดุอปุ กรณน์ ำไปทำสื่อการเรียนการสอนเอง
วัสดอุ ุปกรณ์นำไปทำส่ือการเรียนการสอนเอง
คุณหญงิ บานชน่ื จนั ทร์ตรี สะเดา
11 ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านบาโรย สะเดา นิทาน
12 ตำรวจตระเวนชายแดนสื่อมวลชนกีฬา วสั ดอุ ุปกรณ์นำไปทำสื่อการเรียนการสอนเอง
วสั ดุอุปกรณ์นำไปทำส่ือการเรียนการสอนเอง
วัสดอุ ุปกรณน์ ำไปทำสื่อการเรียนการสอนเอง
วสั ดอุ ุปกรณ์นำไปทำสื่อการเรียนการสอนเอง

วัสดอุ ปุ กรณ์นำไปทำส่ือการเรียนการสอนเอง
แผน่ แผ่นพับ/แผน่ พลกิ อ่านไม่ออกเขยี นไม่ได้
แกง้ า่ ยนดิ เดยี ว

5.3 ดำเนนิ การประสานครูผู้สอน ครอู าสาใหก้ ับโรงเรยี นทข่ี าดแคลน
5.4 ดำเนินการให้ทุนการศึกษา ให้จักรยานแก่นักเรียนที่มีความยากลำบากในการ
เดินทาง
5.6 จดั การสนบั สนุนวิทยากรผลิตสอ่ื ให้กบั โรงเรยี นท่ตี ้องการ ฯลฯ

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพฒั นาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๑
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

6. กิจกรรมการนิเทศ ติดตามผลการดำเนินงานการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียน
ภาษาไทยสถานศึกษาในจังหวัดสงขลาของกาชาดจังหวัดสงขลา ซึ่งจะมีการนิเทศ ติดตามทั้งก่อน
ระหว่าง และหลังการ ดำเนินงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่าง
แท้จริง และได้กำหนด กิจกรรมการนิเทศ ติดตาม ตามปฏิทินการนิเทศ ไว้จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1
ในชว่ งเดือน กมุ ภาพันธ์ 2565 และครั้งท่ี 2 ในชว่ ง เดอื น สงิ หาคม 2565 ตามปฏิทินดงั น้ี

ปฏทิ นิ การนเิ ทศ ครั้งท่ี 1/2565
ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
การสง่ เสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ของสภากาชาดไทย

ในพน้ื ท่ีจงั หวดั สงขลา

ท่ี โรงเรยี น อำเภอ วนั /เดือน/ปี เวลา
1 โรงเรียนบา้ นสะกอม
2 โรงเรียนสง่ เสรมิ อิสลาม จะนะ 3 กุมภาพันธ์ 2565 10.00 - 11.00 น.
3 ตชด.เชิญ พิศลยบตุ ร
4 ตชด.บ้านประกอบออก 09.00 - 10.00 น.
5 โรงเรียนบ้านโมย
6 โรงเรยี นบ้านควนหรนั นาทวี 3 กุมภาพันธ์ 2565 10.30 - 11.30 น.
7 รร.ตชด.มหาราช 1
8 รร.ตชด.บ้านสำนกั เอาะ 13.00 - 14.00 น.
9 รร.ตชด.บ้านหาดทราย
10 รร.ตชด.พลเอกนวล 14.15 - 15.30 น.

คุณหญงิ บานช่นื จันทร์ตรี 09.30 - 10.30 น.
11 รร.ตชด.บา้ นบาโรย
12 รร.ตชด.ส่ือมวลชนกฬี า สะบา้ ยอ้ ย 4 กุมภาพันธ์ 2565 10.45 - 12.00 น.

13.30 - 14.30 น.

09.30 - 12.00 น.

4 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 13.30 - 14.30 น.

7 กุมภาพันธ์ 2565 09.30 - 12.00 น.
สะเดา 13.30 - 14.30 น.

หมายเหตุ : วนั -เวลา อาจมกี ารปรบั เปลยี่ นตามความเหมาะสม

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๓๒
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

ปฏทิ นิ การนิเทศ คร้งั ที่ 2/2565
ตดิ ตามและประเมนิ ผลการจัดการศึกษา
การส่งเสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ของสภากาชาดไทย

ในพนื้ ทจี่ ังหวัดสงขลา

ท่ี โรงเรยี น อำเภอ วัน/เดือน/ปี เวลา
1 โรงเรียนบ้านสะกอม จะนะ 3 สิงหาคม 2565 10.00 - 11.00 น.
2 โรงเรยี นสง่ เสรมิ อิสลาม นาทวี 3 สงิ หาคม 2565 09.00 - 10.00 น.
3 รร.ตชด.เชิญ พศิ ลยบุตร 10.30 - 11.30 น.
4 รร.ตชด.บา้ นประกอบออก สะบา้ ยอ้ ย 4 สิงหาคม 2565 13.00 - 14.00 น.
5 โรงเรียนบ้านโมย 14.15 - 15.30 น.
6 โรงเรียนบา้ นควนหรัน 4 สงิ หาคม 2565 09.30 - 10.30 น.
7 รร.ตชด.มหาราช 1 10.45 - 12.00 น.
8 รร.ตชด.บ้านสำนกั เอาะ 13.30 - 14.30 น.
9 รร.ตชด.บ้านหาดทราย 09.30 - 12.00 น.
10 รร.ตชด.พลเอกนวล 13.30 - 14.30 น.

คุณหญิงบานชน่ื จันทร์ตรี 7 สงิ หาคม 2565 09.30 - 12.00 น.
11 รร.ตชด.บา้ นบาโรย สะเดา 13.30 - 14.30 น.
12 รร.ตชด.ส่อื มวลชนกีฬา

หมายเหตุ : วนั -เวลา อาจมกี ารปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

๗. สถานศกึ ษาดำเนนิ การประเมินผลการพัฒนาทักษะการพดู ภาษาไทย เพือ่ การสอ่ื สาร
๘. จัดทำรายงานผลการดำเนินงานการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย
ของสำนักงานเหล่าจงั หวดั สงขลา

ผลทค่ี าดวา่ จะไดร้ ับ

โรงเรียนทั้ง 12 โรง และนักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๖๕ คน ได้รับการส่งเสริมและ
พฒั นาเร่ืองการพูด อ่านเขียนภาษาไทย อ่านคลอ่ งเขียนคล่อง และปราศจากนักเรียนที่พดู ไม่ได้ อ่าน
ไม่ออก และเขยี นไม่ได้

ระยะเวลาดำเนินการ : ปีงบประมาณ 2565 (1 ตุลาคม 2564 - 30 กันยายน 2565)
งบประมาณ: งบประมาณของเหลา่ กาชาดจังหวดั สงขลา ประจำปี 256๕ จำนวน ๒๘0,000.- บาท

รายงาน โครงการส่งเสริมและพฒั นาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๓
สำนักงานกาชาดจงั หวัดสงขลา

บทท่ี 4
ผลการดำเนนิ การ

รายงานผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย ของเหล่ากาชาดจังหวัด
สงขลา โดยมโี รงเรียนกลุ่มเป้าหมาย ๑๒ แห่ง นักเรียน จำนวน ๑๖๕ คน มผี ลการดำเนนิ การดังนี้

ผลการสง่ เสริมและพฒั นาการพดู อา่ น เขยี นภาษาไทยในจังหวดั สงขลา จำแนกรายโรงเรียน
และภาพรวมมผี ลการดำเนินงานตามตารางท่ี 5-16

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพดู อา่ น เขยี นภาษาไทย โรงเรยี นบา้ นสะกอม อำเภอจะนะ จงั หวัด
สงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ มีผลการดำเนินงานดังตาราง
ท5ี่
ตารางท่ี 5 ผลการส่งเสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขยี นภาษาไทย โรงเรียนบ้านสะกอม อำเภอจะนะ
จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย
จำนวน ๕ คน

คน คะแนนก่อนพัฒนา เฉล่ีย คะแนนหลงั พฒั นา เฉลยี่
ที่
ช้นั การพดู การอ่าน การเขียน ร้อยละ การพูด การอา่ น การเขยี น รอ้ ยละ

คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ

(๓๐) (๒๐) (๒๐) (๓๐) (๓๐) (๓๐)

๑. ป.๒ ๓ ๑๐ ๕ ๒๕ ๔ ๒๐ ๑๗.๑๔ ๑๕ ๕๐ ๑๕ ๕๐ ๑๗.๓๐ ๕๗.๖๗ ๕๒.๕๖

๒. ป.๒ ๓ ๑๐ ๔ ๒๐ ๓ ๑๕ ๑๔.๒๙ ๑๗ ๕๖.๖๗ ๑๗ ๕๖.๖๗ ๑๖.๑๕ ๕๓.๘๓ ๕๕.๗๒

๓. ป.๒ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๔ ๑๓.๓๓ ๔ ๑๓.๓๓ ๒.๓๐ ๗.๖๗ ๑๑.๔๔

๔. ป.๔ ๕ ๑๖.๖๗ ๖ ๒๕ ๖ ๓๐ ๒๔.๒๙ ๑๗.๒๕ ๕๗.๕๐ ๑๗.๒๕ ๕๗.๕๐ ๑๖.๘๘ ๕๖.๒๗ ๕๗.๐๙

๕. ป.๔ ๔ ๑๓.๓๓ ๕ ๒๐ ๕ ๒๕ ๒๐ ๑๕.๗๕ ๕๒.๕๐ ๑๕.๗๕ ๕๒.๕๐ ๑๕ ๕๐ ๕๑.๖๗

รวมเฉล่ีย ๓ ๑๐ ๔ ๑๘ ๓.๖๐ ๑๘ ๑๕.๑๔ ๑๕.๑๔ ๔๖ ๑๓.๘๐ ๔๖ ๑๓.๕๓ ๔๕ ๔๕.๖๗

จากตารางที่ 5 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนบ้านสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๕ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการ
ส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลี่ยร้อยละ ๑๕.๑๔ และหลังการ
ไดร้ บั สง่ เสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขยี นภาษาไทย มผี ลการประเมินเฉลีย่ รอ้ ยละ ๔๕.๖๗ มีคะแนน
เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๐.๕๓ นักเรียนผ่านการประเมินจำนวน ๔ คน ไม่ผ่านการประเมินจำนวน ๑
คน

รายงาน โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๔
สำนักงานกาชาดจังหวัดสงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม อำเภอนาทวี
จังหวัดสงขลา สังกดั สำนักงานการศกึ ษาเอกชนจังหวดั สงขลา มีผลการดำเนินงานดงั ตารางท่ี ๔

ตารางที่ 6 ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม อำเภอ
นาทวี จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน
๑๗ คน

คน คะแนนก่อนพฒั นา เฉล่ีย คะแนนหลังพฒั นา เฉล่ยี
ท่ี การอา่ น
ชน้ั การพดู การอ่าน การเขยี น ร้อยละ การพดู การเขยี น ร้อยละ
คะแนน รอ้ ยละ
คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ 42.5 คะแนน ร้อยละ (๑๕) คะแนน ร้อยละ 72.5
(๑๐) 42.5 (๑๐) (๑๕) 72.5
(๑๕) (๑๕) 47.5 12 80 85
5 50 47.5 7 70 12 80 10 66.6 85
๑. ป.๑ 5 50 6 40 6 40 47.5 7 70 12 80 10 66.6 85
๒. ป.๑ 6 60 47.5 10 100 12 80 12 80 85
๓. ป.๑ 6 60 6 40 6 40 47.5 10 80 13 86.6 12 80 85
๔. ป.๑ 6 60 45 8 80 13 86.6 13 86.6 85
๕. ป.๒ 6 60 7 46.6 6 40 45 8 80 12 80 13 86.6 77.5
๖. ป.๒ 6 60 27.5 10 80 12 80 12 80 37.5
๗. ป.๒ 6 60 7 46.6 6 40 27.5 10 80 12 80 12 80 37.5
๘. ป.๒ 6 60 37.5 8 80 5 33.3 11 73.3 70
๙. ป.๒ 6 60 7 46.6 6 40 37.5 6 60 5 33.3 4 26.6 70
๑๐. ป.๓ 6 60 35 6 60 10 66.6 4 26.6 70
๑๑. ป.๓ 6 60 7 46.6 6 40 27.5 8 80 10 66.6 10 66.6 37.5
๑๒. ป.๓ 6 60 42.5 8 80 10 66.6 10 66.6 75
๑๓. ป.๔ 6 60 7 46.6 6 40 42.5 8 80 5 33.3 10 66.6 75
๑๔. ป.๔ 6 60 ๔๐.๕๙ 6 60 12 80 4 26.6 ๗๐.๘๘
๑๕. ป.๔ 6 60 6 40 6 40 8 80 12 80 10 66.6
๑๖. ป.๕ 6 60 8 80 ๑๐.๕๓ ๗๐.๑๗ 10 66.6
๑๗. ป.๕ 6 40 6 40 ๘ ๗๖.๔๗ ๙.๘๒ ๖๕.๔๔
๕.๘๘ ๕๘.๘
รวมเฉลย่ี 3 20 2 13.3

3 20 2 13.3

5 33.3 4 26.6

5 33.3 4 26.6

4 26.6 4 26.6

3 20 2 13.3

6 40 5 33.3

6 40 5 33.3

๕.๕๓ ๓๖.๘๔ ๔.๘๒ ๓๒.๑๔

จากตารางที่ 6 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย
โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา นักเรียน
กลุ่มเปา้ หมายจำนวน ๑๗ คน พบวา่ ในภาพรวมก่อนได้รบั การส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขยี นภาษาไทย มี
ผลการประเมนิ เฉลี่ยร้อยละ ๔๐.๕๙ และหลงั การไดร้ ับส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขยี นภาษาไทย มีผลการ
ประเมนิ เฉล่ียร้อยละ ๗๐.๘๘ มีคะแนนเฉลีย่ เพ่มิ ข้ึนร้อยละ ๓๐.๒๙ นกั เรียนผ่านการประเมินจำนวน ๑๔ คน ไม่
ผา่ นการประเมนิ จำนวน ๓ คน

รายงาน โครงการส่งเสริมและพฒั นาการพดู อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๓๕
สำนกั งานกาชาดจงั หวดั สงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเชิญ
พศิ ลยบตุ ร อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกดั ตชด.43 มีผลการดำเนนิ งานดงั ตารางท่ี ๕

ตารางที่ 7 ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
เชญิ พิศลยบุตร อำเภอนาทวี จงั หวดั สงขลา สังกดั ตชด.43 นกั เรยี นกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๒ คน

คน คะแนนกอ่ นพฒั นา เฉลยี่ คะแนนหลังพฒั นา เฉล่ยี
ที่
ช้ัน การพูด การอ่าน การเขียน การพดู การอ่าน การเขียน ร้อยละ
ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ
คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ 40
33.33
(๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐) 50
36.67
๑. ป.๑ 5 50 3 30 2 20 33.33 6 60 4 40 2 20 50
๒. ป.๑ 30
๓. ป.๒ 5 50 1 10 1 10 23.33 5 50 3 30 2 20 40
๔. ป.๒ 53.33
๕. ป.๒ 4 40 2 20 2 20 26.67 5 50 5 50 5 50 50
๖. ป.๓ 40
๗. ป.๓ 5 50 1 10 1 10 23.33 6 60 3 30 2 20 50
๘. ป.๓ 33.33
๙. ป.๓ 3 30 1 10 2 20 20 5 50 5 50 5 50 ๔๒.๒๔
๑๐. ป.๔
๑๑. ป.๔ 2 20 1 10 2 20 16.67 3 30 3 30 3 30
๑๒. ป.๖
3 30 1 10 1 10 13.33 4 40 4 40 4 40
รวมเฉลี่ย
5 50 1 10 2 20 23.33 6 60 5 50 5 50

5 50 1 10 1 10 23.33 5 50 5 50 5 50

4 40 1 10 2 20 23.33 6 60 3 30 5 30

4 40 1 10 1 10 20 5 50 5 50 5 50

4 40 1 10 1 10 20 5 50 2 20 3 30

๔.๐๘ ๔๐.๘๓ ๑.๒๕ ๑๒.๕๐ ๑.๕ ๑๕ ๒๒.๒๒ ๕.๐๘ ๕๐.๘๓ ๓.๙๒ ๓๙.๑๗ ๓.๘๓ ๓๖.๖๗

จากตารางที่ 7 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเชิญพิศลยบุตร อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัด ตชด.
43 นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๒ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการ
พูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลี่ยร้อยละ ๒๒.๒๒ และหลังการได้รับส่งเสริมและ
พฒั นาการพดู อา่ น เขียนภาษาไทย มผี ลการประเมนิ เฉลย่ี รอ้ ยละ ๔๒.๒๔ มีคะแนนเฉล่ียเพิ่มข้ึนร้อย
ละ ๒๐.๐๒ นกั เรยี นผ่านการประเมนิ จำนวน ๕ คน ไม่ผา่ นการประเมินจำนวน ๗ คน

รายงาน โครงการส่งเสริมและพฒั นาการพดู อา่ น เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๓๖
สำนักงานกาชาดจังหวดั สงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้าน
ประกอบออก อำเภอนาทวี จังหวดั สงขลา สังกดั ตชด.43 มีผลการดำเนินงานดังตารางที่ ๖

ตารางที่ 8 ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย ตำรวจตระเวนชายแดนบ้าน
ประกอบออก อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัด ตชด.43 นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย
จำนวน ๑๐ คน

คน คะแนนกอ่ นพัฒนา เฉลย่ี คะแนนหลงั พฒั นา เฉลย่ี
ท่ี
ช้นั การพูด การอา่ น การเขยี น ร้อยละ การพูด การอ่าน การเขยี น ร้อยละ

คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 0 คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ 5
(๑๐๐) 22 (๑๐๐) 61
(๑๐๐) (๑๐๐) 0 (๑๐๐) (๑๐๐) 31
-- 1 -- 14
๑. ป.๓ -- 0000 35 -- 4 4 11 65
๒. ป.๓ -- 0 -- 32
๓. ป.๓ -- 13 13 9 9 41 -- 41 41 20 20 41
๔. ป.๓ -- 42 -- 38
๕. ป.๔ -- 0000 8 -- 24 24 77 17
๖. ป.๔ -- 20 -- 43
๗. ป.๕ -- 1100 ๑๖.๙๐ -- 13 13 11 ๓๔.๗๐
๘. ป.๖ -- --
๙. ป.๖ -- 25 25 10 10 -- 43 43 22 22
๑๐. ป.๖
-- 0000 -- 28 28 44
รวมเฉลย่ี
20 20 21 21 26 26 15 15

27 27 15 15 24 24 14 14

8800 14 14 33

11 11 9 9 30 30 13 13

๑๐.๕๐ ๑๐.๕๐ ๖.๔๐ ๖.๔๐ ๒๔.๗๐ ๒๔.๗๐ ๑๐ ๑๐

จากตารางที่ 8 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านประกอบออก อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัด
ตชด.43 นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๐ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการส่งเสริมและ
พฒั นาการพดู อา่ น เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉล่ียร้อยละ ๑๖.๙๐ และหลังการได้รับส่งเสริม
และพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมนิ เฉลี่ยร้อยละ๓๔.๗๐ มีคะแนนเฉลี่ยเพ่ิมขึ้น
ร้อยละ ๑๗.๘๐ นักเรียนผ่านการประเมนิ จำนวน ๒ คน ไมผ่ า่ นการประเมินจำนวน ๘ คน

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๓๗
สำนกั งานกาชาดจังหวัดสงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนบ้านโมย อำเภอนาทวี จังหวัด
สงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ มีผลการดำเนินงานดังตาราง
ที่ 9

ตารางที่ 9 ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนบ้านโมย อำเภอนาทวี
จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ นักเรียน
กลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑ คน

คะแนนกอ่ นพัฒนา เฉล่ีย คะแนนหลงั พัฒนา เฉลยี่

คน ช้ัน การพูด การอา่ น การเขยี น รอ้ ยละ การพูด การอา่ น การเขยี น ร้อยละ
ที่
คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ

(๑๐) (๑๕) (๑๕) (๑๐) (๑๕) (๑๕)

๑. ป.3 7 70 13 86.6 13 86.6 82.5 8 80 14 93.3 13 86.6 ๘๗.๕

จากตารางที่ 9 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรยี นบา้ นโมย อำเภอนาทวี จงั หวัดสงขลา สังกดั สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา
สงขลา เขต ๓ นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการส่งเสริมและ
พัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลี่ยร้อยละ ๘๒.๕ และหลังการได้รับส่งเสริม
และพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลี่ยร้อยละ๘๗.๕ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
รอ้ ยละ ๕ นกั เรียนผ่านการประเมิน ๑ คน

รายงาน โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๘
สำนักงานกาชาดจงั หวัดสงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนบ้านควนหรัน อำเภอสะบ้าย้อย
จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ มีผลการดำเนินงานดัง
ตารางที่ 10

ตารางที่ 10 ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนบ้านควนหรัน อำเภอ
สะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ นักเรียน
กล่มุ เป้าหมายจำนวน ๑๕ คน

คน คะแนนกอ่ นพัฒนา คะแนนหลังพัฒนา
ท่ี
ช้ัน การพูด การอ่าน การเขยี น เฉลี่ย การพูด การอ่าน การเขียน เฉลย่ี
รอ้ ยละ
คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ

(๑๐) (๓๐) (๒๐) (๑๐) (๓๐) (๒๐)

๑. ป.3 4 40 10 33.33 5 25 31.66 6 60 12 40 6 30 40

๒. ป.3 4 40 10 33.33 5 35 31.66 7 70 12 40 6 30 41.66

๓. ป.2 3 30 4 13.33 3 15 16.66 5 50 5 16.66 5 25 25

๔. ป.3 4 40 12 40 8 40 40 7 70 16 53.33 10 50 55

๕. ป.4 5 50 12 40 9 45 43.33 8 80 18 60 11 55 61.66

๖. ป.4 4 40 14 46.66 8 40 36.66 9 80 20 33.33 12 60 68.33

๗. ป.4 4 40 13 43.33 8 40 41.66 7 80 19 63.33 12 60 63.33

๘. ป.4 5 50 11 36.66 7 35 38.33 7 80 19 63.33 12 60 63.33

๙. ป.5 4 40 12 40 6 30 36.66 8 80 20 33.33 11 55 65

๑๐. ป.5 4 40 10 33.33 6 30 33.33 8 80 19 63.33 12 60 65

๑๑. ป.5 4 40 9 30 6 30 31.66 7 80 19 63.33 11 55 61.66

๑๒. ป.5 3 30 6 20 5 25 23.33 7 80 16 53.33 13 65 60

๑๓. ป.6 4 40 25 83.33 15 75 73.33 10 80 28 93.33 18 90 93.33

๑๔. ป.6 4 40 21 70 16 80 68.33 9 80 24 80 18 90 85

๑๕. ป.6 4 40 21 70 12 60 61.66 8 80 25 83.33 18 90 85

รวมเฉลย่ี ๔ ๔๐ ๑๒.๖๗ ๔๒.๒๒ ๗.๙๓ ๔๐.๓๓ ๔๐.๕๕ ๗.๕๓ ๗๕.๓๓ ๑๘.๑๓ ๕๕.๙๙ ๑๑.๖๗ ๕๘.๓๓ ๖๒.๒๒

จากตารางที่ 10 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนบ้านควนหรัน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสงขลา เขต ๓ นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๕ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการ
ส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลี่ยร้อยละ ๔๐.๕๕ และหลังการ
ไดร้ บั ส่งเสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขยี นภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลย่ี ร้อยละ ๖๒.๒๒ มคี ะแนน
เฉลย่ี เพ่มิ ขึ้นร้อยละ ๒๑.๖๗ นกั เรียนผ่านการประเมินจำนวน ๑๒ คน ไมผ่ า่ นการประเมินจำนวน ๓
คน

รายงาน โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๓๙
สำนักงานกาชาดจงั หวดั สงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรยี นตำรวจตระเวนชายแดนมหาราช
๑ อำเภอสะบ้าย้อย จงั หวดั สงขลา สงั กดั ตชด.43 มีผลการดำเนนิ งานดงั ตารางท่ี 11

ตารางท่ี 11 ผลการส่งเสริมและพฒั นาการพดู อ่าน เขยี นภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
มหาราช ๑ อำเภอสะบา้ ย้อย จังหวดั สงขลา สงั กัด ตชด.43 นักเรยี น กล่มุ เปา้ หมายจำนวน ๒๖ คน

คน คะแนนก่อนพัฒนา เฉลีย่ คะแนนหลงั พัฒนา เฉลี่ย
ที่
ช้นั การพดู การอ่าน การเขยี น รอ้ ยละ การพดู การอา่ น การเขยี น ร้อยละ

คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ

(๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐)

๑. ป.1 3 30 2 20 2 20 23.33 5 ๕0 5 50 4 40 46.66

๒. ป.1 4 40 4 40 4 40 40 8 80 9 90 9 90 86.66

๓. ป.1 4 40 3 30 3 30 33.33 8 80 7 70 8 80 76.66

๔. ป.1 2 20 1 10 1 10 13.33 4 40 3 30 3 30 36.66

๕. ป.1 5 50 1 10 1 10 23.33 8 80 3 30 3 30 46.66

๖. ป.2 3 30 1 10 2 20 20 6 60 3 30 4 40 43.33

๗. ป.2 3 30 3 30 3 30 30 6 60 6 60 6 60 60

๘. ป.2 3 30 2 20 1 10 20 6 60 4 40 3 30 43.33

๙. ป.2 3 30 1 10 1 10 16.66 6 60 3 30 3 30 40

๑๐. ป.3 3 30 2 20 2 20 23.33 6 60 4 40 4 40 46.66

๑๑. ป.3 3 30 2 20 2 20 23.33 6 60 4 40 4 50 46.66

๑๒. ป.3 5 50 4 40 4 40 43.33 8 80 7 70 7 70 73.33

๑๓. ป.3 3 30 1 10 2 20 20 6 60 3 30 4 40 43.33

๑๔. ป.4 4 40 ๒.๔ 24 ๓.๓๓ 33.33 34 6 60 ๒.๔ 24 ๔ 40 36

๑๕. ป.4 5 50 ๔.๘ 48 ๓.๓๓ 33.33 44 6 60 ๕.๖ 56 ๔ 40 52

๑๖. ป.4 6 60 ๕.๒ 52 ๕.๓๓ 53.33 54 7 70 ๖.๔ 64 ๕.๓๓ 53.33 62

๑๗. ป.4 7 70 ๔.๘ 48 ๔.๖๗ 46.67 52 7 70 ๖.๔ 64 ๕.๓๓ 53.33 62

๑๘. ป.4 6 60 ๖.๔ 64 ๔.๖๗ 46.67 58 7 70 ๗.๒ 72 ๕.๓๓ 53.33 66

๑๙. ป.5 6 60 ๔.๔ 44 ๒ 20 38 7 70 ๕.๖ 56 ๒ 20 48

๒๐. ป.5 5 50 ๔.๔ 44 ๒ 20 38 6 60 ๕.๖ 56 ๒ 20 46

๒๑. ป.5 6 60 ๔.๘ 48 ๒ 20 42 6 60 ๕.๖ 56 4 40 48

๒๒. ป.5 5 50 ๒.๔ 24 ๒ 20 28 5 50 ๒.๘ 28 ๒ 20 30

๒๓. ป.6 6 60 ๓.๖ 36 ๔ 40 42 7 70 ๔.๔ 44 ๔.๖๗ 46.67 50

๒๔. ป.6 5 50 ๔.๘ 48 ๔.๖๗ 46.67 48 6 60 ๖ 60 ๖ 60 60

๒๕. ป.6 6 60 ๔.๔ 44 ๔.๖๗ 46.67 48 7 70 ๖.๔ 64 ๕.๓๓ 53.33 62

๒๖. ป.6 5 50 ๔.๘ 48 ๔ 40 46 6 60 ๖ 60 ๖ 60 60

รวมเฉล่ีย ๔.๔๖ ๔๔.๖๒ ๓.๒๔ ๓๒.๓๙ ๒.๘๗ ๒๘.๗๒ ๓๔.๖๙ ๖.๓๙ ๖๓.๘๕ ๕.๐๕ ๕๐.๕๔ ๔.๕๔ ๔๕.๗๗ ๕๒.๗๗

จากตารางที่ 11 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมหาราช ๑ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัด ตชด
43 นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๒๖ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการ
พูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลี่ยร้อยละ๓๔.๖๙ และหลังการได้รับส่งเสริมและ
พฒั นาการพูด อา่ น เขยี นภาษาไทย มีผลการประเมนิ เฉล่ียร้อยละ ๕๒.๗๗ มคี ะแนนเฉลี่ยเพ่ิมขึ้นร้อย
ละ ๑๘.๐๘ นกั เรยี นผา่ นการประเมนิ จำนวน ๑๓ คน ไม่ผา่ นการประเมนิ จำนวน ๑๓ คน

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔๐
สำนักงานกาชาดจงั หวดั สงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้าน
สำนักเอาะ อำเภอสะบา้ ย้อย จงั หวดั สงขลา สังกดั ตชด.43 มผี ลการดำเนินงานดังตารางที่ ๑2

ตารางที่ ๑2 ผลการสง่ เสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขยี นภาษาไทย โรงเรยี นตำรวจตระเวนชายแดน
บ้านสำนักเอาะ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัด ตชด.43 นักเรียน กลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๐
คน

คน คะแนนก่อนพฒั นา เฉลี่ย คะแนนหลงั พัฒนา เฉลี่ย
ท่ี
ช้ัน การพดู การอา่ น การเขียน รอ้ ยละ การพดู การอา่ น การเขียน ร้อยละ

คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ

(๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐) (๑๐)

๑. ป.1 1 10 1 10 0 0 6.67 2 20 1 10 0 0 10

๒. ป.1 1 10 1 10 0 0 6.67 1 10 2 20 0 0 10

๓. ป.2 1 10 1 10 0 0 6.67 2 20 2 20 0 0 13.33

๔. ป.2 4 40 2 20 1 10 23.33 5 50 3 30 2 20 33.33

๕. ป.3 2 20 1 10 0 0 10 3 30 2 20 1 10 20

๖. ป.4 3 30 2 20 1 10 20 5 50 3 30 2 20 33.33

๗. ป.5 3 30 2 20 1 10 20 5 50 3 30 3 30 36.66

๘. ป.5 2 20 1 10 1 10 13.33 3 30 2 20 2 20 23.33

๙. ป.5 1 10 1 10 1 10 10 2 20 2 20 2 20 20

๑๐. ป.5 4 40 2 20 1 10 23.33 5 50 3 30 2 20 33.33

รวม/เฉลยี่ ๒.๒ ๒๒ ๑.๔ ๑๔ ๐.๖๐ ๖ ๑๔ ๓.๓๐ ๓๓ ๒.๓ ๒๓ ๑.๔ ๑๔ ๒๓.๓๓

จากตารางที่ ๑2 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านสำนักเอาะ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัด
ตชด.43 นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๐ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการส่งเสริมและ
พฒั นาการพดู อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมนิ เฉลี่ยร้อยละ ๑๔ และหลงั การได้รับสง่ เสริมและ
พัฒนาการพดู อ่าน เขยี นภาษาไทย มีผลการประเมนิ เฉลีย่ รอ้ ยละ ๒๓.๓๓ มีคะแนนเฉลี่ยเพ่ิมขึ้นร้อย
ละ ๙.๓๓ นักเรียนผ่านการประเมินจำนวน ๔ คน ไม่ผา่ นการประเมินจำนวน ๖ คน

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๑
สำนกั งานกาชาดจงั หวดั สงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้าน
หาดทราย อำเภอสะบ้ายอ้ ย จงั หวดั สงขลา สังกดั ตชด.43 มผี ลการดำเนินงานดงั ตารางท่ี ๑3

ตารางที่ ๑3 ผลการสง่ เสริมและพัฒนาการพูด อา่ น เขยี นภาษาไทย โรงเรยี นตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหาด
ทราย อำเภอสะบา้ ย้อย จังหวัดสงขลา สงั กัด ตชด.43 นักเรียน กล่มุ เป้าหมายจำนวน ๒๕ คน

คน คะแนนกอ่ นพัฒนา เฉล่ยี คะแนนหลังพัฒนา เฉลีย่
ที่
ช้นั การพดู การอา่ น การเขยี น รอ้ ยละ การพูด การอา่ น การเขียน ร้อยละ

คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ

(๑๐๐) (๑๐๐) (๑๐๐) (๑๐๐) (๑๐๐) (๑๐๐)

๑. ป.1 20 20 20 20 15 15 18.33 28 28 28 28 20 20 25.33

๒. ป.1 27 27 27 27 13 13 22.33 31 31 32 32 19 19 27.33

๓. ป.1 24 24 24 24 14 14 20.67 33 33 30 30 21 21 28

๔. ป.1 23 23 23 23 13 13 19.67 30 30 33 33 18 18 27

๕. ป.2 25 25 25 25 15 15 21.67 30 30 32 32 22 22 28

๖. ป.2 27 27 27 27 12 12 22 33 33 32 32 18 18 27.67

๗. ป.2 26 26 26 26 13 13 21.67 30 30 34 34 19 19 27.67

๘. ป.3 15 15 5 5 3 3 7.67 15 15 7 7 10 10 10.67

๙. ป.3 25 25 25 25 15 15 21.67 32 32 32 32 25 25 29.67

๑๐. ป.3 26 26 26 26 15 15 22.33 32 32 31 31 23 23 28.67

๑๑. ป.3 25 25 25 25 15 15 21.67 35 35 33 33 24 24 30.67

๑๒. ป.4 25 25 25 25 15 15 21.67 34 34 34 34 22 22 30

๑๓. ป.4 26 26 26 26 16 16 22.67 34 34 34 34 22 22 30

๑๔. ป.4 26 26 26 26 16 16 22.67 35 35 35 35 25 25 31.67

๑๕. ป.4 25 25 25 25 15 15 21.67 35 35 33 33 26 26 31.33

๑๖. ป.5 39 39 29 29 19 19 29 42 42 40 40 30 30 37.33

๑๗. ป.5 38 38 29 29 19 19 28.67 42 42 40 40 32 32 38

๑๘. ป.5 39 39 30 30 20 20 29.67 43 43 40 40 31 31 38

๑๙. ป.5 37 37 32 32 20 20 29.67 44 44 41 41 29 29 38

๒๐. ป.5 35 35 26 26 15 15 25.33 41 41 38 38 27 27 35.33

๒๑. ป.5 40 40 25 25 12 12 25.67 46 46 38 38 29 29 37.67

๒๒. ป.6 35 35 31 31 14 14 26.67 43 43 40 40 32 32 38.33

๒๓. ป.6 29 29 29 29 14 14 24 38 38 41 41 32 32 37

๒๔. ป.6 40 40 30 30 13 13 27.67 47 47 42 42 31 31 40

๒๕. ป.6 40 40 30 30 15 15 28.33 46 46 41 41 30 30 39

รวมเฉลีย่ ๒๙.๔๘ ๒๙.๔๘ ๒๕.๘๔ ๒๕.๘๔ ๑๔.๖๔ ๑๔.๖๔ ๒๓.๓๒ ๓๕.๙๖ ๓๕.๙๖ ๓๔.๔๔ ๓๔.๔๔ ๒๔.๖๘ ๒๔.๖๘ ๓๑.๖๙

จากตารางที่ ๑3 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหาดทราย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัด
ตชด.43 นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๒๕ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการส่งเสริมและ
พฒั นาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มผี ลการประเมนิ เฉลี่ยร้อยละ ๒๓.๓๒ และหลังการได้รับส่งเสริม
และพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมนิ เฉล่ียร้อยละ๓๑.๖๙ มีคะแนนเฉลี่ยเพ่ิมขึน้
รอ้ ยละ ๘.๓๗ นกั เรยี นไม่ผา่ นการประเมินทง้ั หมด จำนวน ๒๕ คน

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพลเอก
นวลคุณหญิงบานชื่น จันทร์ตรี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัด ตชด.43 มีผลการดำเนินงาน
ดังตารางท่ี ๑4

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพดู อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔๒
สำนกั งานกาชาดจังหวดั สงขลา

ตารางที่ ๑4 ผลการสง่ เสริมและพฒั นาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรยี นตำรวจตระเวนชายแดนพลเอก
นวลคุณหญิงบานชื่น จันทร์ตรี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สังกัด ตชด.43 นักเรียน
กลุ่มเปา้ หมาย จำนวน ๒๖ คน

คน คะแนนกอ่ นพฒั นา เฉลยี่ การพดู คะแนนหลังพัฒนา เฉลย่ี
ที่ รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ ร้อยละ
ช้นั การพดู การอา่ น การเขียน การอ่าน การเขียน

คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ

(๑๐) (๒๐) (๒๐) (๑๐) (๒๐) (๒๐)

๑. ป.2 7 70 14 70 11 55 64 8 80 15 75 12 60 70

๒. ป.2 7 70 11 55 11 55 58 7 70 14 70 12 60 66

๓. ป.2 7 70 12 60 10 50 58 7 70 13 65 12 60 64

๔. ป.2 6 60 13 65 12 60 62 7 70 14 70 13 65 68

๕. ป.3 6 60 14 70 12 60 64 7 70 15 75 14 70 72

๖. ป.3 7 70 12 60 11 55 60 8 80 13 65 12 60 66

๗. ป.3 6 60 12 60 11 55 58 7 70 13 65 12 60 64

๘. ป.3 4 40 8 40 7 35 38 5 50 8 40 8 40 42

๙. ป.3 6 60 12 60 10 50 56 7 70 11 55 12 60 60

๑๐. ป.3 6 60 14 70 12 60 64 7 70 15 75 14 70 72

๑๑. ป.3 7 70 12 60 11 55 60 8 80 13 65 12 60 66

๑๒. ป.3 6 60 12 60 11 55 58 7 70 13 65 12 60 64

๑๓. ป.4 6 60 12 60 11 55 58 7 70 12 60 11 55 60

๑๔. ป.4 6 60 11 55 10 50 54 7 70 12 60 11 55 60

๑๕. ป.4 4 40 7 35 7 35 36 4 40 7 35 8 40 38

๑๖. ป.4 4 40 8 40 6 30 36 4 40 6 30 7 35 34

๑๗. ป.4 6 60 12 60 11 55 58 7 70 12 60 11 55 60

๑๘. ป.4 6 60 11 55 10 50 54 7 70 12 60 11 55 60

๑๙. ป.4 4 40 7 35 7 35 36 4 40 7 35 8 40 38

๒๐. ป.5 7 70 11 55 11 55 58 7 70 14 70 12 60 66

๒๑. ป.5 7 70 12 60 10 50 58 7 70 13 65 12 60 64

๒๒. ป.6 4 40 8 40 7 35 38 5 50 8 40 8 40 42

๒๓. ป.6 7 70 11 55 11 55 58 7 70 14 70 12 60 66

๒๔. ป.6 7 70 12 60 10 50 58 7 70 13 65 12 60 64

๒๕. ป.6 6 60 13 65 12 60 62 7 70 14 70 13 65 68

๒๖. ป.6 6 60 14 70 12 60 64 7 70 15 75 14 70 72

รวมเฉลยี่ ๕.๙๖ ๕๙.๖๒ ๑๑.๓๕ ๕๖.๗๓ ๑๐.๑๕ ๕๐.๗๗ ๕๔.๙๒ ๖.๖๒ ๖๖.๑๕ ๑๒.๑๕ ๖๐.๗๗ ๑๑.๓๕ ๕๖.๗๓ ๖๐.๒๓

จากตารางที่ ๑4 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน

ภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพลเอกนวลคุณหญิง

บานชน่ื จันทรต์ รี อำเภอสะบ้ายอ้ ย จังหวัดสงขลา สงั กดั ตชด.43 นกั เรียนกลุ่มเปา้ หมายจำนวน ๒๖

คน พบวา่ ในภาพรวมก่อนได้รบั การส่งเสรมิ และพฒั นาการพดู อา่ น เขยี นภาษาไทย มีผลการประเมิน

เฉลี่ยร้อยละ๕๔.๙๒ และหลังการได้รับส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการ

ประเมินเฉลี่ยร้อยละ ๖๐.๒๓ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ๕.๓๑ นักเรียนผ่านการประเมินจำนวน

๒๑ คน ไมผ่ า่ นการประเมินจำนวน ๕ คน

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

สือ่ มวลชนกีฬา อำเภอสะเดา จงั หวัดสงขลา สังกัด ตชด.43 มีผลการดำเนินงานดังตารางที่ ๑5

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔๓
สำนกั งานกาชาดจงั หวดั สงขลา

ตารางที่ ๑5 ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสื่อมวลชน
กฬี า อำเภอสะเดา จงั หวัดสงขลา สังกัด ตชด.43 นักเรยี นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๑๕ คน

คน คะแนนก่อนพัฒนา เฉลย่ี คะแนนหลังพฒั นา เฉลยี่
ท่ี ร้อยละ การอ่าน รอ้ ยละ
ชั้น การพูด การอ่าน การเขียน การพูด การเขยี น
44.00 คะแนน ร้อยละ 50.00
คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ 28.00 คะแนน ร้อยละ (๓๕) คะแนน ร้อยละ 31.00
42.00 (๓๕) (๓๐) 50.00
(๓๕) (๓๕) (๓๐) 39.00 18 51.43 45.00
40.00 16 45.71 16 45.71 51.00
๑. ป.4 15 42.86 14 40.00 15 42.86 43.00 11 31.43 51.00
38.00 11 31.43 18 51.43 9 25.71 40.00
๒. ป.4 10 28.57 10 28.57 8 22.86 45.00 15 42.86 15 42.86 17 48.57 51.00
๓. ป.4 14 40.00 16 45.71 16 45.71 30.00
๔. ป.4 16 45.71 14 40.00 12 34.29 29.0 15 42.86 15 42.86 20 57.14 52.00
๕. ป.4 38.0 17 48.57 12 34.29 19 54.29 51.00
๖. ป.4 12 34.29 15 42.86 12 34.29 40.0 13 37.14 16 45.71 15 2.86 51.00
๗. ป.5 45.0 17 48.57 11 31.43 18 51.43 40.00
๘. ป.5 12 34.29 13 37.14 15 42.86 11 31.43 8 22.86 38.00
๙. ป.5 35.00 16 45.71 36.00
16 45.71 11 31.43 16 45.71 34.00 18 51.43 18 ๕1.43 ๔๔.๔๗
๑๐. ป.5 33.00 18 ๕1.43
12 34.29 13 37.14 13 37.14 ๓๘.๒๐ 16 5.71 17 ๔8.57
๑๑. ป.5 18 51.43
17 48.57 14 40.00 14 40.00 17 48.57 16 45.71
๑๒. ป.5 13 37.14
10 28.57 10 28.57 9 25.71 16 45.71 13 37.14 11 31.43
๑๓. ป.5 13 37.14 15 42.86 12 34.29
๑๔. ป.5 14 40.00 12 34.29 12 34.29 12 34.29 ๑๕ ๔๒.๘๖ 9 25.71
๑๕. ป.5 ๑๔.๗๓ ๓๙.๔๓ ๑๔.๗๓ ๓๙.๔๓
13 37.14 14 40.00 13 37.14
รวมเฉลี่ย
18 51.43 13 37.14 14 40.00

16 45.71 11 31.43 8 22.86

12 34.29 13 37.14 9 25.71

11 31.43 14 40.00 8 22.86

๑๓.๖ ๓๘.๘๖ ๑๒.๗๓ ๓๖.๓๘ ๑๑.๘๗ ๓๓.๙๑

จากตารางที่ ๑5 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน
ภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสื่อมวลชนกีฬา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา สังกัด ตชด
43 นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๑๕ คน พบว่า ในภาพรวมก่อนได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการ
พูด อ่าน เขียนภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลี่ยร้อยละ ๓๘.๒๐ และหลังการได้รับส่งเสริมและ
พฒั นาการพดู อ่าน เขียนภาษาไทย มผี ลการประเมินเฉล่ยี รอ้ ยละ ๔๔.๔๗ มคี ะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อย
ละ ๖.๒๗ นักเรียนผา่ นการประเมนิ จำนวน ๘ คน ไมผ่ ่านการประเมนิ จำนวน ๗ คน

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔๔
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้าน
บาโรย อำเภอสะเดา จังหวดั สงขลา สงั กัด ตชด.43 มีนักเรียนเข้ารว่ มโครงการจำนวน ๑ คน ผลการ
พัฒนานักเรยี นผ่านการประเมนิ

สรุปผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย ของเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา
จำนวน ๑๒ โรงเรยี น มผี ลการดำเนินงานดังตารางท่ี ๑6

ตารางที่ ๑6 ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย ในจังหวัดสงขลาจำนวน ๑๒
โรงเรยี น กลมุ่ เปา้ หมายจำนวน ๑๖๕

ท่ี โรงเรียน จำนวน คะแนนรอ้ ย คะแนนรอ้ ยละ คา่ พัฒนา จำนวนนกั เรียน
ผา่ น ไมผ่ ่าน
นกั เรยี น ละก่อนพัฒนา หลังพัฒนา ๓๐.๕๓
๓๐.๒๙ ๔๑
๑. บ้านสะกอม ๕ ๑๕.๑๔ ๔๕.๖๗ ๒๐.๐๒ ๑๔ ๓
๑๗.๘๐ ๕๗
๒. สง่ เสริมอสิ ลาม ๑๗ ๔๐.๕๙ ๗๐.๘๘ ๕ ๒๘
๒๑.๖๗ ๑-
๓. ตชด.เชญิ พิศลบตุ ร ๑๒ ๒๒.๒๒ ๔๒.๒๔ ๑๘.๐๘ ๑๒ ๓
๙.๓๓ ๑๓ ๑๓
๔. ตชด.บา้ นประกอบออก ๑๐ ๑๖.๙๐ ๓๔.๗๐ ๘.๓๗ ๔๖
๕.๓๑ - ๒๕
๕. บ้านโมย ๑ ๘๒.๕๐ ๘๗.๕๐ ๒๑ ๕
๖.๒๗ ๓-
๖. บา้ นควนหรัน ๑๕ ๔๐.๕๕ ๖๒.๒๒ ๑๕.๗๐ ๘๗
๘๕ ๗๘
๗. ตชด.มหาราช๑ ๒๖ ๓๔.๖๙ ๕๒.๗๗

๘. ตชด.บา้ นสำนักเอาะ ๑๐ ๑๔ ๒๓.๓๓

๙. ตชด.บ้านหาดทราย ๒๕ ๒๓.๓๒ ๓๑.๖๙

๑๐. ตชด.พลเอกนวล ๒๖ ๕๔.๙๒ ๖๐.๒๓

๑๑. ตชด.บา้ นชายควน ๓

๑๒. ตชด.สือ่ มวลชนกฬี า ๑๕ ๓๘.๒๐ ๔๔.๔๗

รวมเฉล่ยี ๑๖๕ ๓๔.๘๒ ๕๐.๕๒

จากตารางที่ ๑6 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย
ของเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา จำนวน ๑๒ โรงเรียน นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ๑๖๕ คน พบว่าใน
ภาพรวม กอ่ นไดร้ ับการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขียนภาษาไทย มผี ลการประเมนิ เฉลยี่ ร้อยละ
๓๔.๘๒ และหลังการได้รับสง่ เสริมและพฒั นาการพูด อา่ น เขยี นภาษาไทย มผี ลการประเมนิ เฉล่ียร้อย
ละ ๕๐.๕๒ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕.๗๐ นักเรียนผ่านการประเมินจำนวน ๘๕ คน ไม่ผ่าน
การประเมินจำนวน ๗๘ คน

รายงาน โครงการสง่ เสรมิ และพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๕
สำนักงานกาชาดจังหวดั สงขลา

บทที่ 5
สรปุ ผลการดำเนินการ

การรายงานผลดำเนนิ งานโครงการสง่ เสรมิ และพฒั นาการพูด อ่านเขียนภาษาไทย ของเหลา่
กาชาดจงั หวัดสงขลา มีวตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื

๑. เพื่อเสริมสร้างทักษะในการอ่าน การเขียน ภาษาไทย และสร้างบรรยากาศในการ
เรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียนในถ่นิ ทุรกันดารและเดก็ นกั เรยี นในพ้นื ทปี่ กติ

๒. เพื่อสรา้ งความตระหนกั ร้ใู นการใช้ภาษาไทย
๓. เพื่อให้ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม
สง่ เสริมการใชภ้ าษาไทย

สรุปผลการดำเนินการ
ผลการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย ของเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลาจำนวน

๑๒ โรงเรียน นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ๑๖๕ คน พบว่าในภาพรวม ก่อนได้รับการส่งเสริมและ
พฒั นาการพูด อา่ น เขียนภาษาไทย มีผลการประเมนิ เฉล่ียร้อยละ ๓๔.๘๒ และหลงั การได้รับส่งเสริม
และพฒั นาการพูด อา่ น เขยี นภาษาไทย มีผลการประเมินเฉลยี่ ร้อยละ ๕๐.๕๒ มคี ะแนนเฉล่ียเพ่ิมขึ้น
รอ้ ยละ ๑๕.๗๐ นักเรยี นผ่านการประเมนิ จำนวน ๘๕ คน ไม่ผา่ นการประเมินจำนวน ๗๘ คน

จากโรงเรียน 13 โรงเรียน ได้มีโรงเรียน 1 โรงเรียน โรงเรียนบ้านบาโรย ปลอดนักเรียนท่ี
อา่ นไม่ออกเขียนไมไ่ ด้

ข้อเสนอแนะ
ควรมีการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ในรูปแบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การสัมภาษณ์ การสอบถาม

การศึกษาเอกสารท่ีเก่ยี วข้อง เพอ่ื ใหท้ ราบข้อมูลเพม่ิ เติมในเชงิ ลกึ

ปัญหา อปุ สรรค
๑. การขับเคล่ือนการดำเนินงานโครงการขยายผลโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน

เขยี นภาษาไทยในจังหวัดสงขลา ได้รบั การอนมุ ัตจิ ัดสรรงบประมาณอย่างเพยี งพอแต่ประกอบการเกิด
สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) จึงทำให้การ
ขับเคลื่อนกิจกรรมบางกิจกรรมไม่บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น การจัดอบรมครู เพื่อสร้าง
ความรู้ ความเข้าใจ เจตคติที่ดีเกี่ยวกับหลักการและวิธีการ ส่งเสริมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพือ่
พฒั นาทกั ษะการฟัง - พดู ภาษาไทยเพอื่ การสอ่ื สารตาม โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียน
ภาษาไทยในจังหวัดสงขลาการจัดการเรยี นการสอนเสริมให้นักเรียนในโรงเรียนปลอดจากการอ่านไม่
ออกเขยี นไม่ได้

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพฒั นาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔๖
สำนักงานกาชาดจังหวดั สงขลา

2. กลุ่มเป้าหมายขาดแรงจงู ใจต่อการพัฒนาทักษะการพดู อ่าน เขยี นภาษาไทย
3. กลุ่มเป้าหมายขาดความต่อเนื่องในการเรียนเนื่องจากผู้ปกครองต้องประกอบอาชีพต้อง
นำนักเรียนตดิ ตามผู้ปกครอง
4. กลุ่มเป้าหมายขาดความมั่นใจ เกร็ง ประหม่า อาย ที่จะสื่อสารภาษาไทยกับ
บุคคลภายนอก
5. การร่วมมือของผู้ปกครองในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการฟัง พูดภาษาไทยเพื่อการ
สื่อสาร ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่านเขียนภาษาไทยสถานศึกษาในจังหวัดสงขลา
บางพื้นที่ยังไม่เห็นถึงความสำคญั ประกอบกับเนื่องจากที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ทำให้ผู้ปกครองให้นักเรียนหยุดเรียนเพื่อความ
ปลอดภัย

แนวทางแกไ้ ข

1. เนื่องจากโครงการขยายผลการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการฟัง-พูดภาษาไทยเพื่อการ
สอื่ สาร ตาม โครงการส่งเสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ นเขียนภาษาไทยสถานศึกษาในจังหวัดสงขลา ได้
มกี ารดำเนินงานมาตง้ั ปงี บประมาณ พ.ศ. 2563 ในบางกิจกรรมจงึ ได้มีการขบั เคลื่อน การดำเนินงาน
ได้โดยไมจ่ ำเป็นตอ้ งรอการจดั สรรงบประมาณ และไดม้ ีการวางแผนการดำเนินงานอยา่ ง ต่อเน่อื ง เป็น
ระบบ

2. สร้างตัวช่วยหลัก ตัวช่วยรอง ซึ่งเป็นลูกหลานของผู้ใหญ่บา้ น คุณครูอาสา คุณครู กศน.
ในการพัฒนาทักษะการฟัง พูด ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด
อา่ นเขยี นภาษาไทยสถานศึกษาในจงั หวัดสงขลา

3. สร้างความเข้าใจกับชุมชน เครือข่ายต่อการพัฒนาทักษะการฟัง - พูดภาษาไทยเพื่อการ
สอ่ื สารตามโครงการสง่ เสรมิ และพฒั นาการพูด อ่านเขยี นภาษาไทยสถานศกึ ษาในจงั หวดั สงขลา

4. มีการบูรณาการร่วมกับโครงการกิจกรรมที่เก่ียวข้องทางด้านการพัฒนาทักษะภาษาเพือ่
การสอื่ สารทม่ี อี ยใู่ นพน้ื ที่

5. มีการจัดทำ SWOT ทุกครั้งหลังจากจบการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรม หรือหลังจาก
เสร็จสิน้ โครงการ เพอื่ วิเคราะห์ สงั เคราะหผ์ ลการดำเนนิ งานเพ่ือนำไปสกู่ ารพัฒนาการดำเนินงานให้
มปี ระสทิ ธิภาพ ต่อไป

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพัฒนาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๗
สำนกั งานกาชาดจงั หวัดสงขลา

บรรณานกุ รม

กรรยา พรรณนา, จิตสาธารณะสร้างได้งา่ ยนดิ เดยี ว, (กรุงเทพมหานคร: สำนกั พิมพ์แห่ง

จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๕๙), หนา้ ๑๓.

จารวุ รรณ พรหมวงศ.์ (2551). ภาษาไทย. ม.ป.ท.
ชำนะ บชู าสขุ . (2546). ภาษาไทยเพอ่ื อาชีพ 1. กรุงเทพฯ : แม็ค.
ฐะปะนีย์ นรรคทรรพ และประภาศรี สหี อำไพ. (2548). ภาษาไทยสำหรับครู. กรุงเทพฯ :

คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. (เอกสารอัดสำเนา).
นนทิยา ตันศรเี จรญิ . (2546). วารสารสารปฏริ ูป สื่อเพื่อการปฏริ ปู การศกึ ษา สำหรบั การเรยี นรู้

กิจกรรมพฒั นาการเขียน. 6,60 (เมษายน) : 24-27.
ปราโมทย์ ชูเดช. (2550). การสร้างแบบฝกึ อ่านออกเสียงคำควบกล้ำสำหรับนักศกึ ษา

มหาวิทยาลัยหัวเฉยี วเฉลิมพระเกยี รต.ิ มหาวทิ ยาลัยหวั เฉยี วเฉลิมพระเกียรต.ิ
มณีรัตน์ สุกโชติรตั น.์ (2548). อ่านเปน็ : เรยี นกอ่ น – สอนเกง่ . กรงุ เทพฯ: นานมบี ุ๊คพับลเิ คชนั่ 48.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2556). พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน่อื งในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
7 รอบ 5 ธนั วาคม 2554. กรุงเทพฯ: ศิริวฒั นาอนิ เตอร์พร้ินท์ จำกัด (มหาชน).
เรืองอุไร อินทรประเสริฐ และคณะ. (2546). ภาษาไทยเพ่ืออาชพี 1. กรุงเทพฯ : ศูนยส์ ง่ เสริมวิชาการ.
วัชรา ไชยสาร, “จิตสาธารณะและสำนกึ พลเมืองปฐมบทแหง่ การเมืองภาคประชาชน”, วารสาร

รัฐสภาสาร, ปที ่ี ๖๐ ฉบับที่ ๘ (สงิ หาคม ๒๕๕๕): ๑๔-๑๖.

วชิ าการ, กรม กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2546). แนวทางการประเมนิ ผลด้วยทางเลอื กใหม่. กรุงเทพฯ:
กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร.

วิรัตน์ วรรณรตั น์. (2552). การวัดและประเมินผลการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สำนกั ทดสอบทาง
การศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.

ศกึ ษาธิการ, กระทรวง. (2551). ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลางกล่มุ สาระการเรยี นรู้
ภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

ศกึ ษาธิการ, กระทรวง. (ม.ป.ป.). แนวทางการพฒั นาและประเมนิ การอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียน
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ: ครุ ุสภา
ลาดพร้าว.

ศภุ รัตน์ รตั นมขุ ย์ อ้างใน, อรัญญา ตยุ้ คมั ภรี ์ และ จิระสุข สขุ สวัสด์ิ, จิตวิทยาเพ่อื การพัฒนาตนและ

การสรา้ งสรรค์สังคม หน่วยที่ ๑๕, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์

มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๕๙), หนา้ ๘.

รายงาน โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขยี น ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔๘
สำนกั งานกาชาดจังหวดั สงขลา

ศภุ ลกั ษณ์ แสงอรุณรกั ษ.์ (2553). การพัฒนาทักษะการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขียนภาษาไทยโดย
ใชน้ ิทานสำหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนบ้านปา่ ลนั จังหวัดเชียงราย.
วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาการศึกษามหาบณั ฑิต มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช.

ศภุ วรรณ มองเพชร. (2547). ภาษาไทยเพอ่ื อาชีพ 1. กรงุ เทพฯ: ศูนย์ส่งเสรมิ อาชีวะ.
สนทิ ต้งั ทว.ี (2548). ความรู้และทกั ษะทางภาษา. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร.์

สังคม,จิตวทิ ยาเพื่อการดำรงชวี ติ หน่วยที่ ๑๕, (นนทบุร:ี สำนกั พมิ พ์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๕๙), หน้า ๒๔

สำนกั นันทนาการกรมพลศกึ ษา, การใช้นันทนาการเพ่ือพฒั นาจิตใจเด็กชว่ งก้าวส่วู ัยรุ่น,

(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพเ์ อส.ออฟเซ็ทกราฟฟคิ ดีไซน์, ๒๕๕๗), หน้า ๑๔-๒๙.

สปุ รยี า มาลากาญจน์. (2547). การสอนภาษาไทยระดบั ประถมศกึ ษา. นครศรธี รรมราช :
ภาควชิ าภาษาไทย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎนครศรีธรรมราช.

สุรอยยา โชคชยั อนนั ต์พร. (2552). การพัฒนาทกั ษะในการอา่ น คิดวิเคราะห์ เขียน และ
คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ โดยใช้นทิ านอสี ปเปน็ ส่ือการสอนภาษาไทย สำหรบั นกั เรียน
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นประเสริฐอิสลาม จงั หวดั นนทบรุ ี. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญา
การศกึ ษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.

สุรางค์ โคว้ ตระกลู . (2552). จติ วิทยาการศึกษา. พิมพ์คร้ังที่ 8. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
สุรยิ เดว ทรปี าตี, พัฒนาการและการปรบั ตัวในวัยรุ่น, (นครปฐม: ห้างห้นุ สว่ นสามญั นิติ

บคุ คลเจ้ียฮว๊ั , ๒๕๕๔),, หน้า ๑-๑๐.

สวุ ทิ ย์ มูลคำ. (2550). กลยุทธก์ ารสอนคิดวเิ คราะห์. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
อรญั ญา ตุย้ คัมภรี ์ และจริ ะสุข สขุ สวสั ด์ิ, จติ วิทยาเพ่ือการพฒั นาตนและการสร้างสรรค์

อัจฉรา ชวี พันธ์. (2546). กิจกรรมการเขยี นสรา้ งสรรค์ในระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานิช.

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๔๙
สำนักงานกาชาดจังหวดั สงขลา

ภาคผนวก

วันที่ ๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕ นายกสภากาชาดจงั หวัดสงขลา และคณะนเิ ทศ
ร่วมนเิ ทศ ติดตาม โครงการส่งเสรมิ และพัฒนาการพดู อ่าน เขียน ภาษาไทย
ณ โรงเรยี นบา้ นสะกอม สังกัดสำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๓

อำเภอจะนะ จังหวดั สงขลา

รายงาน โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาการพูด อา่ น เขียน ภาษาไทย ปงี บประมาณ ๒๕๖๕ ๕๐
สำนักงานกาชาดจังหวดั สงขลา

วนั ท่ี ๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕ นายกเหลา่ กาชาดจงั หวดั สงขลา และคณะฯ
ออกเย่ียมเยยี นนกั เรียนในโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อา่ น เขียนภาษาไทย
ณ โรงเรียนสง่ เสริมอิสลาม อำเภอนาทวี สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา


Click to View FlipBook Version